Tuesday, April 24, 2018

สรุปบทสัมภาษณ์จากทีมงาน VFX ของ Final Fantasy VII Remake

เว็บไซต์ CG World ได้ลงบทสัมภาษณ์คุณ ชินทาโระ ทาคาอิ ผู้เป็น Art Director และ VFX Director ของ Final Fantasy VII Remake ถึงเรื่องประสบการณ์ในการสร้าง FFVII ตัวต้นฉบับดั้งเดิมบน PS1 และเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเกมฉบับรีเมคในปัจจุบัน

เนื้อหาที่ผมพึ่งอ่านไปได้ครึ่งนึง มีใจความโดยย่อดังนี้


- ในบรรดาคนที่ร่วมพัฒนา FFVII Remake อยู่ตอนนี้ มีทีมงานเก่าจาก FFVII เดิมอยู่น้อยมาก เท่าที่ยกตัวอย่างได้เช่น โยชิโนริ คิตาเสะ (อำนวยการ), เท็ตสึยะ โนมุระ (กำกับ), คาสึชิเงะ โนจิมะ (สคริปต์) ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา FF หลังภาค VII ไปแล้ว กับพวกทีมงานรุ่นใหม่ซึ่งส่วนใหญ่จะพูดเหมือน ๆ กันว่า "ตอนเด็ก ๆ ผมเคยเล่น FFVII มาก่อนและชอบมาก ๆ ก็เลยอยากมีส่วนร่วม (ในการรีเมค) ด้วย"

- ทีมทำ Effect ของ FFVII รีเมค ตอนนี้ประกอบด้วยดีไซเนอร์ 5-6 คน และโปรแกรมเมอร์อีก 5-6 คน ซึ่งส่วนตัวคุณทาคาอิกับอีกหลายคนนั้น ค่อนข้างใหม่กับ 3DCG ดังนั้นจึงเสียเวลาไปกับการลองผิดลองถูกไม่น้อยเลย หลายคนเองก็มาจากโลกของ 2D Dot Pixel-art หลายคนก็พึ่งเคยใช้ Photoshop เป็นครั้งแรก นับประสาอะไรกับ 3DCG Tool

- สมัย FFVII ดั้งเดิมนั้น เป็นเกมยุคแรก ๆ ที่เพิ่มแกน Z หรือมิติเชิงลึกลงไปในเกม ซึ่งแกน Z นี้ทำให้ข้อมูลที่ต้องใส่ลงไปในเกมนั้นเพิ่มขึ้นและอิมแพคท์ต่อผู้เล่นมาก ทว่าสำหรับคนสร้างเองก็อิมแพคท์เช่นกัน สมัยนั้นทีมงานยังพูดกันเองเลยว่า "แกน Z คืออะไรฟะ?" (หัวเราะ) ตอนนั้นคุณทาคาอิเองก็ลำบากกับการสร้าง Texture บน Photoshop และจำได้ว่ามีครั้งนึงที่คุณฮิโรโนบุ ซากากุจิ เดินผ่านมาแล้วแล้วสอนการมใช้ Filter คุณทาคาอิจำได้ดีเลยว่าคุณซากากุจิพูดว่า "ทำแบบนี้นะ" "ฉันมักทำแบบนี้ตอนแต่งรูปให้ลูก ๆ" ซึ่งแม้คุณซากากุจิจะยังจำไม่ได้ แล้วแต่ประสบการณ์ตอนที่ลุงแกมาสอนใช้ Filter ให้ คุณทาคาอิก็ยังจำได้ไม่รู้ลืม

- คุณทาคาอิเผยว่าสมัยทำ FFVII ดั้งเดิมนั้นงานที่เขาทำมันค่อนข้างเฉพาะตัว เขาไม่ได้เห็นภาพรวมของการพัฒนาเกม แต่เขาก็รู้สึกว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่จะถูกสร้างขึ้นมา โดยมีส่วนหนึ่งถูกมอบหมายด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับเขา ตอนนั้นเขาทำ Effect ของมนต์อสูรเกือบทั้งหมด และก็คิดอย่างมั่นใจว่าทำได้ค่อนข้างดี

- พูดถึงมนต์เรียกอสูร Knights of Round คิดย้อนไปแล้วก็เป็นมนต์ที่ยาวมาก (หัวเราะ) ตอนนั้นทีมงานทุกคนตั้งแต่ Modeling, Animation ยัน Effect ล้วนทำงานกันได้อย่างเหลือเชื่อ จนอาจจะเกินไปหน่อยด้วยซ้ำ

- ตอนสร้าง FFVII ดั้งเดิมนั้น เวลาทำ Effect คุณทาคาอิไม่ได้คิดอะไรลึกอย่างในทุกวันนี้ สมมติว่าถ้าสร้างให้ศัตรูตัวนึงยิงไฟสีแดงออกมา ตอนนู้นก็ไม่ได้คิดหรอกว่าไฟสีแดงมันมีความเป็นมายังไง แต่ตอนนี้ เขาจะคิดว่าศัตรูมันเกิดมาจากที่นั่นที่นี่ ใช้อาวุธอย่างงั้นอย่างงี้ เพราะใช้แหล่งพลังงานแบบโน้นถึงได้ยิงลูกไฟสีแดงออกมาระเบิดควันโขมง โดยสิ่งที่คิดนี้มันก็ไม่ได้อยู่ในพล็อต Official หรอก แต่ตอนสร้าง Effect เขาก็คิดเหตุผลและ story ให้กับมันขึ้นมาเอง ดังนั้นการนำเสนอ Effect ในตัวเกมเมื่อวันโน้น กับตัวเกมรีเมคในวันนี้ ก็อาจจะไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียว

- คุณทาคาอิได้บอกให้ทีมงาน Effect คิดให้ลึกขึ้น ตัวอย่างเช่นถ้าจะใช้เวทย์ Cure ฟื้นพลัง แทนที่จะทำเป็นอนุภาควิ้ง ๆ ขึ้นมา ก็ทำให้เป็นว่าพลังงานที่มองไม่เห็นซึ่งอยู่รอบตัวละครนั้น ได้รวมตัวกันเป็นรูปร่างและซึมซับเข้าไปในร่างกายในลักษณะแสงสว่าง และให้คิดถึงเรื่องราวเหล่านี้ลงไปในการทำงานด้วย

- ตอนนี้งานของคุณทาคาอิในภาครีเมคคือดูภาพรวมของ Art Direction และเป็นคนตัดสินใจในเรื่องที่ใหญ่ขึ้น ก็พยายามจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ทุกคนทำงานง่าย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่อายุ 30 ต้น ๆ กัน

- เมื่อถูกถามว่าคาดหวังทักษะความสามารถอะไรจากทีมงานรุ่นใหม่ที่สร้าง FFVII Remake? คุณทาคาอิบอกว่าไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องเป็นเซียนผู้รอบรู้ FFVII ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนที่ติ่งขนาดนั้น ถ้าเป็นคนที่มีความรู้เกี่ยวกับ 3DCG, Tool ล่าสุด, การทำกราฟฟิกให้เกม AAA ระดับโลก ความรู้ตรงนั้นก็จะเป็นประโยชน์มากกว่า

- คุณทาคาอิคิดว่าสิ่งสำคัญในการทำงานทีม Effect ตรงนี้ ก็คือเทคนิค เซนส์ และความตั้งใจของแต่ละคน ดีไซเนอร์ในทีม Effect บางคนก็แทบไม่เคยเล่น FFVII มาก่อนเลย แต่อย่างน้อยพวกเขาก็รู้จักชื่อตัวละครและส่วนสำคัญของเรื่อง (หัวเราะ)

https://cgworld.jp/interview/201804-sqex-ffvii.html
http://www.siliconera.com/2018/04/23/final-fantasy-vii-remake-team-members-original-staff/
http://www.siliconera.com/2018/04/23/final-fantasy-vii-remake-vfx-director-guiding-young-team-beyond-simple-remake/

Monday, April 23, 2018

ตัวอย่างภาพจากงานแสดงผลงานศิลปะของอิซามุ คามิโคคุเรียว

ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน ถึง 28 พฤษภาคม 2018 นี้ ที่ซาซายูริคาเฟ่ ในโตเกียว (東京・西荻窪 ササユリカフェ) ได้มีการจัดแสดงภาพผลงานศิลปะแบบฉายเดี่ยวของคุณอิซามุ คามิโคคุเรียว อดีต Art Director และ Concept Artist ของ Square Enix

คุณคามิโคคุเรียว เคยทำงานออกแบบศิลป์ให้กับ Final Fantasy X, XII, XIII (ทั้งซีรีส์), XV และยังเคยทำเกมอื่นอย่างเช่น The 3rd Birthday โดยได้เข้าทำงานที่ Square Enix ตั้งแต่ปี 1999 และลาออกไปเมื่อ 31 มีนาคม 2017 หลังจากนั้นก็รับงานในลักษณะฟรีแลนซ์เรื่อยมา

ในลิงค์ด้านล่างนี้คือรีพอร์ทและบรรยากาศการจัดแสดงผลงานภายในร้านดังกล่าว ซึ่งมีภาพลายเส้นต้นฉบับของอาร์ทเวิร์คที่เราคุ้นตากันดีหลายภาพเลย ใครสนใจดูว่าแกเคยวาดภาพไหนมาบ้าง ลองเข้าไปดูกันครับ







Monday, April 16, 2018

สรุปข้อมูลอัพเดท KH Union χ และ KH III จากงาน Dandelion Meeting 2018

ตั้งแต่ช่วงตี 3 ที่ผ่านมา มีการจัดงาน Kingdom Hearts Union χ หรือในชื่องานว่า Dandelion Meeting 2018 ที่แคลิฟอร์เนีย ซึ่งก็เป็นทั้งงานพบปะผู้เล่น KHUχ ฝั่งตะวันตก และคาดว่าจะมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลการอัพเดทเกมจากฝั่งผู้พัฒนา


เท่าที่เห็นจากปากคำของคนที่อยู่ในงาน เขาเล่าว่าในงานประกอบด้วย

- ซุ้มกิจกรรม 7 ซุ้ม เล่นเอาสแตมป์ให้ได้ 5 ซุ้มแล้วมารับของรางวัล (หนึ่งในนั้นมีต่อคิว เปิดกาชาตู้พิเศษโชว์ขึ้นจอ แล้วค่อยรับเมดัลในเกมทีหลัง)

- เล่นเดโม KHUχ บนจอทัชสกรีนขนาดใหญ่ ในเดโมนี้เมดัลที่เพื่อนแชร์มา มีแต่โดนัลด์สุดกาก แต่ดันมีซัลดีนที่แสนยากให้สู้กับเขาด้วย...

- บูธขายของที่ระลึกในราคาพิเศษอย่าง ฟิกเกอร์ (Play Arts), ตุ๊กตา, พวงกุญแจคีย์เบลด, โปสเตอร์, แท่นอะคริลิค, เคสมือถือ ฯลฯ



- บอร์ดโชว์สารพัดอาร์ทเวิร์คของเกมจำนวนมาก (มีที่น่าสนใจอย่างภาพฉลอง 2 ปี Unchained χ เซอร์เวอร์ญี่ปุ่น)



ทีมงาน Square Enix มีคิวขึ้นเวทีพูดตี 5 และคุณเท็ตสึยะ โนมุระพูดตอน 8 โมงเช้า ซึ่งผมยังไม่ตื่นแน่นอน... รอตามข่าวตอนสาย ๆ อีกทีนะ

(อุตส่าห์แหกตาดูยันตี 4 ...มารู้ทีหลังว่าแกจะขึ้นเวที 8 โมง... ถ้าเป็นสมัยเรียนมหาลัย คงดั้นด้นพยายามตื่นมาดูให้ได้ แต่วัยนี้... ขอนอนดีกว่า)

ลิงค์ถ่ายทอดสด : https://www.youtube.com/watch?v=JW4IAKYARcI
.
ขอบคุณภาพจากทวีตของคุณ Gilbert Guillermo : https://twitter.com/gillyrb2007

----------------------------------------------

พวกเฮย์เนอร์ให้เกมกด Kingdom Classic ซึ่งเป็นเกมกดแบบจอ LCD โบราณแก่โซระมาเล่น ข้างในนั้นประกอบด้วยมินิเกมย่อยกว่า 20 เกม โดยเกมที่ได้รับการยืนยันแล้วได้แก่ The Banyard Battle, TheKarnival Kid, Giantland และ Musical Farmer

https://www.youtube.com/watch?v=nMpo7cuftKI






----------------------------------------------

แคมเปญ Make your Mark ซึ่งให้ผู้เล่น Kingdom Hearts Union χ ทั้งเซอร์เวอร์ญี่ปุ่นและอินเตอร์ มีสิทธิทำให้ชื่อของตัวเองไปโผล่ในเกม Kingdom Hearts III



กติกา

1. ระบบจะคัดเลือกผู้เล่นจากเซอร์เวอร์ญี่ปุ่น 300 คน และเซอร์เวอร์อินเตอร์ 300 คน รวม 600 คน ไปโผล่ในเกม KH III

2. ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม ต้องเอาเลข ID ในเกม KH Union χ ของตนเองไปลงทะเบียนในเว็บไซต์
[ฝั่งญี่ปุ่น] - https://form3.square-enix.com/a.p/352/
[ฝั่งอินเตอร์] - https://form3.square-enix.com/a.p/843/

3. ฝั่งญี่ปุ่น หมดเวลาวันที่ 30 เมษายน 2018 ตอน 4 ทุ่ม ส่วนฝั่งอินเตอร์หมดเวลา 18.00 น. ของวันที่ 1 พฤษภาคม 2018

4. ทั้ง 2 เซอร์เวอร์ จะแบ่งการคัดเลือกผู้โชคดีออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 100 คน แต่ละกลุ่มคือผู้โชคดีจากกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งดังต่อไปนี้

**เข้าใจว่ายิ่งได้แต้มเยอะ ยิ่งมีโอกาสเยอะ แต่ไม่ได้คัดเอาเฉพาะคนที่ได้คะแนนสูงสุดเสมอไป คนมีแต้มน้อยก็มีสิทธิได้ เพียงแต่โอกาสสุ่มได้ก็จะน้อยกว่าคนที่แต้มเยอะ

กิจกรรม A เลือกผู้โชคดีจากจำนวนครั้งที่เคย Login เข้าเกมมา (เซอร์เวอร์ละ 100 คน)

เซอร์เวอร์ญี่ปุ่น
ล็อคอินตั้งแต่ 800 วันขึ้นไป ได้ 3 แต้ม
ล็อคอินตั้งแต่ 600-799 วัน ได้ 2 แต้ม
ล็อคอินตั้งแต่ 500-599 วัน ได้ 1 แต้ม

เซอร์เวอร์อินเตอร์
ล็อคอินตั้งแต่ 600 วันขึ้นไป ได้ 3 แต้ม
ล็อคอินตั้งแต่ 400-599 วัน ได้ 2 แต้ม
ล็อคอินตั้งแต่ 300-399 วัน ได้ 1 แต้ม

กิจกรรม B เลือกผู้โชคดีจากอันดับในการแข่ง High Score Challenge ครั้งใหม่ (เซอร์เวอร์ละ 100 คน)
อันดับ 1-10 ได้ 3 แต้ม
อันดับ 11-100 ได้ 2 แต้ม
อันดับ 101-500 ได้ 1 แต้ม

กิจกรรม C เซอร์เวอร์ญี่ปุ่นเลือกผู้โชคดีจากการเปิดกาชาตู้พิเศษได้เมดัล Toon Moogle
ส่วนเซอร์เวอร์อินเตอร์เลือกผู้โชคดีจากการล็อคอินตามวันที่ ที่กำหนดไว้ แล้วจะได้เมดัล Toon Moogle
เปิดได้ 3 ตัว ได้ 3 แต้ม
เปิดได้ 2 ตัว ได้ 2 แต้ม
เปิดได้ 1 ตัว ได้ 1 แต้ม


ทั้งนี้คนที่เปิดได้เมดัล Toon Moogle จะได้รับเพชรในเกม 1,000 ต่อ 1 เมดัล หลังจบกิจกรรม แต่ถ้าเปิดได้มากกว่า 3 เมดัล จะได้เพชรแค่ 3,000 เท่านั้น

5. ชื่อที่จะไปโผล่ใน KH III ต้องยาวไม่เกิน 8 ตัวอักษร และต้องไม่ใช่ชื่อที่ทีมงานเห็นว่าไม่เหมาะสม

6. จะไม่มีการประกาศผลว่าใครได้และใครไม่ได้... คนที่ได้ ชื่อจะไปโผล่ในเกม KH III และจะรู้ตัวตอนที่เกมออกนั่นเลย

คำแนะนำส่วนตัวคือ ถ้ายังไม่เข้าใจกติกา ก็เอา ID เข้าไปกรอกลงฟอร์มไว้ก่อนแหละครับ

และผมค่อนข้างเชื่อว่า ทีมงานคงไม่ได้เอาชื่อตัวละครของเราไปโผล่ใน KH III เพียงแค่ฉากเครดิตหรอก แต่น่าจะทำให้มันเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องด้วย หรืออาจจะทำให้ตัวอวตารเราปรากฏในเกมด้วย สมมติฐานส่วนตัวของที่คิดว่าเป็นไปได้คือ

- ใช้อวตารและชื่อเรา ในส่วนหนึ่งของภาพย้อนอดีตถึงคนที่เคยใช้ชีวิตใน Daybreak Town
- ใช้เฉพาะชื่ออวตารเรา ปรากฏอยู่บนหลุมศพมากมายของคนที่ตายไปในอดีต
- ใช้อวตารและชื่อเรา ไปโผล่ในสงครามคีย์เบลดครั้งใหม่ที่เซอานอร์ทอาจจะก่อขึ้นได้สำเร็จในตอนท้าย KH III อาจจะโผล่มาเป็นคนตีกัน หรือโผล่มาช่วยโซระก็ได้

https://api-s.sp.kingdomhearts.jp/information/detail/39387
https://www.khinsider.com/news/Make-Your-Mark-in-Kingdom-Hearts-3-11763
http://kh13.com/news/make-your-mark-event-coming-to-union-%CF%87cross-chance-for-your-name-to-be-included-in-kingdom-hearts-iii

----------------------------------------------

- โชว์คลิปเบื้องหลังการสร้างดาว Toy Story Land และประกาศว่าจะมีกิจกรรม collaboration กับ Kingdom Hearts Union χ เฉพาะเซอร์เวอร์อินเตอร์เท่านั้น

- เผยระบบ PvP Coliseum ของเกมที่กำลังจะแพทซ์เข้ามาใหม่เร็ว ๆ นี้ ในโหมดนี้เป็นการสู้กับ Data ของผู้เล่นอื่น (ไม่ใช่การสู้กันแบบ real-time)

  • เกมจะสุ่มคนที่เราจะสู้ด้วยมาให้เราเลือกครั้งละ 3 คน มีทั้งคนที่เก่งกว่า คนที่อ่อนแอกว่า และคนที่เท่าเทียมกัน
  • พอเราเลือกคนที่จะสู้ได้แล้ว เราต้องสู้กับผู้เล่นคนดังกล่าว 3 ยก ยกละ 3 เทิร์น ใครชนะ 2 ยกก่อนก็ชนะไป
  • ในการต่อสู้ต้องเซ็ตคีย์เบลดไปใช้ล่วงหน้า 3 เล่ม ในการต่อสู้นี้จะมี HP ไม่จำกัด และวัดกันว่าฝ่ายใดจะทำดาเมจได้มากกว่ากันก็เป็นฝ่ายชนะ
  • ฉากในการต่อสู้เป็นที่ดาวโอลิมปัส เวลาที่สู้ชนะ อีกฝ่ายจะทรุดลงไป แล้วสลายไปในรูปแบบ Data แบบที่เราเห็นมาแล้วกับ Data Xaldin และ Data Vexen
  • ส่วนเรา พอชนะแล้วก็จะได้ไต่ขึ้นแรงค์ที่สูงขึ้น และได้วัตถุดิบสำหรับการอีโวฯ เมดัลเป็น 7 ดาว

- เมดัลทั้งหมดกำลังจะอัพเป็นแบบ 7 ดาวได้ในแพทซ์ใหม่ โดยต้องใช้วัตดุดิบในการอีโวฯ แบบใหม่ หาได้จากการเล่น PvP และโคลอสเซียม

- ตัวเกม Union χ จะอัพเดทมินิเกม Classic Kingdom แบบที่เห็นจากเทรลเลอร์ KH III ให้เล่นกันด้วย แต่ยังไม่ได้กำหนดวัน คุณโนมุระบอกเพียงว่าก่อน KH III ออกแหละ

- คุณโนมุระบอกว่าพวกตัวละครใน KH Union χ อาจจะเก็บเมดัลไว้ในกระเป๋าชุด เวลาจะติดตั้งเมดัลลงคีย์เบลด คีย์เบลดก็จะเปิดออก แล้วก็ใส่เมดัลลงไปในช่อง

- ตัวเกม Union χ จะเพิ่มดาวใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในซีรีส์ และตัวละครจากดาวนั้นจะไปโผล่เป็น Summon ใน KH III ดังนั้นถ้าดูเทรลเลอร์ KH III ในอนาคตให้ดี ก็จะเดาได้ว่าดาวจากเรื่องไหนกำลังจะเข้ามาใน Union χ

- ใน KH III นั้นจะมีเนื้อเรื่องที่ทำให้รู้สึกได้ว่าพวกหัวหน้ายูเนียนชุดใหม่อย่างสคูลด์และเอเฟเมร่า มีตัวตนและส่งอิทธิพลอยู่  ผู้เล่นจะรู้สึกถึงตัวตนของพวกเขาได้มากกว่าพวกโหรที่เป็นหัวหน้ายูเนียนรุ่นแรก  คุณโนมุระได้กำหนดชะตากรรมของพวกหัวหน้ายูเนียนชุดใหม่ไว้แล้ว ชื่อของพวกนั้นทุกคน กระทั่งการสะกดคำ ต่างก็มีความนัยแฝง รวมถึงชื่อของสเตรลิตเซียด้วย


Sunday, April 8, 2018

8 อัจฉริยะเปลี่ยนโลกใน Final Fantasy


ซีรีส์ Final Fantasy นั้นมีที่เป็นมนุษย์อัจฉริยะอยู่มากมาย ในแต่ละภาคจะต้องมีอัจฉริยะอย่างน้อย 1 คน เป็นผู้สร้างเรือเหาะหรือคิดค้นนวัตกรรมเหนือล้ำให้กับภาคนั้น ๆ

ในภาคแรก ๆ คนที่รับบทอัจฉริยะก็มักจะเป็นซิด แต่ในภาคหลัง ๆ จะมีพวกอัจฉริยะชื่อไม่ซ้ำโผล่หน้ากันมามากขึ้น แต่ละคนก็จะมีด้านที่อัฉริยะแตกต่างกันไปคนละแบบ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ศาสตร์การออกแบบยานเหาะลอยฟ้าเพียงอย่างเดียว

วันก่อนผมมานั่งคิด ๆ ดูแล้ว ซิดนีก็เก่งนะที่ดัดแปลงรถเรกาเลีย ให้กลายเป็นรถเหาะมรณะให้พวกเรานั่งกันได้ (ผม Game Over 5 ครั้งแรกก็เพราะรถเหาะของยัยนี่) แต่พอลองเทียบรถเหาะของเธอ กับสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมที่น่าทึ่งของพวกอัจฉริยะคนอื่น ๆ ในซีรีส์แล้ว ก็รู้สึกว่าคนที่เก่งกว่าซิดนีมีอีกมากมายเหลือเกิน

ในที่นี้ เลยจะขอนำเสนอชื่อและความยิ่งใหญ่ของ 8 อัฉริยะเปลี่ยนโลกใน Final Fantasy ซึ่งล้วนเป็นพวกที่นำเสนอวิทยาการแปลกใหม่ "นอกเหนือไปจากการสร้างเรือเหาะ" ให้พวกเราได้เห็นกันครับ


1. ดร.โอไดน์
สังกัด Final Fantasy VIII

สุดยอดนักวิทยาศาสตร์แห่งเมืองเอสธาร์ ผู้สปีกด้วยสำเนียงเยอรมัน เจ้าตัวเปี่ยมไปด้วยความสนใจในวิทยาศาสตร์และการทดลองเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ โดยไม่คำนึงถึงผิดชอบชั่วดี โอไดน์นำเสนอความรู้ที่เป็นประโยชน์ให้กับทั้งฝั่งสคอลล์และฝั่งแม่มด

ประวัติความยิ่งใหญ่

- เป็นนักวิจัยมอนสเตอร์จนค้นพบ Guardia Force
- วิจัยแม่มดและพลังเวทย์
- สร้างวิธีทำให้คนธรรมดาใช้เวทมนต์ได้ด้วยศาสตร์การ Draw
- สร้างเทคโนโลยีการ Junction
- สร้างระบบอำพรางเมืองเอสธาร์
- สร้างกำไลกักพลังแม่มด
- สร้างเครื่องจองจำแม่มดอาเดล
- สร้าง Junction Machine Ellone จากการศึกษาคลื่นสมองของเอลโลเน่ เป็นเครื่องเคลื่อนย้ายจิตข้ามกาลเวลาที่อัลติมิเซียใช้ควบคุมแม่มดในยุคของสคอลล์


2. ซิดนี
สังกัด Final Fantasy XV

ช่างซ่อมรถสาวผู้เป็นลูกของมิดและเมลบา เธอเห็นพ่อแม่ถูกเดม่อนฆ่าตายต่อหน้าต่อตาตั้งแต่ยังเล็ก หลังจากนั้นปู่ซิดก็เป็นคนเลี้ยงดูเธอจนเติบใหญ่ ซิดบอกว่าซิดนีมีช่วงชีวิตวัยเด็กที่ยากลำบาก แต่การที่เธอโตมาเป็นคนที่ร่าเริงได้นั้น เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเธอเติบโตขึ้นมากแค่ไหน

วีรกรรมของซิดนี คือการดัดแปลงรถเรกาเลียให้

- วิ่งเร็วขึ้น
- ลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง จนแล่นได้โดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิง
- ป้องกันคราบฝุ่น ริ้วรอยต่าง ๆ บนรถ
- ปล่อยแสงไฟที่ขับไล่ปิศาจ
- วิ่งบนทาง off-road
- เหาะขึ้นฟ้าด้ายยยยย...

ซิดนีมีบอกไว้ว่าในอนาคตอยากจะสร้างนวัตกรรมที่ทำให้ผลิตแสงสว่างได้ โดยใช้พลังงานน้อยลงกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จรึเปล่า?


3. ศจ. โฮโจ
สังกัด Final Fantasy VII

Mad Scientist ในตำนานผู้สร้างเซฟิรอธขึ้นมาเองกับมือ รายนี้ก็เป็นพวกไม่สนผิดชอบชั่วดี ทำทุกอย่างเพื่อไขคำตอบของจักรวาล สนองความใคร่รู้ของตัวเอง แถมในเนื้อเรื่อง Dirge of Cerberus เพี้ยนถึงขั้นจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโอเมก้า สูบไลฟ์สตรีมทั้งหมดของโลกแล้วออกเดินทางไปในจักรวาล...

ประวัติความเพี้ยนของโฮโจได้แก่

- ร่วมค้นคว้า Jenova project กับ ศจ.กัสต์ และ ดร.ฮอลันเดอร์
- แตกสาขาออกมาเป็น Project S
- สร้างเซฟิรอธขึ้นมาจากการฉีดเซลล์เจโนว่าให้ตัวอ่อนในครรภ์
- สร้างทฤษฎี Jenova Reunion

- พยายามเอาผู้รอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมมที่นีเบิลไฮม์มาสร้างโคลนของเซฟิรอธ ซึ่งส่วนใหญ่เสียสติ ขณะที่แซ็คไม่เป็นไร แต่คลาวด์พัฒนาขึ้นจนกลายเป็นพระเอกในเวลาต่อมา

- ก่อนตายได้เปิด Fragment Program เป็นโปรแกรมที่อัพโหลดนิสัยและความทรงจำของโฮโจให้กระจายเข้าไปในเน็ตเวิร์คของโลก เมื่อระบบเน็ตเวิร์คกลับมาใช้งานได้ และข้อมูลที่กระจายออกไปได้กลับมาประกอบกันเป็นโฮโจเทียมสิงอยู่บนเน็ตเวิร์ค โฮโจเทียมก็เข้าครอบงำร่างของไวส์ ผู้นำของกลุ่มดีพกราวด์โซลเยอร์ แล้วใช้ร่างของไวส์สั่งลูกน้องดำเนินแผนการสังหารหมู่มนุษย์เพื่อทำให้โอเมก้าถือกำเนิดขึ้นมา โดยเขาจะไปอยู่ในจุดที่โอเมก้าเกิดเพื่อจะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน และจะสูบไลฟ์สตรีมทั้งหมดบนโลกก่อนจะออกเดินทางสู่อวกาศอันเวิ้งว้างต่อไป


4. เวอร์สไตล์
สังกัด Final Fantasy XV

นักวิจัยลี้ลับใน Final Fantasy XV ที่ในเกมหลักแทบไม่มีบท แต่ในคู่มือเกมของ Piggyback ดันเฉลยว่าเป็นพ่อของอีพรอมท์มาตั้งแต่ช่วงที่เกมพึ่งวางจำหน่าย เป็นผู้นำความรู้จากอาร์ดีนมาพัฒนาต่อยอดจนสร้างกองทัพทหารกล & Diamond Weapon ที่ถล่มกรุงอินซอมเนียของน็อคติสเป็นจุลได้

ผลงานชิ้นโบว์แดงของเวอร์สไตล์ได้แก่

- เอาความรู้เรื่อง Magitek Core จากอาร์ดีนมาพัฒนาต่อ จนสร้างกองทัพทหารกล (MT) ที่โค่นกระทั่งศิวะลงได้สำเร็จ
- สร้าง Diamond Weapon เป็นเดม่อนติดเกราะกลยักษ์ขึ้นมาถล่มกรุงอินซอมเนีย
- สร้าง Godslayer หรือ XDA-1002: Immortalis ซึ่งมีพลังน้อยกว่า Diamond Weapon นิดหน่อย
- สร้างวิธีการย้ายจิตและวิญญาณเข้าไปในร่างใหม่ได้ และย้ายจิตตัวเองเข้าไปใน Immortalis

ใน FFXV ยังมีนวัตกรรมที่น่าสนใจอีก 2 อย่างคือ Wallbreaker Wave ซึ่งใช้ดับพลังเวทย์ของลูซิสและพลังของหกเทพ กับ MA-X Angelus ซูเปอร์บอสที่ว่ากันว่าต่อกรกับเทพได้ ในเรื่องบอกว่าสร้างโดยนักวิทยาศาสตร์ของจักรวรรดิ แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นฝีมือใคร คาดว่าอาร์ดีนกับเวอร์สไตล์คงมีส่วนเกี่ยวข้อง


5. โฮป
สังกัด Final Fantasy XIII-2

ในภาค Final Fantasy XIII มันก็ยังเป็นแค่เด็กบ้าธรรมดา... แต่เหตุไฉนในภาค XIII-2 อีโฮปถึงจีเนียสขึ้นจนกลายเป็นตำนานผู้ริเริ่มโครงการ New Cocoon ขึ้นมาได้ซะอย่างงั้น โฮปอาจจะมีผลงานไม่มาก และเอาเวลาไปหลับใน Time Capsule ซะเยอะ แต่แค่โปรเจคท์ New Cocoon อย่างเดียวก็ทำให้เขากลายเป็นตำนานให้มนุษย์รุ่นหลังได้กรี๊ดกันไปหลายเจเนอเรชั่นแล้ว

ผลงานที่โดดเด่นของโฮปได้แก่

- เป็นผู้อำนวยการโปรเจคท์ "เดมิฟัลซิอดัม" ฟัลซิเทียมซึ่งออกแบบโดยอลิสซ่า และสร้างจาก Memory Module ของฟัลซิเอเดน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องเมืองอเคเดเมีย และช่วยรักษาการลอยตัวของดาวโคคูนแม้ในวันที่เสาคริสตัลที่ค้ำโคคูนไว้บนฟ้าจะถล่มลงมา แต่กลายเป็นว่าฟัลซิเทียมตัวนี้ทรยศมนุษย์เสียเอง

- เสนอโปรเจคท์สร้างโคคูนใหม่ขึ้นในชื่อดาว "บูนิเวลเซ่" เป็นการสร้างเปลือกดาวขนาดยักษ์ขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเปลือกด้านในแทนดาวโคคูนเดิมที่จะตกสู่พื้น ใช้มนุษย์ช่วยกันสร้างกว่าล้านชีวิต อาศัยเวลาก่อสร้างประมาณ 490 ปี ว่ากันว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจและจุดสูงสุดของมนุษยชาติ ที่ทำให้มนุษย์หลายยุคหลายสมัย ร่วมกันทำอะไรสักอย่างที่อาจยังไม่เกิดผลในช่วงชีวิตของตนเอง แต่จะทำให้ลูกหลานในอนาคตได้มีชีวิตรอดต่อไป (แม้สุดท้ายจะโดนเคออสถล่มจนอยู่กันไม่ได้ก็ตาม)

- สร้าง Time Capsule ขึ้น เป็นอุปกรณ์ให้มนุษย์เข้าไปจำศีล และรอคอยการตื่นขึ้นในอนาคตอีกหลายร้อยปีข้างหน้าได้โดยที่ร่างกายไม่แก่ขึ้น


6. ดร.ซิด
สังกัด Final Fantasy XII

เมื่อซิดได้รู้ถึงการมีอยู่ของเหล่าโอควิเลียที่ครอบงำประวัติศาสตร์มนุษย์อยู่เบื้องหลัง และรู้ว่าพวกโอควิเลียมีขุมพลังสำคัญคือรังไหมสุริยะ และศิลาอาถรรพ์ต่าง ๆ ที่ตัดแบ่งออกมาจากรังไหมสุริยะ ซิดจึงเริ่มทำการทดลอง เพื่อจะสร้างศิลาอาถรรพ์เลียนแบบ และหาทางประดิษฐ์สิ่งที่ทรงพลังยิ่งกว่าขุมพลังของโอควิเลีย

ผลงานของ ดร.ซิด มีไม่มาก แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของความฉิบหายใน Final Fantasy XII

- ค้นพบ ศึกษา และสร้างศิลาอาถรรพ์เทียม (Manufacted Nethicite) ตามคำชี้แนะของเวนาท (ภาคญี่ปุ่นเรียกเวนเนส) ซึ่งศิลาพวกนี้ดูดกลืนมิสท์และพลังเวทย์ไปกักตุนเอาไว้ ทำให้การโจมตีด้วยเวทมนต์ไร้ผล ทำให้เครื่องจักรที่ใช้มิสท์หยุดการทำงาน แต่สามารถนำพลังที่กักตุนไว้ออกมาใช้ประโยชน์ภายหลังได้

- ออกแบบปราการลอยฟ้าบาฮามุท ยานเหาะยักษ์ที่อันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์อิวาลิซ ซึ่งต้องขับเคลื่อนด้วยพลังงานมิสท์มหาศาล ซิดจึงต้องไปที่รังไหมสุริยะแล้วปลดปล่อยมิสท์ทั้งหมดออกมา


7. ชินระ
สังกัด Final Fantasy X-2

เด็กน้อยอัจฉริยะชาวอัลเบด เจ้าของประโยค "I'm just a kid!" รับบทเป็นคนสร้างสารพัดนวัตกรรมต่าง ๆ ที่พึ่งมาโผล่ใน FFX-2 และในหนังสือ Ultimania ของภาคนี้ คุณคาสึชิเงะ โนจิมะ คนเขียนสคริปต์ก็ระบุว่าอยากให้คิดว่าชินระยังไม่สามารถพัฒนาระบบแปลงพลังงานจาก Farplane เป็นพลังงาน Mako ได้สำเร็จในยุคของเขา แต่ในอนาคต 1,000 ปีหลังจากนั้น.... ก็มีคนทำได้สำเร็จ และเมื่อการเดินทางไปยังดาวที่แสนห่างไกลเป็นไปได้ บริษัทชินระ ก็ถูกก่อตั้งขึ้นบนดาวดวงอื่น

วีรกรรมที่คุณโทริยามะและสหาย ประสงค์มอบให้เป็นผลงานของชินระได้แก่

- สร้างรีซัลท์เพลท หรือ Garment Grid
- สร้างอุปกรณ์สื่อสาร CommSphere
- สร้าง Sphere ฉายภาพที่ยูน่าใช้จัดคอนเสิร์ต Sen no Kotoba 
- คอยถอดรหัส Sphere ต่าง ๆ ที่พวกยูน่าเก็บมาได้
- วิจัยเรื่องความเป็นมาและความเป็นอยู่ของ Fiend จนกระทั่งตัวเองโดยกลุ่มแมลงแสงมายาของ Omega Weapon ดูดกลืนเข้าไปและถูกครอบงำ จนกลายเป็น Almighty Shinra โคตรอสูรกาย

- วิจัยเรื่องพลังงานธรรมชาติอันมหาศาลที่อยู่ใน Farplane

- ใช้ทุนสนับสนุนจากริน ในการดัดแปลงเวกนากันซึ่งตั้งอยู่ใน Farplane และดูดกลืนพลังงานมหาศาลจาก Farplane เข้าไปมาก เผื่อจะนำพลังธรรมชาตินั้นมาใช้เป็นแหล่งพลังงานใหม่ให้ชาวสปิร่าได้ ซึ่งเจ้าตัวคิดว่าคงใช้เวลาหลายชั่วอายุคนกว่าจะสำเร็จ


8. ซิดแห่งลูเฟน
สังกัด Final Fantasy I และ Dissidia -Final Fantasy-

สูงสุดยอดกลับคืนสู่สามัญ เดิมทีแล้วใน Final Fantasy I มันก็ยังไม่มีซิดหรอก แต่ในสารพัดเวอร์ชั่นรีเมคที่สร้างขึ้นมาภายหลัง ก็มีการเติม Retcon ลงไปว่าผู้ที่สร้างเรือเหาะให้นักรบแห่งแสงใช้ในภายหลัง ก็คือซิดนั่นเอง

นอกจากนี้ใน Dissidia ยังมีการเทกาวเติมลงไปในเนื้อเรื่อง Final Fantasy I เพื่อบอกว่าทั้งเคออส และนักรบแห่งแสงนั้น ต่างก็เป็นผลงานที่ซิดสร้างขึ้นมาด้วยมือของตนเอง

วีรกรรมความกาวระดับตำนานของซิดที่ถูกกาวขึ้นมาภายหลัง สรุปแบบกาว ๆ ได้ดังนี้

- ประดิษฐ์หินลอยฟ้าและเรือเหาะ รวมถึงเรือเหาะลำที่พี่แสงมาใช้ในภายหลัง
- ศึกษาเรื่องพลังแห่งสันติสุขและความแตกแยก
- ทำพิธีถ่ายความทรงจำของคนสิบกว่าคนลงไปในร่างจำแลง เกิดเป็น Perfect Manikin ตัวแรกในชื่อเคออส

- สร้าง Perfect Manikin นิรนามจากความทรงจำของตัวเองขึ้นมา ภายหลังชาวบ้านอย่างเรา ๆ เรียก Perfect Manikin ตัวนั้นว่า พี่แสง

- ในเกมไม่เคยเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของซิด แต่ซิดก็ย่อมมีหน้าตาเหมือนพี่แสง ที่เป็นร่างจำแลงของตนเอง


นอกจาก 8 คนที่กล่าวมาแล้ว ใน Final Fantasy ยังมีอัจฉริยะอีกมากมาย โดยเฉพาะสารพัดซิดที่ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการสร้างเรือเหาะ เช่น

ซิด FFIII (Cid Haze)
- ดัดแปลงเรือเดินสมุทรจนกลายเป็นเรือเหาะ

ซิด FFIV (Cid Pollendina)
- ออกแบบเรือเหาะให้กองทัพ Red Wings ของอาณาจักรบารอน

ซิด FFV (Cid Previa)
- ร่วมมือกับมิด สร้างเครื่องขยายพลังงานจากคริสตัล
- ร่วมมือกับมิด สร้างเรือเหาะที่ใช้พลังงานจากคริสตัลไฟ และต่อมาพัฒนาจนเหาะได้โดยไม่ต้องใช้คริสตัลหรือลม

ซิด FFVI (Cid Del Norte Marquez)
- ศึกษาเรื่อง Esper
- คิดค้นวิทยาการมาโด (Magitek) ให้จักรวรรดิ จนพัฒนามาเป็นมาโดวอาเมอร์ มาโดวชิ รวมถึงเคฟก้า
- วิทยาการมาโดถูกนำมาใช้ซ้ำเรื่อย ๆ ในหลายภาคต่อมา แต่ในภาคอื่น ๆ ก็จะเป็นการตั้งทฤษฎีใหม่ นำเสนอโดยตัวละครใหม่ เพียงแต่ใช้คอนเซปต์ของพลังงานจากเวทมนต์คล้ายคลึงกัน

ซิด FFVII (Cid Highwind)
- ออกแบบและร่วมสร้างเครื่องบิน Tiny Bronco และดัดแปลงให้มันแล่นบนน้ำตื้นได้ในภายหลัง
- ออกแบบและร่วมสร้างเรือเหาะ Highwind
- พบเครื่องยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยวิทยาการโบราณ และเอามาดัดแปลงต่อเป็นเรือเหาะลำใหม่ในชื่อ Shera

ซิด FFIX (Cid Fabool IX)
- ออกแบบเรือเหาะหลายลำในเรื่องด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงซีรีส์ Hilda Garde ที่เปลี่ยนมาใช้พลังงานไอน้ำแทนพลังงานจากมิสท์

นอกจากนี้ อัจฉริยะที่เด่น ๆ อีกก็เช่น ดร.ลูเก้ (FFIV), ออลุส (FFXIV), ดร.ลาซารอฟ (FFBE) ฯลฯ ซึ่งบางคนผมก็ขี้เกียจเขียน บางคนผมก็ไม่ได้เข้าไปคลุกคลีทำความรู้จักด้วย

แล้วสำหรับพวกคุณล่ะ??? มาเล่าสู่กันฟังบ้างสิว่า สุดยอดอัจฉริยะผู้นำนวัตกรรมเหนือล้ำในดวงใจของคุณ ในโลกของ Final Fantasy คือใครกันเอ่ย???

Saturday, April 7, 2018

FFXV เผย Road Map ของ 4 DLC ที่จะวางจำหน่าย 2019


Square Enix เปิดเผย Road Map การอัพเดท Final Fantasy XV ชุดใหม่ในงาน PAX East 2018 (เดิมทีเคยบอกว่าจะประกาศตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และก็เลื่อนมาเรื่อย ๆ) โดยมีการเปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นของ DLC 4 Episode ซึ่งจะวางจำหน่ายทั้งหมดในปี 2019 ด้วยคอนเซปต์ว่า "อนาคตที่ทุกคนรอคอย" และธีม "การปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่อีกแบบหนึ่ง" ซึ่งฮีโร่ทุกคนจะต้องต่อสู้กับโชคชะตาเพื่อให้ได้มาซึ่งอนาคตในอุดมคติที่ทุกคนฝันถึง

รายละเอียดเบื้องต้นของ 4 Episode ได้แก่


Episode I: Ardyn “The Conflict of the Sage”
(ชื่อชั่วคราว) (วางจำหน่ายฤดูหนาว 2019)
เรื่องราวความลำบากของอาร์ดีน ผู้เล่นจะได้เห็นสาเหตุที่เขาขุ่นเคืองต่อราชวงศ์ลูซิสมากว่า 2,000 ปี และความบาดหมางของเขาต่อเหล่าเทพ


Episode Side Story: Aranea “The Beginning of the End”
(ชื่อชั่วคราว) (วางจำหน่ายฤดูใบไม้ผลิ 2019)
เรื่องราว Side-Story เกี่ยวกับโรคแห่งดวงดาวจากฝั่งของนิไฮม์ วันสุดท้ายที่จักรวรรดิล่มสลายลง กลายเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวีตของอราเนีย


Episode II: Lunafreya “The Choice of Freedom”
(ชื่อชั่วคราว) (วางจำหน่ายฤดูใบไม้ผลิ 2019)
เรื่องราวเกี่ยวกับชะตากรรมของลูน่า ซึ่งแม้แต่ความตายก็ไม่อาจปลดปล่อยเธอให้เป็นอิสระได้ การต่อสู้เพื่อช่วยเหลือคนที่เธอรัก ได้พลิกชะตากรรมให้แก่กษัตริย์แห่งลูซิส


Episode III: Noctis “The Final Strike” 
(ชื่อชั่วคราว) (วางจำหน่ายฤดูใบไม้ผลิ 2019)
น็อคติสแยกทางกับเหล่าเทพ เปิดฉากการต่อสู้ครั้งสุดท้ายเพื่ออนาคตในอุดมคติของทุก ๆ คน

(ถ้าเป็นตามกำหนดการฤดูหนาว-ฤดูใบไม้ผลิ 2019 แบบนี้ แปลว่าทั้ง 4 DLC จะออกภายในครึ่งปีแรกของปี 2019)



นอกจากนี้ในส่วนของโหมด Multiplayer ในชื่อ Comrades จะมีการวางขาย Standalone Ver. ภายในฤดูร้อน 2018 พร้อมกับมี Update #1 และหลังจากนี้ในฤดูหนาว 2018 ก็จะตามมาด้วย Update #2 โดยในอัพเดทจะเพิ่มทั้งเหรดบอสอย่างเต่า Adamantoise และบอสอย่างกิลก้าแมช โอเมก้า หรือกระทั่งประธานโยสึเกะ มัตสึดะ ฯลฯ

ทั้งนี้ตัวเกมจะมีการ Collaboration ร่วมกับเกม Shadow of the Tomb Raider แต่ยังไม่มีการประกาศรายละเอียดแต่อย่างใด



Monday, April 2, 2018

แปลเนื้อเรื่อง Dissidia -Final Fantasy- NT


World B [โลก Dissidia]

ความเดิมจากตอนที่แล้ว เมื่อซิดสามารถกลับมายัง World B ได้สำเร็จ คอสมอสก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมา ซิดได้ชวนให้คอสมอสเก็บกระเป๋าโกยหนีไปโลกภพอื่นด้วยกัน แต่คอสมอสปฏิเสธ และเลือกที่จะอยู่เฝ้าดูความล่มสลายและการกลับคืนสู่ช่องแยกมิติของโลกใบนี้ ซิดจึงบอก "บรั้ยยย" แล้วออกเดินทางไปยังโลกภพอื่นตามลำพัง

เวลาต่อมา....

Dissidia -Final Fantasy- NT

โลกเบื้องหน้าคุณนี้ตั้งอยู่ระหว่างมิติที่เหลือคณนานับ
ที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยผจญภัยพิบัติจากความขัดแย้งของทวยเทพ
แต่แล้วเหล่าผู้กอบกู้จากภพโพ้นก็สามารถยุติหายนะแห่งห้วงนิรันดร์ลงได้
เมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง โลกนี้ก็ควรจะเลือนหายไป
แต่ทว่า...

พลังลี้ลับได้บังเกิดแก่โลกใบนี้ และมอบจุดหมายให้กับสิ่งที่ยังคงเหลืออยู่ อีกครั้ง
ดังนั้น มันจึงเปล่งประกาย
อรุณแห่งยุคสมัยใหม่ ยุคซึ่งศึกสงครามดุเดือดที่สุด

------------------------


น็อคติสที่นอนฟังเพลงอยู่ในรถเรกาเลีย ตกลงมายังโลกของ Dissidia อย่างกะทันหัน เมื่อมองไปรอบ ๆ ก็เจอแต่ที่รกร้าง แกก็ได้แต่งุนงง หันซ้ายหันขวา

น็อคติส : อิกนิส...?

น็อคติสหันไปหันมา แล้วก็ได้แต่งง

น็อคติส : ฝีมือกลาดิโอแหงม

น็อคติสทำท่าหาโทรศัพท์ในกระเป๋าชุด แต่หาไม่เจอ

น็อคติส : ฮะ-เฮ่ย? อยู่ไหนนะ?

ทันใดนั้นร่างจำแลงของไลท์นิ่งก็เดินมาทางด้านหลังของน็อค น็อคซึ่งได้ยินเสียงฝีเท้าก็หันกลับไปมองแล้วถาม "คณะต้อนรับเหรอ?"

ร่างจำแลงของไลท์นิ่งชักดาบขึ้นมาจะโจมตีใส่น็อคติส น็อคติสเองก็เรียกเอนจิ้นเบลดของตัวเองขึ้นมาเตรียมรับมือเช่นกัน แต่แล้วไลท์นิ่งตัวจริงก็โผล่มาจ้วงร่างจำแลง ดาบเดียวร่วง

ไลท์นิ่ง : โอเคมั้ย?

น็อคติสยังตั้งท่าระแวดระวังตัวอยู่ ไลท์นิ่งเลยบอกว่าเดี๋ยวก่อน

น็อคติส : ตัวจริงเหรอ?
ไลท์นิ่ง : แล้วเห็นเป็นยังไงล่ะ? คงแยกออกง่าย ๆ อยู่แล้วสินะ
น็อคติส : กูฝันอยู่แน่ ๆ... (ยกมือขวาขึ้นมาปิดหน้า)
ไลท์นิ่ง : โทษนะ แต่นายตื่นเต็มที่ดีเลยเแหละ

ไลท์นิ่ง : พวกหน้าใหม่ใช่มั้ย?
น็อคติส : หมายความว่า... เธอเป็นคนแถวนี้เหรอ?

ไลท์นิ่งส่ายหัว แต่บอกว่ายังมีคนอื่น ๆ เหมือนพวกเรา อยู่ที่นี่ด้วยเหมือนกัน

ขณะที่น็อคติสกำลังงง พี่แสง (Warrior of Light) ก็หวดร่างจำแลงของตัวเองปลิวมากองแทบเท้าทั้งสอง ไลท์นิ่งเลยหันไปมอง

ไลท์นิ่ง : หมอนั่นเป็นต้น

พี่แสง : เธอเองรึ ไลท์นิ่ง? และชายคนนี้...?
น็อคติส : ว่างาย
พี่แสง : สหายใหม่งั้นรึ? ยินดีตอนรับสู่สงคราม
น็อคติส : สหาย? เดี๋ยวก่อนนะ!!
ไลท์นิ่ง : ฉันคิดว่าจบไปแล้วซะอีก
พี่แสง : เราต่างถูกเรียกตัวมาเพื่อรับใช้จุดหมายใหม่
ไลท์นิ่ง : โดยคอสมอส?
พี่แสง : ไม่ แต่เป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของเธอ
น็อคติส : เดี๋ยว แล้วรับใช้จุดหมายอะไร?
พี่แสง : ฉันจะอธิบายระหว่างทาง
ไลท์นิ่ง : นายก็ตามมาด้วย
น็อคติส : เอาจริงดิ!?

พี่แสงพยักหน้า แล้วมองไปยังวิหารสีขาวที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกล

พี่แสง : เราต้องไปเข้าเฝ้ารับฟังเธอ

------------------------

ป้าแชนท็อทโตะเดินอยู่บนซากโบราณสถาน ระหว่างเส้นทางมุ่งหน้าไปยังวิหารของมาเทเรีย แต่แล้วป้าก็เจอเคฟก้ากระโดดดึ๋งผ่านหน้าไป

เคฟก้า : เค-ฟุ-ก๊ะ
เคฟก้า : คะ-ฟุ-เก๊ะ

เคฟก้า : มาเริ่มกันเลย~ มาเริ่มกันเล๊ยยยย~~

*ถ้าเป็นเวอร์ชั่นอังกฤษเคฟก้าจะพูดว่า Death and Doom และบอกว่ามาเลงเลือดให้ท่วมสมรภูมิแห่งนี้กัน~! ขอแค่ไม่เลอะก้นฉันก็พอ!
**ซึ่งกลายเป็นว่าพูดมากกว่าเวอร์ชั่นญี่ปุ่นซะอีก ไม่รู้ว่าแปลยังไงให้เยอะกว่าต้นฉบับได้ lol

เคฟก้ายังเดิน ๆ โดดดึ๋งแบบคนบ้าต่อไป โดยมีเมฆาอันธการกับเซฟิรอธเดินตามมา

เมฆาฯ : ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ (นินทาเคฟก้าให้เซฟิรอธฟัง)
เซฟิรอธ : ในความโกลาหลแบบนี้ คนแบบมันเนี่ยแหละที่จะสุขสำราญ

ป้าแชนที่ยืนมองอยู่ข้าง ๆ แต่ไม่มีคนสนใจ เลยพูดบ้าง

แชนท็อท : หากเป็นอนารยชนอย่างเขาที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการต่อสู้ ฉันย่อมรู้ว่าต้องวางแผนที่รัดกุมที่สุดเพื่อจับให้อยู่

แชนท็อทมองไปยังวิหารที่มาเทเรียพำนักอยู่ แล้วก็ตัดพ้อที่ต้องลำบากเดินไปหามาเทเรีย แทนที่มาเทเรียจะมาหาทุกคนเอง

แชนท็อท : อย่างน้อยก็โยนกระดูกลงมา แล้วก้าวขาลงจากบัลลงค์ตัวเองสิ

------------------------

ฟรีโอนีลที่พึ่งมาถึงโลก Dissidia จำทิวทัศน์ของโลกได้

ฟรีโอนีล : ที่นี่อีกแล้ว

เซซิลเดินมาจากทางด้านหลังแล้วเอ่ยคำทักทาย

เซซิล : ไม่เจอกันนานเลยนะ พรรคพวก
ฟรีโอนีล : เช่นกัน

ทั้งสองจับมือกัน จังหวะเดียวกับที่ซีดานก็กระโดดลงมาทักทายพอดี

ซีดาน : เดาว่าพวกนายกำลังจะไปทางโน้นกันช่ะ ฉันว่าจะไปด้วย

ด้วยเหตุนี้ซีดาน เซซิล ฟรีโอนีลจึงเดินทางไปยังวิหารด้วยกัน แต่ระหว่างทางนั้น ไม่ไกลออกไปก็มียาชโทล่าที่เดินตามหลังสคอลล์อยู่

ยาชโทล่า : ทำไมถึงเดินแยกออกมาทางนี้ล่ะ?

ยาชโทล่าที่เดินตามหลังสคอลล์มาอยู่ แอบสงสัยว่าทำไมสคอลล์ถึงเดินแยกไปคนละทางกับเส้นทางไปวิหาร ส่วนสคอลล์ก็เดินคิดในใจคนเดียวตามประสาเขา

สคอลล์ : (โดนลากมาที่นี่อีกแล้วเหรอ? ให้ตายเถอะ)
สคอลล์ : (แล้วยัยคนที่เดินตามมานี่มันอะไรเนี่ย? ฉันต้องคุยเหรอ?)
สคอลล์ : (ดี ต้องการอะไรก็จะได้รู้กัน)

สคอลล์หันกลับหลังไป ก็ตกใจที่ยาชโทล่ายืนอยู่ใกล้เขามากแทบจะติดกัน สคอลล์ผงะถอยหลัง ส่วนยาชโทล่าชี้ไปอีกทางหนึ่งซึ่งเป็นเส้นทางไปยังวิหาร และเห็นพวกฟรีโอนีล ซีดาน เซซิล กำลังเดินตามทางนั้นอยู่

ยาชโทล่า : เอาแต่เถลไถลออกนอกเส้นทางนะ

------------------------

เมื่อฝ่ายตัวเอกแทบทุกคน (ยกเว้นบัทซ์ และพวกที่มาจากภาคเสริม) มาถึงวิหารของมาเทเรีย และได้เข้าเฝ้ามาเทเรียแล้ว

มาเทเรีย : ขอบคุณทุกคนที่ลำบากลำบนเดินทางมาจนถึงที่แห่งนี้ ฉันดีใจที่ทุกคนตอบสนองต่อเสียงเรียกจากฉัน
มาเทเรีย : ฉันคือมาเทเรีย

ทีดัส : มาเทเรีย...?

ระหว่างนั้นทุกคนก็ฮือฮาและงง ๆ

วาน : เอ่อ... ใครอ่ะ? (หันไปถามหัวหอม)
หัวหอม : ไม่รู้เหมือนกัน

มาเทเรีย : เป้าหมายของฉันคือการนำพาโลกนี้ออกจากปากเหวแห่งความว่างเปล่า (การกลับคืนสู่ช่องแยกมิติ) เพื่อขัดขวางการล่มสลายของมัน
มาเทเรีย : ฉันคือร่างสำแดงแห่งความผาสุกของโลกภพนี้ หรือจะเรียกว่าเทพก็ได้

มาเทเรียเอียงคอไปทางซ้ายเล็กน้อย แล้วเอามือขึ้นมาแตกหน้าอกตัวเอง

เซซิล : มาเทเรีย
มาเทเรีย : คะ
เซซิล : เธอพูดถึงการขัดขวางการล่มสลาย แล้วตั้งใจว่าจะทำยังไงล่ะ?
มาเทเรีย : โลกนี้คงอยู่ด้วยการกลืนกินพลังงานชนิดพิเศษ พลังงานที่เกิดจากการต่อสู้

มาเทเรีย : ทั้งที่พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ดิฉันก็ไม่สามารถผลิตมันได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น...
ไลท์นิ่ง : ดังนั้นจู่ ๆ ก็เรียกตัวพวกเรามาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่ถามความสมัครใจสักคำ (เพลงหยุดลงกะทันหัน เพราะเจ๊พร้อมเปิดวอร์แล้ว)

มาเทเรีย : ค่ะ
ไลท์นิ่ง : ก็เลยจะให้พวกเราสู้กันเอง?

มาเทเรีย : ............ค่ะ (ตอบช้าลง แต่ยังหน้านิ่ง)
ฟรีโอนีล : ไม่นะ (กำลังตะลึงที่ต้องสู้กันเอง)
ไลท์นิ่ง : เรื่องเอาแต่ใจตัวเองนี่ไว้ใจพวกเทพได้เลย (ประชด)

พี่แสง : ลืมเรื่องของวิธีการกันไปก่อนได้มั้ย คุณปรารถนาให้พวกเราช่วยธำรงรักษาความผาสุกของโลกใบนี้ ใช่รึเปล่า?

มาเทเรียเอียงคอแล้วเบือนหน้าลงต่ำตอบด้วยความลังเล

มาเทเรีย : อืม... ก้อ... ค่ะ ได้โปรดช่วยโลกของดิฉันด้วย

แล้วจู่ ๆ เสียงของสปิริตัสก็ดังก้องขึ้นมาบริเวณนั้น ทุกคนต่างได้ยิน

สปิริตัส : เพื่อโลกของเธองั้นเหรอ?
ทีดัส : เคออสเหรอ!?
แชนท็อท : มีสองจริงสิคะ? ชักจะยุ่งแล้วสินะ...
สปิริตัส : เรียกข้าว่าสปิริตัส ข้าคือเทพซึ่งเกิดจากเสี้ยวส่วนของมิติ ได้รับร่างมาเพื่อปกครองโลกใบนี้
มาเทเรีย : สปิริตัส...? น่าประหลาดนัก... ดิฉันไม่เห็นรู้จักชื่อนั้นเลย ฉันรู้แค่ว่าฉันคือผู้ดูแลดินแดนแห่งนี้เพียงผู้เดียว

ตัดไปทางฝั่งสปิริตัส ที่พวกฝั่งตัวร้ายมาชุมนุมกันครบแล้ว

สปิริตัส : อยากจะคิดอย่างงั้นก็เชิญ ข้าไม่ใส่ใจ ในไม่ช้า พลังของข้าจะพิสูจน์ว่าเจ้าคิดผิด นี่คือโลกอันโหดร้ายซึ่งจะยอมสยบต่อหัวใจที่เหี้ยมโหดเท่านั้น! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!

มาเทเรีย : ไม่จริงนะ คุณคิดผิดแล้ว!

เสียงหัวเราะของสปิริตัสยังก้องกังวานอยู่อย่างต่อเนื่อง มาเทเรียเริ่มแสดงท่าทีสับสนกังวลบ้าง

ซีดาน : คุณเป็นไรมั้ย?

มาเทเรียหันมาส่งยิ้มตอบให้ซีดานราวกับจะบอกว่าไม่เป็นไร ก่อนจะหันไปอีกทางแล้วแสดงสีหน้ากังวลออกมาอีกครั้ง

ท่ามกลางบรรยากาศงง ๆ นั้นเอง น็อคติสก็ยกมือขึ้นเอ่ยถามเรื่องที่อั้นมานาน

น็อคติส : เอ่อ ไม่อยากแทรกหรอกนะ แต่ขอถามได้มั้ยว่า... เราจะกลับบ้านได้ยังไง?
มาเทเรีย : ห้ามกลับ! (จิกตา สะบัดหน้า)
น็อคติส : เอ่อ!!
มาเทเรีย : ดิฉันขอร้องพวกคุณ... โปรดกำจัดสปิริตัส แค่นั้นแหละค่ะ

มาเทเรียยังงง ๆ กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ เดิมทีแล้วเธอเรียกพวกนักรบฝั่งตัวเอกมาตบตีกันเพื่อสร้างพลังงานให้กับโลก แต่กลับกลายเป็นว่าไลท์นิ่งไม่เชื่อฟังเทพ อีน็อคท์อยากกลับบ้าน พี่แสงออกแนวฮีโร่ช่วยไปทั่ว แล้วจู่ ๆ ก็ดันมีผู้อ้างตัวเป็นเทพเพิ่มมาอีกคน เธอเลยขอให้ทุกคนช่วยเอาสปิริตัสลงไปก่อน ที่เหลือค่อยว่ากัน

------------------------



ทีดัสกับฟรีโอนีล เดินออกจากวิหารของมาเทเรียมาด้วยกัน แล้วก็คุยกันระหว่างทาง

ทีดัส : เห็นเตี่ยของฉันอยู่กับสปิริตัสด้วย ถ้าพ่ออยู่ที่นี่ ฉันไม่สนหรอกว่าแม่สาวน้อยนั่นจะต้องการอะไร ยังไงฉันก็ไม่สู้ (ไม่อยากตีกับเตี่ยแล้ว)

ฟรีโอนีล : ส่วนฉันก็คิดว่าเรื่องมันจบ ๆ กันไปแล้วซะอีก

แชนท็อท : สวัสดีเจ้าค่ะ

*ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Good day, I say. แต่ประโยคต้นฉบับใช้คำว่า ごきげんよう ซึ่งดิคบอกว่าเป็นคำทักทายแบบสุภาพ เป็นภาษาผู้ดีแหละนะ

ทีดัสกับฟรีโอนีลมองหันซ้ายหันขวาแต่ไม่เจอใคร จนกระทั่งลดสายตาลงต่ำ ถึงได้เจอเห็นแชนท็อทที่ยืนเตี้ยอยู่กับพื้น ทั้งสองถึงตกใจ

ทีดัส : หวัดดี! (ตอบห้วนประสาวัยรุ่น)
ฟรีโอนีล : หวัดดี!

*ภาษาญี่ปุ่นทั้งสองคนจะพูดสั้น ๆ ด้วยคำว่า こんちは เหมือนกัน

แชนท็อท : เฮ่อออ เด็กสมัยนี้นี่หยาบคายกันจริงแท้-แต่จะพยายามไม่ถือสาละกัน

แชนท็อท : มัวยืนทื่ออยู่ทำไม?-ก้าวให้ไวตามดิฉันมาสิ

ทีดัส : เอ๋? ไปไหนอ่ะ?

ป้าแชนท็อทชูมือซ้ายขึ้นมาชี้หน้าทีดัส แล้วปั้นสีหน้าจริงจัง

แชนท็อท : ง่าย ๆ เลยนะที่รัก-จักหาทางออกไปจากที่นี่

แชนท็อท : ใช้วิธีการที่ง่ายสุด-รุดไปสู่เป้าหมายย่อมดีกว่า-อย่าไปเสียเวลากับวิธีซับซ้อน-ง่อนแง่นไร้จุดหมาย

*นอกจากทีดัสจะเรียกมาเทเรียเป็นแม่สาวน้อย (girl) และไม่คิดสู้กับเตี่ยแล้ว ป้าก็ไม่เห็นหัวมาเทเรีย กะหาทางกลับบ้านอย่างเดียวด้วยอีกคน

ว่าแล้วป้าแชนท็อทก็เดินนำหน้าทั้งสองไป ฟรีโอนีลกับทีดัสแม้จะยังงงอยู่ แต่ก็รู้ว่าป้าแกน่าเชื่อถือกว่ามาเทเรียแน่นอน

------------------------

สลับมาที่อีกกลุ่ม เจ้าชาวบ้าน-วานซึ่งนั่งเหม่อลอยอยู่บนก้อนหินก้อนใหญ่ตัวคนเดียว วานเห็นคลาวด์เดินผ่านหน้า เลยกระโดดลงจากหินไปทักทาย

วาน : นี่คลาวด์ จะไปตัวคนเดียวเหรอ?

คลาวด์ : มันก็เรื่องส่วนตัวแหละนะ ก็เท่านั้นแหละ

วาน : อืม เก๊ตละ คงไม่รั้งไว้ละกัน (วานโบกมือลาให้)

ข้าง ๆ นั่นหัวหอมกำลังแนะนำตัวทำความรู้จักกับยาชโทล่า

หัวหอม : ยินดีที่ได้รู้จักครับ ยาชโทล่า
ยาชโทล่า : อืม ยินดีที่ได้รู้จัก อัศวินน้อย

หัวหอม : คุณพึ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก คงต้องรู้สึกกังวลอยู่มากแน่ ๆ แต่ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราจะต้องหาทางกลับบ้านได้แน่นอน เคร๊? (พยายามทำตัวเป็นเด็กแก่แดดเหมือนเคย)

วาน : ใช่ แล้วฉันจะไปด้วย เท่านี้ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวล่ะ

หัวหอม : เขาน่าจะเป็นประโยชน์ให้คุณได้
ยาชโทล่า : หึหึ ฉันขอให้คุณช่วยเป็นไกด์นำทางให้หน่อยจะได้มั้ย?
หัวหอม : ด้วยความยินดีเลยครับ

ยาชโทล่าเดินนำไปที่ช่องวาร์ป แล้วยื่นมืออกไปตรวจสอบ จากนั้นภาพในช่องวาร์ปก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เป็นสถานที่ในความทรงจำของแต่ละคน

ยาชโทล่า : ฮืมมมม... เป็นโลกที่ความทรงจำสามารถก่อตัวเป็นรูปร่างได้น่ะเอง... รู้สึกทึ่งซะแล้วสิ

ด้วยความกระหายใคร่รู้ ยาชโทล่าจึงจ้ำเข้าช่องวาร์ปไปคนแรก ปล่อยให้หอมตกใจแล้วบอกว่าเดี๋ยวสิ!! เขาต้องเป็นผู้นำไม่ใช่เหรอ!? แล้วหัวหอมกับวานก็รีบจ้ำตามเข้าไป

------------------------

สลับมาทางด้านพี่แสง เซซิล และน็อคติส ที่เดินออกมาจากวิหารของมาเทเรียด้วยกัน

พี่แสง : เราอาจมีคำถามอยู่มากมาย แต่มีเรื่องหนึ่งที่กระจ่างแจ้ง มาเทเรียต้องการพลังของพวกเราเพื่อที่จะทำเป้าหมายให้สำเร็จ

เซซิล : งั้นตอนนี้ก็ยอมให้เธอไปก่อน

น็อคติส : ตอนนี้? (งงว่าทำไมถึงต้องยอม และทำไมถึงยอมแค่ตอนนี้)

เซซิล : ก็อย่างที่เขาพูดว่า มีเรื่องที่เรายังไม่รู้อีกมาก

พี่แสง : ต้องเดินทัพกันอย่างระมัดระวัง และลงมือทำให้เกิดผล (เข้าโหมดพระเอกซีเรียส เวิ่นเว้อคำคม)

------------------------

อีกทางด้านหนึ่ง ซีดาน สคอลล์ ทีน่า ไลท์นิ่ง ก็เดินออกมาจากวิหารของมาเทเรียด้วยกัน

ซีดาน : มาคิด ๆ ดู มาเทเรียดูไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับพวกเราสักเท่าไหร่ เธอไม่ค่อยรู้เรื่องโลกของตัวเองเลยด้วยซ้ำ

ไลท์นิ่ง : แถมทั้งสองเทพก็ดันไม่รู้จักกันอีก บางทีสปิริตัสอาจจะไม่ใช่ศัตรูของพวกเราด้วยเหมือนกัน

ร้ายนิ่งเข้าขี้โหมดสงสัย ไม่เชื่อเทพไปเรียบร้อย...

ซีดาน : ก็อาจจะไม่ใช่นะ งั้นก็มาดูกันว่าเราจะทำอะไรในที่แห่งนี้กันได้มั่ง

ทีน่า : ฉันช่วยได้นะคะ ฉันสัมผัสถึงอสูรมายาในโลกแห่งนี้ได้ พวกเขาอาจจะเล่าเรื่องเทพให้เราฟังได้

สคอลล์ที่ยืนฟังมาพักหนึ่ง จู่ ๆ ก็หันหลังแล้วเดินแยกออกไปคนเดียว ทีน่าได้ยินเสียงฝีเท้าก็รีบหันไปดูและวิ่งตามไปถามสคอลล์

ทีน่า : สคอลล์เองก็จะไปหาพวกอสูรมายาด้วยใช่มั้ยคะ?

สคอลล์ : ไม่รู้สิ (べつに, whatever)

ทีน่าได้ยินก็เอียงคอแล้วแหงนมองหน้าสคอลล์ชัด ๆ สคอลล์ก็ลดสายตาลงมาจ้องหน้าทีน่าบ้าง

สคอลล์ : เอาเลย ทำหน้า (สงสัย) แบบนั้นไปสิ แล้วก็จะเป็นอยู่แบบนั้นแหละ

ทีน่า : งั้นก็ให้พวกเราไปด้วยสิ จะได้ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นไง!

*ถ้าเป็นเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ทีน่าจะพูดว่า "จ้า... งั้นเรื่องคุ้มครองทุกคน ก็ฝากด้วยนะ" ซึ่งเป็นการมัดมือชกได้หนักกว่าซะอีก

สคอลล์ได้ยินก็ได้แต่ทำหน้าเหวอ.... เหวอที่วันนี้เพื่อนไม่ยอมปล่อยให้ไปเดินคนเดียว แถมยังมามอบหน้าที่คุ้มครองทุกคนให้อีก ซึ่งมันก็ขัดกับนิสัยมนุษย์โลกส่วนตัวสูงอย่างเขา

ขณะที่สคอลล์ยังยืนเหวออยู่ตรงนั้น... ซีดานกับไลท์นิ่งไลท์นิ่งก็เดินแซงหน้าไป แถมซีดานยังหันมาหัวเราะใส่อีก ราวกับจะบอกว่าวันนี้นายไม่รอดแล้ว...

สรุปความคืบหน้าตอนนี้...
- พี่แสงกับเซซิลยอมทำตามมาเทเรียไปก่อน
- อีน็อคท์ตกกระไดพลอยโจนตามไอ้คนข้างบน
- ป้าแชนท็อทไม่สนใจเทพ กำลังหาทางกลับบ้าน
- ทีดัสกับฟรีโอนีลตามป้าข้างบนไป
- คลาวด์ขอแยกไปทำธุระคนเดียว
- ยาชโทล่าออกสำรวจโลก
- หอมกับวานตามยาชโทล่าไป
- ทีน่า ไลท์นิ่ง ซีดาน ออกตามหาอสูรมายาเพื่อแสวงหาความจริง
- สคอลล์โดนมัดมือชกให้เป็นบอดี้การ์ดให้ไอ้ 3 คนข้างบน

------------------------


เหตุเกิดที่พื้นที่ส่วนหนึ่งในโลก Dissidia ซึ่งแปรเปลี่ยนรูปร่างไปตามความทรงจำของผู้คนบนโลกนี้ จนกลายมาเป็นฉากช่องแยกระหว่างมิติจำลองในความทรงจำของบัทซ์และเอกซ์เดธ

บัทซ์ซึ่งกำลังยืนเผชิญหน้าอยู่กับเอกซ์เดธ เขากำดาบไว้ในอุ้งมือด้วยท่าทีระแวดระวัง

เอกซ์เดธ : ฮ่า ฮ่า ฮ่า ในที่สุดมันก็มาอยู่ในกำมือของข้า พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พลังในการควบคุมภพภูมิจักรวาล! พลังแห่งความว่างเปล่า!

บัทซ์ : แกบังอาจ.... ทำอะไรกับทุกคน!!

*ต้นฉบับพูดว่า 皆を.... 貴様!! ซึ่งแค่นั้นก็เข้าใจแล้ว แต่มันแปลเป็นภาษาอื่นยาก ในอังกฤษเลยแปลยาวขึ้นเป็น What did you do to them, you bastard!?

บัทซ์พุ่งเข้าไปกระโดดฟาดดาบใส่เอกซ์เดธ แต่เอกซ์เดธก็รับไว้ได้อย่างสบาย บัทซ์จึงจัมป์ขึ้นไปบนฟ้า แล้วใช้หอกทิ้งดิ่งลงมา ทว่าเอกซ์เดธกลับวาร์ปหลบไปด้านหลังบัทซ์แล้วโจมตีเคาเตอร์ใส่เป็นพายุ บัทซ์ทำได้เพียงหลบหลีกไปมา

ณ จุดที่ไม่ห่างออกไปมากนัก เซฟิรอธที่ยืนซุ่มสังเกตการณ์อยู่ เมื่อเห็นว่าสบโอกาสแล้ว ก็ลอยขึ้นมา และจับดาบในท่าทะลวง...

เมื่อเห็นว่าบัทซ์หยุดอยู่กับที่เนื่องจากกำลังพยายามดันต้านการโจมตีของเอกซ์เดธอยู่ เซฟิรอธจึงพุ่งเข้าไปหมายจะเสียบบัทซ์ให้ร่วงในดาบเดียว (ลอบกัดชัด!!)

แต่แล้วคลาวด์ที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ ก็ฟาดปัดป้องการโจมตีของเซฟิรอธออกไปได้ ทำให้เซฟิรอธกระโดดถอยหลบไปยังบริเวณพื้นที่ด้านหลังบัทซ์ คลาวด์จึงก็รีบจ้ำเข้าไปยืนเอาหลังชนหลังกับบัทซ์ ขณะที่เอกซ์เดธซึ่งยื้อกับบัทซ์อยู่ ก็วาร์ปถอยหลังออกมา

สถานการณ์ตอนนี้กลายเป็นว่าคลาวด์กับบัทซ์ยืนหันหลังชนกัน โดยมีเซฟิรอธและเอกซ์เดธ ล้อมอยู่คนละด้านของทั้งสอง

เซฟิรอธ : ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ คลาวด์

บัทซ์ : คลาวด์ นี่มันอะไรกันล่ะเนี่ย? เอ๋... คลาวด์? คลาวด์งั้นเหรอ!?

คลาวด์ : เมื่อจำฉันได้ ก็คงเดาได้สินะ

บัทซ์ : เรากลับมาที่นี่กันอีกแล้วเหรออออออ!?

เอกซ์เดธ : แก นี่มันหมายความว่ายังไง?

*เอกซ์เดธก็เรียกเซฟิรอธว่า 貴様

เซฟิรอธ : กำลังทดลองอะไรบางอย่างอยู่น่ะ

เอกซ์เดธยืนงงและยังไม่เข้าใจว่าเซฟิรอธจะทำอะไรของมัน เซฟิรอธก็ยิ้มหึไม่บอก จากนั้นก็ย่างสามขุมเข้ามาหาคลาวด์ เช่นเดียวกับเอกซ์เดธที่ชาร์จเวทมนต์เตรียมใช้กับบัทซ์

------------------------

หลังจากฟาดกันไป 1 ยก

เอกซ์เดธ : วางแผนอะไรอยู่กันแน่ เซฟิรอธ?

เซฟิรอธมือขึ้นฟ้าแล้วบอกว่า "อย่าพึ่งรบกวนสิ... ไม่ใช่เรื่องไม่ดีหรอก"

ทันใดนั้นน้องฟ้าก็แตกออก เกิดเป็นคลื่นมิติสีดำ ลอยไปลอยมาเต็มไปหมด บัทซ์กับคลาวด์เห็นก็ได้แต่ตกตะลึง ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เห็นนั้นคืออะไร ทว่าเอกซ์เดธกลับมีท่าทางดีใจและบอกว่า "เข้าใจแล้ว อย่างงี้นี่เอง!"

คลาวด์ที่ไม่รู้ว่าเซฟิรอธทำอะไรลงไป ก็คิดได้ว่าควรจะรีบขัดขวางไว้ก่อน จึงรีบทะยานเข้าไปฟาดดาบใส่เซฟิรอธ แต่เซฟิรอธก็รับไว้ได้

คลาวด์ : แกทำอะไร!?

เซฟิรอธ : ไม่ต้องห่วงหรอก ที่สุดแล้วนายก็จะเรียกหาสิ่งเดียวกัน

*ในอังกฤษจะใช้คำว่ามีเป้าหมายเดียวกัน (our goals will align) ซึ่งฟังแล้วผมเก็ตมากกว่า

เซฟิรอธตวัดดาบกลับไปอย่างรุนแรง ทำให้คลาวด์ปลิวกระเด็นไปกระแทกใส่บัทซ์ จนล้มกลิ้งล้มหงายร่วงกันไปทั้งคู่

เซฟิรอธ : เมื่อถึงตอนนั้น เราก็จะได้เจอกันอีกครั้ง

แล้วเซฟิรอธก็เดินหายเข้าช่องวาร์ปที่ปรากฏขึ้นข้างหลังไปทั้งอย่างงั้น เอกซ์เดธก็เดินตามไปด้วย ปล่อยให้บัทซ์กับคลาวด์ค่อย ๆ ลุกขึ้นมาและงงกันต่อไป

คลาวด์ยังงงอยู่ว่า ไอ้เรียกหาสิ่งเดียวกัน คืออะไรวะ!?

หลังจากนั้นคลื่นมิติสีดำก็กัดกินที่แห่งนั้น จนบัทซ์บอกว่ารีบโกยกันดีกว่า ก่อนที่ที่แห่งนี้จะถล่มลง... พูดยังไม่ทันขาดคำ ก็มีช่องวาร์ปปรากฏขึ้นบนพื้นสูบทั้งสองร่วงลงไป

------------------------

คลาวด์กับบัทซ์ตกลงมาเป็นฉากเมืองเอเดนซึ่งจำลองจากความทรงจำของไลท์นิ่ง

พอมาถึงก็หวิดโดนรถชน... แต่ก็รีบกระโดดหลบกันออกมาทั้งคู่

คลาวด์ : ที่ไหนเนี่ย?

บัทซ์ : (ไม่รู้โว้ย) มิติมันบิดเบี้ยวจนแว้บมา

บัทซ์ : ไปกันเถอะ แว้บอีกทีก็คงกลับได้เองแหละ

*ถ้าเป็นอังกฤษ จะแปลแถมว่าวางเดิมพันกับผักกีซาลได้เลยว่าแว้บหน้า จะพาพวกเรากลับไปได้

ทั้งสองเดินเท้าไปด้วยกัน แล้วจู่ ๆ บัทซ์ก็หันหลังกลับมา

บัทซ์ : ขอบใจนะ เรื่องที่ยังจำกันได้
คลาวด์ : หึ แต่ก็มีลืมไปบ้างแล้วล่ะ
บัทซ์ : ฮ่า ฮ่า ช็อคเลยนะเนี่ย
คลาวด์ : โทษละกัน แล้วนายเป็นไงบ้างล่ะ?
บัทซ์ : ฟังแล้วจะทึ่ง! ฉันจำได้ตั้งแต่เรื่อง (ที่มายังโลกนี้) คราวก่อนยันอาหารที่กินเมื่อคืน ทั้งที่คราวก่อนมันเบลอ ๆ แท้ ๆ

*บัทซ์หมายถึงตอนที่มาโลก Dissidia ครั้งก่อน มันมีเรื่องกลไกการชำระล้างความทรงจำ ทำให้จำเรื่องราวกันไม่ค่อยได้

คลาวด์ : ฉันก็เหมือนกัน
บัทซ์ : มันไม่เหมือนกับคราวก่อน แล้วคราวนี้เราจะกลับบ้านกันยังไงละเนี่ย?

พูดยังไม่ทันขาดคำ ก็มีช่องวาร์ปปรากฏขึ้นมาต่อหน้าทั้งสอง

คลาวด์ : ก็สร้างพลังงานที่เกิดจากการต่อสู้ขึ้นมา ที่เหลือก็ให้มาเทเรียจัดการ
บัทซ์ : ใครอ่ะ?
คลาวด์ : เทพองค์ใหม่น่ะ เดินไปคุยไปละกันนะ

*ในอังกฤษคลาวด์จะพูดว่าเป็นคอสมอสคนใหม่ เป็นการเปรียบเทียบโดยอ้างอิงถึงภาคเดิมนั่นเอง

------------------------

คลาวด์กับบัทซ์ เข้าช่องวาร์ปแล้วก็ไปโผล่ที่ฉากดวงจันทร์จำลอง จากนั้นก็วาร์ปอีกทีมาโผล่ที่อเล็กซานเดียวจำลอง

พอมาถึงบัทซ์ก็ทิ้งตัวลงกับพื้น

บัทซ์ : ที่นี่ก็ไม่ใช่อีก หลงกันจริง ๆ แล้วนะเนี่ย

คลาวด์ : ยังมีวิธีอยู่เฉย ๆ รอให้คนมาช่วยอยู่นะ

บัทซ์ : นี่มันพื้นที่ระหว่างมิติต่าง ๆ เลยนะ! (ใครจะมาช่วยได้!?)

ขณะที่บัทซ์นั่งจุ้มปุ้กสิ้นหวังกับพื้น คิดว่าคงไม่มีใครผ่านมาช่วยได้แน่แล้ว จู่ ๆ ฟ้าก็เปิดออก แล้วป้าแชทท็อท ก็หล่นลงมาจากฟ้า ตกตุ้บลงมาต่อหน้าทั้งสองกันง่าย ๆ ซะอย่างงั้น แล้วป้าก็ลุกขึ้นมาปัดฝุ่นให้ชุด พร้อมกับบ่นสาปแช่งช่องวาร์ปที่พาหลง

คลาวด์ก้าวท้าวข้างนึงเข้าไปหาป้า ทำให้ป้ารู้ตัวว่ามีคนยืนอยู่ด้านหลัง ป้าแชนหันมาชำเลืองมอง พอเห็นว่าเป็นพวกเดียวกัน ก็เก็กท่าเท้าเอวก่อนจะหันมาแบบสวย ๆ แล้วถามว่ามาเดินเล่นกันเหรอจ้ะ? (ทำเป็นยิ้มมั่นใจต่อหน้าเด็ก ๆ) บัทซ์ก็พยายามบอกว่าไม่ใช่แบบนั้นน้า

คลาวด์ : กลับไปหามาเทเรียกันไม่ได้น่ะ

*ในอังกฤษคลาวด์จะถามตรง ๆ ว่าช่วยพาพวกเรากลับไปหามาเทเรียได้มั้ย?

แชทท็อทยิ้มกระย่อง ร้องอ๋อหนึ่งที จากนั้นก็หันไปทางด้านหลัง ใช้มือชูคทาขึ้นไปยังพื้นที่ว่าง ส่วนมือซ้ายเอียงมือขึ้นมาป้องปากพอสวย ๆ ว่าแล้วช่องวาร์ปก็ปรากฏขึ้นมาต่อหน้าคทาของป้า แล้วป้าก็ทำท่าคน ๆ เหมือนร่ายมนต์ใส่ช่องวาร์ปนั้นอยู่

แชนท็อท : ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ สำหรับฉันคนนี้

*ในอังกฤษจะพูดว่า If not, who would I be? A peon without pedigree. ซึ่งประมาณว่าถ้าไม่ได้แล้ว คิดว่าฉันเป็นใคร คิดว่าเป็นขี้ข้าไร้สกุลรุ่นชาติหรือไร? ซึ่งแปลแล้วปวดตับ อ่านจากของญี่ปุ่นยังง่ายซะกว่า

บัทซ์ : รอดแล้วโว้ยยยย!!

บัทซ์ชูสองแขนขึ้นไชโย แล้วดีดตัวขึ้นมายืนอีกครั้ง

บัทซ์ : ยอดไปเลยคลาวด์ ว่าแต่ผู้หญิงคนนี้เป็นใครน่ะ?

คลาวด์ : เพื่อนน่ะ ซึ่งครั้งก่อนสามารถหลบหนีไปได้ด้วยตัวคนเดียว

*ในอังกฤษคราวจะบอกว่าเป็นเพื่อนที่รู้จักที่แห่งนี้ดี... พอที่จะหนีออกไปได้ (อ้างถึงเรื่องในภาค PSP ซึ่งป้าสร้างทฤษฎีทำลายเกทย์เพื่อเรียกช่องว่างมิติออกมา เปิดทางหนีไปจากโลกนั่นเอง)

จากนั้นคลาวด์ก็ยืนเหม่อคิดอะไรบางอย่าง จนบัทซ์ต้องโบกมือผ่านหน้า คลาวด์เลยหันมาบอกว่ามีเรื่องที่ต้องไปเช็คเยอะแยะเลย รีบไปกันดีกว่า

ว่าแล้วคลาวด์ แชนท็อทโตะ และบัทซ์ ก็เดินเข้าช่องวาร์ปที่ป้าเปิดให้เองไป... เพื่อกลับไปยังวิหารของมาเทเรีย

เดี๋ยวนะ.... สรุปว่าการเดินทางไปทำธุระส่วนตัวของอีคลาวด์... มันได้อะไรขึ้นมาบ้างเนี่ย!??

------------------------


*ตอนนี้แปลจากภาษาอังกฤษเป็นหลัก

ชานเมืองนาเช่ ป้าแชนท็อทโตะกำลังเดินนำหน้าทีดัสและฟรีโอนีล โดยป้าแกก็อธิบายกึ่งบ่นถึงหนทางออกจากโลก Dissidia นี้ไปเรื่อย

แชนท็อท : หากต้นเหตุแห่งปัญหาคือพลัง-เราตามไปยังต้นตอของมันก็พอเพียง

ระหว่างที่ป้าบ่นไปเรื่อย สองหน่อข้างหลังก็ยืนซุบซิบนินทากัน

ฟรีโอนีล : รูปร่างก็หยั่งกับเด็ก...

ทีดัส : แต่กลับแผ่รัศมีราวกับหลุดออกมาจากฝันร้าย

ทันใดนั้นจู่ ๆ คุณป้ามหาภัยก็หันขวับมา ลอยตัวขึ้น แล้วเอาคทาชี้หน้าทั้งสอง

แชนท็อท : ฟังสิทั้งสอง-แกล้งลองทำหูทวนลมอยู่รึเปล่า?

ฟรีโอนีล : ขอโทษนะ เราไม่ได้จะทำเมินหรอก

แชนท็อท : อย่างน้อยก็หยุดพูดพร่ำเพรื่อ-เมื่อถึงเวลาต้องต่อสู้ละกัน

บริเวณไม่ห่างออกไปนัก จู่ ๆ ก็มีช่องวาร์ปปรากฏออกมา เอกซ์เดธโผล่ออกมาจากช่องนั้น พอเห็นพวกทีดัสก็หัวเราะหาว่าเป็นแมงเมาบินเข้ากองไฟ จากนั้นเอกซ์เดธก็ยิง Delta Attack ใส่ทั้งสาม

ขณะที่ทีดัสและฟรีโอนีล ขยับตัวหลบไปยังด้านข้างเล็กน้อยพอให้พ้นการโจมตี แต่ป้าแชนท็อทกลับยืนใช้เวทย์ต้านรับการโจมตีนั้นได้ โดยไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ ทั้งสิ้น

แชนท็อท : ให้การต้อนรับอย่างหยาบช้า-มันน่าคิดว่าถูกสั่งสอนมาเช่นไร

เอกซ์เดธ : ปากคอเราะร้าย วาจาคมคายไม่แพ้ฟัน

*ถ้าเป็นญี่ปุ่น เอกซ์เดธจะพูดแค่ว่าเป็นศัตรูที่ทัดเทียมพลังเวทย์ของข้าได้สินะ

ว่าแล้วป้าก็ขยายร่างขึ้นมากอดอกหัวเราะข่ม... ในขณะที่ฟรีโอนีลก็เปิดฉากยิงธนูใส่เอกซ์เดธ ขณะที่ทีดัสคนตีหมา ต้องออกวิ่งไล่จับเพื่อจะฟาดเอกซ์เดธให้โดน

ตอนนั้นเองฟรีโอนีลสังเกตเห็นช่องวาร์ปอีกช่องซึ่งมีเคฟก้าปรากฏตัวขึ้นมา เคฟก้ามองไปทางเอกซ์เดธแล้วบอกว่าคนบ้านี่ก็ไม่รู้จักหยุดพักบ้างเลยน้า~

ฟรีโอนีลเห็นสบโอกาสเลยพุ่งเข้าไปวาดดาบจะฟาดใส่เคฟก้า แต่เคฟก้ากระโดดเหยงหลบไว้ได้ แล้วรีบวิ่งไปทางเอกซ์เดธ เคฟก้าอาศัยทีเผลอ จับเอกซ์เดธและทีดัสกระชากหายเข้าช่องวาร์ปไปพร้อมกัน

ช่องวาร์ปยังคงเปิดอยู่อย่างนั้น ฟรีโอนีลตกใจที่จู่ ๆ ทีดัสก็เสียท่าโดนจับไป เขารู้ว่าไอ้ช่องวาร์ปที่เชื้อเชิญให้เขาตามไปช่วยนั่น ดูยังไงมันก็กับดักชัด ๆ

ฟรีโอนีล : ต้องบอกว่า ดูมุมไหนมันก็กับดักชัด ๆ

แชนท็อท : แล้ว?

ฟรีโอนีล : จะไปด้วยกันมั้ย?

*ในญี่ปุ่นฟรีโอนีลจะบอกว่า "ผมคิดว่ามันเป็นกับดัก เพราะฉะนั้น... ไปกันเถอะ" ซึ่งฟังดูฮีโร่กว่า

แชนท็อท : แผนนี้อาจฟังดูผลีผลาม-แต่โปรดตามดิฉันมาได้เลย!

ว่าแล้วทั้งสองคนก็กระโดดเข้าช่องวาร์ปไป

------------------------

อีกฟากหนึ่งของช่องวาร์ป เอกซ์เดธ ทีดัส โดนเคฟก้าลากมาโผล่ที่แพนเดโมเนียมที่จำลองมาจากความทรงจำของฟรีโอนีลและอุโบ้วววว~

เอกซ์เดธ : อย่ามาขัดสิ!

เคฟก้า : พอ พอ พอ มาช่วยกันทำลายโลกนี้ให้หายไปในบรึ้มเดียวดีกว่าน่า~! เธอก็เห็นดีเห็นงามด้วยใช่มั้ย อัลตี้? เขาของเธอนั่นช่างดูชั่วร้ายจับใจซะจริง~!

อัลติมิเซีย : (เมื่อทำลายโลกนี้ในบรึ้มเดียว) พลังงานมหาศาล ก็จะถูกปลดปล่อยออกมา

ตอนนั้นเองธนูจากปลายศรของฟรีโอนีลก็พุ่งผ่านกลางเอกซ์เดธและเคฟก้าไป ฟรีโอนีลและแชนท็อทที่วาร์ปตามเข้ามาสมทบรีบถามทีดัสว่าเป็นอะไรมั้ย ทีดัสที่เห็นว่ารอดตายแล้วก็รีบจ้ำสุดฝีตีน ตามไปอยู่กับฟรีโอนีล

ทีดัส : ฟู่ววว นึกว่าจะไม่มาแล้วซะอีก!

แชนท็อท : เกือบได้กลายเป็นเครื่องเคียง-ในงานเลี้ยงแล้วสินะ...

ป้าแชนท็อทค่อย ๆ ลอยลงยืนนำหน้าพวกทีดัส ก่อนจะกล่าวเสริม

แชนท็อท : หากจะพูดให้เข้าใจ-เราถูกใช้เป็นเหยื่อล่อ

ทีดัส : เหยื่อล่อ!?

แชนท็อท : ทางนั้นคงหลงลืมว่าเมื่อดิฉันอยู่ข้างนี้-แผนการที่เขินตื้น-ย่อมต้องพังครืนลง!

อัลติมิเซีย : คิดจะขัดขวางการเปิดเกทรึไง?

แชนท็อท : (หัวเราะ) เสื้อผ้าอาภรณ์ยันความคิดช่างน่าขัน-ดิฉันคงได้หัวเราะร่วนเป็นวันแน่

อัลติมิเซีย : หึ!

แชนท็อท : รู้ตัวว่าเป็นเด็กน้อยก็ไปเข้านอน-จะสอนให้ว่าเรื่องเปิดเกท-ควรปล่อยเป็นของผู้มีฤทธิ์เดชความสามารถ

อัลติมิเซีย : อยากจะเล่นเป็นตาอยู่งั้นเหรอ?

แชนท็อท : ดิฉันกำลังบอกรับงานนี้-ทำแผนการที่ผิดพลาดไปแล้ว-ให้แคล้วคลาดและเกิดผล

อัลติมิเซีย : ช่างยะโสโอหัง มั่นใจในตัวเองจริงเชียว ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมทุกคนตีตัวออกห่าง ไม่มีใครคบ!

แชนท็อท : สับสนคนอื่นกับตนเองหรือไร-แสนอนาถใจให้ความอนาถา-เวทนาในชีวิตคุณ

ระหว่างนั้นพวกทีดัส ฟรีโอนีล เอกซ์เดธ และเคฟก้า ได้แต่ยืนเป็นควายงง มองหน้ากันไปมาแล้วไม่รู้จะแทรกยังไง อาจจะกลัวโดนด่าไปด้วย...

อัลติมิเซีย : เสียใจด้วยที่หูตึงไปแล้วสินะ แต่ก็อายุตั้งปูนนี้แล้ว

แชนท็อท : หากว่าฟังแค่นี้ยังไม่เข้าใจ-หาใช่ว่าคุณเป็นเด็กอมมืองั้นหรือ

อัลติมิเซีย : อย่างงั้นเหรอ? ชักอยากจะเห็นริมฝีปากที่แสนอวดดีนั้นลงไปจูบฝุ่นซะแล้วสิ

แชนท็อท : ประเดี๋ยวคุณจะต้องสำนึก-เมื่อตรึกตรองคิดได้ว่า-ดันแส่หาเรื่องผิดคน

อัลติมิเซีย : แกต่างหากต้องสำนึกที่ประเมินฉันผิดไป!

------------------------

ทั้ง 6 คนเข้าต่อสู้กัน แต่หลังจากสู้กันไปได้สักพักหนึ่ง ช่องวาร์ปก็เปิดออก ทำให้ป้าแชนรีบทะยานบินเข้าหาเกท เอ่อ ช่องวาร์ปนั่นแหละเป็นคนแรก ทีดัสกับฟรีโอนีลก็รีบวิ่งจ้ำตามมา แม้อัลติมิเซียกับเคฟก้าพยายามช่วยกันยิงเวทย์ขัดขวาง แต่ป้าแชนท็อทก็หันมาปัดป้องไว้ได้ทั้งหมด

ทว่าต่อหน้าช่องวาร์ปนั้น จู่ ๆ ก็มีคลื่นสีดำพุ่งพวยขึ้นมาขวางสกัดกั้นป้าแชน ทีดัส ฟรีโอนีล ไม่ให้พุ่งเข้าไปในช่องวาร์ปได้ ทั้งสามผงะตกใจ และกระเด็นออกมา

แล้วพวกอัลติมิเซียที่เหมือนจะเข้าใจว่าคลื่นสีดำนั้นคืออะไร ก็พูดออกมา

เอกซ์เดธ : เจ้าอสูรกายจอมตะกละตะกลามเอ้ย!!

ทีดัสลองพยายามผลัก ๆ เคาะ ๆ คลื่นสีดำที่โผล่มาขวางทางพวกเขาไม่ให้เข้าเกทวาร์ปได้ แต่ก็ไม่เป็นไร

แชนท็อท : ความพยายามโง่ ๆ นั่นควรจะเลิกล้ม-ก่อนจะจมปลักในวังวนแห่งความสูญเปล่า

ทางฝั่งวายร้าย เคฟก้าก็ทำท่าโบกมือบ๊ายบายทีดัสและแชนท็อท ฟรีโอนีลเลยฉวยโอกาสพุ่งมาเสียบแต่เคฟก้าก็หลบได้

ฟรีโอนีล : แกจะไปไหน?

เคฟก้า : ไม่ได้โง่อย่างที่เห็นภายนอกนี่นา!

ว่าแล้วเคฟก้าก็ปาบอลพลังใส่ฟรีโอนีล ทำให้ทีดัสละความสนใจจากคลื่นสีดำ และพุ่งเข้าไปช่วยทางฟรีโอนีลแทน ขณะที่ป้าแชนท็อทก็ยังคงยืนครุ่นคิดอยู่หน้าคลื่นปริศนาสีดำ

แชนท็อท : ถึงหาเกทใหม่ไปก็เท่านั้น เดี๋ยวมันก็เวียนวนกลับมา....

ระหว่างที่ป้าแชนยืนกินแรง ทีดัสก็กำลังรับมืออยู่กับอัลติมิเซียและเอกซ์เดธ ระหว่างที่ทีดัสกำลังเสียเปรียบ ก็มีอุกกาบาตตกจากฟ้า (เจคท์สั่งมา) พุ่งลงมาทางด้านหลังของสองวายร้าย ช่วยชีวิตทีดัสไปได้หวุดหวิด

ป้าแชนท็อทเดินไปเดินมา ทำท่าใช้ความคิด แต่แล้วก็มีเกทวาร์ปเปิดขึ้นที่พื้น ทำให้ป้าที่ไม่ทันระวัง พลัดร่วงตกหายเข้าไปในเกท

ด้านฟรีโอนีลที่ตกใจกับการที่ป้าสูงวัยล้มหายเข้าไปในกลีบเมฆแบบโง่ ๆ ....ก็พลาดจนโดนเคฟก้าซัดกระเด็นเข้าช่องวาร์ปบนฟ้าไป (ภายในช่องวาร์ปมีเจคท์ออกมารับฟรีโอนีลไว้) ส่วนทีดัสจู่ ๆ ก็โดนช่องวาร์ปอีกช่อง สูบจากทางด้านหลังไป....

เกมนี้นี่มัน... นึกอยากจะเปลี่ยนฉาก ก็เสกช่องวาร์ปขึ้นมาหลาย ๆ ช่อง แล้วก็ซวบเอาดื้อ ๆ เลย...

------------------------


*ตอนนี้ยำสคริปต์ญี่ปุ่น-อังกฤษ แล้วแต่ว่าผมชอบประโยคของภาษาไหนมากกว่ากัน

ตัดภาพไปทางก๊กเจ้าชายน้อย พระราชามือใหม่ และอัศวินที่ไม่ได้เกิดมาจากท้องแม่

พี่แสงก้าวเท้านำหน้ากลุ่มตามสไตล์ผู้นำ ส่วนน็อคติสที่โฮมซิคกำเริบ... พูดบ่นขึ้นมาระหว่างเดินทางเคียงข้างเซซิล

น็อคติส : มีคนรอฉันอยู่น้า~ ตอนจากมา สถานการณ์ไม่ค่อยจะสู้ดีด้วย

เซซิล : แถมไม่มีวิธีที่จะติดต่อกับพวกเขาด้วย

น็อคซิส : เป๊ะ! (ชี้ไปทางเซซิล)

แต่แล้วเซซิลกันมามองหน้าน็อคติส แถมปั้นหน้าจริงจัง

เซซิล : แต่พวกเราทุกคนก็เหมือนกัน ตอนนี้พวกผมก็คงเป็นห่วงอยู่

น็อคติสได้ยินก็ยกมือซ้ายขึ้นเกาหัวแกรก ๆ ที่จริงเจ้าตัวก็แค่อยากระบายความรู้สึกเป็นห่วงพวกอิกนิส กลาดิโอ อีพรอมท์ และลูน่า ขึ้นมานิด ๆ หน่อย แต่กลายเป็นโดนตอกว่าพวกที่ติดอยู่ในโลกนี้คนอื่น ๆ ก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน

แล้วพี่แสงที่ฟังอยู่ก็หันมาแสดงความเห็นบ้าง

พี่แสง : พวกเรา ต่างก็มีที่ที่จะต้องกลับไป... (ในอังกฤษจะบอกว่าพวกเราต่างก็มีบ้าน)

เซซิล : คุณก็ด้วยเหรอ?

พี่แสง : ใช่ (พยักหน้าจริงจัง)

พี่แสง : แต่ต่อให้ข้าไม่มี มันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังไงข้าก็จะตอบรับคำร้องขอของเธอ โดยไม่ลังเล

พี่แสง : ขอโทษที่ทำให้พวกเจ้า ต้องเข้ามาพัวพันด้วย

พี่แสงพูดด้วยสีหน้านิ่งเรียบ แต่แฝงด้วยความจริงจัง ปกติแกก็พูดน้อยและเพ้อแต่คำคมออกมาอยู่แล้ว พอมาพูดขอโทษแบบนี้ รู้เลยว่าแกกลั่นมาจากใจจริง

น็อคติสทิ้งช่วงนิดหนึ่ง ก่อนจะหันออกไปด้านข้าง (ไม่ยอมสบตา)

น็อคติส : ไม่ใช่ความผิดของนายสักหน่อย

พี่แสงพยักหน้ารับ ก่อนจะกลับหลังหันและก้าวเดินต่อไป

เซซิล : ถึงแม้จะเจอกับคนที่ไม่ค่อยเข้าใจ...

น็อคติส : หืม?

เซซิล : แต่แล้วกลับพบว่าสิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเขา ในไม่ช้าก็กลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราด้วยเหมือนกัน

เซซิลพูดถึงความในใจของพี่แสง พลางหันมายิ้มให้น็อคติส ส่วนน็อคติสก็หันไปมองทางพี่แสง

น็อคติส : เขาคิดแบบนั้นเหรอ?

เซซิล : พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็ตามนั้น

*เซซิลหมายถึงพี่แสงอาจไม่เข้าใจมาเทเรียนัก แต่ก็รู้ว่ามาเทเรียปกป้องหวนแหนโลกใบนี้ ดังนั้นเมื่อโลกใบนี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเธอ มันก็จะเป็นสิ่งสำคัญของพี่แสงด้วยเช่นกัน

*ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่นเซซิลจะบอกว่าพี่แสงไม่สนว่าตัวเองจะเป็นยังไง สิ่งที่คนสำคัญหวงแหน ยังไงพี่แสงก็จะไม่ยอมปล่อยให้สูญลง

น็อคติสยกมือขึ้นมาโอบรอบหัวตัวเอง พยายามทำความเข้าใจยอมรับ และกล่าวต่อไป

น็อคติส : ยังไงซะก็เหมือนที่เขาพูดนั่นแหละ ถ้าเรามัวแต่ยืนอยู่ที่นี่ ก็จะไม่มีอะไรเสร็จสักอย่าง

เซซิลตอบรับเห็นด้วย แล้วทั้งสองก็เดินตามพี่แสงไป

"เซซิล"

"น็อคติส"

"ขอบใจ"

*ถ้าเป็นญี่ปุ่นจะสลับลำดับเป็น "ขอบใจนะ เซซิล น็อคติส" แต่ผมชอบให้กริยาอยู่ท้ายประโยคมากกว่า

พี่แสงหันมากล่าวขอบคุณทั้งสองที่เข้าใจเขาเช่นกัน

เซซิล : ด้วยความยินดี
น็อคติส: เอ่อ ฝากตัวด้วยนะ

*ถ้าเป็นอังกฤษเซซิลกับน็อคติสจะบอกว่าไม่ต้องคิดอะไรหรอก ช่างมันเถอะ แต่ของญี่ปุ่นน็อคติสจะบอกว่า よろしくな ซึ่งแสดงความพร้อมที่จะเดินทางร่วมหัวจมท้ายไปกับพี่แสงแล้ว

พี่แสง : รีบไปกันเถอะ

แล้วทั้งสามก็เดินก้าวเข้าช่องวาร์ปไปด้วยกัน

------------------------


สลับกลับมาทางฝั่งทีดัส ที่ตกช่องวาร์ปลงมายังน่านฟ้าของเกาะบีไซด์จำลอง ทีดัสที่ได้สติทัน ก็พลิกตัวกลางอากาศ แลนดิ้งลงได้อย่างสวยงาม

เช่นเดียวกับเจคท์ที่แบกร่างฟรีโอนีลอยู่ ก็ลงจอดข้าง ๆ ได้อย่างนิ่มนวลเช่นกัน

เจคท์ : รอพ่ออยู่นานเลยใช่มั้ยล่ะ?

ทีดัส : หูยย ใครเขารอเตี่ยกัน!

เจคท์ : แต่เตี่ยคนนี้แหละ ที่เป็นคนช่วยชีวิตแกไว้!

ทันใดนั้น เอกซ์เดธ เคฟก้า และอัลติมิเซีย ที่วาร์ปตามเข้ามาในเกาะบีไซด์ก็โจมตีใส่ทั้งสาม แต่พวกเขาก็หลับได้ทัน

เอกซ์เดธ : เจ้างูฟ้าน่ารังเกียจ!! หัดมีมารยาทซะบ้าง!!

ฟรีโอเนีล : ท่าไม่ดีละ! แชนท็อทโตะไม่อยู่แล้วด้วย!

ฟังแล้วผมก็อดคิดไม่ได้ว่า พระเอกอย่างพวกนายเห็นป้าเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรกันจริง ๆ เหรอ?

ทีดัส : ห๊ะ? ไม่อยู่!? แล้วไปไหนล่ะ!?

เจคท์ : เพื่อนหายไปคนนึงเหรอ?

เอกซ์เดธ : ทำไมทุกคนต้องป่วนแผนการของข้าด้วย!? (ก่อนหน้านี้ก็เซฟิรอธ เคฟก้า ชินริว แล้วก็เจคท์)

เจคท์ : ท่าทางเด็กน้อยนั่นคงอยากกระจองอแงใส่พวกเรา... (เรียกเอกซ์เดธเป็นเด็กน้อย)

ทีดัส : งั้นมาเริ่มครึ่งหลังกันเลย!

------------------------

ระหว่างที่ต่อสู้กัน ตัวเขมือบมิติ งูฟ้า หรือชินริวนั่นแหละ ก็กลืนกินเกาะบีไซด์จำลองไปเรื่อย ๆ

ฟรีโอนีล : ไม่หยุดเลยโว้ย

เคฟก้า : ได้เวลาบอกลากองขยะไปยังทุ่งหญ้าเขียวขจีแล้ว! ลาก่อย!!

ว่าแล้วเคฟก้าก็ปล่อยไฟออกจากตูด... จากตูดจริง ๆ หนีเข้าช่องวาร์ไป

อัลติมิเซีย : จงหายไปพร้อมกับโลกนี้ซะ

ว่าแล้วอัลตี้ก็หนีไปด้วยอีกคน

พวกฟรีโอนีล ทีดัส เจคท์ เห็นท่าไม่ดี ก็มองหาช่องวาร์ปเพื่อจะหนีไปบ้าง

ทั้งที่ทุกคนกำลังหนีป่าราบ กลับมีเพียงเอกซ์เดธที่ยืนมองมิติที่บิดเบี้ยวอยู่อย่างสงบนิ่ง เอ่อ... เฮียแกใส่เกราะไว้ก็เลยดูสงบ แต่ในใจกำลังคุได้ที่เลย

เอกซ์เดธ : แม้แต่ชื่อของแก ก็จะไม่รอดพ้นความเกรี้ยวกราดของข้า

ว่าแล้วเอกซ์เดธก็เปิดช่องวาร์ปมิติหนีไปเอง ไม่ใช่เกทวาร์ปสีขาวแบบปกติที่ชาวบ้านใช้กัน

ด้านฟรีโอนีล โผเข้าช่องวาร์ปอีกทางหนีไปแล้ว แต่เจคท์ยังดูอึกอักที่จะตามเข้าไป

ทีดัส : ไม่ไปด้วยกันเหรอ?

เจคท์ : เอ่อ... อยากจะไปดูรอบ ๆ ก่อนน่ะ

ทีดัส : งั้นเหรอ อืม... เข้าใจละ

ว่าแล้วเจคท์ก็ยื่นมืออกมาหาทีดัส แบบเดียวกับที่ยื่นมาแตะมือกันในตอนจบ FFX

เจคท์ : อื้อ เจอกัน!

แล้วทั้งสองก็แท็คมือกันเหมือนในวันวานอีกครั้ง

------------------------

ตัดมาทางกลุ่มยาชโทล่า วาน และหัวหอม ที่วาร์ปมาถึงเมืองมิดการ์จำลอง ที่สร้างจากความทรงจำของคลาวด์และเซฟิรอธ

หัวหอม : ที่ไหนกันเนี่ย?

ยาชโทล่า : อ่า... หมายความว่าความทรงจำนี้เป็นของคนอื่นสินะ?

วานที่ดูตื่นเต้น ก็วิ่งออกนำไปสำรวจคนแรก

หัวหอม : ระวังตัวด้วยนะครับ

ยาชโทล่า : รู้อยู่แล้วจ้า

หัวหอม : ไม่รู้ว่าจะมีอะไรรออยู่บ้าง

ยาชโทล่า : แล้วเขารู้เหรอ? (มองไปทางวานที่วิ่งซนไปทั่ว)

หัวหอม : ไม่ต้องห่วงวานหรอก คนนั้นเขาทำอะไรตามใจตัวเอง

ยาชโทล่า : เป็นคนที่ร่าเริงจังนะ (หัวเราะ)

หัวหอม : อย่างนั้นแหละ

วาน : ดูแล้วปลอดภัยหายห่วงงง~~~ (โบกมือ)

หัวหอม : ภายใต้ความกระตือรือร้นนั้นก็มีความระมัดระวังอยู่บ้างแหละนะ

หัวหอมกับยาชโทล่าเดินตามไปสมทบกับวาน

วาน : เชื่อเปล่าว่า ที่นี่ไม่ใครอยู่เลยนอกจากพวกเรา?

ยาชโทล่า : จริงเหรอ?

วาน : ดูไม่ผิดหรอก และฉันก็ไม่ใช่พวกตาขาวด้วย

ที่จริงวานคงพูดแบบไม่คิดอะไรเลยตามประสาของเขา แต่หัวหอมที่เป็นคนคิดเยอะ ก็ไปตีความว่าวานแซะเขาว่าเป็นคนตาขาว

หัวหอม : ห๊ะ!!

ยาชโทล่า : แสดงว่าเจ้าของความทรงจำไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่ ๆ โลกนั้นปรากฏออกมาสินะ

หัวหอม : แต่ความทรงจำนั้นก็คงเป็นของพวกเราคนใดคนหนึ่ง

วาน : หืม นี่มันเรื่องอะไรเนี่ย (ไม่เก็ตอยู่คนเดียว)

ยาชโทล่า : ฉันเดาว่ามาเทเรียใช้พิภพย่อย ๆ (microcosms) เหล่านี้ในการขยายโลก พวกเราจึงถูกเรียกตัวมา

หัวหอม : พูดอีกอย่างคือ ที่แห่งนี้กิดจากความทรงจำของใครบางคนที่เธอพามาที่นี่

วาน : โฮ่ววววว

หัวหอม : คุณ... เข้าใจรึยัง?

วาน : อืมมมมมมมม... เจ๋งไปเลย!

หัวหอม : เอ่อ... อ่า... (ตกลงมันเข้าใจเปล่าวะ!?)

วาน : ถ้ามีคนเยอะขึ้น ก็จะมีที่ให้สำรวจเยอะขึ้น

ยาชโทล่า : น่าหลงใหลใช่มั้ยล่ะ?

วาน : ถ้าเธอเรียกทุกคนมารวมกันที่นี่... อ๊ะ! เพราะงั้นมาเทเรียถึงเรียกพวกเรามาพร้อมกันเยอะแยะเลยสินะ!

วาน : แต่เอ๊ะ? ฉันนึกว่าเราถูกเรียกมาเพื่อสู้กันซะอีก

ยาชโทล่า : นั่นก็ด้วย แต่แท้จริงแล้วที่เรียกพวกเรามาก็ด้วยเหตุผล 2 อย่าง

ยาชโทล่า : ความทรงจำของพวกเราเป็นตัวกระตุ้นให้โลกขยายออก ส่วนพลังงานที่เกิดจากการต่อสู้ก็ช่วยรักษามันไว้

หัวหอม : งั้นเมื่อพวกเราอยู่ที่นี่แล้ว เราก็ต้องคิดถึงเรื่องการเก็บสะสมพลังงานสินะ

วาน : งั้น งานของเราก็เสร็จไปครึ่งนึงละ

หัวหอม : ห๊ะ? พูดง่ายไปหน่อยล่ะมั้ง...

วาน : เดี๋ยวก่อนสิ ยังมีอะไรให้ดูอีกเยอะเลย (หันขวับไปมองทางอื่นอย่างสนใจ) จะไปไหนต่อดีน้า~~~

หัวหอมถอนหายใจแล้วทำหน้าเบื่อโลกออกมา แต่ก็ต้องเดินตามวานที่ก้าวนำไปก่อนแล้วอย่างเลี่ยงไม่ได้

บัดนี้ชาวบ้านที่คิดอะไรง่าย ๆ ... อัศวินน้อยที่คิดเยอะเกินตัว... และน้องแมวที่คิดเยอะกว่าแต่ก็มีวุฒิภาวะมากกว่า พร้อมจะเดินทางไปด้วยกันแล้ว

------------------------


ณ ฉากเมืองราบานัสต้าซึ่งจำลองขึ้นจากความทรงจำของวาน เคฟก้ากำลังนั่งจุ้มปุ้กอย่างเบื่อหน่าย เหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง แต่มือก็คอยร่ายเวทย์ยิงทำลายเมืองไปด้วย

เคฟก้า : ให้ตายเถอะ...

ทันใดนั้นก็มีคลื่นมิติสีดำปรากฏขึ้นข้าง ๆ ตัวเคฟก้า ทำให้เจ้าตัวสนใจและร้องโหวววขึ้นมา

วาน : เฮ่ย!! ทำอะไรอยู่!?

เคฟก้าหันไปมองทางต้นเสียงเห็นพวกวาน ยาชโทล่า และหัวหอมก็ดีใจ และกระโดดดึ๋งไปต้อนรับข้างหน้าพวกเขา

เคฟก้า : อะไรดีล่ะ? ถามอะไรโง่ ๆ ก้อ.... ก็จะได้คำตอบโง่ ๆ !! (ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่นเคฟก้าก็จะกวนตีนตอบไม่รู้สิ ทำนองเดียวกัน)

ยาชโทล่า : รู้จักเขารึเปล่า? (หันไปถามหัวหอม)
หัวหอม : เกรงว่าจะใช่

วานเริ่มสังเกตเห็นสภาพฉากเมืองราบานัสต้าที่กำลังควันขึ้นโขมงจากการยิงเวทย์เผาของเคฟก้า แล้ววานก็เริ่มสลดใจที่ต้องมาเห็นฉากบ้านเกิดตัวเองถูกเผา แม้ว่าเขาจะรู้ว่ามันไม่ใช่ราบานัสต้าจริง ๆ ก็ตาม

วาน : เมืองของฉัน....

เคฟก้า : เข้าใจละ! งั้นก็จะทำลายมันซะ! ดูสิว่าแกจะรู้สึกยังไง!? (เสียงยียวนดูดตีน)

เคฟก้าพูดด้วยเสียงดูดตีน ว่าแล้วก็ชูมือขึ้นฟ้าชาร์จบอลพลังงานสีดำขึ้นมา เตรียมจะทุ่มโจมตีให้เมืองวอดวาย

เคฟก้า : โกรธรึเปล่า...? ต้องโกรธแน่เลย!

วานทำท่าพร้อมจะโผเข้าไปตบกบาลเคฟก้าแล้ว แต่หัวหอมรีบตะโกนบอกว่าอย่าหลงไปตามคำยั่วยุของมันสิ!

วาน : เข้าใจ และรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เมืองราบารัสต้าที่แท้จริง แต่ว่า!!

เคฟก้าเพิ่มพลังเข้าไปในบอลพลังงานสีดำที่กำลังชาร์จอยู่จนลูกบักเอ้กและเตรียมทุ่มลงมาก เจ้าตัวยังกวนว่าขอให้สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งหลายจับตาดูกันให้ดี

ขณะที่เคฟก้ากำลังจะทุ่มบอลพลังงานใส่เมือง ยาชโทล่าก็ยิงเวทย์ใส่เคฟก้าอย่างรุนแรง ทำให้เคฟก้าต้องทุ่มบอลพลังงานใส่พลังเวทย์ที่ถูกยิงออกมา เพื่อให้หักล้างกัน

ยาชโทล่า : ไม่รู้จักคุณธรรมหรืออย่างไร? ถึงสุขใจกับการทำลายล้างบ้านเกิดเมืองนอนของผู้อื่น... นั่นคงเป็นเหตุผลอันหนักแน่นพอที่จะกำราบแกลง

เคฟก้า : แล้วเจ้าจะต้องกลืนน้ำลายตัวเอง (ยิ้มกริ่ม)

------------------------

วาน ยาชโทล่า และหัวหอม ร่วมกันต่อสู้กับเคฟก้าและร่างจำแลง หลังจากสู้กันไปได้สักพัก เคฟก้ากลับบอกว่า "พอแล้ว เท่านี้ก็พอแล้ว" และคลื่นมิติสีดำก็กระพรือขึ้นรอบบริเวณนั้น

เคฟก้า : ไม่นะ นี่มันตัวเขมือบมิติ!! จะทำยังไงกันดี~~!? แต่ส่วนตัวฉันรู้ว่าฉันจะ.... เผ่น!!!

ว่าแล้วเคฟก้าก็กลับหลังหัน ปล่อยไฟออกจากตูด หนีไปด้วยความเร็วแสง

วาน : เฮ่ยเดี๋ยว!!
หัวหอม : เราเดินมาติดกับของมันเต็ม ๆ
ยาชโทล่า : ณ ที่แห่งนี้ ไม่มีพลังงานมากพอที่จะป้องกันเราได้
หัวหอม : เราจะปล่อยให้โลกถูกกลืนไปงั้นเหรอ!?
วาน : ทุกอย่างหายไปต่อหน้าต่อเลย
หัวหอม : คิดว่าคนอื่นก็น่าจะเจอแบบเดียวกันอยู่... แย่จริง
วาน : เราต้องทำอะไรได้บ้างสิ ใช่มั้ย? ยาชโทล่า?

ยาชโทล่านิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบกลับมาว่า ในตอนนี้ไม่มีหนทางอื่นนอกจากไปขอความช่วยเหลือ

วาน : งั้นก็ไปเลยสิ!
ยาชโทล่า : เราต้องถอยกันก่อน

หัวหอม : เราต้องบอกให้มาเทเรียรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอย่อมรู้ดีกว่าเราว่าทำยังไงถึงจะหยุดยั้งเรื่องเหล่านี้ได้

ว่าแล้วหัวหอมก็ออกวิ่งนำเข้าช่องวาร์ปที่เปิดขึ้นด้านหลังไปก่อน โดนมีวานรีบวิ่งตามเข้าไป

ส่วนยาชโทล่าที่ค่อย ๆ ก้าวตามมา ยังหันไปมองที่คลื่นมิติสีดำ แล้วพูดว่า "ปิศาจที่กลืนกินมิติ"

เป็นอันจบเนื้อเรื่องของพวกวาน ยาชโทล่า หอม... ซึ่งใจความจริง ๆ คือมีท่อนที่ยืนยันว่าในโลก Dissidia แห่งนี้ ความทรงจำสามารถก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างสถานที่ได้ และที่มาเทเรียเรียกคนมาเยอะ ๆ เพื่อจุดประสงค์ 2 อย่างคือ ให้ความทรงจำมากมายช่วยกันขยายอาณาเขตของโลกออก และให้แต่ละคนตีกันเอง เพื่อใช้พลังงานจากการปะทะกันนั้นค้ำจุนโลกไว้

จริง ๆ ก็ไม่ค่อยได้อะไร แต่ก็ดีกว่าเนื้อเรื่องพวกตัวละครก่อนหน้านี้ ที่ไม่ได้อะไรเลย....

------------------------


ตัดกลับมาที่กลุ่มพี่แสง เซซิล น็อคติส ซึ่งเดินก้าวเข้าช่องวาร์ปตรงหน้าผาไป แล้วก็โผล่ออกมาที่ช่องวาร์ปของหน้าผาฝั่งตรงกันข้าม ว่าแล้วทั้งกลุ่มก็คุยกันมุบมิบว่าไอ้ช่องวาร์ปมันทำงานแบบนี้น่ะเอง

พี่แสงสังเกตเห็นอะไรบางอย่างอยู่ในช่องวาร์ปที่พวกตนพึ่งเดินออกมา จึงเรียกให้น็อคติสดู ปรากฏว่าข้างในนั้น พลังงานได้รวมตัวกันเป็นก้อนคริสตัลซึ่งลอยหมุนคว้างอยู่กลางอากาศ

น็อคติสมองดูด้วยความฉงน แต่ไม่ทันไรก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นยิ่งกว่า เมื่อมีแสงสีฟ้าพวยพุ่งอย่างรุนแรงขึ้นจากวิหารของมาเทเรีย น็อคติสยิ่งมองก็ยิ่งตื่นเต้น

ขณะที่พี่แสงบอกว่าการต่อสู้ของพวกเขา คงทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้ขึ้นมา แต่น็อคติสกลับกระดี๊กระด๊า และบอกว่าถ้าพวกนั้น (อิกนิส กลาดิโอ พรอมท์) อยู่ด้วย ต้องตกใจหงายเงิบแน่นอน!!

ว่าแล้วเซซิลก็ตัดบท บอกว่าไปกันต่อเถอะ ในไม่ช้าก็คงได้เจอกับสปิริตัส

------------------------

ทั้งสามออกเดินทางกันต่อแล้ว แต่ไม่ทันไร ก็ได้ยินเสียงประหลาดดังออกมาจากช่องวาร์ปที่พวกเขาพึ่งเดินออกมา พอหันกลับไปดู ก็เห็นร่างมังกรสีทองแหวกว่ายอยู่ในช่องวาร์ปมิติ มันกัดกินคริสตัลภายในนั้น แล้วก็พุ่งทะยานออกนอกช่องวาร์ปมา

น็อคติสที่ยืนจังก้าอยู่หน้าช่องวาร์ป กระโดดหลบได้ทัน และพยายามจะโจมตีตอบโต้กลับ แต่สายเกินไป ร่างของมังกรสีทองนั้นโผบินขึ้นฟ้าไปเรียบร้อยแล้ว

น็อคติส : โธ่เอ๊ย! เอาไงกันต่อดี?
เซซิล : เราไปกันต่อ
น็อคติส : เฮ่ยเดี๋ยว? แล้วจะปล่อยมันไปแบบนี้เหรอ?
พี่แสง : อย่าไปสนใจมัน เซซิลพูดถูกแล้ว

พี่แสงออกเดินต่อทันทีก่อนจะพูดว่าดูท่าดอกผลจากการต่อสู้ของพวกเรา จะถูกแสงนั้นกลืนกินไปแล้ว

เซซิล : เราเคยเห็นเจ้าตัวทำลายมิตินี้มาก่อน มันมีชื่อเรียกเยอะแยะเลย
พี่แสง : ไม่ว่ามันจะมีชื่อเรียกอย่างไร มันก็เป็นปัญหาภาระของมาเทเรีย
น็อคติส : และของพวกเราด้วย!

พี่แสงรีบเดินนำทั้งสองไปจนถึงช่องวาร์ปอีกช่อง แล้วก็ชักดาบเบรฟฮาร์ทขึ้นมา ชี้เข้าไปในช่องวาร์ป

พี่แสง : บางทีอาจถึงเวลาที่เราต้องกลับมาทบทวนว่า ศัตรูที่แท้จริงคือผู้ใด

------------------------

ทั้งสามก้าวเข้าช่องวาร์ปมา แล้วก็เข้ามาอยู่ในภพย่อย ซึ่งเป็นฉากทุ่งหญ้าเขียวขจีติดทะเลสาบ ซึ่งมองออกไปเห็นปราสาทคอร์เนเลียอยู่เลาลาง

นั่นคือฉากที่จำลองมาจากความทรงจำของพี่แสง แต่จะเรียกว่าของพี่แสงก็ไม่ถูกซะทีเดียว ต้องบอกว่าเป็นความทรงจำของซิด แต่ซิดได้ใช้ความทรงจำของตนเองสร้างร่างจำแลงขึ้นมา กลายเป็นจุดกำเนิดของพี่แสง หลังออกจากโลก Dissidia ไปได้ในสงครามครั้งที่ 13 พี่แสงถึงได้ไปเริ่มต้นผจญภัยใน FF1

น็อคติส : นี่พวกเรา... อยู่ภายในเกทเหรอ?

พี่แสง : ที่นี่ คือจุดเริ่มต้นการเดินทางของข้า

เซซิล : คุณเคยไปที่ปราสาทนั้นด้วยรึเปล่า?

พี่แสง : ใช่ เจ้าหญิงได้ถูกลักพาตัวไป ข้าจึงปฏิญาณต่อดาบว่าจะช่วยพาตัวเธอกลับมาให้ได้ ทว่า สิ่งที่คอยพวกเราอยู่นั้น...

ประโยคทั้งยวงท่อนนี้ เป็นการบอกว่าหลังจบสงครามครั้งที่ 13 แล้ว พี่แสงได้ไปผจญภัยใน FF1 มารอบนึง ก่อนจะถูกกวักมือเรียกมายังโลก Dissidia อีกครั้ง

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

เสียงหัวเราะชั่วร้ายดังมาจากทางด้านหลังของพวกน็อคติส ทั้งสามรีบหันกลับไปดูก็พบกับดาบเล่มยักษ์ที่พุ่งเข้ามาโจมตี แต่พี่แสงก็ใช้ท่า Shield of Light ปัดป้องดาบเล่มยักษ์นั้นออกไปได้

น็อคติสเห็นว่ามีใครกำลังบุกเข้ามา ก็ก้าวท้าวเตรียมจะวิ่งออกไป แต่เจอเซซิลยกมือขวางไว้ พร้อมส่ายหน้าบอกเป็นนัยน์ให้สต๊อปปุ อย่าไปเผือกเรื่องของเขา

การ์แลนด์ : จำข้าได้หรือไม่? เจ้าโชคดีมากที่เคยล้มข้าได้มาก่อน!
พี่แสง : การ์แลนด์! ทำไมข้าถึงรู้ว่าเจ้าจะต้องอยู่ที่นี่ได้นะ?
การ์แลนด์ : น่าสนใจ ข้าเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

พี่แสงชักดาบออกมาตั้งด้านหน้า ก่อนจะกวัดแกว่งไปข้างกาย

พี่แสง : ดูท่าชะตากรรมจะชักพาให้เราได้ประดาบกันอีกครา
การ์แลนด์ : แม้จะไม่ถูกพันธนาการไว้ด้วยกาลเวลาแล้ว เรายังถูกชะตากรรมพันธนาการมาให้ต่อสู้กัน!

การ์แลนด์ชักดาบยักษ์ออกมาแกว่งไปข้างตัวตั้งท่าพร้อมลุย ส่วนน็อคติสกับเซซิลอยู่ในท่าระวังตัว น็อคติสยังงง ๆ ว่าควรจะปล่อยพี่แสงสู้คนเดียว หรือจะรุม ก็เลยหันไปมองหน้าขอสัญญาณจากเซซิล

แต่กลายเป็นว่าพี่แสงหันมาพูดว่า "เซซิล น็อคติส! มาร่วมมือกัน!" แล้วพี่แสงก็วิ่งนำไปก่อน

เซซิลรีบวิ่งตาม ส่วนน็อคติสเรียกดาบมายาออกมาครบชุด ก่อนจะปาดาบแล้ววาร์ปตามไป ไม่เสียเวลาวิ่งแบบชาวบ้านเขา

------------------------

หลังตบตีกันจนเขาการ์แลนด์กับเขาพี่แสง หักกันไปคนละข้าง ไม่รู้ว่าเหนื่อยหรืออย่างไร จู่ ๆ พี่แสงก็ชวนคุยขึ้นมา...

พี่แสง : ตอบคำถามข้า สปิริตัสคือผู้ที่บั่นทอนพลังชีวิตของโลกนี้ใช่หรือไม่?

การ์แลนด์ : ไร้สาระ เขาเป็นผู้สืบทอดของเทพองค์ก่อน และผูกพันกับโลกใบนี้อย่างลึกซึ้ง เขาย่อมไม่ปรารถนาให้มันพินาศลง

เซซิลยกกำปั้นขวาขึ้นมาแตะคาง ทำท่าครุ่นคิด

เซซิล : หากนั่นคือความจริง งั้นเราก็กำลังเสียแรงเปล่า
พี่แสง : เจ้าพุดถูกแล้ว เราต้องกลับไปเดี๋ยวนี้ และรายงานให้มาเทเรียทราบว่า...
น็อคติส : เอ่อ.... เดี๋ยวก่อน!!

น็อคติสพูดพร้อมชูมือขึ้นราวกับจะขออนุญาตครูในห้องเรียนถามคำถาม

น็อคติส : อ่า... แล้ว
น็อคติส : อืม.... ก็
น็อคติส : เราไม่ต้องเดินย้อนกลับทางเก่าก็ได้ (เกาหัวแกรก ๆ)

พี่แสง : หมายความว่าอย่างไร?
น็อคติส : จำได้มั้ยว่ามาเทเรียกับสปิริตัสสามารถสื่อสารแบบ Real Time กันได้ที่วิหาร?

น็อคติส : พวกเขาจะทำยังไงก็ช่าง ยังไงสปิริตัสก็คงไม่ทำร้ายพวกเรา
น็อคติส : เราก็แค่ไปขอร้อง (สปิริตัส) แบบนี้ย่อมประหยัดเวลากว่า ฉันมั่นใจ

พี่แสงก้มหน้าคิดสักครู่.... (การ์แลนด์ก็ยังอดทนยืนรออย่างเงียบ ๆ)

พี่แสง : ถ้าสปิริตัสยอมฟังพวกเรา... ก็อาจจะได้ผล

ว่าแล้วการ์แลนด์ก็กระโดดลงมายืนข้าง ๆ พี่แสง

การ์แลนด์ : เขาไม่ได้ซื่อถึงขนาดยอมให้ความขัดแย้งจิ๊บจ๊อย (กับมาเทเรีย) อยู่เหนือวิจารณญาณของตนเองได้

พี่แสง : งั้นจุดหมายต่อไปของเราก็เป็นที่แน่นอนแล้ว

พี่แสงพยักหน้าให้การ์แลนด์
การ์แลนด์พยักหน้าให้พี่แสง
พี่แสงพยักหน้าให้การ์แลนด์อีกรอบ (มึงจะพยัก 2 รอบทำไม!)

แล้วพี่แสงก็หันมาพยักหน้าให้น็อคติสและเซซิล ออกจะเดินนำเข้าช่องวาร์ไปพร้อมกับการ์แลนด์

เซซิล : เป็นทางออกที่ปราดเปรื่องมาก น็อคติส
น็อคติส : ไม่มีปัญหา แต่เอ่อ... ติดอย่างนึง
เซซิล : หืม?
น็อคติส : เรียกว่าน็อคเฉย ๆ ก็พอมั้ง? (เกาหัวต่อ)

แล้วน็อคติสกับเซซิลก็เดินตามเข้าช่องวาร์ปไป

จบเนื้อเรื่องย่อยฝั่งพวกน็อคติส พี่แสง เซซิลแล้ว บทนี้มีเนื้อหาเพื่อยืนยันการมีอยู่ของชินริวซึ่งเขมือบพลังงานของโลกไป และยืนยันว่าสปิริตัสไม่เกี่ยวข้อง สปิริตัสไม่ได้อยากให้โลกนี้พินาศ... ดังนั้นทุกคนจึงเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ (จากที่โดนมาเทเรียสั่งแบบงง ๆ ว่าให้ไปโค่นสปิริตัสลง) เป็นทำยังไงถึงจะดักตีหัวชินริวที่ว่านั่นได้

------------------------



กลับมาที่เรื่องราวทางฝั่งไลท์นิ่ง สคอลล์ ทีน่า และซีดาน ที่เดินทางร่วมกัน

เดิน ๆ อยู่ทีน่าก็หันไปมองทางอื่น เธอหยุดเดิน แล้วก็ร้อง "หือ" ขึ้นมา

ซีดานเห็นก็บอกให้สคอลล์ที่เดินนำลิ่วอยู่หน้าสุดให้หยุดก่อน

สคอลล์ : มีอะไรเหรอ?
ไลท์นิ่ง : เจออสูรมายาอีกตนเหรอ?

ทีน่า : คิดว่าใช่นะ บางทีเราน่าจะแบ่งทีมกันไปค่ะ

ซีดาน : อืมมม... ก็เข้าใจนะ แต่ว่า...

สคอลล์ : (อสูรที่ทีน่าพึ่งสัมผัสได้) ห่างออกไปไกลแค่ไหนล่ะ?

ทีน่า : ก็ใกล้กว่าอีกตนหนึ่ง (ที่กำลังเดินทางไปหาอยู่) ค่ะ

สคอลล์ : งั้นฉันจะตามอสูรตัวเดิมต่อ (ที่อยู่ไกลกว่า)

ว่าแล้วสคอลล์ก็กลับหลังหัน และย่ำเท้าก้าวเดินต่อโดยไม่สนว่าคนอื่นจะเลือกไปทางไหน

ซีดาน : เดี๋ยวสิ!! จะไปคนเดียวเหรอ!?
สคอลล์ : แบบนี้สบายกว่าเยอะ ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ทำอะไรโง่ ๆ หรอกน่า

ซีดานตะโกนเรียกชื่อสคอลล์ให้หยุด แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้สนใจ จนซีดานหันมาเท้าเอวถอนหายใจ

ไลท์นิ่งเห็นแล้วก็ถอนหายใจด้วยอีกคน จากนั้นเธอก็เลือกเดินตามหลังสคอลล์ไป

ไลท์นิ่ง : เรื่องทางนั้นก็ฝากด้วยนะ (หันมาพูดทิ้งท้ายกับซีดาน ทีน่า)
ทีน่า : ค่ะ ไว้ใจได้เลย
ซีดาน : ไม่คิดมาก่อนว่าไลท์นิ่งจะชอบเล่นเป็นคุณแม่นะเนี่ย
ทีน่า : ไม่ได้มีแต่สคอลล์นะ ที่ต้องมีคนคอยดูแลให้

ไลท์นิ่งรีบเดินตามสคอลล์ไป พอสคอลล์ได้ยินเสียงฝีเท้าไล่มา ก็หันมามอง

ซีดาน : ใช่แหละ ฉันเองก็ต้องการคนคอยช่วยกำกับให้อยู่กับร่องกับรอยเหมือนกัน
ทีน่า : ฉันรับหน้าที่นั้นเองค่ะ

*ถ้าเป็นเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ซีดานจะล้อว่าไลท์นิ่งทำตัวเป็นพี่สาว ต่างจากของอังกฤษที่เรียกเป็นคุณแม่ ส่วนประโยคอื่นก็ต่างกันหน่อยแต่ไม่ได้เป็นสาระสำคัญ

แล้วซีดานกับทีน่าก็ไปหาอสูรตนที่อยู่ใกล้ด้วยกัน ส่วนสคอลล์กับไลท์นิ่งก็ไปหาอสูรที่อยู่ไกลกว่า

------------------------

ซีดานเดินอยู่กับทีน่า แล้วก็ทำท่าครุ่นคิดใช้สมอง จนทีน่าต้องถามว่ามีอะไรเหรอ

ซีดาน : คิดว่าพวกนั้นไหวป่ะ? คงไม่ได้อยู่ในบรรยากาศมาคุ หรือแข่งจ้องตากันอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ใช่มั้ย?

ทีน่า : (หัวเราะ) เธอไม่ต้องกังวลเรื่องของทุกคนที่ผ่านเข้ามาก็ได้ (ในญี่ปุ่นจะพูดว่า คิดถึงเรื่องของทุกคนอยู่เสมอเลยนะ)

ว่าแล้วก็มีม็อคตัวหนึ่งบินผ่ากลางระหว่างทั้งสองคน ทีน่าจะก้มลงไปจับ แต่ก็จับไม่ทัน เจ้าม็อคตัวนั้นทำท่าเหมือนจะส่งสัญญาณให้ทั้งสองไล่ตามเขาไป

ซีดานกับทีน่าวิ่งไล่ตามม็อคขึ้นไปบนนอน ก็เจอม็อคฝูงหนึ่งกำลังล้อมคริสตัลสีเหลืองก้อนเล็กอยู่ พอทั้งสองมาถึง พวกม็อคก็หายไป แล้วคริสตัลนั้นก็ลอยขึ้นฟ้า

จู่ ๆ ท้องฟ้าก็กลายเป็นสีดำมืด เกิดฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา ทันใดนั้นกลายเป็นว่าอสูรมายา "รามู" ได้ปรากฏตัว

รามู : ยินดีต้อนรับเหล่านักรบ พวกเจ้าต้องการความช่วยเหลือจากข้าอีกแล้วรึ?
ซีดาน : ช่าย พวกเรากลับมาแล้ว แต่ไม่ต้องห่วง เราไม่ได้มาเพื่อสู้
รามู : งั้นเหตุใดที่นำพาคนหนุ่มสาวอย่างเจ้ามาที่นี่?
ทีน่า : เราอยากรู้เรื่องของเทพที่ปกครองที่แห่งนี้อยู่ค่ะ
รามู : ทวยเทพได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ไม่แปลกที่เจ้าจะสงสัย
ซีดาน : หมายความว่ายังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมกันเลยสินะ (ซีดานพูดเป็นสำนวนเปรียบเทียบว่าพวกนั้นพึ่งเกิดมาได้ไม่นาน)

รามู : แม้พวกเขายังอ่อนเยาว์แต่อย่าได้ตัดสินผิดไป แก่นแท้ของพวกเขาก็คือเทพ ซึ่งสืบทอดเจตจำนงค์ของเทพในอดีต
ทีน่า : เจตจำนงค์ของ... คอสมอสและเคออส?
รามู : ใช่แล้ว พวกเขาอยากให้โลกนี้หลุดพ้นจากชะตากรรมอันโหดร้าย
ซีดาน : ทำไมล่ะ?
รามู : คำตอบนั้นขอให้ถามตัวเอง ทำไมพวกเจ้าถึงดิ้นรนแสวงหาทางรอดให้โลกใบนี้?
ทีน่า : เพราะว่าผู้คนมากมาย มีความทรงจำที่แสนรักใคร่ในที่แห่งนี้ค่ะ
รามู : ทวยเทพเยาว์วัยนี้ก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกับพวกเจ้า

ทีน่า : ทั้งมาเทเรีย และสปิริตัสก็ด้วยเหรอคะ?
ซีดาน : อย่าบอกนะว่า... ที่ผ่านมานี่เราไล่ตามแพะกันมาโดยตลอด? (ในญี่ปุ่นซีดานจะบอกว่า งั้นสปิริตัสก็ไม่ใช่ศัตรูของโลกนี้น่ะสิ)
รามู : ใช่ ศัตรูของพวกเจ้านั้นซ่อนตัวอยู่ในที่อื่น คอยสูบเลือดจากโลกนี้จนกว่าจะแห้ง ดำรงอยู่เพื่อพาไปสู่ห้วงหายนะ ความพยายามของพวกเจ้าไม่สามารถทำให้มันผู้ตะกละตะกลามอิ่มเอมได้

ทีน่า : เขาเป็นใครคะ? คุณรู้ใช่มั้ย?
รามู : พวกข้าเรียกขานมันว่า ผู้เขมือบมิติ มันคือร่างสำแดงของมังกรที่เคยพยายามชำระล้างพวกเจ้า (หมายถึงที่เคยล้างความทรงจำเมื่อแพ้ในวัฏจักร 13 รอบ)
ซีดาน : หมายความว่า ไม่ว่าพวกเราจะสู้เยอะแค่ไหน ยังไงโลกนี้ก็ต้องพินาศเหรอ?
ทีน่า : งั้นเราก็ต้องทำอะไรบางอย่างกับมันใช่มั้ยค่ะ?

ทีน่า : จะไม่ยอมถอยเด็ดขาด แต่ลำพังพวกเราคงไม่อาจทำกันได้ โปรดช่วยเรากำจัดตัวเขมือบมิติ ถ้าร่วมมือกัน เราจะต้องพาโลกนี้กลับออกมาจากห้วงวิกฤตได้แน่ค่ะ

รามู : เจ้าบอกว่า "ร่วมมือ" งั้นรึ? ...ดี  แต่มีเงื่อนไขอย่างหนึ่ง
รามู : จงแสดงพลังออกมา ให้ข้าได้ประจักษ์!
รามู : จงอดทน ยืนหยัดรับความเกรี้ยวกราดของข้าไว้ให้ได้

หลังจากรามูเล่าให้ฟังว่าต้นตอปัญหาจริง ๆ คือชินริวแล้ว แทนที่จะแยกย้ายกลับไปดี ๆ ทีน่าดันไปขอความช่วยเหลือจากรามู เป็นเหตุให้ผู้เล่นต้องดูฉากเหล่าตัวเอกโดนรามูกระทืบเล่นอีกเป็นชั่วโมง กว่าจะเอาตัวรอดกันออกมาได้...

------------------------


หลังจากซีดานและทีน่า ผ่านการนวดจากรามู ต่อเนื่องโดยโอดิน ก็เอาตัวรอดจนหลงมาโผล่ที่เมืองมิดการ์ที่จำลองมาจากความทรงจำของคลาวด์และเซฟิรอธได้

แต่ทันทีที่โผล่ออกมา ทั้งสองก็โดนกับดัก HP Attack ของอุโบ้วต้อนรับ จนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด แต่ก็กลิ้งหลบกันออกมาได้อย่างหวิด ๆ

มาเทอุส : เจ้าสองคน... เซนส์ดีกว่าที่เห็นใช่เล่น

ซีดาน : นี่พี่ชาย! พวกเรามาเดทกันอยู่ ไว้ค่อยว่ากันทีหลังได้มั้ย? (ยังเข้าใจหยอกตามประสาแก)

มาเทอุส : แกกำลังตามหาอสูรตนใด?

ซีดานเริ่มเปลี่ยนมาทำสีหน้าขึงขังที่โดนอ่านเกมออก มาเทอุสเลยบอกว่าถ้าไม่พูดชื่อออกมา ก็ไม่เป็นไร ว่าแล้วเจ้าตัวก็ร่ายกับดักออกมารอบตัว

ช่วงเวลาเดียวกัน ตึกรามบ้านช่องก็โดนฟันแยกออกจากกันจนพังพินาศ เซฟิรอธปรากฏตัวขึ้นและทะยานเข้ามาฟาดฟันทีน่าด้วยความเร็วสูง สาวน้อยได้แต่ร่ายไฟที น้ำแข็งที ปัดป้องการโจมตีแล้วหนีไปเรื่อย แต่แค่เอาตัวรอดก็จะแย่แล้ว เธอโดนเซฟิรอธไล่ต้อนอย่างสมบูรณ์

ส่วนซีดาน ตัดสินใจพุ่งเข้าไปบวกกับมาเทอุส แต่ระหว่างหลบหลีกเวทย์ที่มาเทอุสยิงออกมา ซีดานก็หลงไปติดวงเวทย์กับดักกลางอากาศที่มาเทอุสร่ายไว้ ผลจากกับดักนั้นทำให้ซีดานขยับตัวไม่ได้

เสียงทีน่ากรีดร้องดังขึ้นจากจุดที่ไม่ห่างออกออกไป ซีดานที่แม้ร่างขยับไม่ได้ แต่ก็พยายามออกแรงสุดชีวิตแล้วบอกว่า "ไปเดี๋ยวนี้แหละ!!"

มาเทอุส : ความห้าวหาญของเจ้านั้นช่างน่าชื่นชม อนิจจา เมื่อพวกข้าได้มาซึ่งอสูรมายา พวกแกก็จะถูกกำจัดทิ้ง

ซีดาน : เปล่าประโยชน์น่า อสูรมายาเลือกที่จะอยู่ข้างพวกฉันแล้ว!

มาเทอุส : ร้องดั่งลูกแกะผู้อ่อนแอ

อีกทางด้านหนึ่ง ทีน่าหมอบหมดสภาพอยู่กับพื้น ส่วนเซฟิรอธก็ถือดาบย่างสามขุมเข้ามาหา

เซฟิรอธ : โทษนะ ไม่อยากให้เจ้าต้องรีบตาย (ก็เลยออมมือแล้วเล่นไล่ต้อนอยู่พักนึง)

ทีน่าพยายามลุกขึ้นมาแล้วตั้งดาบขึ้นเตรียมรับการโจมตี ดวงตาของเธอยังสู้อยู่

เซฟิรอธ : ดี ยังมีไฟเหลืออยู่สินะ

ทีน่าลุกขึ้นแล้วเข้าไปฟาดฟันกับเซฟิรอธ แม้จะสู้ไม่ได้แต่เหมือนเซฟิรอธจะออมมือเพื่อเล่นสนุกไปเรื่อย

ส่วนซีดานที่นอนติดกับดักอยู่นั้นก็ได้แต่ตะโกนเอาใจช่วย แต่ไม่ทันไรเขาก็โดนมาเทอุสเหยียบเข้าไปทีหัวเพื่อให้หุบปาก

มาเทอุส : ตอนนี้ไม่มีใครจะมาช่วยเจ้าได้แล้ว

ทันใดนั้นเอง... มนุษย์กระจับก็เดินผ่านหลังมาเทอุสไปอย่างเงียบ ๆ

คุจา : ถึงตาของฉันแล้วสินะ

ทันทีที่ได้ยินเสียง มาเทอุสรีบเหวี่ยงคทาไปฟาดที่ด้านหลัง แต่ก็ว่างเปล่า คุจาไม่ได้อยู่ตรงนั้น

มาเทอุส : เจ้าคนทรยศ!!

ว่าแล้วคุจาก็พุ่งเข้าโจมตีอย่างรุนแรงจนมาเทอุสกระเด็นออกไป ส่วนคุจาก็สลายกับดักและฮีลให้กับซีดาน

คุจา : ลุกขึ้นมา

ซีดานที่ลุกขึ้นมาได้ด้วยการช่วยเหลือของคุจาก็พุ่งเข้าไปบวกกับมาเทอุสอีกครั้ง คราวนี้มาเทอุสร่ายเมเทโอลงมา แต่ซีดานก็กระโดดหลบได้อย่างคล่องแคล่ว การต่อสู้จึงเป็นไปอย่างสูสี

แล้วคุจาก็หันมาช่วยทีน่าที่กำลังเสียท่าให้เซฟิรอธ แล้วก็ฮีลให้เธอเสร็จสรรพ

คุจา : ถ้าสนใจที่จะเต้นรำ โปรดให้ผมเป็นผู้นำเอง (หัวเราะ)

ว่าแล้วซีดานก็กระโดดเข้ามาสมทบข้างคุจาและทีน่า ส่วนมาเทอุสก็ลงมาสมทบข้างเซฟิรอธ

คุจา : ในที่สุดคู่หูของผมก็ยืนด้วยสองเท้าได้สักที
ซีดาน : เงียบไปเลยน่า!
คุจา : อย่าให้ผู้ชมต้องคอยนาน
ทีน่า : ไปกันเลยค่ะ!
คุจา : ซ้อมกันเสร็จแล้ว ก็เปิดการแสดงได้!

ซีดาน คุจา ทีน่า แปลงร่างเข้าสู่สภาวะ Trance พร้อมเพรียงกัน ทั้ง 3 ร่วมกันเข้าไปต่อกรกับเซฟิรอธและมาเทอุส

ทว่าเมื่อสู้ไปได้สักพัก ก็มีคลื่นมิติสีดำปรากฏขึ้นกลืนกินพื้นที่โดยรอบ แล้วจู่ ๆ เซฟิรอธก็หัวเราะขึ้นมา

เซฟิรอธ : ตัวเขมือบมิติตื่นขึ้นมาแล้ว
มาเทอุส : ฮึม อสูรกายที่ไม่ควรปลุกขึ้นมา ไป... จากที่แห่งนี้กัน

สองวายร้ายหนีไปจากจุดเกิดเหตุอย่างดื้อ ๆ ส่วนพวกคุจา ซีดาน ทีน่า ก็ออกจากสภาวะ Trance กลับคืนสู่ร่างปกติ

คุจาที่เห็นว่าหมดหน้าที่แล้ว ก็โดดเข้าช่องวาร์ปไปโดยไม่พูดไม่จา... จะบอกว่าทำตัวไม่ถูกก็คงใช่ เพราะตั้งแต่เข้ามาในโลก Dissidia คุจาก็รับบทคนสองหน้ามาตลอด แม้ถูกเรียกตัวมาในฐานะข้ารับใช้ของเคออส แต่ก็มีความทรงจำหลังจบเรื่องใน FFIX ทำให้คุจาห่วงซีดาน, ช่วยคลายมนต์สะกดที่เคฟก้าร่ายไว้ควบคุมทีน่า และยังปลอบคลาวด์ที่ต้องสู้กับเพื่อนที่มาจากโลกเดียวกัน แต่หลังจากโดนไลท์นิ่งสังหารและคืนชีพขึ้นมาใหม่ คุจาก็โดนเคฟก้าฟังความทรงจำปลอม ๆ ให้ไปหาเรื่องซีดานแทน แต่ก็เป็นซีดานคนเดิม ที่สามารถกลับมาซื้อใจคุจาได้อีกครั้ง

ทั้งสามวาร์ปมาโผล่ในดินแดนอันห่างไกล คุจาพยายามจะเดินหนีทีน่ากับซีดานที่ไล่ตามมา แต่ม็อคก็โผล่มาขวางคุจาไว้ พอคุจาจะเดินหนีไปทางอื่น ม็อคมันก็ตามไปขวางตลอด

คุจา : จะพูดอะไรก็พูด ไม่งั้นก็ไปให้พ้น! (พูดกับม็อคที่ขวางทาง)
ทีน่า : มากับพวกเราเถอะค่ะ!
ซีดาน : เหอออออออออ!? (ต๊กกะใจที่ทีน่าเอ่ยปากขอเอง)

ทีน่า : ฉันก็คิดอยู่ว่าเราเราจะได้เจอกันอีกมั้ย ไหน ๆ ตอนนี้เรามีเวลาคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ว่าไงคะ?

คุจาที่พยายามตีตัวออกห่างแล้ว หันมามองหน้าทีน่าแล้วก็ได้แต่จังงัง ว่าแล้วก็หลบสายตา

ซีดาน : คงไม่ปฏิเสธสุภาพสตรีอยู่แล้ว ใช่มั้ยล่ะ?

คุจาถอนหายใจหนึ่งที ก่อนจะตัดสินใจเล่นใหญ่

คุจา : หากเป็นประสงค์ขององค์หญิง กระผมคงมิอาจปฏิเสธ (โค้งคำนับพร้อมยิ้มให้)

ทีน่า : คุณเป็นคนคลายมนต์สะกดของเคฟก้าให้ฉันใช่มั้ยคะ?

คุจา : ผมเองก็จำไม่ค่อยได้ด้วยสิ (มันแกล้งลืมไปงั้นแหละ)

ทีน่า : ถ้าไม่ได้คุณช่วยไว้ ฉันก็คงไม่มีวันได้สติกลับมา

คุจา : งั้นเหรอ? โชคดีจริง ๆ เลยนะครับ

ทีน่า : พูดจริง ๆ นะคะ ขอบคุณค่ะ

------------------------


ดองและหายไปนาน... หลังจากผจญมรสุมทั้ง FFXV Royal Pack, เลี้ยงโจโคโบะใน Comrades, ต่อยกับซัลดินใน KHUX, สอนคีย์เบลดให้ลูกศิษย์ และดูบุพเพสันนิวาส ในที่สุดก็เจียดเวลามาเผาเนื้อเรื่อง Dissidia NT ต่อได้

ตอนที่แล้ว หลังจากคุจามาช่วยพวกซีดานและทีน่าให้เอาตัวรอดจากมาเทอุสและเซฟิรอธได้สำเร็จ คุจาก็จะโกยหนี แต่เจอทีน่าเรียกร้องให้อยู่เจรจาด้วยก่อน คุจาที่พยายามจะเล่นบทสุภาพชน เลยต้องอยู่คุยกับทีน่า ที่พยายามจะขอบคุณคุจาที่เคยช่วยปลดปล่อยเธอจากมนต์สะกดของเคฟก้ามาตลอด

ทั้งสามเดินทางร่วมกันต่อจนวาร์ปมาถึงกลางเมืองอเล็กซานเดรียที่จำลองมาจากความทรงจำของคุจาและซีดาน และก็ตามพวกม็อคที่นำทางมา จนมาเจอกับอสูรมายาอเล็กซานเดอร์

ทีน่า : อเล็กซานเดอร์ โทษนะคะ พวกเราอยากจะ...

โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง อเล็กซานเดอร์ก็ยิ่งบีมผ่ากลางทั้งสามมา ทำให้ต้องกระโจนหลบกันไปคนละทิศคนละทาง

ซีดาน : อะไรกันฟะ?
ทีน่า : ได้โปรดฟังพวกเราเถอะค่ะ พวกเราไม่ได้มาทำอันตราย!

พูดกันขนาดนี้แล้ว อเล็กซานเดอร์กลับยิ่งปล่อยบีม ยิงแสง เฟี้ยงอุกกาบาตกระจายไปทั่วทั้งฉาก

คุจา : สงสัยเพราะมีผมมาด้วยแน่ ๆ

(คุจาจะนึกถึงตอนที่ตนเองนำยานอินวินซิเบิลมายิงลำแสงใส่อเล็กซานเดอร์จนร่วงใน FFIX)

คุจา : ผมอยู่ไปก็มีแต่จะยั่วให้เขาโกรธ
ซีดาน : อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลยน่า ที่นี่ไม่เหมือนที่โลกพวกเราสักหน่อย ไม่งั้นพวกม็อคจะนำทางเรามาที่นี่ทำไม?
ทีน่า : คุจา ทำยังไงถึงจะทำให้เขาเย็นลงได้คะ?
คุจา : ไร้เดียงสาจังเลยน้า อย่าให้ขำเลย

อเล็กซานเดอร์ : ข้าคือตุลาการศักดิ์สิทธิ์

คุจา : เจ้าพวกนี้มันไม่เคยฟังเหตุผลหรอกกกก

อเล็กซานเดอร์ : จงหมอบกราบลงด้วยความยำเกรง ปิดปากไว้ด้วยความหวาดกลัว

แล้วก็เข้าอีหรอบเดิม นั่นคือต้องช่วยกันรุมโค่นอเล็กซานเดอร์ลง

หลังจากชนะอเล็กซานเดอร์ไปแล้ว มันจะมอบคริสตัลที่ทำให้เรียกตัวมาช่วยได้ทุกเมื่อ

ซีดาน : นายช่วยพวกเราไว้นะ (พูดอวยคุจา)
คุจา : บังเอิญน่ะ ฉันเล็งอเล็กซานเดอร์ไว้แต่แรกแล้ว (ยังกวนตีน ไม่ยอมรับว่าห่วงพวกซีดาน)

หลังจากนั้นคลื่นมิติสีดำก็ปรากฏขึ้นกลืนกินฉากแห่งนั้นอีกครั้ง คุจาเลยรีบบอกให้เผ่นกันก่อนที่มิตินี้จะถูกกลืนกินจนหมด ว่าแล้วตัวเองก็รีบสาวเท้าพั่บ ๆ ไปทางช่องวาร์ปเป็นคนแรก

ทีน่า : คุจา... อย่าทำตัวเป็นคนแปลกหน้าเลยนะคะ

คุจาเอียงตัวมารับฟังเสียงของทีน่า แต่ก็ยังรีบก้าวเท้าเข้าช่องวาร์ป หนีไปคนเดียวก่อน ซีดานเลยรีบชวนทีน่า หนีออกช่องวาร์ปอีกทาง

------------------------

ซีดาน ทีน่า ได้กลับมารวมกลุ่มกับไลท์นิ่งและสคอลล์ ทั้ง 4 กำลังเดินทางกลับไปหามาเทเรีย ทว่าในไม่ช้าก็เจอพวกวาน หัวหอม ยาชโทล่า ที่กำลังจะไปหามาเทเรียเช่นกัน

ซีดาน : พวกนายก็กำลังจะกลับเหมือนกันเหรอ?
หัวหอม : ทางนั้นก็ด้วยเหรอครับ?
ซีดาน : อื้อ พึ่งเสร็จงานกันน่ะ
วาน : งานไรอ่ะ?
ซีดาน : ท๊าดา~~

แล้วซีดาน สคอลล์ ทีน่า ก็ควักคริสตัลสำหรับเรียกอสูรขึ้นมาคนละก้อน

ยาชโทล่า : คิดมาตลอดว่าการโค่นพวกที่เหมือนกับ Primal (ศัพท์ที่เรียกพวกอสูรมายาใน FFXIV) คงเป็นเรื่องที่สาหัสสากรรจ์
ซีดาน : เหงื่อยังไม่ทันออกเลยแหละ แล้วพวกนายล่ะเจออะไรบ้าง?
วาน : ก็สนุกดี ไม่ว่าที่ไหนก็เต็มไปด้วยอันตรายทั้งนั้น (หัวหอมส่ายหน้าว่ามันตอบอะไรฟะ ไม่เข้าเรื่อง)
ไลท์นิ่ง : ไม่ได้มาเที่ยวกันนะวาน นี่เรื่องซีเรียส
หัวหอม : อ่า เอ่อ เราเจออะไรเยอะเหมือนกัน ที่เด็ดเลยคือตอนนี้เจ้าตัวเขมือบมิติ บินอาละวาดไปทั่ว

ยาชโทล่า : ใช่ และก่อความพินาศไปทั่ว มันกลืนกินพลังงานที่พวกเราพยายามเก็บสะสมไป....

ทุกคนกำลังตั้งใจฟังยาชโทล่าพูดอยู่ แต่วานไม่ได้สนใจเรื่องที่คุยกัน ว่าแล้วก็เดินมาหยิบคริสตัลไปจากมือของทีน่า

ยาชโทล่า : เป็นภยันตรายคุกคามสมดุลของโลก จนอาจจะพินาศลงในไม่ช้า...

ไลท์นิ่งหันไปเห็นวานกำลังชูคริสตัลและเมียงมองโดยไม่ได้สนใจฟังเรื่องที่กำลังคุยกัน โดยสคอลล์ก็หันไปมองดูว่าวานมันจะทำอะไรอยู่เหมือนกัน

ไลท์นิ่ง : เฮ่ย!! ฟังสิ!! นี่เรื่องสำคัญนะ!!

ไลท์นิ่งเดินไปดุวาน แต่วานก็ยังเถียงคา ๆ คู ๆ ว่าก็ไม่ได้สำคัญพอถึงขั้นที่สคอลล์จะมาสนใจสักหน่อยทำให้สคอลล์สนใจได้สักหน่อย

ซีดาน : ถ้าเป็นแบบนี้... เราก็ต้องมาจัดลำดับความสำคัญของเรื่องกันใหม่แล้วล่ะ

ทีน่า : อยากจะให้คนรู้ว่า... ทั้งมาเทเรียและสปิริตัส ต่างก็เกิดมาจากความปรารถนาของคอสมอสที่จะปกป้องโลกนี้ให้ปลอดภัยค่ะ*

[หมายเหตุ]

*ตรงนี้ตัวเกมทั้งสคริปต์ภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ ทีน่าพูดชื่อทั้งมาเทเรียและสปิริตัส และบอกว่าเกิดจากความปรารถนาของคอสมอส โดยไม่ได้เอ่ยชื่อเคออส ราวกับว่าเคออสไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งฟังแล้วผมก็งงว่า ตกลงเคออสเกี่ยวหรือไม่...?

**ทว่าเมื่อย้อนกลับไปตอนที่ทีน่าฟังเรื่องนี้จากรามู รามูบอกว่าแก่นแท้ของมาเทเรียและสปิริตัส คือเจตจำนงค์ของเทพในอดีต โดยในสคริปต์อังกฤษใช้คำว่า gods ส่วนในญี่ปุ่นก็เขียนว่า 2 เทพเลย หลังจากนั้นประโยคถัดมาทีน่าก็ทวนซ้ำว่า "คอสมอสและเคออส งั้นเหรอคะ?" เหมือนกันทั้งสองภาษา

***จากหน้าประวัติตัวละครสปิริตัส ในเว็บไซต์หลักของ Theatrhythm -Final Fantasy- All-Star Carnival มีการระบุไว้ว่าสปิริตัสเกิดจากเจตจำนงค์ของเคออส ใน FFWikia จึงใช้ตรงนี้เป็นแหล่งอ้างอิงว่าสปิริตัสเกิดจากเคออส ซึ่งผมว่าก็น่าจะเชื่อตามนั้น

ทีน่า : ฉันเองก็อยากจะให้โลกนี้ปลอดภัยเช่นกันค่ะ ที่นี่มีเรื่องราวเกิดขึ้นกับฉันมากมาย มันอาจจะไม่ใช่เรื่องดีไปซะทุกเรื่อง แต่ที่แห่งนี้ ก็ยังคงเป็นสถานที่สำคัญสำหรับฉัน

ซีดาน : ถ้าไม่มีโลกใบนี้ พวกเราคงไม่ได้กลับมาพบกันอีก

(วุ่นวายกันขนาดนี้ ซีดานแกยังคิดจะกลับมาอีกเหรอ!?)

หัวหอม : ผมก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น เรายังแทบไม่รู้จักเรื่องราวในโลกของกันและกันเลย (ในสคริปต์ญี่ปุ่น จะพูดตรง ๆ ว่ายังอยากรู้เรื่องราวในโลกของคนอื่น ๆ อีก)

ยาชโทล่า : งั้นก็เตรียมจับอาวุธ ดินแดนแห่งนี้ต้องลำบากเพราะเจ้ามังกรจอมตะกละมานานเกินไปแล้ว (ในสคริปต์ญี่ปุ่นจะพูดว่ารีบไปกันเถอะ รีบไปกำจัดเจ้าตัวเขมือบมิติ ก่อนที่โลกนี้จะล่มสลายลง)

แล้วทั้ง 7 ก็มุ่งหน้ากลับไปยังวิหารของมาเทเรีย เพื่อแจ้งข้อมูลที่ได้ค้นพบมาทั้งหมดให้เธอทราบ

------------------------


ขณะที่เหล่านักรบทั้งสองฝั่งตรากตรำกับการต่อสู้และคิดหาทางออกให้กับโลกที่พลังงานรั่วไหล เทพธิดาจักรกลมาเทเรีย ก็ตากแอร์ฟังเสียชีพจรของโลกรออยู่ในวิหารของตนเอง

มีเสียงฝีเท้าที่น้ำหนักไม่เท่ากัน 2 คู่ ย่างก้าวเข้ามาในวิหาร มาเทเรียหันกลับไปแล้วพบเห็นคลาวด์ที่พึ่งกลับจากการเผชิญหน้ากับเซฟิรอธ และบัทซ์ที่มัวหลงทาง กลับมาหาเธออย่างพร้อมเพรียงกัน

บัทซ์ : แกคือมาเทเรียที่เขาพูดถึงกันสินะ? ยินดีที่ได้รู้จัก (โบกมือ)

มาเทเรีย : ข้าได้ยินเรื่องของนักรบที่สาบสูญ และกำลังกระวนกระวายอยู่เชียว โชคดีแล้วที่เจ้าสามารถเดินทางมาหาข้าได้อย่างปลอดภัย

คลาวด์ : ก่อนจะดีใจ ฉันมีข่าวร้ายจะบอก

มาเทเรีย : แม้ว่าเจ้าจะออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่งแล้ว ทว่าชีพจรของโลกก็ยังคงแผ่วเบาเลือนรางไม่แปรเปลี่ยน

มาเทเรียหันไปมองก้อนคริสตัลยักษ์ทางด้านหลังก่อนจะกล่าวต่อด้วยท่าทีกังวล

มาเทเรีย : หรือว่าลูกสมุนของสปิริตจะเป็นฝ่ายที่เหนือกว่า?

คลาวด์ที่อุตส่าห์ทนฟังเจ๊เดา ก็ส่ายหัวแล้วบอกว่า "ไม่ ไม่ใช่"

บัทซ์ : ตัวอะไรบางอย่างมันซดโฮกพลังงานของเราไป ไอ้เจ้าเก่านั่นแหละ

มาเทเรีย : หากเจ้ารู้ตนเหตุของปัญหา เหตุใดถึงไม่ทำลายมันเล่า?

คลาวด์กับบัทซ์หันมามองหน้ากันแบบไม่ต้องมีคำบรรยาย.... ผมก็ไม่รู้ว่าว่าทั้งสองคิดอะไรอยู่ แต่ส่วนตัวรู้สึกว่าอีเจ๊นี่ก็พูดง่ายจัง เอาแต่สั่งอย่างเดียว

ระหว่างที่คลาวด์กับบัทซ์จ้องหน้ากันว่าใครจะพูดอธิบายดี ป้าแชนท็อทโตะที่จริง ๆ แล้วก็มาด้วยกัน ก็ก้าวเท้าเข้ามาในวงสนทนา แล้วเอ่ยปากอธิบายเอง

แชนท็อท : ศัตรูนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าพวกเรา ส่วนเจ้าผู้ไม่รู้เดียงสา มีแต่ทำให้ข้างงงวย!

ว่าแล้วป้าก็ร่ายเวทย์ เหวี่ยงคทาสร้างจอภาพขึ้นมากลางอากาศ แล้วก็เหวี่ยงคทาอีกที ทำให้ปรากฏภาพภายในวิหารของสปิริตัส ที่ซึ่งพวกลูกสมุนของสปิริต น็อคติส เซซิล และพี่แสง ก็ยืนหารือกันอยู่

แชนท็อท : อย่าเสียเวลาแสนมีค่าไปกับการยืนจังงัง สถานการณ์บังคับให้เราต้องเจรจารับฟัง!

ทางด้านฝั่งสปิริตเอง ก็มีจอภาพปรากฏขึ้นมา ทำให้เห็นภาพของพวกมาเทเรียและสื่อสารแบบ Real-time กันได้เช่นกัน

พี่แสง : จังงัง? นี่ข้าจังงังงั้นรึ?

น็อคติส : ถามฉันเพื่อ...?

มาเทเรีย : (เขม่นตาพูดกับสปิริต) หมายจะให้นักรบของข้า หักหลังข้ารึ?

สปิริตัสปักดาบลงพื้นแล้วเชิดหน้าพูดบ้าง (ทั้งเรื่องได้พูดกี่ประโยคเองฟะเนี่ย)

สปิริตัส : เก็บทีท่าชวนหาเรื่องของเจ้าไว้วันหลัง มาเทเรีย!

แล้วสปิริตัสก็หันไปมองทางเมฆาอันธาร ที่กำลังถือลูกพลังซึ่งมีมังกรทองถูกกังขังอยู่ภายใน มันคือชิ้นส่วนของชินริวที่สามารถกลายร่างเป็นชินริวตัวย่อย ๆ ออกมาได้ด้วยนั่นเอง

เมฆาอันธการ : ขนาดชิ้นส่วนของเจ้าสัตว์ร้ายก็ยังก่อตัวเป็นรูปร่างเช่นนี้ พวกเราจะลำบากไปอีกเรื่อย ๆ จนกว่าจะปราบมันได้อย่างราบคาบ

ว่าแล้วเมฆาอันธการก็ทำลายมังกรทองตัวย่อยนั้นทิ้ง ส่วนมาเทเรียที่ไม่รู้อะไรเลยมาตั้งแต่แรก ก็ได้แต่ยืนจังงัง อ้าปากค้างอยู่ตรงนั้นแหละ

บัทซ์ : ไม่ว่าเราจะไปไหน ก็เจอมันทุกที่เลย

แชนท็อท : และตราบที่มันยังมีลมหายใจ หนทางกลับไปยังโลกของเราจะถูกปิด พินิจแล้วจึงควรกำจัดมันให้ไว

ป้าหมายถึงตอนจะกระโดดเข้าช่องวาร์ปที่เชื่อมต่อกลับไปยังโลกของตัวเอง ชินริวจะโผออกมาขวางไว้ทุกครั้ง เพื่อกันไม่ให้ใครหนีออกไปได้

มาเทเรีย : เจ้ารู้เรื่องนี้อยู่แล้วรึ สปิริตัส? นี่เจ้ายืนนิ่งดูดายในขณะที่โลกนี้ถูกสูบเลือดเนื้อออกไปเรื่อย ๆ อย่างนั้นรึ?

....โอย... อีเจ๊นี่... ไม่รู้อะไรแล้ว ยังอคติโทษคนอื่นไปเรื่อย...

สปิริตัสได้ยินก็ส่ายหัว

สปิริตัส : ข้าก็ไม่ค่อยรู้อะไรเหมือนเจ้านั่นแหละ! แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่น่าละอาย พวกเราจะเติบโตได้ ก็ต่อเมื่อโลกนี้ได้เติบโตไปพร้อมกับพวกเราด้วย

มาเทเรีย : ........เข้าใจแล้วค่ะ งั้นข้ามีเรื่องที่อยากร้องขอ เหล่านักรบผู้มาจากต่างโลก โปรดให้ข้ายืมพลังและความสามารถของพวกเจ้าด้วย โปรดนำพาโลกนี้ออกไปจากวังวนแห่งการต่อสู้ (ว่าแล้วก็ก้มหัวให้กับทุกคน)

อีเจ๊ก็พูดง่ายไป เหมือนว่าในขณะนั้นมาเทเรียจะเข้าใจว่าถ้ากำจัดชินริว ที่เป็นตัวเขมือบพลังงานของโลกไปได้แล้ว โลกก็จะคงอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง ทว่าตอนท้ายเรื่องเราจะรู้ว่าถึงไม่มีปัจจัยเรื่องชินริวมาสูบพลังงานแล้ว แต่โลกนี้ก็มีสภาพที่พลังงานจะลดลงเรื่อย ๆ อยู่ดี ทำให้ยังไงก็ต้องอาศัยการต่อสู้เพื่อสร้างพลังงานและค้ำจุนโลกไว้

แล้วคลาวด์ บัทซ์ พี่แสง เซซิล น็อคติส ก็พยักหน้าตอบรับ เว้นแต่คุณป้าแชนท็อทที่ยิ้มรับ แต่นั่นก็เป็นวิธีตอบรับของป้าแก

สปิริตัสเองก็ก้มหน้าหลับตาและเงยหน้าขึ้น เป็นอันว่าตกลงเช่นกัน

จากนั้นพี่แสงก็เดินออกมาทางจอภาพ ดวงตาจดจ่อมองไปยังมาเทเรีย แล้วชักดาบเบรฟฮาร์ทขึ้นมาตั้งตระหง่านตรงเบื้องหน้า

"แสงสว่าง อยู่เคียงข้างเราเสมอ"

------------------------


นักรบทั้งสองฝ่าย มายืนเรียงประจันหน้ากันแบบฟูลทีม

ฝั่งสปิริตัสเล่นตามกติกา ส่งตัวผู้เล่น 11 คนครบ จัดระบบทีม 2-4-5 กะมารุกเต็มสูบโดยช่างแม่งเกมรับ มีกัปตันสปิริตัสยืนบัญชาเกมอยู่ในบทบาทมิดฟิลด์ตัวกลาง และมีการ์แลนด์เป็นหัวหอกทะลวงเป้า

ส่วนฝั่งมาเทเรีย ติดตั้งระบบ 7-7-2 กองหลัง 7 กองหลัง 7 ใช้ระบบหน้าคู่.... มีพี่แสงและทีดัสคนตีหมา ทำหน้าที่ผลิตสกอร์

การ์แลนด์ : เพื่อตัดโซ่ตรวนที่พันธนาการพวกเราไว้ในวัฏจักร เราถึงต้องยืนหยัดร่วมกัน!

พี่แสง : ไม่ว่าจะเป็นทวยเทพหรือนักรบก็ตาม ศัตรูร่วมของพวกเรา ก็มิใช่ใครอื่นนอกจากตัวเขมือบมิติ

พี่แสง : อ๊ะ....

พี่แสง : หึ หึ หึ หึ หึ

พี่แสง : หึ ฮะ ฮะ ฮ่ะ ฮ๊ะ ฮ่ะ

พี่แสง : ฮ่าาา ฮ่าาาา ฮ่าาา ฮ๊าาาาาา

จู่ ๆ พี่แสงแกก็หัวเราะคนเดียวโดยไม่บอกไม่กล่าวใครให้รู้ก่อนว่าแกขำอะไร จนทุกคนต้องหันมาสบตา ถามกันว่าแกไปโดนตัวไหนมา

พี่แสง : เราอาจจะแตกต่าง แต่ในโลกนี้... เราเป็นหนึ่งเดียว!!

ภาพตัดไปทางเคฟก้าที่เอามือซ้ายบีบจมูก แล้วมือขวาทำท่าปัดรังควานกลิ่นมิตรภาพ

บัทซ์ : ก็แค่ตอนนี้เท่านั้นแหละ

ทีน่า : ใช่ อย่าคิดว่าจะให้อภัย (พูดกับเคฟก้า)

น็อคติส : โลกนี้นี่แหล่มสุดจริง ๆ

ซีดาน : ไว้จบเรื่องแล้ว มาเจอกันใหม่ (พูดกับคุจา)

ทีดัสยกมือซ้ายขึ้นขนาบอก ส่งสัญญาณพร้อมเขี่ยลูก ส่วนยาชโทล่าที่หูกระดิก ก็สัมผัสได้ถึงชินริวที่คลืบคลานเข้ามาใกล้

ยาชโทล่า : มันเข้ามาใกล้แล้ว ต้องรีบลงมือละ

คลาวด์ : เก็ตละ มาเริ่มกันเถอะ

สปิริตัส : ไม่มีนักรบที่เก่งกาจไปกว่านี้อีกแล้ว ข้าเข้าใจอย่างไร้กังขา

มาเทเรีย : จงก้าวไป... คว้าชัยชนะ!!

ว่าแล้วนักรบทั้งสองฝ่ายก็พุ่งเข้ามาเปิดเกมรุกใส่กัน... การปะทะกันนั้นส่งผลให้เกิดพลังงานมหาศาล จนกรรมการชินริวต้องโผล่มาขอซดโฮกพลังงานนั้น

นักรบและเทพร่วมกัน 27 ชีวิตหรือ 54 เท้า ช่วยกันป้องกันการโจมตีจากชินริวไว้ได้ ก่อนจะเคาตอร์กลับแล้วโผเข้าไปกระทืบชินริวกันคนละตีนสองตีน ก่อนที่พี่แสงจะเข้าไปผ่าชินริวออกเป็นสองเสี่ยง

ทว่าชินริวก็ไม่ได้ตาย... ตามที่นางเมฆาอันธการอธิบายไว้ก่อนแล้วว่าชิ้นส่วนของชินริวนั้นสามารถฟื้นฟูกลับขึ้นมาเป็นชินริวใหม่ได้ (เหมือนเซลล์หรือจอมมารบู) ดังนั้นถ้าจะกำจัดชินริว ก็ต้องเป่าให้ไม่เหลือซากเท่านั้น

การต่อสู้ยกสองจึงเริ่มขึ้น.... และที่เหลือคือหน้าที่ของผู้เล่นเองแล้ว

------------------------


ความเดิมตอนที่แล้ว หลังจากที่เหล่าตัวเอกและตัวร้าย ร่วมกันล่อชินริวออกมารุมกระทืบได้แล้ว... ชินริวก็ระเบิดบรึ้ม (แต่ไม่กลายเป็นโกโก้ครันซ์) แล้วหายไปในลักษณะที่ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็คงเรียกว่า Oblivion

ไม่มีใครรู้ว่าชินริวตายจริงหรือล้อเล่น... ก็อย่างที่นางเมฆาอันธการได้บอกไว้ว่าขนาดชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของชินริวก็ยังสามารถฟื้นฟูกลับขึ้นมาเป็นชินริวขึ้นมาใหม่ได้ ดังนั้น ถ้าไม่เป่าให้สูญสลายแบบสิ้นซากดั่งที่เซลล์หรือจอมมารบูเคยโดน ชินริวก็ยังสามารถกลับมาใหม่ได้

ถ้าผู้เล่นยังอยากเล่น Dissidia ภาคต่อไปเขาก็คงจะมาเฉลยว่าชินริวยังไม่ตาย แต่ถ้ามันสิ้นสุดลงแค่ภาคนี้ ก็ถือว่าชินริวตายไปแล้วจริง ๆ

เมื่อหมอกควันแห่งการต่อสู้จางหาย สปิริตัสกับมาเทเรียต่างก็ชูอาวุธของตนขึ้นฟ้าแล้วนำมาแตะกัน ราวกับแทนคำขอบคุณที่ได้ร่วมมือร่วมใจกันจนสามารถปกป้องโลกของพวกเธอได้สำเร็จ

หลังจากนั้น ม็อคก็นำคริสตัลมาแจกจ่ายให้กับนักรบทุกคน ซึ่งเมื่อแต่ละคนได้สัมผัสคริสตัลแล้ว ก็จะเป็นการถ่ายทอดความทรงจำ (ใน FFWikia เรียกว่าแก่นแท้ หรือ Essence) ของแต่ละคนลงไป เกิดเป็นร่างจำแลงรูปแบบใหม่ขึ้นมา

ทีนี้ เจ้าร่างจำแลงที่เกิดขึ้นมาใหม่นี่ ดันมีรูปร่างท่าทางเหมือนตัวจริงเป๊ะ ดูภายนอกแล้วเหมือนเป็น Perfect Manikin แต่ก็ไม่รู้จะมีสติสัมปชัญญะและจิตใจรึเปล่า? คือตอนแรกก็เห็นมันยิ้มและโบกมือได้ แต่ในฉากสุดท้ายมันดูหยั่งกับตุ๊กตาราคาถูกกันยังไงยังงั้น

เอาเป็นว่าหลังจากถ่ายทอดความทรงจำของตัวเองไว้ในคริสตัลแล้ว แต่ละคนก็แยกวง กลับบ้านกลับช่อง ทางใครทางมัน

สลายการชุมนุมกันไปอย่างรวดเร็ว....

------------------------

ในเวลาต่อมา หลังจากที่ทุกคนกลับบ้านช่องกันไปหมดแล้ว มาเทเรียและสปิริตัส ก็แยกย้ายกลับไปยังวิหารของตน แต่ก็ยังมีอารมณ์เปิด Video Call มาคุยกัน

มาเทเรีย : อย่าลืมนะคะ หากปราศจากนักรบของฉัน เรื่องที่จะปราบชินริวได้ก็ไม่มีหวัง

(แหม่!!! เรียกได้เต็มปากเต็มคำว่านักรบของฉัน... ทำหยั่งกับเจ้าพวกนั้นเชื่อฟังหรืออยากเป็นพวกเธองั้นล่ะ!!)

สปิริตัส : จริง

มาเทเรีย : ฉันกล้ำกลืนยอมเสียศักดิ์ศรี (ร่วมมือกับสปิริตัส) ก็เพื่อการนั้น

สปิริตัส : ข้าก็ไม่คิดมาก่อนว่าเจ้าจะเลือกทำเช่นนั้น

มาเทเรีย : ก็ฉันไม่มีทางเลือก! (สะบัดหน้า) เลยได้แค่ทำในหนทางเดียวที่เป็นไปได้ ดังนั้นอย่าได้สำคัญตัวผิดไปนัก ที่ฉันทำ ฉันทำไป...

มาเทเรีย & สปิริตัสพูดพร้อมกัน : "เพื่อโลกใบนี้"

(มาเทเรียทำหน้าตกใจว่าสปิริตัสพูดดักเธอไว้ได้ยังไง... แต่เอาจริง ๆ ทุกคนก็ดูสถานการณ์และอ่านความคิดของมาเทเรียออก น่าจะมีแต่มาเทเรียที่ดูคนอื่นไม่ออก ตอนก่อนถึงได้ตีโพยตีพาย ถามว่าคลาวด์บัทซ์รู้เรื่องชินริวแล้วทำไมไม่กำจัด? มโนไปว่าสปิริตัสรู้เรื่องชินริวแล้วกลับนิ่งดูดาย...)

สปิริตัส : ข้าไม่มีปัญหากับเรื่องนั้น โลกจะต้องฟื้นคืนกลับมาเป็นปกติ ไม่ว่าพวกเราจะต้องเหนื่อยยากเพียงไรก็ตาม แต่เมื่อมันสำเร็จแล้ว...

มาเทเรีย : ฉันจะกำราบคุณ!! (จิกตา)

สปิริตัส : เยี่ยมยอด... ไม่ผิดหวังในตัวเธอเลย

สปิริตัสยกดาบขึ้นแล้วปักลงบนพื้นตรงหน้า จากนั้นก็เรียกร่างจำแลงทั้งหมด ทั้งฝั่งตัวเอกและตัวร้ายออกมาลอยประชันหน้ากันในสภาพที่หลับตาอยู่

มาเทเรีย : หรือว่านี่ก็คือ... ความทรงจำ?

สปิริตัส : ของดูต่างหน้า

มาเทเรีย : ถ้าอย่างนั้น ดิฉันขอมอบพลังที่หลงเหลืออยู่ให้แก่พวกคุณ

แล้วมาเทเรียก็ส่งพลังของตัวเอง เข้าไปในร่างจำแลงทั้งหมด

สปิริตัส : มา มาเริ่มต้นเปิดฉากการต่อสู้ครั้งใหม่ของพวกเรา!

ว่าแล้วร่างจำแลงทั้งหมดที่ได้พลังไป ก็ลืมตาตื่นขึ้น และลอยลงมาตั้งท่าเตรียมต่อสู้

สปิริตัส : ลุยมาเต็มที่ไม่ต้องมีเมตตา

มาเทเรีย : อย่างคุณไม่สมควรได้รับความเมตตาอยู่แล้ว

สปิริตัส : ข้าจะทำให้เจ้าคุกเข่าศิโรราบ

มาเทเรีย : ที่ต้องคุกเข่าน่ะ คือคุณ... ไม่ใช่ดิฉัน

ร่างจำแลงทั้งหมดชักอาวุธ เข้าที่ รอสัญญาณเขี่ยลูกจากกรรมการ

มาเทเรีย : รับไปเสีย บริการจากเหล่านักรบ (ชูคทาไปข้างหน้า เป็นสัญญาณให้ร่างจำแลงฝั่งตัวเอกทั้งหมด ออกตัวบุกได้)

สปิริตัส : ถ้างั้นก็จะสนองให้!! (ชูดาบไปด้านหน้า ให้พวกร่างจำแลงฝั่งตัวร้ายออกตัวเช่นกัน)

หลังจากนั้นร่างจำแลงของทั้ง 2 ฝั่งก็ตบตีกัน สร้างพลังงานให้กับโลก Dissidia ซึ่งค้ำจุนอยู่ด้วยพลังงานจากการปะทะ

ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อโลกได้รับพลังงานมากพอ จนฟื้นคืนกลับมาดีแล้ว... มาเทเรียกับสปิริตัสจะเอายังไงต่อ??? งานนี้ไม่ว่าสปิริตัสต้องคุกเข่าให้มาเทเรีย หรือมาเทเรียต้องคุกเข่าศิโรราบต่อสปิริตัส...

ผู้ชมอย่างเรา แค่คิดตามก็บันเทิงแล้ว....

------------------------

อธิบายเรื่องร่างจำแลงสำหรับคนที่ตามไม่ทัน ว่าเดิมทีแล้วเรารู้จัก

1. Manikin (ร่างจำแลงโดยทั่วไป ซึ่งไม่สมบูรณ์แบบ) เกิดจากคริสตัลทำปฏิกิริยากับความทรงจำไม่สมบูรณ์แบบ ทำให้คริสตัลนั้นกลายร่างเป็นร่างที่คล้ายเจ้าของความทรงจำ แต่ยังมีรูปทรงและสีของคริสตัลอยู่ และขาดซึ่งสติสัมปชัญญะ

2. Perfect Manikin ร่างจำแลงที่สมบูรณ์แบบ เกิดจากคริสตัลทำปฏิกิริยากับความทรงจำ แล้วลอกเลียนรูปร่างของเจ้าของความทรงจำมาได้เหมือนเป๊ะ มีสติสัมปชัญญะและจิตใจ (แต่อาจจะความจำเสื่อม) ตัวอย่างในเรื่องที่ยืนยันได้ว่าเป็น Perfect Manikin แน่ชัดคือพี่แสง ซึ่งเป็นร่างจำแลงของซิด

**ส่วนพวกตัวละครอื่น ๆ อย่างบัทซ์หรือไลท์นิ่ง ผมคิดว่าจิตหรือ Consciousness ของพวกเขาเป็นของจริง แต่ร่างกายในโลก Dissidia นี้เป็นร่างอวตารที่เกิดจากคริสตัล หากตีความแบบนี้จะสอดคล้องกับเงื่อนงำ 3 อย่างที่ว่า

- ซิดบันทึกไว้ใน Chaos Report #05 ของ Dissidia ภาคแรกว่า I found that a great number of the consciousnesses had drifted to this world from other dimensions. I wondered if I might be able to give those consciousnesses physical form. After countless experiments, finally my testing reached success.

- อัลติมิเซียอธิบายว่าพวกก๊วนไลท์นิ่งโดนฆ่าตายใน Dissidia 012 ไปแบบถอนรากถอนโคน จนไม่เหลืออะไรให้ชินริวชุบชีวิตได้อีก ซึ่งถ้าไลท์นิ่งนั่นเป็นตัวจริงแล้ว FFXIII-2 และ LRFFXIII ก็คงไม่ได้เกิด ฉะนั้น ไลท์นิ่งที่ตายใน Dissidia 012 ก็ต้องไม่ใช่ตัวจริง... หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่ใช่ร่างกายที่แท้จริง

- บัทซ์ในภาค NT บอกว่าตัวเองจำเรื่องราวตอนมาโลก Dissidia ครั้งแรก และเรื่องราวหลังกลับโลก FFV ยันอาหารที่กินเมื่อคืนได้ หมายความว่าอย่างน้อยที่สุด จิตของบัทซ์ที่มายังโลก Dissidia ครั้งก่อนนั้นเป็นของจริง และพอจบเรื่องในวัฏจักรรอบที่ 13 แล้วจิตก็ได้กลับไปยังโลก FFV ของเขา ก็เลยได้ข้อสรุปว่าสำหรับพวกนั้น เป็นจิตจริง แต่ร่างกายเป็นแค่ร่างอวตารครับ