5 Centimeters per Second รอบที่ 2


เมื่อวานได้มีโอกาสไปดู ยามซากุระร่วงโรย (5 Centimeters per Second) รอบที่ 2 มาครับ

เป็นเรื่องแรกในชีวิตเลย ที่เข้าโรงดู 2 รอบ และหวังว่าจะเป็นแค่เรื่องเดียวไปตลอด

สาเหตุที่ต้องไปซ้ำ เพราะอย่างที่เคยบอกว่า รอบแรกผมดูไป จกป๊อปคอร์นและดูดโค๊กซีโร่แก้วใหญ่ไปด้วย (ทั้งที่ปกติผมมีกฎกับตัวเองตั้งแต่เด็กว่าจะไม่ดื่มอะไรในโรงหนัง เพราะดื่มแล้วจะปวดฉี่ทันที) แต่ด้วยความที่ไม่ได้เข้าโรงหนังนาน ผมเลยชะล่าใจ 

ผลคือในการดูรอบแรก ช่วง 30 นาทีสุดท้ายของเรื่อง ผมดูแบบมือจิกเบาะ และฝ่าเท้างอไม่ติดพื้น เพราะกลั้นปัสสาวะตลอด จะลุกออกไปก็ไม่กล้าลุก เพราะมันเป็นซีนสำคัญทั้งหมด ทำให้แม้จะดูได้จนจบ แต่ก็รับรู้เรื่องราวเพียงโสตสมอง ทว่าหัวใจไม่ได้อินตามไปด้วย

ด้วยความที่รู้สึกว่าหนังมันเพลงดี บทดี งานภาพดีมาก ก็เลยไปซ้ำโดยคราวนี้ ไม่พกอะไรไปกินในโรงแล้ว

และสิ่งที่ผม ดูไปจดทดไปในการดูรอบ 2 นี้ด้วยคือ (แม่งยังไม่วาย เอานิสัยเสพไป จดไป ไปใช้กับหนังด้วย)


1. ฉากเปิดเรื่อง พระเอกลืมตามองต้นซากุระ (ก็คือเริ่มจากซีนสำคัญท้ายเรื่องก่อนเลย) อันที่จริงก็ลิงก์ไปถึงซีนต่อเด็กที่ลืมตามาแล้วได้เห็นดาวตก พร้อมกับอาคาริ

2. โซเซกิ แปลคำว่า I Love You เป็นคำว่า พระจันทร์ช่างงดงามจริงนะ

3. ลุงภัณฑารักษ์กำลังหาโปรแกรมเมอร์

4. รู้จักกันตอนประถมปลายที่โตเกียว พอขึ้น ม.ต้น นางเอกต้องย้ายตามพ่อแม่ ไปจังหวัดโทจิงิ เมืองอิวาฟุเนะ ทำให้ต้องแยกจากกัน แล้วพอทั้งคู่เรียน ม.ต้น ไปได้ไม่นาน ทาคากิ ก็ต้องย้ายจากโตเกียวไป จังหวัดคาโงชิมะ ทางใต้สุดของญี่ปุ่น ถ้าผมเข้าใจพิกัดมันไม่ผิด โทชิงิกับคาโงชิมะ ห่างกันราว 1,500 กิโลเมตร

5. หลังอาคาริ ย้ายไปโทจิงิได้ครึ่งปี (ม.ต้น แล้ว) เริ่มติดต่อกลับมาครั้งแรก แล้วก็เขียนจดหมายโต้ตอบกันไปมา แล้วก็นัดเจอกันก่อนที่พระเอกจะย้ายจากโตเกียวไปคาโงชิมะ (โทจิงิห่างโตเกียวแค่ 100 กิโลเมตร)

6. ในวัย ม.ต้น วันที่ทาคากิ นั่งรถไฟไปหาอาคาริ เพราะหิมะทำให้การเดินทางล่าช้าไป 4 ชั่วโมงกว่า จาก 1 ทุ่ม จดหมายสารภาพรักปลิวหายไประหว่างทาง กว่าจะไปเจออาคาริก็ 5 ทุ่มกว่าแล้ว แต่อาคาริในวัย ม.ต้น ก็ยังรออยู่ ความทรงจำนั้น น่าจะฝังแน่นอยู่ในหัวทาคากิไปตลอดว่า "เธอรอ"

7. ในวันที่เจอกันครั้งสุดท้าย ตอนเดินไปที่ต้นซากุระ อาคาริเป็นคนเอ่ยปากชวนทาคากิเองว่าอีก 16 ปี ข้างหน้าในวันที่โลกจะแตก 26 มีนาคม 2009 มาเจอกันใหม่ เวลาเดิม (1 ทุ่ม) ซึ่งทาคากิก็ตกลง และบอกว่าคราวหน้าเขาจะไม่สายแบบครั้งนี้แล้ว

8. รุ่งเช้า ตอนอาคาริมาส่งทาคากิที่ชานชาลา อาคาริทำท่าจับสมุดบันทึกดวงดาว แล้วก็ลังเลอะไรบางอย่าง ก่อนจะเปลี่ยนใจแล้วบอกทาคากิว่าไม่เป็นไร ทาคากิต้องก้าวต่อไปได้อย่างเข้มแข็งแน่นอน - ตรงนี้อาจตีเป็นสัญญะได้ว่า อาคาริเองก็ตัดใจที่จะไม่พัฒนาความสัมพันธ์ต่อกับทาคากิแล้ว 

9. ในมุมของอาคาริตอนโต เธออยากให้ทาคากิ "ลืมสัญญา" "มีความสุข" "ไม่ต้องนึกถึงอดีต..." จริง ๆ คือทั้งคู่ก็ไม่ได้ลืมสัญญา แค่อาคาริเลือกที่จะไม่ไป และอยากสื่อว่า "ขอยกเลิก" สัญญานั้นน่ะเอง


10. ผมชอบไอเดียที่มีคนตีความไว้ว่า เพราะทาคากิมันมีความทรงจำว่าอาคาริในวัยเด็ก เคยรอมันอยู่ 4 ชั่วโมง ไม่ไปไหน รอมันอย่างเศร้าสร้อย แต่วันนั้นพอทั้งสองได้เจอกัน ก็ได้กอดกัน ทานข้าวด้วยกัน และเกิดวันที่มีความสุขที่สุดของทาคากิขึ้นมา... แถมยังเป็นวันที่อาคาริเป็นคนเอ่ยปากชวนสัญญาให้มาเจอกันอีก พอทาคากิรับปากไปแล้ว แถมบอกว่าจะไม่มาสายอีก 

ใจนึง ทาคากิที่โตขึ้นเรื่อย ๆ ย่อมรู้สึกว่ามันก็เป็นแค่สัญญาของเด็ก ม.ต้น ที่อาจถูกหลงลืมไปนานแล้ว 

แต่ใจหนึ่ง ทาคากิมันเลยไม่กล้าตีมึน ทิ้งหรือลืมสัญญา มันก็จะมีความกังวล รู้สึกผิดติดอยู่ในใจไปตลอดว่า "เธอคนนั้นยังรอเราอยู่รึเปล่านะ? ก็ในวันที่หิมะตกหนัก เธอในวัยเด็กขนาดนั้นยังรอเราอยู่ตั้ง 4 ชั่วโมงเลย" นั่นคือความทรงจำที่สุกสกาวที่สุดของเขา

พอมีสองความคิดตีกันในหัว ทาคากิเลยจะเริ่มต้นใหม่ไปกับใคร ก็ไม่สามารถทำได้ให้สุด

ไม่สามารถจริงจังกับใครได้สักที เพราะทาคากิ ยังคงเก็บที่ว่างส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่มากในใจ

ให้แก่ความทรงจำที่สุกสกาวที่สุดนั้นเสมอ

และทาคากิจะไม่สามารถปลดปล่อยพื้นที่นั้นให้เป็นอิสระได้ จนกว่าจะรู้อย่าง "ชัดเจน" ว่าอาคาริ ไม่ต้องการพื้นที่นั้นแล้ว

พอไม่รู้ว่าอาคาริคิดยังไง มันเลยเกิดภาวะ "ค้างคา"

เหมือนคนหลงทางในทะเลทราย

เหมือนคนที่จู่ ๆ คนสำคัญก็หายไป

ไม่รู้ว่าเราควรตามหาที่ไหน

ไม่รู้ว่าควรตัดใจเลิกพยายามเมื่อไหร่

หรือควรเขียนข้อสรุปให้กับตัวเองเมื่อไหร่อย่างไรดี...


11. ในตอนท้าย ผมเลยเข้าใจที่ทาคากิบอกมิตสึโนะว่า เขาชอบที่มิตสึโนะ ตั้งใจฟังทุกคน ใส่ใจทุกคำ และตอบอะไรชัดเจน ไม่คลุมเครือ

12. ระหว่างเรื่อง มีคนเดินผ่านผมไปฉี่ 4 คน

13. เป็นเรื่องที่คนอยู่ดูจนเพลงช่วงเครดิตจบ เกือบทั้งโรงเลย เจ๋งจริง ๆ


14. ในมุมผม ผมว่าภาค live action adaptation จบดีกว่าแบบ anime มาก เพราะมันได้ปลดปล่อยความค้างคา อันเป็นปัญหา/คำถาม/ความทุกข์ ในใจพระเอก ให้เคลียร์สิ้นไปจนหมดแล้ว พอทาคากิได้รู้คำตอบที่ชัดเจนแล้วว่าอาคาริ "อยากให้ลืมสัญญา มีความสุข ไม่ต้องนึกถึงอดีต" มันก็เคลียร์แล้วว่าเราปล่อยพื้นที่ที่สงวนไว้ให้เธอคนเดียวได้แล้วนะ ไม่ต้องกั๊กโดยไม่รู้ว่าเค้าจะกลับมารึเปล่าอีกต่อไปแล้ว

พอได้คำตอบที่ค้างคามาเนิ่นนานแล้ว ทาคากิก็จะก้าวเดินไปข้างหน้า อย่างเข้มแข็งได้แน่นอน อย่างน้อยผมคนนึงที่เชื่อแบบนั้น

15. อาคาริเคยบอกว่าทาคากิเป็นเหมือนพระอาทิตย์ของเธอ ผมเองก็อยากให้คนที่เเผชิญชะตากรรมแบบทาคากิ คอยแหงนมองฟากฟ้าเข้าไว้... ในวัย 29 ปี อย่างน้อยนายก็ได้ unlock ปัญหาที่คาใจแล้ว ชีวิตยังอีกยาวไกล 


16. ในช่วง 75% แรกของหนัง ผมดูไปโดยพิจารณาไปด้วยว่า จะยกให้ 5 Centimeters per Second เป็นภาพยนตร์ที่ผมชอบที่สุดตลอดกาล ขึ้นหิ้งไปอยู่เคียงข้าง IT กับตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ (君の膵臓をたべたい) ดีมั้ย? และตอนดูก็รู้สึกว่ามันมีศักยภาพขนาดนั้นแล้ว

แต่พอถึงช่วง 25% สุดท้ายของหนัง ด้วยความที่ผมตีความใหม่ แล้วมองว่าฉบับ Live Action Adaptation มันจบดีแล้ว พระเอกก็ได้คำตอบเคลียร์ ไม่เหลืออะไรค้างคาใจแล้ว พร้อมไปเริ่มต้นใหม่ได้สักที มันจบแบบปราณีและถนอมหัวใจความรู้สึกของผมมากกว่า ความ Emotional Impact จาก 10 นาทีสุดท้ายเลยไม่รุนแรงเท่าเวอร์ชัน Anime และห่างไกลกับเรื่องตับอ่อนฯ ที่กระทืบหัวใจผมแหลกสลายจนร้องไห้น้ำตานองคาโรง...

(ส่วน IT มันสร้าง Emotional Impact หลาย ๆ ซีนในเรื่อง และไต่ระดับมาด้วยตัวมันเอง ก่อนจะปิดลงแบบอบอุ่นอยู่แล้วน่ะนะ คนละสไตล์กัน)


17. ท้ายที่สุดส่วนตัวในใจผม ก็ให้คะแนนความประทับใจ ยามซากุระร่วงโรย (5 Centimeters per Second) 9.5 คะแนน  เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานขึ้นหิ้ง เป็นงานที่ผมชอบที่สุดของชินไค และอยากแนะนำให้ทุกคนดูมาก ๆ เลย

ไม่มีความคิดเห็น