Friday, February 26, 2010

บทสัมภาษณ์โยชิโนริ คิตาเสะกับเรื่องของ Final Fantasy ในวันวาน

เมื่อพูดถึงชื่อของ "โยชิโนริ คิตาเสะ" แล้ว... แม้ว่าชายคนนี้จะไม่ใช่บิดาของไฟนอลแฟนตาซี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในรอบ 20 ปีที่ผ่านมานี้ เขาเป็นหนึ่งในคนที่มีบทบาทสำคัญในการนำความสำเร็จมาสู่ซีรียส์นี้มากที่สุด ในโอกาสนี้ทาง 1up จึงได้ขอสัมภาษณ์คุณคิตาเสะในหัวข้อ "คิตาเสะกับไฟนอลแฟนตาซีในวันวาน" ซึ่งเนื้อหาของการสัมภาษณ์ก็มีดังนี้ครับ

1up : ขอบคุณที่สละเวลามาให้นะครับคุณคิตาเสะ ไม่ทราบว่าคุณมีประวัติยังไงกับไฟนอลแฟนตาซีซีรียส์บ้างครับ?

คิตาเสะ : ผมมาอยู่กับ Square Enix ได้ราว 20 ปีแล้ว ไฟนอลแฟนตาซีภาคแรกที่ผมส่วนร่วมในการทำด้วยก็คือภาค V ครับ ในตอนนั้นภาค IV ก็กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาด้วย แต่ช่วงที่ผมเข้ามา มันก็อยู่ในขั้นสุดท้ายของการพัฒนาแล้วครับ หลังจากนั้นผมก็มีส่วนร่วมกับภาค VI, VII,VIII,X และตอนนี้ก็ XIII ครับ

1up : ก่อนจะเข้ามายัง Square คุณก็คุ้นเคยกับไฟนอลแฟนาตาซีซีรียส์อยู่แล้วใช่มั้ยครับ?

คิตาเสะ : ใช่ครับ ผมเล่นภาค I ถึง III ในฐานะลูกค้าปกติแหละครับ

1up : ไฟนอลแฟนตาซีภาคแรกนั้นวางจำหน่ายที่ญี่ปุ่นในปี 1987 ตอนนั้นคุณคิดยังไงกับเกมเหรอครับ คุณได้เล่นมันในฐานะแฟนคนหนึ่งใช่รึเปล่าครับ?

คิตาเสะ : ในตอนที่ภาคแรกออกมาเนี่ย เกม RPG ที่ดังที่สุดก็เป็นดราก้อนเควสต์ครับ ซึ่งรูปแบบการเล่นของ DQ นั้นจะต่างออกไป เพราะตัวเอกของเกมมันไม่มีบทพูดครับ เขาไม่เคยได้พูดเลย คุณจะรับรู้เนื้อเรื่องจากการคุยกับชาวบ้านเท่านั้น ดังนั้นตัวละครใน DQ จึงเหมือนเป็นอีกร่างหนึ่งของคุณ แต่กับ FF นั้น ตัวละครแต่ละตัวจะมีบุคลิกในตัวเอง ผู้เล่นก็จะเห็นว่าตัวละครเหล่านั้นจะมีนิสัยที่แตกต่างกันไป ผมรู้สึกว่านั่นคือรูปแบบการเล่นที่ต่างออกไปครับ และการแสดงออกของตัวละครนั้นก็มีความเป็นดราม่ามากเช่นกัน

1up : คุณเคยเล่นเกม RPG มาก่อนที่จะเล่นดราก้อนเควสต์มั้ยครับ? พวก PC RPG อย่างเช่น Wizardry หรือ The Black Onyx น่ะครับ?

คิตาเสะ : เกม RPG เกมแรกที่ผมเล่นก็คือ Dragon Quest ครับ หลังจากนั้นผมถึงได้รู้จัก PC RPG อย่าง Wizardry แล้วก็ลองเล่นดูครับ

1up : สำหรับคุณแล้วไฟนอลแฟนตาซีต่างจาก PC RPG ในยุคนั้นยังไงบ้างครับ?

คิตาเสะ : เกมอย่าง DQ และ Wizardry เวลาเข้าฉากต่อสู้มันจะเหมือนกับ FPS ครับ คุณจะมองไม่เห็นตัวละครของคุณเอง จะเห็นก็แต่มอนเตอร์เท่านั้น แต่ FF จะเป็นมุมมองบุคคลที่สาม ซึ่งคุณจะเห็นด้านข้างของทั้งมอนสเตอร์และทั้งตัวละครของคุณ และคุณจะได้เห็นแอคชั่นของตัวละครบนหน้าจอ ซึ่งก็เป็นอะไรที่แปลกใหม่ดีครับ

1up : ไฟนอลแฟนตาซี II นั้นมีอะไรที่แตกต่างจากภาคแรกหลายๆ อย่าง คุณคิดยังไงกับมัน และความเปลี่ยนแปลงของมันด้วยครับ?

คิตาเสะ : ในด้านเนื้อเรื่อง ภาค II เนี่ยเป็นอะไรที่ผมเข้าถึงมากเพราะผมเป็นคอหนังตัวยง Star Wars นี่ก็เป็นหนังเรื่องโปรดของผม ไอเดียที่ว่าต้องมีกลุ่มต่อต้านคอยต่อสู้กับกองกำลังอันยิ่งใหญ่ก็เป็นพล็อต ที่ผมชอบอยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงสนุกกับภาค II มาก ผมรู้สึกว่าทิศทางของในการสร้าง FF นั้นกำลังเดินหน้า การเล่าเรื่องอันเข้มข้นและการสร้างความสัมพันธ์อันสมจริงระหว่างตัวละคร นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งแรกในภาค II และมันก็พัฒนาขึ้นมาจากจุดนั้นครับ

ส่วนด้านระบบต่อสู้นั้น ภาคสองเป็นอะไรที่แปลกอยู่ ส่วนตัวแล้วผมแทบไม่ได้ตั้งใจสู้แบบปกติเลย เพราะโดยมากผมได้แต่โจมตีเพื่อนในกลุ่มปาร์ตี้ของตัวเองเพื่อเพิ่มค่า พารามิเตอร์ แทนที่จะได้สู้แบบปกติครับ

1up : ผมว่านั่นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนอีกจำนวนมากนะครับ คุณเคยคิดมั้ยว่าจะเอาระบบไหนในภาค II ไปทำลงในภาคอื่นๆ อีก? หรือว่าปล่อยมันไว้แค่ในภาค II ดีแล้วครับ?

คิตาเสะ : (หัวเราะ) ผมว่าระบบนี้คงไม่มีทางคืนชีพขึ้นมาอีกแล้วครับ ไอ้ระบบที่ต้องทำร้ายเพื่อนตัวเองเนี่ย แต่ในระบบต่อสู้มันยังมีระบบที่ว่ายิ่งคุณใช้สกิลไหนมาก ก็ยิ่งทำให้มันพัฒนาขึ้นเร็ว มันเป็นสิ่งที่เราอาจจะนำไปใช้ในอนาคตก็ได้ครับ ระยะหลังนี้ไฟนอลแฟนตาซีไม่ค่อยเน้นไปที่การพัฒนาสกิลเฉพาะตัวซะด้วยสิ ผมว่าระบบนี้ยังไม่ล้าสมัยหรอกครับ

1up : ไฟนอลแฟนตาซี III เป็นภาคสุดท้ายที่ลงบนเครื่องแฟมิคอม แล้วก็ไม่ได้ขายในอเมริกาด้วยครับ จนกระทั่งถึงช่วง 2 ปีก่อนนี้เอง แต่แน่นอนว่าคุณได้เล่นมันตั้งแต่แรกสินะครับ แล้วตอนนั้นคุณคิดยังไงกับมันบ้าง?

คิตาเสะ : ภาคสามเป็นภาคสุดท้ายที่ผมได้เล่นในฐานะของลูกค้าครับ มันเป็นเกมที่ทิ้งความประทับใจให้ผมไว้มากเลยทีเดียว โดยเฉพาะดันเจี้ยนสุดท้ายที่ค่อนข้างยาก ยาวก็ยาว แถมตลอดทางก็ยังไม่มีจุดเซฟอีกด้วย ผมเล่นอยู่ในดันเจี้ยนนั้นอยู่ 2-3 ชั่วโมง หลังจากนั้นผมก็โดนบอสใหญ่ตบตาย ผมสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างและต้องมาเริ่มเดินใหม่หมด หลังจากนั้นมา... คุณก็แทบจะไม่ได้เห็นเกมที่ทำมายากแบบนั้นในทุกวันนี้แล้ว พวกมันล้วนทำมาเอาใจคนเล่นกันมากขึ้น คุณจะได้เห็นจุดเซฟมากมายแทบทุกก้าวที่เดิน ซึ่งมันก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกท้าทายเลย ผมจำได้อย่างแม่นยำถึงความบากบั่นเพื่อจะเอาชนะเจ้าบอสใหญ่ให้ได้ มันทิ้งความประทับใจให้ผมไว้มากเลยทีเดียว

1up : แล้วกับภาค IV ซึ่งคุณเข้าร่วม Square แล้ว คุณได้เล่นในฐานะลูกค้าหรือในฐานะผู้พัฒนาครับ?

คิตาเสะ : เนื่องจากผมไม่ได้มีส่วนรวมในการพัฒนาภาคสี่ แล้วก็พึ่งเข้ามาบริษัทใหม่ๆ ตอนที่ผมเล่นผมเลยยังมองเกมนี้จากมุมมองของลูกค้าอยู่ครับ

1up : แล้วคุณคิดยังไงกับภาคนี้เหรอครับ? มันเป็น FF ภาคแรกที่เป็น 16 บิท จึงแตกต่างจากภาคที่แล้วๆ มามากทีเดียว

คิตาเสะ : แม้ผมจะพูดว่าผมเล่นในมุมมองของลูกค้า แต่ในด้านของการพัฒนาต่างหากที่ได้สร้างความประทับใจให้กับผม ผมไม่มีส่วนร่วมก็จริง แต่ผมก็นั่งติดกับทีมพัฒนา และก็ได้เห็นการทำงานของพวกเขา เนื่องจากภาค IV นั้นเป็น FF ภาคแรกที่ทำลอง SFC มันจึงเป็นภาคแรกที่ฟิลด์แมพมีความลึก ตอนที่ทีมเค้าทำกันในช่วงแรก มันยังเป็นฟิลด์ 2D เรียบๆ เหมือนกับภาคก่อนหน้าอยู่เลย แต่ตอนนั้นคุณฮิโรโนบุ ซากากุจิได้มาบอกว่า "เราต้องทำให้ภาพของซีรียส์นี้เจ๋งขึ้นและประทับใจผู้คนให้ได้" ผมจำได้ว่าตอนนั้นพวกโปรแกรมเมอร์ต้องพยายามกันหนักเพื่อที่จะสร้างความ เปลี่ยนแปลงนี้ให้เกิดขึ้นกับตัวเกมให้ได้ หลังจากนั้นผมก็สืบทอดความเชื่อที่ว่าภาพและคุณภาพของกราฟฟิคคือหัวใจ สำคัญของซีรียส์นี้ครับ

1up : อเมริกาในยุคของ SFC นั้นเราไม่มีเกมภาค V ให้เล่นกัน แต่เรามี Mystic Quest: Final Fantasy USA ให้เล่นแทน คุณเคยเล่นรึเปล่าครับ?

คิตาเสะ : (หัวเราะ) ที่จริงผมไม่ได้เล่นตัวเกมที่เสร็จแล้วหรอกครับ แต่เพื่อนร่วมงานของผมได้อยู่ในการพัฒนาเกมเหล่านั้นด้วย ดังนั้นผมเลยได้เล่นเนื้อหาบางส่วนในช่วงที่เกมยังอยู่ในขั้นพัฒนาครับ ผมไม่ได้เล่นจนจบเกม

1up : แต่คุณก็ได้ทำภาค V ด้วยสินะครับ ซึ่งนี่เป็นภาคแรกที่คุณมีส่วนร่วม ช่วยเล่าให้ฟังซักหน่อยสิครับว่างานของคุณเป็นยังไงบ้าง?

คิตาเสะ : สำหรับภาค V ผมมีส่วนในการสร้างสิ่งที่เรียกกันว่าคัตซีน แต่พวกเรารียกมันว่าอีเวนต์ซีนครับ แล้วก็เขียนบทด้วย ก่อนหน้านั้นจะให้คนรับผิดชอบหน้าที่นี้แค่คนเดียวครับ แต่สำหรับภาค V นั้นงานในส่วนของการเล่าเรื่องและบทนั้นเพิ่มขึ้นมาก เกินกว่าที่คนๆ เดียวจะจัดการได้ครับ ดังนั้นผมกับคุณซากากุจิ จึงรับผิดชอบหน้าที่นี้ร่วมกัน

1up : ภาค V นั้นสนุกกว่าภาคที่ผ่านๆ มามาก แถมยังมีบทฮาๆ มากมายในคัตซีนอีกด้วย อันนั้นเป็นฝีมือคุณรึเปล่าครับ?

คิตาเสะ : คุณซากากุจิเป็นคนรับผิดชอบพล็อตโดยรวมครับ และเนื่องจากเนื้อเรื่องในภาค V นี้มันค่อนข้างเครียด ผมจึงใส่ส่วนที่มันเฮฮาขบขันและช่วยผ่อนคลายลงไปครับ

1up : หลังจากนั้นคุณก็มีบทบาทมากขึ้นในภาค VI ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยสิครับว่าคุณตั้งเป้าไว้ยังไงบ้าง?

คิตาเสะ : กับภาค VI นี่หน้าที่ของผมก็คล้ายกับที่เคยทำกับภาค V ครับ จะต่างก็ตรงที่คราวนี้เนื้อหาของเกมมันขยายขึ้นมากอีกแล้ว ดังนั้นทีมที่ทำในส่วนของอีเวนต์ซีนและบท จึงเพิ่มขึ้นเป็น 4-5 คน แน่นอนครับว่าคุณซากากุจิก็เป็นไดเรคเตอร์และดูแลภาพรวมของเกมในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นพอเขาได้เลื่อนเป็นรองประธานบริษัท เขาก็ยุ่งมากและต้องดูแลโปรเจคท์หลายๆ อย่าง เขาจึงไม่สามารถทุ่มเทเต็ม 100% ให้กับภาค VI ได้ ดังนั้นผมจึงต้องรับผิดชอบในส่วนของอีเวนต์ซีนมากขึ้นครับ

1up : มีคนอยู่มากมายที่ไม่เพียงแค่ยกภาค VI ให้เป็นภาคที่ชอบที่สุด แต่ยังยกให้เป็นเกมที่ดีที่สุดตลอดกาลอีกด้วย คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้เกมเป็นที่ยืนยงและเป็นที่รักของผู้คนได้มากขนาดนี้ ครับ?

คิตาเสะ : ผมคิดว่ามีอยู่ 2 อย่างที่เป็นตัวดึงดูดแฟนๆ ภาค VI ให้เข้ามา อย่างแรกก็คือคอนเซปต์หลักของเกมที่ผมต้องการสร้างตัวละครหลายๆ ตัวที่สามารถยืนหยัดเป็นตัวละครหลักของเกมได้ เราไม่ได้จะสร้างตัวละครหลักที่เนื้อเรื่องดำเนินไปรอบๆ ตัวคนนั้น แต่ตัวละครทุกตัวต้องมีเรื่องราวของมัน ผมคิดว่าการทำแบบนี้จะทำให้ผู้เล่นผูกพันกับตัวละครอย่างน้อยๆ ก็หนึ่งตัว หรืออาจจะหลายตัวเลยด้วยซ้ำ และมันจะกลายเป็นตัวละครในความทรงจำเลยเช่นกัน

อีกอย่างหนึ่งก็คือการที่ภาค VI นั้นมีฉากดราม่าอยู่มากมายเป็นครั้งแรกของซีรียส์ และผู้เล่นมากมายก็มีอารมณ์ตอบรับไปกับมัน ฉากโอเปร่าเฮาส์เป็นหนึ่งในฉากที่ผมได้เขียนสคริปต์และควบคุมแอคชั่นในฉาก นั้นๆ ผมคิดว่ามันต้องเป็นอะไรที่ตราตรึงอยู่ในใจผู้คน ฉากที่หลุมศพของดาริลก็เช่นกัน ฉากที่ดราม่าเช่นนี้เป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับผู้เล่นนั่นเองครับ

1up : จะว่าไปแล้วตัวละครโปรดของคุณในภาค VI คือใครเหรอครับ?

คิตาเสะ : จากมุมมองของผู้พัฒนา ไม่ใช่มุมมองของผู้เล่นนะครับ ตัวละครที่ผมชอบก็คือเซเลส ตอนที่เธอพึ่งถูกสร้างขึ้นมา คุณซากากุจิไม่ได้ตั้งใจจะให้เธอมีบทเด่นในเกมมากขนาดนี้ แต่เพราะผมชอบตัวละครตัวนี้มาก เมื่อผมเขียนสคริปต์ไปเรื่อยๆ เธอก็ค่อยๆ มีบทเด่นมากขึ้นๆ หนึ่งในนั้นก็คือฉากตอนที่โลกถึงจุดจบ และเซเลสก็ถูกทิ้งไว้ในเกาะทะเลทราย ฉากนี้ไม่มีอยู่ในสคริปต์ตอนแรกนะครับ แต่เพราะผมอยากจะโชว์ตัวละครตัวนี้ เธอจึงค่อยๆ มีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ

1up : นั่นก็เป็นอีกฉากที่น่าจดจำที่สุดในเกมเลยนะครับ... โดยเฉพาะถ้าจับปลามาไม่พอ

คิตาเสะ : (หัวเราะ) เดิมทีมันก็ไม่มีฉากนั้นอยู่แล้วครับ แต่ตอนสร้างตัวละครนี้ผมก็ตื่นเต้นมาก และก็ได้ใส่ไอเดียมากมายลงไปให้ครับ

1up : งั้นก็มาถึงภาค VII กันดีกว่าครับ ซึ่งเป็นเกม RPG เกมแรกที่ชาวอเมริกันจำนวนมากได้เริ่มเล่นกัน คุณคิดว่าทำไมตัวเกมถึงได้ตีตลาดทั่วโลกได้กระจุยครับ?

คิตาเสะ : ผมคิดว่าการเปลี่ยนจากสไปรท์ 2D มาเป็นโลกที่สมจริงในแบบ 3D CG ผลกระทบจากตรงนั้นได้สร้างความประทับใจให้ผู้เล่นจำนวนมาก แนวทางของไฟนอลแฟนตาซีภาคต่อไปที่จะทำลงบน PlayStation เป็นเรื่องที่ผมจริงจังและได้พูดคุยกับคุณซากากุจิอย่างยาวนาน เราเคยคุยกันว่าจะให้ซีรียส์นี้ยังคงเป็น 2D อยู่แต่ให้มีความเป็นการ์ตูนหรือกราฟฟิคแบบอนิเมมากขึ้น เพราะว่าเกม RPG จำนวนมากก็พัฒนาไปในแนวทางเช่นนั้น นั่นก็เป็นทางเลือกหนึ่ง ส่วนอีกทางนั้นพวกเราก็คิดถึงภาพ 3D อนิเมชั่นที่สมจริง เรายังคงใส่ภาพลักษณ์ของอนิเมญี่ปุ่นลงไปให้ด้วย และมันก็มีผลกระทบมากทีเดียว

เมื่อพูดถึงตลาดโลกแล้ว เราว่าความบันเทิงระดับสุดยอดต้องนึกถึงหนังฮอลลีวูด ในการจะสร้างบทดราม่าให้กับตัวละครอันสมจริงที่ผู้คนสามารถรู้สึกถึงได้นั้น เราจำเป็นต้องทำให้ไฟนอลแฟนตาซีก้าวต่อไปข้างหน้า และเราก็ก้าวไปพร้อมกับภาค VII ที่ว่ามานี้ก็คือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จครับ

1up : มันเป็นเกมฟอร์มยักษ์ที่มีเนื้อหามากมาย ใช้เทคโนโลยีขั้นสุดยอด กราฟฟิคอันยอดเยี่ยม และยังมีเนื้อเรื่องอันซับซ้อน องค์ประกอบส่วนไหนของเกมที่ท้าทายคุณมากที่สุดเหรอครับ?

คิตาเสะ : ส่วนที่ท้าทายที่สุดของเกมก็คือการสร้างรูปแบบของภาพขึ้นมาครับ นั่นก็เพราะตั้งแต่ภาค I ถึง VI นั้นเรามีรูปแบบที่ใช้กันประจำอยู่แล้ว และรูปแบบภาพมันก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย มันเป็นสูตรตายตัวว่าเวิร์ลแมพจะต้องเป็นแบบนี้ เมืองต้องเป็นแบบนี้ การต่อสู้ต้องเป็นแบบนี้ ต้องมีมุมมองจากด้านบนลงมาด้านล่าง และอื่นๆ อีกมากมาย แต่คราวนี้เราต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ และต้องพยายามสร้างภาพของเกมให้ได้ด้วยเทคโนโลยี 3D CG การพยายามถ่ายทอดความคิดนั้นให้ทีมงานอย่างถูกต้อง การพยายามสร้างบางสิ่งบางอย่างให้ตัวเราชื่นชอบพอใจ นั่นแหละคือความท้าทายครั้งใหญ่ครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมว่ามันบ้าบอและอยากจะเปลี่ยนมันในไฟนอลแฟนตาซีภาคเก่าก็ คือมุมมองที่แตกต่างไปตามฉากที่ตัวละครอยู่ พออยู่ในเวิร์ลแมพก็ต้องเป็นมุมมองจากด้านบนลงมาด้านล่าง พออยู่ในฉากต่อสู้ก็เป็นมุมมองจากด้านข้าง สำหรับภาค VII นั้นผมอยากให้มุมกล้องมันตายตัว เพื่อให้ผู้เล่นรู้สึกว่าตัวเองกำลังดูภาพยนตร์ ซึ่งต้องมีความไหลลื่นในการเชื่อมต่อระหว่างฉากต่างๆ ตลอดถึงระบบต่อสู้ด้วย มันเป็นเรื่องยากนะครับ แต่ผมก็มีความสุขที่พวกเราทำให้เป็นจริงได้

1up : ทุกคนมักจะถามอยู่เสมอนะครับว่าเมื่อไหร่คุณจะรีเมคภาค VII....

คิตาเสะ : (หัวเราะ)

1up : ...งั้นผมจะไม่ถามละกันครับ แต่ผมจะถามว่า ทำไมผู้คนมากมายถึงอยากให้ภาค FFVII ครับ?

คิตาเสะ : ผมคิดว่าการที่มีเสียงเรียกร้องเข้ามามากมายให้รีเมคภาค VII ก็เพราะว่าในตอนที่ภาค VII ออกมาครั้งแรกนั้น ตัวละครนั้นได้กลายเป็นหัวใจหลักของเกม ซึ่งเทคโนโลยี CG 3D ทำให้เราสามารถสร้างตัวละครที่จับต้องได้และสมจริงในทุกๆ ด้าน พวกเขาดูมีชีวิตชีวามากกว่าตัวละครไหนๆ ในภาคก่อนๆ แต่ทุกวันนี้เทคโนโลยีก็ได้พัฒนาไปไกลแล้ว ในภาค XIII นี้เราก็สามารถเพิ่มชีวิตชีวาให้กับตัวละครได้มากยิ่งขึ้น ผมคิดว่าผู้คนคงอยากเห็นตัวละครที่ตัวเองรักในรูปแบบที่สมจริงมากขึ้น เพราะก่อนหน้านั้นก็ยังไม่มีเสียงพากย์เลยใช่มั้ยล่ะครับ ผมว่าการเพิ่มสิ่งต่างๆ เหล่านี้ลงไปให้กับตัวละครก็คือสิ่งที่แฟนๆ เค้าอยากจะเห็นกันนั่นแหละครับ

ที่มา : 1up

Friday, February 12, 2010

'เล็วล์' พระเอกตัวจริงแห่งตำนานคริสตัล


จากการที่ผมได้แวะเวียนเข้าไปชมเว็บบอร์ดต่างชาติที่คุยกันถึงเรื่องเกม Final Fantasy Crystal Chronicles -The Crystal Bearers- ก็ได้รับรู้ถึงกระแสความนิยมชมชอบในตัวของ "เล็วล์" (Layle) ตัวเองของเกมที่แผ่รัศมีแห่งความแนวออกมาอย่างชัดเจน กระทั่งคนที่ดูเทรลเลอร์เฉยๆ ก็ยังรู้สึกถึงความแนวของพระเอกคนนี้ได้ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ใครหลายๆ คนเริ่มให้ความสนในกับตัวเอกคนนี้

ผู้คนมากมายยกย่องว่าเขาเป็นตัวเอกที่มอบความรู้สึกของ "ความพึ่งพาได้" ให้กับพวกพ้องมากที่สุด ขณะที่บางคนถึงกับบอกว่าเขาคือพระเอกที่ "สมบูรณ์แบบ" ที่สุดในไฟนอลแฟนตาซีซีรียส์ เหนือกว่าศูนย์รวมจิตใจเคลื่อนที่อย่างซีดาน พระเอกอารมณ์ดีจากไฟนอลแฟนตาซี 9 เลยก็ว่าได้

โดยปกติแล้วตัวเอกประจำซีรียส์นี้มักจะเป็นผู้ถูกเลือกโดยคริสตัล แต่เล็วล์นั้นกลับต่างออกไป เขาไม่ใช่คนที่ถูกคริสตัลชักใย พอคริสตัลชี้นิ้วสั่งให้ทำอะไรก็ยอมทำตามทุกอย่างแบบตัวเอกบางภาค เล็วล์นั้นมีสภาพเสมือนเป็นร่างอวตารร่างหนึ่งของตัวคริสตัลเอง เขาเกิดมาพร้อมกับก้อนคริสตัลสีเงินที่ฝังอยู่บนใบหน้าของเขา ซึ่งคริสตัลดังกล่าวก็ทำให้เขามีพลังยิ่งใหญ่เหนือกว่าคนธรรมดา พลังพิเศษของเขาก็คือการควบคุมแรงดึงดูดระหว่างมือของเขากับสรรพสิ่งใดๆ

ทว่าพลังพิเศษของเขานี้ กลับเป็นดาบสองคมที่ทำให้เขากลายเป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป สำหรับโลกที่ปกติสุขแล้ว การมีอยู่ของคนที่เหนือปกติอย่างเล็วล์ถือเป็นเรื่องที่น่าหวาดระแวง ผู้คนทั่วไปหวาดกลัวไม่รู้ว่าเขาจะใช้พลังพิเศษออกมาเมื่อไหร่? และจะใช้ในแง่ไหน? เขากลายเป็นตัวอันตรายที่ทางรัฐบาลต้องจับตามอง และสุดท้ายก็ถูกตั้งค่าหัว 10 ล้านกิล เพียงเพราะนางเอกที่กำลังหนีการตามล่าของทางรัฐบาลอยู่ได้วิ่งมาหลบหลังเขาเท่านั้นเอง (ซวยไป)

ดังนั้นเมื่อมีใครถามว่าคริสตัลแบร์เรอร์อย่างเขาคือทูตแห่งแสงหรือผู้นำพาแห่งความมืด เล็วล์จึงตอบว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง แท้จริงแล้ว เขานั้นอยากเป็นเพียงแค่คนธรรมดา ที่มีชีวิตธรรมดาๆ ร่วมกับคนอื่นได้อย่างสงบสุขก็เท่านั้นเอง เขาไม่เคยคิดและไม่อยากให้ตัวเองกลายเป็นคนพิเศษ เพราะเขารู้ดีที่สุดว่า การเป็นคนพิเศษ... นั่นหมายความว่าคุณจะไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้


พัฒนาการ

หากถามว่าเล็วล์นั้นมีความแตกต่างจากตัวเอกภาคอื่นอย่างไร? ต้องบอกเลยว่าเล็วล์นั้นแตกต่างจากตัวเอกภาคอื่นแทบทุกอย่าง โดยปกติแล้วตัวเอกในซีรียส์นี้ต้องเริ่มต้นด้วยความคิดที่ผิดพลาด ทำตัวเป็นคนมีปัญหา เป็นเด็กไม่รู้จักโต จิตใจเลื่อนลอย ค้าวๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่บ่งว่าตัวเอกคนนั้นยังต้องเรียนรู้อีกมาก แต่เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินผ่านไปเรื่อยๆ ตัวเอกของซีรียส์ก็จะค่อยๆ เติบโตขึ้นทีละนิด จนกลายเป็นคนหนักแน่น มีจิตใจกร้าวแกร่ง

แต่เล็วล์นั้นกลับแตกต่างออกไป เพราะเล็วล์ได้ผ่านช่วงเวลาที่ต้องเติบโตเหล่านั้นมาหมดแล้ว เขาแสดงออกถึงความเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เหลือสิ่งใดให้เรียนรู้ตั้งแต่ต้นเกมยันท้ายเกม ดังนั้นตลอดเวลาที่เรารับชมเรื่องราวการผจญภัยของเขา เราจึงไม่มีโอกาสได้เห็นพัฒนาการของเขาแม้แต่นิด ตอนเริ่มเกมเขาเป็นอย่างไร ตอนจบเกมเขาก็ยังเป็นแบบนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง

ด้วยความเป็นผู้ใหญ่ที่รอบรู้ทุกอย่าง สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี และสามารถทำปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นได้เสมอ เล็วล์จึงกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของเพื่อนๆ เขากลายเป็นที่เชื่อถือ เป็นที่ไว้วางใจของทุกคนที่ได้รู้จักเขา

อารมณ์และจิตใจ เหตุผลและความถูกต้อง

ถ้าจะเปรียบเทียบจิตใจของเล็วล์ให้เป็นสีแล้ว จิตใจของเล็วล์จะเป็นสีขาวๆ แต่ไม่ใช่สีขาวสนิท เล็วล์รู้ถูกรู้ผิดและพยายามเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่เขาไม่ใช่ฮีโร่บ้าคุณธรรมที่เอาเหตุผลและความถูกต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด เล็วล์ไม่เคยอ้างถึงแสงสว่างหรือความดีงามแบบเด็กหัวหนามจากซีรียส์ข้างเคียง เพราะเขาไม่เชื่อมั่นในหลักคำสอนและสิ่งที่เป็นนามธรรม ที่จริงแล้วเขาไม่ยึดถือสิ่งใดนอกจากความเป็นจริงเท่านั้น

ตัวเอกบางคนอาจจะทำทุกอย่างเพื่อความถูกต้อง อาจจะพูดให้ผู้เล่นฟังทั้งเรื่องว่าเราจะปล่อยให้ซินกำแหงต่อไปไม่ได้ เราจะปล่อยให้คุจาทำตามใจชอบไม่ได้ และเอาปัญหาของคนทั้งโลกมาเป็นปัญหาของตัวเอง เจอใครเดือดร้อนก็เข้าไปช่วยตลอด แต่เล็วล์ไม่ใช่แบบนั้นเลย...

เล็วล์ให้น้ำหนักกับอารมณ์และจิตใจของตัวเองมากกว่าเหตุผลและความถูกต้อง ด้วยเหตุนี้เขาจึงถือคติบุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องชำระ

พี่แสงอยากจะช่วยการ์แลนด์ให้หลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งความขัดแย้ง... ซีดานเคยเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยคุจา... ยูริถือคติไม่ฆ่าศัตรู... แต่เล็วล์จะไม่มีวันทำแบบนั้น เพราะพูดถึงเรื่องการปฏิบัติต่อศัตรูแล้ว ตลอดทั้งเกมเล็วล์เคยก่อเรื่องที่ทำภาพพจน์ของเขามัวหมองลงไปเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็คือตอนที่นายพลจูกรันฆ่าพวกพ้องของเล็วล์ตาย และกำลังจะฆ่าเพื่อนอีกคนหนึ่ง แม้ว่าภายนอกของเล็วล์จะดูสงบนิ่ง แต่ในใจของเขานั้นกลับคุกรุ่นไปด้วยความคิดที่ว่า "มันต้องตาย"

สิ่งที่เล็วล์ผู้ควบคุมแรงดึงดูดได้กระทำลงในวินาทีต่อมา ก็คือการปล่อยพลังมหาศาลจากฝ่ามือของเขา กดทับตัวนายพลจูกรันลงไป ซึ่งพลังนั้นรุนแรงมากจนทำให้จูกรันล้มลงไปนอนกับพื้นและขยับไม่ได้ในทันที ไม่เพียงเท่านั้น... เล็วล์ยังส่งพลังเพิ่มลงไปทำให้ร่างของจูกรันจมลงไปในดิน ลึกลง แล้วลึกลงไปเรื่อยๆ แม้ว่าจูกรันจะสลบไปแล้ว หรือแม้ว่าคนรอบข้างจะบอกให้เล็วล์หยุดได้แล้ว เพราะพวกเขาต้องเอาตัวจูกรันไปสอบสวนและลงโทษตามกฎหมาย แต่เล็วล์ยังคงมองจูกรันด้วยสายตาอำมหิต และส่งแรงเพิ่มลงไปมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับต้องการเห็นร่างของจูกรันแหลกสลายไปต่อหน้าต่อตาให้จงได้

ในสถานการณ์เดียวกันนี้ถ้าให้ตัวเอกภาคอื่นที่ใช้ดาบเป็นอาวุธมาแสดงแทน ก็คงไม่มีฉากโชว์ความอมหิตแบบนี้ให้เห็น เพราะตัวเอกจะได้เอาดาบจ้วงทีเดียวจบ ทว่าพลังของเล็วล์ไม่สามารถฆ่าศัตรูให้ตายสบายแบบนั้นได้ หากเขาจะใช้พลังฆ่าศัตรู ศัตรูก็ต้องตายแบบทรมานอย่างที่เห็น

ฉากนี้เป็นฉากเดียวในเกมที่เราได้เห็นเล็วล์ปล่อยพลังออกมาอย่างเต็มที่ และมันก็เพียงพอที่จะทำให้เรารู้ว่าพลังพิเศษของเล็วล์นั้นร้ายกาจแค่ไหน โดยปกติแล้วเรามักจะเห็นเล็วล์พูดด้วยน้ำเสียงระดับเดียวกันตลอด ไม่ค่อยแสดงอารมณ์รักโลภโกรธหลงออกมา เขาเป็นคนที่เก็บอารมณ์ได้ดี แต่เมื่อใดที่เรื่องมันหนักเกินกว่าที่เขาจะเก็บอารมณ์ไหว ก็เตรียมจัดพิธีสวดอภิธรรมให้กับคนที่เข้ามารบกวนจิตใจของเขาได้เลย

และก็เป็นฉากนี้อีกนั่นแหละ ที่ยืนยันชัดเจนว่าเล็วล์เป็นพระเอกที่มีความสมจริง มีตัวตน สามารถจับต้องและหาได้จริงบนโลก ไม่ใช่ฮีโร่บ้าคุณธรรมที่ดูเป็นอุดมคติมากเกินไปแบบตัวเอกบางคน

"โทษทีนะ แต่ฉันต้องช่วยเขาซักหน่อย ฉันเป็นหนี้เขา และกำลังชดใช้คืน"

เขาไม่เคยบอกว่าจะปกป้องโคคูน ปกป้องทุกๆ คน.... ไม่เคยบอกว่าจะรักษาความสงบสุข ผดุงความยุติธรรม

ทว่าตลอดเกมนั้น เล็วล์ก็ได้ช่วยเหลือผู้คนไว้มากมาย ทั้งเบลล์ อามิดาเทเลี่ยน อัลแธ ซิด และชาวเซลกี้ทั้งมวล

"มันอาจเป็นหนี้เล็กๆ แต่ฉันก็ติดไวการิและคนทั้งสมาคมเอาไว้"

แม้ว่าปากจะบอกว่าไม่ได้มาช่วย แต่สุดท้ายเล็วล์ก็ช่วยทุกคนไว้เสมอ และก็อ้างไปเรื่อยเปื่อยว่าเขาเป็นหนี้บุญคุณทุกคนอยู่ ไม่ว่าหนี้มันจะเล็กน้อยแค่ไหน แต่เขาก็มีหน้าที่ๆ ต้องตอบแทน

ซึ่งผมฟังแบบนี้ทีไรแล้วก็อยากจะขำในความขี้อายของหมอนี่จริงๆ ที่จริงแล้วเล็วล์ก็อยากจะช่วยเพื่อนพ้องของเขา แต่ถ้าพูดไปตรงๆ ว่าอยากช่วย มันก็ดูไม่ใช่ตัวเขา ดังนั้นเขาจึงอ้างว่าเป็นหนี้บุญคุณบ้างล่ะ น่าสนุกบ้างล่ะ แต่ไม่ได้ยอมพูดถึงความชอบธรรมเลย

และแม้จะช่วยผู้คนเอาไว้มากมาย แต่เล็วล์ก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องเหล่านั้น เขาไม่เคยอ้างบุญคุณจากใคร มีแต่พูดว่าเขาทำไปเพราะเป็นหนี้บุญคุณคนอื่นเท่านั้น การไม่อ้างถึงความชอบธรรม แต่อ้างถึงการเป็นหนี้บุญคุณแบบนี้ มันทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับคนอื่นๆ แน่นแฟ้นขึ้น มันทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าตัวเอกคนนี้ให้ความสำคัญกระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อย ตัวเอกผู้นี้ยิ่งใหญ่ และอยากจะช่วยผลักดันเขาให้ไปถึงจุดหมายปลายทางที่วางไว้

เล็วล์เคยตกลงว่าเขาจะช่วยอามิดาเทเลี่ยนคืนชีพเผ่ายูคขึ้นมา เขาอ้างว่าตัวเองยอมทำเพราะติดหนี้บุญคุณอามิดาเทเลี่ยนเอาไว้ ฉากนี้ดูเผินๆ แล้วอาจคิดว่าเล็วล์ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่คิดถึงความขัดแย้งที่จะตามมา แต่ที่จริงแล้วเล็วล์ไม่ได้ตัดสินอะไรง่ายๆ แบบนั้น เขาคิดดีแล้วว่าเผ่ายูคมีความชอบธรรมที่จะกลับมาอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ และถึงเวลาแล้วที่เผ่าพันธุ์ทั้ง 4 จะต้องหัดใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสันติซักที

เพราะคิดถึงเหตุผลและความถูกต้องมาเป็นอย่างดีแล้วนั่นเอง ดังนั้นเมื่อมีข้อมูลใหม่เข้ามาว่าหากคืนชีพเผ่ายูคขึ้นมาเวทต้องห้ามก็จะทำงานทำให้เผ่าลิลตี้หายไปจากโลกนี้แทน เล็วล์จึงเปลี่ยนใจระงับความคิดที่จะช่วยเผ่ายูคไว้ก่อน ในจุดนี้ถ้าเล็วล์เป็นพวกบ้าหนี้บุญคุณจริงๆ ก็คงไม่สนใจชาวลิลตี้แล้วก็ช่วยเผ่ายูคไปแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ทำแบบนั้น

สุดท้ายแล้ว เมื่ออามิดาเทเลี่ยนบอกว่าเธอมีวิธีช่วยไม่ให้ชาวลิลตี้ต้องตายแล้ว เล็วล์ก็เชื่อมั่นในคำพูดนั้นและตัดสินใจที่จะช่วยเผ่ายูคทันที เขาไม่มีแม้แต่จะสงสัยว่าอามิดาเทเลี่ยนอาจจะโกหกเพื่อช่วยเหลือเผ่าพันธุ์ของตนก็ได้

การที่เล็วล์ยอมเชื่อสิ่งที่เพื่อนคนนี้พูดในทันทีนั้น ถือเป็นการเอาความอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ซึ่งเล็วล์เชื่อว่าระหว่างเพื่อนพ้องด้วยกันแล้ว ความรู้สึกมันต้องมาก่อนเหตุผลอย่างแน่นอน

คุณสมบัติพิเศษที่ไม่เหมือนใคร

ในขณะที่ตัวเอกภาคอื่นมักโดนตัวร้ายพูดจาข่มขวัญ แต่เล็วล์กลับเป็นคนที่สามารถข่มตัวร้ายจนมิด ขนาดบอสใหญ่ยังต้องยกมือไหว้ และไม่อาจนับเป็นคู่ต่อกรของเล็วล์ได้ด้วยซ้ำ


เพราะไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อสิ่งใด เล็วล์จึงมั่นใจว่าตัวเองสามารถทำได้ทุกอย่าง และความมั่นใจนี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นความเชื่อมั่นที่ทุกคนมีต่อเขา ด้วยความศรัทธาจนหมดใจว่าเขาคือคนพิเศษ ที่เป็นที่พึ่งให้กับทุกคนได้เสมอ

เรื่องที่ประหลาดที่สุดคือ เล็วล์สามารถยืนอยู่เหนือผิวน้ำได้ ตกเหวก็ลอยกลับขึ้นมาได้ เวลาเอาจริงก็บินได้ กางบาร์เรียร์ที่พร้อมจะดีดทุกสิ่งทุกอย่างออกไปก็ได้ ศัตรูถืออาวุธแบบไหนก็แย่งมาเป็นของตนเองได้หมด  แถมยังมองเห็นวิญญาณอีกต่างหาก อะไรมันจะพิศดารขนาดนั้น....

นับเป็นโชคดีที่สุดของคนที่ได้เป็นเพื่อนกับเล็วล์ทุกคน เพราะไม่ว่าคุณจะกำลังเดือดร้อนอยู่ที่ไหน ไม่ว่าเมื่อไหร่.... เล็วล์ก็จะโผล่ไปช่วยคุณไว้เสมอ

หากคุณสงสัยว่าเขามาช่วยทำไม เขาจะตอบว่า "เพราะฉันติดหนี้บุญคุณอยู่ไง และกำลังใช้คืนอยู่"

หากคุณถามเขาว่าทำไมถึงรู้ว่าคุณอยู่ที่นี่ เขาจะตอบว่า "เพราะฉันคือคริสตัลแบร์เรอร์"

และหากภยันตรายกำลังจะมาถึงคุณแล้ว เล็วล์จะเข้าไปยืนขวางไว้ให้ เขาจะหันหลังให้คุณพร้อมกับบอกว่า

"ปล่อยให้ฉันจัดการเอง"

จะเพราะขี้อาย จะเพราะชอบลีลา จะเพราะอยากแนว หรือเพราะอะไรก็ตาม....

แต่คำตอบของเล็วล์ มันก็ทำให้รู้สึกว่า นายนี่มันยอดพระเอกจริงๆ.... 

ส่งท้าย

- ชื่อของเล็วล์ มาจากภาษาอาหรับ แปลว่าค่ำคืน

- ชื่อของเล็วล์เคยปรากฏมาก่อนในเกมภาค Ring of Fates และ Echoes of Time โดยเกมเหล่านั้นจะมีเครื่องป้องกันสุดยอดเป็น "แจ็คเก็ตของเล็วล์" และ "แว่นกันลมของเล็วล์" ซึ่งมีคำบรรยายเขียนกำกับไว้ว่าพวกมันถูกสร้างขึ้นด้วยวัสดุจากต่างโลก เป็นชุดสวมใส่ของกลาวัทในตำนานที่แข็งแกร่งที่สุด "เล็วล์"