Tuesday, September 15, 2009

สรุปเรื่องเบื้องหลัง DC: Final Fantasy VII

ประวัติของดีพกราวด์

เมื่อกล่าวถึง "ดีพกราวด์" ใน Final Fantasy VII แล้ว แฟนพันธุ์แท้ทั้งหลายคงเข้าใจเพียงว่ามันหมายถึงพล็อตเรื่องส่วนที่ลึกลับดำมืดมากที่สุดในโลกของไกอา เนื่องจากเนื้อหาประวัติความเป็นมาของมันนั้นถูกถ่ายทอดออกมาผ่านทางโหมดมัลติเพลเยอร์ออนไลน์ของเกม Dirge of Cerberus -Final Fantasy VII- ซึ่งปรากฏในตัวเกมเวอร์ชั่นญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ด้วยความล้มเหลวของเกมเพลย์อันไม่สมประกอบ โหมดออนไลน์ดังกล่าวถูกตัดออกไปจากพจนานุกรมของ Dirge of Cerberus เวอร์ชั่นอื่นๆ และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมทาสอารยธรรมไฟนอลฯ เจ็ดส่วนใหญ่ของดาวโลก จึงไม่เข้าถึงเนื้อหาในส่วนของดีพกราวด์กันเท่าที่ควร
 

ในการเล่นโหมดออนไลน์ดังกล่าว ตัวผู้เล่นจะได้เรียนรู้เบื้องหลังความเป็นมาของเหล่าผู้อาศัยอยู่ในนครใต้ดินของเมืองมิดการ์ รวมทั้งประวัติของกลุ่ม Tsviet ซึ่งเป็นศัตรูในเนื้อเรื่องหลักของเกม แต่ด้วยปัญหาจำนวนผู้เล่นที่มั่งมี ทาง Square Enix จึงต้องมีคำสั่งปิดเซอร์เวอร์ของเกมทิ้ง จากนั้นมาความลับเบื้องหลังเนื้อเรื่องและพล็อตทั้งหลายก็ต้องมีอันดับดิ้นไปจากโลกใบนี้ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2006 หลังจากที่ตัวเกมได้เปิดให้บริการโหมดออนไลน์มาเป็นเพียง 7 เดือน

หากตัวคุณเองเชื่อมั่นว่าคุณคือทาสอารยธรรมไฟนอลฯ เจ็ดที่ยังไม่รู้เนื้อเรื่องเบื้องหลังในส่วนนี้ดีพอ มาเถิดพี่น้อง... จงดำดิ่งลงสู่ความศิวิไลอันน่าพิศมัยของเนื้อเรื่องเบื้องหลัง Dirge of Cercerus เกมที่ได้รับการขนานนามว่ามีเกมเพลย์ห่วยแตกที่สุดนับตั้งแต่วินาทีที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้

โศกนาฏกรรมทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากวันที่องค์กรผลิตอาวุธธรรมดาๆ อย่าง Shinra Manufacturing Works ได้ค้นพบการแปรรูปไลฟ์สตรีมเป็นพลังงานรูปแบบใหม่ที่เรียกว่าพลังงานมาโคขึ้นในวันที่ 23 กันยายน 1959 ซึ่งต่อมาเจ้าพลังงานดังกล่าวก็ได้กลายมาเป็นปัจจัยอย่างที่ 5 สำหรับการดำรงชีวิตของคนบนโลก ในโอกาสอันดีนี้ทางชินระจึงไม่รอช้าที่จะหาทางผูกขาดการค้นพบและผลิตมาโค เพื่อไม่ให้มีองค์กรใดใหญ่ขึ้นมาแข่งกับตนได้ และเมื่อพวกเขาทำได้สำเร็จองค์กรชินระจึงกลายเป็นองค์กรที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก พวกเขากลายเป็นองค์กรพาณิชย์ที่ปราศจากคู่แข่ง อยู่เหนือระบบเศรษฐกิจและกุมอำนาจทางการเมืองไว้ได้ทั้งหมด

และแม้ว่ากระบวนการสกัดมาโคออกมาจากเหมืองมาโคเพื่อนำมาแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้าอีกต่อนึงจะผลาญเม็ดเงินไปคราวละมาก แต่ประโยชน์ที่ได้จากมันก็ไม่สามารถประเมินค่าได้เช่นกัน ต่อมาทางชินระจึงได้ก่อสร้างเตาปฏิกรณ์พลังงานมาโคขึ้นมาเป็นครั้งแรก โดยเตาดังกล่าวได้ตั้งขึ้นที่ภูเขานีเบิลนับแต่ปี 1968

เวลาต่อมาทางชินระก็เปลี่ยนชื่อองค์กรใหม่เป็น Shinra Electric Power Company จากเดิมที่ผลิตอาวุธไปวันๆ ก็หันมาเข้าร่วมแข่งขันในตลาดทุกรูปแบบ และเริ่มทำลายกรอบการเรียนรู้แบบเดิมๆ ด้วยการทดลองศึกษาสิ่งใหม่ๆ ซึ่งรวมทั้งการวิจัยเรื่องชีวภาพและชีวเคมีด้วย

ในปี 1976 ทางชินระได้เริ่มก่อสร้างเพลทหรือผืนแผ่นขนาดใหญ่ขึ้นมาเหนือเมืองมิดการ์ และสร้างสำนักงานใหญ่ของบริษัทขึ้นมาตั้วตระหง่านอยู่เหนือใจกลางของเพลทเหล่านั้น เมืองต่างๆ เริ่มถูกก่อสร้างขึ้นมาบนเพลทเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้กับผู้ลงทุนและให้การสนับสนุนชินระ และเมืองดังกล่าวก็ใช้พลังงานจากเตาปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ทั้ง 8 เตาที่รายล้อมอยู่รอบเมือง อย่างไรก็ตามขณะที่ชินระได้สร้างเพลทตั้งตระหง่านเหนือเมืองแล้ว ยังได้แอบสร้างโรงงานลับขนาดใหญ่พร้อมกับเตาปฏิกรณ์หมายเลข 0 ไว้ที่ถ้ำใต้ดินไปพร้อมๆ กัน เดิมทีแล้วเจ้าโรงงานดังกล่าวมีไว้เพื่อเป็นสถานพยาบาลโซลเยอร์ผู้บาดเจ็บเท่านั้น แต่ต่อมาจุดประสงค์ดังกล่าวก็เปลี่ยนไป แล้วบันทึกการมีอยู่ของโรงงานใต้ดินก็ถูกเก็บซ่อนขึ้นทั้งหมด เฉพาะสมาชิกระดับสูงของบริษัทเท่านั้นที่จะรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของโรงงานนรกซึ่งถูกขนานนามว่า "ดีพกราวด์"


จุดประสงค์ของโรงงานดังกล่าว ได้แปรเปลี่ยนไปหลังจากการถือกำเนิดของ "เจเนซิส" ชายผู้เป็นมนุษย์ทดลองในเจโนว่าโปรเจคท์ G รูปแบบโครงสร้างของยีนส์ที่แปลกประหลาดของเขาเป็นสิ่งที่ต้องตาเหล่านักวิทยาศาสตร์ของชินระมาก ในเวลาต่อมาการนำยีนส์ของเขามาทำการทดลองจึงได้เกิดขึ้นที่ดีพกราวด์นี้ จากนั้นมาโรงงานที่เคยเป็นแหล่งพยาบาลผู้บาดเจ็บจึงได้กลายเป็นแหล่งซ่องสุมการทดลองทางชีวภาพอันปราศจากศีลธรรม เมื่อการทดลองรุดหน้าจึงมีการขยับขยายพื้นที่ อาคารใต้ดินต่างๆ เริ่มเกิดขึ้นมาทีละหลัง ขณะเดียวกันพนักงานที่ต้องลงไปทำงานอยู่ในชั้นใต้ดินอย่างไม่ต้องเห็นเดือนเห็นตะวันก็เกิดขึ้นตาม เมื่อผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจ ประธานของบริษัทชินระก็ยิ่งให้การสนับสนุน การทดลองอันลึกลับดำมืดจึงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ


กระทั่งในปี 1985 เด็กคนแรกที่เกิดจากการประสบความสำเร็จในการทดลองชีววิศวกรรมจึงได้ถือกำเนิดขึ้นในดีพกราวด์ เธอผู้นั้นได้รับการถ่ายทอดยีนส์ของเจเนซิสเข้าไปในร่างกายเพื่อจุดประสงค์ในการผลักดันร่างกายของมนุษย์ให้ทะยานข้ามขีดจำกัดและมุ่งสู่ความเป็นอมตะ เด็กหญิงคนนั้นมีชื่อว่า "รอสโซ่"

ในช่วง 2 ปีถัดมาการทดลองอันแปลกประหลาดเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะจินตนาการได้ ได้เกิดขึ้นเรื่อยๆ ที่นครใต้ดินแห่งนี้ นักวิทยาศาสตร์ที่สนุกอยู่ในดีพกราวด์ได้ละทิ้งคำว่าศีลธรรมไปอย่างสมบูรณ์ เหลือเพียงแต่การกระทำเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของตนเองโดยใช้คำว่าการทดลองบังหน้า


ต่อมาการวิจัยของศาสตราจารย์กรีมอร์อันว่าด้วยเรื่องของปฏิกูลมาโค หรือมาโคอันเน่าเสีย ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของการทดลองมนุษย์ในยุคต่อๆ มา กระทั่งได้มีการทดลองนำปฏิกูลไลฟ์สตรีมฉีดเข้าไปให้กับทารกในครรภ์ แม้ว่าจะมีทารกที่ได้รับการทดลองแบบนี้มากมาย แต่คนที่รอดชีวิตได้กลับมีเพียงหนึ่งเดียว เด็กคนนั้นได้กลายมาเป็นผู้ครอบครองพลังแห่งความมืด และในยามที่เด็กคนนั้นได้เกิดขึ้นมา ความมืดที่ไหลออกมาจากกายของเขาก็ได้ดูดกลืนแม่ของเขาซึค่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องของชินระให้หายไปในมิติอันว่างเปล่า ด้วยความพิเศษนี้เองเด็กคนนั้นจึงต้องใส่ชุดพิเศษห่อหุ้มร่างกายเพื่อควบคุมพลังงานความมืดในร่างกายของตนเอาไว้ เด็กคนนั้นถูกขนานนามว่า "เนโร่"

และจากความสำเร็จของกองกำลังโซลเยอร์ที่ทางชินระได้ตั้งขึ้นเพื่อต่อกรกับองค์กรที่ไม่ประสงค์ดี ประธานของชินระจึงมีคำสั่งให้นำตัวโซลเยอร์ของชินระรวมทั้งพวกคนที่มาสมัครใหม่ไปทดลองเพื่อสร้างกองทหารที่สมบูรณ์แบบ โซลเยอร์ส่วนหนึ่งกับคนที่ถูกรวบรวมมาจึงถูกส่งตัวไปทำการทดลองยังดีพกราวด์ การนำเทคโนโลยีล้ำยุคอย่างการสร้างภาพเหตุการณ์เสมือนจริง (VRS) ได้ถูกนำมาใช้ฝึกฝนโซลเยอร์ และก็มีการจัดให้โซลเยอร์ปะทะกันเอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็จะสังเกตการณ์แล้วก็บันทึกข้อมูลกันไป

การทดลองอันเข้มงวดนี้เองได้ทำให้ร่างกายของโซลเยอร์มีสภาพแปรเปลี่ยน พวกเขาจึงเป็นต้องพึ่งพามาโคในการอยู่รอด และต้องมีการอาบมาโคเป็นระยะเพื่อสงวนพลังงานในร่างกายไว้ ต่อมาจึงมีการสร้างชุดสวมใส่พิเศษขึ้น ซึ่งชุดเหล่านั้นมีความสามารถในการคงสภาพมาโคจำนวนหนึ่งให้ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของผู้สวมใส่ในปริมาณที่เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา ทำให้พวกเขาอยู่ในสภาพที่ร่างกายสมบูรณ์สุดขีดเสมอ ทหารพวกนี้ได้ถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอกและเพิ่มจำนวนขึ้นจนกลายเป็นกองกำลังขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่รู้จักในนามของ "ดีพกราวด์โซลเยอร์"


ขณะที่การทดลองยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ นักวิจัยทั้งหลายก็คอยจับตาดูการเติบโตของเด็กสามคนที่เกิดขึ้นภายในดีพกราวด์นี้ ทั้งสามได้แก่ รอสโซ่ เนโร่ และ "ไวส์" ซึ่งถือเป็นพี่ชายในทางชีวภาพของเนโร่ ความสามารถที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของไวส์ได้เป็นที่ต้องตาต้องใจเหล่านักวิจัยเป็นอย่างมาก แม้ว่าไวส์จะไม่มีเซลล์เจโนว่าอยู่ในร่างกายแต่เขากลับมีความสามารถเหนือใครต่อใคร ซึ่งพลังของเขานั้นมาจากมาโคบริสุทธิ์ที่อุดมอยู่ในร่างกาย ต่อมาไวส์จึงได้รับฉายาว่า "The Immaculate" ขณะที่รอสโซ่ได้ฉายาว่า "The Worst Crimson" ทั้งนี้ก็เพราะเธอได้ผ่านการทดลองอันมากมายที่พยายามจะดึงพลังแฝงที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวมนุษย์ออกมาใช้ให้ได้มากที่สุด การทดลองเหล่านี้เองทำให้เธอค่อยๆ สูญเสียจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ลงไปทีละเล็กทีละน้อย ความพอใจของเธอจะเกิดขึ้นเฉพาะในยามที่กายของเธอได้ชุ่มไปด้วยเลือดของศัตรูเท่านั้น และเธอก็สนุกกับการไล่ล่าสังหารเพื่อนและศัตรู

ส่วนเนโร่ซึ่งเป็นผู้ครองครองพลังแห่งความมืดก็กลายเป็นที่หวาดกลัวของทุกคนๆ ทั้งสามที่ว่ามานี้ถูกจัดให้เป็นสุดยอดบุคคลอันตรายระดับ SSS ต่อมาพวกเขาก็เป็นที่รู้จักในนามคนมีสีแห่งกลุ่ม Tsviest ต่างคนก็ต่างมีชื่อเรียกขานใหม่ ซึ่งได้แก่ "Weiss the Immaculate""Nero the Sable" และ "Rosso the Crimson"

เวลาเคลื่อนผ่านไปพร้อมกับความแข็งแกร่งของกองทัพดีพกราวด์ที่เหนือชั้นขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งชายหญิง 4 คนที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวดจนมีฝีมือโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ก็กลายเป็นที่ยอมรับของเราโซลเยอร์ด้วยกัน พวกหัวกะทิเหล่านี้ถูกตั้งขึ้นเป็นทีมลับที่ทำงานโดยรับคำสั่งโดยตรงจากประธานชินระ ในไม่ช้าหลักฐานที่กล่าวถึงการมีอยู่ของพวกเขาแต่ละคนก็ถูกเก็บซ่อนขึ้นทั้งหมด เหลือเพียงแต่ชื่อกลุ่มที่เรียกกันว่า "Lost Force" กองกำลังโซลเยอร์หน่วยที่ 14

ในปี 1992 สงครามระหว่างบริษัทชินระกับจักรวรรดิวูไถได้อุบัติขึ้น โดยสาเหตุมาจากการที่ชินระได้ขออนุญาตเข้าไปก่อสร้างเตาปฏิกรณ์มาโคบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชาววูไถ แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี ด้วยเหตุนี้ชินระจึงได้ส่งกองกำลังทหารและโซลเยอร์มากมายไปยังวูไถเพื่อเข้าปะทะกับกองทับของวูเชง การต่อสู้ดังกล่าวทำให้ทหารชินระจำนวนมากได้รับบาดเจ็บ ต่อมาจึงมีคำสั่งให้ส่งกลุ่มดีพกราวด์เข้ามาแทนที่ทหารเหล่านั้นเป็นการลับ

ทหารที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหลายถูกส่งตัวไปยังดีพกราวด์ บางส่วนก็ได้รับการพยาบาลจนกลับมาเป็นปกติ ขณะที่บางส่วนก็กลายเป็นเหยื่อของการทดลองอันแสนวิปลาสในที่แห่งนั้น ส่วนด้านทหารที่ถูกส่งไปเข้าร่วมาสงครามนั้นแม้ว่าจะมีการส่งกลุ่ม Lost Force ที่แสนเกรียงไกไปเข้าร่วมด้วย แต่ดีพกราวด์ก็ยังคงไม่อาจปฏิเสธการสูญเสียสมาชิกจำนวนมากไปได้ ซึ่งผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่งที่จากโลกนี้ไปพร้อมกับเหตุการณ์นั้นก็คือมือสไนเปอร์ที่มีชื่อว่า "อุชเชอร์"

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคนบางกลุ่มที่รู้ถึงการมีอยู่ของกองกำลังลับแห่งดีพกราวด์และไม่ยอมรับการมีอยู่ของพวกเขาเหล่านั้น กองกำลังโซลเยอร์หน่วยที่ 13 "Ragnarok" ก็คือคนกลุ่มดังกล่าวนั้น พวกเขาได้รับการเชิดชูว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก และพวกเขาก็เป็นผู้ริเริ่มความคิดที่ว่าการให้โซลเยอร์ทั้งหลายสู้กันไปมาในโรงงานนรกจนกว่าจะถึงแก่ความตายนั้นเป็นเรื่องที่ผิด และพยายามที่จะยุติวงจรอุบาทว์นี้ ด้วยเหตุนี้เอง...วันหนึ่งกลุ่ม Ragnarok จึงได้รับคำสั่งลับให้เข้าไปยังใจกลางของดีพกราวด์ ที่นั่นพวกเขาได้พบกับ 4 สมาชิกของกลุ่ม Lost Force ที่ถูกบัญชาให้มาจัดการเจ้าพวก Ragnarok ซะ พวกเขาได้เข้าห้ำหั่นกันแล้วในคืนนั้นเองกลุ่ม Ragnarok อันเกรียงไกรก็ได้ถูกทำลายย่อยยับไป เหลือเพียงแต่กลุ่ม Lost Force ที่จงรักภักดีต่อประธานชินระ ซึ่งต่อมาพวกเขาก็ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองดีพกราวด์

และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกบฎขึ้นในหมู่ดีพกราวด์อีก จึงเริ่มมีการฝังชิบควบคุมลงไปในเซลล์สมองของดีพกราวด์โซลเยอร์ทุกคน ยามใดที่มีกบฎเกิดขึ้นในหมู่ดีพกราวด์ กลุ่ม Lost Force ซึ่งเป็นผู้ควบคุมชิบเหล่านั้นก็จะสามารถควบคุมร่างกายของกบฎให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ ภายหลังเองกลุ่ม Lost Force ดังกล่าวจึงเป็นที่รู้จักกันในนามของ "Restrictor" ผู้ดูแลแห่งดีพกราวด์


ชิบควบคุมที่ฝังอยู่ในเซลล์สมองนั้นได้ถูกควบคุมโดยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า "Patricia" ซึ่งเจ้าระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าวถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยเหลืองานของนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งนอกจากการควบคุมสมาชิกในดีพกราวด์แล้ว  มันยังมีหน้าที่ประมวลผลให้กับระบบ VRS ที่ใช้ในการฝึกดีพกราวด์โซลเยอร์ โดยเจ้าโปรแกรม VRS นี้ได้ถูกทางชินระพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ทดสอบความสามารถในการโต้ตอบระหว่างผู้ทดลองกับสภาพแวดล้อมแบบต่างๆ ตามข้อมูลที่ได้ตั้งไว้ ด้วยระบบนี้เองเราจึงสามารถฝึกดีพกราวด์โซลเยอร์ให้ไปลุยป่า ลุยเขา ลุยอวกาศ ฯลฯ ได้โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องออกไปจากดีพกราวด์เลย ทว่าการฝึกแบบนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนมากต้องล้มตายลง เพราะความบาดเจ็บที่ได้รับจากสภาพแวดล้อมจำลองของระบบ VRS นั้นจะทำให้ผู้ทดลองบาดเจ็บจริงๆ เช่นกัน

ด้วยอัตราการตายที่สูงเอาสูงเอานี้เอง ผู้คนที่ถูกพาตัวไปยังดีพกราวด์ก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ บางส่วนที่ถูกส่งไปฝึกก็กลายเป็นโซลเยอร์ ขณะที่บางคนฝึกให้ตายก็ไม่ได้เป็นโซ,เยอร์ ในบรรดาคนที่ถูกพาตัวไปยังดีพกราวด์ บางคนก็เป็นคนที่มาสมัครเป็นโซลเยอร์อยู่แล้ว แต่บางคนก็ถูกจับตัวมาโดยไม่เต็มใจ ที่เหมือนกันคือส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตัวเองถูกพาตัวไปที่ไหนและไม่รู้ว่าชะตากรรมของตนจะเป็นอย่างไร โซลเยอร์บางคนเคราะห์ร้ายได้รับบาดเจ็บจากสงครามก็ถูกพาตัวไปรักษาในดีพกราวด์แล้วก็ถูกจับฝึกอยู่ที่นั้น ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นมาบนดินอีกเลย ขณะที่บางคนก็เสี้ยนอยากจะขอลงไปทดสอบความสามารถของตนเอง แต่พอลงไปเห็นแต่โลกที่มีแต่การฆ่าฟันไปมาถึงได้พบว่าตัวเองงานเข้าแล้ว

พวกมนุษย์ที่เกิดมาจากการทดลองในชั้นดีพกราวด์ ก็ถูกเลี้ยงดูให้รู้จักแต่การต่อสู้ฆ่าฟัน เป็นเพียงแค่ผู้ที่ถูกชะตากรรมสาปส่งให้ตกเป็นทาสที่ถูกจับตาดูโดยชินระและกลุ่ม Restrictor ไปชั่วนิรันดร์เท่านั้นเอง


เมื่อจำนวนดีพกราวด์โซลเยอร์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีการแบ่งโรงงานนรกออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ส่วนเหนือ ใต้ ออก และตก โดยแต่ละส่วนจะถูกปกครองสมาชิกของกลุ่ม Lost Force ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของส่วนต่างๆ ใครที่ทำให้เหล่า Restrictor พวกนี้เชื่อใจได้ก็จะถูกแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ๆ คอยออกคำสั่งและมอบหมายงานให้กับโซลเยอร์คนอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการสร้างโดมหลังคาขึ้นมาปกคลุมโรงงาน โดยหลังคาดังกล่าวจะสามารถแสดงภาพเสมือนจริงออกมา ทำให้เวลามองไปบนหลังคาก็จะเห็นภาพท้องฟ้าแบบเดียวกับที่มองออกมาจากตึกชินระ ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อลดบรรยากาศมาคุ ลดความรู้สึกที่ว่าโซลเยอร์ทั้งหลายถูกกักกันอยู่ในชั้นใต้ดินนั่นเอง

ภายใต้การปกครองของ Restrictor นี้เอง รูปแบบของกองทัพดีพกราวด์ก็เริ่มมีการพัฒนาจนมีความซับซ้อนมากขึ้น  โซลเยอร์แต่ละนายจะถูกจะถูกแต่งตั้งยศโดยอิงจากระดับความสามารถ โดยยศต่ำสุดก็คือ Drone และสูงสุดก็คือ Tsviet ซึ่งยศสูงสุดนี่แหละคือเป้าหมายของดีพกราวด์โซลเยอร์ทุกคน คนที่อุตสาหะพยายามทำทุกวิถีทางให้ได้รับการเลื่อนขั้นก็จะถูกทดสอบผ่านทางระบบ VRS ซึ่งพวกเขาจะต้องต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า

แต่ก่อนที่จะได้รับการเลื่อนขั้นเป็น Tsviet ได้นั้นโซลเยอร์แต่ละนายก็จะต้องไต่ระดับจากยศ Drone, Scout, Trooper, Commander, General และค่อยเป็น Tsviet ซึ่งในหมู่ Tsviet คนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นที่สุดของกลุ่มก็มีไวส์ เนโร่ และรอสโซ่ โดยพวกเขาไม่ต้องรับคำสั่งใครนอกจากคำสั่งโดยตรงจากกลุ่ม Lost Force เท่านั้น


ระหว่างที่สงครามวูไถยังคงดำเนินต่อไป ชินระได้ส่งคนจำนวนมากเข้าไปฝึกในดีพกราวด์เพื่อไว้ช่วยต่อกรกับสงครามที่อาจยืดเยื้อยาวนาน ในตอนนั้นเองหญิงสาวคนหนึ่งที่ชื่อ "อาร์เจนโตะ" ก็ถูกส่งไปยังดีพกราวด์เช่นเดียวกัน ด้วยความสามารถในการใช้ดาบอันโดดเด่นและทักษะการวิเคราะห์ที่ดีเยี่ยม เธอได้รับการเลื่อนขั้นจนกลายเป็นผู้ถือยศ Tsviet อย่างรวดเร็ว ความสามารถของเธอนั้นพิเศษจนเป็นที่ต้องตาของเหล่า Restrictor จนวันหนึ่ง Restrictor คนหนึ่งก็ได้ขอท้าประลองฝีมือกับเธอ ซึ่งผลจบลงด้วยการนองเลือดของอาร์เจนโตะ และเธอยังต้องสูญเสียตาขวาไปในการต่อสู้ครั้งนั้น

หลังการต่อสู้ดังกล่าว เธอได้รับบทบาทใหม่ให้เป็นผู้ดูแลสมาชิกที่ถูกเกณฑ์เข้ามายังดีพกราวด์ใหม่ และคอยใช้ความสามารถในการวิเคราะห์นั้นเสาะหาคนที่มีพรสวรรค์มากพอที่เป็น Tsviet ได้ เธอจะคอยสร้างสัมพันธ์กับคนที่ดูมีความสามารถ จะใช้คำแนะนำสั่งสอนจนกว่าคนที่เธอหมายมั่นจะถูกปั้นจนกลายเป็น Tsviet ได้ดั่งใจหมาย

นอกจากนี้ความสามารถในเชิงศิลป์และความสร้างสรรค์ของเธอ ยังทำให้เธอได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นคนออกแบบและประดิษฐ์อาวุธให้กับพวกโซลเยอร์ชั้นสูง ซึ่งก็รวมถึงหอกสองใบมีดที่ยิงกระสุนได้ของรอสโซ่ และกันเบลดคู่ที่มีชื่อว่า "ฟ้า" และ "ดิน" ของไวส์ ระหว่างที่กำลังประดิษฐ์อาวุธไปวันๆ นี้อาร์เจนโตะก็ค่อยๆ สั่งสมความขุ้นข้องใจที่มีต่อเหล่า Restrictor จนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว

หลังจากสงครามวูไถเริ่มต้นได้ไม่กี่ปี "เจเนซิส" ก็โผล่มาสมัครเข้าเป็นโซลเยอร์กับทางชินระ ในตอนนั้นนักวิทยาศาสตร์ของชินระที่ได้ประจักษ์ความแข็งแกร่งของเซฟิรอธกันมาแล้วก็ต่างกระหายที่จะได้เห็นพรสวรรค์ของเจเนซิส พวกเขาเริ่มศึกษาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเซลล์ของเจเนซิสหลังจากที่หนุ่มเจ้าสำอางคนนี้โดนจับอาบมาโค ต่อมาเจเนซิสกับเพื่อนซี้ที่เป็นผลงานจากโปรเจคท์กิลเลี่ยนเหมือนกันอย่าง "แองจีล" ก็ได้รับการจัดเป็นกลุ่มโซลเยอร์ประเภท G สำหรับทางดีพกราวด์แล้วการที่เจเนซิสจะมีความสามารถเหนือมนุษย์มนาเค้าย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด เพราะพวกผู้ที่เคยได้รับการถ่ายยีนส์ของเจเนซิสเข้าไปในร่างกายมาก่อน ต่างก็มีความสามารถมากขึ้นจนได้รับการยอมรับให้เป็นกลุ่มนักรบหลากสีอย่าง Tsviet ที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุดในดีพกราวด์

ในเวลาเดียวกันทางด้านไวส์ที่ได้แสดงความเหนือมนุษย์ให้ใครต่อใครได้ประจักษ์ ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในดีพกราวด์ ขณะที่เนโร่และรอสโซ่ก็มีฝีมือเหนือชั้นขึ้นมากเช่นกัน พวกเขาทั้งสามได้รับการขนานนามด้วยชื่อของสีเพื่อเป็นโค้ดเนมแสดงถึงกลุ่มผู้ที่ครองยศสูงสุดในดีพกราวด์

ขณะที่ทั้งสามเก่งเอาเก่งเอา ทางชินระก็เริ่มหวั่นเกรงในพลังของพวกเขา ในไม่ช้าเหล่าผู้บริหารระดับสูงของชินระที่รู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขาจึงตัดสินใจว่าลำพังชิบควบคุมที่ฝังอยู่ในเซลล์สมองของพวกดีพกราวด์ อาจไม่เพียงพอที่จะใช้ป้องกันเหตุด่วนเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต


เพื่อควบคุมสามวายร้านไม่ให้ก่อพิษภัยกับใครได้ ทั้งสามจึงถูกแยกออกมาไม่ให้อยู่กับคนหมู่มาก ตัวไวส์ที่มีพลังมากที่สุดได้ถูกตรวนไว้กับบัลลังค์ที่อยู่ใจกลางเตาปฏิกรณ์หมายเลข 0 ซึ่งที่นั่นจะมีระบบการคุ้มกันหนาแน่นและมีไฟฟ้าแรงสูงไหลผ่าน ทำให้ยากแก่การหลบหนีออกมาได้ นอกจากนี้ตัวเขายังถูกฝังชิบควบคุมแบบพิเศษไว้ที่คอ ซึ่งชิบนั้นจะปล่อยไวรัสเข้าสู่ร่างกายของไวส์หากว่าเจ้าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Patricia ไม่ได้รับสัญญาณติดต่อจากเหล่า Restrictor เป็นเวลา 3 วัน ด้วยระบบที่เข้มงวดนี้ทำให้เหล่า Restrictor เลือกใช้งานไวส์กับเนโร่ก็ต่อเมื่อมีภารกิจที่มันสำคัญสุดยอดจริงๆ

ทางด้านเนโร่นั้นนอกจากจะโดงขังเดี่ยวไว้ในห้องลับที่อยู่ในเตาปฏิกรณ์หมายเลข 0 แล้วตัวเขายังต้องใส่ชุดสวมใส่แบบพิเศษที่จะควบคุมการหลั่งของความมืดมิให้ทะลักออกมาจากตัวเขามากจนเกินงาม ขณะที่รอสโซ่ที่กระหายเลือด คิดแต่จะฆ่าฟันอย่างเดียวโดยแยกไม่ออกว่าใครคือพวกพ้องใครคือศัตรู ทำให้ Restictor ตัดสินใจที่จะไม่ใช้งานเธอ ให้เธออยู่แต่ในดีพกราวด์แบบนี้แหละดีแล้ว


ในปี 2000 ชินระได้รู้จักกับเด็กกำพร้าคนหนึ่งที่มีชื่อว่า "เชลค์ รุย" เด็กผู้มีพรสวรรค์ในการทำ Synaptic Network Dive (SND) ซึ่งเป็นความสามารถในการติดต่อกับโลกในอีกมิติหนึ่งที่เต็มไปด้วยข้อมูลตัวเลข สำนึก ความนึกคิด และความทรงจำของผู้อื่น ด้วยความต้องการที่จะเพาะเลี้ยงความสามารถนี้ให้มันเติบโตเผื่อจะเป็นประโยชน์กับการทำสงคราม ทางบริษัทจึงมีคำสั่งให้กลุ่มเทิร์คช่วยกันฉกตัวเชลค์ที่อาศัยอยู่กับพี่สาวมายังสำนักงานใหญ่ในมิดการ์ เพื่อฝึกเธอให้เป็นโซลเยอร์ซะ ทว่าคุณท่านประธานชินระกลับมีคำสั่งลับสุดยอดยิ่งกว่าไปยังกลุ่ม Restrictor ส่งผลให้ทหารชินระที่คุ้มกันเชลค์มายังสำนึกงานใหญ่โดนพวกดีพกราวด์โซลเยอร์ที่นำโดยกลุ่ม Lost Force โจมตีวอดวาย ว่าแล้วเชลค์ก็ถูกจับตัวไปยังดีพกราวด์ตามความตั้งใจของท่านประธานนั่นเอง

เวลาต่อมาเชลค์ถูกจับเข้ารับการฝึกฝนและต้องผ่านการทดลองอันตรายมากมาย เมื่อนักวิจัยในดีพกราวด์พยายามวิเคราะห์ความสามารถในการทำ SND ของเธอ ก็พบว่าจิตใจของเธออยู่ในภาวะที่ไม่อาจตรวจสอบได้ ในตอนนั้นเชลค์เฝ้าปรารถนาที่จะได้รับการช่วยเหลือจาก "ชาลัว" ผู้เป็นพี่สาวของเธอ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครมาช่วยเธอได้ ในไม่ช้าจิตใจของเธอจึงหมดสิ้นซึ่งความไร้เดียงสา เหลือเพียงแต่ความว่างเปล่า เหลือเพียงแต่ร่างกายที่ปราศจากจิตใจ เปลือกอันว่างเปล่านั่นเอง ทว่าหลังจากนั้นเองเชลค์จึงเริ่มมีความสามารถในการติดต่อเข้าไปรวมรวมข้อมูลในระบบเน็ตเวิร์คของโลกโดยที่ยังคงสติสัมปชัญญะของเธอไว้ได้  ในไม่ช้าก็มีการค้นพบว่าเธอยังมีความสามารถในการเข้าไปยังจิตใจของคนอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและความทรงจำได้ และเมื่อทดลองต่อไปก็พบว่านอกจากความสามารถในการดูและเก็บข้อมูลจิตใจของผู้อื่นแล้ว เธอยังสามารถจำลองความทรงจำและอารมณ์ของคนอื่นได้ด้วย

อย่างไรก็ตามการใช้ความสามารถในการ SND นี้ได้สร้างภาระอันอันหนักหน่วงให้กับร่างกายของเชลค์ หลังการทดลองเธอจะเหน็ดเหนื่อยและเซื่องซึม และที่ร้ายแรงที่สุดก็คือการที่ร่างกายของเธอต้องหยุดการเติบโตทั้งที่เธอพึ่งมีอายุแค่เพียง 9 ควบ และเธอยังต้องเข้ารับการอาบมาโคทุกวัน และยังต้องฉีดมาโคเข้าเส้นไปเรื่อยๆ เพื่อให้เธอมีชีวิตอยู่ได้

เชลค์ได้ผ่านการฝึกฝนในดีพกราวด์ จนได้รับอาวุธเป็น EM Sabre หรือกระบี่แสงคู่จากอาร์เจนโตะ สรีระรูปร่างที่เล็กอีกทั้งการเคลื่อนไหวอันคล่องแคล่วส่งผลให้เชลค์กลายเป็นคู่ต่อสู้ที่หาผู้ต่อกรได้ยาก ในไม่ช้าเธอก็พิสูจน์ตัวเองได้ว่าเธอนั้นดีพอที่จะได้รับยศ Tsviet แต่เธอก็แทบไม่มีส่วนร่วมกับภารกิจที่ต้องทำนอกดีพกราวด์ ทั้งนี้เพราะเชลค์มีจุดอ่อนอันใหญ่หลวงนั่นก็คือร่างกายที่ต้องอาศัยการอาบมาโคอยู่ทุกวัน นั่นจึงทำให้เธอแทบจะออกจากดีพกราวด์ไม่ได้เลย ทว่าความสามารถในการทำ SND ของเธอก็ยังเป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้อยู่ดี ดังนั้นเธอจึงกลายเป็นสมาชิกคนมีสีคนที่สี่ของกลุ่ม Tsviet โดยโค้ดเนมที่เธอได้รับก็เป็นชื่อที่สะท้อนมาจากความสามารถของเธอ ซึ่งก็คือ "Shelke the Transparent" นั่นเอง

หลังจากที่สงครามวูไถจบลงในช่วงต้นปี 0001 องค์กรต่อต้านชินระมากมายยังคงรุดหน้าหาเรื่องต่อกรกับชินระต่อไป การมีอยู่ของกองทัพเจเนซิส กลุ่มเครสเซนต์ของวูไถ และกลุ่มอวาแลนซ์ ทำให้จำนวนทหารและโซลเยอร์ของชินระลดน้อยถอยลงมากมาน ร้อนถึงประธานชินระที่ต้องมีคำสั่งให้ฝ่ายราชการทั่วไปอย่างเทิร์คต้องออกเดินทางทั่วโลกเพื่อเสาะหาคนที่มีความสามารถพอที่จะเป็นโซลเยอร์ แล้วจับมาเป็นทาสอารยธรรมของชินระให้จงได้


ในบรรดาคนที่ถูกจับมา มีชายร่างยักษ์คนหนึ่งที่มีชื่อว่า "อาซูล" เขาเป็นคนที่หลงใหลในการต่อสู้และเชื่อว่าเขามีชีวิตอยู่เพื่อการฟัดเหวี่ยงกันเท่านั้น ก่อนหน้านี้อาซูลเคยเดินทางไปทั่วโลกเพื่อต่อสู้กับคนเก่งๆ มากมาย แต่แล้วเขากลับถูกพวกเทิร์คจับลากขึ้นเรือที่กำลังมุ่งหน้ากลับเมืองมิดการ์

ในระหว่างที้เรือกำลังจอดอยู่ที่เมืองคอสต้าสเดลโซล กลุ่มอวาแลนซ์ก็ปรากฏตัวขึ้นมาช่วยผู้คนที่ถูกจับขึ้นไปบนเรือดังกล่าวนั้น แต่แทนที่อาซูลจะหนีไปกับคนอื่นๆ เขากลับขอต่อสู้กับกลุ่มเทิร์ค และเมื่อเขาได้พ่ายแพ้ให้กับพวกเทิร์คแล้ว กลุ่มคนชุดดำก็บอกกับเขาว่าถ้าอยากแข็งแกร่งขึ้นก็ไปฝึกเป็นโซลเยอร์ให้กับทางชินระสิ ว่าแล้วอาซูลก็เลยยอมเดินทางไปยังเมืองมิดการ์แต่โดยดี เขาถูกพาตัวไปยังดีพกราวด์และสาบานกับตัวเองว่าซักวันเขาจะต้องเป็นโซลเยอร์ที่แกร่งที่สุดให้ได้

อาซูลที่ถูกนำตัวไปยังดีพกราวด์ได้ผ่านการทดสอบขีดความสามารถมากมาย ด้วยความที่เขาสามารถต่อสู้ได้อย่างสนุกสนาน ไม่รู้จักควาามตึงเครียด ทำให้เขาสามารถล้มศัตรูทีละคนๆ ได้อย่างง่ายดาย และได้รับการเลื่อนขั้นจนเป็น Tsviet ในเวลาต่อมา หลังจากนั้นเขาก็อาสาเข้าไปเป็นมนุษย์ทดลองในโปรเจคหนึ่ง ที่นักวิทยาศาสตร์จะทำการทดลองเพื่อหาทางเปลี่ยนแปลงรูปร่างของมนุษย์

การทดลองนั้นทำให้อาซูลสามารถแปลงร่างเป็นเบฮีมอธยักษ์ได้ ว่าแล้วเขาก็ไล่ฆ่ามนุษย์ทดลองคนอื่นๆ จนได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ทดลองเพียงคนเดียวที่ประสบความสำเร็จในการแปลงร่างเป็นอสูรร้าย เขาถูกเรียกว่า "Arch Azul" ในทีแรก ก่อนที่จะกลายเป็นสมาชิกคนที่ห้าของกลุ่มคนมีสีที่ได้รับยศ Tsviet  พร้อมกันนั้นเขาก็ได้รับอาวุธเป็นปืนใหญ่ที่มีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ถือไปถือมาใช้เป็นอาวุธได้ และเขาก็ถูกตั้งฉายาว่า "Azul the Cerulean"

กาลเวลาคล้อยผ่านไปนานนับปี แต่นรกใต้ดินที่อยู่ในดีพกราวด์ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยที่คนบนโลกไม่เคยรับรู้ถึงมัน ทางกลุ่ม Restrictor ก็ยังคงปกครองดีพกราวด์ตามคำสั่งของประธานชินระ ด้วยเป้าหมายที่วาจะสร้างโซลเยอร์ที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาให้ได้

ด้วยความตระหนักว่าชิบควบคุมที่ฝังอยู่ในเซลล์สมองของดีพกราวด์โซลเยอร์ทุกคนนั้นจะทำให้โซลเยอร์ใต้ดินทุกนายไม่สามารถต่อกรกับ Restrictor ได้ กระทั่ง Tsviet ที่โดนฝังชิบนี้เข้าไปก็ทำอะไร Restrictor ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นไวส์จึงเริ่มวางแผนที่จะเข้าไปเป็นผู้ปกครองดีพกราวด์แทน Restrictor ตัวเขารู้ดีว่าเรื่องนี้ต้องค่อยๆ ดำเนินการอย่างลับๆ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปโดยไม่ให้ Restrictor และผู้บริหารของทางชินระจับได้ เขาเริ่มติดต่อกับ Tsviet คนอื่นๆ ที่ได้รับสีเป็นฉายาผ่านทางอาร์เจนโตะ ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางผู้รับสารจาก Restrictor ไปส่งให้กับทาง Tsviest ผลปรากฏว่าทางอาร์เจนโตะที่สั่งสมความขุ้นข้องใจกับ Restrictor ไว้อยู่แล้วก็ยอมให้ความร่วมมือกับไวส์แต่โดยดี ว่าแล้วไวส์ก็เริ่มคิดแผนการที่จะหาใครซักคนหนึ่งที่ไม่ถูกฝังชิบควบคุมเข้าไปในเซลล์สมอง มาต่อกรกับเหล่า Restrictor เพื่อกำจัดเจ้ากองทัพ Lost Force ให้สิ้นซากซะ


ในปลายฤดูใบไม้ร่วงของปี 0007 ประธานชินระมีคำสั่งลับสุดยอดให้พาตัวเจเนซิสกลับมายังชินระให้ได้ ว่าแล้ว Restrictor ที่ขึ้นตรงกับท่านประธานก็มีคำสั่งให้ไวส์กับเนโร่เดินทางไปยังบริเวณที่เคยเป็นหมู่บ้านบาโนล่า พอพวกเขาพบตัวเจเนซิสแล้ว ไวส์ที่รู้ถึงความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมระหว่างเขากับเจเนซิสและทราบถึงความสำคัญของภารกิจนี้ ก็ตระหนักได้ว่าเจเนซิสมันต้องไม่ใช่คนธรรมดาๆ แน่นอน ว่าแล้วไวส์ก็อธิบายถึงสถานการณ์ในดีพกราวด์ให้เจเนซิสฟัง และเขาก็ขอร้องให้เจเนซิสร่วมมือกับเขาเพื่อต่อสู้กับเหล่า Restrictor ด้วย

แต่ด้วยความเสียใจที่เคยพาโซลเยอร์มากมายไปตาย ประกอบกับความต้องการที่จะนำเกียรติภูมิในฐานะของโซลเยอร์คนหนึ่งกลับคืนมา เจเนซิสที่พยายามหาทางไถ่บาปของตนเองจึงปฏิเสธคำขอของไวส์ไป ต่อมาเจเนซิสก็ออกจากดีพกราวด์และหนีไปผนึกตัวเองอยู่ในถ้ำใต้ดินของเมืองมิดการ์ เพื่อรอคอยวันเวลาที่จะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ในยามที่โลกต้องการเขาคนนี้


ต่อมาไม่นาน กลุ่ม Tsviest ก็ค้นพบการมีอยู่ของ "HJ Virus" ซึ่งเป็นซอฟท์แวร์ที่มีความสามารถในการทำลายระบบป้องกันของ Patricia ไวส์จึงมีคำสั่งให้เชลค์และอาร์เจนโตะหาเรื่องอัพโหลดไวรัสเข้าไปยังซูเปอร์คอมพิวเตอร์ดังกล่าวและเจาะเข้าไปในระบบของมัน พอผ่านเข้าไปได้แล้วทั้งสองก็ได้พบกับหนทางในการทำลายระบบรักษาความปลอดภัยของดีพกราวด์ ด้วยการเปลี่ยนแปลงระบบของชิบควบคุมที่จะถูกฝังเข้าสู่เซลล์สมองของคนที่พึ่งเข้ามาในดีพกราวด์ใหม่ ซึ่งนั่นจะทำให้ชิบดังกล่าวนั้นไม่มีผลใด และคนที่ถูกฝังชิบซึ่งเสียไปแล้วก็จะเป็นอิสระจากการควบคุมของ Restrictor

พวกไวส์ตระหนักดีว่าการจะช่วยใครซักคนไม่ให้ถูก Restrictor ควบคุมได้นั้น พวกเขาควรจะเลือกคนที่มีความสามารถพอที่จะเป็น Tsviet คนหนึ่งได้ และคนๆ นั้นต้องมีแรงจูงใจอันแรงกล้าที่ขับดันให้เกิดความกระหายที่จะฆ่า Restrictor ที่ควบคุมหน่วยของพวกเขาอยู่ด้วย ว่าแล้วอาร์เจนโตะก็ได้รับคำสั่งให้เสาะหาคนที่เหมาะสมจะมารับหน้าที่นี้ ขณะที่เชลค์ก็ทำหน้าที่ใช้ความสามารถในการ SND เข้าไปควบคุมความคิดและความทรงจำของคนๆ นั้น เพื่อสร้างความทรงจำปลอมๆ ให้เขาเกิดความเคียดแค้นต่อ Restrictor ส่วนพวกคนมีสีคนอื่นๆ ก็ทำหน้าที่ช่วยกันปกป้องผู้ถูกเลือกไม่ให้ถูกฆ่าตัดตอนไปก่อนเวลาอันควร


ในไม่ช้าสมาชิกกลุ่มใหม่ก็ถูกเกณฑ์มาเข้าร่วมดีพกราวด์ อาร์เจนโตะได้พบกับตัวเลือกที่เหมาะสม เขาคนนั้นก็คือตัวเอกของ Dirge of Cerberus ใน Multiplayer Mode และแล้วในที่สุดแผนรวมหัวกันโค่นล้มเหล่า Restrictor เพื่อปลดแอกทุกชีวิตในดีพกราวด์ก็เริ่มต้นขึ้นมาหลังจากนั้น...


แผนการทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นตามที่วางไว้ ผู้ถูกเลือกได้รับการฝึกปรือจนเลื่อนขั้นกลายเป็น Tsviet ในท้ายที่สุดเขาก็ถูกหลอกให้เข้าไปสู้กับ Restrictor และถึงแม้ว่าผู้ถูกเลือกจะเอาชนะ Restrictor ไม่ได้ แต่ก็ทำให้ Restrictor บาดเจ็บสาหัส จึงเป็นโอกาสดีที่ไวส์จะเข้ามาลอบกัดเพื่อสังหาร Restrictor ที่ตกเป็นเหยื่อรายแรกซะ

หลังจากนั้น ชะตากรรมของไวส์ก็ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าอยู่หรือตาย ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเขาเสียชีวิตลงเพราะไวรัสที่ถูกฝังอยู่ในชิบที่คอรึเปล่า แต่อาร์เจนโตะก็ยังคงคัดเลือกผู้ถูกเลือกขึ้นมาฝึกปรือเพื่อไปต่อสู้กับ Restrictor ของหน่วยอื่นๆ หลังจากที่ Restrictor ทั้งหมดเสียชีวิตลงแผนการปลดแอกคนในดีพกราวด์ก็กลายเป็นจริง เนโร่ได้กลายเป็นผู้ปกครองดีพกราวด์โซลเยอร์ ขณะที่ไวส์ซึ่งไม่รู้ว่าอยู่หรือตายก็โดนจิตวิญญาณของ "โฮโจ" ที่ยังหลงเหลืออยู่ในสภาพข้อมูลเข้ายึดครองร่างกาย


โฮโจที่เข้าครอบงำร่างกายของไวส์ได้อย่างสมบูรณ์วางแผนที่จะให้ "โอเมก้า" สิ่งมีชีวิตในตำนานที่จะถือกำเนิดขึ้นในยามที่โลกใกล้จะล่มสลาย เข้ามาเกิดในร่างของไวส์ เพื่อที่ตนจะได้เป็นหนึ่งเดียวกับโอเมก้า จะได้อัพเกรดเป็นสิ่งมีชีวิตที่เลิศเลอที่สุดในจักรวาล ว่าแล้วโฮโจก็หลอกใช้เนโร่ให้ช่วยกันปลุกระดมเหล่าดีพกราวด์โซลเยอร์ให้ขึ้นมาบนบก และออกตามล่าจับคนทั่วโลกมาเชือดทิ้งที่เมืองมิดการ์ เพื่อที่พลังงานชีวิตจำนวนมากจะได้กลับคืนสู่ดวงดาว เมื่อใดก็ตามที่ดวงดาวเข้าใจผิดว่าโลกนี้ถึงคราวล่มสลาย ดวงดาวก็จะส่งโอเมก้าลงมาเกิด ณ จุดที่มีพลังงานชีวิตบริสุทธิ์รวมกันมากที่สุดในโลก ซึ่งโฮโจที่ครอบงำร่างกายของไวส์อยู่จะไปรออยู่ที่จุดนั้น

เนโร่ที่โดนหลอกว่าวิธีการดังกล่าวจะช่วยพี่ชายได้ก็หลงเชื่อจนหมดใจ ว่าแล้วเขาก็นำโซลเยอร์มากมายขึ้นมาบนบก เพื่อดำเนินการตามแผนของโฮโจ โชคร้ายที่ขั้นตอนหนึ่งของแผนการดังกล่าวดันเป็นการชิงมาเทเรียโบราณที่ฝังอยู่ในร่างกายของวินเซนต์ออกมา

ด้วยเหตุนี้เอง... หายนะจึงค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่แผนการดังกล่าวอย่างช้าๆ แต่มันก็เกิดขึ้นอย่างแน่นอน...


และแล้ว โลกก็กลับสู่ความสงบสุขอีกครั้ง... โปรดติดตามตอนต่อไปใน FFVII-2 เมื่อโนมุระว่าง...

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : The Lifestream