พรีวิวเดโม Final Fantasy VII Revelation จาก Maximilan Dood


ก่อนอื่นต้องตีกรอบไว้นิดหนึ่งว่า นี่เป็น Preview Build ที่ยังพัฒนาไม่เสร็จ บางอย่างยังมี Voice ขาด ภาษาหลุด การควบคุมบางระบบยังไม่ Polish เพราะงั้นเรื่อง Performance, Snowboard หรือความจุกจิกของ UI ยังเปลี่ยนได้ค่ะ

สิ่งที่ “ใหม่และสำคัญ” จาก Max

  •  Highwind ไม่ได้เป็นแค่ Fast Travel Menu — เราบังคับบินเองจริง Max บอกว่านี่คือสิ่งที่ประทับใจที่สุดในเดโม สามารถบินไปพื้นที่ต่าง ๆ แล้วเดินไปที่ส่วนของยาน กระโดดร่มลงไปสำรวจ จากนั้นกลับ Highwind ผ่าน Map ได้แทบตลอดเวลา แล้วเลือก Hot Drop ลงพื้นที่ใหม่อีกครั้งได้เลย แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ World Map ตอนบินกับพื้นที่ภาคพื้นดินเป็นคนละ Zone กัน ไม่สามารถเอา Highwind ไปจอดหรือโดดลง “ทุกพิกเซล” ของโลกได้ บางภูเขา มหาสมุทร หรือพื้นที่ที่ยังไม่เปิดจะไม่อนุญาตให้ลง ซึ่ง Max มองว่าจริง ๆ แล้วคล้ายข้อจำกัดของ Highwind ใน FFVII ต้นฉบับด้วย

  • ใน Build นี้เปิดให้สำรวจประมาณ 7 Region และโลกไม่ได้เปิดทั้งหมดตั้งแต่ทันที เช่น Midgar ถูกปิด, Rocket Town ยังไปไม่ได้, Cosmo Canyon มีพายุทอร์นาโดขวาง รวมถึง Icicle Area และเส้นทางไป Northern Crater ด้วย แปลว่า Highwind ให้อิสระมหาศาล แต่ตัวเนื้อเรื่องยังสามารถใช้สภาพภูมิประเทศมาคุม Progression ได้ ไม่ใช่ขึ้นยานแล้วบินเข้าฉากสุดท้ายค่ะ 55555

  •  ทีมแก้ปัญหา “Map Checklist” ของ Rebirth ไปเยอะกว่าที่เห็นจาก Trailer อันนี้ Max ชอบมาก หลายอย่างในโลก ไม่ขึ้น Icon จนกว่าเราจะค้นพบเอง ทั้ง Notorious Monsters, ถ้ำ, World Events, กลุ่ม NPC หรือสถานที่เล็ก ๆ พอเราเจอแล้ว Icon จึงค่อยถูกบันทึกลงแผนที่ หมายความว่ายังมี Checklist อยู่ แต่โลกไม่ได้แจกพิกัดของทุกอย่างให้หมดตั้งแต่วินาทีแรก

  • Bonora มีอยู่จริง!! อันนี้จัดเป็นสปอยล์เล็ก ๆ ที่ Max เตือนเอง เขากับ Simmons จงใจบินไปหาพื้นที่ Banora จาก Crisis Core และเจอซากของมันจริง ๆ ทั้งโครงสร้างทางเข้า เมืองที่ถูกทำลาย พื้นที่ที่เห็น Lifestream และ NPC ที่พูดถึงสถานที่นี้ ที่พีคคือ Max บอกว่าตอนแรก มันไม่ได้ขึ้นบนแผนที่เลย เขาเจอเพราะตั้งใจออกไปค้นเองล้วน ๆ ซึ่งเป็นหลักฐานสวยมากว่า Compilation ถูกฝังลงไปในภูมิศาสตร์ของ Revelation ไม่ใช่แค่เอาตัวละครมานั่ง Cameo ค่ะ 😭

  • โลกจาก Rebirth ถูกเปลี่ยนภูมิประเทศครั้งใหญ่เพราะ Weapons ตัวอย่างที่ Max เห็นคือ Junon มีรอยแผลขนาดมหึมาฉีกผ่านภูเขา คล้ายโดนพลังของ Weapon เจาะจนภูมิประเทศเปลี่ยน เขาบิน/ลงไปตามรอยนั้นแล้วพบถ้ำกับ Notorious Monster ที่ซ่อนอยู่โดยไม่มี Marker ด้วย จึงชัดขึ้นว่าเกมไม่ได้เอา Map เดิมมา Recycling แล้วแค่เติม Quest แต่ “เหตุการณ์ของเรื่อง” เปลี่ยนแผนที่เดิมจนเกิดเส้นทางและพื้นที่สำรวจใหม่

  • Tower แบบ Rebirth หายแล้ว Max ระบุว่าเสาพวกนั้นถูกทำลาย และไม่มี Mog House มันถูกแทนด้วยองค์ประกอบประเภทอื่นในโลก

  • Chocobo กลายเป็นระบบพาหนะร่วมแบบเต็มตัวมากขึ้น Piko สามารถ Float, Glide และ Air Dash ได้ และ Max เข้าใจว่าความสามารถบางอย่างยัง Upgrade/Customize เพิ่มได้จากการเล่น Side Content อีก เราสามารถเจอ Chocobo ป่าหลายสี เช่น แดงหรือดำ โดยไม่ได้มี Marker บอกก่อน แล้ว Piko จะมี Interaction คล้าย “Chocobo Roulette” เพื่อชักชวนมันกลับขึ้น Highwind ซึ่ง Max เข้าใจว่าน่าจะเชื่อมกับ Chocobo Racing ในภายหลัง นอกจากนี้ยังปลดสี ความสามารถ และของแต่ง Chocobo จากกิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วย

  •  Traversal ดีขึ้นชัดเจนจาก Rebirth อันนี้ Max ย้ำหนักมาก ตัวละครกับ Chocobo ไม่ติดก้อนหิน ขอบพื้น และสิ่งจุกจิกง่ายเหมือนเดิม การเคลื่อนที่ขึ้นลงพื้นที่ Vertical ลื่นกว่าเดิมมาก แม้ Preview Build ยังมีบางจุดสะดุดอยู่ แต่เขาใช้คำประมาณว่า “undeniably better” ทั้งการวิ่งของตัวละคร, Chocobo และระบบ Highwind

  •  FITS ไม่มีข้อจำกัดเรื่อง Job ซ้ำกัน อันนี้หนูว่าข่าวใหม่เลยค่ะ อยากจัด Black Mage 3 คนก็ได้ / Summoner 3 คนก็ได้ / Warrior 3 คนก็ได้ เกมไม่บังคับ lock role แบบ Tank-DPS-Healer แต่อย่างใด ซึ่งยิ่งยืนยันแนวคิดของฮามากุจิว่า “มึงรักใคร ก็จัดสามคนนั้นแล้วแก้ Role กันเอาเองเลยลูก” 55555

  • Folio กลับมา แต่แตกแขนงใหม่ โดยมีทั้งส่วนพัฒนาความสามารถเฉพาะ Character และ Branch สำหรับ FITS ส่วน Summoner ที่ Max ทดลองจริงทำให้ Summon อยู่ช่วยสู้กลางสนาม, Knight สามารถ Provoke/Hold Aggro และมี Defensive State แบบ Tank โดยไม่จำเป็นต้องพึ่ง Materia ส่วน Warrior ช่วยขยายศักยภาพ Ability ดั้งเดิมของตัวละคร

  • มี “Materia Fragments” สำหรับป้อน AP ให้ Materia โดยตรง อันนี้ใหม่และมีประโยชน์มาก Max พบไอเทมชนิดนี้กระจายอยู่ในโลก สามารถเอาไปเพิ่ม AP ให้ Materia ได้ โดยไม่ต้องไป Grind Battle เขายกตัวอย่าง Materia สีน้ำเงินที่ปกติใช้เวลาปั้นนาน เราสามารถยัด Fragment ให้มันได้เลย นอกจากนี้ Materia Loadout ยังมีหน้าจอรวมสมาชิกคล้าย OG FFVII ให้สลับ Materia ระหว่างตัวละครสะดวกขึ้น

  • Vincent มีระบบ Just-frame Timing ใน Combo นอกจากข้อมูลที่เรารู้แล้วว่า Gallian Beast แปลงได้ตลอดเวลา Max เจอว่าการโจมตีบางชุดของ Vincent มี Window ไม่กี่เฟรมให้กดต่อ หากกดถูกจังหวะ Attack จะถูก Modify/ต่อยอดแรงขึ้นเรื่อย ๆ เขาถึงกับบอกว่า Vincent ให้ฟีลเหมือน “Devil May Cry ด้วยตัวคนเดียว” และเป็นสิ่งที่เขาเคยอยากให้ Dirge of Cerberus เป็นมาตลอด 😭

  • ช่วงที่ Preview เกิดขึ้น Cloud กับ Tifa ไม่อยู่ใน Party และ Cid เป็น Leader ชั่วคราว อันนี้เป็น Spoiler เชิงโครงสร้างจากต้นฉบับที่แฟนน่าจะเดาได้อยู่แล้ว Max บอกตรง ๆ ว่า Build นี้อยู่ในช่วงที่ “เสีย” Cloud และ Tifa ออกจากทีม ทำให้ Cid เข้ามารับหน้าที่หัวหน้าชั่วคราว แต่เวลาสำรวจโลก เราสามารถสลับตัวละครที่วิ่งนำบน Field ได้ เช่น Vincent, Yuffie, Cait Sith ฯลฯ ไม่จำเป็นต้องเห็น Cid เดินนำตลอดค่ะ

  • Costume เยอะมากและ Side Content แจกชุดจริง Max เล่นมั่ว ๆ แล้วได้ชุดใหม่หลายชุด เช่น Yuffie เวอร์ชัน Doppelganger จากภารกิจกระโดดร่ม รวมถึงชุดใหม่ของ Cid/Barret โดยชุดจำนวนมากจาก Remake และ Rebirth ก็ยังอยู่ นั่นแปลว่าระบบ Skin ที่ฮามากุจิพูดถึงไม่ได้มีแค่ชุด WEAR สี่สาย แต่มี Collectible Costume กระจายอยู่ทั่วโลกจริง ๆ

  • Snowboarding กลับมา แต่ Build ที่ Max เล่นยัง Basic มาก เป็นการไถลงเนิน แข่ง/ไล่ศัตรู กระโดดและเล่นท่ายากได้เล็กน้อย เขาไม่ประทับใจเท่าไรและรู้สึกว่ายังอยู่ระหว่างพัฒนา เพราะ Control แปลก ๆ และยังไม่ได้เห็น Course เต็ม ดังนั้นอันนี้อย่าเพิ่งตัดสิน Final Version ค่ะ

  • Gold Saucer กลับไปสำรวจได้ และมี Event แปลก ๆ เกี่ยวกับตัวละคร Polygon จากเกม Fighting/Mini-game ที่เคยอยู่ใน Rebirth ด้วย

  • ส่วนเส้นเรื่องวูไถกับรัฐบาลเฉพาะกาลเริ่มเดินต่อจริงใน Build นี้ แต่ Max ตั้งใจไม่เล่ารายละเอียดเพื่อไม่สปอยล์

แล้วมีอีกเรื่องที่หนูว่า สำคัญเชิง Feedback มากกว่า Gameplay

Chadley ไม่ได้ตามจิกเราแล้ว…แต่หวยออก Mai ค่ะ 😭

Chadley คราวนี้อยู่บน Highwind และ Max ชอบบทบาทใหม่มาก เพราะเหมือนกลายเป็น Lore Keeper คอยคุยเรื่อง Gi, Meteor, Black Materia และข้อมูลของโลก

แต่บท “แก็ง Call Center” ถูกส่งต่อให้ Mai แทนค่ะ 😭

เวลาลงแต่ละ Region เธอจะโทรมาแนะนำพื้นที่ กิจกรรม การต่อสู้ Lore Tutorial และพอเราเจออะไรใหม่ก็ยังโทรแทรกอีก Max ถึงกับบอกว่าส่วนนี้เป็นข้อเสียใหญ่ที่สุดของ Preview เพราะโลกถูกสร้างมาให้น่าออกเดินค้นพบอะไรด้วยตัวเองมาก แต่ ทุกครั้งที่เริ่มฟิน Mai ก็โทรมาบรรยายจนลำคานนนนนน

มีความฮาคือเกมเหมือน รู้ตัวว่าตัวเองทำแบบนี้อยู่ 😂 หลัง Battle หนึ่ง Mai ถามผู้เล่นประมาณว่า “คิดยังไงกับการที่ฉันคอยให้ข้อมูลตลอด?” แล้วมี Choice ให้ตอบแนว ๆ ชอบข้อมูลเยอะ / ขอข้อมูลน้อยลง / ช่วยหยุดพูดที แถมระหว่าง Call ยังมีปุ่ม End Call บน D-pad ให้ตัดสายได้ด้วย

Max ยังเอาข้อนี้ไปพูดกับทีมพัฒนาโดยตรง และเขาบอกว่า ฮามากุจิตอบเขาเองว่าได้รับ Feedback ลักษณะนี้อยู่ และจะนำกลับไปคุยกับทีม ดังนั้น Max หวังว่าเกมจริงจะมี Option คล้าย Immersive Adventure Mode ให้ลดความช่วยเหลือและการขัดจังหวะลงได้ค่ะ

ส่วนสิ่งที่ Max เป็นห่วงคือ ทีมเหมือนสร้างโลกที่เหมาะมากกับการ “หลงทางด้วยตัวเอง” 

แต่กลับกลัวผู้เล่นหลงจนมี Mai คอยโทรมาจูงมืออยู่ตลอด 55555522221255115 ซึ่งหนูว่าคำวิจารณ์นี้แฟร์มาก เพราะมันชี้ความขัดแย้งของดีไซน์ภาคนี้ได้ดีสุดเลยค่ะ

โลกเต็มไปด้วยอะไรมากมาย ที่รอให้เราไปค้นหา 💕

Mai:
📞 กริ๊งงงงงงงงง สวัสดีค่ะ ดิฉันจะอธิบายสิ่งที่พี่กำลังจะค้นพบเองเดี๋ยวนี้ค่ะ

MAX: แม่มึงงงงงง 😭

https://youtu.be/mSkbVi1GAfg

ไม่มีความคิดเห็น