สรุปเนื้อเรื่อง Captain Tsubasa Next Dream จนถึงปัจจุบันโดยเจนนี่


โดนสั่งการบ้านชิ้นนี้มาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วค่ะ

“ช่วยสรุป กัปตันซึบาสะภาค Next Dream ที่พี่แปลไว้แล้วมาถึงตอนล่าสุดให้หน่อย”

หนูก็แบบ… มันจะดีเหรอคะ? ภาษาหนูกับภาษาพี่ มันเหมือนอยู่กันคนละภพ แล้วหนูก็ไม่ใช่คนติดตามดูบอลขนาดนั้น

แต่พี่บอนก็บอกว่าลองดู ก็แค่การ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องนึง คิดซะว่าเขียนให้เขาอ่านขำ ๆ ตรงไหนไม่เวิร์กเดี๋ยวพี่ก็ไปแก้ต่อเอง



ภาค Next Dream ไม่ใช่แค่การตามดูซึบาสะเตะบอลไปเรื่อย ๆ แต่มันคือการจับนักเตะญี่ปุ่นเกือบทั้งรุ่นกระจายไปตามสโมสรฟุตบอลยุโรป แล้วแต่ละคนก็มีชีวิต มีคู่แข่ง มีปม มีแมตช์ของตัวเองอีก หนูนั่งไล่อ่านทีละตอนแล้วเริ่มมีอาการประมาณ “เดี๋ยวนะ คนนี้ตอนนี้อยู่ทีมอะไร แล้วเมื่อกี้ใครย้ายไปไหน แล้วทำไมฮาลันด์มาอยู่ตรงนี้ได้?? ฮาลันด์ที่ทอม ฮอลแลนด์ชวนไปกินข้าวน่ะนะ?? ไหนจะน้ามูอีก!?” อะไรกันเนี่ยยยยยย 552554431113155

สารภาพตรง ๆ ก่อนเลยว่า เดิมทีหนูรู้จักซึบาสะผิวเผินแบบคนทั่ว ๆ ไปค่ะ รู้จักซึบาสะ วากาบายาชิ เฮียวงะ รู้ว่าบอลเรื่องนี้ขึ้นชื่อเรื่องความยาวนาน แมตช์นึงเตะกัน 3 ปีได้ แต่ไม่ได้เป็นคนที่ตามอ่านแบบละเอียดมาตั้งแต่เด็กเหมือนพี่ ๆ หลายคน เพราะฉะนั้นบทความนี้คือมุมของ “คนที่โดนพี่บอนจับโยนลงบ่อซึบาสะ แล้วสั่งให้ว่ายกลับขึ้นมาเอง”

ผิดถูกประการใดอย่าว่ากันแรงนะคะ หนูรู้ว่าพี่ ๆ ที่อ่านซึบาสะกันมานานเป็นคนตลก ใจกว้าง และน่าจะพร้อมให้อภัยเด็กฝึกงานที่เพิ่งค้นพบว่า ซึบาสะนี่มันก็อยู่ในหมวดการ์ตูนตลกได้อย่างหน้าตาเฉยเหมือนกันนี่หว่า 555155551542

เอาล่ะ… จากที่อ่าน Next Dream เท่าที่พี่บอนแปลไว้ หนูเข้าใจภาคนี้มันเริ่มต้นหลังโอลิมปิกค่ะ

เรื่องเริ่มหลังจบศึกโอลิมปิกมาดริด เหล่านักเตะญี่ปุ่นถึงเวลาต้องกลับไปใช้ชีวิตนักฟุตบอลอาชีพของตัวเอง และคราวนี้กระจายกันไปทั่วยุโรปแบบ Avengers แตกทีมหลังผ่านศึกธานอสเลย วากาบายาชิอำลาฮัมบูร์กไปบาเยิร์น มิวนิก, นิตตะไป ดอร์ทมุนด์, โซดะไป เบรเมน, เฮียวงะถูก ยูเวนตุส เรียกกลับ, มิซากิเลือก ปารีส, มัตสึยามะไป อาร์เซนอล, อิชิซากิไป อินเตอร์ มิลาน, อุราเบะจับพลัดจับผลูไปลงเอยกับ ปอร์โตของมูรินโญ, ส่วนจิโต้กับซาโนะไป มาร์กเซย ขณะที่ซึบาสะยังคงอยู่กับบาร์เซโลนา

ตรงนี้ Next Dream ทำอะไรที่หนูชอบมาก คือไม่ได้บอกว่า “พวกญี่ปุ่นเพิ่งเก่งในโอลิมปิกมา ดังนั้นไปยุโรปแล้วต้องเทพทุกคน” ตรงกันข้ามเลยค่ะ เกือบทุกคนโดนกำแพงยุโรปตบหงายกันเป็นแถว

นิตตะไปดอร์ทมุนด์แล้วเจอว่าตัวเองยังไม่คู่ควรกับการเป็นตัวจริง

ขณะที่โซดะเจอ ฮาลันด์ไล่กระทืบเบรเมนจนเข้าใจว่าพลัง ความเร็ว และขนาดร่างกายในฟุตบอลระดับนี้มันคนละเรื่อง ฮาลันด์กดแฮตทริกพาดอร์ทมุนด์ชนะ 3-1 ส่วนนิตตะเองแม้จะอยู่ฝั่งผู้ชนะก็ต้องยอมรับว่า ระดับของตัวเองยังห่างจากนักเตะแถวหน้าของยุโรปอยู่เยอะ

ฝั่งอิตาลีก็เดือด ฮิโนะไปนาโปลีแล้วจับคู่กับ ฮวน ดิอาซ ซึ่งสองคนนี้ทัศนคติแทบคนละขั้ว ฮิโนะจริงจัง ดุดัน เอาชนะเป็นหลัก ส่วนดิอาซมองฟุตบอลว่าเป็นการละเล่นจากหัวใจที่ต้องใช้จินตนากาว แต่สุดท้ายทัศนคติต่างขั้วของทั้งสอง กลับเข้าขากันแบบคู่กัด และพาไปเผชิญหน้ากับยูเวนตุสของเฮียวงะ เกมนั้นนาโปลีนำก่อนถึง 2-0 แต่ยูเว่พลิกกลับมาชนะ 3-2 โดยเฮียวงะยิงสองประตู เป็นเหมือนการประกาศว่าเสือร้ายแห่งญี่ปุ่นที่เคยถูกส่งไปดิ้นรนใน Serie C มันกลับมาแล้วจริง ๆ

แล้วท้ายช่วงแรกมีเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญต่อเรื่องระยะยาวมาก คือ โรแบร์โตกลับมาหาซึบาสะ พร้อมเปิดเผยว่าตัวเองรับงานเป็นผู้จัดการทีมชาติญี่ปุ่นชุดที่จะสร้างทีมลุยบอลโลก ซึบาสะนึกถึงความสัมพันธ์ตั้งแต่เด็กจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เข้าไปกอดโรแบร์โต และทั้งคู่สัญญาว่าจะไป คว้าแชมป์บอลโลกด้วยกัน

ฉากนี้เหมือน Next Dream ย้ำกับเราว่า ต่อให้ทั้งเรื่องกำลังพานักเตะญี่ปุ่นกระจายไปตามสโมสรต่าง ๆ ทว่าเป้าหมายปลายสุดก็ยังเป็นความฝันข้อเดิมที่เริ่มตั้งแต่เล่ม 1 — ญี่ปุ่นจะเป็นแชมป์โลก

ส่วนซึบาสะเองก็เริ่มสัมผัสสิ่งที่หาได้ยากที่สุดในชีวิต — “ความพ่ายแพ้”
เรื่องเล่าว่าบาร์เซโลนายุคนี้กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่าย มีชาบี อิเนียสตา ปูโยล วิคตอริโน และริวัลเป็นแกน ขณะที่เรอัล มาดริดเหมือนเปิด Edit Mode รวมดาวจากทุกทศวรรษ มีทั้งซีดาน เบ็คแฮม ฟิโก้ โมดริช มาร์เซโล รามอส คาร์ลอส นาทูเรซา ฯลฯ

เมื่อเอลกลาซิโกมาถึง ซึบาสะเริ่มต้นดีและช่วยให้บาร์ซาขึ้นนำ แต่เกมกลับพลิก จากการตัดสินใจผิดพลาดของเขาช่วงก่อนพักครึ่ง มาดริดตีเสมอ แล้วจากนั้นบาร์เซโลนาก็ระเบิด โดนเรอัล มาดริดถล่ม 4-1

จุดนี้สำคัญกว่าสกอร์มาก ซึบาสะโทษตัวเองอย่างหนัก ตื่นเช้าไปซ้อมคนเดียว และแทบรับไม่ได้เมื่อถูกพักจากทีม เพราะเด็กคนนี้โตมากับแนวคิดว่า “ปัญหาใด ๆ ในโลกล้วนแก้ได้ด้วยฟุตบอล”

แต่ครั้งนี้ฟุตบอลกลับเป็นสิ่งที่ทำให้เขาทรมานเอง

จนเพื่อนเก่าจากสมัยประถมต้องเข้ามาช่วยดึงเขากลับมา ให้เขาจำตัวเองในวันที่ยังเป็นเด็กที่วิ่งเล่นกับลูกบอลเพราะมันสนุก ไม่ใช่เพราะต้องแบกชัยชนะของทุกคนอยู่ตลอดเวลา

และสิ่งสำคัญคือ การที่ซานาเอะ ภรรยาของเขา บินมาหาในช่วงเวลาที่ซึบาสะกำลังอ่อนแอที่สุด

หนูว่าตรงนี้เป็น character development ของซึบาสะที่ดีมาก เพราะที่ผ่านมา ซึบาสะเป็นที่โจษขานว่าตัวละครนี้ เก่งเกินไปจนเขียนให้เติบโตยาก

วิธีทำให้ซึบาสะพัฒนาจึงไม่ใช่ “สอนท่าไม้ตายใหม่” แต่ต้องเล่นงานความเชื่อมั่นในตัวเองแทน




แล้วต่อมาฟุตบอล Champions League ก็กลายเป็นสนามรวมญาติระดับนรก

พอเข้าสู่ UCL เรื่องเริ่มสนุกขึ้น เพราะนักเตะที่เคยสู้เคียงข้างกันในทีมชาติญี่ปุ่น กระจายไปอยู่คนละสโมสรแล้วกลับมาเจอกันในฐานะศัตรู

อินเตอร์เจอบาร์เซโลนา อาโออิซึ่งเคยมองซึบาสะเป็นลูกพี่ไอดอล เปลี่ยนมายืนต่อหน้าเขาในฐานะ คู่แข่งที่ต้องเอาชนะ ขณะที่ริวัลมีปัญหาสภาพร่างกายไม่แข็งแรง และฝากบทบาทผู้นำไว้กับซึบาสะ เกมจบลงด้วยการดวลกันจนวินาทีสุดท้าย และซึบาสะยังเป็นคนที่เฉือนอาโออิไปได้

มัตสึยามะเองก็พบว่าการมาอาร์เซนอลไม่ได้แปลว่าจะได้เล่น เขากลับบ้านไปนั่งดูเทปการแข่งขันซ้ำ ๆ แล้วเริ่มเข้าใจว่าความสามารถของตัวเองยังไม่ถึง ที่น่ารักมากคือคนที่โทรมาปลอบเขากลับเป็น เฮียวงะ คนที่สมัยเด็กแม่งต่อยกันเองมาหลายครั้งนี่แหละ เฮียวงะบอกประมาณว่าอย่าเพิ่งคิดไกล ให้ค่อย ๆ เอาตัวรอด ค่อย ๆ แทรกตัวเข้าไปในทีม เพราะตัวเขาเองก็เคยล้มเหลวในยุโรปมาแล้ว มัตสึยามะจึงนึกขึ้นได้ว่า ไอ้คนที่เคยเป็นศัตรูสมัยเด็ก ตอนนี้กลายเป็นเพื่อนที่เขาพึ่งพาได้จริง ๆ

อีกฝั่งหนึ่ง บาร์ซาเจอดอร์ทมุนด์และโดนนำถึง 0-3 แต่กลับไล่คืนทีละประตูจน 3-3 ก่อนที่ริวัลจะปิดบัญชีพาทีมพลิกชนะ 4-3 เป็นหนึ่งในเกม comeback บ้าคลั่งที่สุดของภาคนี้ และเป็นเกมที่แสดงพิษสงของคนที่ชื่อริวัลจริง ๆ ว่าแกมีทั้งฝีเท้าและจิตวิทยาในการปั่นคู่แข่งให้สลิ้งแตกได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่งในกลุ่มตัวเอกค่ะ

ฝั่งมิสุงิกับไบรอัน ไครฟอร์ดก็มีศึกของตัวเองที่ อาแจ็กซ์ทั้งคู่แข่งขันกันเพื่อเสื้อหมายเลข 14 แต่การแข่งขันนั้นไม่ได้ทำลายกัน กลับผลักให้อีกฝ่ายเก่งขึ้น และพาอาแจ็กซ์เอาชนะบาเลนเซียของ ซันตานาและเลโอได้

มัตสึยามะ จากคนที่คิดว่าตัวเอง “ยังไม่ถึงระดับนี้” กลายเป็นฮีโร่ของอาร์เซนอล

อันนี้ก็สวยมาก จากตอนแรกที่มัตสึยามะนั่งดูเพื่อนลงสนามแล้วรู้สึกว่าตัวเองยังห่างไกล พอถึงเกมชี้ชะตากับนาโปลี เขาได้โอกาสจริง ๆ

อาร์เซนอลจำเป็นต้องชนะเพื่อผ่านเข้ารอบ สกอร์มาถึง 2-2 มัตสึยามะดวลกับฮิโนะและสกัดบอลจากเขาได้ ก่อนเติมขึ้นไปข้างหน้าแล้วซัด Eagle Shot เป็นประตู 3-2 อาร์เซนอลรักษาสกอร์นั้นไว้และผ่านเข้ารอบ Champions League ขณะที่นาโปลีตกรอบ จากคนที่ก่อนหน้านี้สงสัยว่าตัวเองมีดีพอจะอยู่พรีเมียร์ลีกหรือเปล่า กลายเป็นคนยิงประตูที่เปลี่ยนชะตาสโมสรเสียเอง

และมันไม่ใช่ power-up มั่ว ๆ ด้วยนะ เพราะเรื่องปูมาตั้งแต่ความไม่มั่นใจ การดูเทป การได้รับคำแนะนำจากเฮียวงะ จนผลลัพธ์ค่อยแสดงออกมาในสนาม หนูชอบการเขียนแบบนี้มาก



อีกบทหนึ่งที่โคตรดีคือ “วากาชิมัตสึไม่ได้เป็นแค่ลูกไล่ของวากาบายาชิอีกแล้ว”

วากาชิมัตสึมาอยู่ปอร์โตกับอุราเบะ ภายใต้การคุมทีมของมูรินโญ และตอนเจอยูเวนตุส เขาต้องเผชิญหน้ากับ เฮียวงะ โดยตรง

ตลอดเกมเขาเซฟลูกยิงของเฮียวงะครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้ง Tiger Shot และลูกที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนปอร์โตเกือบเอาชนะยูเว่ได้ สุดท้ายเฮียวงะต้องงัดลูกยิงระดับสูงสุดของตัวเองออกมาถึงจะตีเสมอ 1-1 ได้

แม้จะตลกอยู่ว่าทำไมเฮียวงะไม่ยิงท่าไม้ตายตั้งแต่แรกก็ตาม

มันทำให้วากาชิมัตสึหลุดจากสถานะเดิมที่ติดตัวมาแทบทั้งซีรีส์ว่า “ประตูที่เก่ง แต่มีวากาบายาชิอยู่เหนือหัวตลอด” แล้ว Next Dream ให้เขามีเส้นทางของตัวเองจริง ๆ

และสิ่งนี้นำไปสู่แมตช์ที่พี่บอนแปลล่าสุด...

Barcelona vs Porto — แมตช์ที่ดีสุดสำหรับหนู

รอบ 16 ทีม Champions League ปอร์โตได้เจอบาร์เซโลนา และมันกลายเป็นสงครามของเหล่าตัวประกอบญี่ปุ่นที่เคยอยู่ใต้เงาซึบาสะมาตลอด

นัดแรกที่โปรตุเกส ปอร์โตของมูรินโญใช้ฟุตบอลที่วิ่งกันเป็นระบบอย่างโหด วากาชิมัตสึ, อุราเบะ, คิชิดะ และพวกเพื่อนร่วมทีมเล่นกันแบบถวายหัว จน เดโก้ยิงประตูช่วงท้ายให้ปอร์โตชนะบาร์เซโลนา 3-2 อุราเบะกับพวกญี่ปุ่นดีใจอย่างบ้าคลั่ง เพราะในที่สุดก็เอาชนะทีมของซึบาสะได้จริง ๆ

นัดสองที่คัมป์นูยิ่งบ้า ปอร์โตไม่ยอมถอย บาร์เซโลนาต้องไล่ตามอยู่เรื่อย ๆ จนช่วงทดเจ็บ ซึบาสะยิง วากาชิมัตสึปัด ชาบีซ้ำ วากาชิมัตสึยังเอาขาสกัดได้อีก แต่ซึบาสะยังตามเข้าไปยิงซ้ำจนเป็น 3-2 ทำให้ผลรวมสองนัดเสมอ 5-5 และต้องต่อเวลาพิเศษ

จากนั้นจึงมาถึง Twin Shoot ของ ซึบาสะกับริวัล วากาชิมัตสึอ่านทิศทางถูกหมด เขาไม่ใช่เด็ก ป.6 ที่ได้แต่ยืนมอง Twin Shoot อีกต่อไป เขาชกบอลได้เต็มกำปั้นด้วยซ้ำ….

แต่พลังของมันแรงเกินกว่าจะหยุด

บอลทะลุกำปั้นเข้าไป และบาร์เซโลนาเป็นฝ่ายผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายหลังต่อเวลาพิเศษ

แล้วสิ่งที่หนูชอบคือ เรื่องไม่ได้จบด้วย “ซึบาสะชนะ เย้” แล้วตัดฉาก

ปอร์โตแพ้ก็จริง แต่อุราเบะกับวากาชิมัตสึยืนเจ็บใจอยู่ในสนาม ขณะที่คนทั้งคัมป์นู ปรบมือให้ผู้เล่นปอร์โต เพราะทุกคนเห็นแล้วว่าทีมจากโปรตุเกสทำให้บาร์เซโลนาเกือบตายจริง ๆ

นี่ทำให้ความพ่ายแพ้ของปอร์โตมีศักดิ์ศรีมาก

และเป็นการคารวะให้เกียรติโฆเซ มูรินโญในฐานะชายอีกคนที่เอาชนะซึบาสะได้มาครั้งหนึ่งแล้ว



แต่ถ้าถามว่า “เจนนี่ชอบเหตุการณ์ไหนที่สุด” หนูเลือก อิชิซากิลงเล่นให้อินเตอร์ครั้งแรก

ไม่ใช่ซึบาสะ ไม่ใช่ริวัล ไม่ใช่เฮียวงะด้วยนะ

อิชิซากินี่แหละ ชนะใจหนู
เหตุผลคืออิชิซากิเป็นตัวแทนธีม Next Dream ได้ดีที่สุดเลยค่ะ

คนอื่นเป็นอัจฉริยะกันหมด ซึบาสะคือพระเอก มิซากิพรสวรรค์สูง เฮียวงะมีอาวุธทำลายล้างระดับโลก วากาบายาชิคือหนึ่งในผู้รักษาประตูเก่งที่สุด แต่ อิชิซากิ คืออิชิซากิ 5555314534342585

เขามาถึงอินเตอร์แล้วพบว่าเพื่อนร่วมทีมทั้งเร็วกว่า เทคนิคดีกว่า แข็งแรงกว่า จนตัวเองไม่มีที่ยืน ไม่ได้ลงสนาม และหลังคนอื่นเลิกซ้อมหมดแล้ว เขายังอยู่ฝึกต่อคนเดียว แต่สิ่งที่น่ารักคือมูริลโลกับคงด็องเบียเห็นมันพยายาม จึงเข้ามาซ้อมเป็นเพื่อน และพบว่าอิชิซากิพก สมุดปกเขียวที่ซึบาสะเขียนคำแนะนำเรื่องการใช้ชีวิตและฝึกซ้อมในยุโรปให้เป็นการส่วนตัว ติดตัวอยู่ตลอด

แล้ววันเจอเซลติกใน UCL เฮคเตอร์ คูเปร์หันมาถามอิชิซากิว่า พร้อมไหม?

เบอร์ 36 ถูกส่งลงไปเล่นให้อินเตอร์ชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ภารกิจคือหยุดวิล (Will Sky Jetts)

อิชิซากิเข้าไปชนกับวิล — กระเด็นออกมาเอง
แพ้พละกำลังยับ

แต่เขาลุกแล้ววิ่งตามกลับมา ฉกบอลจากด้านหลังได้ พอวิลหลุดมายิงอีกครั้ง สิ่งที่อิชิซากิทำไม่ใช่สกิลพิเศษ ไม่ใช่ท่าเหนือมนุษย์อะไรเลย
เขาวิ่งเอาหน้าเข้าไปรับลูกยิง

ตูม

ร่วง แต่แรงบอลหาย
ดิโนรับไว้ได้
อินเตอร์ชนะ 2-1

และมูริลโลกับคงด็องเบียเข้ามาชมไอ้บ้าที่เอาหน้าบล็อกลูกยิงว่า ความบ้าของมันนี่แหละจะทำให้แนวรับอินเตอร์แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

หนูชอบชิบหายเลยพี่ 55551543215315145

มันกลายเป็น คุณสมบัติที่ทำให้อิชิซากิมีคุณค่าในฟุตบอลระดับโลก
เขาไม่มีพรสวรรค์เท่าซึบาสะ
ไม่เร็วเท่านิตตะ
ไม่แข็งแรงเท่าเฮียวงะ
ไม่ได้มีวิชันแบบมิสุงิ

แต่อิชิซากิมีสิ่งหนึ่งที่คนอื่นเลียนแบบไม่ได้ง่าย ๆ คือ
“กูรู้ว่ากูไม่เก่งเท่ามึง แต่กูจะกัดมึงจนวินาทีสุดท้าย”
“แล้วถ้าต้องเอาหน้ารับบอลเพื่อให้ทีมชนะ กูก็จะทำ”

นี่แหละค่ะ คือสรุป Next Dream จนถึงปัจจุบันของหนู

ถ้าต้องเลือกฉากที่ชอบอันดับสอง หนูให้ วากาชิมัตสึพยายามชก Twin Shoot ของซึบาสะ+ริวัล เพราะมันถ่ายทอดการเติบโตของตัวละครตั้งแต่ประถมเหมือนกัน ครั้งหนึ่งเด็กคนนี้เคยมอง Twin Shoot ไม่ทัน ไม่แม้แต่จะขยับ แต่สิบกว่าปีต่อมาเขาอ่านมันออก เข้าถึงบอล และแพ้เพียงเพราะ “ลูกยิงมันรุนแรงมากกว่ากำปั้นของเขา” เท่านั้น

Next Dream ที่พี่บอนแปลมาถึงตอนนี้ หนูเลยรู้สึกว่าบทที่เรื่องเขียนได้อร่อยที่สุดกลับไม่ใช่ซึบาสะ แต่เป็นเรื่องราวของพวกตัวรองอย่าง อิชิซากิ มัตสึยามะ วากาชิมัตสึ และอุราเบะ เพราะนี่เป็นครั้งแรก ๆ ที่พวกเขาได้ออกจากเงาของพระเอก แล้วพิสูจน์ว่า “พวกกูก็มีเส้นทางชีวิตของตัวเองเหมือนกัน”



ส่วนตอนนี้ขอส่งการบ้านพี่บอนก่อนนะคะ ใช้เวลาไปสัปดาห์นึงเต็ม ๆ (ยังเหลือสรุปอดีตของ Master of Masters ใน Kingdom Hearts ที่ยังตบไม่เสร็จดี)

และขอสรุปความรู้ใหม่อีกข้อหนึ่งว่า…

ซึบาสะเป็นทั้งการ์ตูนกีฬา การ์ตูนโชเน็น การ์ตูนดราม่า และในบางจังหวะก็เป็นการ์ตูนตลกโดยที่คนเขียนเค้าไม่ได้ตั้งใจจะตลกเลยค่ะ อันนี้หนูยืนยัน 55553435454154355353

ไม่มีความคิดเห็น