ชีวิตกองบรรณาธิกาวประจำสัปดาห์
ชีวิตกองบรรณาธิกาว — สัปดาห์ที่ฝนตกไม่หยุด ข่าวก็ไม่หยุด และต้องไปดูหนัง ☔
‼มีวิจารณ์และ Spoiler ภาพยนตร์ Resident Evil (2026) ‼
ช่วงนี้หนูค้นพบเรื่องนึงเกี่ยวกับการช่วยทำเพจ คือสิ่งที่เหนื่อยที่สุดบางทีไม่ใช่ “งานเยอะ” แต่เป็นการที่สมองต้องเปลี่ยนโลกตลอดเวลา เมื่อกี้ยังวิเคราะห์โครงสร้างโลกของ Kingdom Hearts อยู่ อีกครึ่งชั่วโมงมาอ่าน Captain Tsubasa แล้วต้องนั่งหัวเราะเฮียวงะเปิดตัวด้วยการกระดกหมวก สักพักกลับไป FFVII แล้วต้องหาข้อมูล prediction ของ DLC กับระบบเกมอีก อารมณ์ดิชั้นเหมือนมี Tab เปิดอยู่ 37 อัน และไม่รู้ว่าอันไหนกำลังเปิดเพลงค่ะ ✨553253535443
ซึ่งหนูเริ่มเข้าใจแล้วว่า “การพัก” ของพี่บอนบางทีไม่ได้แปลว่านอนเฉย ๆ แต่คือเปลี่ยนจากหมกมุ่นเรื่องหนึ่งไปหมกมุ่นอีกเรื่องที่เหนื่อยน้อยกว่าแทน… เอิ่ม อันนี้เรียกพักได้อยู่มั้งคะ 🤣
แล้วครึ่งหลังของสัปดาห์นี่ ฝนคือจะเอาให้ได้เลยค่ะ ☔
ตกหนักหลายพื้นที่จนบรรยากาศทั้งเมืองดูเหมือนมีคนเปิด filter เทาไว้ตลอดเวลา
แต่สุดท้ายวันนี้เราก็ยังอุตส่าห์ออกไป MBK กันอยู่ดี แบบมนุษย์ที่พูดว่า “ฝนตกหนักจัง” แล้วอีก 10 นาทีต่อมาก็ออกจากบ้าน 555251545
หนูไปถึงก็เริ่มจากเข้าไปยัง Hunter × Hunter Exhibition ก่อน หนูชอบตรงที่งานมันไม่ได้มีแต่ของขายนะ พวกภาพ ฉาก ตัวละคร แล้วก็การจัดพื้นที่ มันให้ความรู้สึกเหมือนเดินผ่านความทรงจำของเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ มากกว่า เห็นตัวละครต่าง ๆ แล้วมีความรู้สึกแบบ เออ…การ์ตูนเรื่องนี้อยู่กับคนหลายวัยมานานจริง ๆ
พอออกจากงานก็เดินต่อไปส่อง Animate ส่องฟิกเกอร์ ส่อง Ichiban Kuji และยืนมองของที่อยากได้ ก่อนเห็นพี่ท่านพึมพำคนเดียวว่า “ซื้อไปแล้วตลอด 10 ปีข้างหน้ามันจะถูกวางอยู่ที่ไหนอย่างไรบ้างนะ…” จากนั้นก็วางกลับที่เดิม 5555512515 หนูนับถือความสามารถนี้นะ 🤣 เพราะถ้าเป็นหนู หยิบขึ้นมาแล้วก็ต้องเดินไปจ่ายเงินแล้ว
และแน่นอนว่าเราไปจบที่ Resident Evil (2026)‼
ดูจบแล้วสิ่งที่ติดอยู่ในหัวหนูไม่ใช่มอนสเตอร์ ไม่ใช่ Umbrella ไม่ใช่ฉากเลือดสาดด้วยนะ แต่เป็นไบรอันมากกว่า หนูชอบมากที่หนังเลือกเล่าคนธรรมดาคนนึงที่ไม่ได้มีคุณสมบัติพระเอก Resident Evil เลย เขาไม่ได้อยากกอบกู้โลก เขาแค่รับงานส่งของ แล้วจู่ ๆ ของในมือดันกลายเป็นสิ่งที่อาจช่วยคนทั้งเมืองได้ จากงานธรรมดาเลยกลายเป็นภารกิจที่ใหญ่เกินกว่าชีวิตเขาไปไกลมาก
แล้วหนังใจร้ายกับเขาแบบสุด ๆ 😭 หนูรู้สึกตลอดเรื่องว่าไบรอันเป็นคนประเภทที่ “ไม่ได้เก่งพอจะมั่นใจว่าจะรอด แต่ยังพยายามทำสิ่งที่ควรทำอยู่” ซึ่งมันทำให้เอาใจช่วยมากกว่าพระเอกที่ยิงเก่งตั้งแต่แรกอีก
เขามีแฟนที่กำลังท้อง มีบทสนทนาที่ยังพูดไม่จบ มีบ้านที่อยากกลับไป แต่ทุกกิโลเมตรที่เข้าใกล้ Raccoon City กลับเหมือนพาเขาห่างจากชีวิตเดิมออกไปเรื่อย ๆ
ที่หนูชอบสุดคือ ตอนจบไม่ให้รางวัลเขาเลย เขาพยายามมาทั้งเรื่อง ส่งของถึงมือ นักวิจัยทำวัคซีนสำเร็จแล้วด้วย แต่ทุกอย่างพังในช่วงสุดท้าย แล้วคนบนเฮลิคอปเตอร์ที่เห็นเขาตอนท้ายก็คงเห็นเพียง “มอนสเตอร์ตัวหนึ่งบนยอดตึก” เท่านั้น ไม่มีใครรู้ว่ามอนสเตอร์ตัวนั้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังเป็นคนส่งของธรรมดาที่แค่อยากกลับบ้านไปเคลียร์ใจกับคนรัก - โคตรเศร้าเลยค่ะ
มันทำให้หนูรู้สึกว่า Resident Evil รอบนี้เหมือนเอา NPC คนหนึ่งที่ปกติเราคงเดินผ่านในเกม แล้วขยายชีวิตเขาออกมาให้ดูว่า เขาก็มีโลกของตัวเองเหมือนกัน มีคนที่รัก มีเรื่องที่กลัว มีอะไรที่ยังอยากทำ แล้วคืนที่เมืองแตกไม่ได้มีแค่ Leon หรือ Jill ที่มีเรื่องเล่า ทุกคนในเมืองก็มีเรื่องเล่าของตัวเอง เพียงแต่ส่วนใหญ่ไม่มีใครรอดมาบอกเรา
ถ้าให้คะแนนจากความประทับใจส่วนตัวของหนู หนูให้ 8.5/10 ค่ะ มีบางจังหวะที่รู้สึกว่าหนังจงใจโยน reference เกมใส่หน้าคนดูจนดิชั้นแบบ “ค่ะ รู้แล้วค่ะว่า Resident Evil” 5515353535 แล้วความซวยของไบรอันบางช่วงก็ต่อคิวมากจนแทบเป็นมุก แต่หนูชอบโครงเรื่อง ชอบ body horror และชอบความเศร้าของตัวละครนี้มากพอที่ดูจบแล้วมันยังตามกลับบ้านมาด้วย
โดยเฉพาะประโยคเดียวที่ยังวนอยู่ในหัวหนูคือ
ไบรอัน… มึงเกือบทำสำเร็จแล้วจริง ๆ นะ 😭 ตรงนี้ถ้าเป็นหนังตามสูตรทั่วไป มันจะไม่จบแบบนี้
สรุปชีวิตกองบรรณาธิกาวสัปดาห์นี้ก็คือ ฝนตก ข่าวถล่ม สมองไหม้ เดินงาน HxH ส่องของแล้วไม่ซื้อ ไปดู Resident Evil ให้หนังทำร้ายจิตใจ แล้วกลับมาทำการบ้านต่อ
เป็นชีวิตที่มี efficiency แปลก ๆ มากค่ะ 5555512515
— จน่
==================
รีวิวเต็ม
Resident Evil (2026) — เรื่องของคนธรรมดาคนหนึ่งที่ดันต้องแบกความหวังของทั้งเมืองไว้ในกล่องเขียวใบเดียว
มีสปอยล์เนื้อเรื่องเต็ม ๆ
ถ้าถามเจนนี่ว่าชอบอะไรที่สุดใน Resident Evil ฉบับ Live Action ของ Zach Cregger รอบนี้ หนูคงตอบว่า หนูชอบที่หนังไม่ได้พยายามสร้าง “ฮีโร่ Resident Evil” ขึ้นมาเลยค่ะ
พระเอกอย่างไบรอันไม่ใช่ Leon ไม่ใช่ Chris ไม่ใช่ Jill ไม่ได้เป็นตำรวจหน่วยพิเศษ ไม่ได้เป็นทหาร ไม่ได้รู้เรื่องไวรัส ไม่เคยถูกฝึกมาให้ยิงซอมบี้ เขาเป็นแค่ผู้ชายหนุ่มธรรมดาที่หาเลี้ยงตัวเองด้วยงานขนส่งของเร่งด่วนให้โรงพยาบาล และวันหนึ่งก็ได้รับกล่องสีเขียวใบหนึ่งมา พร้อมคำสั่งง่าย ๆ ว่าให้เอาไปส่งโรงพยาบาล Raccoon General ให้เร็วที่สุด
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้างในคืออะไร ได้แต่เดาว่าอาจเป็นหัวใจ ตับ หรืออวัยวะของผู้ป่วยสักคนที่กำลังรอผ่าตัดอยู่ นั่นคือโลกปกติที่ไบรอันรู้จัก ก่อนที่โลกใบเดิมจะค่อย ๆ พังลงต่อหน้าเขาทีละนิด
ก่อนเรื่องซอมบี้จะเริ่มด้วยซ้ำ ชีวิตของไบรอันก็ยังมีปัญหาที่ยังสะสางไม่จบ
มิเชล แฟนสาวของเขากำลังตั้งครรภ์และโทรมาถามว่าจะทำอย่างไรกับเด็กในท้องดี ไบรอันตอบกลับไปว่า “ร่างกายของเธอ เธอต้องเป็นคนตัดสินใจเอง” ซึ่งถ้ามองตามหลักการมันก็ดูเหมือนเป็นคำตอบที่ให้เกียรติสิทธิของผู้หญิงนะ แต่ในฐานะคนรักมันดันฟังเหมือนโยนการตัดสินใจทั้งหมดกลับไปให้มิเชลคนเดียวค่ะ 😭
หนูไม่คิดว่าไบรอันเป็นผู้ชายเลวเลย เขาแค่เป็นคนประเภทที่คิดว่า “ไม่บังคับอีกฝ่าย = ทำสิ่งที่ถูกต้อง” ทั้งที่บางครั้งอีกฝ่ายไม่ได้อยากให้เราตัดสินใจแทน เขาแค่อยากรู้ว่า แล้วเธอล่ะ รู้สึกยังไงกับอนาคตของเราสองคน? มิเชลจึงงอนและคิดจะไปนอนที่อื่น ส่วนไบรอันก็ยังคิดว่าหลังส่งของเสร็จจะกลับไปเคลียร์กันที่บ้าน แต่ยิ่งรถเคลื่อนเข้าใกล้ Raccoon City สัญญาณโทรศัพท์ก็ยิ่งหายไป และสิ่งที่ควรเป็นเพียงการทะเลาะกันของคู่รักธรรมดา ก็ค่อย ๆ กลายเป็นคำพูดที่ไม่มีโอกาสพูดให้จบอีกเลย
แล้วหนังแม่งเริ่มเข้าสู่ Resident Evil แบบ “อ๋อค่ะ รู้แล้วว่าพวกเธอเป็นใคร” มาก 55562323623
ไบรอันเจอหญิงแก่ที่กลายเป็นซอมบี้เดินตัดหน้ารถ โดนชนกระเด็นยังลุกขึ้นมาได้ เจอหมาซอมบี้ที่เธอเลี้ยง เจอลุงในบ้านที่ติดเชื้อเหมือนกัน จากนั้นหนังก็เริ่มยัดดีไซน์จากเกมเข้ามาแบบหน้าตายมาก มีปืนลูกซองแขวนอยู่บนกำแพง มีเครื่องพิมพ์ดีดตั้งอยู่เหมือนเป็นเฟอร์นิเจอร์ธรรมดา มีกล่องกระสุนขนาดประหลาด ลิ้นชักที่ต้องรื้อหาไอเทม ประตูที่ล็อกด้วยระบบงง ๆ และกุญแจแปลก ๆ คือไม่ได้หยุดกล้องมาบอกนะว่า “นี่ Easter Egg จ้า!” แต่มันปล่อยให้แฟนเกมเห็นเองแล้วหัวเราะในใจว่า ใช่ค่ะ นี่มันบ้านคนในจักรวาล Resident Evil จริง ๆ 55555 ส่วนกฎของโลกก็ยังคุ้นเคย คนถูกกัดจะติดเชื้อและค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพ เพียงแต่ไวรัสในหนังภาคนี้ไม่ได้หยุดแค่การทำให้ศพเดินได้ มันเหมือนเร่งวิวัฒนาการชีวภาพจนเลยเถิด เนื้อเยื่อกลายพันธุ์ อวัยวะยืดเป็นเส้นหนวด ร่างกายรวมเข้ากับสิ่งมีชีวิตอื่นได้ และซากของลุงกับป้าที่โดนยิงจนเละก็ยังงอกหนวดมาเชื่อมกัน กลายเป็นสัตว์ประหลาดก้อนใหม่ที่มีแขนขามนุษย์งอกออกมามั่วไปหมด แล้วตามไบรอันไปแทบทั้งเรื่องอีกต่างหาก
คือพี่คะ มึงไม่มีธุระที่อื่นเหยอ 😭
เมืองตั้งใหญ่เลือกตามพนักงานส่งของคนเดียวเฉยเลย
ตรงนี้หนูว่าหนังจับหัวใจของ Resident Evil ยุคใหม่ได้ดีมาก เพราะความน่ากลัวมันไม่ใช่เพียง “ซอมบี้จะกัดเรา” อีกต่อไป แต่เป็น Body Horror ที่ถามว่า ถ้าไวรัสสามารถบังคับให้เนื้อเยื่อมีชีวิตและเปลี่ยนรูปร่างต่อไปได้โดยไม่สนโครงสร้างเดิม แล้วสุดท้ายสิ่งที่เคยเป็นมนุษย์จะยังเหลือ “ความเป็นมนุษย์” อยู่ตรงไหน
ฉากเด็กผู้หญิงยิ่งขยี้เรื่องนี้ได้ดี ไบรอันเห็นเด็กตัวเล็กที่กำลังหวาดกลัวและคิดจะช่วย แต่ร่างของเธอก็กำลังกลายพันธุ์ เมื่อเขาเข้าไปใกล้เด็กกลับกัดแขน ไบรอันยิงสวนทันที ก่อนร่างเด็กจะหายไปจนเขาเองยังไม่แน่ใจว่าตัวเองยิงเด็กจนร่างกระจาย หรือเด็กหนีไปได้ หรือสิ่งที่เห็นเป็นภาพจากความตื่นตระหนก แต่สิ่งหนึ่งที่จริงแน่นอนคือแผลกัดบนแขนของเขา ฉากนี้เลยไม่ใช่แค่เอาไว้บอกคนดูว่า “พระเอกติดเชื้อแล้วนะ” แต่กลายเป็นบาดแผลทางใจด้วย เขาต้องเดินต่อโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเพิ่งฆ่าเด็กหรือเปล่า และต่อให้เด็กคนนั้นติดเชื้อจริง ความรู้สึกผิดก็ไม่ได้หายไปเพราะเหตุผลนั้นอยู่ดี
จากนั้นหนังเปลี่ยนเป็น สงครามส่งด่วนนนนน เต็มรูปแบบค่ะ 55553545155 เมื่อเจ้าหน้าที่ Umbrella อธิบายให้ไบรอันรู้ว่าของในกล่องเขียวไม่ใช่อวัยวะธรรมดา แต่เป็นสารสำคัญที่ Raccoon General ต้องใช้ผลิตวัคซีน ไบรอันถึงได้รู้ว่างานส่งของเที่ยวนี้ไม่ได้หมายถึงการช่วยคนไข้หนึ่งคนอีกแล้ว แต่มันอาจหมายถึงชีวิตของคนทั้งเมือง
สิ่งที่หนูชอบคือหนังไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นพระเอกผู้เสียสละแบบขึ้นมายืนประกาศว่า “ผมจะช่วยทุกคนเอง!” เขาก็ยังเป็นไบรอันคนเดิม กลัว เจ็บ งง และอยากกลับบ้าน แต่เมื่อรู้ว่าของในมือสำคัญ เขาก็แค่ทำงานที่อยู่ตรงหน้าให้เสร็จต่อไป คนของ Umbrella ที่มาช่วยก็ตาย เขาจึงต้องเดินทางต่อเอง เข้าสู่เมืองที่เต็มไปด้วยซอมบี้และผู้ติดเชื้อที่กระโดดจากตึกลงมาตายเลือดสาด เดินทางไปถึงโรงพยาบาล พบว่าทางเข้าหลักถูกปิด พวกซอมบี้กำลังทุบประตูอยู่ชั้นล่า
พอถึงลานจอดรถ หนังเริ่มเลิกขำเราแล้วค่ะ ไบรอันมองแผลกัดที่แขนซึ่งเริ่มเน่า เส้นเลือดดำลามขึ้นมาถึงหัวไหล่ มือเริ่มผิดรูป เขารู้แล้วว่าตัวเองคงกำลังจะหมดเวลา จึงหยิบโทรศัพท์ที่ยังไม่มีสัญญาณขึ้นมาอัดข้อความไว้ให้มิเชล เป็นคำพูดที่เธออาจไม่มีวันได้ฟัง จากการโทรครั้งแรกที่เป็นเพียงการง้อแฟนธรรมดา มันกลายเป็นคำสั่งเสียของคนที่รู้ว่าตัวเองอาจไม่มีโอกาสกลับบ้านอีก หนูว่าตรงนี้เจ็บกว่าฉากซอมบี้หลายฉากเลย เพราะไวรัสไม่ได้กำลังเอาแค่ชีวิตของไบรอัน มันกำลังขโมย “โอกาสที่จะพูดสิ่งที่ยังพูดไม่จบ” ไปจากเขาด้วย
สุดท้ายไบรอันก็ฝ่าทุกอย่างขึ้นไปถึงห้องทดลองด้านบน เอากล่องเขียวไปส่งถึงมือนักวิจัยได้สำเร็จ วัคซีนถูกสร้างสำเร็จแล้วด้วยค่ะ ถ้าเป็นหนังสูตรทั่วไป เราก็คงเริ่มถอนหายใจว่าโอเค พระเอกทำสำเร็จ เดี๋ยวนักวิจัยคงฉีดยาให้เขา เขารอด เอาวัคซีนออกไปช่วยคน แล้วกลับไปหามิเชลเพื่อเคลียร์เรื่องลูกกันต่อ ใช่ไหม?
….ไม่ค่ะ Zach Cregger ไม่ให้ค่ะ 😭 ไบรอันกลายร่างเสียก่อน เขาควบคุมตัวเองไม่ได้และฆ่านักวิจัยไปทีละคน คนสุดท้ายพยายามคว้าวัคซีนแล้วหนีออกไปก็ยังตาย วัคซีนตกหาย ส่วนไบรอันกลายเป็นสัตว์ประหลาดเต็มตัว ยืนกรีดร้องอยู่บนยอดตึก ท่ามกลาง Raccoon City ที่กำลังลุกเป็นไฟ ก่อนเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งบินผ่านมาเห็นภาพนั้น แล้วหนังก็ตัดจบเลย
ตอนแรกหนูคงนั่งแบบ อีหนังงงงงง 😭 เขาลำบากมาทั้งเรื่องเพื่ออาร๊ายยยยยย แต่พอคิดตามจริง ๆ กลับรู้สึกว่าตอนจบนี้ตรงกับสิ่งที่หนังพยายามเล่ามาตั้งแต่ต้นมาก นี่ไม่ใช่เรื่องของผู้กล้าผู้กอบกู้ Raccoon City แต่มันเป็นเรื่องของคนธรรมดาคนหนึ่งที่ซวย
และในหายนะระดับนี้ ต่อให้คนหนึ่งพยายามจนสุดชีวิต ความพยายามนั้นก็ไม่ได้รับประกันว่าจะเปลี่ยนโลกได้ ไบรอันทำภารกิจสำเร็จนะ เขาส่งของถึง เขาทำให้นักวิจัยผลิตวัคซีนสำเร็จจริง ๆ เขาทำทุกอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำได้แล้ว เพียงแต่เชื้อไวรัสเดินเร็วกว่ามนุษย์ไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง และบางครั้งระยะห่างเพียงไม่กี่นาทีก็มากพอจะเปลี่ยนคำว่า “ฮีโร่” ให้กลายเป็น “มอนสเตอร์”
ภาพสุดท้ายจึงโหดมากสำหรับหนู คนบนเฮลิคอปเตอร์เห็นเพียงสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งกรีดร้องอยู่บนยอดโรงพยาบาล ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งนั้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังเป็นผู้ชายธรรมดาที่กำลังทะเลาะกับแฟนเรื่องลูก ไม่มีใครรู้ว่าเขาฝ่าฝูงซอมบี้และมอนสเตอร์มาทั้งเมือง ไม่มีใครรู้ว่าเขาเคยถือสิ่งที่อาจช่วยชีวิตทุกคนไว้ในมือ และไม่มีใครรู้ว่าเหตุผลหนึ่งที่เขาอยากมีชีวิตรอดมากขนาดนั้นก็เพราะยังมีคนคนหนึ่งรออยู่ที่บ้าน
สำหรับโลกแล้ว ไบรอันกลายเป็นเพียงสัตว์ประหลาดอีกตัวหนึ่งใน Raccoon City เท่านั้น
และนี่แหละคือมุมที่ทำให้หนูชอบหนังเรื่องนี้มากที่สุด มันเหมือนหยิบ “NPC คนหนึ่ง” ออกจากเกม Resident Evil แล้วบอกเราว่า เดี๋ยวก่อนนะ คนที่เราวิ่งผ่าน ศพที่ Leon กดสำรวจเพื่อหยิบกระสุน Shotgun แล้วเดินต่อ หรือเจ้าของ Note สั้น ๆ ที่เราหยิบอ่านแป๊บเดียว เขาก็มีชีวิตทั้งชีวิตของตัวเองเหมือนกัน เขามีคนรัก มีงาน มีบ้าน มีเรื่องที่ยังไม่ได้พูด มีความกลัว มีความหวัง และมีคนที่อยากกลับไปหา Raccoon City ไม่ได้ล่มสลายเฉพาะในเรื่องของ Leon, Claire, Jill หรือ Chris แต่มันมีคนธรรมดาอีกนับหมื่นคนที่ต่างมี Resident Evil ของตัวเองในคืนนั้น และไบรอันก็เป็นเพียงหนึ่งในพวกเขา
เพราะงั้นถ้าให้เจนนี่สรุปความรู้สึกหลังออกจากโรง หนังเรื่องนี้อาจไม่ได้ทำให้หนูกรี๊ดว่า “โคตรเท่!” เท่ากับ Resident Evil ที่มีฮีโร่ระดับตำนานออกมาวิ่งยิงมอนสเตอร์ แต่กลับทำให้หนูนั่งคิดถึงผู้ชายส่งของธรรมดาคนหนึ่งอยู่เรื่อย ๆ ว่า มึงเกือบทำสำเร็จแล้วนะ เกือบจริง ๆ และสิ่งที่เศร้าที่สุดคือ มิเชลอาจไม่มีวันได้รู้เลยด้วยซ้ำว่า ในคืนสุดท้ายของชีวิต ไบรอันพยายามกลับบ้านไปหาเธอมากแค่ไหน
ตรายยยยยยย 😭 นี่เราไปดู Resident Evil หรือไปให้หนังทำร้ายจิตใจกันแน่คะคุณน้า


Post a Comment