บทสัมภาษณ์ FFVII Revelation จาก Final Weapon



FINAL WEAPON คุยกับ Hamaguchi — Revelation จะเป็น “บทสรุปของ Battle System ชุดนี้” และ FFVII อาจกลับมาอีกในอีก 20–25 ปี…ด้วยมือคนรุ่นใหม่

1. ขอเริ่มจากเรื่องที่กำลังวุ่นก่อนเลยนะคั้บ 😭 FINAL WEAPON ถามอาหวังเล่น ๆ ว่า ถ้า Tifa กับ Red XIII สู้กัน ใครจะชนะ? ซึ่งคำตอบที่ถูกเขียนลงสื่อออกมาประมาณว่า

“ต่างจาก Aerith ที่อาจเห็นสัตว์แล้วคิดว่า น่ารักจัง Tifa ไม่มีความลังเลแบบนั้นและคงเข้าไปซัด Red XIII”

(Hmmmmmmmm……. I mean, unlike a character like Aerith, who perhaps would look at an animal and be like, “Oh my god, so cute!”, Tifa doesn’t have the same hang-ups, really. So she would probably go in and beat him up.)

ฟังแล้วมันเลยออกมาเป็นฟีล “Aerith รักสัตว์ ส่วน Tifa ต่อยแน่นอน” แบบ… เอ้าาาาาา 5512555155 🤣👊

แล้วหลังบทสัมภาษณ์เผยแพร่ Hamaguchi ก็รีบออกมา Clarify เองว่า เจตนาที่แกพูดคือ ถ้าอยู่ในสถานการณ์ “ต่อสู้กันอย่างจริงจัง” Tifa ในฐานะนักสู้จะไม่ออมมือ ส่วน Aerith น่าจะมีวิธีวางตัวไม่ให้ตัวเองต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่จะต้องสู้กันตั้งแต่แรก ไม่ได้หมายความว่า Tifa เป็นคนใช้ความรุนแรงหรือชอบไปกระทืบสัตว์ แต่อย่างใดค่ะ

(“Aerith would probably find a way to avoid ending up in that kind of situation in the first place.I certainly didn't mean to imply that Tifa is violent. )

ตรงนี้หนูว่าต้องแก้ข่าวให้แฟร์กับทุกฝ่ายด้วยนะ เพราะ FINAL WEAPON ระบุเองว่าการสัมภาษณ์เกิดในงาน TGS และมี Square Enix ช่วยด้านการแปล การที่บทสนทนาปากเปล่าถูกผ่านการแปลแล้วกลายเป็น Written Interview จึงมีโอกาสที่ Nuance จะบางส่วนหายไปได้ และ Hamaguchi เองก็พูดประมาณนั้นในโพสต์แก้ความเข้าใจ ไม่จำเป็นต้องตีความว่าใครตั้งใจบิดค่ะ🥲 การสื่อสารมันคลาดเคลื่อนได้เสมอ ถ้าเขาอธิบายแล้ว ก็ต้องยึดตามขยายความค่ะ

2. ทีนี้เข้าของใหม่จริง ๆ กันบ้าง อันแรกนี่เจนนี่ชอบมาก — Xenogears ยังถูก Reference อยู่ใน Revelation จั้บบบ ใน FFVII Original ช่วง Cloud ฟื้นตัวที่ Mideel มี Easter Egg ที่โยงถึง Xenogears และคนสัมภาษณ์บอกว่าใน Demo ของ Revelation ที่เขาได้เล่น Cloud ยังพูดบางส่วนที่อ้างอิงเนื้อเพลง Small of Two Pieces จาก Vocal Theme ของ Xenogears อยู่เหมือนเดิม แต่พอถาม Hamaguchi ว่าทำไมทีมถึงรักษา Reference นี้เอาไว้…

อาหวังตอบประมาณ 😳 “เอาจริง ๆ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันอยู่ในเกม” 5515555515

แกเดาว่าน่าจะเป็น Motomu Toriyama หรือ Kazushige Nojima ใส่เอาไว้เล่น ๆ เพราะทั้งสองคนก็เกี่ยวข้องกับ Original มาตั้งแต่สมัยนั้นอยู่แล้ว อันนี้เอนดุวมาก คือ Director จบเกมไป 46 รอบ แต่ทีมบทแอบฝัง Xenogears ไว้โดยนายใหญ่ยังไม่รู้ 😂

พอถามต่อว่า Xenogears มีโอกาสกลับมาในรูปแบบเล่นบนเครื่องยุคใหม่หรือ Remake มั้ย อาหวังบอกว่าแกจำได้ว่าเคยเล่นตอนเกมออก และในฐานะคนที่ผ่านประสบการณ์สร้าง FFVII Remake Series มาแล้ว ถ้าจะ Remake เกมจากยุคนั้นจริง ๆ ฟังดูเป็นโปรเจกต์ที่ทำยากมาก เท่านั้นนะคั้บ — ไม่ได้ประกาศ Xenogears Remake อย่าเพิ่งตรายยยแล้วเอาไปพาดหัว “อาหวังเตรียมสร้าง Xenogears” 😂

3. FFVII หลัง Revelation — ไม่มีแผนสร้างต่อ แต่หวังว่าอีก 20–25 ปี “คนที่โตมากับ Remake” จะพามันกลับมา

อันนี้ต่อยอดจาก Respec/GamerBraves ที่เราเพิ่งแปลไป แต่ FINAL WEAPON ทำให้ความหมายของคำว่า “FFVII ที่พัฒนาไปเรื่อย ๆ” ชัดขึ้นมากค่ะ

Hamaguchi ย้ำอีกครั้งว่าตอนนี้ทีม ไม่ได้คิดถึงภาคต่อหลัง Revelation เลย ทุกอย่างกำลังเทใส่เกมนี้ให้หมด แต่สิ่งที่เขาหมายถึงตอนพูดว่าอยากให้ FFVII เป็น IP ที่ส่งต่อไปยังอนาคต ไม่ได้หมายความว่า Square Enix มี Roadmap ลับทำ FFVII Part 4, Part 5 อะไรอยู่ค่ะ

แกหมายถึง คนรุ่นใหม่ที่ได้เล่น Remake Series ต่างหาก

เพราะ Hamaguchi เองเคยเล่น FFVII Original เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน แล้วเกมนั้นกระทบชีวิตเขามากจนกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ทำให้วันหนึ่งอยากสร้าง FFVII ขึ้นใหม่สำหรับคนยุคปัจจุบัน ทุกวันนี้แกก็เริ่มได้ยินว่าเด็กหรือคนรุ่นใหม่ที่เล่น Remake Series แล้วได้รับแรงบันดาลใจให้อยากเป็น Game Developer เหมือนกัน เพราะงั้นแกเลยนึกภาพว่า อีก 20–25 ปีข้างหน้า คนที่เติบโตมากับ Remake Trilogy อาจเป็นฝ่ายนำ FFVII กลับมาในรูปแบบอะไรสักอย่างก็ได้

หนูชอบแนวคิดนี้มากเลยนะ มันไม่ใช่ “พวกเราจะทำ FFVII ไปตลอดกาล”

แต่เป็น “วันหนึ่งพวกเราจะวางมือ แล้วคนที่เคยได้รับอะไรจากเกมของเรา อาจหยิบมันขึ้นมาสร้างใหม่อีกครั้ง เหมือนที่พวกเราเคยทำ”

โห…อาหวังมีพูดสวยเป็นด้วยเหยอ 😭

4. Revelation คือจุดสุดทางของ Battle System แบบ Remake

อีกเรื่องที่ใหม่และสำคัญมาก คนสัมภาษณ์ถามว่า Battle System ซึ่งทีมสร้างและขัดเกลามาสามภาคจนละเอียดขนาดนี้ มีโอกาสถูกนำไปเป็นพื้นฐานของเกมใหม่หลัง FFVII หรือเปล่า

Hamaguchi ตอบค่อนข้างชัดว่า Revelation คือบทสรุปของ Series และในความหมายหนึ่ง มันก็เป็นบทสรุปของ Combat รูปแบบนี้ด้วย ทีมตั้งใจดันระบบต่อสู้ชุดนี้ให้ไปถึงสภาพที่ Refined ที่สุดเท่าที่พวกเขาทำได้ใน Revelation แล้ว และใส่ความสามารถทุกอย่างที่อยากทำลงไปให้หมดค่ะ

แต่ไม่ได้แปลว่า Square Enix ห้ามแตะระบบนี้อีกนะ แกย้อนว่า ตอนสร้าง Remake เอง ทีมก็เอา ATB จาก Final Fantasy ยุคเก่ามาผสมกับ Action จนเกิดระบบใหม่ขึ้นมา ดังนั้นเกมในอนาคตก็อาจย้อนกลับไปศึกษาระบบจาก FF ภาคก่อน ๆ แล้วเอามาต่อยอดเป็นอะไรใหม่อีกก็ได้

แปลแบบบ้านเจนนี่ก็คือ ไม่ใช่ “ต่อไป Final Fantasy ต้องใช้ Battle System ของ FFVII Remake”

แต่เป็น “ภารกิจของระบบนี้จะจบพร้อม Revelation แล้วของต่อไปก็ควรสร้างคำตอบของมันเอง”

อันนี้เข้ากับ Philosophy ที่แกพูดกับ Kotaku ก่อนหน้านี้มากเลยค่ะ ว่า FF ไม่ควรถูกล็อกให้ต้องเป็น Genre หรือระบบเดียวตลอดไป

5. Hamaguchi คิดว่า Remake Trilogy แบบนี้อาจแทบไม่มีใครกล้าทำอีก
อันนี้หนูว่าโคตรน่าสนใจในมุมธุรกิจค่ะ เพราะเขาถูกถามว่า เราจะได้เห็น Remake ระดับ FFVII ซึ่งเอาเกมหนึ่งเกมมาแตกเป็น AAA เต็มรูปแบบสามภาคต่อเนื่องกัน อีกมั้ย

Hamaguchi มองว่าเกมดังในอดีตจะถูก Remake ต่อไปแน่นอน แต่ โมเดลแบบ FFVII สามภาคนี่อาจมีน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย เพราะความเสี่ยงโหดเกินไป

สมมติ Part แรกขายไม่ดีหรือ Review พัง… แล้วอีกสองภาคที่วางแผนไว้จะทำยังไง? ไหนจะต้องรักษาทีมเดิมไว้หลายปี รักษาความรู้ เทคโนโลยี และสายการผลิตต่อเนื่องกันอีก คนที่มีหน้าที่บริหาร Project ต้องรับความเสี่ยงมหาศาลมาก แกจึงคิดว่า Remake Trilogy ชุดนี้อาจกลายเป็น Outlier ของวงการเกม — งานประหลาดขนาดยักษ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ อีกแล้ว และแกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมันค่ะ

6. แต่สิ่งหนึ่งที่ Square Enix อาจเอาไปใช้ต่อได้ คือ “อย่าแยกทีมทิ้งทุกครั้ง”

ตรงนี้ใหม่และเจนนี่ว่า สำคัญมากกกก สำหรับการทำเกมของ Square Enix ในอนาคต

Hamaguchi บอกว่าไม่ได้มีสูตรเดียวหรอกว่า Square Enix ต่อจากนี้ “ต้องทำเกมแบบนี้” แต่สำหรับ FFVII Remake Series วิธีการรักษา Dedicated Team เดิมไว้ต่อเนื่อง ทำให้เกิดระดับความสำเร็จบางอย่างที่แกคิดว่าสามารถนำไปทำซ้ำได้

อดีตพอเกมหนึ่งเสร็จ คนในทีมก็แตกกระจายไปทำโปรเจกต์อื่น แล้วเกมใหม่ต้องเริ่มสร้าง Knowledge กับ Workflow กันใหม่ แต่ Trilogy นี้สามารถสะสมประสบการณ์จาก Remake → Rebirth → Revelation ต่อกันได้ Hamaguchi ถึงกับใช้คำว่าแนวทางนี้อาจกลายเป็นเหมือน “lodestar” หรือดาวนำทาง อย่างหนึ่งสำหรับบริษัทได้ค่ะ

อันนี้ยิ่งประกบกับข้อมูลที่เรารู้ก่อนหน้านี้ว่า Core Team ของ Trilogy อยู่ต่อกันในสัดส่วนสูงมาก มันทำให้เห็นว่าความเร็วและ Scale ที่เพิ่มขึ้นของแต่ละภาค ไม่ได้เกิดจากเวทมนตร์อาหวังแต่อย่างใด แต่มันมี Organizational Knowledge สะสมอยู่จริง ๆ ด้วย

7. ส่วน Tifa — Nojima คือคนกำหนด Characterization เป็นหลัก

เมื่อถามว่าทีมแยก Tifa ในฐานะ Martial Artist ที่ต่อสู้มั่นใจ ออกจาก Tifa ซึ่งมีความลังเลและความรู้สึกซับซ้อนในชีวิตปกติยังไง Hamaguchi บอกว่า Character Setting และ Script หลักมาจาก Nojima แล้วทีมแต่ละฝ่ายจะอ่านบท ทำความเข้าใจตัวละคร และพยายามส่งสิ่งนั้นลงไปใน Asset ทุกส่วนของเกม

สำหรับ Tifa ทีมพยายามสะท้อน ความทรมานและความรู้สึกที่ขัดแย้งอยู่ภายในตัวเธอ ให้ปรากฏในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เธอต้องเผชิญ โดยสุดท้ายแล้วเรื่อง Characterization นั้น Nojima เป็นคนตัดสินแกนสำคัญค่ะ

เพราะงั้นเมื่อเอามาประกบกับ Clarification เรื่อง Red XIII ก็ยิ่งชัดเลยว่า Hamaguchi ไม่ได้กำลังนิยาม Tifa ว่า “นางเป็นคนสายบวก เจออะไรก็ต่อย” 5515555155 แต่กำลังพูดถึง Contrast ว่า Tifa เป็นนักสู้จริงจัง ถ้าเข้าสู่การประลองจริงก็ไม่ออมมือ ขณะที่ Aerith น่าจะใช้บุคลิกของตัวเองหลีกเลี่ยงไม่ให้เรื่องไปถึงจุดนั้นตั้งแต่แรกค่ะ

https://finalweapon.net/2026/09/18/interview-naoki-hamaguchi-on-final-fantasy-vii-remake-series-legacy-xenogears-and-more/

https://x.com/nhamaguc/status/2101190415315771538

ไม่มีความคิดเห็น