เก็บตกข่าวคราวเรย์ชิกิและ FFXIII-2

เมื่อวาน Square Enix ได้จัดงานพบปะกับแฟนคลับขึ้นที่ย่าน Yamada Denki Labi1 ในเขต Ikebukuro เนื่องในโอกาสที่ Square Enix Members มีจำนวนครบ หนึ่งล้านคน!  (เป็นร่างแยกเท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบได้) ซึ่ง 2 สัปดาห์ก่อนก็มีจัดไปแล้วที่โอซาก้า คราวนี้ก็มาจัดอีกที่ โดยในงานนี้ก็จะมีสตาฟฟ์จากทีมพัฒนาที่หนึ่งอย่างคุณทาบาตะ (ผู้กำกับ FFVIIBC , FFVIICC, T3B, FF Type-0) คุณโทริยาม่า (ผู้กำกับ FFX, FFX-2, FFXIII, FFXIII-2) คุณคามิโคคุเรียว คุณนาโอระ (อาร์คไดเรคเตอร์) รวมถึงสตาฟฟ์ระดับโปรดิวเซอร์อย่างคุณคิตาเสะ และคุณฮาชิโมโตะ

ภายในการมีพูดคุยแบบเป็นกันเองระหว่างทีมงานกับแฟนๆ โชว์เดโมของ FFXIII-2 ให้ดู และตอบคำถามแฟนๆ ขอสรุปเนื้อหาย่อยๆ ดังนี้



  • คุณคิตาเสะกับคุณทาบาตะถามแฟนๆ ว่าได้เล่น (ซื้อ) เรย์ชิกิกันรึยัง ใครเล่นแล้วให้ยกมือขึ้น ทุกคนในงานก็ยกมือ พอถามว่าใครยังไม่ได้เล่นมั่งเอ่ย ก็ไม่มีใครยกมือขึ้นแม้แต่คนเดียว ทำให้คุณทาบาตะยิ้มแก้มแทบปริไปเลยทีเดียว
  • คุณทาบาตะได้ลองเล่นเรย์ชิกิบนเครื่อง PlayStation Vita แล้ว กราฟฟิกนั้นสวยงามมาก และการมีอนาล็อคอีกอันช่วยควบคุมมุมกล้องก็ทำให้การเล่นนั้นไหลลื่นมากขึ้น
  • สำหรับภาคต่อ คุณทาบาตะบอกว่า 'ผมก็อยากทำภาคต่ออยู่แล้ว ว่าแต่จะมีคนอยากเล่นรึเปล่านะ? (อ้อนให้คนซื้อเพิ่ม lol) ถ้าหากจะมีภาคต่อ เราคงจะไม่ได้ทำเนื้อเรื่องต่อจากเรย์ชิกิโดยตรง'
  • เหมือนกับตอนที่คุณคิตาเสะและคุณโนมูระมอบหมายให้คุณทาบาตะกำกับ Before Crisis FFVII และ Crisis Core FFVII คุณทาบาตะก็อยากจะสร้างโอกาสให้คนอื่นสามารถพัฒนาต่อยอดไปได้ในอนาคต
  • พอถึงช่วงสาธิตการเล่น FFXIII-2 คุณโทริยาม่าก็ใส่ไมค์แบบเฮดโฟนด้วยลีลาที่ทำให้แฟนๆและเพื่อนสตาฟฟ์ฮากลิ้ง


  • คุณโทริยาม่าเลือกบังคับเซร่าห์ให้ขี่โจโคโบะวิ่งไปทั่วทุ่งอไคลท์ที่แสนคุ้นเคย พอสู้กับมอนสเตอร์ไปได้สักพักก็จะเจอกับเจ้าจาโบเทนเดอร์ หลังจากปราบมันได้แบบสบายๆเสร็จคุณโทริยาม่าก็สารภาพว่าผมเล่นในโหมดง่ายนะครับพี่น้อง ตัวจริงโหดกว่านี้เยอะ (ฮา)
  • เข้าสู่ช่วงถาม-ตอบ แฟนๆถามว่า ตัวละครในเรย์ชิกิที่ทีมงานชอบคือตัวไหนกันบ้าง คุณทาบาตะบอกว่าชอบอิซานะ เพราะเค้าเป็นคนที่ดูเท่ดีนะ ส่วนคุณนาโอระชอบเอธ แต่ถ้าหมายถึงตอนใช้งานก็จะชอบเอซมากกว่า พอถูกถามว่าใครเก่งที่สุดในเรื่องนี้ คุณทาบาตะก็พูดเอาฮาว่า อเรเซีย ไงล่ะ (คนที่ถามเค้าถามถึงตัวละครที่เล่นได้) คุณคิตาเสะก็ตอบว่าตัวละครโจมตีระยะไกลอย่าง เอซและคิง นั้นค่อนข้างจะเก่งกว่าเพื่อน แต่ส่วนตัวแล้วผมชอบใช้เคทมากกว่า


  • จะมีชุดนักเรียนของเรย์ชิกิให้ใส่ใน FFXIII-2มั้ย (หมายถึง DLC) คุณคิตาเสะบอกว่าไม่แน่ใจ แต่ก็อาจเป็นไปได้นะ
  • ความจริงแล้วคลาสซีโร่แต่ละคนนั้นมีชื่อจริงรึเปล่า? คุณทาบาตะบอกว่าแต่เดิมแล้วทีมงานตั้งใจจะคิดชื่อจริงให้พวกเค้า แต่ทำไปทำมาก็เลิก เพราะเขาคิดว่าโค้ดเนมพวกนี้ก็ดูลึกลับดี
  • สมัยที่ยังพัฒนาเพื่อลงโทรศัพท์มือถือนั้น ได้มีการออกแบบภาพหอพักในเพอริมเตอเลียมของคลาสซีโร่ไว้แล้ว แต่ภายหลังก็ถูกตัดไปเพราะปัญหาเรื่องขนาดของเกม
  • เมื่อถูกถามว่า ตัวเกมบน Vita จะตอบสนอง UMD Passport program มั้ย? (แอพที่ทำให้คนที่มีแผ่น UMD ซื้อเกมเวอร์ชั่นดาวน์โหลดได้ถูกลง) คุณฮาชิโมโตะก็ตอบว่าทีมงานกำลังพิจารณากันอยู่
  • แฟนอีกคนถามว่าแล้วตัวเกมเวอร์ชั่น Vita จะเล่นโหมดมัลติเพลเยอร์ได้รึเปล่า? ตัวแทนจาก Sony ก็แทรกเข้ามาตอบคำถามนี้ว่าได้แน่นอน
  • สุดท้าย แฟนๆถามว่าจะมี DLC ที่เราจะได้เล่นเป็นตัวละครหลักอื่นๆ จาก FFXIII มั้ย? คุณคิตาเสะก็ตอบว่ากำลังพิจารณาเช่นกัน ทีมงานอยากจะตอบสนองสิ่งที่แฟนๆ ต้องการอยู่แล้ว โดยจะเปิดเผยรายละเอียดของ DLC หลังจากที่ตัวเกมได้เริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ไปแล้ว


ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้านก็มีการจับไม้จับมือ แจกของที่ระลึกพร้อมมอบลายเซ็นต์ เห็นแบบนี้แล้วก็อยากไปมั่งจริงเล้ย ;__;

https://www.famitsu.com/news/201112/10006866.html

https://www.4gamer.net/games/127/G012733/20111210006/

http://andriasang.com/comzb1/square_enix_members_qa

https://web.archive.org/web/20120107141633/http://andriasang.com/comzb1/square_enix_members_qa


------------------------------------

หมายเหตุปี 2026: เนื้อหาด้านบนเป็นบทความที่เขียนไว้ในปี 2011 ตามรูปแบบและสำนวนในเวลานั้น ด้านล่างเป็นฉบับแปลและเรียบเรียงใหม่ โดยตรวจเทียบรายละเอียดจากรายงาน Famitsu และ 4Gamer เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในอนาคต

------------------------------------


หนูเลยลองเรียบเรียงเป็น ฉบับ archive ปี 2026 ให้โดยรักษาว่าใครพูดอะไร และแยก Type-0 / XIII-2 ชัดเจนค่ะ

Square Enix Members ครบ 1 ล้านคน — ทีม FF Type-0 และ FFXIII-2 เปิดใจในงาน Creator Campaign

วันที่ 10 ธันวาคม 2011 Square Enix จัดงาน “Square Enix Members Creator Campaign” ที่ LABI1 Ikebukuro ในโตเกียว เพื่อฉลองจำนวนสมาชิก Square Enix Members ในญี่ปุ่นทะลุ 1 ล้านคน มีแฟน 150 คนแรกได้เข้าสู่พื้นที่งาน และมีคนมาต่อคิวกันตั้งแต่เช้ามืด งานนี้รวมทีมหลักจาก Final Fantasy Type-0 และ Final Fantasy XIII-2 ไว้พร้อมหน้าค่อนข้างหายาก ได้แก่ Shinji Hashimoto, Yoshinori Kitase, Hajime Tabata, Motomu Toriyama, Yusuke Naora และ Isamu Kamikokuryo 

Shinji Hashimoto เปิดงานโดยบอกว่า Square Enix Members มีสมาชิกในญี่ปุ่นเกิน 1 ล้านคนแล้ว ส่วนบัญชี Twitter ที่เขาดูแลก็มีผู้ติดตามเกิน 30,000 คน โดยแซวว่าทวีตส่วนใหญ่ทำจากบนรถไฟระหว่างเดินทางไปทำงาน พร้อมฝากให้แฟน ๆ ช่วยกันสนับสนุน FFXIII-2 ที่กำลังจะออกในอีกไม่กี่วันด้วย 

Final Fantasy Type-0 — Tabata พูดถึงรางวัล เพลง “Zero” และอนาคตของซีรีส์

Hajime Tabata เริ่มด้วยการขอบคุณแฟน ๆ หลัง Type-0 ได้ Gold Prize จาก PlayStation Awards 2011 ทั้งที่ยอดขายที่ถูกนับในช่วงรางวัลมีเวลาเพียงประมาณ 3 วันหลังออกจำหน่ายเท่านั้น เขายอมรับว่าจริง ๆ ตั้งเป้าถึง Platinum Prize และหวังว่าผลงานในอนาคตจะไปถึงจุดนั้นให้ได้ 

Tabata ยังเล่าถึงการได้ไปชมคอนเสิร์ต BUMP OF CHICKEN ผู้ร้องเพลงธีม “Zero” ด้วย เดิมทีเขาไปถึงหลังเพลงนั้นเล่นจบแล้ว แต่ทางวงจัดที่นั่งให้ใหม่ในวันถัดมา เมื่อได้ฟังจริง ๆ เขาบอกว่าเกือบร้องไห้ เพราะเพลงนี้เกิดขึ้นจาก Type-0 และภาพในเพลงก็ซ้อนทับกับภาพตอนจบของเกมอย่างแรง 4Gamer เพิ่มรายละเอียดว่า ตอนคุยงานกับ BUMP ทีมไม่ได้บอกเนื้อเรื่องละเอียดมาก เพียงถ่ายทอดทิศทางหลัก ๆ แต่เมื่อเนื้อเพลงส่งกลับมา Tabata ถึงกับคิดว่าบางช่วง “ตรงกับเกมจนคนอาจมองว่าเป็นสปอยล์” 

เรื่องการคัดนักพากย์ Tabata บอกว่าปล่อยให้ Tetsuya Nomura รับผิดชอบเต็มที่ หลังจากตกลงกันเรื่องบุคลิกของตัวละครแล้ว วิธีของ Nomura คือฟัง sample voice จำนวนมากไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอเสียงที่ตรงกับภาพของตัวละครจริง ๆ ไม่ได้เลือกเพราะผู้พากย์มีชื่อเสียง Kitase เสริมว่าเกณฑ์หลักคือ “เข้ากับตัวละครหรือไม่” มากกว่าชื่อเสียงหรือบทที่ผ่านมา และ 4Gamer ระบุว่าความพิถีพิถันนี้ถึงระดับที่กินเวลาในการพัฒนาเลยทีเดียว 

เมื่อถูกถามเรื่องภาคต่อ Tabata บอกว่า อยากทำ แต่ไม่ได้คิดถึงการเล่าเรื่องต่อโดยตรงจาก Type-0 เขาย้อนถึงประสบการณ์ตอนทำ Before Crisis FFVII และ Crisis Core FFVII ว่า หลังจากมีผลงานที่เป็น “แกนหลัก” แล้ว เขาอยากสร้างโลกที่ยังมีพื้นที่ให้คนรุ่นถัดไปเข้ามาต่อยอดได้ เหมือนที่ Kitase และ Nomura เคยเปิดพื้นที่ให้เขาใน Compilation of FFVII ดังนั้นหาก Type-0 มีงานต่อยอด ก็ไม่จำเป็นว่าตัวเขาจะต้องเป็นคนสร้างเองเสมอไป

นี่เป็นประโยคที่หนูว่า ควรเก็บไว้มาก ๆ สำหรับใช้อ้างอิงเรื่องแนวคิดของ Tabata เพราะความหมายคือ เขาไม่ได้มอง “ภาคต่อ” แค่ในฐานะ Type-0 Part 2 แต่คิดเป็น IP/world ที่คนอื่นสามารถรับช่วงต่อได้

เรื่อง Vita เขาบอกว่าเคยลองเล่น Type-0 บน PlayStation Vita แล้ว ภาพสวยมาก และ analog stick ทำให้ควบคุมกล้องสะดวกกว่าเดิม จึงแนะนำให้ลอง ส่วนโหมด multiplayer ก็มีตัวแทน SCE ยืนยันในงานว่าสามารถเล่นบน Vita ได้ไม่มีปัญหา 

ตัวละครและรายละเอียดที่ถูกตัดจาก Type-0

Tabata บอกว่าตัวละครที่ชอบที่สุดคือ Izana เพราะแม้จะปรากฏแค่ช่วงต้น แต่ในมุมของเขา Izana เป็นผู้ชายที่ใช้ชีวิตมาอย่าง “เท่มาก” ส่วน Naora ถ้ามองด้านการเล่นชอบ Ace แต่ถ้ามองด้านเรื่องราวชอบ Eight

สำหรับคำถามว่าใคร “แข็งแกร่งที่สุด” Tabata ตอบแบบติดตลกว่าอาจเป็น Arecia; Kitase มองว่าตัวละครโจมตีระยะไกลอย่าง Ace หรือ King ได้เปรียบ โดยตัวที่เขาใช้เองคือ Cater ส่วน Naora แซวว่า ถ้าเป็นผู้เล่นชายก็คงต้อง Emina “ในหลาย ๆ ความหมาย” ค่ะ 55555

สมาชิก Class Zero เดิมมีการตั้งค่าให้อยู่หอกันจริง และในช่วงที่โครงการยังพัฒนาในฐานะเกมมือถือ ทีมเคยวางแผนให้แต่ละคนมีห้องของตัวเอง Naora บอกว่าทีมถึงขั้นออกแบบโรงอาหารและองค์ประกอบชีวิตในหอไว้แล้ว แต่ต้องตัดออกเพราะปริมาณเนื้อหาเยอะเกินไป ส่วนชื่อจริงของสมาชิก Class Zero นั้น Tabata เคยคิดว่าจะตั้ง แต่สุดท้ายหยุดไว้ เพราะรู้สึกว่าการใช้ codename ดูลึกลับเหมาะกว่า 

เรื่องเดโม Tabata บอกว่า ถ้าตารางพัฒนาเอื้อ เขาอยากให้เกมมี demo เพราะในฐานะผู้สร้าง เขาอยากให้ผู้เล่นได้ทดลองก่อนออกจริงและพูดความเห็นอย่างอิสระ 4Gamer อธิบายเพิ่มว่า Type-0 เป็นรูปแบบเกมที่ถือว่าใหม่สำหรับ FF ในตอนนั้น ทีมจึงอยากได้ feedback ก่อนวางขายเป็นพิเศษ

อีกคำตอบที่น่าสนใจมากคือ เมื่อถูกถามว่าทำไมผลงานของ Tabata ถึงมี “การต่อสู้/สงคราม” เด่น เขาบอกว่า สิ่งที่ให้ความสำคัญคือ เรื่องราวและการมีตัวตนของตัวละคร อย่าง Crisis Core เขาต้องการให้คนเห็น Zack มีชีวิตอยู่ในแต่ละชั่วขณะ และ Class Zero ก็มีแนวคิดคล้ายกัน เขารู้สึกว่าช่วงเวลาที่คนเปล่งประกายที่สุดสามารถถ่ายทอดได้ชัดในสถานการณ์การต่อสู้ นั่นจึงอาจเป็นเหตุผลที่เขาชอบเล่าเรื่องผ่านสงครามและการต่อสู้ 

Final Fantasy XIII-2 — Lightning, Snow, DLC และโครงสร้างเกมที่เปิดกว่า XIII

ฝั่ง XIII-2 Motomu Toriyama นำเดโม opening ที่ Lightning ต่อสู้กับ Caius มาแสดง และยืนยันว่า แม้ตอนนั้นมีคนกังวลว่า Lightning อาจไม่ได้เล่น แต่หลัง opening ผู้เล่นสามารถควบคุม Lightning และ Odin ได้จริง จากนั้น Lightning ก็ยังมีบทบาทในฐานะผู้เฝ้ามองการเดินทางของ Serah และ Noel ต่อไป 

เดโม Archylte Steppe แสดงระบบเปลี่ยนสภาพอากาศเพื่อเปลี่ยนมอนสเตอร์ที่ปรากฏ, การกระโดดได้ทั่วไป, Chocobo ที่กระโดดสูงกว่าเพื่อไปพื้นที่ที่ตัวละครเดินปกติไปไม่ได้ และ Moogle Throw สำหรับโยน Mog ไปเก็บสมบัติที่อยู่ไกลมือ นอกจากนี้ 4Gamer ลงรายละเอียดระบบต่อสู้ว่า Paradigm เดียวกันสามารถมีรูปแบบเน้นเป้าหมายเดี่ยวหรือกระจายพื้นที่, มี Mog Clock สำหรับสร้างความได้เปรียบเมื่อเริ่มต่อสู้เร็ว และสามารถเปลี่ยนระดับความยากระหว่างเล่นได้ 

ส่วน Snow ทีมตอบกันค่อนข้างฮาค่ะ Toriyama บอกว่าไม่ได้แปลว่า Snow ไม่เป็นที่นิยม แต่ตอนบันทึกเสียง Daisuke Ono มักกลับมาเล่นบท Snow แล้วเผลอทำเสียง “เท่เกินไป” เพราะไปพากย์ตัวละครหล่อ ๆ มาเยอะ ทีมจึงต้องกำกับซ้ำ ๆ ว่าให้เล่น “ดูบื้อกว่านี้หน่อย” Kitase บอกว่า XIII-2 เน้น Serah กับ Noel ทำให้ Snow มีบทน้อยลง แต่ฉากที่มีอยู่เป็นฉากดี ๆ ส่วน Kamikokuryo แซวว่าภาคแรกก็ตกใจกับ bandana ของ Snow แล้ว ภาคนี้ก็ตกใจกับทรงผมอีก 

Toriyama อธิบายว่า XIII-2 ออกแบบให้เลือกได้ทั้งเล่นเนื้อเรื่องหลักอย่างต่อเนื่อง หรือย้อนผ่าน Historia Crux ไปเก็บรายละเอียดและเล่นแต่ละพื้นที่ซ้ำ ๆ ก็ได้ การพัฒนาตัวละครก็ไม่ถูกล็อกตามความคืบหน้าเหมือน XIII ผู้เล่นสามารถปั้นแต่ละ Role ไปถึงระดับ 99 ได้ตั้งแต่ก่อนช่วงท้ายเกม และมีองค์ประกอบลักษณะ “Limit Break” สำหรับสายทำ completion ด้วย 

เรื่อง DLC Kitase ยืนยันว่าทีมไม่ได้วางไว้แค่มอนสเตอร์อย่าง Omega หรือ costume แต่มี additional episodes ด้วย โดยตั้งใจให้โลกและเรื่องราวของ XIII-2 ยังขยายต่อหลังวางจำหน่าย ส่วนตัวละครจาก XIII ภาคแรกก็อยู่ระหว่างพิจารณาเพื่อนำกลับมาใน DLC และทีมต้องการตอบสนองสิ่งที่แฟน ๆ คาดหวังให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

Toriyama มองว่าจุดเด่นที่อยากให้จับตาที่สุดของ XIII-2 คือการที่ cutscene เชื่อมเข้าหา battle แบบต่อเนื่อง โดยเฉพาะลำดับจาก opening ซึ่งเขามองว่าเป็นรูปแบบการนำเสนอใหม่ของ Final Fantasy ส่วน Kamikokuryo ชี้ไปที่ Serah โดยบอกว่า ภาพลักษณ์ของเธอแตกต่างจากภาคแรก จากเด็กสาวที่ดูน่ารักและเป็นผู้หญิงมาก ๆ ครั้งนี้จะเห็น “ความเข้มแข็งที่อยู่ภายใน” ของเธอชัดขึ้น 

ไม่มีความคิดเห็น