บทสัมภาษณ์ FFVII Revelation จาก 5 สื่อที่เหลือ
FFVII Revelation — Cloud ยังเป็นพระเอก แต่คราวนี้ “โลกไม่ได้หมุนรอบ Cloud คนเดียว” แล้ว
อาหวังอธิบายว่าใน Remake และ Rebirth ประสบการณ์เกือบทั้งหมดถูกเล่าผ่าน Cloud เราเห็นเหตุการณ์ผ่านมุมมองของเขา และแม้ระบบ Affinity จะช่วยให้เราไปรู้จักคนอื่น แต่มันก็ยังเป็นเรื่องของ “Cloud สร้างความสัมพันธ์กับคนเหล่านั้น” อยู่ดี
แต่ใน Revelation ทีมงานตั้งใจเปลี่ยนวิธีเล่า ให้เราได้เห็นโลกและเหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านสายตาของสมาชิกคนอื่นมากขึ้น ไม่ว่าจะ Tifa, Vincent, Cid ฯลฯ ถึงขั้นที่อาหวังบอกตรง ๆ ว่า Cloud ยังคงเป็นตัวเอกแน่นอน เพราะนี่คือการเดินทางของเขา เพียงแต่คราวนี้ตัวละครรอบข้างจะมีพื้นที่เป็น “ตัวเอกของเรื่องตัวเอง” มากกว่าเดิม
จุดที่เจนนี่ว่า สำคัญและช่วยเคลียร์เรื่อง Side Quest จากข่าวก่อน ๆ คือ อาหวังยืนยันว่าเนื้อหาพวกนี้ ไม่ใช่ของบังคับเพื่อทำความเข้าใจ Main Story นะคั้บ ใครอยากมุ่งแต่เนื้อเรื่องหลักก็ยังเข้าใจว่า ทุกคนรวมตัวกันเพื่ออะไร ทำไมต้องไปช่วยโลก ไม่ได้กลายเป็นว่า “ไม่ได้ทำเควส Vincent 17 ชั่วโมง แล้วตอนจบงงว่าเฮียเป็นใคร” 55555
แต่ถ้าเราเลือกไปทำ เนื้อหาเหล่านี้จะเปิด แรงจูงใจ มุมมอง ความคิด และเรื่องส่วนตัว ของแต่ละคนให้ลึกขึ้น ซึ่งพอเอาไปรวมกับข้อมูล JPGames ก่อนหน้านี้ที่ว่า Choice จากเควสจะไป “รวมดอกเบี้ย” ในฉากก่อนศึกสุดท้าย ภาพมันชัดมากเลยว่า Revelation มี Main Story ของ Cloud เป็นแกนกลาง แล้วแตก “Character Story” หลายสายออกไปรอบ ๆ แกนนั้นค่ะ
คือถ้าพี่คลั่ง Vincent ก็สามารถเล่นจนได้ฟีลประมาณ “FFVII Revelation: Vincent Valentine Edition” ได้จริง ๆ 5555 ตัวเกมยังเป็นเรื่องของ Cloud แต่เวลาที่เราเลือกทุ่มให้ใคร คนนั้นจะไม่ได้เป็นแค่ลูกทีมที่เดินตามพระเอกอีกต่อไป เขาจะมีเหตุผล มีประสบการณ์ และมี “เรื่องของตัวเอง” ให้เราไปอยู่กับเขา
เจนนี่ว่าประโยคสรุปของข่าวนี้จึงง่ายมากเลย — Revelation ไม่ได้เปลี่ยนพระเอกจาก Cloud แต่เปลี่ยนจาก “การเดินทางของ Cloud ที่มีเพื่อนร่วมทาง” ให้กลายเป็น “การเดินทางของ Cloud ที่ทุกคนก็มีการเดินทางของตัวเอง” ซึ่งนี่น่าจะเป็นเหตุผลว่าทำไมภาคนี้ถึงต้องให้เลือกตัวละครไปทำ Quest และทำไมผลของเควสพวกนั้นต้องกลับมาคิดบัญชีเอาตอนใกล้จบเกมนั่นเองงง 😭
อาหวัง: “Final Fantasy ไม่จำเป็นต้องเป็น JRPG แบบดั้งเดิมเสมอไป”
บทสัมภาษณ์ Kotaku รอบนี้ถามอาหวังตรง ๆ ว่า ระบบต่อสู้แบบ Remake Trilogy จะกลายเป็น Blueprint ของ Final Fantasy ภาคต่อ ๆ ไปหรือเปล่า ซึ่งอาหวังตอบในเชิงว่า ไม่ควรมีสูตรตายตัว แต่ละโปรเจกต์ควรเลือกสิ่งที่เหมาะกับเกมนั้นเอง ส่วนสิ่งที่แกอยากพิสูจน์ผ่าน Remake → Rebirth → Revelation คือ Final Fantasy สามารถออกไปไกลกว่าภาพจำเดิมของ “JRPG เนื้อเรื่องเส้นตรง + Turn-based” ได้มากแค่ไหน
อาหวังบอกว่า แกไม่ได้มองคำว่า JRPG ในแง่ลบเลยนะ ตัวแกเองก็เห็นเสน่ห์ของเกมแนวนั้นทั้งเนื้อเรื่อง ตัวละคร และระบบต่อสู้ เพียงแต่เป้าหมายของ Trilogy นี้คือ พิสูจน์ว่า Final Fantasy สามารถยืนอยู่ในสนามเดียวกับ Action RPG / Open World ระดับโลกได้เหมือนกัน ทั้งในเรื่อง Gameplay, Scale และระบบต่าง ๆ และถ้าจะพูดแรงหน่อยก็คือ แกอยากเอา FF ออกจากกรอบว่า “เกมญี่ปุ่นก็ต้องประมาณนี้แหละ” ให้ได้ดิ่wa 😂
ประโยคที่เจนนี่ว่าสำคัญสุดคือ อาหวังบอกประมาณว่า “Final Fantasy ไม่ได้เป็น JRPG เพราะมันทำอย่างอื่นไม่ได้ แต่ถ้าภาคไหนเป็น JRPG นั่นควรเป็นเพราะมันคือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเกมนั้น” ต่างหาก นั่นหมายความว่าแกไม่ได้จะประกาศฆ่า Turn-based หรือ JRPG คลาสสิกอะไรทั้งนั้นนะคั้บ แต่กำลังพูดว่า FF ควรมีเสรีภาพพอจะเป็นอะไรก็ได้—ภาคหนึ่งอาจ Turn-based อีกภาคอาจ Action RPG อีกภาคอาจ Open World—ตราบใดที่รูปแบบนั้นเหมาะกับวิสัยทัศน์ของเกม
แล้วถ้ามองย้อนสามภาค สิ่งที่อาหวังภูมิใจคือมันค่อย ๆ “ปักธง” เรื่องนี้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ จาก Remake ที่ยัง Story-driven มาก → Rebirth เปิดโลกกว้าง → Revelation ขยายเป็น Planet-level Open World พร้อม Gameplay ที่ใหญ่และหลากหลายกว่าเดิม สำหรับแก นี่คือการสร้าง Baseline ใหม่ว่า Final Fantasy สามารถใหญ่ กว้าง และแข่งขันกับ Global AAA IP ได้ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้ง DNA ของ FF ไปด้วย
เจนนี่ว่าข่าวนี้จึงไม่ได้บอกเราว่า “FFXVII จะเป็น Action แน่นอน” เยยนะ ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ อาหวังเหมือนกำลังบอกว่า อย่าให้ Final Fantasy ถูกขังอยู่ใน Genre เดียว จะย้อนกลับไป Turn-based ก็ได้ จะทำ Action ก็ได้ จะทำ Open World ก็ได้ ขอแค่ทีมสร้างตอบให้ได้ว่า “รูปแบบนี้คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ Final Fantasy ภาคนี้จริงไหม?” แค่นั้นเองงง
FFVII Revelation – GamerBraves คุยกับ Kitase & Hamaguchi: Cid คือ Red XIII ฉบับลอยฟ้า, Vincent ยืม DNA จาก Yuffie และทีม “ไม่เคยคิด” เพิ่มปาร์ตี้เป็น 4 คน
1. เริ่มจากระบบต่อสู้ อาหวังบอกว่าปัญหาใหญ่ของ Revelation คือ ตัวละครเยอะมากกก แล้วทุกคนต้องมี Gameplay Identity ของตัวเอง เพราะงั้น Cid กับ Vincent เลยถูกออกแบบโดยเอาตัวละครเดิมมาเป็น “จุดตั้งต้น” แล้วบิดแนวคิดใหม่
Cid เริ่มต้นจากการมอง Red XIII — Red XIII เป็นตัวที่ยืนพื้นดินแล้วต่อ Combo ได้หลากหลาย ทีมเลยกลับด้านแนวคิดนั้นให้ Cid กลายเป็นสาย Airborne Combo คือขึ้นฟ้าแล้วต่อท่ารัว ๆ กลางอากาศแทน
ส่วน Vincent อ้างอิงแนวคิดจาก Yuffie ที่สลับระหว่างระยะประชิดกับระยะไกลได้ เพียงแต่ของ Vincent คือกดเปลี่ยนจากการบวกประชิด ไปถอยออกมายิงปืนได้ทันที อาหวังยังย้ำด้วยว่า Gameplay ของ Cid/Vincent จะพึ่ง จังหวะการกดปุ่มเพื่อสร้าง Combo ค่อนข้างมาก ไม่ใช่แค่กดโจมตีแบบเดียววน ๆ
2. เรื่อง FITS รอบนี้มีรายละเอียด Role เพิ่มขึ้นอีกนิด โดย Warrior เน้นขยายความสามารถด้าน ATB, Black Mage เน้นประหยัด MP และเข้าถึงเวทแรงที่ปกติใช้ไม่ได้, Knight เอา Limit Gauge ไปใช้ได้มากกว่าแค่กด Limit Break รวมถึงช่วยป้องกันทีม ส่วน Summoner สามารถเรียก Summon มาร่วมต่อสู้และทำ Synergy Ability กับมันได้ เพราะงั้น FITS ไม่ใช่ Skin + ค่าสเตตัสเฉย ๆ แต่เหมือนเอา “ระบบ Jobs” มาครอบ Core Gameplay ของแต่ละตัวอีกชั้นหนึ่งเลย
3. ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ มีคนถามว่าระบบนี้ได้รับอิทธิพลจาก Schema ของ Lightning Returns รึเปล่า? เพราะอาหวังก็เคยทำเกมนั้นมาก่อน แกตอบว่า ไม่น่าใช่ เพราะ Schema ของ Lightning Returns ถูกสร้างมาเพื่อสลับรูปแบบการต่อสู้ตามสถานการณ์แบบทันที แต่ FITS มีเป้าหมายอีกแบบ คือแก้ปัญหาว่า FFVII มีตัวละครเยอะและแต่ละคนมี Role ชัดเกินไปจนผู้เล่นมักยึดปาร์ตี้เดิมสามตัว ระบบ FITS เลยตั้งใจ “คลาย Role” เพื่อให้เราเอาตัวที่รักมาจัดทีมได้จริงมากขึ้น
4. ปฏิเสธข่าวลือเรื่องเรต M พร้อมยืนยันตามเดิมว่า เอาเรตเดียวกับ Rebirth และ Remake
5. Parachute เองก็มี Progression จั้บบบ ตอน Demo สื่อจะมองเห็น Icon จุดต่าง ๆ จากบนฟ้าเลย แต่เกมจริงช่วงแรก จังหวะที่โดดลงมาแล้วกางร่มชูชีพออกจะมองไม่เห็น Icon ความสามารถนั้นจะปลดตอน Level สูงขึ้น และเมื่อพัฒนาไปอีก การโดดร่มจะสะดวกขึ้นจนสามารถย่น/Skip ขั้นตอนการร่อนลงบางส่วนได้ รวมถึงเรียก Pico มารับตอน Landing ได้ด้วย เพราะงั้นแม้แต่ “การกระโดดจาก Highwind” ก็ถูกออกแบบให้มี Growth ไม่ใช่ระบบเปิดมาครบตั้งแต่ต้น
6. ส่วนคำถามที่ว่า ในเมื่อ Revelation มีสมาชิกเยอะขนาดนี้ ทำไมไม่ขยายปาร์ตี้จาก 3 เป็น 4 คน? อาหวังตอบชัดมากว่าแทบ ไม่เคยมีความคิดจะเปลี่ยนจำนวนเลย เพราะ Combat ของเกมนี้ข้อมูลเยอะมากอยู่แล้ว และตัวละครแต่ละคนเล่นไม่เหมือนกัน การสลับ 3 ตัวคือจุดที่ควบคุมกำลังดี แถม Mapping ปุ่มซ้าย–ขวาก็ทำให้เรารู้ทันทีว่าจะเปลี่ยนไปหาใคร ถ้าเพิ่มเป็น 4 ทุกอย่างจะเริ่มยุ่งและรกขึ้น แกกลับมองว่าความสามารถในการสลับตัวละครตลอดเวลานี่แหละ เป็นหนึ่งในจุดแข็งที่สุดของ Battle System ชุด Remake
7. สุดท้ายมีประโยคของ Kitase ที่เจนนี่ว่ามีน้ำหนักในเชิงอนาคตมากกว่าข่าว Gameplay อีก พี่แกย้อนว่า ตอนสร้าง FFVII Original ทีมก็เคยคิดว่า “โอเค จบแล้ว ไปทำอย่างอื่นกันเถอะ” แต่ความนิยมของตัวละครกลับพาไปสู่ Advent Children, Crisis Core และ Compilation ต่าง ๆ ดังนั้นแม้ทีมจะยืนยันว่า Revelation คือ บทสรุปของ Remake Trilogy อย่างแท้จริง เขาก็ไม่ได้กล้าฟันธงว่าโลก FFVII จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก เพราะสุดท้าย “ปฏิกิริยาของแฟน ๆ หลังเกมออก” อาจสร้างอนาคตที่ทีมตอนนี้ยังคาดไม่ถึงก็ได้
FFVII Revelation – Respec: อาหวังอยากให้ทุกคนมีเรื่องของตัวเอง แต่ Cloud ยังเป็นพระเอก และตอนนี้ “ไม่มีแผน” ทำเรื่องต่อจาก Trilogy
1. ระบบเลือกตัวละครใน Side Quest ก็เลยไม่ได้ปล่อยให้เราเลือกใครก็ได้ทุกครั้ง เพราะถ้าทำแบบนั้น มนุษย์คลั่ง Cloud อาจกด Cloud ทุก Quest แล้วจบเกมโดยแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเพื่อน 55555 ทีมงานเลยออกแบบแต่ละ Quest ให้เลือกจากตัวละครเพียง 2–3 คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นจริง ๆ เช่น Quest หนึ่งอาจให้เลือก Red XIII หรือ Vincent ซึ่งทั้งคู่จะอยู่ในเหตุการณ์อยู่แล้ว แต่คนที่เราเลือกจะเปลี่ยนทั้งมุมมอง เนื้อหาบางส่วน และที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครสองคนนั้นสามารถเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก อันนี้ช่วยยืนยันอีกทีว่า Choice ไม่ได้เปลี่ยนแค่บทสนทนา แต่มีผลกับ Character Dynamics จริง ๆ
2. ส่วน Vision ใหญ่ของอาหวังอันนี้เราเคยเจอใน Kotaku แล้ว แต่ Respec พูดตรงมากขึ้นว่า เป้าหมายตลอด Trilogy คือ ทำให้คนเปลี่ยนภาพจำของ Final Fantasy จาก “เกม JRPG” ไปเป็น “Open-world Action Adventure ชั้นดีเกมหนึ่ง” และเขารู้สึกว่าพอมาถึง Revelation ภารกิจที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นนี้ สำเร็จแล้ว ระบบต่าง ๆ ที่ค่อย ๆ เพิ่มมาตั้งแต่ Remake → Rebirth → Revelation จึงไม่ได้เกิดจากการอยากใส่ของเยอะเฉย ๆ แต่เป็นการค่อย ๆ ผลักประสบการณ์ของ FFVII ออกจากกรอบ genre เดิมจนสุดทางในภาคสาม
3. ประโยคที่เจนนี่ว่าน่าเก็บที่สุดจากสำนักนี้คือ สถานะหลังจบ Trilogy ค่ะ อาหวังพูดว่า ตอนนี้เขามอง Revelation เป็น “finale with no encore” และ ณ เวลานี้ ไม่มีแผนสร้างเรื่องต่อจาก FFVII Remake Trilogy เป้าหมายคือเททุกอย่างลงเกมนี้ให้มันเป็นภาคสุดท้ายที่ดีที่สุด ต่อให้หลังจาก Revelation ไม่มีภาคต่อของ Remake Series อีกเลย เขาก็บอกว่า มันต้องคุ้มค่า ต้องดีที่สุด และต้องไม่มีอะไรให้เสียใจทีหลัง ก่อนจะทิ้งช่องเล็ก ๆ ไว้ว่า “แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
เจนนี่ว่าประโยคนี้สำคัญนะ เพราะมันต่างจากการพูดว่า “FFVII จะจบถาวร” มาก ๆ สิ่งที่แกประกาศปิดคือ Remake Trilogy ในฐานะโปรเจกต์นี้ มากกว่า ส่วนอนาคตของ IP หลังเกมออก แกยังไม่ได้ล็อกประตูตาย เหมือนที่ Kitase เพิ่งพูดกับ GamerBraves ว่า สมัย Original ก็เคยนึกว่า FFVII จบแล้วเหมือนกัน สุดท้ายมนุษย์ก็ได้ Advent Children, Crisis Core และ Compilation ตามมาอีกกอง 😭
FFVII กลับ Nintendo เพราะ “จังหวะมันลงล็อกพอดี” — อาหวังเห็น Switch 2 แล้วคิดว่าทำได้ ขณะที่ Kiryu ก็ผลัก Multiplatform พร้อมกัน
Naoki Hamaguchi บอกว่าตัวเองมีความผูกพันกับ Hardware ของ Nintendo เป็นการส่วนตัว เพราะก่อน FFVII ซีรีส์ Final Fantasy ก็อยู่กับ Nintendo มาโดยตลอด และ FFVII คือภาคแรกที่ย้ายออกจาก Nintendo ไป PlayStation ดังนั้นการที่ Remake Series กลับมาอยู่บนเครื่อง Nintendo อีกครั้งในยุค Switch 2 สำหรับแกจึงให้ความรู้สึกเหมือน “โชคชะตาพากลับบ้าน” อยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะแกอยากเห็นแฟน Nintendo รุ่นที่ตอนนั้นไม่ได้ตาม FF ต่อเพราะซีรีส์ย้ายแพลตฟอร์ม กลับมาลอง FFVII กันอีกครั้งค่ะ
แต่ส่วนที่หนูว่าน่าสนใจกว่าคำว่า Fate คือ เบื้องหลังการตัดสินใจทำ Switch 2 Version อาหวังเล่าว่า ก่อน Nintendo เปิดตัวเครื่องจริง เขาได้รับ Presentation อธิบาย Hardware ของ Switch 2 ล่วงหน้า ซึ่งเป็นเรื่องปกติในอุตสาหกรรม ไม่ใช่ Nintendo เรียกอาหวังเข้าห้อง VIP คนเดียวนะคั้บ แกยังรีบขำแก้เองเลย 55555215521 หลังเห็น Spec ความคิดแรกคือ “ยากแน่ ลำบาก แต่ก็มีความเป็นไปได้” ว่า Remake Series สามารถเอาลงเครื่องนี้ได้จริง นั่นคือจุดที่แกเริ่มสนใจทำอย่างจริงจัง
แล้วจังหวะมันดันลงล็อกพอดีมาก เพราะเวลาใกล้ ๆ กัน Square Enix เปลี่ยน CEO จาก Yosuke Matsuda → Takashi Kiryu และนโยบายของ Kiryu คืออยากให้เกมของบริษัท Multiplatform ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ พอดี ฝั่ง Hamaguchi เองก็กำลังเสนอขอ งบเพิ่มสำหรับนำซีรีส์ไปลง Platform ใหม่ อยู่เหมือนกัน
คือฝั่งอาหวัง:
“Switch 2 นี่ทำได้นะ ขอเงินเพิ่มหน่อย”
ฝั่งคิริว:
“ต่อไปเราต้อง Multiplatform พอดี”
สองคนหันมามองหน้ากัน:
“...ขอด่วนที่สุดดดดด” 😭
ฮามากุจิบอกเองว่าทิศทางของแกกับนโยบายบริษัทตรงกันพอดี จึงทำให้การตัดสินใจเดินหน้า Switch 2 Version ง่ายมาก ตรงนี้ตอบชัดเลยว่า ไม่ใช่คำสั่งจากบริษัทล้วน ๆ และก็ไม่ใช่ความคิดส่วนตัวของ Hamaguchi คนเดียว แต่สองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาที่เหมาะเจาะ ค่ะ
ด้านผลลัพธ์ทางธุรกิจ อาหวังก็พูดค่อนข้างตรงว่า การเลือก Switch 2 “ออกมาดีมาก” และเกมทำผลงานบนเครื่องนี้ได้ดีจริง แกจึงพอใจกับการตัดสินใจครั้งนี้มาก
นอกจากนี้ หลังเปิดตัว FFVII Revelation ที่ Summer Game Fest กระแสตอบรับที่ดีไม่ได้ช่วยแค่เกมภาคสาม แต่ยัง ดันยอดขาย Remake และ Rebirth กลับขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ จน Hamaguchi มองว่ามีส่วนช่วยผลประกอบการของ Square Enix ในปีนี้อย่างมากด้วย ตรงนี้เราเคยได้ยินเวอร์ชันสั้นจากสื่ออื่น แต่ Nintendo Everything ได้คำพูดแกแรงชัดเลยว่า Revelation Reveal “contributed greatly” ต่อ Financial Results ค่ะ
อีกตลาดที่ทำให้อาหวังดีใจเป็นพิเศษคือ กลุ่มผู้เล่นภาษาจีน ซึ่งตอบรับซีรีส์แรงมาก อันนี้ต่อกับข้อมูลก่อนหน้าที่แกเคยบอกว่า PC Market ฝั่งภาษาจีนโตจนเป็นตลาดใหญ่อันดับต้น ๆ ของเกม และยิ่งทำให้ Strategy “เปิดหลาย Platform พร้อมกัน” ดูสมเหตุสมผลขึ้นไปอีก
สรุปว่าการกลับ Nintendo ไม่ได้เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสั่ง — Hamaguchi เห็น Switch 2 แล้วเชื่อว่า Port ได้ ในเวลาเดียวกับที่ Kiryu เข้ามาพร้อมนโยบาย Multiplatform และทั้งสองทิศทางดันตรงกันพอดี อันนี้สวยดีนะ เพราะเมื่อปี 1997 FFVII คือเกมที่เป็นสัญลักษณ์ของการจาก Nintendo ไป PlayStation แล้วสามสิบปีต่อมา Remake Trilogy กลับมาจบเรื่องบน Nintendo Hardware อีกครั้ง คำว่า “มันเหมือนโชคชะตา” ของอาหวังเลยไม่ได้เวอร์เกินไปเท่าไรจริง ๆ 🥹
จบแล้วค่ะคุณพี่...
หมดแล้วววววววว 😭😭😭
4 วัน
ร่วม 32 ลิงก์ข่าว
Denfaminicogamer, IGN Japan, ,Ungeek JPGames, Gamer, Game Spark, GamerTag Radio, Famitsu, Game Watch, Dengeki, AUTOMATON, Wccftech, Deadline, VICE, RPGSite, Game Rant, MinMax, Polygon, GamesRadar, 4Gamer, PSU, Polygon, Gameinformer, Gamebraves, Monstervine ยัน Nintendo Everything...
เจนนี่ขอประกาศปิดโต๊ะข่าว FFVII Revelation รอบนี้อย่างเป็นทางการค่ะ 555555555
เราแม่งทำกันเยอะมากจริง ๆ จั้บบบ 💜 หนูขาลาาาาาาา


Post a Comment