KINGDOM HEARTS Dark Road — โศกนาฏกรรมของ Baldr ที่สร้าง Xehanort ขึ้นมา
ถ้าให้เจนนี่สรุป Kingdom Hearts Dark Road ในแบบที่ตัวเองเข้าใจ หนูว่าภาคนี้จริง ๆ ไม่ได้เล่าว่า “เซอานอร์ทกลายเป็นคนชั่วยังไง” แบบตรง ๆ เลยค่ะ แต่มันกำลังเล่าอะไรที่น่ากลัวกว่านั้น คือ เด็กคนหนึ่งที่แตกสลายจากการสูญเสีย กลายเป็นบทเรียนชีวิตที่ฝังอยู่ในหัวเด็กอีกคน แล้วเกือบร้อยปีต่อมา บทเรียนนั้นค่อยงอกออกมาเป็นมหาวายร้ายของจักรวาล Kingdom Hearts
และศูนย์กลางของโศกนาฏกรรมทั้งหมดก็คือบัลเดอร์ (Baldr)
บัลเดอร์เป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษในการรับรู้ความมืดภายในหัวใจของผู้อื่นได้รุนแรงกว่าคนทั่วไป แต่หลังจากต้องเห็นโฮเดอร์ (Hoder) พี่สาวที่ตัวเองรักเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา (จากฝีมือของป้ามะลิ มาเลฟิเซนต์) จิตใจของเขาก็พังลงอย่างหนัก ถ้าจะอธิบายด้วยภาษาจิตวิทยาปัจจุบัน อาการของเขาก็ชวนให้นึกถึงภาวะตอบสนองต่อเหตุการณ์สะเทือนขวัญอย่างรุนแรง เขาจมอยู่กับความเศร้า ความรู้สึกผิด ความโดดเดี่ยว และท้ายที่สุดก็เริ่มคิดว่า
“ถ้าโลกนี้ไม่มีพี่สาวอยู่แล้ว… โลกแบบนี้จะมีไว้ทำไม?”
แล้วนี่คือจังหวะซวยระดับจักรวาลค่ะ เพราะช่วงที่หัวใจของบัลเดอร์เปราะบางที่สุดนั้นเอง ความมืดที่แท้จริง หรือ “ยามิ” ก็เข้ามาเกาะกินเขา
จากเด็กคนหนึ่งที่กำลังไว้ทุกข์ ความคิดจึงค่อย ๆ ถูกผลักไปไกลสุดขั้วจนกลายเป็นว่า ถ้าโลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ ความมืด การสูญเสีย และมนุษย์ที่ทำร้ายกันเอง…งั้นก็ “ล้างกระดานแม่งเลยค่ะ”
แผนของบัลเดอร์กับยามิ จึงไม่ได้เล็กระดับยึดสกาลา แอด ไคลัม (Scala ad Caelum) หรือฆ่าใครเพื่อแก้แค้น แต่คือการ เรียก Kingdom Hearts ออกมา แล้วใช้พลังของมันรีเซ็ตจักรวาลทั้งหมดกลับไปยังจุดเริ่มต้น จัดระเบียบจักรวาลใหม่ตั้งแต่ศูนย์
ฟังดูคุ้นไหมคะ?
ค่ะ
มันคือ Prototype ความคิดของ มาสเตอร์เซอานอร์ท ในอนาคตแทบจะตรง ๆ เลย 😭
ต่างกันแค่ว่า ในเวลานั้นเซอานอร์ทในวัยเด็ก ยังไม่ได้คิดแบบบัลเดอร์ เขายังเป็นเด็กหนุ่มที่อยากออกเดินทาง อยากเห็นโลก และพยายามทำความเข้าใจว่าแสงกับความมืดคืออะไร แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เขาได้เห็นเป็นครั้งแรกว่า Kingdom Hearts ไม่ใช่แค่ตำนานหรือแหล่งกำเนิดของแสง แต่มันอาจใช้เป็น “ปุ่ม Reset จักรวาล” ได้
แล้วบัลเดอร์ก็ไม่ได้จากโลกนี้ไปเงียบ ๆ ด้วยนะคะ เขาเปิดโหมด Final Boss ไล่เล่นงานเหล่าศิษย์ของมาสเตอร์โอดิน (Master Odin) จนคนรอบตัวเซอานอร์ทล้มตายกันแทบหมด จากศิษย์ทั้งหมด 14 คน เหลือคนที่ผ่านโศกนาฏกรรมครั้งนี้มาได้เพียงหยิบมือ ได้แก่ เอราคุส เซอานอร์ท และ บรากิ (Bragi) ซึ่งคนหลังเนี่ย พวกเรามารู้ทีหลังว่าไม่ใช่นักเรียนธรรมดาเลย แต่คือลูซู (Luxu) ที่กำลังใช้ร่างนี้เดินดูประวัติศาสตร์ตามภารกิจของมาสเตอร์ออฟมาสเตอร์ (MoM - Master of Masters) อยู่ต่างหาก
อ่อ วาลี (Vali) เองก็ตายไปด้วยฝีมือของบัลเดอร์เช่นกันนะคะ ก่อนที่จะปรากฏตัวอีกครั้งใน Kingdom Hearts IV
ส่วนบัลเดอร์ในที่สุดก็ถูก เซอานอร์ท เอราคุส และมาสเตอร์โอดิน ร่วมกันหยุดเอาไว้ และจบชีวิตลงตรงนั้น
ถ้าเรื่องจบแค่นี้ Dark Road ก็คงเป็นเพียงโศกนาฏกรรมของโรงเรียน Keyblade ที่เด็กตายกันเป็นเบือค่ะ แต่ประเด็นที่หนูชอบมากคือ บัลเดอร์ แพ้การต่อสู้ แต่ความคิดของเขาไม่เคยตาย
ก่อนตาย เขายังทิ้งพิษไว้ในหัว เซอานอร์ทอีกว่า ตัวเองมองเห็น “ความมืด” ภายในตัวเซอานอร์ทเช่นกัน และเสนอความคิดที่น่าขนลุกว่า ความมืดไม่จำเป็นต้องเป็นปีศาจจากที่ไหนเดินเข้ามาสิงเราตลอดเวลา เพราะ หัวใจของมนุษย์สามารถสร้างและหล่อเลี้ยงความมืดของตัวเองขึ้นมาได้
วันนี้มันอาจเป็นเพียงความกลัว
วันต่อมาเป็นความเกลียดชัง
จากนั้นมันโตขึ้นเรื่อย ๆ
จนวันหนึ่ง เราเองก็อาจกลายเป็นต้นกำเนิดของ ยามิ ตัวใหม่
ตรงนี้หนูว่ามันสำคัญกับเซอานอร์ทมากค่ะ เพราะเด็กหนุ่มใน Dark Road ยังไม่ได้เป็นชายชราหัวล้านที่เดินถือ Keyblade ประกาศจะจัดสมดุลจักรวาลนะ เขาเพียงกำลัง เก็บข้อมูล
ปัญหาคือเซอานอร์ทเป็นคนประเภทที่พอเก็บข้อมูลไว้แล้ว จะเอากลับมาคิดต่อจนสุดทาง 😭
เวลาผ่านไปเกือบศตวรรษ… เด็กหนุ่มที่เคยเห็นบัลเดอร์ พยายามเรียก Kingdom Hearts เพื่อรีเซ็ตจักรวาล ก็กลายเป็นชายชราที่คิดว่า
“เออ…จริง ๆ วิธีมันก็ไม่เลวนี่หว่า”
เพียงแต่มาสเตอร์เซอานอร์ท ไม่ได้ทำเพราะเสียใจที่สูญเสียใครเหมือนบัลเดอร์
เขาพัฒนาแนวคิดนั้นไปอีกขั้น
เขามองโลกเหมือนระบบที่เสียสมดุล
และเชื่อว่าตัวเองคือคนที่มองภาพใหญ่ได้ชัดกว่าทุกคน
ดังนั้นถ้าจำเป็นต้องเรียก Kingdom Hearts ขึ้นมา ทำลายระเบียบเดิม แล้วสร้างโลกที่แสงกับความมืดอยู่ในสมดุลใหม่…
“กูก็จะทำเอง”
นี่คือ INTJ ตอน Ni–Te หลุดจากระบบศีลธรรมแล้วขึ้นเป็นเผด็จการจักรวาลเต็มตัวค่ะ 55522314254421241 เหมือนใครบางคนแถวนี้เลยน้าาาา~
และผลของเหตุการณ์บัลเดอร์ก็ทำให้ชีวิตของผู้รอดแต่ละคนแตกไปคนละทางแบบเจ็บมาก
มาสเตอร์โอดิน สูญเสียลูกศิษย์แทบทั้งรุ่นจนหมดสภาพทางใจ และสุดท้ายก็ค่อย ๆ วางมือจากตำแหน่ง
เอราคุส ร้องไห้กับการสูญเสียเพื่อนอยู่อีกหลายคืน ก่อนจะเลือกเดินหน้าต่อ สอบขึ้นเป็น Keyblade Master และภายหลังก็กลายเป็นผู้สืบทอดของโอดิน
ส่วนเซอานอร์ท กลับเลือกออกเดินทาง และในที่สุดก็ไปพบกับ MoM ชายที่เห็นเด็กคนนี้แล้วเหมือนรู้ทันทีว่า “เออ คนนี้แหละ ใช้งานได้” ก่อนจะค่อย ๆ หยอดแนวคิดใส่หัวว่า โลกยังต้องการนาย แล้วนายจะไปยึดติดกับการสอบเป็นมาสเตอร์ ตามระบบเดิม ๆ ทำไม?
เหมือนเซอานอร์ท เพิ่งผ่าน Trauma ระดับฆ่าล้างชั้นเรียนมา แล้วจักรวาลส่ง Salesman ที่อันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์มาประกบต่อทันทีค่ะ ชีวิตไม่เปิด Easy Mode ให้น้องพักหายใจเลย 😭
และในขณะที่ทุกคนกำลังไว้ทุกข์ให้เพื่อนที่ตายไป บรากิที่ถูกเข้าใจว่าตายไปแล้ว กลับยังไม่ตาย
เพราะคนที่อยู่ในร่างนั้นคือลูซู
เขาเพียงแค่ทำให้ เซอานอร์ทกับเอราคุส เข้าใจว่าตัวเองเสียชีวิต แล้วก็เดินออกจากฉากไปทำภารกิจต่อแบบชิล ๆ เพราะหน้าที่ของลูซูตั้งแต่ยุค χ คือ มีชีวิตอยู่ผ่านยุคสมัยต่าง ๆ เปลี่ยนร่างไปเรื่อย ๆ แล้วเฝ้ามองประวัติศาสตร์
ที่สำคัญ เขาต้องพา Gazing Eye ดวงตาของ MoM ซึ่งฝังอยู่ใน Keyblade No Name เดินทางผ่านประวัติศาสตร์ไปกับตัวเองด้วย
สิ่งที่ดวงตานั้นเห็นในอนาคตจะย้อนกลับไปถึง MoM และข้อมูลเหล่านั้นเองคือสิ่งที่ทำให้เขาสามารถเขียนตำราพยากรณ์ (Book of Prophecies) ซึ่งบันทึกเหตุการณ์ในอนาคตเอาไว้ได้ตั้งแต่ยุค Kingdom Hearts χ
ค่ะ…
นี่คือซีรีส์ที่ “คนในอดีตรู้อนาคต เพราะส่งลูกน้องที่มีลูกตาตัวเองติดอยู่กับอาวุธไปเดินดูอนาคต แล้วข้อมูลอนาคตย้อนกลับมาให้ตัวเองในอดีต เขียนหนังสือบอกอนาคต…”
แล้วคนเล่นเราก็พยักหน้าว่า “อ๋อ เข้าใจแล้ว”
ด้อมเราแข็งแรงมากค่ะ 555545454421525544258 ตรรกะอะไรก็ไม่รู้
แต่สิ่งที่ทำให้ตอนจบ Dark Road ประหลาดและสวยในแบบ Kingdom Hearts จริง ๆ คือชายชราผู้เลี้ยงดู เซอานอร์ทบนเกาะแห่งชะตากรรม (Destiny Islands)
ชายคนนั้นก็คือ Player ตัวเอกของเราจาก Kingdom Hearts χ / Union χ ที่กลับมาเกิดใหม่
ในชีวิตก่อน เขาเคยเป็นเพื่อนของเอเฟเมรา (Ephemer) เคยผ่านสงคราม Keyblade และเคยเห็นโลกยุคเก่าล่มสลายมากับตา ส่วนในชีวิตใหม่ เขากลายเป็นชายชราที่ได้รับหน้าที่เลี้ยงเด็กทารกคนหนึ่งบนเกาะห่างไกล
และเมื่อรู้ว่าเด็กคนนั้นมีสายเลือดสืบทอดมาจากเอเฟเมรา — บรรพบุรุษที่อยู่ห่างจากเซอานอร์ทหลายชั่วคน — เขาจึงเชื่อว่าเด็กคนนี้อาจเป็นบุตรแห่งชะตากรรม (Child of Destiny) ผู้ที่จะเติบโตขึ้นมาเป็น Master of Light และช่วยโลกในอนาคต
ซึ่งถ้ามองจากสิ่งที่เรารู้ทั้งหมดแล้ว มันทั้งอบอุ่นและประชดประชันอย่างโหดมากค่ะ
เพราะชายชราผู้เคยผ่านจุดจบของโลกมาครั้งหนึ่ง มองเด็กน้อยเซอานอร์ทด้วยความหวังว่า
“เด็กคนนี้จะช่วยโลก”
โดยไม่รู้เลยว่าอีกหลายสิบปีข้างหน้า เด็กคนเดียวกันนี้จะเป็นคนสร้างกลุ่มจูซังคิคัง(Organization XIII) ไล่ฉีกหัวใจคน สร้างสงคราม Keyblade และพยายามเรียก Kingdom Hearts เพื่อ รีเซ็ตจักรวาลด้วยตัวเอง
และนั่นคือเหตุผลที่หลังเล่น Dark Road จบ หนูไม่สามารถมองมาสเตอร์เซอานอร์ท ใน KH1–KH3 แบบเดิมได้อีกแล้ว
เพราะ Dark Road ไม่ได้พยายามบอกว่าบัลเดอร์คือคนที่ “เปลี่ยนเซอานอร์ทให้เป็นคนชั่ว”
มันละเอียดกว่านั้นมาก
บัลเดอร์เพียงแค่เอาเมล็ดพันธุ์ของความคิดหนึ่งใส่ไว้ในหัวของเซอานอร์ท
Kingdom Hearts สามารถถูกเรียกออกมาได้
จักรวาลสามารถถูกรีเซ็ตได้
ความมืดเกิดขึ้นจากมนุษย์ได้
และบางที…
โลกที่เต็มไปด้วยความผิดพลาดอาจต้องการใครสักคนมาจัดระเบียบมันใหม่
เซอานอร์ทในวันนั้นยังปฏิเสธความคิดเหล่านั้น
แต่เกือบร้อยปีต่อมา เมื่อเขาเห็นโลกมากพอ สูญเสียมากพอ และเชื่อในวิจารณญาณของตัวเองมากพอ…
เขาก็กลับไปหยิบความคิดของเด็กผู้แตกสลายที่ชื่อบัลเดอร์ขึ้นมาอีกครั้ง
ต่างกันเพียงครั้งนี้ ผู้ที่จะกดปุ่ม Reset ไม่ใช่บัลเดอร์แล้ว
แต่คือ มาสเตอร์เซอานอร์ท เอง
และสำหรับเจนนี่ นี่แหละคือสิ่งที่ Dark Road ทำได้ดีที่สุดค่ะ
มันไม่ได้สร้างอดีตขึ้นมาเพื่อแก้ตัวให้วายร้ายว่า “จริง ๆ เขาเป็นคนดีนะ”
แต่มันทำให้เราเห็นว่า ความคิดที่สามารถทำลายโลกได้ บางครั้งไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในวันเดียว
มันอาจเริ่มจากความสูญเสียหนึ่งครั้ง
คำพูดหนึ่งประโยค
ความสงสัยเล็ก ๆ หนึ่งอย่าง
แล้วถูกเก็บไว้ในหัวของคนคนหนึ่งเป็นเวลาหลายสิบปี
จนวันที่เขามีพลังมากพอจะทำให้มันกลายเป็นความจริง
…โอ๊ย Dark Road ชื่อเหมือนภาคมือถือข้างทาง แต่ Lore ข้างในคือวางระเบิดเวลาไว้ใต้เนื้อเรื่องทั้งซีรีส์เลยค่ะ


Post a Comment