ทำไมมิซากิถึงไม่กลับไปอยู่กับแม่ ใน Boku wa Misaki Taro
“ผมคือ มิซากิ ทาโร” — วันที่เด็กคนหนึ่งได้เจอแม่เป็นครั้งแรก แล้วเลือกเดินจากไป
สัปดาห์ก่อนพี่ท่านบอกให้เจนนี่ลองอ่าน Boku wa Misaki Taro — ボクは岬太郎 หรือ “ผมคือมิซากิ ทาโร” เพราะเป็น One-shot ช่วงวัยเด็กของพวกซึบาสะที่แทบไม่ต้องทำการบ้านอะไรมาก่อนก็อ่านรู้เรื่อง หนูก็เลยเข้าไปแบบชิล ๆ ค่ะ นึกว่าจะเป็นตอนพิเศษฟุตบอลเด็กประถม ดูมิซากิย้ายโรงเรียน ไปเตะบอล หาเพื่อนใหม่ แล้วก็จบอบอุ่น ๆ ตามสูตร ที่ไหนได้… อ่านไปอ่านมา ฟุตบอลค่อย ๆ ถอยไปอยู่ข้างหลัง แล้วตอนท้ายกลับโดนเด็กประถมยิ้มทั้งน้ำตาใส่จนมายเบรคเฉย 😭
ช่วงต้นเรื่องก็เป็นชีวิตแบบ “มิซากิ ทาโร” ที่เราคุ้นเคยนั่นแหละ 1 เดือนหลังจากที่มิซากิคว้าแชมป์ฟุตบอลระดับประถมกับทีมนันคัตซึแล้วย้ายออกมา เจ้าตัวเดินทางตามคุณพ่อ อิจิโร มิซากิ ซึ่งเป็นจิตรกรไปตามเมืองต่าง ๆ จึงต้องย้ายโรงเรียนอยู่เรื่อย ๆ แต่ไม่ว่าจะไปไหน มิซากิก็เข้ากับคนได้เก่งอย่างน่าประหลาด เป็นเด็กสุภาพ ใจดี เล่นฟุตบอลกับใครก็ได้ และมีพรสวรรค์ในการทำให้คนรอบตัวรู้สึกว่า “คนนี้เป็นเพื่อนเราได้” ตั้งแต่ยังเล็กมาก ส่วนเรื่องของมิตสึรุกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนประถมนิชิมิเนะก็มีไว้ช่วยโชว์นิสัยตรงนี้ของเขา แต่สำหรับหนู ประเด็นหลักของ One-shot ตอนนี้จริง ๆ คือเรื่อง “แม่ของมิซากิ”
มิซากิเติบโตมากับพ่อตลอดชีวิต พ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังเล็กมาก (11 ปีก่อนเริ่มเรื่อง) จนแม่แทบเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตนอยู่ในชีวิตประจำวันของเขาเลย เขาไม่เคยได้เจอ ไม่ได้เติบโตมาพร้อมความทรงจำร่วมกัน และที่ผ่านมาเจ้าตัวก็แทบไม่เคยถามถึงแม่ด้วยซ้ำ คำว่า “แม่” สำหรับมิซากิเลยเหมือนช่องว่างเงียบ ๆ ที่อยู่ตรงนั้นมาตลอด มากกว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่จับต้องได้จริง ๆ
จนกระทั่งวันหนึ่ง พ่อได้รับโอกาสและทุนจากคนในวงการไปศึกษาศิลปะต่อที่ฝรั่งเศส ขณะเดียวกันแม่ที่ไม่เคยเจอหน้ามาทั้งชีวิต ก็ติดต่อผ่านคนในวงกาอาร์ทติสมาพอดีว่าอยากรับมิซากิไปอยู่ด้วย และตรงนี้แหละที่ชีวิตของเด็กคนหนึ่งเริ่มต้องเจอกับการตัดสินใจใหญ่เกินวัยขึ้นมา เพราะแม่แท้ ๆ ของตัวเอง ได้แต่งงานใหม่กับผู้ชายชื่อ ยามาโอกะ เมื่อ 5 ปีก่อน ตอนนี้ฝั่งแม่มีบ้าน มีครอบครัว และมีลูกสาวชื่อ โยชิโกะ ซึ่งก็คือน้องสาวต่างบิดาของมิซากิ
หากมองด้วยตรรกะผู้ใหญ่ ทุกอย่างก็ดู reasonable มากนะคับ อยู่กับแม่ มีบ้านมั่นคง ไม่ต้องพเนจรตามพ่อไปเรื่อย ๆ และพ่อเองก็สามารถไปทำตามความฝันที่ฝรั่งเศสได้อย่างเต็มที่ เหมือนเป็นคำตอบที่ผู้ใหญ่จัดวางมาให้เรียบร้อยแล้ว
แต่พอพ่อพามิซากิไปถึงบ้านยามาโอกะ เรื่องมันกลับไม่เล่นดราม่าง่าย ๆ แบบ “ในที่สุดก็ได้พบคุณแม่!” เลย มิซากิเพียงยืนมองเข้าไปในบ้าน แล้วได้เห็น ยูมิโกะ ผู้เป็นแม่ของตัวเองเป็นครั้งแรก เขาไม่ได้แสดงความโกรธ ไม่ได้มีท่าทีว่ารู้สึกถูกทอดทิ้ง และจากสีหน้าก็ชัดว่าการได้เห็นแม่ตัวจริงย่อมมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นแน่นอน
แต่จากนั้น มิซากิก็มองเห็นโยชิโกะ เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ในบ้านหลังนั้นกับแม่และครอบครัวใหม่ของเธอ
แล้วตรงนี้เรื่องก็เงียบค่ะ ไม่มีกล่องบรรยาย ไม่มีย่อหน้าอธิบายว่า “มิซากิคิดอะไรอยู่” ทาคาฮาชิปล่อยให้คนอ่านมองสีหน้าของเด็กคนนั้นแล้วตีความกันเอง
จนกระทั่งก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน มิซากิกลับหยุด หันมาหาพ่อ ยิ้มทั้งน้ำตา แล้วบอกว่าเขาจะไปฝรั่งเศสด้วย เพราะว่า “ผมไม่ใช่ยามาโอกะ ทาโร…ผมคือ มิซากิ ทาโร”
โอ๊ยยยย ตรงนี้แหละค่ะ ชื่อเรื่องถึงกระแทกกลับมาหาคนอ่านเต็ม ๆ 😭 เพราะคำว่า “ผมคือมิซากิ ทาโร” สำหรับหนู มันไม่ใช่แค่การเลือกว่าจะใช้นามสกุลอะไร แต่มันเหมือนเด็กคนหนึ่งกำลังยืนยันว่า ชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมาได้สร้างเขาให้กลายเป็นคน ๆ นี้แล้ว เขาเติบโตมากับพ่อ เดินทางไปตามเมืองต่าง ๆ กับพ่อ ย้ายโรงเรียนกับพ่อ เรียนรู้ที่จะพบพานและจากลา ชีวิตที่เรียกว่า “มิซากิ ทาโร” ทั้งหมดเกิดขึ้นบนเส้นทางนั้น
มันไม่ได้แปลว่ายามาโอกะเป็นคนไม่ดี ไม่ได้แปลว่ามิซากิปฏิเสธแม่ และยิ่งไม่ได้หมายความว่าแม่ไม่ต้องการเขา
แต่จากมุมของเด็กคนหนึ่ง สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือแม่มี “ชีวิตของแม่” อยู่แล้ว มีสามี มีลูกสาว มีบ้านหลังหนึ่ง และมีครอบครัวที่ดำเนินต่อมาโดยไม่มีเขาอยู่ในภาพนั้นมานานหลายปี
การเดินเข้าไปในบ้านจึงไม่ใช่แค่การ “กลับไปหาแม่” แต่มันคือการเข้าไปอยู่ในครอบครัวที่ถูกสร้างขึ้นเรียบร้อยแล้ว และกลายเป็นสมาชิกคนใหม่ของบ้านยามาโอกะ
หนูเลยอดคิดไม่ได้ว่า การที่มิซากิเห็นโยชิโกะก่อนตัดสินใจอาจมีความหมายมากกว่าที่เรื่องพูดออกมาตรง ๆ เด็กที่ใจดีและชอบคิดถึงคนอื่นแบบมิซากิ อาจมองภาพนั้นแล้วคิดง่าย ๆ ว่า “ตอนนี้แม่ก็มีความสุขดีอยู่แล้วนี่นา”
และแทนที่จะคิดว่า “ในที่สุดผมจะได้แม่คืนมา” เขาอาจกลับเป็นฝ่ายตั้งคำถามว่า ถ้าตัวเองเดินเข้าไป ชีวิตของทุกคนในบ้านยามาโอกะนั้นจะเปลี่ยนหรือเปล่า นี่เป็นความคิดที่ค่อนข้างเจ็บสำหรับเด็กนะ เพราะจริง ๆ แล้วเด็กไม่ควรต้องรู้สึกว่าตัวเองอาจเป็นส่วนเกินในชีวิตของพ่อแม่เลย แต่สำหรับมิซากิที่โตมากับการย้ายที่และการจากลา เขาอาจคุ้นเคยกับการ “ยอมถอย” มากกว่าคนทั่วไปไปแล้วก็ได้
แต่อีกเหตุผลหนึ่งอาจเรียบง่ายกว่านั้นมาก คือ เขารักพ่อ ค่ะ คนที่อยู่ข้างมิซากิมาตลอดชีวิตกำลังจะเดินทางไปอีกประเทศหนึ่ง ส่วนผู้หญิงที่อยู่ในบ้านตรงหน้าคือแม่แท้ ๆ ที่เขาเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก เด็กชายคนนั้นจึงอาจเพียงมองคนสองคน แล้วเลือกคนที่เป็น “คนที่อยู่เคียงข้าง” เขามาตลอด ไม่ต้องมีปรัชญาอะไรมากกว่านั้นเลย
และสิ่งที่ทำให้ฉากนี้เศร้าที่สุดสำหรับหนูคือ มิซากิยิ้มทั้งน้ำตา
ถ้าเขาไม่อยากอยู่กับแม่เลย เขาคงไม่ต้องร้องไห้ ถ้าเขาเกลียดแม่ การตัดสินใจก็คงง่ายกว่านี้มาก
น้ำตาตรงนั้นเลยเหมือนกำลังบอกเราว่าอีกส่วนหนึ่งของเขาเองก็อาจอยากเดินเข้าไป อยากรู้จักแม่ อยากมีบ้าน มีน้อง มีครอบครัวที่ลงหลักปักฐานมั่นคงแบบที่ไม่ต้องย้ายไปไหนอีกแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็เลือกอีกเส้นทางหนึ่ง และในตอนนั้นก็ยังไม่ได้เดินเข้าไปสร้างความสัมพันธ์กับแม่จริง ๆ ด้วยซ้ำ
เพราะงั้น สำหรับเจนนี่ “ผมคือมิซากิ ทาโร” มันเป็นประโยคที่เศร้ามาก มันคือเด็กคนหนึ่งประกาศตัวตนของตัวเองในวันที่ชีวิตอีก storyline หนึ่งกำลังรอให้ O ตอบตกลงอยู่ข้างหน้า แล้วเขาเลือกเดินจากมันไป
พออ่านจบ หนูเลยเข้าใจมิซากิในวัยโตขึ้นมาอีกเยอะเลย ว่าทำไมคนคนนี้ถึงอ่อนโยน เข้ากับคนง่าย ให้ความสำคัญกับมิตรภาพ และพร้อมจะเป็นเพื่อนกับคนที่พบระหว่างทางเสมอ เพราะมิซากิเป็นเด็กที่ไม่เคยมี “สถานที่” เป็นบ้านถาวรมาตั้งแต่แรก
บ้านของเขาอาจไม่ใช่อาคาร ไม่ใช่เมือง และไม่ใช่นามสกุลใหม่ แต่คือ คนที่เดินทางอยู่ข้างเขา
ตอนนั้นคนนั้นคือพ่อ ต่อมาก็มีซึบาสะ และเพื่อนอีกมากมายที่เข้ามาอยู่บนเส้นทางเดียวกัน
พี่ท่านบอกหนูว่า One-shot นี้อ่านง่าย ไม่ต้องทำการบ้านมาก่อน…
ก็จริงค่ะ อ่านง่ายมาก แต่กลับแฝงอะไรทิ้งไว้ให้คิดต่อ แล้วก็ตรายยยง่ายมากเหมือนกัน 😭 หนูเข้ามาอ่านการ์ตูนฟุตบอลเด็กประถมเฉย ๆ สุดท้ายโดนเด็ก ป.6 ยิ้มทั้งน้ำตาแล้วพูดว่า “ผมคือ มิซากิ ทาโร” ⚽💔


Post a Comment