แฟนญี่ปุ่นวิจารณ์บทำพูดซึบาสะ-คาตางิริ ไม่รู้กาลเทศะ

แฟนญี่ปุ่นวิจารณ์บทพูดซึบาสะ-คาตางิริ “ไม่รู้กาลเทศะ” ในวันที่ความฝันสวนทางกับหน้าที่ในฐานะสามีและพ่อที่ดี… — ชวนคุยหลังอ่าน Captain Tsubasa: Rising Sun FINALS ตอนที่ 105

วันนี้พี่ท่านกับเจนนี่มีเรื่องถกกันยาวเลยค่ะ หลังจากอ่านซึบาสะภาค Finals ตอนที่ 105 จบ เพราะมีบทสนทนาฉากหนึ่งระหว่างคาตางิริกับซึบาสะบนเครื่องบินกลับญี่ปุ่น ที่ทำให้พี่ท่านรู้สึกไม่โอเคเอามาก ๆ ส่วนหนูก็เห็นด้วยหลายจุด แต่มีบางประเด็นที่หนูอยากแย้งเหมือนกัน

เรื่องของเรื่องคือ ซึบาสะเพิ่งรู้ว่าซานาเอะ ภรรยาของตัวเอง ประสบอุบัติเหตุตกบันไดจากแผ่นดินไหว อาการสาหัสถึงขั้นโคม่า แถมต้องผ่าคลอดลูกแฝดฉุกเฉิน ขณะที่เจ้าตัวกำลังแข่งขันโอลิมปิกรอบรองชนะเลิศกับสเปนอยู่ที่มาดริด

พอรู้ข่าว ซึบาสะก็ตัดสินใจบินกลับญี่ปุ่นทันที อันนี้พี่บอนชมว่าทำถูกแล้ว แต่ระหว่างอยู่บนเครื่องบิน คาตางิริกลับพูดประมาณว่า “ฉันหวังว่านายจะกลับมาสเปนอีกครั้ง เพื่อลงแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ เพราะฉะนั้นพักร่างกายให้เต็มที่ด้วย”

ซึบาสะก็ตอบว่า “ผมเองก็ตั้งใจว่า เมื่อได้เห็นว่าซานาเอะฟื้นตัวแล้ว ผมจะ U-turn กลับไปสเปนอีกครั้ง”

คาตางิริได้ยินก็สบายใจทันที

พี่บอนอ่านแล้วก็ไม่โอเครรรรรร

พี่ท่านบอกว่า ทำไมทั้งสองคนถึง #รีบคิด เรื่องกลับไปเตะฟุตบอลกันขนาดนั้น ทั้งที่ซานาเอะยังไม่ฟื้นเลยด้วยซ้ำ!? ลูกแฝดก็เพิ่งคลอด พ่อยังไม่ทันได้เห็นหน้า แล้วนี่ภรรยาจะรอดหรือเปล่าก็ยังไม่รู้…

“ถ้าเป็นพี่ ต่อให้ซานาเอะฟื้นแล้ว ต่อให้เธอไล่ให้กลับไปแข่งนัดชิง พี่ก็ไม่ไป”

เหตุผลของพี่ท่านคือ “...ความฝันเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง แล้วเลือกที่จะยึดติดกับมันเอง…”

เราเปลี่ยนความฝันได้ เราเริ่มต้นใหม่ได้ และปล่อยวางมันได้เสมอ

แต่ภรรยาไม่ใช่สิ่งสมมติ เธอเป็นมนุษย์จริง ๆ มีชีวิต มีความรู้สึก ความเจ็บปวด และมีความฝันด้วยเหมือนกัน…”

“การแข่งขันฟุตบอลยังมีต่อไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด แต่ชีวิตของซานาเอะมีแค่ชีวิตเดียว”

ยิ่งตอนนี้มีลูกแฝดเกิดมาอีกสองคน ซึบาสะก็ไม่ได้มีแค่สถานะนักฟุตบอลของชาติแล้ว แต่เป็นสามีและพ่อคนด้วย พี่ท่านจึงคิดว่าเขาควรอยู่ดูแลครอบครัว ไม่ใช่ฝากภาระทุกอย่างไว้กับแม่หรือคนรอบตัว แล้วรีบบินกลับไปตามล่าความฝันอีกครั้ง

เจนนี่ฟังแล้วเห็นด้วยกับประเด็นนี้มากค่ะ…

แต่หนูขอแย้งนิดหนึ่งว่า ความฝันไม่ได้ไร้คุณค่าเพียงเพราะมันเป็นสิ่งที่มนุษย์สมมติและยึดติดกันขึ้นมา ฟุตบอลสร้างทั้งอาชีพ มิตรภาพ และแรงบันดาลใจให้ซึบาสะ อีกทั้งเหรียญทองโอลิมปิกก็เป็นความฝันของเพื่อนร่วมทีมอีกหลายคนด้วย

การกลับไปแข่งขันจึงไม่ใช่เรื่องผิดในตัวมันเอง แต่การเอาความฝันมาเป็นเหตุผลให้ละเลยคนที่รัก และการทิ้งภาระต่าง ๆ ให้คนอื่น ๆ รับผิดชอบ นั่นต่างหากที่ไม่ควรเกิดขึ้น

ส่วนคาตางิริ หนูว่าแกไม่ได้ผิดที่อยากเห็นซึบาสะกลับมาเล่นนัดชิง แต่ผิดที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเร็วเกินไป จนชวนอุเลยค่ะ 😭

พี่คิดดูสิ คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าภรรยาจะเป็นตายร้ายดียังไง แต่พอเขารับปากว่าจะกลับมาเล่นฟุตบอล แกก็บอกว่าสบายใจแล้ว

มันฟังเหมือนสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นสบายใจที่นักเตะคนสำคัญจะกลับไป #ทำงาน มากกว่าผู้ใหญ่คนหนึ่งสบายใจที่ครอบครัวรุ่นน้องจะผ่านวิกฤตไปได้

ที่น่าสนใจคือ แฟนมังงะญี่ปุ่นเองก็มีคนสะดุดกับบทสนทนานี้เหมือนกันนะ!

ในบล็อก 歪んだキャプテン翼ファンの戯言 ซึ่งลงรีวิวตอนที่ 105 สด ๆ ร้อน ๆ ผู้เขียนวิจารณ์ว่าคำพูดของคาตางิริเป็นสิ่งที่ตามปกติแล้วถือว่า #ไม่รู้กาลเทศะ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะบอกว่าคาตางิริกำลังคำนึงถึงอนาคตวงการฟุตบอลญี่ปุ่นก็เถอะ แต่เรื่องนี้ก็ยังน่าลำบากใจอยู่ดี

อ่านแล้วแบบ เออออ ไม่ใช่แค่เราที่รู้สึกแปลก ๆ นี่นา!

แต่สำหรับตัวซึบาสะเอง เจนนี่ยังไม่อยากตัดสินว่าเห็นแก่ตัวนะ เพราะเขาพูดแบบมีเงื่อนไขว่าจะกลับไป  “เมื่อเห็นว่าซานาเอะฟื้นตัวแล้ว” ไม่ใช่ว่าจะทิ้งภรรยาไว้ในห้อง ICU แล้วหนีกลับไปยิงบราซิลทันที

เพียงแต่สิ่งที่หนูอยากเตือนคือ การฟื้นจากโคม่า ไม่ได้แปลว่าหายดี ไหนจะการฟื้นตัวจากอุบัติเหตุ การผ่าคลอด และการดูแลเด็กแรกเกิดอีก…. ซึบาสะควรรู้สถานการณ์จริงเสียก่อน แล้วค่อย #ตัดสินใจร่วมกับครอบครัว ว่าจะอยู่ญี่ปุ่นหรือกลับไปแข่งที่สเปน ไม่ใช่วางกำหนดการฟุตบอลล่วงหน้าทั้งที่ยังไม่เห็นหน้าภรรยาเลย

นอกจากนี้พี่ท่านยังบ่นเรื่องสภาพร่างกายซึบาสะอีกด้วยว่า เพิ่งผ่านการแข่งขันสุดโหดกับสเปนมา บาดเจ็บก็เยอะ แถมคิดจะนั่งเครื่องบินข้ามทวีปไป-กลับ นอนหลับพักผ่อนไม่เป็นเวลา ต่อให้กลับสเปนทันก็ไม่น่าจะเล่นด้วยสภาพร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์ได้อยู่ดี เหมือนส่งอะไหล่ชำรุดไปทำงาน ซึ่งหนูว่าก็จริง!

เครื่องบินอาจพาซึบาสะกลับไปมาดริดได้ แต่ไม่ได้แปลว่าจะพา “ความพร้อม” กลับไปด้วย

แล้วพี่ท่านก็โยงไปถึงประเด็นที่หนูชอบมาก คือที่ผ่านมาทั้งเรื่อง ทุกคนในชีวิตซึบาสะเสียสละให้ความฝันของเจ้าตัวมามากเหลือเกิน ตั้งแต่แม่ เพื่อนร่วมทีม จนถึงซานาเอะ

อย่างแม่ซึบาสะที่ยอมให้ลูกชายคนโตออกไปโบยบินตามความฝันไกลถึงต่างประเทศ ก่อนจะมีลูกชายคนเล็กชื่อไดจิ ซึ่งหมายถึง “ผืนดิน” และเป็นชื่อที่แม่ซึบาสะก็บอกว่าที่ตั้งชื่อนี้เพราะอยากให้ไดจิอยู่กับแม่

พี่บอนบอกว่า ซึบาสะเป็นคนที่ถ้าไม่ได้เล่นฟุตบอลก็อาจไม่ได้เก่งอะไรแล้ว แต่เขายังสามารถเรียนรู้ที่จะเป็นสามีที่ดีและพ่อที่ดีได้ โดยไม่จำเป็นต้องเอาชนะใคร

หนูว่าตรงนี้แหละคือประเด็นใหญ่

เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ซึบาสะเรียนรู้แต่วิธีบินให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่เคยเรียนรู้หรือเปล่าว่าเมื่อไรควรพับปีก แล้วกลับลงมาหาคนที่รออยู่บนพื้นดิน?

ยิ่งย้อนกลับไปถึงฉากที่วิญญาณของซานาเอะข้ามจากญี่ปุ่นไปช่วยซึบาสะเซฟจุดโทษกับสเปน หนูยิ่งรู้สึกสะเทือนใจ

คือขนาดซานาเอะกำลังอยู่ระหว่างความเป็นความตาย วิญญาณที่ลอยออกจากร่างกำลังนึกเสียใจที่ไม่มีซึบาสะอยู่เคียงข้าง แต่เรื่องเล่าก็ยังให้เธอมีหน้าที่บินไปสเปนช่วยสามีทำงานของตัวเองให้สำเร็จอีกเหรอ!? 😭

ถ้ามองด้านโรแมนติกก็ซึ้งมาก แต่ถ้ามองอีกด้าน มันเหมือนซานาเอะต้องเป็นฝ่ายเสียสละเพื่อความฝันของซึบาสะอยู่ตลอด แม้กระทั่งในวันที่ตัวเองกำลังเจ็บปวดที่สุด

แล้วเมื่อไรซึบาสะจะเป็นฝ่ายเสียสละเพื่อเธอบ้าง?

ถึงอย่างนั้น พี่บอนก็เสนอทฤษฎีที่หนูชอบมากว่า บางทีอาจารย์โยอิจิ ทาคาฮาชิ อาจกำลัง #ตั้งใจปูเรื่องให้ซึบาสะอยากกลับไปเตะนัดชิงอย่างมาก #ก่อนจะต้องตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต

สมมติว่าเมื่อซึบาสะถึงญี่ปุ่นแล้ว
ได้เห็นสภาพภรรยาบนเตียงโรงพยาบาล
เห็นลูกแฝดที่เพิ่งคลอด
ได้รับรู้ว่าเธอต้องเผชิญอะไรโดยไม่มีเขาอยู่ข้าง ๆ
แล้วเริ่มทบทวนชีวิตตัวเอง…

จนท้ายที่สุด แม้ซานาเอะจะฟื้นขึ้นมาและขอให้เขากลับไปแข่ง เขากลับตัดสินใจว่า

“ผมจะอยู่ที่นี่ ผมเชื่อว่าทุกคนจะสามารถเอาชนะบราซิลได้ แม้ไม่มีผมก็ตาม”

โอ๊ยยย ถ้าอาจารย์เขียนไปทางนี้จริง หนูว่าอย่างเอา!! 🥹

เพราะมันจะเป็นครั้งแรกที่ซึบาสะเลือกทำสิ่งที่ขัดกับความปรารถนาของตัวเองอย่างแท้จริง และยังเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมทุกคนพิสูจน์ว่า ญี่ปุ่นจะสามารถเป็นแชมป์ได้หรือไม่โดยไม่ต้องพึ่งพระเอกตลอดเวลา

แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงทฤษฎีของพวกเรานะคั้บ อาจารย์อาจจะเขียนให้ซึบาสะกลับมาทันนัดชิง แล้วปล่อยท่าไม้ตายยิงบราซิลกระจุย 5 ลูกรวดตามสูตรเดิมก็ได้ 55535353534

อย่างไรก็ดี สำหรับเจนนี่ สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดไม่ใช่การให้ซึบาสะเลิกเล่นฟุตบอลถาวร แต่คือการให้เขาเรียนรู้ว่าฟุตบอลไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต และการเป็นสามีกับพ่อก็มีคุณค่าไม่แพ้การเป็นนักฟุตบอลระดับโลกเลย

การเติบโตไม่ได้แปลว่าต้องทำลายตัวตนเดิมของตัวเอง

มันอาจหมายถึงการเรียนรู้ว่าเมื่อไรควรเดินหน้า และเมื่อไรควรหยุด

ซึบาสะสามารถกลับไปเป็นนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ได้ในอนาคต พร้อมกับเป็นสามีและพ่อที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพียงแต่ต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่ และเรียนรู้ว่า #การดูแลครอบครัวไม่ใช่งานอดิเรกที่ทำเฉพาะช่วงไม่มีการแข่งขัน

สิ่งที่ซึบาสะยังต้องพิสูจน์ คงไม่ใช่แค่รักซานาเอะมากแค่ไหน เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเขารัก

แต่คือ เขายอมเปลี่ยนแปลงการกระทำและทางเลือกในชีวิตเพื่อความรักนั้นได้มากแค่ไหนต่างหาก

ถ้าเรื่องนี้เดินไปถึงตรงนั้นจริง ๆ มันจะทำให้ซึบาสะมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นเยอะเลยค่ะ

ถ้าอาจารย์โยอิจิเขียนไปถึงความหมายนี้ได้ หนูว่าไม่จำเป็นต้องมีท่าไม้ตายใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีประตูชัยในนาทีสุดท้ายด้วยซ้ำ

แค่ให้ซึบาสะเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำตลอดชีวิต ก็เป็นฉากจบที่ทรงพลังได้แล้ว 🥹❤️



แล้วทุกคนคิดยังไงกันบ้างคะ?

ถ้าคุณเป็นซึบาสะ แล้วซานาเอะฟื้นขึ้นมาแต่ยังต้องพักฟื้น ขณะที่เหลือเวลาอีกไม่นานก่อนนัดชิงโอลิมปิกกับบราซิล คุณจะบินกลับไปแข่งไหม?

หรือจะเลือกอยู่กับภรรยาและลูกแฝดที่พึ่งคลอด แล้วฝากความฝันเรื่องเหรียญทองไว้กับเพื่อนร่วมทีม? อย่างเฮียวงะ มิซากิ มัตสึยามะ และโมริซากิคุง…

แล้วบทพูดของคาตางิริในตอน 105 สำหรับทุกคน ถือเป็นความหวังดีของผู้ใหญ่ในสมาคมฯ ที่อยากเห็นญี่ปุ่นคว้าแชมป์ หรือเป็นคำพูดที่ไม่เหมาะกับกาลเทศะจริง ๆ?

หนูขอจบท้ายว่า หวังว่าวันหนึ่ง โอโซระ ซึบาสะ จะเข้าใจว่า ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิต อาจไม่ได้อยู่ในสนามฟุตบอล ❤️

ส่วนพี่ท่านฝากปิดท้ายว่า
“Cristiano, you want to go one day, two days, a week, you go.”
“I will miss you here.”
“Because you are important.”
“But your dad is first place.”

 - Alex Ferguson

#CaptainTsubasa #RisingSunFinals #Tsubasa #YoichiTakahashi


ไม่มีความคิดเห็น