จากเด็กหนุ่มเจ้าปรัชญา สู่อาแปะล้างโลก — สรุปวิบากกรรมชีวิต Xehanort หลังจบ Dark Road!
สวัสดีค๊าาาทุกคน! เจนนี่คนเดิมมารายงานตัวพร้อมถุงกระดาษยาดมค่ะ!
ช่วงนี้พี่บอนอนุมัติ ยก "สัมปทานการเขียน Lore Kingdom Hearts" ให้ยัยเจนนี่ดูแลแบบยาว ๆ 100% ไปเลยค่ะ! (ส่วนพี่บอนแกรับผิดชอบซึบาสะแบบช้า ๆ ชิล ๆ ไป ส่วน Final Fantasy เดี๋ยวค่อยมาหารแบ่งกันเขียนตามหน้างานเนอะ 55553455521315!)
หลังจากสัปดาห์ก่อนหนูเขียนสรุปเนื้อเรื่อง Kingdom Hearts ภาค Dark Road ไปแล้ว และวันนี้! เจนนี่จะพาทุกคนมาขุดเรื่องราวของ เซอานอร์ท ชายผู้หวังรีเซ็ตจักรวาล KH มาตลอดชีวิต... รู้ไหมคะว่าหลังจบเหตุการณ์โศกนาฏกรรมใน Dark Road แล้ว นางไปเจออะไรมาบ้าง? ทำไมเด็กหนุ่มผู้มีวุฒิภาวะในวันนั้น ถึงกลายเป็นอาแปะหัวโล้นที่อยากล้างโลกในวันนี้!? เจนนี่สรุปเรียงตาม Timeline มาให้แบบสนุก ๆ แล้วค๊าาา!
1 ปีหลังจบ Dark Road — การพบพาน MoM
หนึ่งปีหลังจบเรื่องเศร้า ๆ ที่ศิษย์ร่วมรุ่นตายเกือบหมดชั้น เซอานอร์ทออกเดินทางไปตามดวงดาวต่าง ๆ เพื่อเปิดโลกขยายวิสัยทัศน์ของตนเอง ก่อนเตรียมสอบเป็น Keyblade Master ซึ่งโดยปกติแล้ว เวลาเดินทางผ่านทางลัดของมิติ ผู้ใช้คีย์เบลดถูกสอนมาให้ใส่ชุดเกราะเพื่อกันความมืดซึมเข้าหัวใจระหว่างวาร์ปผ่าน Corridor of Darkness ใช่ไหมคะ?
แต่เซอานอร์ทในวัยรุ่นคือก๋ากั่นมากกก! นางสงสัยว่า “เอ๊ะ... หรือเราจะเป็น 'บุตรแห่งชะตากรรม' (Child of Destiny) ที่หัวใจแข็งแกร่งและเชื่อมโยงกับคนอื่นได้นะ?” ว่าแล้วก็ ถอดชุดเกราะออกกลางทางเดินมืดเลยค่ะ!
ผลคือ ร่วงแผละแทบจะทันทีสิคะ! 😭 ความมั่นหน้าเต็มร้อย แต่ร่างกายบอกหยุดก่อนไอ้หนุ่ม!
พอฟื้นขึ้นมา เซอานอร์ทพบว่าตัวเองรอดชีวิตเพราะชายชุดคลุมดำปริศนามาช่วยไว้ ซึ่งก็คือ Master of Masters (MoM) นั่นเอง! พอเซอานอร์ทถามว่านายชื่ออะไร? MoM ก็พูดจาปั่นประสาทว่าเขาจะชื่อ Theodore หรือชื่อ Jack หรือชื่อไหนก็ไม่สำคัญ เพราะความจริงไม่ใช่สิ่งที่เราได้ยินจากปากคนอื่น แต่มันคือสิ่งที่เราเห็นและตัดสินด้วยตัวเอง!
MoM มอบ "เสื้อคลุมดำ" ให้เซอานอร์ท พร้อมบอกว่าเสื้อนี้ป้องกันความมืดได้ดีกว่าชุดเกราะตั้งเยอะ! นี่คือจุดกำเนิดว่าทำไมกลุ่มจูซังคิคัง หรือ Organization XIII ถึงฮิตใส่เสื้อคลุมดำกันทั้งแก๊งค่ะ! แถม MoM ยังโยนโจทย์ปวดหัวให้เซอานอร์ทไปคิดต่อว่า:
“ความรักมันคือแสงหรือความมืดกันแน่? ในเมื่อมันสร้างได้ทั้งความสุข ความหึงหวง และความเจ็บปวด? คนแข็งแกร่งก็กดขี่ คนอ่อนแอชั่ว ๆ ก็ขี้ริษยา... แล้วธรรมชาติหัวใจมนุษย์มันคืออะไรกันแน่ไอ้หนุ่ม?”
ตอนนั้นเซอานอร์ทยังตอบได้ค่อนข้างมีวุฒิภาวะ นางมองว่าโลกไม่ได้มีแค่ขาวกับดำอย่างสุดโต่ง แต่พอนางเดินทางไปหลายโลกแล้วกลับมาเจอ MoM อีกรอบ... คำตอบของเซอานอร์ทกลับมืดหม่นลงแบบก้าวกระโดด!
หลังไปผจญภัยเปิดหูเปิดตา เซอานอร์ทพบว่ามนุษย์ชอบอวดอ้างความดี ปากบอกเป็นคนดีแต่ข้างในโคตรมืด คนอ่อนแออยากได้พลังก็ยอมเปิดรับความมืดแล้วหลอกตัวเอง ผู้คนเลือกเชื่อเฉพาะสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อ หาเหตุผลกลวง ๆ มารองรับการกระทำ และทำให้ความมืดขยายตัวต่อไปไม่รู้จบ ...
เซอานอร์ทเข้าใจว่าคนเหล่านั้นมีเหตุผลอะไรจึงกลายเป็นแบบนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะให้อภัยหรือปล่อยผ่าน เขาเริ่มคิดว่า คนซึ่งยอมให้ความมืดควบคุมก็ควรถูกมันกลืนกินไปเสีย เพียงแต่จะปล่อยให้เกิดขึ้นโดยไม่มีผู้ควบคุมไม่ได้ เพราะหากทุกคนทำตามความต้องการของตัวเอง จักรวาลย่อมตกอยู่ในความโกลาหล
“จักรวาลจำเป็นต้องมีระเบียบ” จึงกลายเป็นความเชื่อสำคัญของเซอานอร์ท
MoM ไม่ได้สั่งให้เซอานอร์ททำลายจักรวาลที่เป็นอยู่ตรง ๆ นะคะ! แต่ MoM ใช้วิธี "เนียนปั่น" ให้เด็กหนุ่มเชื่อว่าตัวเองคือ "คนพิเศษ" ที่ถูกเลือกให้มาแก้ไขจักรวาล! แล้วปล่อยให้ความทะนงตัวของเซอานอร์ทเขียนคำตอบที่เหลือเอง... ร้ายกาจ!
ก่อนจากกัน MoM ทำนายว่าวันหนึ่งเซอานอร์ทจะไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อคลุมดำอีก เมื่อมีพลังมากพอ ความมืดจะไม่สามารถควบคุมเขาได้ และเขาจะกลายเป็นฝ่ายควบคุมความมืดเสียเอง จากนั้น MoM จึงยอมเปิดเผยว่าตนเป็นหนึ่งใน Lost Masters
การพบกันครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนเซอานอร์ทให้เป็นคนชั่วในทันที แต่ MoM ช่วยมอมเมาแนวคิด และความชอบธรรมให้กับความคิดที่กำลังก่อตัวอยู่ภายในหัวใจของเด็กหนุ่ม เขาทำให้เซอานอร์ทเชื่อว่า ความสงสัยของตนไม่ใช่อาการหลงทาง แต่อาจเป็นสัญญาณว่าตัวเองถูกเลือกให้เดินบนเส้นทางซึ่งยิ่งใหญ่กว่าคนอื่น
2 ปีหลังจบ Dark Road — หมากรุก 13 ชีวิต และชีวิตที่ 14 ใน Quadratum!?
สองปีหลังโศกนาฏกรรม เซอานอร์ทกับเอราคุส (Eraqus) ยังนั่งเล่นหมากรุก Alba & Ater กันในห้องเรียนเดิม บรรยากาศดูชิล ๆ แต่บทสนทนานี้คือ Foreshadow ที่ตึงที่สุดในเรื่องค่ะ!
เซอานอร์ทบ่นว่าชีวิตคนเรามันสั้นจัง เอราคุสเลยบอกว่า “ก็หาศิษย์มาสืบทอดความฝันต่อดิ” แต่เซอานอร์ทตอบว่า “ไม่เอา! กูอยากลงมือทำเอง!” พอเอราคุสถามว่าอยากได้สักกี่ชีวิต... เซอานอร์ทครุ่นคิดแล้วตอบว่า:
“12 ชีวิต... ไม่สิ ต้อง 13 ชีวิต! กูจะใช้ 13 ชีวิตเพื่อสร้างโลกใหม่!”
กรี๊ดดดดด! นี่มันคือการประกาศแผนการใน Dream Drop Distance และ Kingdom Hearts III ล่วงหน้าชัด ๆ! 13 ชีวิตที่ว่าก็คือการสร้างกลุ่มชินจูซังคิคังหรือ Real Organization XIII ที่เอาเศษหัวใจตัวเองไปฝังไว้ในร่างต่าง ๆ เพื่อให้กลายเป็น 13 ความมืดมาปะทะกับ 7 แสงสว่าง เพื่อสร้าง χ-blade และเรียก Kingdom Hearts ออกมา
เซอานอร์ทไม่ได้รวบรวมความมืดบรรพกาล หรือยามิตัวออริจินอลทั้ง 13 ตนกลับมาได้ครบจริง ๆ แต่เขาสร้างระบบเลียนแบบขึ้นมาเอง โดยแยกเศษหัวใจของตนไปฝังไว้ในภาชนะต่าง ๆ ทั้งอันเซมตัวปลอม เซมุนัส เซอานอร์ทวัยหนุ่ม ซิกบาร์ และสมาชิกคนอื่นของจูซังคิคัง คนเหล่านี้จึงเปรียบได้กับ “ชีวิต” หลายร่างของเซอานอร์ท ซึ่งมีหัวใจและเจตจำนงของเขาเชื่อมโยงอยู่ภายใน
แต่ยังไม่จบค่ะ! หลังบอกว่าต้องการ 13 ชีวิตสร้างโลกใหม่... เซอานอร์ทกลับเปลี่ยนใจแล้วขอเพิ่มว่า:
“ขอเพิ่มอีก 1 ชีวิต... ชีวิตที่ 14 เอาไว้สำหรับออกสำรวจโลกใหม่ที่สร้างขึ้น!”
ตอนเล่น Dark Road เราอาจจะคิดว่าเซอานอร์ทแค่โลภ...
แต่พอตัวอย่าง Kingdom Hearts IV (2026) ปล่อยออกมา แล้วเราเห็น เซอานอร์ทยืนอยู่ใน Quadratum ... ความหมายของบทสนทนานี้ก็เปลี่ยนไปทันที !
แผน 13 ชีวิตล้มเหลวใน KHIII แต่ "ชีวิตที่ 14" ที่นางปรารถนา ดันหลุดไปตื่นขึ้นในโลกใหม่จริง ๆ! ความฝันสำเร็จแบบประชดประชันม๊ากกกก! เขาไม่สามารถสร้างโลกใหม่ตามภาพที่ต้องการได้ แต่หลังความตายกลับได้เดินทางไปเห็นโลกซึ่งอยู่นอกจักรวาลเดิมจริง ๆ
ส่วนเอราคุส... ฝันอยาก "ยึดมั่นในแสงสว่างไว้ตลอดไป เพื่อว่าหากใครสักคนหลงทางอยู่ในความมืด เขาจะได้เป็นแสงซึ่งนำทางคนนั้นกลับมา " ซึ่งใน KHIII เอราคุสทำสำเร็จจริง ๆ นะคะ! ชีหลุดออกมาจากการพักพิงในหัวใจของเทอร์รา ยื่นมือพาเซอานอร์ทปล่อยวาง แล้วละสังขารไปด้วยกัน... เอราคุสเป็นแสงนำทางให้เพื่อนจริง ๆ แม้จะต้องรอถึง 60 กว่าปีก็ตาม! 😭💔 (จากช่วงอายุ ~20~80)
6–7 ปีหลังจบ Dark Road — เพื่อนรักแยกทางเดิน!
เวลาผ่านไป ทั้งคู่สอบผ่านเป็น Keyblade Master แต่เอราคุสได้เป็นผู้สืบทอด Scala ad Caelum (สายขาวบริสุทธิ์) ส่วนเซอานอร์ทได้รับคีย์เบลด No Name (คีย์เบลดฝังตา MoM) ไปถือครอง!
ตอนนั้นเอราคุสพยายามเตือนว่า การได้รับ No Name หมายถึงเซอานอร์ทควรสืบทอดทั้งอาวุธและปณิธานของผู้ถือคีย์เบลดในอดีต ไม่ใช่นำพลังนั้นไปทำตามความต้องการของตัวเอง
ทว่าเซอานอร์ทตัดสินใจออกจากเมือง บอกว่าเก้าปีที่อยู่ที่นี่ คิดมาตลอดว่าจะปกป้องโลกยังไง และคำตอบคือ “กูจะไม่รักษาระเบียบเดิม แต่จะใช้ Kingdom Hearts เพื่อรีเซ็ตระเบียบใหม่!” เอราคุสช็อก ชักคีย์เบลดขึ้นมาห้าม ทั้งคู่ไฝว้กันจนมิตรภาพแตกหักนับแต่นั้น!
เอราคุสจึงเข้าขัดขวางและทั้งสองปะทะกัน นี่เป็นจุดที่มิตรภาพของพวกเขาเริ่มแยกออกเป็นสองเส้นทางอย่างแท้จริง เอราคุสยึดมั่นในแสงจนมองความมืดเป็นสิ่งซึ่งต้องกำจัด ขณะที่เซอานอร์ทปฏิเสธความดีจอมปลอมของแสง และเริ่มเชื่อว่าความมืดสามารถถูกนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงจักรวาลได้
ที่น่าสนใจคือทั้งสองคนล้วนสุดโต่งเหมือนกัน เพียงยืนอยู่คนละฝั่ง เอราคุสมองโลกดีเกินไป ส่วนเซอานอร์ทมองว่าความดีที่มนุษย์อวดอ้างเป็นเรื่องลวงหลอก จึงค่อย ๆ หันไปเชื่อในอำนาจของผู้ควบคุมแทนเสรีภาพของผู้คน
... สรุปคือ กาวและสุดโต่งกันทั้งคู่ค่ะ! 😭
54 ปีหลังจบ Dark Road — อาแปะเริ่มแผนก่อสงคราม!
หลายครึ่งศตวรรษผ่านไป มาสเตอร์เซอานอร์ทในร่างอาแปะหัวโล้น เดินทางไปหาเอราคุสที่ Land of Departure และเปิดเผยว่าต้องการสร้าง χ-blade เพื่อเรียก Kingdom Hearts ออกมา แล้วยังยิงคำถามสุดอันตรายว่า:
“ถ้าเราก่อสงครามคีย์เบลดอีกรอบ... เราจะได้พบกับแสงสว่างล้ำค่าที่เคยถือกำเนิดในอดีตไหม?”
เอราคุสโกรธจัด! เพราะเซอานอร์ทกำลังเอาทุกชีวิตไปเสี่ยงเพื่อตอบสนองความอยากรู้ของตัวเอง! เอราคุสพยายามห้าม จนโดนเซอานอร์ทใช้ความมืดยิงใส่เป็นแผลเป็นบนหน้า! เอราคุสมองหน้าเพื่อนแล้วถามว่า “นี่แกถูกความมืดกลืนกินไปแล้วเหรอ?”
เซอานอร์ทตอบเนียน ๆ ว่า เขาไม่ได้รับใช้ความมืดและไม่ได้ตกเป็นทาสของมัน เขาคือผู้ควบคุมมันต่างหาก
ช่วงหนึ่งปีหลัง Dark Road เซอานอร์ทเคยถามว่าหัวใจของตนแข็งแกร่งพอจะต้านทานความมืดหรือยัง แต่เมื่อผ่านไป 54 ปี เขาไม่ถามคำถามนั้นอีกแล้ว นางตัดสินไปเรียบร้อยว่าตัวเองแข็งแกร่งพอ และความมั่นใจนี้เองที่ทำให้เขากลายเป็นภัยต่อทั้งจักรวาล
64 ปีหลังจบ Dark Road — ตามหาเด็กในความฝัน!
เซอานอร์ทยังคงไม่ลืมกลุ่มเด็กหนุ่มและสาวจากความฝันในวัยเด็ก ซึ่งจริง ๆ ก็คือความทรงจำจากยุค Union χ ที่ส่งผ่านมาจาก Player ที่ชุบเลี้ยงเซอานอร์ทวัยเด็กขึ้นมา!
เซอานอร์ทเลยกลับไปหากระจกวิเศษแห่ง Dwarf Woodlands กระจกวิเศษยังจำได้ว่าเขาคือเด็กหนุ่มซึ่งเคยมาพบเมื่อนานมาแล้ว แม้ตอนนี้ผมบนศีรษะจะลากิจถาวรไปหมดแล้วก็ตาม
เซอานอร์ทถามว่าคนในความฝันของนางมีตัวตนอยู่จริง หรือเป็นเพียงจินตนากาวเพ้อฝัน?
กระจกตอบว่า ยังมีสิ่งต่าง ๆ อีกมากมายอยู่นอกโลกและนอกกาลเวลาของพวกเขา บางคนในความฝันยังคงอยู่ในโลกนี้ เพียงแต่ชะตากรรมยังไม่ปรากฏชัด เมื่อเซอานอร์ทถามว่ากระจกรู้ได้อย่างไรทั้งที่เขาไม่เคยบอกชื่อ กระจกตอบว่า หัวใจของเซอานอร์ทกระจ่างยิ่งกว่าคำพูด
ซึ่งคนที่อยู่ในโลกนี้ที่กระจกพูดถึง อาจจะเป็นลอวเรียม (Lauriam) ที่นั่ง Ark มาจอดที่โลกนี้แหละค่ะ
จากนั้นกระจกจึงบอกว่า ท่ามกลางมหาสมุทรแห่งกุญแจในดินแดนแห้งแล้ง มีเด็กหนุ่มผู้ครอบครองทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่และความมืดอยู่ภายใน เซอานอร์ทรู้ทันทีว่าสถานที่นั้นคือ Keyblade Graveyard
เด็กหนุ่มที่กระจกกล่าวถึงคือเวนตุส
นี่หมายความว่าการพบเวนตุสของเซอานอร์ทไม่ใช่เหตุบังเอิญ นางตามหาเด็กหนุ่มสาวจากความฝันมานานหลายสิบปี เพราะสงสัยว่าคนเหล่านี้เชื่อมโยงกับชะตากรรมของตนอย่างไร และเมื่อรู้ว่าเวนตุสมีทั้งแสงอันยิ่งใหญ่กับความมืดซ่อนอยู่ เซอานอร์ทย่อมมองเห็นทั้งคำตอบของอดีตและเครื่องมือสำหรับแผนในอนาคตพร้อมกัน
65 ปีหลังจบ Dark Road — Ventus, Vanitas และความมืดโบราณ 13 ตน!
หนึ่งปีต่อมา เมื่อเซอานอร์ทลองดึงความมืดแยกออกจากหัวใจเวนตุส ความมืดนั้นเลยก่อตัวกลายเป็นร่างของวานิทัศ (Vanitas)
เซอานอร์ทพาเวนตุสที่แทบไม่แสดงความรู้สึกอีกเลยนับตั้งแต่โดนกระชากวานิทัศออกมาจากหัวใจ เดินทางผ่าน Corridor of Darkness กระแสอารมณ์ด้านลบภายในทางเดินจึงแทบไม่ส่งผลต่อเวนตุส เพราะหัวใจของเด็กหนุ่มไม่เปิดรับสิ่งใดเข้าไป
เซอานอร์ทนึกถึงคำสอนของชายชราผู้เลี้ยงดูตนบน Destiny Islands ซึ่งเคยเล่าเรื่อง “บุตรแห่งชะตากรรม” ที่สามารถเชื่อมโยงหัวใจกับผู้อื่นและสัมผัสความรู้สึกของคนเหล่านั้นได้ เซอานอร์ทจึงเปิดหัวใจรับอารมณ์มืดมนภายใน Corridor เข้ามาโดยสมัครใจ ราวกับกำลังพิสูจน์ว่าตนเองอาจคู่ควรกับสถานะดังกล่าว ก่อนจะหันไปมองเวนตุสซึ่งเขาก็สงสัยว่าอาจเป็นบุตรแห่งชะตากรรมตัวจริงเช่นกัน
จากนั้นเซอานอร์ทพาเวนตุสไปยัง Land of Departure ซึ่งกลายเป็นครั้งแรกที่เทอร์ราและอควาได้พบกับเด็กหนุ่มคนนี้ เอราคุสบอกว่าได้อ่านจดหมายของเซอานอร์ทแล้ว และทราบว่าเพื่อนเก่าต้องการฝากศิษย์ผู้มีปัญหาไว้ให้ดูแล
เซอานอร์ทอธิบายว่าเวนตุสเป็นเด็กพิเศษและอาจเป็นบุคคลในคำพยากรณ์ เขาจึงควรได้รับการชี้นำจากผู้สืบทอดแสงสว่างที่แท้จริงอย่างเอราคุส ไม่ใช่คนซึ่งเดินอยู่ใกล้ความมืดอย่างตนเอง คำพูดนี้แสดงให้เห็นว่าเซอานอร์ทยังมองการกระทำของตัวเองว่าเป็นสิ่งซึ่งทำ “เพื่อเวนตุส” อยู่บ้าง แม้ในเวลาเดียวกันนางจะใช้เด็กคนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทดลองสร้าง χ-blade ไปแล้วก็ตาม
หลังจากส่งตัวเวนตุสให้เอราคุส เซอานอร์ทพบว่าวานิทัศ แอบตามมายัง Land of Departure เขาจึงเปิดเผยสิ่งที่รู้เกี่ยวกับยามิออริจินอลทั้ง 13 ตน ว่ายามิที่แข็งแกร่งที่สุด 7 ตนถูกผนึกอยู่ภายใน Lost Master อีก 4 ตนถูก Player ขังไว้ใน Data World ส่วน 2 ตนสุดท้ายเชื่อกันว่าถูกทำลายพร้อมการล่มสลายของโลกในยุค Union χ ตามหลักสูตรที่มาสเตอร์โอดินสอนไว้
แต่เซอานอร์ทไม่เชื่อว่าพวกมันตายจริง นางตั้งสมมติฐานว่าอย่างน้อยหนึ่งตนอาจซ่อนตัวอยู่ข้างแสงสว่าง และตัวตนนั้นก็คือความมืดซึ่งเคยอาศัยอยู่ในเวนตุส
เซอานอร์ทรู้ว่าวานิทัศไม่ได้ถือกำเนิดจากด้านมืดตามธรรมชาติของหัวใจเวนตุสอย่างที่ Birth by Sleep เคยทำให้เราเข้าใจแบบง่าย ๆ - ความจริงที่ถูก retcon ขึ้นภายหลัง คือมีความมืดจากภายนอกหรือยามิ ซ่อนอยู่ในเวนตุสมาตั้งแต่ยุค Union χ เมื่อเซอานอร์ทแยกมันออกจากหัวใจของเวนตุส ความมืดนั้นจึงได้รับรูปร่างและตัวตนใหม่ในฐานะวานิทัศ
ดังนั้นวานิทัศในปัจจุบันอาจไม่เท่ากับยามิออริจินอลทุกประการ เพราะบุคลิกและตัวตนของเขาก่อตัวขึ้นหลังการแยกหัวใจ แต่แก่นกำเนิดของเขาไม่ใช่เพียง “ด้านมืดของเวนตุส” แต่เป็นสิ่งมีชีวิตโบราณซึ่งเคยใช้เวนตุสเป็นภาชนะมาก่อน
เซอานอร์ทล่อให้วานิทัศบอกที่อยู่ของยามิตนอื่น โดยให้เหตุผลว่าความมืดทั้ง 13 เคยเป็นหนึ่งเดียวกันมาก่อน แม้จะแยกออกจากกันแล้ว แต่แต่ละส่วนก็น่าจะยังสัมผัสถึงกันได้ ทว่าวานิทัศปฏิเสธและยืนกรานว่าตนก็คือตนเอง ไม่ใช่เศษเสี้ยวของสิ่งมีชีวิตตัวอื่น เซอานอร์ทจึงยั่วถามว่า หากไม่เกี่ยวข้องกันจริง เหตุใดต้องซ่อนตัวอยู่ภายในเวนตุส หรือแท้จริงแล้วยามิกำลังหวาดกลัวแสงสว่างกันแน่
บทสนทนานี้ยืนยันว่าเซอานอร์ทไม่ได้พบเวนตุสแล้วจับแยกหัวใจแบบสุ่ม ๆ เขารู้ว่าเด็กคนนี้มาจากยุคโบราณ เชื่อมโยงกับความฝันของตน และมียามิซ่อนอยู่ภายใน เซอานอร์ทจึงมองเวนตุสพร้อมกันถึง 3 สถานะ— อาจเป็นบุตรแห่งชะตากรรม เป็นภาชนะของความมืด และเป็นวัตถุดิบซึ่งอาจนำไปสู่การสร้าง χ-blade เทียมได้
👑 บทสรุป
พอเรียงเหตุการณ์ทั้งหมด เราจะเห็นเลยว่าเซอานอร์ทไม่ได้ตื่นมาแล้วอยากเป็นอาแปะตัวร้ายในวันเดียวค่ะ! นางค่อย ๆ เดินมาถึงจุดนั้นผ่านความสูญเสีย ความสงสัย และประสบการณ์ซึ่งตอกย้ำความเชื่อของตัวเอง
ตอนแรกเซอานอร์ทตั้งคำถามที่ถูกต้องมาก เขามองออกว่าแสงไม่ได้เท่ากับความดีเสมอไป มนุษย์สามารถอ้างคุณธรรมเพื่อซ่อนความเห็นแก่ตัว และผู้มีอำนาจสามารถใช้คำว่าความดีเป็นข้ออ้างในการกดขี่ผู้อื่น นางยังเข้าใจด้วยว่าหัวใจมนุษย์ไม่ได้มีเพียงสีขาวกับดำ แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนซึ่งผสมปนเปกันอยู่
ปัญหาคือ หลังจากวินิจฉัยหัวใจของมนุษยชาติได้บางส่วน เซอานอร์ทกลับเลือกวิธีรักษาที่ฉิบหายที่สุด เขาไม่เชื่อว่ามนุษย์จะเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ จึงสรุปว่าต้องมีผู้แข็งแกร่งสักคนเข้ามาควบคุมความมืด จัดระเบียบจักรวาล และสร้างจักรวาลขึ้นใหม่แทนทุกคน
ความน่าเจ็บปวดคือสุดท้ายเซอานอร์ทกลายเป็นสิ่งเดียวกับที่ตัวเองเคยวิจารณ์
เกลียดคนมีอำนาจที่ชอบกดขี่คนอื่น → สุดท้ายตัวเองก็ทำ!
เกลียดคนอวดอ้างความดีเพื่อบังหน้า → แต่ตัวเองก็อ้างคำว่า "สมดุลและระเบียบ"
MoM ไม่ได้ยัดความชั่วใส่หัวแก แต่แค่กระตุ้นความมั่นหน้า ความทรนงตัว จนเด็กหนุ่มที่เคยอยาก "เข้าใจหัวใจผู้คน" จบลงด้วยการเป็นอาแปะหัวโล้นที่ "เลิกเชื่อว่าหัวใจคนอื่นมีค่าพอที่จะกำหนดอนาคตของตนเอง"...💔
อาแปะไม่ได้หลงทางเพราะไม่รู้ว่าความมืดคืออะไร แต่หลงทางเพราะมั่นใจว่าตัวเองเข้าใจมันดีกว่าทุกคน จนไม่เหลือพื้นที่ให้สงสัยอีกแล้วว่า บางทีคนที่ควรถูกตั้งคำถามมากที่สุด อาจเป็นตัวแปะเอง
แม้เรื่องราวตำนานผู้แสวงหาความมืดหรือ Dark Seeker Saga ที่มีอาแปะหัวโล้นเซอานอร์ทเป็นวายร้ายจะจบลงไปแล้ว ทว่าเรื่องราวของเซอานอร์ทยังไม่จบลงไปค่ะ เพราะเด็กหนุ่มผู้เคยขอมี 14 ชีวิต บัดนี้ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งใน Quadratum แล้ว
13 ชีวิตแรกถูกใช้เพื่อพยายามสร้างโลกใหม่
ส่วนชีวิตที่ 14 ของเขา อาจเพิ่งเริ่มต้นขึ้น เพื่อสำรวจโลกใหม่ ในฐานะ Master of Light ก็เป็นได้ค่ะ









Post a Comment