Tuesday, June 26, 2012

วาดะไม่ให้รีเมค FFVII จนกว่าจะสร้าง FF ที่ดีกว่านั้นได้

ในช่วงตอบคำถามภายในงานประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีัของ Square Enix วันนี้ คุณโยอิจิ วาดะ ประธานบริษัทได้ถูกตั้งคำถามถึงเรื่องของ Tech Demo Final Fantasy VII ที่ทำมาแสดงประสิทธิภาพเครื่อง PlayStation 3 เมื่อ 5 ปีก่อนว่าตกลงเหตุใดถึงไม่มีการรีเมคเกมดังกล่าวเสียที

ในโอกาสนี้คุณวาดะได้ให้ความเห็นซึ่งสรุปได้ว่า FFVII เป็นเกมที่มีชื่อเสียงมาก ทางค่ายก็มีการคุยเรื่องรีเมคกันเป็นการภายในหลายต่อหลายครั้ง รวมถึงเรื่องของ Compilation ที่ว่าควรจะถึงจุดสิ้นสุดแล้วด้วย ทั้งนี้การควบคุมแบรนด์ของ FF ไว้นั้นเป็นเรื่องยาก จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มี FF ภาคไหนที่ก้าวข้าม FFVII ได้เลย สตูดิโอทั่วโลกต่างก็ยอมรับยกย่องสรรเสริญ FFVII ในฐานะเกมเทพ ใครๆ ก็ต่างนิยมชมชอบ จน FFVII กลายเป็นสัญลักษณ์ของ FF ไปแล้ว หากได้รีเมค FFVII ขึ้นมาใหม่ทีมงานเองก็คงดีใจ แต่พวกเขาก็ต้องทุ่มเททำงานกันอย่างเคร่งเครียดด้วย ในสถานการณ์ตอนนี้หากปล่อย FFVII รีเมคออกมา FF ก็จะเป็นอันจบสิ้นกัน ดังนั้นการจะปล่อย FFVII รีเมคออกมาได้ เห็นว่าคงต้องสร้าง FF ที่ดีกว่า FFVII ขึ้นมาให้ได้เสียก่อน

ทั้งนี้ ประโยคที่คุณวาดะพูดแบบเต็มๆ มีดังนี้

FF7の声は非常に高い。社内でも作ろうという話が何度かあった。
以前コンピレーションとしていくつか派生作品を出したが、
ど真ん中(=リメイク)はやら なかった。いったんそれで一区切りだと考えている。
FFのブランドコントロールは難しいが、やっぱりFF7を超えるものは作らなければいけない。
FF7を 超えるものを作ったら、完全リメイクを考える。FF7を超えたかというと、
残念ながら直近超えたかというと、超えていない。
FF7はいまだにあらゆる国の スタジオをまわると、神ゲーとして尊敬されている。
FF大好きです!と言っててよく聞くと、FF7の話なんだよね。
FF7がFFと同義になっている。それ 自体は嬉しいが、FFの宿命としては、
さらにそれを超えなければならないと思っている。
ですから、FF7を作るというとうちのスタッフは大喜びすると思う が、
それでは終わっちゃう感じがする。それはマズイなと。もっと次に挑戦してもらうために、
FF7のリメイクをするとなるとものすごい本気にならなければ いけないので。
もうちょっと新しいものを作ったらねという話にしている。

ใครๆ หลายคนคงคิดดูแคลนศักยภาพในการพัฒนาเกมของ Square Enix ในยุคปัจจุบันว่าไม่ได้ก้าวล้ำยุคสมัยเหมือนเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งในประเด็นนี้ คุณวาดะก็ยอมรับว่าปัจจุบันบริษัทยังไม่สามารถพัฒนา FF ให้มีคุณภาพที่ดีกว่า FFVII ได้ ดังนั้นหากจะมีการรีเมค FFVII ให้เกิดขึ้นได้จริงๆ ก็ต้องทำซีรียส์ FF ในปัจจุบันให้มันก้าวข้ามมาตรฐานที่ FFVII เคยวางเอาไว้ ไม่เช่นนั้นขืนรีเมคไปแล้วไม่สามารถสนองความคาดหวังของผู้เล่นได้ดีเท่าของเดิม ซีรียส์นี้ก็คงได้จบสิ้นกัน อย่างที่คุณวาดะพูดไว้จริงๆ

ทั้งนี้ภายในงานประชุมผู้ถือหุ้นดังกล่าว ยังมีการถามคำถามอื่นๆ อีกมากมาย
ใครสนใจก็ลองไปตามอ่านดูกันได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้ครับ

http://marshallalloc.blog90.fc2.com/blog-entry-880.html

http://www.i-mezzo.net/log/2012/06/26121152.html

http://www.i-mezzo.net/log/2012/06/26150928.html

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

ความเห็นส่วนตัว

FFVII จัดเป็นเกมที่ดีในยุคของมันครับ... จริงอยู่ว่าพล็อตเรื่อง บทสนทนา ดนตรี และเกมดีไซน์ของมันอาจจะเลิศเลอจนปัจจุบันยังหาเกมที่เทียบด้วยได้ยาก ทว่าความเป็นจริงอีกด้านหนึ่งก็คือการที่ระบบต่อสู้และการกำกับอีเวนต์ของมันโบราณเกินไป (ไม่ขอพูดถึงกราฟฟิคซึ่งนั่นมันของตาย) จนโดน FF ภาคปัจจุบันแซงข้ามไปหมดแล้ว โดยเฉพาะด้านการการกำกับอีเวนต์ที่เป็นจุดเด่นของคุณโนมุระและคุณโทริยามะนี้ ปัจจุบันแทบจะกลายเป็นจุดแข็งของซีรียส์ไปแล้วด้วยซ้ำ

โดยรวมแล้ว ผมว่า FFVII มันไม่ได้ยิ่งใหญ่คับฟ้าจนเกมของ Square Enix ในยุคปัจจุบันเทียบไม่ได้หรอกครับ แต่ผมว่าคนจำนวนมากที่เล่น FFVII มาตั้งแต่เด็กจนปัจจุบันเรียนจบเข้าวัยทำงานกันหมดแล้ว ต่างก็ยึดติดกับ FFVII มากจนเกินไป ยกให้เป็นหนึ่งในดวงใจที่ต่อให้ในอนาคตก็คงไม่ชมเกมไหนมากไปกว่าเกมนี้

ส่วนพวกเด็กๆ รุ่นใหม่ที่พึ่งได้มาจับ FFVII ก็ไม่กล้าฝืนกระแสสังคม พอรุ่นพี่เค้าว่าดี ก็ว่าดีไหลตามน้ำตามๆ กันไป ในยุคนี้มีเด็กเพียงไม่กี่คนหรอกครับที่เชื่อมั่นในตัวเองจนหลุดพ้นจากคลื่นกระแสสังคมออกมาได้

เหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะส่วนหนึ่ง FFVII เป็นเกมที่อยู่มานานกว่า 15 ปีแล้ว คนที่เคยเล่น FFVII แล้วออกมาบ่นว่าเกมในยุคปัจจุบันสู้สมัยก่้อนไม่ได้ ก็คือคนที่เคยเล่น FFVII สมัยที่ยังเป็นวัยละอ่อน ประสบการณ์น้อย เล่นอะไรก็สนุกไปหมด.... จึงเกิดความประทับใจง่าย.... ประหนึ่งหญิงสาววัยแรกแย้มที่เราพาไปเที่ยวที่ไหน เขาก็ตื่นตาตื่นใจและสนุกไปหมดนั่นแหละครับ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเขาไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน ในทางกลับกันการพาหญิงสาววัยกลางคนที่ผ่านยุทธภพมาหมดแล้วไปเที่ยว... เชื่อสิครับว่ามันยากจะทำให้เขาประทับใจได้ เพราะเขาผ่านโลกมาเยอะ เห็นสถานที่ท่องเที่ยวงามๆ มาเยอะแล้วนั่นเอง

เรื่องของเกมเองก็เช่นกัน พอเวลาผ่านไป ด้วยวัยที่มากขึ้น เห็นอะไรมามากขึ้น คนเราก็ยิ่งเรื่องมากขึ้นตาม กลายเป็นว่ายิ่งเล่นเกมไปมากพรรษาเท่าไหร่ ก็ยิ่งหาเกมเล่นสนุกได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นมันไม่ใช่ว่าเพราะเกมปัจจุบันมันไม่ดี แต่เพราะคนเรายิ่งแก่ก็ยิ่งเรื่องมากขึ้นครับ สังเกตจากพวกนักวิจารณ์เกมได้... ยิ่งอยู่มานานเท่าไหร่ ก็ยิ่งปากจัดสับด่าเกมไปทั่วมากยิ่งขึ้นเท่านั้น (ความเห็นในส่วนนี้สอดคล้องกับทฤษฎีกลุ่มฮาร์ดคอร์เกมเมอร์ของคุณ JAO GU ท่านสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ตามลิงค์ต่อไปนี้ คลิ๊ก)

ผมว่าไอ้ที่ฝูงชนพูดกันว่า FF ปัจจุบันสู้ FFVII ไม่ได้เนี่ย... มันก็เหมือนการออกเดทกับแฟนครับ

ยังไงการเดทครั้งที่ 100 มันก็ยากที่จะตื่นเต้น วูบวาบ ประทับใจเท่ากับการเดทครั้งแรก
นอกเสียจากมันจะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นมากกว่าเดทครั้งแรก หลายสิบหลายร้อยเท่าจริงๆ....

Sunday, June 24, 2012

บทสัมภาษณ์เนื้อเรื่องจาก FFXII-2 Ultimania Omega

โลกของ FFXIII ซึ่งผดุงไว้ด้วยไลท์นิ่งผู้กลายเป็นคริสตัล

- ก่อนหน้านี้คุณโทริยามะเคยบอกว่า "สักวันหนึ่งผมจะสร้างเนื้อเรื่องที่ไลท์นิ่งได้มีความสุข" แต่ FFXIII-2 ดันจบแบบสะเทือนใจซะอย่างงั้น

โทริยามะ : เมื่อคุณได้เล่น DLC เนื้อเรื่องไลท์นิ่ง คุณก็จะเข้าใจความคิดตอนที่เธอกลายเป็นคริสตัล มันน่าเศร้าอยู่ แต่ผมว่าคุณจะได้รับความประทับใจจากการที่ท้ายที่สุดแล้วเธอก็รู้สึกปล่อยวางลงบ้าง แต่ยังไงก็ตาม ผมก็ไม่อาจพูดได้ว่าบทสรุปในคราวนี้คือความสุขของเธอ นี่ก็เป็นไปตามกลยุทธ ผมว่าผมอยากจะลองแต่งเนื้อเรื่องถัดจากนั้นไปอีกก้าวหนึ่งเหมือนกัน

วาตานาเบะ : ยังไงซะ ไลท์นิ่งก็เป็นตัวละครที่แบกรับทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับตัวเอง ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากที่เธอจะก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นจนค้นพบความสุขได้ เธอเป็นคนที่จะยืนหยัดได้เมื่อได้ทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำลงไปแล้ว ดังนั้นในสถานการณ์ที่เป็นใจให้เธอแล้วเธอก็คงรู้สึกไม่สบายใจได้ ตัวอย่างเช่น ต่อให้สันติสุขดำเนินต่อไปภายหลังจากตอนจบของ FFXIII แล้วไลท์นิ่งได้ใช้ชีวิตร่วมกับข้าวใหม่ปลามันอย่างสโนวและเซร่าห์ ผมไม่คิดว่าเธอจะรู้สึกเหงาอย่างที่คนอื่นๆ คาดคิดกันหรอก (เพราะเธอได้ทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำไปหมดแล้ว)

โทริยามะ : แต่ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ผมว่าไม่ช้าก็เร็ว ไลท์นิ่งก็คงจากไปอยู่ดีแหละนะ (หัวเราะ)

- คุณวาตานาเบะมีงานอดิเรกในการจินตนาการถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังตอนจบ อย่างเช่นตอนที่คุณเคยทำเมื่อพัฒนา FFXIII เสร็จ แล้วตอนนี้มีคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากตอนจบของ FFXIII-2 แล้วหรือยัง?

วาตานาเบะ : อืม ผมคงไม่ปฏิเสธว่าผมไม่ได้คิด ในตอนจบของ FFXIII-2 โลกที่มองเห็นได้เชื่อมต่อกับวาลฮัลล่า และถูกปกคลุมด้วยเคออส นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้โลกล่มสลาย และผมว่านั่นเป็นเนื้อเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดกันมาก่อน ถ้ามันล่มเพราะเกิดสงครามครั้งใหญ่หรือโดนมอนสเตอร์จากโลกอื่นรุกรานก็ว่าไปอย่าง แต่พอมันเป็นแบบนี้แล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่กันบ้าง? ถ้ามีการผจญภัยต่อไปในโลกนั้น พวกเขาจะได้พบเจอกับอะไรบ้าง? นี่ก็เป็นเรื่องที่ผมครุ่นคิดในฐานะคนเขียนบทครับ

โทริยามะ : ส่วนตัวแล้ว ผมก็อยากลองสานต่อฉากจบพาราด็อกซ์อย่างตอนที่เซร่าห์และสโนวออกเดินทางตามหาคริสตัลทั้ง 13 ใน "สองผู้ออกเดินทาง" และตอน "สู้ปูรินด้วยปูริน" ที่เซร่าห์และโนเอลปลอมตัวเป็นมอนสเตอร์ ผมว่ามันน่าสนุก (หัวเราะ) ถึงแม้เรื่องเหล่านั้นจะเป็นแค่มุก แต่คิดๆ ดูแล้วหากเป็นไปได้ เราก็อยากจะแต่งเนื้อเรื่องเหล่านั้นไปจนจบ โดยไม่ให้หลุดไปจากตำนานคริสตัลของ Fabula Nova Crystallis ฉากจบแบบที่ไลท์นิ่งจะได้มีความสุขเองก็ไม่ต่างกัน

- หลังจากนี้แล้ว เป็นไปได้มั้ยที่จะช่วยไลท์นิ่งที่กลายเป็นคริสตัลไปแล้ว?

วาตานาเบะ : เราเคยบอกไว้แล้วว่าธีมของเนื้อเรื่องคือ "อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่เราสามารถก้าวเดินต่อไปได้ตราบเท่าที่เรายังมีความหวัง" เรื่องไลท์นิ่งก็เหมือนกัน บทสรุปที่เธอกลายเป็นคริสตัลนั้นอาจดูน่าผิดหวัง แต่ก็ไม่มีการบอกสักหน่อยว่าอนาคตหลังจากนั้นเป็นอย่างไร ผมก็อยากจะให้แฟนๆ มีึความหวังกันต่อไป หากย้อนคิดไปถึง FFXIII แล้ว การกลายเป็นคริสตัลแล้วได้รับชีวิตอันเป็นนิรันดร์ ก็หมายถึงการทำภารกิจของลูซิได้สำเร็จแล้ว และเข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อมที่จะกลับมาอีกครั้ง

โทริยามะ : เนื้อเรื่องของไลท์นิ่งไม่ได้จบลงอย่างสดใส แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะคิดยังไงด้วย ไลท์นิ่งยังคงเก็บรักษาหัวใจของเธอไว้แม้ในตอนที่เธอกลายเป็นคริสตัล โลกของ FFXIII จึงยังคงถูกผดุงไว้ชั่วนิรันดร์ด้วยฝีมือของเธอ  ผมเองก็ภาวนา เฝ้ารอให้วันเวลาที่ไลท์นิ่งจะตื่นขึ้นมาและได้รับเซร่าห์คืนกลับมาอีกครั้งมาถึง

ประโยคที่ปรากฏขึ้นในตอนจบของเนื้อเรื่องไลท์นิ่ง XXX Years Later... มีความหมายอย่างไร?

- คุณได้อธิบายเหตุผลที่ไลท์นิ่งกลายเป็นคริสตัลในตอนจบเนื้อเรื่องของเธอแล้ว น่าสนใจทีเดียว

โทริยามะ : ตอนแรกเราก็วางแผนว่าจะให้มีเหตุการณ์ที่ไลท์นิ่งไล่กำจัดสัตว์อสูรด้านมืดอย่าง Odin Dusk ด้วย แต่ในเมื่อผมจะให้มันเนื้อเรื่องตอนจบของ FFXIII-2 แล้ว มันก็เลยออกมาเป็นแบบนั้น ซึ่งก็มีการใส่ระบบพิเศษลงไปในการต่อสู้เช่นกัน มีเสียงตอบรับกันมาว่าเราได้สร้างระบบต่อสู้ที่ทำให้ซีรียส์ FFXIII สมบูรณ์แล้ว ผมจึงอยากที่จะได้ยินความคิดเห็นจากผู้เล่นทุกๆ คน เช่นกัน

- ถ้าได้คะแนนในการต่อสู้นั้นสูงมากพอ ก็จะได้เห็นฉากลับหลังเครดิต

คิตาเสะ : ที่จริงแล้ว ตอนแรกเราก็ไม่มีแผนที่จะใส่ฉากนั้นลงไปหรอก สิ่งที่เกิดขึ้นกับไลท์นิ่งก็ต้องทำให้มันเหมือนกันกับฉากจบเกมแบบปกติ  ทว่าก็มีความคิดกันว่าท้ายที่สุดแล้วควรจะให้ไลท์นิ่งปรากฏตัวขึ้นและก้าวไปข้างหน้า ก็เลยมีการเพิ่มเหตุการณ์ลับนั้นลงไป เหตุการณ์นั้นเกิดในโลกแห่งความจริง? หรือเป็นเพียงการคิดไปเองของไลท์นิ่ง? ก็ไม่มีการกล่าวไว้ แต่แม้ว่าเธอจะกลายเป็นคริสตัลไปแล้ว เราก็อยากจะให้พวกคุณประทับใจกับการที่ไลท์นิ่งยังคงที่จะก้าวต่อไป

โทริยามะ : ถึงได้คะแนนในการต่อสู้สูงพอแล้ว ก็ต้องอัพเลเวลไลท์นิ่งให้ถึง 10 ด้วยจึงจะได้เห็นฉากที่ว่า ก็ลองดูละกันครับ

- ในเหตุการณ์นั้น คำว่า XXX Years Later ที่ปรากฏขึ้นมา มีความหมายอย่างไร?

คิตาเสะ : ผมว่าถึงอธิบายไปก็ไม่มีความหมายหรอกมั้ง (หัวเราะ) แต่ขอผมพูดอะไรอย่างหนึ่ง ประโยค "To Be Continued..." ที่ปรากฏในตอนจบนั้น คนส่วนใหญ่คงคิดกันว่าเนื้อเรื่องไลท์นิ่งคงจะไปดำเนินต่อใน DLC ทว่าเรากลับแปลความมันไปในทางอื่น ผมบอกได้แค่นี้

(หมายถึงคนทั่วไปเห็นประโยคนั้นแล้วคิดว่า เนื้อเรื่องหลังจากที่ไลท์นิ่งกลายเป็นคริสตัลจะมีให้เล่นกันใน DLC ทว่ามันไม่ใช่แบบนั้น คำว่า To Be Continued นั้นมีความหมายไปในทางอื่น และ DLC เนื้อเรื่องไลท์นิ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากฉากจบปกติ)

โทริยามะ : การที่ไลท์นิ่งก้าวเท้าออกไปในเหตุการณ์ลับ ผมว่าพวกเราเองก็อยากจะให้โปรเจคท์ของพวกเราก้าวต่อไปเช่นกัน ผมก็หวังว่าพวกคุณจะตั้งตารอคอยกันครับ

- พวกคุณได้รับเสียงตอบรับเรื่อง DLC จากผู้เล่นบ้างรึเปล่า?

คิตาเสะ : ถึงแม้พวกผมจะไม่ได้ฟีดแบ็คมาตรงๆ แต่ดูเหมือนมันจะเป็นที่นิยมพอตัว โดยดูจากจำนวนดาวที่แฟนๆ โหวตกันมาเวลาดาวน์โหลดไปน่ะครับ

โทริยามะ : ผมว่าหลังจากนี้ึคงต้องไปเก็บความเห็นภายในหน่วยงานแล้วว่าฟีดแบ็ค DLC เป็นไงบ้าง

ที่มา : Olivia Slayton @SQEX Info