สรุปเนื้อเรื่อง The Endless Abyss: A Busty Cop’s Corrupted Soul
เมื่อความยุติธรรมกลายเป็นเรื่องโกหก และคนทั้งเมืองพร้อมใจกันเดินลงเหว
ถ้ามองจากชื่อ The Endless Abyss: A Busty Cop’s Corrupted Soul อย่างเดียว เจนนี่เชื่อเลยว่าคนส่วนใหญ่คงคิดเหมือนกันว่า “อ๋อ เกม R18 ตำรวจสาวโดนจับมา แล้วก็ขายฉากอย่างว่าเป็นหลักสินะ” ซึ่งก็…ไม่ได้ผิดค่ะ 555 เพราะเกมนี้มีเนื้อหาผู้ใหญ่ค่อนข้างหนักจริง แต่พอเล่นจนจบแล้วถึงได้รู้ว่า เฮ้ย เดี๋ยวนะ พวกแกซ่อนพล็อตไซไฟอาชญากรรม เรื่องการคอร์รัปชัน การทดลองมนุษย์ การเมือง และคำถามเรื่องศีลธรรมไว้ใต้เกมแบบนี้จริงดิ!? เพราะเอาเข้าจริง เนื้อเรื่องหลักของมันทะเยอทะยานกว่าภาพลักษณ์หน้าร้านเยอะมาก
เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นในเมือง อินสเมอร์ฟี (Insmurphy) เมืองที่ภายนอกก็ดูเป็นเมืองปกติ มีรัฐบาล มีกฎหมาย มีกรมตำรวจ มีระบบยุติธรรมเหมือนเมืองทั่วไป แต่พอเปิดฝาเข้าไปดูข้างในเท่านั้นแหละ… เน่าแทบทุกชั้น ทั้งการคอร์รัปชัน การสมคบคิดระหว่างตำรวจและรัฐบาล การทดลองมนุษย์ รวมถึงกลุ่มคนที่มีพลังพิเศษซึ่งดำรงอยู่ใต้เงาของสังคมมานานแล้ว

ตัวละครสำคัญของเรื่องมีอยู่สองคน คนแรกคือ อู๋ จื่อเสวียน ตำรวจหญิงดาวเด่นของกรมตำรวจอินสเมอร์ฟี ผู้จริงจังกับหน้าที่ ซื่อตรง ยึดมั่นในความยุติธรรมชนิดที่เรียกว่าอยู่ผิดเมืองสุด ๆ เพราะคนแบบเธอดันต้องมาทำงานในกรมตำรวจที่การทุจริตฝังรากลึกเสียจนคนซื่อกลายเป็นตัวปัญหา ส่วนอีกคนคือ ตัวเอก อดีตตำรวจของเมืองเดียวกัน ซึ่งครั้งหนึ่งก็เคยเชื่อมั่นในระบบไม่ต่างจากอู๋ แต่หลังจากเห็นความจริงมากพอ เขาก็หมดศรัทธาทั้งต่อตำรวจ กระบวนการยุติธรรม และรัฐบาล สุดท้ายลาออกจากกรมตำรวจแล้วหันไปทำงานให้กับองค์กรอาชญากรรมที่ชื่อว่า โซริวไค
ความน่าสนใจคือทั้งสองคนไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ตัวเอกมีพลังที่สามารถดึง “ภาพ” ออกจากความทรงจำของคู่สนทนาได้ เหมือนเอากล้องเข้าไปถ่ายสิ่งที่อีกฝ่ายเคยเห็นในอดีตโดยตรง ต่อให้คนตรงหน้าพยายามโกหก เขาก็ยังสามารถมองเห็นเศษเสี้ยวของเหตุการณ์จริงที่ถูกเก็บอยู่ในความทรงจำได้ ฟังดูเป็นความสามารถสำหรับงานตำรวจที่โกงมากใช่ไหม? แต่ปัญหาก็คือ ภาพพวกนี้ ใช้เป็นหลักฐานในศาลไม่ได้ นั่นหมายความว่าตัวเอกอาจรู้ความจริงแบบเต็มสองตา แต่ระบบกฎหมายสามารถตอบกลับเขาได้ง่าย ๆ ว่า “แล้วมีหลักฐานที่ศาลรับฟังได้หรือเปล่า?” นี่เป็นหนึ่งในไอเดียที่เจนนี่ชอบมาก เพราะมันทำให้ตัวเอกเป็นคนที่ “มองเห็นความจริง” แต่ไม่มีอำนาจพอจะทำให้ความจริงนั้นกลายเป็นความจริงในทางกฎหมาย
อู๋เองก็มีพลังพิเศษเหมือนกัน ช่วงแรกเกมยังไม่เฉลยชัดว่าพลังของเธอคืออะไรกันแน่ แต่เห็นได้ชัดว่าเกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัสที่เหนือมนุษย์ ทั้งการมองเห็น การได้ยิน การรับกลิ่น รวมถึงการรับรู้ข้อมูลรอบตัวในระดับที่คนธรรมดาทำไม่ได้ เพียงแต่ก่อนใช้งานเต็มประสิทธิภาพ เธอต้องใช้เวลาสักพักเพื่อ “ซิงโครไนซ์” ตัวเองกับสิ่งรอบข้าง และเจ้าพลังของทั้งตัวเอกกับอู๋นี่แหละ จะค่อย ๆ พาเราไปเจอกับความลับที่ใหญ่กว่าคดีอาชญากรรมธรรมดาหลายเท่า
Operation Clean Beach และกระเป๋าเจ้าปัญหาที่หายไป
ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดเริ่มจากปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ของกรมตำรวจอินสเมอร์ฟีที่ชื่อว่า Operation Clean Beach ซึ่งมีเป้าหมายจัดการเครือข่ายของโซริวไค ตำรวจบุกเข้าตรวจค้นเรือขนส่งสินค้าขององค์กร และอู๋ จื่อเสวียนก็เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่กลุ่มแรกที่ขึ้นไปถึงบนเรือ
ที่นั่นอู๋พบของผิดกฎหมายจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นคือ กระเป๋าโลหะที่ถูกล็อกด้วยรหัส ใบหนึ่ง ตอนนั้นเธอเองก็ยังไม่รู้ว่าข้างในคืออะไร จึงดำเนินการตามระเบียบ ส่งมอบของกลางทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดอื่นรับช่วงต่อไป ทุกอย่างดูเหมือนจะจบตามขั้นตอนปกติ จนกระทั่งหลังปฏิบัติการผ่านไป กระเป๋าใบนี้ดันหายไปเฉยเลยค่ะ
ตรงนี้ทำให้เรื่องเริ่มมีกลิ่นตุ ๆ ทันที คำตอบก็ตรงไปตรงมามากแบบสมกับเมืองอินสเมอร์ฟี คือ มีตำรวจทุจริตยักยอกมันออกจากระบบของกลาง แล้วตั้งใจเอาไปขายให้ Vulture สมาชิกของโซริวไคคนหนึ่งที่มีปัญหากับหัวหน้าของโซริวไค เพื่อกินผลประโยชน์กันเอง
หลังจากนั้นอู๋ยังไปเจอ Vulture อีกครั้งที่โกดังปลาใกล้ท่าเรือ โดย Vulture เองก็เป็นผู้มีพลังพิเศษ เขาสามารถสร้างควันจำนวนมากเพื่อบดบังทัศนวิสัยและใช้หลบหนีได้ อู๋เห็นท่าทีมีพิรุธจึงพยายามไล่ตาม แต่สุดท้ายก็คลาดกันไป ปัญหาคือ การที่อู๋เห็นทั้งเรื่องของกระเป๋า เห็น Vulture และเริ่มเชื่อมโยงความผิดปกติภายในกรมตำรวจเข้าหากัน ทำให้เธอกลายเป็น “คนที่รู้มากเกินไป” โดยไม่ทันตั้งตัว จากตำรวจดาวเด่นของกรม เธอจึงกลายเป็นภัยต่อทั้งตำรวจทุจริต คนในรัฐบาล โซริวไค และกลุ่มผู้มีอำนาจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังอีกชั้นหนึ่ง
อู๋ จื่อเสวียนตกเป็นเชลย
หลัง Operation Clean Beach อู๋ยังคงตามสืบเรื่องต่าง ๆ ต่อ จนในที่สุดเธอตัดสินใจบุกเข้าโจมตีฐานชั่วคราวของโซริวไคที่ตัวเอกประจำอยู่ แต่งานนี้ตำรวจสาวของเราพลาดค่ะ เธอถูกจัดการจนหมดสติ และกลายเป็นฝ่ายตกอยู่ในมือของศัตรูเสียเอง
ตัวเอกกับลูกน้องค้นตัวอู๋อย่างละเอียด เพราะกลัวว่าอุปกรณ์ของตำรวจจะมี GPS หรือเครื่องติดตามซ่อนอยู่ ปืนพก วิทยุสื่อสาร เสื้อผ้าและข้าวของบางส่วนจึงถูกนำไปทิ้ง ขณะที่บัตรประจำตัวตำรวจ กระบอง และเครื่องช็อตไฟฟ้าถูกเก็บเอาไว้ จากนั้นพวกเขาก็ย้ายอู๋ไปขังยัง โรงงานเหล็กร้าง เพื่อใช้เป็นฐานชั่วคราวแห่งใหม่
เป้าหมายของตัวเอกในตอนนั้นเรียบง่ายมาก เขาต้องการรู้ว่า “ของ” ที่หายไปหลัง Operation Clean Beach อยู่ที่ไหน เพียงแต่ตลกตรงที่ตัวเอกเองก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า ของที่ทุกฝ่ายกำลังจะฆ่ากันตายเพื่อแย่งชิงนั้นคืออะไร รู้แค่ว่ามันสำคัญจนคนระดับบนของโซริวไคกดดันเขาหนักมาก และอู๋น่าจะเป็นคนเดียวที่มีข้อมูลพอจะลากเขาไปถึงคำตอบได้
จากการสอบสวน กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ประหลาดขึ้นทุกที
แน่นอนว่าคนอย่างอู๋ จื่อเสวียนไม่มีทางยอมเปิดปากง่าย ๆ เธอเป็นตำรวจที่มีทั้งศักดิ์ศรี ความดื้อ และความมั่นใจในตัวเองสูงมาก ตัวเอกจึงค่อย ๆ ใช้วิธีหลายแบบในการสอบสวน ตั้งแต่การพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูล ขุดความทรงจำ ไปจนถึงการใช้ความรุนแรงและความรุนแรงทางเพศเพื่อกดดันสภาพจิตใจของเธอ
อู๋เองก็ไม่ได้นั่งรอเฉย ๆ เธอพยายามเล่นเกมจิตวิทยากลับ ด้วยการบอกว่าคู่หูหรือคนในกรมตำรวจต้องรู้แน่ว่าเธอหายไป และเดี๋ยวพวกตำรวจจะต้องตามสัญญาณมาถล่มสถานที่แห่งนี้แน่นอน แต่ตัวเอกกลับมั่นใจมากว่าอุปกรณ์ทุกชิ้นที่อาจมี GPS ถูกทิ้งไปหมดแล้ว ดังนั้นคำขู่ของเธอจึงไม่ได้ทำให้เขาหวั่นเท่าไร
สิ่งที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสถานการณ์จริง ๆ กลับไม่ใช่การข่มขู่ แต่เป็นการที่ทั้งสองคนเริ่ม คุยกันจริง ๆ มากขึ้น ระหว่างการสอบสวน ตัวเอกกับอู๋เริ่มแลกเปลี่ยนเรื่องอดีต และพบว่าคนที่ดูเหมือนยืนอยู่คนละฝั่งของกฎหมาย กลับมีบางอย่างคล้ายกันจนน่าตกใจ อู๋รู้ดีว่ากรมตำรวจอินสเมอร์ฟีเน่าแค่ไหน เธอพยายามเก็บหลักฐานเพื่อเปิดโปงทั้งตำรวจทุจริต เจ้าหน้าที่รัฐ และคนระดับสูงในรัฐบาล ความซื่อตรงของเธอไม่ได้ทำให้เธอเป็นฮีโร่ในสายตาคนในองค์กร กลับกัน มันทำให้คนจำนวนมากอยากให้เธอหายไปจากโลกนี้เสียด้วยซ้ำ
ตัวเอกฟังเรื่องของอู๋แล้วเหมือนกำลังมองตัวเองเมื่อสิบปีก่อน เพราะเขาก็เคยเป็นตำรวจที่เชื่อว่าความจริงกับกฎหมายจะช่วยคนได้เหมือนกัน จนวันหนึ่งเขาเข้าใจว่า ในอินสเมอร์ฟี ความแตกต่างระหว่างตำรวจทุจริตกับแก๊งอาชญากรบางครั้งมีแค่ฝ่ายหนึ่งใส่เครื่องแบบเท่านั้น ฝ่ายหนึ่งทำผิดกฎหมายโดยไม่มีตรา อีกฝ่ายทำเรื่องแทบไม่ต่างกัน แต่มีอำนาจรัฐ มีกฎหมาย และมีระบบคอยปกป้อง
ตรงนี้แหละที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกกับอู๋เริ่มพิกลขึ้นทุกที เพราะในด้านหนึ่ง ตัวเอกคือคนที่จับเธอมาขัง ทำร้าย และกำลังบีบบังคับเธอ แต่อีกด้านหนึ่ง เขากลับเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เข้าใจจริง ๆ ว่าอู๋กำลังต่อสู้อยู่กับอะไร และยิ่งคุยกันมากขึ้น ตัวเอกก็ยิ่งเริ่มเห็นอู๋เป็นมากกว่า “ตำรวจที่ต้องเค้นข้อมูล”
ปัญหาคือ ตัวเอกไม่ได้มีแค่อู๋ให้รับมือ
ถ้าเรื่องมีแค่จับอู๋มาสอบสวนก็คงง่าย แต่ตัวเอกยังมีลูกน้องอีกหลายคนอยู่ใต้บังคับบัญชา และพวกนั้นก็เริ่มไม่พอใจขึ้นเรื่อย ๆ ที่หัวหน้าของตัวเองเก็บตำรวจสาวไว้สอบสวนเพียงลำพัง จนท้ายที่สุดบางคนถึงขั้นแอบเข้ามาล่วงละเมิดอู๋ในช่วงที่ตัวเอกออกไปคุยโทรศัพท์กับหัวหน้าระดับสูงของโซริวไค
ตรงนี้ทำให้สถานการณ์ของตัวเอกยุ่งมาก เพราะเขาเริ่มรู้สึกบางอย่างกับอู๋แล้ว แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาอำนาจเหนือพวกลูกน้อง ถ้าแสดงออกว่าปกป้องเธอมากเกินไป เขาก็เสี่ยงจะถูกมองว่าอ่อนแอ หรือเลือกผู้หญิงที่เป็นศัตรูเหนือคนของตัวเอง สุดท้ายตัวเอกจึงยอมปล่อยให้ลูกน้องมีส่วนร่วมในการล่วงละเมิดอู๋ เพื่อรักษาลำดับอำนาจภายในกลุ่มเอาไว้
และเจนนี่ว่า ตรงนี้คือจุดที่เนื้อเรื่องมันแสบมาก เพราะตัวเอกเกลียดระบบตำรวจที่เต็มไปด้วยการประนีประนอมกับสิ่งเลวร้าย แต่พอเขากลายมาเป็นหัวหน้าคนในโลกอาชญากรรม เขากลับต้องทำสิ่งคล้ายกันเอง เพื่อรักษาอำนาจ เขาจึงเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของตรรกะแบบเดียวกับระบบที่ตัวเองเคยเกลียดโดยไม่รู้ตัว
Vulture กับดีลลับในโรงโอเปรา
หลังจากข้อมูลเริ่มต่อกันเป็นรูปเป็นร่าง ตัวเอกก็พบความจริงว่า Vulture ไม่ใช่คนที่ขโมยกระเป๋าออกมาจากตำรวจตั้งแต่แรก แต่จริง ๆ แล้วเขาคือ “ผู้ซื้อ” ต่างหาก คนที่เอากระเป๋าออกจากระบบของกลางคือเจ้าหน้าที่ตำรวจทุจริต ซึ่งตั้งใจยักยอกมันแล้วนำไปขายให้ Vulture เพื่อกินผลประโยชน์กันเอง
การซื้อขายถูกนัดหมายกันที่ โรงโอเปรา ตัวเอกจึงแอบเข้าไปซ่อนตัวในสถานที่นั้นเพื่อจับตาดูสถานการณ์ ตำรวจทุจริตเอากระเป๋ามาได้จริง แต่มีปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งคือ เขาเปิดกระเป๋าไม่ได้ เพราะไม่รู้รหัส ตรงกันข้าม Vulture กลับรู้ว่าต้องใช้รหัสอะไร จึงทำให้ทั้งคู่ต่างต้องพึ่งกันอยู่พักหนึ่ง แต่พอเริ่มเจรจาเรื่องผลประโยชน์ก็แน่นอนค่ะ…คนโกงกับคนซื้อของเถื่อนมาเจอกัน จะคุยกันดี ๆ ได้กี่โมง สุดท้ายทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้และสถานการณ์เริ่มตึงเครียด
ตัวเอกจึงตัดสินใจสร้างจังหวะของตัวเอง เขาทำลายโคมระย้าขนาดใหญ่ในโรงโอเปราให้ตกลงมา สร้างความแตกตื่นวุ่นวายไปทั่วอาคาร แล้วใช้ช่วงชุลมุนนั้นช่วย Vulture หลบหนี ทั้งคู่สามารถแย่งกระเป๋าจากตำรวจแล้วหนีออกมาได้สำเร็จ
หลังเหตุการณ์นี้ Vulture เหมือนจะรู้แล้วว่าเรื่องมันใหญ่เกินกว่าจะยุ่งต่อ เขาตัดสินใจถอนตัว เตรียมหนีไปใช้ชีวิตต่างประเทศ และก่อนจะแยกทางก็ยอมบอกรหัสสำคัญให้ตัวเอกเสียที
THOTH
เมื่อเปิดกระเป๋าออกมา ตัวเอกจึงได้เห็นสิ่งที่ทุกฝ่ายพร้อมฆ่ากันเพื่อแย่งชิงเป็นครั้งแรก นั่นคือสารทดลองที่เรียกว่า Osiris Beta
Osiris Alpha, Osiris Beta และราคาของ “วิวัฒนาการ”
ก่อนหน้านี้ตัวเอกกับอู๋ต่างรู้จักสารรุ่นแรกที่เรียกว่า Osiris Alpha อยู่แล้ว หลักการของมันฟังแล้วเหมือนอะไรที่นักวิทยาศาสตร์ในหนังไซไฟควรโดนจับตั้งแต่คิดได้เลย คือผู้ที่ได้รับสารมีโอกาสตายสูงมาก แต่ถ้ารอดมาได้ ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงและได้รับพลังพิเศษ
ส่วน Osiris Beta คือรุ่นที่พัฒนาไปไกลกว่าเดิม อันตรายกว่าเดิม และมีโอกาสเสียชีวิตสูงขึ้นไปอีก แต่ในทางกลับกัน ถ้ารอดมาได้ พลังของผู้ใช้ก็จะถูกยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล
ทันทีที่เห็น Osiris Beta อู๋ก็ขอให้ตัวเอกฉีดมันให้เธอ เพราะในหัวของเธอตอนนั้นยังมีเป้าหมายเดิมอยู่เต็ม ๆ นั่นคือใช้พลังที่มากขึ้นเพื่อเปิดโปงการคอร์รัปชันของเมือง แล้วส่งเรื่องทั้งหมดไปถึงรัฐบาลกลาง เธอยังเชื่อว่า ถ้าระดับท้องถิ่นเน่า ก็แค่ยกระดับเรื่องขึ้นไปข้างบนสิ เดี๋ยวรัฐบาลกลางต้องจัดการเอง
แต่ตัวเอกกลับรู้ดีว่าโลกของอินสเมอร์ฟีไม่ได้ง่ายแบบนั้น และเขาก็เริ่มเล่าเรื่องเมื่อสิบปีก่อนให้เธอฟัง เรื่องที่พอฟังจบแล้ว ความเชื่อเรื่อง “ความยุติธรรม” ของอู๋แทบแตกเป็นผงเลย
สิบปีก่อน ตัวเอกเคยทำสิ่งเดียวกับที่อู๋กำลังคิดจะทำ
ประมาณสิบปีก่อน ตัวเอกยังเป็นตำรวจของอินสเมอร์ฟี เขาใช้พลังพิเศษของตัวเองในการสืบสวน จนไปพบกับโครงการทดลอง Osiris Alpha ซึ่งเอามนุษย์มาใช้เป็นหนูทดลอง และมีผู้มีอำนาจจำนวนมากเข้าไปเกี่ยวข้อง ตัวเอกในตอนนั้นก็คิดเหมือนอู๋เป๊ะว่า ถ้าความจริงถูกเปิดเผย ทุกอย่างจะต้องยุติ คนผิดต้องถูกลงโทษ และระบบจะต้องแก้ไขตัวเอง
แต่ความจริงคือ รัฐบาลเมืองรู้เรื่อง รัฐบาลกลางก็รู้เรื่อง และทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันมาตั้งแต่แรก
หลังเรื่องถูกเปิดโปง ห้องปฏิบัติการไม่ได้ถูกทำลาย โครงการไม่ได้หายไป แต่มันแค่ “เปลี่ยนหน้า” จากห้องทดลองมาเป็น มูลนิธิ เท่านั้น และที่พีคกว่านั้นคือ มูลนิธิแห่งนี้เองเป็นสถานที่ที่อู๋ จื่อเสวียนเติบโตขึ้นมา
ตัวเอกยังเล่าต่อว่า หลังจากเขาพยายามเปิดโปงโครงการ ประชาชนไม่ได้ยืนข้างเขาอย่างที่คิดเลย บางคนขว้างก้อนหินใส่ บางคนกล่าวหาว่าเขาทำเพื่อเงิน บางคนบอกว่าอยากดัง และบางคนถึงขั้นมองว่าเขาเป็นสายลับจากต่างประเทศที่ต้องการทำลายความก้าวหน้าของชาติ
อู๋ฟังถึงตรงนี้แล้วแทบรับไม่ได้ เธอถามกลับอย่างสับสนว่า หมายความว่าแม้แต่ประชาชนเองก็ยินดีจะหลับตาข้างหนึ่ง ปล่อยให้คนถูกเอาไปทดลอง ขอแค่วันหนึ่งลูกหลานของพวกเขาอาจได้ประโยชน์จากมันอย่างนั้นเหรอ?
คำตอบของตัวเอกเย็นมาก แต่แม่งแทงใจสุด ๆ เขาบอกว่า สำหรับคนบางกลุ่ม การเอาชีวิตของคนชั้นล่างหนึ่งหรือสองรุ่นไปเสี่ยง อาจถือเป็น “ราคาที่คุ้มค่า” หากมันนำไปสู่ความก้าวหน้าของมนุษย์รุ่นต่อไป และนี่เองคือแนวคิดที่ซ่อนอยู่ในชื่อ Osiris เทพผู้ตายและเกิดใหม่ คนรุ่นหนึ่งล้มตาย เพื่อให้มนุษย์อีกรุ่นหนึ่ง “ถือกำเนิดใหม่” ในระดับที่สูงกว่าเดิม
ที่โหดคือ คนที่สนับสนุนไม่ได้มีแค่รัฐบาล ตำรวจ หรือนักวิทยาศาสตร์ แต่คนแทบทุกชนชั้นในสังคมอินสเมอร์ฟีเองก็พร้อมยอมรับตรรกะนี้ ตราบใดที่พวกเขาเชื่อว่าผลประโยชน์สุดท้ายจะตกถึงคนรุ่นหลัง
โลกของอู๋ตรงนี้พังจริงค่ะ เพราะเธอเคยคิดมาตลอดว่า ปัญหาคือ “มีคนชั่วแทรกอยู่ในระบบ” ถ้าเปิดโปงคนชั่วได้ ระบบก็จะกลับมาดี แต่สิ่งที่ตัวเอกกำลังบอกคือ ระบบทั้งหมดต่างหากที่เลือกสิ่งนี้ แม้แต่ประชาชนจำนวนมากก็ยินยอม อู๋จึงเสียศูนย์จนได้แต่พร่ำว่าเธออยากช่วยทุกคน เธอต้องช่วยทุกคนให้ได้ ทั้งที่ในจังหวะนั้นเธอเองก็แทบไม่รู้แล้วด้วยซ้ำว่า “ทุกคน” ที่อยากช่วยนั้น ต้องการให้เธอช่วยจริงหรือเปล่า
Apostle, Duat และความจริงว่าอู๋เองก็คือผลผลิตของ Osiris
ในช่วงที่อู๋กำลังพังทางจิตใจ หัวหน้าของโซริวไคก็ติดต่อกลับมา พร้อมปล่อยระเบิดลูกใหญ่อีกลูกใส่ทุกคน นั่นคือความจริงว่า อู๋ จื่อเสวียนเองเป็นหนึ่งในกลุ่ม Apostle เด็กที่เติบโตมาจากโครงการทดลอง Osiris ในอดีต
หลังตัวเอกเปิดโปงห้องทดลองและมันถูกเปลี่ยนเป็นมูลนิธิ อู๋ก็เติบโตต่ออยู่ที่นั่นโดยไม่เคยรู้เลยว่า ตัวเองคือหนึ่งในผลผลิตจากโครงการที่เธอกำลังพยายามเปิดโปงมาตลอด และในสายตาของคนที่อยู่เบื้องหลัง Osiris เธอไม่ได้ถูกมองว่าเป็นตำรวจดาวเด่นหรือวีรสตรีอะไรทั้งนั้น แต่เป็นเพียง ตัวทดลองที่ผิดพลาดซึ่งดันรอดชีวิตมาได้
ที่เจ็บกว่านั้นคือหัวหน้าของโซริวไคตัดสินใจขายตัวเอกทิ้งเรียบร้อยแล้ว เขาส่งตำแหน่งของโรงงานเหล็กร้างให้กับฝ่าย Apostle เพื่อแลกเงินรางวัล หลังวางสายไม่นาน กลุ่มติดอาวุธที่เรียกว่า Duat ซึ่งเป็นข้ารับใช้และหน่วยปฏิบัติการของ Osiris ก็บุกโจมตีฐานทันที เป้าหมายของพวกมันคือเอาอู๋กลับไป
และเป็นครั้งแรกที่อู๋ซึ่งแข็งกร้าวมาตลอดแสดงความหวาดกลัวออกมาแบบชัดเจน เธอจับขาของตัวเอกเอาไว้ ร้องขอให้เขาพาหนีไปด้วย และถึงกับพูดว่าเธอจะเป็นเด็กดี ตรงนี้เองตัวเอกจึงตัดสินใจข้ามเส้นแบบชัด ๆ — เขาเลือกอู๋เหนือโซริวไค
ตัวเอกพาอู๋ฝ่าดงกระสุนหนีออกจากโรงงาน ทั้งสองขึ้นรถคันหนึ่ง ส่วนลูกน้องอีกสามคนใช้รถอีกคันหลบหนีตามมา และจากตรงนี้เรื่องก็เข้าสู่ทางเลือกสุดท้ายของเกมเสียที
Osiris Beta สามหลอด กับการเลือกที่เปลี่ยนอนาคตทั้งหมด
ตัวเอกมี Osiris Beta อยู่ทั้งหมดสามหลอด หลอดแรกเขาเลือกเก็บเอาไว้ก่อน หลอดที่สองถูกทิ้งไว้ในโรงงานเหล็กเพื่อให้พวก Duat เจอ หวังให้พวกมันเกิดความโลภแล้วทะเลาะหรือหันมาแย่งกันเอง ส่วน หลอดสุดท้าย คือสิ่งที่ผู้เล่นต้องเลือกว่าจะใช้กับใคร และแค่การเลือกคนรับยาเพียงคนเดียว ก็ทำให้อนาคตของตัวละครทั้งหมดแตกออกเป็นฉากจบสามแบบที่ต่างกันสุดขั้ว
Ending A — หนีออกจากเหว แล้วใช้ชีวิตต่อพร้อมบาดแผล
ในเส้นทางแรก ตัวเอกเลือกมอบ Osiris Beta ให้กับลูกน้องทั้งสามคนแล้วให้แบ่งกันใช้ หลังฉีดยา พวกเขาหมดสติไปช่วงหนึ่ง ก่อนจะฟื้นกลับขึ้นมาพร้อมพลังพิเศษ คนหนึ่งได้ Flame Jet อีกคนได้ Aqua Blast และคนสุดท้ายได้ Leaf Blade
ขณะเดียวกัน พลังของตัวเอกเองก็เกิดการวิวัฒนาการด้วย จากเดิมที่เขามองได้เพียง “อดีต” ผ่านความทรงจำของคนอื่น ตอนนี้เขากลับเริ่มมองเห็น อนาคต ด้วย และรู้ล่วงหน้าถึงขนาดว่าลูกน้องแต่ละคนจะได้พลังอะไรจาก Osiris Beta
ฝ่าย Apostle ยังคงไล่ล่าพวกเขาอย่างหนัก ทั้งรถและเฮลิคอปเตอร์ แต่ลูกน้องทั้งสามใช้พลังที่เพิ่งได้รับช่วยกันสกัดการติดตาม เปิดทางจนทุกคนสามารถไปถึงท่าเรือได้สำเร็จ ตัวเอกกับอู๋จึงใช้ข้ออ้างว่าทั้งคู่ต้องออกไปต่างประเทศเพื่อรักษาตัว แล้วหลบหนีออกจากประเทศไปยัง ประเทศ G ซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งและเป็นศัตรูทางการเมืองกับบ้านเกิดของพวกเขา
เมื่อไปถึงประเทศ G ชีวิตของทั้งสองเริ่มสงบลง ตัวเอกพาอู๋ไปพบจิตแพทย์ ซึ่งแพทย์ประเมินว่าเธอยังคงมี trauma รุนแรงจากประสบการณ์ที่ผ่านมา และต้องได้รับทั้งความเอาใจใส่ ความรัก และการดูแลอย่างต่อเนื่อง อู๋จึงใช้ชีวิตอยู่กับตัวเอกในฐานะภรรยาและแม่บ้าน ส่วนตัวเอกก็ยังพูดกับเธอในทำนองให้ “เป็นเด็กดี” เหมือนที่เคยทำมาตลอด
ถ้ามองแค่ภายนอก Ending นี้ดูเหมือน Happy Ending ที่สุด ทุกคนหนีรอด ตัวเอกเลิกเลือกองค์กรและเลือกอู๋แทน ทั้งสองหนีอินสเมอร์ฟีได้สำเร็จและมีบ้านให้กลับ แต่เจนนี่ว่ามันสุขแบบค้าง ๆ มาก เพราะรากฐานความสัมพันธ์ของคู่นี้เกิดจากการกักขัง การบีบบังคับ และ trauma มหาศาล ต่อให้หนีออกจากเมืองได้ มันไม่ได้หมายความว่าบาดแผลทั้งหมดจะหายไปด้วย
ดังนั้น Ending A สำหรับเจนนี่จึงเหมือน “หนีออกจากเหวสำเร็จ แต่ยังพกเหวนั้นติดอยู่ในใจ” มากกว่า
Ending B — อู๋ได้พลังที่สมบูรณ์ แต่ผู้หญิงคนเดิมอาจไม่กลับมาแล้ว
หากเลือกฉีด Osiris Beta ให้อู๋ ตอนแรกเธอจะกลัวมากและไม่ยอมรับยา เพราะรู้ดีว่ามันสามารถฆ่าเธอได้ง่าย ๆ แต่ตัวเอกบอกว่า เขาได้เห็นอนาคตแล้ว และในอนาคตนั้นอู๋ไม่ตาย ที่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้ามีปืนอยู่ในมือ เธอจะกลายเป็นคนที่ ไร้เทียมทาน
อู๋จึงตัดสินใจเชื่อเขาและยอมรับ Osiris Beta เข้าไป หลังจากนั้นพลังด้านประสาทสัมผัสของเธอก็วิวัฒนาการแบบก้าวกระโดด จากเดิมที่แค่มีประสาทสัมผัสดีกว่ามนุษย์ทั่วไป ตอนนี้เธอสามารถรับรู้ เจตนาฆ่า ของศัตรู ได้ยินเสียงหัวใจ รับรู้การขยับตัวของคนรอบข้าง และวิเคราะห์การเคลื่อนไหวจนสามารถปรับจังหวะการหลบ การเคลื่อนที่ และการยิงของตัวเองได้ละเอียดเหนือมนุษย์ ผลคือถ้าอู๋ถือปืนขึ้นมา เธอแทบกลายเป็นเครื่องจักรสังหารเลยค่ะ ถึงขนาดยิงคนขับเฮลิคอปเตอร์ที่ไล่ตามได้อย่างแม่นยำ
ตัวเอกกับอู๋จึงสามารถหนีรอดออกมาได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจจริง ๆ อยู่ที่ฉากหลายปีต่อมา เพราะทั้งสองกลับมายังอินสเมอร์ฟีอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ผู้ลี้ภัยอีกต่อไป แต่กลับมาในฐานะคนที่จะ เปลี่ยนเมืองนี้ด้วยมือของตัวเอง ตัวเอกเตรียมเดินทางไปพบผู้ว่าการเมือง และอู๋ก็อยู่เคียงข้างเขาเหมือนเป็นคู่หูที่พร้อมจัดการทุกคนที่ขวางหน้า
เพียงแต่มีบางอย่างผิดไป
ตัวเอกสังเกตมานานแล้วว่า หลังได้รับ Osiris Beta อู๋ไม่เคยกลับมาเป็นคนเดิมอีกเลย ผู้หญิงที่เคยพูดตลอดว่าอยากช่วยทุกคน ยึดมั่นในความถูกต้อง และเชื่อว่าชีวิตคนมีคุณค่า กลับค่อย ๆ มีด้านซาดิสม์มากขึ้น เธอเริ่มสนุกกับการฆ่า และพร้อมจัดการทุกคนที่คิดขวางทางตัวเอกโดยแทบไม่ลังเล
นี่แหละคือ Ending ที่ชื่อ Corrupted Soul ทำงานแบบตรงตัวที่สุด อู๋ได้พลังมากพอจะเปลี่ยนโลก แต่คำถามคือ ในวันที่เธอมีพลังนั้นอยู่ในมือ อู๋ จื่อเสวียนคนเดิมยังเหลืออยู่มากแค่ไหน?
เธอชนะค่ะ
แต่ชัยชนะของเธออาจต้องแลกด้วยตัวตนของเธอเอง
Ending C — ตัวเอกเห็นอนาคต แต่อู๋เป็นคนเปลี่ยนโลก
เส้นทางสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อผู้เล่นเลือกใช้ Osiris Beta กับ ตัวเอกเอง หลังได้รับยา พลังการมองเห็นอนาคตของเขาพัฒนาไปไกลมาก จากเดิมที่พอเห็นภาพบางอย่างล่วงหน้า กลายเป็นสามารถคาดการณ์ลำดับเหตุการณ์ซับซ้อนเป็นทอด ๆ แล้วใช้คนรอบตัวสร้าง chain reaction เพื่อให้อนาคตเดินไปตามทางที่ต้องการ เขาสามารถสั่งให้ยิงป้าย ยิงล้อรถ ทำลายสิ่งของ หรือสร้างเหตุเล็ก ๆ หลายอย่างต่อเนื่องกัน จนผลลัพธ์ปลายทางเปลี่ยนไปทั้งหมด
ฟังดูเหมือนโกงที่สุดใช่ไหม?
แต่เกมกลับตบหน้าคนเล่นด้วยประโยคง่าย ๆ ว่า ต่อให้เห็นอนาคต ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหนีมันพ้น
ท้ายที่สุดตัวเอกยังคงหลบหนีไม่สำเร็จ ร่างกายรับภาระไม่ไหวจนหมดสติ และถูกฝ่ายตรงข้ามจับตัวไป
เวลาผ่านไปถึง สามปี ตัวเอกจึงฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในเรือนจำ และคนที่มาเยี่ยมเขาก็คืออู๋ จื่อเสวียน เธอบอกว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา เธอพยายามหาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์มาช่วยรักษาเขา และอย่างน้อยความพยายามนั้นก็ไม่สูญเปล่า เพราะในที่สุดเขาก็ตื่นขึ้นมา
คำถามแรก ๆ ที่ตัวเอกอยากรู้คือ แล้วสิ่งที่อู๋เคยฝันไว้ล่ะ? เธอเปิดโปงความชั่วร้ายของอินสเมอร์ฟีสำเร็จหรือยัง?
คำตอบคือ สำเร็จค่ะ แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีแบบอู๋คนเดิม
อู๋บอกว่าเธอไม่ซื่อแบบเมื่อก่อนแล้ว หลังจากเจอทุกอย่าง เธอเข้าใจเสียทีว่าการเอาความจริงไปฟ้องรัฐบาลไม่มีความหมาย ในเมื่อรัฐบาลก็รู้ ตำรวจก็รู้ และประชาชนจำนวนมากเองก็สนับสนุน Osiris อยู่แล้ว ดังนั้นถ้าคนทั้งประเทศเห็นว่าการทดลองมนุษย์เพื่อวิวัฒนาการเป็นเรื่องดี เธอก็จะไม่เสียเวลาเถียงกับคนในประเทศอีก
เธอเลือกทำให้ โลกทั้งโลก เห็นแทน
อู๋เปิดเผยพลังเหนือมนุษย์ของตัวเองต่อสาธารณะ เผยแพร่ข้อมูลของโครงการออกไปทุกช่องทาง แปลเป็นหลายภาษา และกระจายข้อมูลให้คนทั่วโลกเห็นจนไม่มีทางที่รัฐบาลจะปิดข่าวได้อีก สิ่งที่น่าสนใจมากคือ ปฏิกิริยาของคนภายในประเทศกลับเป็นความยินดี หลายคนมองว่านี่คือหลักฐานว่ามนุษย์สามารถวิวัฒนาการไปอีกขั้นได้จริง
แต่โลกภายนอกไม่ได้มองแบบนั้นเลยค่ะ
ประเทศอื่น ๆ เริ่มหวาดกลัวว่า นี่คือรัฐที่กำลังทดลองมนุษย์เพื่อสร้างผู้มีพลังเหนือมนุษย์ และหากปล่อยให้พัฒนาต่อ มันอาจเปลี่ยนสมดุลทางทหารและการเมืองของโลกทันที ผลคือแรงกดดันจากนานาชาติถาโถมเข้ามา ทั้งการคว่ำบาตรทางทหาร การตัดความสัมพันธ์ทางการทูต การยุติความร่วมมือต่าง ๆ และมาตรการกดดันสารพัด จนในที่สุดประเทศไม่สามารถทนต่อแรงเสียดทานจากโลกภายนอกได้อีก
รัฐบาลจึงต้องยอมรับผิด และประกาศยุติการวิจัยพัฒนา Osiris อย่างถาวร
พูดง่าย ๆ คือ สิ่งที่ตัวเอกเมื่อสิบปีก่อนเคยพยายามทำแต่ล้มเหลว อู๋กลับทำสำเร็จ เพราะเธอเลิกฝากความหวังไว้กับ “ระบบภายใน” แล้วใช้ ประชาคมโลกทั้งใบเป็นกลไกตรวจสอบแทน
ตัวเอกได้ยินแล้วดีใจกับเธอจริง ๆ เพราะในที่สุดอู๋ก็ทำความฝันสำเร็จ เขาจึงถามต่อว่า วันนี้เธอมาเพียงเพื่อบอกข่าวดีเรื่องนี้เหรอ?
อู๋ตอบว่า
ไม่
เธอมาที่นี่เพื่อล้างแค้น
แม้อู๋จะเปลี่ยนแปลงโลกสำเร็จ แต่เธอไม่ได้ลืมสิ่งที่ตัวเอกเคยทำกับเธอ ทั้งการจับตัว กักขัง ความรุนแรง และ trauma ที่ทิ้งร่องรอยไว้กับชีวิตของเธอ เธอบอกว่าตัวเอกจะต้องรับผิดชอบ และจะต้องชดใช้สิ่งเหล่านี้ในทุกวันที่ยังอยู่ในคุก
จากนั้นอู๋ก็เป็นฝ่ายเดินเข้าไปในห้องขังของตัวเอกเอง
และตรงนี้คือภาพกลับด้านที่เจนนี่ชอบมากที่สุดของทั้งเกม เพราะตอนต้นเรื่อง ตัวเอกคือผู้คุม อู๋คือเชลย แต่ตอนจบกลับกลายเป็น ตัวเอกคือนักโทษ ส่วนอู๋คือคนที่เปิดประตูแล้วเดินเข้ามาหาเขาด้วยตัวเอง
อู๋ยังยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเรื่องได้เปลี่ยนเธอไปอย่างถาวร รวมถึงความต้องการทางเพศที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เธอยังคงเลือกมีความสัมพันธ์กับตัวเอก แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอให้อภัย ทุกอย่างที่ตัวเอกทำยังคงเป็น “หนี้” และเธอตั้งใจให้เขาชดใช้มันต่อไป
ดังนั้น Ending C จึงเป็นตอนจบที่ประหลาดมากในทางที่ดี เพราะมันมีทั้งชัยชนะ ความแค้น ความผูกพัน ความปรารถนา trauma และการกลับด้านของอำนาจอยู่พร้อมกันหมด อู๋ไม่ได้กลับมาเป็นตำรวจสาวใสซื่อคนเดิม แต่เธอก็ไม่ได้กลายเป็นสัตว์ประหลาดแบบ Ending B เธอกลายเป็นคนที่เข้าใจเสียทีว่า ความถูกต้องอย่างเดียวไม่มีวันชนะ หากไม่เข้าใจอำนาจและวิธีใช้มัน
The Endless Abyss — เพราะจริง ๆ แล้ว คนที่ถูก Corrupt ไม่ได้มีแค่อู๋
พอเล่นจนจบแล้วมองย้อนกลับไป เจนนี่ว่า The Endless Abyss ฉลาดกว่าชื่อรอง A Busty Cop’s Corrupted Soul เยอะ เพราะตอนแรกมันทำให้เราเข้าใจว่าประเด็นของเกมคือ “ตำรวจสาวผู้ซื่อตรงจะถูกทำให้เสื่อมทรามแค่ไหน” แต่เอาเข้าจริงแทบไม่มีใครในเรื่องที่ไม่ถูกอะไรบางอย่างกัดกินเลย
ตัวเอกถูกระบบยุติธรรมทำลายความศรัทธา ตำรวจทุจริตถูกเงินซื้อ Vulture มองพลังเหนือมนุษย์เป็นสินค้าที่ซื้อขายได้ โซริวไคพร้อมขายคนของตัวเองเมื่อราคาดีพอ รัฐบาลยอมทดลองมนุษย์เพื่อแลกกับความก้าวหน้า ส่วนประชาชนจำนวนมากก็พร้อมยอมให้คนหนึ่งหรือสองรุ่นกลายเป็นหนูทดลอง หากเชื่อว่าลูกหลานในอนาคตจะได้ประโยชน์จากมัน
แม้แต่อู๋ จื่อเสวียน ผู้เริ่มเรื่องด้วยภาพของตำรวจหญิงที่ซื่อตรง ยึดมั่นในความยุติธรรม และเชื่อว่า “แค่เปิดเผยความจริง ทุกอย่างก็จะดีขึ้น” ก็ต้องเรียนรู้ด้วยวิธีที่โหดร้ายที่สุดว่า ความจริงเพียงอย่างเดียวไม่เคยเพียงพอ ถ้าไม่มีอำนาจมากพอที่จะบังคับให้คนอื่นยอมรับมัน
ดังนั้น Osiris จึงไม่ได้เป็นเพียงชื่อยา แต่มันคือแนวคิดของโลกทั้งใบในเรื่องนี้
คนรุ่นหนึ่งตาย เพื่อให้อีกรุ่นเกิดใหม่
บางคนยอมเสียศีลธรรมเพื่อแลกกับอำนาจ
บางคนยอมเสียชีวิตเพื่อคำว่า “วิวัฒนาการ”
บางคนถูกโลกเปลี่ยนจนกลายเป็นสิ่งที่ตัวเองเคยเกลียด
และบางคนต้องเรียนรู้ว่า ถ้าจะเอาชนะระบบที่เน่าทั้งระบบ วิธีคิดแบบเดิมอาจใช้ไม่ได้อีกแล้ว
พอมาถึงตรงนี้ชื่อ The Endless Abyss ถึงเริ่มทำงานจริง ๆ เพราะ “เหว” ในเกมนี้ไม่ใช่โรงงานร้าง ไม่ใช่ห้องทดลอง ไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม และไม่ใช่รัฐบาล
เหวคือระบบทั้งหมด
ทุกคนในอินสเมอร์ฟีต่างยืนอยู่ในมันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง บางคนพยายามปีนออก บางคนเลือกหนี บางคนเรียนรู้จะมีชีวิตอยู่ในนั้น และบางคนถึงขั้นคิดว่า ถ้าเหวมันหนีไม่ได้…งั้นก็เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นสิ่งที่เหมาะจะอยู่ในเหวมันเสียเลย
เพราะสุดท้าย คำถามของเกมอาจไม่ใช่เลยว่า “ใครเป็นคนดี ใครเป็นคนเลว?”
แต่มันคือ
ถ้าวันหนึ่งเราพบว่าทั้งตำรวจ รัฐบาล อาชญากร นักวิทยาศาสตร์ และประชาชนทั้งเมืองต่างพร้อมใจกันเดินลงเหวเดียวกันหมดแล้ว…เราจะยังยืนหยัดอยู่กับความถูกต้องแบบเดิม จะหนีออกไป หรือจะยอมเปลี่ยนตัวเองเพื่อมีชีวิตรอดในโลกแบบนั้นกันแน่?
และเจนนี่ว่า นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เกม R18 ชื่อชวนเข้าใจผิดเกมนี้ ดันมีอะไรให้คิดหลังเล่นจบเยอะกว่าที่ควรจะเป็นแบบงง ๆ เลยค่ะ 555
ฉากจบไหนดีที่สุดของ The Endless Abyss?
หลังเล่น The Endless Abyss: A Busty Cop’s Corrupted Soul จนครบทั้งสามฉากจบ เจนนี่ว่าจุดที่น่าสนใจที่สุดของเกมนี้ไม่ใช่ว่า “ใครได้ Osiris Beta ไป” แต่คือคำถามว่า หลังจากทุกอย่างที่เกิดขึ้น ตัวเอกกับอู๋ จื่อเสวียนควรกลายเป็นคนแบบไหน และโลกของอินสเมอร์ฟีสมควรถูกเปลี่ยนจริงหรือเปล่า
เพราะถ้ามองให้ดี ทั้งสาม Ending ไม่ได้แตกต่างกันแค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังแตกต่างกันตรง “คำตอบของชีวิต” ที่ตัวละครเลือกด้วย Ending A คือการหนี Ending B คือการยึดอำนาจ และ Ending C คือการเปลี่ยนระบบ
ถ้าถามว่าแบบไหนดีที่สุดสำหรับเจนนี่ คำตอบชัดมากว่า Ending C ดีที่สุดแบบค่อนข้างทิ้งห่างอีกสองอันเลย ไม่ใช่เพราะมันเป็นฉากจบที่มีความสุขที่สุด เพราะจริง ๆ แล้วมันไม่ได้มีความสุขเลย แต่เพราะมันเป็นฉากจบที่ ตอบคำถามของเรื่องได้ครบที่สุด
ทำไม Ending A ยังไม่ใช่ “ตอนจบที่ดีที่สุด”
Ending A เป็นเส้นเรื่องที่ดูอบอุ่นที่สุด ตัวเอกพาอู๋หนีออกจากประเทศไปอยู่ประเทศ G ลูกน้องของตัวเอกก็รอด ทุกคนเหมือนหลุดพ้นจากการไล่ล่าของ Apostle และ Duat แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่
ถ้ามองในมุมของการเอาชีวิตรอดเพียงอย่างเดียว นี่คือ Ending ที่ดีที่สุด ทุกคนไม่ตาย ตัวเอกกับอู๋มีบ้านอยู่ และอู๋ยังได้รับการรักษาจากจิตแพทย์ เจนนี่ชอบรายละเอียดนี้มาก เพราะเกมยอมรับตรง ๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับอู๋ตลอดเรื่องสร้างบาดแผลทางใจให้เธอจริง ๆ ไม่ใช่พอหนีออกจากประเทศแล้วทุกอย่างจะหายวับไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น
แต่ปัญหาของ Ending A คือ มันแก้ปัญหาส่วนตัวได้ แต่ไม่แตะปัญหาใหญ่ของเรื่องเลย
อินสเมอร์ฟียังเหมือนเดิม Osiris ยังอยู่ Apostle ยังอยู่ ระบบที่ตัวเอกเคยพยายามเปิดโปงก็ยังอยู่ รัฐบาลที่สมคบคิดกับโครงการทดลองก็ยังอยู่ และประชาชนที่ยอมรับการเอาชีวิตคนรุ่นหนึ่งไปแลกกับวิวัฒนาการก็ยังคิดเหมือนเดิม
พูดง่าย ๆ คือ ตัวเอกกับอู๋หนีออกจากเหวสำเร็จ แต่ เหวยังอยู่ตรงนั้น และคนอื่นก็ยังตกลงไปเรื่อย ๆ
สำหรับชีวิตของสองคนนี้ มันอาจถือเป็นชัยชนะ แต่ถ้ามองในฐานะบทสรุปของเรื่อง The Endless Abyss เจนนี่ว่ามันยังเล็กไปหน่อย เพราะเราใช้เวลาทั้งเกมในการเปิดโปงว่าระบบของอินสเมอร์ฟีเน่าขนาดไหน สุดท้ายถ้าคำตอบคือ “โอเค งั้นหนีประเทศกันเถอะ” มันก็เหมือนเรื่องเลือกจะปิดตัวเองลงในระดับความสัมพันธ์ของคนสองคน แทนที่จะตอบคำถามใหญ่ที่ตัวเองปูมา
อีกอย่างคือความสัมพันธ์ใน Ending A ยังมีสิ่งที่ค้างคาอยู่เยอะ ตัวเอกเป็นหนึ่งในคนที่ทำให้อู๋มี trauma แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นคนดูแลเธอ เป็นสามี และเป็นศูนย์กลางของชีวิตใหม่ของเธอ ความสัมพันธ์แบบนี้ตั้งใจให้ผิดปกติอยู่แล้ว และในเชิงเนื้อเรื่องก็มีความขมดี แต่ถ้าบอกว่านี่คือ “ปลายทางที่ดีที่สุดสำหรับอู๋” เจนนี่ตอบไม่ได้จริง ๆ เพราะเธอได้ความสงบก็จริง แต่ต้องแลกด้วยการถอนตัวออกจากความฝันทั้งหมดที่เคยมี
อู๋เคยอยากช่วยทุกคน แต่ Ending A กลับลงเอยด้วยการบอกว่า
ช่วยตัวเองให้รอดก็พอแล้ว
มันไม่ผิดนะ แต่ยังไม่ใช่ตอนจบที่เจนนี่ชอบที่สุด
Ending B เท่มาก แต่จริง ๆ แล้วมันคือ Bad Ending ที่แต่งตัวหล่อสุด
ถ้า Ending A คือ “หนีออกจากเหว” Ending B ก็คือ “ถ้าหนีเหวไม่ได้ งั้นฉันจะกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่แข็งแรงที่สุดในเหวเอง”
อันนี้เท่มาก ยอมรับเลย 555
อู๋ได้รับ Osiris Beta แล้วพลังประสาทสัมผัสวิวัฒนาการจนแทบไร้เทียมทาน เธอสามารถอ่านเจตนาฆ่า ฟังเสียงหัวใจ ประเมินการเคลื่อนไหวของศัตรู และปรับการยิงได้ในระดับที่มนุษย์ทั่วไปไม่มีทางต่อกรได้ จากตำรวจหญิงที่เคยถูกไล่ล่า เธอกลายเป็นคนที่ศัตรูควรเป็นฝ่ายกลัวแทน
หลายปีต่อมา เธอกับตัวเอกกลับอินสเมอร์ฟี คราวนี้ไม่ใช่ผู้ลี้ภัย แต่กลับมาในฐานะ ผู้เล่นอำนาจ
นี่โคตรเท่ในเชิงภาพ แต่สิ่งที่เกมตั้งใจแทงเราก็คือ อู๋ไม่ใช่คนเดิมแล้ว ผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยอยากช่วยทุกคน ตอนนี้กลับสนุกกับการฆ่า ถ้าใครขัดขวางตัวเอก เธอก็พร้อมกำจัด
ถ้ามองในเชิงธีม นี่คือความหมายของคำว่า Corrupted Soul แบบตรงที่สุด อู๋ต้องการพลังเพื่อเปลี่ยนระบบ แต่สุดท้ายพลังกลับเปลี่ยนเธอเสียเอง
และนี่คือเหตุผลที่เจนนี่ไม่สามารถเลือก Ending B เป็น Ending ที่ดีที่สุดได้ เพราะมันคือชัยชนะที่แพงเกินไป
อู๋อาจกลับมาเอาชนะคนที่เคยกดหัวเธอได้ อาจมีอำนาจมากกว่าตำรวจ อาจแข็งแรงกว่า Apostle และอาจกลายเป็นมือขวาของตัวเอกในการควบคุมเมือง แต่สิ่งที่หายไปคือ เหตุผลที่เธออยากเปลี่ยนเมืองตั้งแต่แรก
ถ้าคนที่เคยต่อสู้เพื่อหยุดระบบที่ทำลายมนุษย์ สุดท้ายกลายเป็นคนที่มองชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่ฆ่าได้ง่าย ๆ เพื่อเป้าหมายของตัวเอง แล้วเธอแตกต่างจากคนที่เคยต่อต้านตรงไหน?
Ending B จึงเป็นฉากจบที่เท่ที่สุด แต่สำหรับเจนนี่มันคือ Bad Ending ที่สวมสูทหล่อมาก แค่นั้นเอง
Ending C คือฉากจบที่ดีที่สุด เพราะมันทำให้ตัวละครทั้งสอง “เปลี่ยน” โดยไม่ลบอดีตของพวกเขาทิ้ง
Ending C ต่างจากสองเส้นแรกตรงที่ ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่อยากได้
ตัวเอกใช้ Osiris Beta กับตัวเอง ได้พลังมองเห็นอนาคตที่แข็งแกร่งขึ้น สามารถวาง chain reaction ซับซ้อนได้ราวกับเล่นหมากรุกกับโลกทั้งใบ แต่ท้ายที่สุด เขายังหนีไม่พ้น เขาถูกจับ หมดสติ และใช้เวลาถึงสามปีกว่าจะฟื้น
ในมุมหนึ่ง นี่คือความพ่ายแพ้ของตัวเอก แต่ในอีกมุม เจนนี่ว่ามันเหมาะมาก เพราะผู้ชายคนนี้เดินเรื่องมาทั้งเกมด้วยการควบคุมคนอื่น เขาควบคุมลูกน้อง ควบคุมอู๋ ควบคุมสถานการณ์ ใช้พลังดูอดีต แล้วท้ายที่สุดถึงขั้นมองอนาคต
คนที่พยายามควบคุมทุกอย่างมาตลอด กลับจบลงด้วยการพบว่า มีบางอย่างที่ตัวเองควบคุมไม่ได้
นี่คือบทลงโทษที่สวยมาก
แล้วในช่วงเวลาที่ตัวเอกนอนหมดสติ อู๋ก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะเธอไม่ได้เป็นผู้หญิงที่รอให้ตัวเอกกลับมาช่วย เธอเดินเรื่องของตัวเองต่อ คิดวิธีใหม่ ปรับอุดมการณ์ และทำสิ่งที่ทั้งตัวเอกกับอู๋ในอดีตเคยทำไม่สำเร็จ นั่นคือการเปิดโปง Osiris ต่อโลก
สิ่งที่ฉลาดมากคือ อู๋ไม่ได้กลายเป็นคน cynical แบบตัวเอกเต็มตัว เธอไม่ได้สรุปว่า “ไม่มีอะไรเปลี่ยนได้หรอก ช่างมัน” แต่เธอก็ไม่ซื่อเหมือนเดิมแล้วเช่นกัน
อู๋เรียนรู้ว่า ถ้ารัฐบาลเมืองไม่ช่วย ถ้ารัฐบาลกลางก็อยู่ในขบวนการ และถ้าประชาชนจำนวนมากกลับสนับสนุนมันเอง งั้นก็เปลี่ยน “ผู้พิพากษา” จากประเทศของตัวเองเป็นโลกทั้งใบ
นี่เป็นพัฒนาการตัวละครที่เจนนี่ชอบมาก เพราะมันไม่ได้ทำลายอุดมการณ์เดิมของอู๋ เธอยังอยากช่วยผู้คน ยังต้องการหยุด Osiris และยังเชื่อว่าการทดลองมนุษย์แบบนี้ผิด แต่เธอเลิกเชื่อว่า ความถูกต้องจะชนะเองโดยอัตโนมัติ
เธอเรียนรู้เรื่องอำนาจ เรียนรู้เรื่องการเมือง และเรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ความจริง “มีต้นทุน” สำหรับคนที่คิดจะปิดมัน
แล้วเธอก็ชนะ ไม่ใช่เพราะยิงเก่งที่สุด ไม่ใช่เพราะฆ่าคนมากที่สุด แต่เพราะเธอเปลี่ยนสมดุลของเกม
นี่แหละที่ทำให้ Ending C เป็น Ending ที่เจนนี่ชอบที่สุด
สิ่งที่เจนนี่ชอบที่สุดใน Ending C คือ อู๋ไม่ได้ให้อภัยตัวเอกง่าย ๆ
นี่สำคัญมากกกก เพราะถ้าเกมจบด้วยอู๋เดินเข้ามาหาตัวเอก แล้วพูดประมาณ “ฉันรักนาย ทุกอย่างที่ผ่านมาไม่สำคัญแล้ว” เจนนี่คงกุมขมับเลยค่ะ 555
โชคดีที่เกมไม่ทำแบบนั้น อู๋จำได้ทุกอย่าง เธอยอมรับว่าตัวเอกเปลี่ยนชีวิตเธอ เธอมีความผูกพันกับเขา และเธอช่วยหาหมอมารักษาเขาตลอดสามปี นั่นแปลว่าเขาสำคัญกับเธอมาก
แต่ในเวลาเดียวกัน เธอก็บอกชัดว่า
ฉันยังแค้นแก
นี่โคตรมนุษย์เลย เพราะความรู้สึกจริงของคนเราไม่จำเป็นต้องเรียงเป็นช่องสวย ๆ ว่า รัก = ให้อภัย หรือเกลียด = ไม่รัก คนคนหนึ่งสามารถรักใครบางคนและยังโกรธเขามากได้ สามารถผูกพันและยังไม่ให้อภัยได้ และสามารถอยากอยู่ใกล้พร้อมกับยังต้องการให้เขารับผิดชอบกับสิ่งที่ทำได้
Ending C เลยทำให้ความสัมพันธ์ของตัวเอกกับอู๋คงความ “ผิดปกติ” แบบที่เรื่องสร้างมาตลอด โดยไม่พยายามฟอกมันให้กลายเป็น romance ปกติในนาทีสุดท้าย
จุดที่เจนนี่ชอบที่สุดคือภาพกลับด้านของอำนาจ ต้นเรื่อง ตัวเอกเป็นคนเปิดประตูเข้าหาอู๋ แต่ตอนจบ อู๋เป็นคนเปิดประตูเข้าหาตัวเอก ต้นเรื่อง อู๋คือเชลย แต่ตอนจบ ตัวเอกคือคนอยู่หลังลูกกรง ต้นเรื่อง ตัวเอกเป็นฝ่ายกำหนดว่าความสัมพันธ์จะเป็นแบบไหน แต่ตอนจบ อู๋เป็นคนกำหนด
วงกลมของเรื่องมันปิดตรงนี้อย่างสวยมาก
แล้วถ้าให้เจนนี่เขียนฉากจบเองล่ะ?
ถ้าเป็นเจนนี่ เจนนี่จะไม่เลือก Ending A, B หรือ C แบบตรง ๆ แต่จะเอา แก่นของ Ending C เป็นหลัก แล้วผสมความสงบจาก Ending A และความน่ากลัวของ Ending B เข้าไปเล็กน้อย
เพราะเจนนี่อยากได้ตอนจบที่ตอบพร้อมกันสามคำถาม หนึ่ง — อินสเมอร์ฟีเปลี่ยนไหม สอง — อู๋จะกลายเป็นคนแบบไหน และสาม — ตัวเอกจะชดใช้กับสิ่งที่ตัวเองทำอย่างไร
ฉากจบของเจนนี่: “The Abyss Remains”
หลังตัวเอกฉีด Osiris Beta เข้าไป เขาจะใช้พลังมองอนาคตช่วยให้อู๋และลูกน้องหนีไปได้ แต่ตัวเองรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเส้นทางที่มองเห็นทุกเส้น ไม่มีเส้นไหนที่เขาหนีรอด
ตรงนี้เจนนี่จะให้เขารู้ล่วงหน้าด้วยซ้ำ เขาจะเห็นอนาคตอยู่หลายแบบ ถ้าหนีไปกับอู๋ ทุกคนถูกฆ่า ถ้าทิ้งอู๋ อู๋ถูกพากลับไปทดลอง และถ้าให้ Osiris กับลูกน้อง การไล่ล่าจะดำเนินต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด
มีเพียงเส้นเดียวที่คนอื่นรอด นั่นคือ เขาต้องถูกจับ
ตัวเอกจึงไม่ได้พลาดโดยบังเอิญ แต่เลือกยอมเสียตัวเอง มันจะทำให้ character arc ของเขาแรงขึ้นมาก เพราะตลอดเรื่องเขาเป็นคนที่ใช้คนอื่นเพื่อเอาตัวรอด แต่ครั้งสุดท้าย เขากลับเลือกใช้ตัวเองเป็นหมาก
เขาพาอู๋ไปถึงจุดปลอดภัย แล้วพูดกับเธอว่าสิ่งที่เขาเห็นต่อจากตรงนี้ไม่สำคัญแล้ว เพราะอนาคตต่อจากนี้จะต้องเป็นสิ่งที่อู๋เลือกเอง จากนั้นตัวเอกก็ถูกจับ
อู๋ไม่ได้ไปเป็นตำรวจอีก
หลังจากนั้นเจนนี่จะไม่ให้อู๋กลับกรมตำรวจค่ะ ไม่มีทาง เพราะหลังผ่านเรื่องทั้งหมด การกลับไปใส่เครื่องแบบเหมือนเดิมมันย้อน character development เกินไป
เธอจะกลายเป็น whistleblower ระดับนานาชาติ
อู๋เปิดเผยตัวเองว่าเป็น Apostle เปิดเผย Osiris เปิดข้อมูลจากความทรงจำที่ตัวเอกเคยถ่ายออกมา เปิดเอกสารของตำรวจ เปิดข้อมูลของโซริวไค และเปิดรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐบาล
เธอไม่เลือกข้างตำรวจหรืออาชญากรแล้ว
เธอเปิดแม่งหมดทุกฝั่ง
สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะถ้าอู๋เลือกเปิดโปงเฉพาะรัฐบาล แต่ปกป้องตัวเอกหรือโซริวไค มันจะทำให้เธอกลายเป็นคนเลือกความยุติธรรมตามความสัมพันธ์ส่วนตัว
เจนนี่อยากให้อู๋ไปไกลกว่านั้น ถ้าต้องการความจริง ก็เปิดทั้งหมด รวมถึงอาชญากรรมที่ตัวเอกทำกับเธอด้วย
อินสเมอร์ฟีจะเปลี่ยน แต่ไม่กลายเป็นเมืองสวยในชั่วข้ามคืน
เจนนี่จะไม่ให้ตอนจบเป็นว่า “โครงการ Osiris ถูกยกเลิก แล้วทุกอย่างดีขึ้นทันที” เพราะโลกไม่ทำงานแบบนั้น
หลังข้อมูลถูกเปิดเผย อินสเมอร์ฟีจะเจอความวุ่นวายหนักมาก รัฐบาลล่ม ตำรวจระดับสูงถูกจับ นักการเมืองลาออก เกิดการประท้วง เกิดกลุ่มที่สนับสนุน Osiris และเกิดกลุ่มต่อต้าน
บางคนยังบอกว่าอู๋เป็นคนทรยศ บางคนมองเธอเป็นวีรสตรี และบางคนเชื่อว่า ถ้า Osiris ทำให้มนุษย์มีพลังจริง ทำไมต้องหยุดการวิจัย?
นี่จะทำให้ประเด็นของเรื่องไม่ถูกแก้แบบง่ายเกินไป เพราะคำถามที่ตัวเอกเคยพูดว่า
“ถ้าประชาชนยอมเสียคนรุ่นหนึ่งเพื่อคนรุ่นต่อไปล่ะ?”
ยังคงอยู่
อู๋ไม่ได้ทำให้คำถามนั้นหายไป เธอแค่ทำให้ทุกคน ไม่มีทางแกล้งทำเป็นไม่รู้ว่าต้นทุนของมันคืออะไรอีกแล้ว
นั่นต่างหากคือชัยชนะของเธอ
หลังจากนั้น รัฐบาลชุดใหม่ตั้งคณะกรรมการอิสระกำกับงานวิจัยพลังพิเศษ มีผู้แทนจากต่างประเทศ นักวิทยาศาสตร์ นักสิทธิมนุษยชน และผู้รอดชีวิตจากการทดลองเข้ามาตรวจสอบ
การทดลองกับมนุษย์แบบเดิมถูกห้าม แต่การศึกษา Osiris ไม่ได้หายไปทั้งหมด
อันนี้เจนนี่จงใจ เพราะถ้ามันสามารถเปลี่ยนวิวัฒนาการมนุษย์ได้จริง ไม่มีทางที่โลกจะโยนความรู้ทิ้งหมด
สิ่งที่เปลี่ยนคือจาก “ความก้าวหน้าที่สร้างบนศพของคนซึ่งไม่มีสิทธิ์เลือก” กลายเป็น “งานวิจัยที่ทุกคนรู้ว่ากำลังทำอะไร และมีสิทธิ์ปฏิเสธ”
นี่เจนนี่ว่าน่าจะเข้ากับประเด็นของเกมมากที่สุด
ส่วนตัวเอก…ต้องเข้าคุกจริง
เจนนี่จะไม่ให้ตัวเอกหนีความรับผิดชอบ เพราะต่อให้เขาช่วยอู๋ตอนท้าย ต่อให้เสียสละ หรือต่อให้เป็นเหยื่อของระบบมาก่อน สิ่งที่เขาทำกับอู๋ก็ยังเกิดขึ้น
อดีตการเป็นเหยื่อไม่ได้ลบความผิดที่เขากลายเป็นผู้กระทำในภายหลัง
ตัวเอกจึงต้องถูกดำเนินคดี แต่เขาก็กลายเป็นพยานสำคัญในคดี Osiris และการคอร์รัปชันของอินสเมอร์ฟี ทำให้โทษบางส่วนได้รับการพิจารณาจากความร่วมมือ
เขาใช้ชีวิตอยู่ในคุกหลายปี และสิ่งที่เจนนี่จะเพิ่มคือ เขาสูญเสียพลังมองอนาคตไป
ผลข้างเคียงจาก Osiris Beta ทำให้พลังนั้นค่อย ๆ เสื่อม นี่เป็น symbolism ที่เจนนี่อยากได้มาก ผู้ชายที่เคยอยากรู้ทุกอย่าง มองอดีต มองอนาคต และควบคุมทุกสถานการณ์ สุดท้ายต้องกลับมาใช้ชีวิตแบบมนุษย์ทั่วไป
ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น
และต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน
สำหรับเจนนี่ นี่คือการลงโทษและการเยียวยาของตัวเอกในเวลาเดียวกัน
แล้วอู๋กับตัวเอกจะลงเอยกันไหม?
คำตอบของเจนนี่คือ
ไม่ใช่แฟนกันทันที
อันนี้สำคัญมาก อู๋จะมาเยี่ยมตัวเอกเป็นครั้งคราว บางปีอาจมาบ่อย บางช่วงอาจไม่มาเลยหลายเดือน ความสัมพันธ์ของสองคนจะไม่ถูกตั้งชื่อว่า “รัก” หรือ “เกลียด” แบบชัด ๆ
ตัวเอกจะไม่พูดให้อู๋เป็น “เด็กดี” อีก และอู๋ก็ไม่อยู่ในฐานะที่ต้องเชื่อฟังเขาแล้ว ทั้งสองคุยกันในฐานะคนสองคนที่รู้จักด้านเลวร้ายที่สุดของกันและกัน
มีวันหนึ่งอู๋อาจพูดกับตัวเอกว่า เธอยังไม่ให้อภัยเขา และอาจไม่มีวันให้อภัยทั้งหมดด้วย แต่เธอก็ไม่อยากให้เขาหายไปจากชีวิต
สำหรับเจนนี่ แค่นั้นพอแล้ว เพราะการให้อภัยไม่จำเป็นต้องเป็นเงื่อนไขของความผูกพันเสมอไป
เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ตัวเอกได้รับการปล่อยตัว อู๋จะไม่ไปรับเขาที่หน้าคุกแบบ romance cliché ตัวเอกเดินออกมาแล้วพบโลกที่เปลี่ยนไป
อินสเมอร์ฟีมีอนุสรณ์รายชื่อเด็กที่เสียชีวิตจากการทดลอง Osiris มีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับโครงการ และมีการประท้วงของกลุ่มที่ยังต้องการให้การพัฒนาพลังพิเศษดำเนินต่อไป
เมืองไม่ได้กลายเป็นสวรรค์ แต่ต่างจากเดิมตรงที่ คนรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่มีใครสามารถฝังเรื่องทั้งหมดกลับลงใต้ดินได้อีกต่อไป
ตัวเอกเดินไปตามถนนแล้วได้รับข้อความจากอู๋เพียงประโยคเดียว ประมาณว่า
“ถ้าว่างก็มาเจอกัน ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
ตัวเอกยิ้ม แล้วเรื่องก็ตัดจบตรงนั้น
ไม่บอกว่าทั้งคู่แต่งงานไหม ไม่บอกว่าจะกลับมาคบกันหรือไม่ และไม่บอกว่าตอนสุดท้ายรักกันแบบไหน เพราะสำหรับเจนนี่ คำถามสำคัญของเรื่องนี้ไม่เคยเป็น
“สองคนนี้จะได้กันไหม?”
แต่มันคือ
“หลังจากทำร้ายกัน ช่วยกัน เปลี่ยนกัน และผ่านเหวเดียวกันมาแล้ว พวกเขาจะเลือกเป็นคนแบบไหนต่อจากนี้?”
และถ้าจะให้มีประโยคสุดท้ายของเกม เจนนี่จะให้เป็นเสียงของตัวเอกพูดว่า
“เมื่อก่อนผมคิดว่าถ้ามองเห็นอดีต เราจะหาความจริงได้ ถ้ามองเห็นอนาคต เราจะเปลี่ยนมันได้ แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่สิ่งที่เราเห็น…แต่คือสิ่งที่เราเลือกทำ หลังจากรู้ความจริงแล้วต่างหาก”
จากนั้นภาพตัดไปที่เมืองอินสเมอร์ฟี เมืองยังไม่สมบูรณ์ คนยังทะเลาะกัน ยังมีความโลภ ยังมีคนอยากได้ Osiris ยังมีการเมือง และยังมีอาชญากรรม
แต่มีแสงแดดส่องลงมาตามถนน และผู้คนเดินผ่านอนุสรณ์ของเหยื่อโดยไม่มีใครสามารถทำเป็นไม่เห็นมันได้อีกต่อไป
แล้วขึ้นชื่อเกมว่า
THE ENDLESS ABYSS
เพราะเหวยังอยู่ค่ะ มันไม่เคยหายไป
สิ่งที่เปลี่ยนคือ
ครั้งนี้ทุกคนมองเห็นมันแล้ว







Post a Comment