Sunday, August 10, 2014

คลังข้อมูลเนื้อเรื่อง Final Fantasy Type-0

คลังข้อมูลเนื้อเรื่อง Final Fantasy Type-0 ที่พิมพ์เก็บไว้ระหว่างเล่น

สารบัญลำดับเรื่อง

1. เนื้อเรื่องของเกม
2. ไดอารี่ของเด็ก ๆ
3. ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
4. ข้อมูลตัวละคร

=============================================

1. เนื้อเรื่องในเกม

=============================================

การพักรบ

ตอนที่อันโดเรียเสด็จมายังเบียกโค เธอบอกว่าคริสตัลอวตาร (incarnation) มาเป็นมังกร ตัวเธอเองสามารถฟังเสียงมังกรได้ ก็คือฟังเสียงหัวใจของคริสตัลได้ คริสตัลในตอนนี้อยากให้ชาติต่าง ๆ หยุดยิงกันและกัน

หมายเหตุ : ตามข้อมูลตัวละครมังกรโซวริว เอาจริง ๆ คริสตัลไม่ได้อวตารมา การอธิบายของอันโดเรียนี้ เป็นการอธิบายคร่าว ๆ ให้เข้าใจง่ายเท่านั้น ที่จริงแล้วคริสตัลไม่ได้อวตารมาเป็นมังกรโซวริว คริสตัลแห่งโซวริวเพียงเลือกมังกรตัวหนึ่งมาเป็นลูซิ แล้วมังกรตัวนั้นสื่อสารกับคริสตัลได้ เลยถูกเรียกว่ามังกรโซวริว แล้วอันโดเรียก็สื่อสารกับมังกรโซวริวเพื่อฟังเจตจำนงค์ของคริสตัลอีกที
ว่าแต่คริสตัลจะให้หยุดยิงทำไม มันอยากให้ฆ่ากันไม่ใช่เหรอ?

ปมของมาคิน่า

อิซานะ ผู้เป็นพี่ชายของมาคิน่า ไม่กล้าสู้หน้าน้องที่เก่งกาจกว่า เอซทื่เข้าใจก็อยากให้โอกาสอิซานะได้แสดงฝีมือ จึงขอให้อิซานะช่วยทำภารกิจด้วย โดยทำหน้าที่ง่าย ๆ แค่เป็นคนนำอุปกรณ์สื่อสารมาส่งให้คลาส 0  แต่อิซานะดันชิงตายก่อน หลังจากนั้น มาคิน่าและเรมก็ถูกสภาแห่งสุซาขุส่งมาสอดแนมพวกคลาส 0 

หลังจากนั้น ในบางครั้งเอซก็ฝันถึงอิซานะ และแอบได้ยินสิ่งที่ลุงโล้นคุยกับอเรเซีย ทำให้เอซรู้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุให้อิซานะตาย เลยได้แต่พูดขอโทษกับมาคิน่าลอย ๆ โดยไม่ได้อธิบายอะไร มันก็เหมือนไม่ได้ขอโทษอยู่ดี

หลังมาคิน่าได้ยินเรื่องจากลุงโล้น ก็เริ่มมีอคติกับคลาส 0 ตอนที่คลาส 0 หนีตายจากมิลิเทส พอเรมเหนื่อย มาคิน่าจะขอให้ทุกคนหยุดพัก แต่ควีนบอกว่าที่นี่อันตรายไป จะให้ทั้งกลุ่มมาเสี่ยงเพื่อคนๆ เดียวไม่ได้หรอก มาคิน่าได้ยินก็ยิ่งไม่พอใจ เทรย์เลยรีบช่วยเคลียร์ให้ว่าควีนหมายถึงพอเจอที่ ๆ ปลอดภัยแล้วควีนก็จะบอกให้พักเอง

ตอนมาคิน่าพูดเรื่องคลาส 0 เป็นต้นเหตุให้พี่อิซานะต้องตายที่กระท่อมกลางป่า เอซก็พูดชื่ออิซานะออกมาอีก ทำให้มาคิน่าสงสัยว่าเอซรู้ชื่อของพี่ชายเขาได้ยังไง พอเอซไม่ยอมตอบ มาคิน่าเลยยิ่งเชื่อสนิทว่าคลาส 0 ทำให้พี่เขาตายจริง ๆ แต่แล้วเอซยังมีหน้ามาพูดว่าเราต้องลืมเรื่องของคนที่ตายไปแล้ว เพื่อให้เราก้าวหน้าต่อไปได้ มาคิน่าเลยยิ่งโมโห

พลังของคุนมิและนิมบัส

คุนมิพึ่งเป็นลูซิไม่นาน เลยยังมีความเป็นมนุษย์อยู่มาก

คุนมิ มีพลังพิเศษคือทำให้เครื่องจักรไปถึงขีดจำกัดมันได้ และก่อนหน้านี้มีบทบาทในการสร้างคริสตัลแจมเมอร์

คริสตัลแจมเมอร์ต้องมีคุนมิ ถึงจะทำงานได้ (อย่างน้อยก็ในช่วงแรก ช่วงหลังไม่แน่ใจ)

การเปลี่ยนแปลงการปกครองของโซวริว

โซวริวปกครองโดยราชินีมาตลอด จนกระทั่งอันโดเรียที่เป็นราชินีคนสุดท้ายตาย ก็มีการเปลี่ยนแปลง กษัตริย์กลายเป็นราชาแทน

แล้วราชาก็ไปภักดีกับมิลิเทส ส่งมอบคริสตัลแห่งโซวริวให้เป็นเครื่องรับประกัน ด้านมิลิเทสก็อ้างว่าเอาไปเก็บไว้เพื่อความปลอดภัย

เนื้อเรื่องบทที่ 4

ตอนที่พวกคลาส 0 ถูกป้ายความผิดเรื่องการสังหารอันโดเรีย กระทั่งในสุซาขุเองก็ยังโทษคลาส 0 มาเซอร์กลับก่นด่าพวกสภาว่าพูดจาไร้สาระ และดูเป็นทุกข์กับคลาส 0 ด้วยจริง ๆ ตอนเคทมาตรวจสุขภาพ มาเซอร์ก็พูดด้วยความรักใคร่ต่อเคท

ต่อมาคริสตัลก็ให้เซเลสเทีย มาเป็นลูซิแทนอันโดเรีย คราวนี้เธอคงไม่ฟังพวกคลาส 0 เหมือนตอนแรก

โทคิโตะเล่าให้ฟังว่าเขาอยู่กับลุงโล้นตอนหนีมาจากเบียกโคด้วย ตอนขึ้นเรือเหาะกลับมาถึงสุซาขุ
คุราซาเมะเป็นคนขอให้เรือเหาะย้อนกลับไปช่วยพวกคลาส 0
เคทก็พูดเหมือนกันว่า จากที่สืบมาพบแล้วว่าคุราซาเมะเป็นคนจัดให้เรือเหาะกลับมารับพวกเธอ

ม็อคประจำคลาส 12 บอกว่าพวกคลาส 12 มีแต่พวกผิดปกติ ไม่ชอบนั่ง ไม่เข้าเรียน ไม่ส่งงาน ถ้าไม่มีใครช่วยแนะนำ พวกเขาคงเข้าสังคมลำบาก พวกผู้ใหญ่ก็ไม่ใส่ใจจะแก้ปัญหากันเลย

โล้นแกล้งยุว่าคุราซาเมะต้องร่วมกับผิดชอบการกระทำของคลาส 0 เลยจะให้คุราซาเมะไปร่วมรบ
ในคราวหน้าด้วย คุราซาเมะก็ไม่ปฏิเสธ ป้ากรรมการบอกว่าตอนนี้คุราซาเมะไม่เหลืออะไรนอกจาก
ปัญญาแล้ว หากส่งคุราซาเมะไปรบก็คงตายเปล่า ลุงโล้นจึงเผยว่าเขาอยากให้คุราซาเมะกับคลาส 0 
ตายไปด้วยกัน จุดจบของคลาส 0 ก็จะเป็นจุดจบในการไล่อเรเซียออกไป ทำให้อเรเซียไม่มีอำนาจ
เหนือสภาได้

(เควสต์ของนาสึนะ)
นาสึนะ มีพี่สาวที่ออกไปรบแล้วไม่กลับมา ก่อนจะแยกกัน พี่สาวบอกให้นาสึนะรอใต้ต้นไม้
คนอื่นสงสาร พอชวนนาสึนะไปเล่นด้วยแต่นาสึนะก็ไม่ไป จะขอรอพี่สาวอยู่ใต้ต้นไม้
สุดท้ายมีพวก trainee เอาจดหมายจากพี่สาวมาให้ว่ายังติดงานอยู่ ยังกลับไปหานาสึนะไม่ได้
นาสึนะเลยกลับมาร่าเริง วิ่งเล่นกับคนอื่นไปก่อนได้อีกครั้ง

ที่ใกล้หอคอยจูเด็คก้า มีคนตาบอดที่อยากวาดรูปอนุสาวรีย์หอคอย เลยให้เราพรรณนาให้ฟังว่าฐานมีกี่เหลี่ยม (6 เหลี่ยม) สูงกี่ฟุต (30 ฟุต) และเป็นสีเทา

ทหารสุซาขุสงสัยว่า ถ้ามิลิเทสมีวิกฤตพลังงาน แค่เอาคริสตัลของเก็นบุไปก็พอแล้ว ทำไมต้องเอาคริสตัลทุกประเทศไปด้วย ซิดคิดอะไรอยู่กันแน่?

นักเรียนหญิงชื่อยาโนะบอกว่าการต่อสู่ที่จูเด็กก้า ซึ่งจะใช้คนทั้งหมดในเพอริสเตอเลียมร่วมรบ มีโอกาสรอดแค่ 50% เท่านั้น เลยอยากจะขอร่ำลาเพื่อนๆ ไว้ ถึงเธอจะไม่ชอบเข้าเรียน แต่เวลาที่ได้อยู่กับทุกคนมันมีค่ามากนัก

คุราซาเมะบอกว่าเซ็ตสึนะจะอัญเชิญมหาอสูร กลุ่มของเขาจะไปสนับสนุนให้
กลุ่มนักเรียนที่ไปกับคุราซาเมะ เรียกว่า Bahamut Corp

ซิงค์ทักว่า นอกจากมาคิน่าแล้ว ยังมีคนอื่นอีกมากที่โกรธเกลียดพวกเรา โดยเฉพาะครอบครัวหรือเพื่อนของชาวเบียกโคที่ถูกเราฆ่าไป

บทที่ 5

ก่อนเริ่มศึกที่จูเด็ดก้า คลาส 0 แยกไปทางตะวันตกสู้กับเบียกโค 3 คน ไปทางตะวันออกสู้กับโซวริว 10 คน

ศึกแยกแรกที่จูเด็คก้า มังกรโซวริวที่เป็นลูซิเปิดฉากโจมตีก่อนจนยานเหาะสุซาขุร่วง
พวกนักเรียนเลยช่วยกันเรียกบาฮามุทกับโอดินมาช่วยสู้จนได้เปรียบ แต่พอมังกรโซวริวโจมตีอีกระลอก
เหล่าสัตว์อสูรก็ม้วย กระทั่งซูยูโผล่ออกมาบู๊กับมังกรโซวริวไว้ ซูยูช่วยดึงความสนใจจากโซวริวให้
พวกนักเรียนกับกองกำลังของฝั่งโซวริวถึงบู๊กันเองได้
ด้านที่คลาส 0 ไปลุยกำลังได้เปรียบ เลยมีคนส่งข่าวไปบอกเซเลสเทีย เซเลสเทียจึงตัดสินใจแปลงร่าง
เป็น Astral Wyrm (ชินริว) มาสู้กับพวกสุซาขุ ซึ่งพอเด็ก ๆ สู้ไม่ได้ อเรเซียก็เรียกบาฮามุทเรย์ชิคิมาช่วยอยู่ดี
ส่วนมังกรโซวริวก็โดนซูยุปราบได้ สุดท้ายพวกโซวริวเลยต้องถอยทัพ

บทที่ 6

เสร็จจากฝั่งตะวันออกแล้ว พวกคลาส 0 ที่ไปบู๊กับฝั่งตะวันออก 10 คน ก็ถูกเรียกตัวกลับมาช่วยฝั่งตะวันตกด่วน 5 คน ทางฝั่งนี้โดนคริสตัลแจมเมอร์เล่นงานอยู่ เป้าหมายของฝั่งตะวันตกจริง ๆ คือ ชะลอการบุกของศัตรูจนกว่าเซ็ตสึนะจะพร้อมใช้มหาอสูร ในศึกนี้ทัพสุซาขุเกณฑ์คนไป 80% ของกำลังทั้งหมด คิดเป็น 300,000 คน

คาโทรสั่งให้ทหารทุกคนอยู่ช่วยกันต้านไว้ แล้วตัวเองเข้าไปหลบในหุ่น ให้มาคิน่าช่วยบังพลังให้ สุดท้ายเบียกโคตายไปเฉียด 184,307 คน คิดเป็น 90% ของกองกำลังที่ไปรบที่นั่น ส่วนสุซาขุเสีย cadet นับพันที่ช่วยกันเปลี่ยนพลังชีวิตเป็นพลังเวทย์อัญเชิญอเล็กซานเดอร์

ทหารเบียกโคที่รอดชีวิต หนีตายกันว่อน ส่วนคาโทรหุ่นพังแต่ยังพอบินได้ มาคิน่าใช้พลังลูซิแบบเดียวกับคุนมิ เร่งบาร์เรียร์ป้องกันเวทมนต์จากยานของคาโทรให้ก้าวข้ามขีดจำกัด บาร์เรียร์นั้นทำให้ทั้งสองรอดมาได้

หลังจากนั้นทั้งฝั่งโซวริวและเบียกโคก็กลัวมหาอสูรจนไม่กล้าบุกสุซาขุ ทางสุซาขุจึงคิดตอบโต้

ส่วนทางคลาส 0 ไม่มีกัปตันอีกต่อไป

แฟนโทม่าคือแหล่งกำเนิดพลังชีวิต หรือวิญญาณของแต่ละคนนั่นเอง เฉพาะคลาส 0 กับมาคิน่าและเรมเท่านั้นที่สูบแฟนโทม่าได้ การเอาแฟนโทม่าไปก็คือช่วงชิงวิญญาณคนอื่น ซึ่งคลาส 0 ไม่ใส่ใจ แต่มาคิน่าและเรมจะยังกล้าสูบแฟนโทม่าอีกมั้ยเมื่อรู้ว่ามันเป็นวิญญาณคนอื่น?

หลังกลับมาได้ มาคิน่าที่หายไปก็โผล่มา แต่ไม่ยอมคุยกับคลาส 0 ทุกคนก็กังวล

บทที่ 7

นากิ ถูกพวกผู้บริหารให้มาเป็นสายลับ สืบเรื่องของคลาส 0 แต่นากิกลับเอามาบอกทุกคนตรง ๆ
เพราะถือว่าคนเป็นเพื่อนพ้องต้องไม่มีความลับกัน
มีพวกคลาส 9 บอกด้วยว่าตอนที่คลาส 0 อยู่ในอินแกรม นากิก็เสี่ยงเข้าไปตามหาพวกเขา

(อดีตของเรมและมาคิน่า)
เรมและมาคิน่ามาจากหมู่บ้านที่เคยเกิดโรคระบาดหลังมัลโบโร่บุก ตอนนั้นเมืองตกเป็นเมืองขึ้นของมิลิเทส พอทหารของมิลิเทสมาตรวจก็สังหารพวกที่ติดเชื้ออยู่จนหมดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ แต่เรมและมาคิน่าไม่ได้ติดเชื้อเลยรอดมาได้ จากนั้นมาเรมก็คิดว่าต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อคนเหล่านั้น

โทคิโตะหลงรักเอมินะ และตัดสินใจจะบอกรัก
คาซึสะสร้างอุปกรณ์ที่จะแสดงความทรงจำจากอวัยวะของผู้ตายออกมา และบอกว่าความทรงจำไม่ได้แค่ฝังอยู่ในสมองหรือจิตใจ แต่อยู่ในทุกส่วนของร่างกาย

ถ้ำ 4 จตุเทพคือถ้ำเบฮีมอธ ภูเขาไฟยูฮันล่า ถ้ำอัลเทม่าชั้นศูนย์ และถ้ำรังปิศาจมัลโบโร่

(ศึกสุดท้ายของสุซาขุ-โซวริว)
หลังจากนั้นสุซาขุก็ตัดสินใจบุกโซวริว กะจะปราบให้สิ้น
ทางโซวริวเสียกำลังคนไปมาก แถมกษัตริย์ก็พึ่งขึ้นครองราชย์ไม่นานเลยยังเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย
จัดกำลังทัพไม่ทัน พอกษัตริย์จะใช้ให้มังกรโซวริวออกรบ มังกรโซวริวก็ไม่ไป มังกรโซวริวเป็นลูซิ
ก็ทำตามเจตจำนงค์ของคริสตัล (พวกคนสนิทบอกว่าแต่มันยอมฟังคำพูดของอันโดเรีย)
กษัตริย์เลยใช้ให้ปล่อยนารัคกับ วิญญาณที่สาบสูญของเซย์ริวออกมาช่วยสู้ แต่ก็ไม่สำเร็จ
พวกเซย์ริวนี้ทนทุกข์ทรมานมานานและถูกกักกันแยกจากส่วนอื่นในโอเรียนซ์มาโดยตลอด
ตอนนี้เลยมีแต่ความเกรี้ยวกราดไร้ใจ โจมตีไม่เลือกฝ่าย
ก่อนจะปล่อยพวกเซย์ริวออกมา เซเลสเทียขอคำสั่งอพยพชาวโซวริวจากกษัตริย์ แต่กษัตริย์โวยวายไม่สนใจ
เซเลสเทียยังยืนยันที่จะสู้เพื่อโซวริว ทุกคนในโซวริว ไม่เพียงแต่กษัตริย์งี่เง่านี่
ด้านโทโนกิริเป็นลูกชายของเซเลสเทีย คอยปกป้องเมืองจักรา ก็ช่วยสู้ด้วย และเสียชีวิตให้กับคลาส 0 ที่เมืองนั้น
คลาส 0 นำทัพฝ่ากองกำลังโซวริว ไปจนถึงเมืองหลวงมหามยุรีได้สำเร็จ ที่เมืองหลวงก็เจอเซเลสเทียมาขัดขวางไว้ แต่ปะทะกันได้ไม่นาน ทางโซวริวก็ประกาศยอมแพ้ (ยังมีภาพมังกรโซวริวบินอยู่ แปลว่าไม่ได้ตายตอนสู้กับซูยู) ตอนแรกทางสภาสุซาขุก็สับสนว่าทำไมโซวริวถึงประกาศยอมแพ้แบบนี้ แต่ก็วิเคราะห์กันว่าทหารขาดกำลังและขวัญกำลังใจ เลยยอมรับความพ่ายแพ้นั้น

(เบื้องหลังการสวรรคตของอันโดเรีย)
กษัตริย์โซวริวกระหายอำนาจมานาน จึงร่วมมือกับซิดในการสังหารอันโดเรีย และยึดบัลลังค์กษัตริย์แทน ระหว่างโดนคลาส 0 บุกก็สั่งให้ปลดผนึกนารัค ที่จองจำพวกชาวเซย์ริวที่ต้องสาปไว้ พอพวกคลาส 0 บุกไปถึงมหามยุรี กษัตริย์ก็หนีไปยังนารัค และขอพลังจากคริสตัลของเซย์ริวมา เพื่อจะได้จัดการทุกอย่างได้ แต่กลายเป็นโดนคำสาปของเซย์ริวไปด้วย แล้วก็โดนพวกชาวเซย์ริวออกมากิน ยูซึกิก็ทำการปิดผนึกนารัคอีกครั้ง 

คูออน เข้าร่วมคลาส 0 เพื่อวิจัยเรื่องเวทมนต์ต่อ ตอนนี้เขาวิจัยเองจนรู้แล้วว่าแฟนโทม่าคือวิญญาณมนุษย์ คลาส 0 รู้ความลับของเวทมนต์และความลับของอเรเซียดีที่สุด เขาจึงอยากเข้าร่วมเพื่อไล่ตามความจริงนี้ต่อ จะได้รวบรวมแฟนโทม่าเองได้ด้วย

นากิมาขอให้เราหาเนมแท็คของคุราซาเมะ จากจุดที่คุราซาเมะตายไปให้เขา เสร็จแล้วนากิเอาไปให้เอมินะ แล้วเอมินะก็เอามาให้คาสึซะ ซึ่งพยายามจะนึกเรื่องของคุราซาเมะให้ออก ถึงสมองจำไม่ได้ แต่กายเขาจำได้

ดิวซ์พูดว่า ต่อไปจะไปบุกเบียกโคแล้ว พวกเธอจะไปช่วยอาเรีย

ผู้พันเฟธ ใช้ยานที่เป็นเทคโนโลยีล่าสุดของจักรวรรดิเหมือนกัน อยู่ที่ฐานโกเอล ทางเนเชอร์ตะวันออก

ในเมืองเซโตเมะ (Cetme) มีเด็กล้วงกระเป๋าที่โดนเราจับได้ เขาจะขอเงิน 300 กิลไปให้พี่น้องที่อดอยาก แต่พอให้ไปแล้วเขาก็จะหัวเราะแล้วบอกว่านั่นเป็นอุบาย เขาไม่มีพี่น้องทั้งนั้น พ่อแม่เขาตายไปตั้งแต่เขาเกิด พ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงก็ตายไปเมื่อ 4 ปีก่อน เขาเลี้ยงตัวเองเท่านั้น

(ยานเหาะจากอารยธรรมโบราณ)
ที่เมืองบัซ ใกล้ไซเลนยาร์ด มีคนบอกเราว่าที่ไซเลนยาร์ดมีโบราณวัตถุที่ตกทอดจากโบราณกาล
แต่ดูแล้วมันมาจากอารยธรรมที่ก้าวหน้ากว่าปัจจุบันไปมาก พอส่งทีมสำรวจไปดูทีมสำรวจก็โดนยักษ์เหล็ก
แถวนั้นฆ่าตายหมด เลยอยากให้เราไปกำจัดยักษ์เหล็กให้
ระหว่างที่เราไปไซเลนยาร์ท คนที่ขอเราก็บอกว่าเขาได้อ่านอาคาชิคเรคคอร์ด แล้วพบว่าเกือบ 500 ปีก่อน
มีเรื่องของลูซิซาโตริแห่งสุซาขุ ที่พยายามซ่อมอาวุธสังหาร (devastating weapon) ของชาวโบราณ
อาวุธนั้นซ่อนอยู่ในไซเลนยาร์ด (หมายถึงเรือเหาะ?)
ยานเหาะนี้เดิมเป็นของกัปตันเซ็ตเซอร์

(ตลาดมืดของเมืองอิสึกะ)
เมืองอิสึกะ หลังฟื้นฟูใหม่ ตอนกลางคืนจะมีไนท์บาซาร์ขายของ มีเพชรมาแสดงเป็นจุดเด่นดึงดูดผู้คนให้มาเดินตลาด
ผู้ใหญ่บ้านอาโอบะ โดนเด็กขโมยเพชรที่ใช้แสดงในงานไป เราเลยไปทวงคืน แต่เด็กมันทำตกระหว่างทาง
แล้วอาโทร่าก็บอกเราว่าเห็นปิศาจสีทองเอาไป เราเลยไปถามคนเลี้ยงโจโคโบะ เห็นคนเลี้ยงบอกว่าโจโคโบะ
มันอารมณ์เสีย สงสัยกินอะไรผิดสำแดงไป ในฐานะคลาส 0 เราเลยขอดูอุนจิมัน ซึ่งเจ้าของโบะก็ช่วยเราดู
แล้วบอกว่าคลาส 0 ช่างยอดจริงๆ
เดิมตลาดมืดเมืองนี้เคยขายของผิดกฎหมาย เลยเรียกเป็นทั้งไนท์บาซาร์ทั้งตลาดมืด
แต่ตอนนี้เป็นเมืองสงบสุข ไม่ขายของผิดกฎหมายแล้ว

(ชะตากรรมของเซ็ตสึนะ)
เซ็ตสึนะเป็นลูซิที่อยู่มานานที่สุดในโอเรียนซ์ แก่ที่สุด เลยพูดภาษาโบราณที่เข้าใจยาก
การที่เธอกลายเป็นคริสตัล คาเลียบอกว่าเป็นประสงค์ของคริสตัล
ตอนกลายเป็นคริสตัล มีเสียงคริสตัลของเซ็ตสึนะแตก แต่พอมีคนแจ้งไปคาเลียว่าเซ็ตสึนะ
กลายเป็นคริสตัลแล้ว คาเลียก็บอกให้ไปเก็บมารักษาไว้ในอนุสาวรีย์ใต้ดินในสุซาขุ

อาโทร่าบอกว่าคนที่มาทดสอบในหอคอยอากิโตะ ไม่มีใครเคยรอดมาก่อน กระทั่งลูซิประเภท B ก็ไม่รอด

ชาวโซวริวบางคนบอกเราว่า อย่าคิดว่าอเรเซียจะปกป้องเราได้ตลอด

(เอมินะที่ถูกจับ)
เอมินะโดนจับได้ว่าเป็นสายลับของเบียกโค ทั้งที่เธอเติบโตมาในสุซาขุ ....เธอสารภาพว่าสมัยก่อนตอนทีบ้านเธอถูกเผากลางดึก เสียงกลองสงครามดังระงม แต่กลับไม่มีพวกสุซาขุโผล่มาช่วย ตอนที่เธอเดือดร้อนนั้น ฝ่ายจักรวรรดิต่างหากที่เข้ามาให้น้ำให้ที่พักอาศัยแก่เธอ จากนั้นพวกจักรวรรดิก็จับเธอเข้ารับการฝึกฝน ในที่ซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก เธอถูกสอนให้ทำตัวแบบนี้เพื่อจะกลมกลืนกับคนอื่น และมอบหมายให้ลอบสังหารเจ้าหน้าที่สุซาขุระดับสูง และสร้างความวุ่นวายจากภายใน

เรมมาเป็นนักเรียนฝึกหัดเพื่อเป็นอากิโตะ เพราจะได้บอกลาตัวเองคนเก่าที่อ่อนแอ ไม่สามารถปกป้องหมู่บ้านไว้ได้ มาคิน่าเองก็เช่นกัน มาด้วยเหตุผลเดียวกัน แต่กลายเป็นว่าเขามีแต่โดนคนอื่นช่วยตลอด เขาอยากบอกลาตัวเองคนเดิมที่ดีแต่ปาก จากตรงนี้เรมรู้สึกว่ามาคิน่าเสียสติไปแล้ว

(การร่ำลาของอาเรียและคาโทร)
ก่อนที่สุซาขุจะบุกอินแกรมอีกครั้ง คาโทรจะบอกอาเรียว่าเมื่อพวกสุซาขุมา ก็กลับไปร่วมกับพวกนั้นซะ
แต่อาเรียกวนตีนไม่ไป อาเรียตอนนี้จากสภาพเชลย โดนเปลี่ยนมาเป็นบริวารของคาโทรแทน
ก่อนคาโทรจะออกมาสู้กับเรา มีลูกน้องมาแจ้งว่าได้ปรับแต่งยานของคาโทรให้สมบูรณ์ถึงขีดสุดแล้ว
แต่กลายเป็นว่ามันแอบใส่ระเบิดอัลเทม่าเข้าไปด้วย พอคาโทรแพ้ระเบิดเลยนับถอยหลัง
คาโทรจึงต้องบินออกไปนอกโลกเพื่อทิ้งระเบิดอัลเทม่า เบียกโคจะได้ปลอดภัยจากแรงระเบิด
แต่ยานก็เสียหายกระจุยแล้วตกลงสู่พื้นโลกแบบไม่อาจควบคุมได้ คาโทรบอกว่าเขาไม่เสียใจเลย

ตอนที่คลาส 0 และสุซาขุบุกอินแกรม มาคิน่าก็จัดการฝ่ายสุซาขุที่บุกมาในเมือง จนเจอทิซกับลีนที่ขอมาคิน่าให้ช่วนำทางทั้งสองไปหาซิด

แม้ฝ่ายเบียกโคจะแพ้แล้ว ทั้งโลกตกอยู่ใต้การควบคุมของสุซาขุแล้ว แต่ชาวบ้านก็บอกว่าอากิโตะก็ไม่ได้โผล่ออกมาอยู่ดี หมายความว่าจะขัดขวางฟินิสไม่ได้งั้นสิ?

ชาวเบียกโคบางคนเชื่อว่าในอนาคต ตำราเรียนคงเขียนประวัติศาสตร์ว่า ฝ่ายสุซาขุคืออากิโตะ ผู้กอบกู้โอเรียนซ์เอาไว้ น่าขยะแขยงที่สุด

บทที่ 8

พอกลับมาที่รูบรัมอีกครั้ง มีทั้ง cadet และ trainee ตายจำนวนมาก คาเลียและพวกสภาก็หายตัวไป (บทสัมภาษณ์บอกว่าคาเลียหนีไปอยู่ใต้ดิน ส่วนสภาตายเรียบ)

วิหารเวทย์ปรากฏขึ้นฟ้า จากที่นั่นพวกลูลูซัสปรากฏออกมา ซูยูพยายามขัดขวางแต่ก็แพ้ให้กาล่าที่โผล่มาโจมตีตูมเดียว ซูยูตาย หลังจากนั้นเมื่อกาล่ากับลูลูซัสเห็นอเรเซีย ก็ถอยจากโรงเรียนไป

(ซิดที่มุ่งหน้าสู่แพนเดโมเนียม)
ตอนท้ายซิดขึ้นไปยังวิหารแพนเดโมเนียมเป็นคนแรก (โดยชายในหน้ากากเป็นคนพาไป) วิหารซึ่งจะเจอผู้พิพากษา
พิพากษาว่ามีอากิโตะปรากฏตัวขึ้นมาบนโลกหรือไม่ ถ้าไม่มี ลูลูซัสก็จะกวาดล้างโลก
การพิพากษาก็คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นบนหน้าสุดทางของอาคาชิคเรคคอร์ด ซึ่งเด็ก ๆ สามารถกำหนดมันได้
หากผู้พิพากษาเห็นว่าคนที่ไปหาเขานั้นไม่ใช่อากิโตะ ก็จะถูกประหาร ตำนานเหล่านี้มีอธิบายไว้ในคัมภีร์นิรนาม
ทว่าที่นั่นมีกาล่ารออยู่แล้ว ซิดบอกว่ามนุษย์ไม่ใช่หุ่นเชิดของทวยเทพ แล้วก็ฆ่าตัวตาย
แต่โดนกาล่ายึดร่าง เป็นร่างเงาของผู้พิพากษา

พวกนักเรียนพากันโทษว่าตั้งแต่คลาส 0 มา เรื่องเลวร้ายก็เกิดอย่างต่อเนื่อง พวกแกมันไม่ใช่ผู้ปลดปล่อย พวกแกเป็นปิศาจที่นำฟินิสมา

มีการสร้างบล็อคกั้นตรงประตูทางเข้าอาคารเรียน เพื่อกั้นรูรูซัสไม่ให้เข้ามาได้

เรื่องสุขภาพของเรม เซเว่นและคิงรู้มาตลอดแล้วว่าเรมพยายามปิดไว้เพื่อไม่ให้คนอื่นเป็นห่วง เซเว่นคิดว่าคนอื่นในกลุ่ม ถ้าไม่โง่ก็น่าจะรู้ เอธเสริมว่ามาเซอร์เองก็บอกว่ารักษาไม่ได้

(คำสั่งสุดท้ายจากอเรเซีย)
พออเรเซียเข้ามาในห้อง ก็บอกว่าผนึกแตกออกแล้ว วิญญาณได้เป็นอิสระ (วิญญาณของพวกลูลูซัส We've arrived เหรอ?) อเรเซียบอกว่าในห้วงเวลาทีเธอแสวงหามาตลอด เหนือไปจากโพ้นอันว่างเปล่า มีสถานที่ซึ่งเปี่ยมด้วยความสงบอยู่ (โลกที่มองไม่เห็น?) แล้วบอกว่าอยากให้ทุกคนเลือกว่าจะเขียนหน้าสุดท้ายเอง (อาคาชิคเรคคอร์ด) ทุกคนไม่เคยได้มีโอกาสเลือกว่าจะใช้ชีวิตยังไง ในอาคาชิคเรคคอร์ด เจตจำนงค์ของคริสตัลในทุกวงล้อแห่งชะตากรรมได้ถูกบันทึกไว้ ทุกคนมีชีวิตไปตามสิ่งที่เขียนไว้เท่านั้น นี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่เธออยากมอบให้ อิสรภาพในฐานะของมนุษย์ มนุษย์ที่เลือกเกิดไม่ได้ แต่ก็ควรมีอิสรภาพที่จะเลือกใช้ชีวิตยังไงและเลือกตายยังไงได้ (กล่าวคือตลอดชีวิตที่ผ่านมาของคลาส 0 ทุกคนใช้ชีวิตไปตามคำสั่งของมาเซอร์ซึ่งตรงตามอาคาชิคเรคคอร์ด มาเซอร์จึงบอกว่าพวกเขาไม่เคยได้เลือกว่าจะใช้ชีวิตยังไง ทั้งที่ทุกคนควรมีอิสรภาพที่จะเลือกว่าจะใช้ชีวิตยังไงและตายยังไง สุดท้ายนี้มาเซอร์จึงไม่สั่งอะไร ให้ทุกคนตัดสินใจว่าจะเอายังไงและตายยังไงต่อกันเอง) นั่นคือให้ทุกคนเขียนหน้าสุดท้ายของอาคาชิคเรคคอร์เอง

เทรย์บอกว่าลูลูซัสสามารถทำลายแฟนโทม่าได้โดยตรง เลยสร้างคิลไซท์ใส่พวกเราได้ ไซส์เองก็มองว่าไม่เห็นทางชนะ ซิงค์บอกว่าขนาดลูซิซูยู ก็ยังสู้ไม่ได้เลย พวกลูลูซัสมันแข็งแกร่งเกินรับมือจริง

โมกุรินบอกว่าเรมพักอยู่ในห้องฝ่ายเวทมนต์ น่าจะเป็นที่ ๆ ปลอดภัยที่สุดในตอนนี้

เคทบอกว่าดีแล้วที่มาคิน่าไม่อยู่ มาคิน่าเป็นพวกทำใจรับมือสถานการณ์แบบนี้ไม่ไหว เดี๋ยวเรื่องจบ มาคิน่าก็กลับมาเอง

พวกคลาสอื่นๆ ที่อยู่นอกสุซาขุ ติดต่อไม่ได้เลย แต่ก็ไม่ได้ลืมพวกเขา แปลว่าพวกเขายังไม่ตาย
นากิบอกว่าสภาและอเรเซียหายตัวไป ติดต่อไม่ได้เลย แต่นากิยังจำพวกเขาได้ แปลว่าพวกเขาน่าจะยังไม่ตาย (ในบทสัมภาษณ์บอกว่าพวกสภาตายตอนลูลูซัสบุก)

เซเลสเทียบอกว่ามีแต่ลูซิที่ขึ้นไปยังแพนเดโมเนียมได้ แต่สุซาขุเสียลูซิไปแล้่ว เธอเลยจะพาไปให้ นี่เป็นทางที่เธอเลือกเอง และคลาส 0 ก็ต้องเลือกทางเดินของตนเองเช่นกัน แต่ถ้าไปแล้วจะไม่รอดกลับมา ดังนั้นจึงแนะนำให้บอกลาเพื่อนให้หมดก่อน

ด้านอาเรียที่จำไม่ได้ว่าใครช่วยเอาไว้ พวกทหารเบียกโคก็ลืมคำสั่งจากคาโทรไปแล้ว เลยยิงอาเรียตาย

คาร์ล่าคิดว่าถึงเรียนเก่งและมีเงินมากแค่ไหน มันก็ไม่มีค่าหากโลกพินาศลง เลยรู้สึกว่าทุกอย่างที่ทำมาทั้งหมดมันไร้ค่า แค่เคทก็ปลุกใจว่าคลาส 0 ไม่ใช่พวกที่จะยอมแพ้ยอมแพ้ง่ายๆ คาร์ล่าเองก็น่าจะเหมือนกัน คาร์ล่าเลยฮึดและบอกว่าจะไปเก็บเงินจากทุกคนให้มากที่สุด อาจจะพอทำอะไรกับลูลูซัสได้บ้าง

คูออนบอกว่าเขาอยากเป็นอากิโตะ คิดว่าอากิโตะคือจอมเวทย์ที่ร่ายมนต์ได้ดั่งใจ แต่ตอนนี้ชัดแล้วว่าอากิโตะไม่มีอยู่จริง ก็แค่เรื่องที่คนสร้างขึ้นมาเพื่อหนีจากความสิ้นหวังของฟินิส อากิโตะนั้นก็เป็นแค่ไฟนอลแฟนตาซีเท่านั้น ลูลูซัสสามารถจัดการได้กระทั่งลูซิประเภท A ที่ถล่มโทโกเรธ (ซูยู - จริง ๆ ตายเพราะกาล่าตะหาก) ดังนั้น อากิโตะก็คงไม่ได้ดีไปกว่ากัน

ริดที่เตรียมชุดเกราะเสร็จแล้วบอกว่าตอนเก็นบุถูกทำลาย เขาไม่อาจช่วยอะไรได้เลย แต่คราวนี้จะต้องไม่เป็นแบบเดิม เขาจะไม่ยอมให้สุซาขุและโอเรียนซ์เป็นอะไรไป

มุตสึกิ สร้างระเบิดเตรียมไว้ต่อกรกับลูลูซัส

เพื่อนของอาเรีย (อาเรียตายไปแล้ว) บอกว่าเขารู้สึกเหมือนรอใครสักคนกลับมา แต่ที่ขำไม่ได้ แปลว่าเขาคงตายไปแล้ว

ควีนบอกว่าเธอไม่รู้จะทนความโง่ของไนน์ได้อีกนานแค่ไหน บางทีตอนที่เธอด่ามาคิน่า เธอเองก็โง่เหมือนกัน ที่จริงไอ้ที่มาคิน่าทำมันก็โง่ สงสัยคลาส 0 จะมีแต่คนโง่

ไซส์บอกว่าเธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมมาคิน่าถึงโกรธเรื่องพี่ตาย ทั้งที่จำพี่ตัวเองไม่ได้ มาคิน่าเป็นคนอ่อนไหว พอยิ่งคิดถึงเรื่องที่จำไม่ได้ก็ยิ่งไม่สบายใจ

เอธเตือนว่ามาคิน่าคงแค้นพวกเขามานาน ตอนนี้คงแค้นขึ้นไปอีกที่พวกเขาช่วยเรื่องอาการป่วยของเรมไม่ได้

ม็อคสงสัยว่าตลอดที่ผ่านมา เขาได้มีประโยชน์กับทุกคนมั้ย เขาภูมิใจที่ได้เป็นม็อคประจำคลาสนี้ และบอกลาว่าทุกคนต้องการกลับมาอย่างปลอดภัยให้ได้ เขาจะคอยอยู่ (เหมือนที่ม็อคบอกไลท์นิ่งเลย)

ซิงค์รู้สึกเหงาที่จะไม่ได้เจอมาคิน่ากับเรมอีกแล้ว มีเรื่องอีกมากที่อยากคุยด้วยแท้ ๆ

(คำสั่งเสียของเซเลสเทีย)
เซเลสเทียพาคลาส 0 ขึ้นไปยังแพนเดโมเนียม และบอกว่าเธอเห็นอนาคตที่ที่อันโดเรียยอมเสี่ยงชีวิตให้
เธอจำราชินีได้เพราะมังกรโซวริวฟื้นความจำให้ อันโดเรียนั้นเห็นนิมิตแห่งอนาคต ตอนไปมิลิเทสก็รู้ว่า
กำลังจะจบชีวิตตนเอง ตอนนี้เธอเองก็เลือกทางเดินของตนเองแล้วเช่นกัน (คริสตัลเตือนแล้วว่าทำแบบนี้
จะตาย แต่ก็ยังทำ) ทางเดินที่ต่างจากเจตจำนงค์ของคริสตัลแห่งโซวริว แล้วก็บอกให้คลาส 0 เองเลือก
เช่นกันว่าจะเดินในเส้นทางไหน ว่าแล้วก็กระโดดลงหน้าผาไป การกระทำที่ขัดเจตจำนงค์ของคริสตัลนี้
ทำให้เธอกลายเป็นมังกรซีธ

ส่วนซิดที่กลายเป็นผู้พิพากษาเริ่มการทดสอบคลาส 0 ระหว่างตรงวิวทางเดิน เราจะเห็นวิวอดีตของเบียกโค สุซาขุ เก็นบุ โซวริว

ด้านใน ตรงหน้าห้องทั้ง 4 ซิดจะบอกว่าชีวิตบนโลกนี้มันไร้ค่า ผ่านมา 1,000 ปีแล้ว แต่กลับได้ผลลัพธ์เช่นนี้ โคตรน่าผิดหวัง จะทำลายโลกนี้มันก็ง่าย แต่ก็น่ารำคาญ เจ้าพวกมนุษย์จงอย่าร่ำร้องกับการถูกทิ้ง ยอมรับคำพิพากษาและนอบน้อมเขาซะ กรีดร้องในยามที่ตาย กลับสู่ความว่างเปล่า

ในห้องสุซาขุ สู้กับโกเลมตอนสุซาขุถูกเผา ห้องเบียกโคสู้กับ ??? ที่เป็นหุ่นแบบคาโทรในเบียกโควันฝนตก ห้องเก็นบุสู้กับกิลก้าแมชที่เก็นบุ ห้องโซวริวสู้กับชาวเซย์ริวต้องสาป ซิดบอกว่ากระแสสีฟ้าเขียวที่แท้จริงแปดเปื้อนและจางหายไปแล้ว (คงหมายถึงคริสตัลของเซย์ริว)

เรมบอกว่าคริสตัลปรารถนาให้อากิโตะเกิดขึ้นในสุซาขุ

มาคิน่าที่เป็นคริสตัล พูดอีกแล้วว่าเขาเหนื่อยกับการเป็นคนที่ถูกปกป้อง ก่อนหน้านี้ก็เคยบอกเรมว่า (ไม่ใช่ทุกคนช่วยกัน แต่) เขาถูกปกป้องฝ่ายเดียว เขากลัวว่าถ้าเป็นแบบนี้จะเสียเรมไปแบบที่เสียพี่ชาย เขาไม่อยากอยู่คนเดียว

(คำพิพากษา)
แล้วซิดก็แจ้งผลว่าทุกคนไม่ผ่านการทดสอบ ไม่คู่ควรจะมาพิสูจน์ความเป็นอากิโตะด้วยซ้ำ ชีวิตที่ได้รับมาโคตรไร้ค่า ทำไงก็ไม่ได้เป็นอากิโตะสักที เจ้าผู้ที่เกิดจากเลือดของเอโทร โลกที่มองไม่เห็น โลกที่มองเห็น หนทางระหว่างสองโลก... (หมายถึงมนุษย์ที่เกิดจากเลือดเอโทร ก็คือกุญแจในการเปิดประตูระหว่างสองโลก) ไม่ ข้าไม่ได้ต้องการแบบนี้

เซเลสเทียกลายเป็นมังกรซีธไปสู้กับผู้พิพากษา แต๋โดนย่างสด ถูกดูดแฟนโทม่าแล้วกลายเป็นหินไป
ซิดในตอนนี้ขึ้นชื่อสถานะว่าเป็น ลูซิผู้พิพากษาแห่งลูลูซัส และบอกว่าเกลียดพวกเรา และโลก เขาจะปิดฉากชีวิตอันไร้ค่าของพวกเราซะ เจ้าพวกสิ่งมีชีวิตที่น่าหัวร่อ

ถ้าเลือกเป็นลูซิแล้วตาย อเรเซียจะบอกว่าจนกว่าจะถึงเวลาเกิดใหม่ ขอให้หลับฝันดี
ในเดือนกุมภาพันธ์ 842 โลกได้กลับเข้าเกลียวอีกครั้ง

(บทสรุปสุดท้าย)
ทิซบอกว่า มาเซอร์บอกว่ามนุษย์ควรมีอิสรภาพที่จะเลือกว่าจะมีชีวิตยังไง ตายยังไง แต่มีวิญญาณ
เพียงน้อยนิดเท่านั้นที่ได้ใช้ชีวิตแบบนั้นจริง (ส่วนมากก็โดนควบคุมการใช้ชีวิต อย่างพวกเอซ)
ดวงตาสีน้ำเงินที่จับจ้องมาคิน่าตอนอยู่แถวกระท่อมร้าง คือดวงตาของมังกรแห่งโซวริว ที่จับจ้อง
ผู้ต้องหาที่ฆ่าอันโดเรีย และมังกรโซวริวก็แทรกแซงสัญญาณให้คลาส 0 ติดต่อกับทางสุซาขุไม่ได้
จนต้องไปพักที่กระท่อมร้าง แล้วมาคิน่าก็แยกตัวไปจนกลายเป็นลูซิ ตามที่มังกรโซวริวต้องกา
ถึงเลิกจับตามอง ทิซบอกว่ามีสีดำที่กระหายทุกสิ่ง แดงที่จมกับการค้นหาปริศนา
ขาวผู้เมตตากับทุกสิ่ง น้ำเงินที่มองเห็นทุกอย่างกระจ่างใส

วิญญาณของคลาส 0 ตามบทพูดญี่ปุ่นแล้ว ก็ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ ว่าขออะไรกับมาเซอร์
แต่แพทซ์อังกฤษ ดันแปลว่าขอให้ช่วยจดจำพวกเขาไว้ ซึ่งก็น่าจะถูก อเรเซียก็ตกลง แล้วลบผลของคริสตัล
ให้มาคิน่าและเรมที่เป็นเพื่อนทั้งสองหลุดจากสภาพคริสตัล และจดจำทั้งสองเอาไว้

ในข้อมูลของอเรเซีย ก็บอกตรง ๆ ว่าทุกอย่างที่ทำ ทำไปเพื่อปลดผนึกและเปิดประตู
เพื่อเจตจำนงค์ของผู้ที่ปรารถนาจะผ่านเข้าไป (บูนิเบลเซ่)

=============================================

2. ไดอารี่ของเด็ก ๆ

=============================================

หน้าหนึ่งจากบันทึกเก่าแก่ของเอซ

"ใครสักคนบอกว่าพวกเรากำลังจะย้ายออกไป เราเลยเก็บข้าวของสัมภาระและไปยังศูนย์วิจัยขนาดใหญ่ ผู้คนจากสำนักเวทมนต์เรียกมันว่าสถานสงเคราะห์ เด็กคนอื่น ๆ ที่มีอายุเท่ากับผมได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ก่อนแล้ว ตอนนี้เราจะฝึกฝนร่วมกันเพื่อเป็นนักเรียนทหาร"

"มาเซอร์บอกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรอก เพียงแค่ตอนนี้พวกเราทั้ง 12 คนจะทำสิ่งต่าง ๆ ร่วมกัน เธอบอกว่าตอนนี้พวกเรา 12 คนเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ผมไม่เข้าใจสิ่งที่มาเซอร์พูดเหมือนเดิม แต่ก็รู้ว่าเธอไม่เคยโกหก จากนี้ไป เราทั้งสิบสองคนจะพยายามเพื่อมุ่งสู่การเป็นนักเรียนทหารด้วยกัน"


หน้าหนึ่งจากไดอารี่เล่มเก่าของดิวซ์

"มาเซอร์บอกว่าพวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน ฉันเองก็คิดแบบนั้น เอธเป็นนักวิ่งผู้ปราดเปรียว ว่องไวจนไม่มีใครตามทัน เทรย์เป็นคนรู้ลึกรู้จริง เคทใช้เวทมนต์ได้ก่อนทุกคน คิงไม่ค่อยพูด แต่ก็เป็นคนน่ารัก เซเว่นนิ่งสงบสยบทุกสถานการณ์ ควีนเป็นคนฉลาดสุด ๆ ไนน์ผลักดันให้ทุกคนเก่งขึ้น ไซส์อาจจะปากเสีย แต่ก็ห่วงใยทุกคน ซิงค์น่าจะเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา แจ็คเป็นตาทึ่มประจำชั้น แต่เขาก็ทำให้ฉันหัวเราะได้เสมอ เอซก็ร้องเพลงเก่งมาก คราวหน้าอยากให้เขาร้องเพลงคลอไปกับเสียงขลุ่ยของฉันด้วยจัง"

"ทั้งหมดนี้ คือกลุ่มซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่น่าทึ่ง มาเซอร์พูดถูกแล้ว... ฉันเชื่อว่าเมื่อทุกคนร่วมมือกัน ไม่มีอะไรที่พวกเราทำไม่สำเร็จ"


หน้าหนี่งจากบันทึกที่ผุกร่อนของเทรย์

"หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมประจำวันแล้ว ฉันชอบไปนั่งอ่านหนังสือกับมาเซอร์ที่ห้องสมุด"

"ฉันทำแบบนั้นเพื่อเป็นข้ออ้างในการอยู่กับเธอ แต่ยิ่งฉันอ่าน ฉันก็ยิ่งชอบเรียนรู้เรื่องราวใหม่ ๆ จากหนังสือ ทั้งหนังสือเกี่ยวกับการต่อสู้ หนังสือเกี่ยวกับเวทมนต์ หนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ อีกทั้งหนังสืออื่น... ฉันถามมาเซอร์ว่าเธอรู้ทุกอย่างรึเปล่า เพราะเห็นเธอเคยอ่านหนังสือทุกเล่มในห้องสมุดครบหมดแล้ว มาเซอร์ตอบว่า 'มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ฝังลึกไว้ในวิญญาณ ซึ่งหนังสือใด ๆ ก็ไม่สามารถสอนเราได้' เธอบอกว่าวิญญาณของฉันก็มีความพิเศษเช่นกัน และถ้าฉันอยากจะอ่านหนังสือทั้งหมดในห้องนี้ก็เอาเลย"

"ฉันไม่เข้าใจความหมายของสิ่งที่ฝังลึกไว้ในวิญญาณ และที่ว่าวิญญาณของฉันมีความพิเศษ แต่ที่รู้แน่ ๆ อย่างหนึ่งคือ สักวันหนึ่งฉันต้องมีความรู้ยิ่งกว่ามาเซอร์ให้ได้"


หน้าหนึ่งจากบันทึกสีเหลืองของเคท

"วันก่อนฉันนั่งอยู่ในสวน มองดูต้นแอปเปิ้ล ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเอธถามขึ้น 'สักลูกมั้ย?' แล้วตานั่นก็วิ่งเหยาะเข้ามาพร้อมแอปเปิ้ล 1 ลูกในมือ ฉันไม่ได้อยากกินหรอกนะ ก็แค่ชอบสีแดงที่ตัดกับใบไม้สีเขียวเท่านั้น เอธเขาคงอยากช่วย แต่ว่านะ ยังไงแอปเปิ้ลลูกนั้นก็อร่อยอยู่ดี"


หน้าหนึ่งจากบันทึกฝุ่นจับของซิงค์

"ตอนแรกฉันก็ลังเลว่าจะเชื่อใจทุกคนได้มั้ย ดังนั้นฉันเลยคุยกับมาเซอร์คนเดียว ฉันครุ่นคิดเรื่องนี้ตลอดเวลา แต่ตอนนี้ฉันไม่กังวลอีกต่อไปแล้ว ฉันเองก็ไม่รู้ว่าทำไม? เหมือนกับว่าฉันเคยรู้จักพวกเขามาก่อน พอฉันถามมาเซอร์เรื่องนี้ เธอก็ยิ้ม"

"อ๊ะ เข้าใจแล้ว เธอเป็นแม่ของทุกคนด้วยเหมือนกันไง ดังนั้นทุกคนก็เป็น... ว้าว ฉันยังต้องเรียนรู้อีกเยอะเลยนะเนี่ย หวังว่าทุกคนจะไม่ว่าอะไรนะถ้าฉันจะค่อยเป็นค่อยไปตามจังหวะของฉันเอง"


หน้าหนึ่งจากบันทึกที่ฉีกขาดของไซส์

"บ้าบอสิ้นดี ทุกคนร่วมกันฝึกเป็นนักเรียนทหาร? ฉันต้องไปบอกมาเซอร์ว่าฉันฝึกเองคนเดียวก็ดีอยู่แล้ว"

"แต่ว่า ทุกคนที่นี่ก็เก่งกันจริง... อย่างเคท เธอเก่งเวทมนต์กว่าฉัน หรือคิง ที่เป็นยอดกองหนุนในเวลาต่อสู้ ฉันอาจไว้ใจให้เขาเป็นคนช่วยคุ้มกันในเวลาฝึกได้? จริง ๆ แล้วฉันก็สงสัยว่าการไว้วางใจคนอื่นในเรื่องที่มันสำคัญมาก ๆ มันเป็นความคิดที่ดีจริงเหรอ..."
"ยังไงซะ เดาว่ามันก็ไม่เลวละกัน ฉันจะลองปรับตัวเข้ากับทุกคน แล้วดูว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง"


หน้าที่ถูกพับมุมไว้ในบันทึกของเซเว่น

"นับแต่ที่พวกเรามาถึงศูนย์ฝึก วันนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้รับอาวุธ มันแปลกนะ อย่างกับเป็นพิธีกรรมเลย มาเซอร์เอาอาวุธทุกชนิดมาให้ดู แล้วบอกว่าอาวุธจะเลือกพวกเราเอง ไม่ใช่อย่างใดอื่น"

"ฉันไม่รู้ว่าเธอหมายความว่ายังไง แต่ฉันก็หยิบอาวุธอย่างหนึ่งขึ้นมาถือโดยไม่รู้ตัว มันเป็นการรวมร่างระหว่างดาบกับแส้ ซึ่งเข้ากับมือฉันได้พอดิบพอดี ราวกับว่าฉันรู้วิธีใช้มันอยู่แล้ว ฉันใช้มันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่ารู้สึกเหมือนโดนอาวุธเลือก และไม่มีใครใช้อาวุธซ้ำกันเลย เหมือนมันให้พลังกับเรา พลังที่ราวกับว่าไม่มีอะไรขัดขวางเราได้ถ้าเรายืนหยัดอยู่ด้วยกัน"


หน้าหนึ่งจากบันทึกซอมซ่อของเอธ

"ผมไม่ชอบอาวุธ โดยเฉพาะอันที่ยิ่งอันตราย การที่พอเราใช้อาวุธแล้วเรากลับไม่รู้สึกเจ็บตัวบ้าง ผมว่ามันไม่ถูกต้อง เวลาเราซัดไปแล้วคนอื่นเจ็บ แต่เราก็ควรรู้สึกเจ็บตัวด้วยนิด ๆ หน่อย ๆ มันจะทำให้เราไม่คึกมากเกินไป"

"พอผมบอกมาเซอร์ไปว่าผมคิดแบบนั้น มาเซอร์บอกว่าถ้าผมคิดแบบนั้นจริง ให้ผมใช้วิธีการต่อสู้แบบอื่นก็ได้ เธอมอบสนับมือเหล็กคู่หนึ่งกับรองเท้าบางอย่างให้ พอใส่แล้วรู้สึกว่าเท้าเบาขึ้นและแขนก็ว่องไวขึ้น ขอบคุณมาเซอร์; ผมจะรักษามันเป็นอย่างดี"


หน้าหนึ่งจากบันทึกที่เปรอะเปื้อนของไนน์

"คริสตัลทำให้เราลืมเรื่องของผู้ตาย... ฉันรู้ ฉันเข้าใจ เรื่องนี้ยังไงก็คงไม่มีทางเปลี่ยนในเร็ว ๆ นี้แน่ แต่อะไรบางอย่างมันกวนใจอยู่ตลอดเวลา"

"ฉันจำเรื่องสมัยเด็กก่อนจะเจอกับมาเซอร์แทบไม่ได้ พอถามเธอว่าเพราะอะไร เธอดูกังวลแล้วตอบว่า 'ยอมรับความตาย ลืมผู้ตาย วงจรมันก็สมบูรณ์ แบบนี้ก็ดีที่สุดแล้ว' เธอเคยพูดไว้แบบนั้น"

"ฉันไม่ค่อยเข้าใจ แต่มาเซอร์ไม่เคยพูดอะไรผิดมาก่อน ฉันเลยว่าเธอคงหมายถึงการที่ฉันจำเรื่องสมัยเด็กแทบไม่ได้ มันก็ดีอยู่แล้ว บางทีในอดีตคงมีเรื่องที่ลืม ๆ ไปซะคงดีซะกว่า"

"เอ่อ งี่เง่าจริงที่มากังวลกับเรื่องเหล่านี้ กับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่นี่ในช่วงหลัง ฉันจะทำอย่างที่ตัวเองอยากทำ จะไม่เก็บเอาเรื่องเหล่านี้มาเป็นปัญหา"


หน้าหนึ่งจากบันทึกขึ้นราของแจ็ค

"ฉันพยายามยิงมุกและสร้างบรรยากาศสนุก ๆ เพื่อให้กำลังใจทุกคนเป็นประจำ เวลาทำให้คนอื่นยิ้มได้นี่มันรู้สึกดีเป็นบ้า แต่หลังจากฉันยิงมุกเด็ดไปเมื่อวันก่อน เซเว่นก็ถามขึ้นว่า 'ทำไมนายไม่ขำด้วยล่ะ?' ฉันก็ตอบไป 'พูดอะไรน่ะ? ฉันเนี่ยฮากลิ้งที่สุดในกลุ่มแล้วนะเออ'"

"เธอตอบกลับมา 'นายมักยิ้มแค่ภายนอก แต่ไม่เคยยิ้มจากข้างใน' ฉันเนี่ยหงายไปเลย ครั้งแรกในชีวิตเลยนะ ที่รู้สึกว่ามีใครสักคนเข้าใจฉัน"


หน้าหนึ่งจากบันทึกที่ถูกเก็บรักษาเป็นอย่างดีของควีน

"มาเซอร์พาฉันเข้าไปในห้องประหลาด เธอบอกว่าเมื่อฉันเป็นนักเรียนแล้ว ฉันต้องใช้ห้องนี้ในการศึกษาเรื่องเวทมนต์คาถา แล้วก็บอกอีกว่าการเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องเวทมนต์ตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่คนอื่นเขาจะเริ่มฝึกกันอย่างเป็นทางการ ก็สำคัญเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แม้ก่อนหน้านี้เธอจะไม่เคยพูดมาก่อน ฉันกลับรู้อยู่แล้วว่านี่คือบทบาทอย่างหนึ่งของฉัน"

"มาเซอร์กล่าวอีกว่า 'เธอมีความสามารถในการอ่านสิ่งนี้ อาคาชิคเรคคอร์ด เธอได้รับพรสวรรค์พิเศษในการถอดความตำรานี้มา เวทมนต์ทั้งหมดของสุซาขุถูกบันทึกไว้ในนี้ รวมถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของโอเรียนซ์เองด้วย' "

"อีกทั้ง ตามกฎของเวทมนต์แล้ว ไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถอ่านอนาคตได้ แล้วทำไมฉันถึงอ่านตำรานี้ได้ล่ะ? มาเซอร์บอกว่า ฉันมีส่วนร่วมในตอนที่ตำรานี้ถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกด้วย ฉันช่วยเขียนมันขึ้นมา ดังนั้นฉันจึงอ่านมันได้ในขณะที่คนอื่นทำไม่ได้ ฉันไม่เข้าใจว่ามาเซอร์หมายความว่าอะไร แต่ฉันจะทำตามที่เธอพูด เพราะอะไรบางอย่างในตัวฉันบอกว่านั่นคือสิ่งที่ควรทำ ฉันจะเรียนรู้เวทมนต์ก่อนหน้าคนอื่น แล้วฉันจะคอยสอนคนอื่นเมื่อถึงเวลาที่พวกเขาต้องเรียนรู้เอง"



หน้าหนึ่งจากบันทึกที่ซีดจางของคิง

"เหมือนทุกคนจะคิดว่าฉันเป็นมนุษย์สุดเท่ประจำกลุ่ม ไนน์บอกมาแบบนั้น เจ้าตัวพูดอีกว่า 'ไม่เห็นเข้าใจเลยว่าทำไมคนอื่นคิดกันอย่างงั้น' ฉันไม่คิดว่านั่นเป็นคำสบประมาท เพราะฉันก็รู้ว่าไนน์เป็นคนยังไง แล้วตัวฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาคิดกันแบบนั้น"

"ฉันไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนเท่ ไม่เลยสักนิด ฉันเป็นคนเดียวในชั้นที่ใช้อาวุธสองชิ้น แถมเป็นปืนทั้งคู่ด้วย ชาวสุซาขุไม่ค่อยใช้มันกันหรอก เคทมีอยู่กระบอกนึง แต่ของเธอเป็นแบบยิงกระสุนเวทมนต์ ส่วนฉันยิงกระสุนปกติ แบบที่ฆ่าโดยไม่มีอะไรเจ๋งเลยสักนิด ฉันมองว่ามันเป็นการขี้เกียจขี้คร้านกว่าคนอื่น ๆ การอยากเป็นนักฆ่าผู้เก่งกาจ มันไม่เห็นจะมีอะไรเท่เลยสักนิด แต่ว่านะ การอยากเป็นคนที่เก่งกาจเพื่อจะได้ปกป้องผู้คนให้ได้มากที่สุด มันคงไม่ผิดอะไรใช่มั้ย?"


=============================================

3. ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

=============================================

ชาติคู่อริก่อนศักราชนางนวล

ก่อนศักราชนางนวล เรือเหาะของกัปตันเซ็ตเซอร์ถูกสร้างขึ้น ตอนนั้นชาติเครือจักรภพใช้เรือเหาะต่อสู้กับสาธารณรัฐครู่อริ ฝ่ายแรกมีกองทัพเรือเหาะ ฝ่ายหลังมีกองทหารที่บินได้

ราชอาณาาจักรเซย์ริว

21 สิงหาคม 197 ชาวเซย์ริวอาศัยอยู่ที่ดินแดนไร้โลกีย์ พวกเขาพบคริสตัลชิ้นที่ 4 และได้พลังในการควบคุมมอนสเตอร์ ก็มีการสร้างวัดที่บูชาคริสตัลและตั้งประเทศกันไป ปี 197 เหล่าพระก็มารวมตัวกันเลือกกษัตริย์ เกิดเป็นราชอาณราจักร แล้วก็ยึดครองหมู่บ้านข้างเคียง

ชุดอากิโตะของเก็นบุ

8 กรกฎาคม 241 เก็นบุพึ่งเสร็จสิ้นสงครามกับจักรวรรดิ มีการวิจัยเพื่อจะต่อกรกับจักรกลของจักรวรรดิได้ จนนำไปสู่การนำพลังจากคริสตัลมาสร้างอาวุธและชุดเกราะทรงพลังได้ และสามารถวิ่งฝ่าเครื่องจักรของเบียกโคได้เหมือนวิ่งผ่านสนามเด็กเล่น จนชาวโลลิก้าเรียกมันว่าชุดอากิโตะเลยทีเดียว ต่อมาก็พัฒนาให้ลูซิตีความเจตจำนงค์ของคริสตัลได้ดีขึ้น ฝ่ายลูซิก็บอกมาว่าเศษคริสตัลแต่ละก้อนจะปล่อยพลังงานออกมาเท่ากัน เลยมีการเอาเศษคริสตัลไปวางไว้ทุกร้าน ทำให้การพัฒนาชุดอากิโตะไปไวมาก

สงครามเซย์ริว-สุซาขุ

10 ตุลาคม 251 เซย์ริวขยายดินแดนจากไร้โลกีย์ไปยังรจนา พอข้ามดินแดนเอบอนไปก็เจอกับกองทัพสุซาขุ ซึ่งตอนนั้นเซย์ริวไม่รู้จักการเจรจาต่อรอง จะยึดดินแดนลูกเดียว ซึ่งมอนสเตอร์ของเซย์ริวแข็งแกร่งกว่า แต่ไม่มีเทคนิคในการรบแบบเป็นกลุ่มก๊ก ขาดการประสานงานระหว่างทีม สุซาขุก็รู้ว่าพวกนั้นขาดการทำงานเป็นทีม จนเกิดการสร้างแผนกลยุทธการรบแบบใหม่ นั่นคือตัดการประสานงานระหว่างกองทัพย่อย และชนะไปในที่สุด

ผนึกแห่งนารัค

31 มีนาคม 252 หลังแพ้สุซาขุมา ชาวเซย์ริววิงวอนขอพลังใหม่จากคริสตัลเพื่อใสห้ได้เก่งกว่าเดิม จนได้พลังในการควบคุมมังกร แต่พวกที่ได้พลังไปก็ยังไม่พอใจ จะเค้นพลังอื่นจากคริสตัลมาอีก ภายหลังเลยตัดสินใจไม่ฟังคริสตัล และพยายามควบคุมคริสตัลซะ แถมในช่วงที่อาหารขาดแคลน ชาวเซย์ริวก็หันมากินเนื้อมังกร แต่พอผ่านช่วงอาหารขาดแคลนไปแล้ว ชาวเซย์ริวก็ยังกินมังกรจ่อไปเพราะติดใจรสชาติ การเย้ยหยันพรจากคริสตัลนี้ทำให้คริสตัลโกรธ ความโกลาหลนี้ทำให้พลังของคริสตัลเซย์ริวค่อย ๆ หายไป สมดุลแห่ง 4 คริสตัลเริ่มปั่นป่วน ตอนนั้นคริสตัลแห่งโซวริวก็ปรากฏตัวขึ้นมาค้ำจุนสมดุล เริ่มจากสร้างลูซิมาผนึกชาวเซย์ริวไว้ในนารัค เป็นการฝังทั้งเป็น แล้วลูซิก็กำจัดชาวเซย์ริวที่เหลือ และคริสตัลแห่งเซย์ริวทิ้งไป

Pax Codex และสนธิสัญญา Fabula Pact

28 เมษายน 361 ดินแดนบนโอเรียนซ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเพราะสงครามโลก เบริธกลายเป็นทะเลทราย อินสึมะจมไปเพราะลิเวียธาน อิสึกะเหลือแต่ซากเมืองภายหลังการต่อสู้ระหว่างกษัตริย์โลลิก้ากับลูซิของสุซาขุ ชาติต่าง ๆ ก็เลยหยุดพักและสร้างเมืองขึ้นใหม่ ก็มีการสงบศึกและให้สัตยาบันครบ 4 ชาติใน 2 ปีต่อมา ข้อตกลงนั้นมีการกำหนดเขตแดน อินสึมะกลายเป็นของสุซาขุ เมโรเอะแบ่งแยกสุซาขุกับเบียกโค มีการตั้งกฎการเปิดศึกหากมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นในอนาคต และถูกเรียก Pax Codex

ผลจากสงครามทำให้คริสตัลทั้ง 4 อ่อนแอลง แต่ละชาติกลัวจะเสียพลังจากคริสตัลไป เลยมีการตกลงระหว่างชาติว่าจะคุ้มกันตนเองจากชาติอื่น โดยการปะทะกันนี้จะไม่ใช้คริสตัล ไม่งั้นมันจะเกิดการแข่งขันต่อสู้ไม่รู้จบ ก็มีการกำหนดเงื่อนไขการประกาศสงคราม เงื่อนไขการยอมแพ้ มนุษยธรรมในการปฏิบัติต่อเชลยและพลเรือน และสำคัญสุดคือห้ามลูซิรุกล้ำชายแดน ไม่อนุญาตให้ยืมพลังจากลูซิมาบุกชาติอื่น สมัยนั้นเชื่อกันว่าแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว โลกก็ไม่พังเละแบบนี้แล้ว 

นอกจากนี้ในปี 448 แกนนำ 4 ชาติยังมาลงนามใน Fabula Pact (สนธิสัญญาฟาบูล่า) เป็นข้อตกลงว่าทั้ง 4 ชาติต้องไม่ใช้กำลังทหารรุกรานกัน แม้ว่าทั้ง 4 ชาติจะไม่ได้ความสัมพันธ์ที่ดี แต่ทั้ง Pax Codex และ Fabula Pact ก็ช่วยทำให้ความคิดที่จะยุติวัฏจักรแห่งสงครามในโลกโอเรียนซ์ เข้มแข็งขึ้น

รัฐประหารของจอมพลซิด

15 สิงหาคม 832 จอมพลซิด ออลสไตน์ แห่งจักรวรรดิ ก่อรัฐประหารในเบียกโคปี 832 และขึ้นยึดอำนาจ โดยก่อนหน้านี้เหล่าข้าราชการได้ส่งมอบโดวอาเมอร์ทั้งหมดให้แก่กองทัพ ทำให้กองทัพสามารถใช้กำลังยึดอำนาจได้โดยง่าย โดยในเบียกโคก็มีคนที่พร้อมจะเสี่ยงชีวิตต่อสู้เพื่อจักรพรรดิของพวกเขาไม่มากนัก หลังจากนั้นซิดก็ขึ้นเป็นประมุขและควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จในประเทศ ทำให้เบียกโคกลายเป็นประเทศเผด็จการทหาร ส่วนจักรพรรดิก็ถูกจำคุก คริสตัลก็ตกอยู่ใต้การครอบครองของซิด การรัฐประหารครั้งนี้เกิดขึ้นสำเร็จในหนึ่งวัน โดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อแม้แต่หยดเดียว

คัมภีร์นิรนาม บทที่ 14 กลอนที่ 7

ตำราโบราณที่เตือนให้อาณาจักรทั้ง 4 เตรียมรับมือจุดจบของกาลเวลา มีผู้แต่งมากกว่า 1 คน คลาส 0 บางคนเคยอ่านฉบับสำเนาที่อเรเซียครอบครองไว้หลายรอบ โดย ควีน เทรย์ เอซ สามารถท่องจำได้ทุกคำ

คำว่า "พวกเรามาถึงแล้ว" ที่เอซพูดขึ้นตอนภารกิจปลดปล่อย ก็มาจากท่อนหนึ่งในคัมภีร์ ที่ว่าเมื่อ 9 และ 9 พบ 9 กาลเวลาอันท่วมท้นทำให้ผนึกแตกออก เสียงของเรากังวานกึกก้องดั่งฟ้าผ่า พวกเรามาถึงแล้ว

=============================================

4. ข้อมูลตัวละคร

=============================================

เอซ

แจมเมอร์ไม่มีผลต่อสมาชิกคลาส 0 ทั้ง 12 คน เนื่องจากแหล่งกำเนิดพลังเวทย์ของพวกเขาไม่ใช่คริสตัล แต่มาจากวิญญาณของพวกเขาเอง

ซิงค์

ซิงค์เป็นคนฉลาด แต่กิริยาท่าทางของเธอ ทำให้เพื่อนเข้าใจเธอในทางตรงกันข้าม เวลาซิงค์พูดอะไรเจ๋ง ๆ ออกมา จะทำให้เคทและไซส์ที่ดูแคลนเธอ ประหลาดใจมาก แต่ตัวซิงค์เองก็ไม่เคยรู้ว่าไอ้ที่พูดไปนั้นมันดียังไง

ควีน

ตอนที่เธอด่ามาคิน่าในป่า ควีนสูญเสียความเยือกเย็นตามปกติและระเบิดไฟในใจออกมา นั่นเป็นเพราะความเครียดสะสมจากการหนีตายออกมาจากเบียกโค

มาคิน่า

หลังบ้านเกิดถูกโรคระบาดจากมัลโบโร่แพร่เชื้อ และถูกเผาเพื่อยับยั้งการลุลกามของโรค มาคิน่าและเรมแยกทางกันก่อนจะได้พบกันอีกครั้งใน 7 ปีต่อมา ตอนนั้นยังไม่เกิดสงคราม คลาสต่าง ๆ เลยจัดซ้อมสู้กันเอง แล้วเรมกับมาคิน่าที่เป็นตัวแทนของคลาสก็ได้มาสู้กันโดยบังเอิญ หลังจากนั้นทั้งสองก็ฝ่าฝืนกฎของคลาส แอบนัดพบกันส่วนตัว กระทั่งได้มาเป็นคลาส 0 ด้วยกันถึงได้เจอกันแบบเปิดเผยได้

เรม

หมู่บ้านของมาคิน่าและเรมตั้งอยู่ระหว่างชายแดนสุซาขุและจักรวรรดิ ตามประวัติศาสตร์แล้ว เป็นหมู่บ้านที่ผลัดเปลี่ยนไปมาระหว่างทั้งสองฝ่ายอยู่หลายครั้ง

8 ปีก่อน มัลโบโร่ป่าเริ่มปล่อยเชื้อระบาดในดินแดนแถบนั้น สมัยนั้นหมู่บ้านดังกล่าวนับว่าอยู่ในอาณาเขตของสุซาขุ (ในคัตซีนดันบอกว่าเป็นของจักรวรรดิ แต่เมื่อจักรวรรดิส่งคนมาดู ก็น่าจะเป็นของจักรวรรดิ) ตอนนั้นจักรวรรดิได้ส่งกองทัพเผาหมู่บ้านเผื่อหยุดยั้งการลุกลามของโรค ผู้คนมากมายก็ถูกเผาตายไป (พวกที่ติดเชื้อ)

เรมและมาคิน่าที่ไม่ติดเชื้อก็รอดมาได้ เรมเสียเพื่อนไปมากมาย แม้จะจำเพื่อน ๆ ไม่ได้แต่ก็รู้สึกถึงความสูญเสียอย่างมาก แล้วมาคิน่ากับเรมก็แยกกัน จนได้มาเจอกันอีกทีในโรงเรียน

ด้านอิซานะ รอดจากอันตรายครั้งนั้นมาได้ เพราะออกไปทำธุระนอกหมู่บ้านตอนที่จักรวรรดิเผาหมู่บ้านพอดี ภายหลังเรื่องนี้ก็ทำให้เกิดปัญหาระหว่างอิซานะและมาคิน่า (คนนึงกลายเป็นนักเรียนฝึกอากิโตะ อีกคนเป็นแค่ trainee ต๊อกต๋อย) หลังจากนั้นหมู่บ้านดังกล่าวก็หายไปจากแผนที่ของโอเรียนซ์

ทิซ

(คัมภีร์นิรนาม บทที่ 4 กลอนที่ 13)
ตำแหน่งแรก ที่ถูกละทิ้งไปคือความชรา อายุที่เป็นต้นเหตุของความสิ้นหวัง
หลักฐานของเส้นทางสู่ความตาย วิญญาณของผู้ตายในที่แห่งนี้ไม่ต้อนรับความชรานั้น
แม้จะเป็นสิ่งที่แยกจากมนุษย์ไม่ได้ แต่ก็ถูกตัดสินว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์
ตำแหน่งของความชรานั้น จึงเป็นที่ไม่ต้องการ
วิญญาณของคนตายยังคงหายใจ เวลาที่ล่วงผ่านไปทำให้ก้อนหินผุพังกลายเป็นฝุ่นผงในท้ายที่สุด
ณ ปลายสุดของห้วงสติ ท่ามกลางวงล้อของวงล้อ อายุก็ถูกถอดออกไป และทิ้งไว้เบื้องหลัง
สัญลักษณ์แห่งชราภาพ ดังนั้นเธอจึงสวมใส่ชุดคลุมที่แตกต่างจากทุกคน ไม่ว่าวงล้อนี้จะหมุนไป
ทิศทางใด หัวใจของเธอก็ยิ่งอิดโรย จนกว่าเธอจะได้พบความเจ็บปวดที่ถูกละทิ้งไว้นั้นอีกครั้ง

โจกเกอร์

(คัมภีร์นิรนาม บทที่ 4 กลอนที่ 15)
ตำแหน่งที่สาม ที่ถูกละทิ้งไปคือความเจ็บปวด เราไม่สามารถขาดความเจ็บปวดไปได้
มันเป็นความจำเป็น ที่เราต้องรู้จักมัน ขจัดมัน มอบมันให้กับผู้อื่น และทำความเข้าใจอย่างแท้จริงว่
ความเจ็บปวดนั้นคืออะไร นี่คือหนึ่งในปัญหาสำหรับมนุษย์ทุกคน
ทว่าวิญญาณของผู้ตายไม่ต้องการอดทนต่อความเจ็บปวด แทนที่จะฮึดเพื่อฟันฝ่าอุปสรรค
พวกเขาตัดสินใจใช้วิธีโกง ความเจ็บปวดถูกละทิ้งไป ภายในขดเกลียวอันไร้ที่สิ้นสุดนั้น
ทว่า ณ ก้นบึ้งของความสิ้นหวัง ยิ่งกว่านรกที่รอคอยเราอยู่ในตอนนี้ เด็กหญิงคนหนึ่งได้ยืนคอยอยู่ในนั้น 
ผู้ที่รู้ว่าจะยุติความทรมานทั้งหมดอย่างไร ดังนั้น ไม่ว่าวงล้อจะหมุนไปทางไหน
ความเจ็บปวดนั้นย่อมมีโอกาสทำสิ่งที่ถูกได้เมื่อเขาพบกับผู้ที่ช่วยเยียวยาให้

ซูยู

ตอนที่ลูลูซัสโจมตีโรงเรียน ซูยูได้ยืนหยัดขึ้นมาปกป้องสุซาขุ ทั้งที่เขาเคยต่อสู้มาหลายศตวรรษ
แต่เขาไม่เคยคิดว่าลูลูซัสจะมีพลังร้ายกายขนาดนี้ ระหว่างการต่อสู้นั้น ชายสวมหน้ากากลึกลับก็ปรากฏตัวขึ้นมา
จัดการซูยูได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว ไม่รู้ว่าป่านนี้ลูซิคนนี้เป็นยังไงและอยู่ที่ไหน
แต่แล้วชายในหน้ากากและลูลูซัส ก็หายตัวไปทันทีที่พวกเขาพบอเรเซีย

คุราซาเมะ

คุราซาเมะ คาสึซะ เอมินะ เคยเป็นศิษย์เก่ารุ่นเดียวกันในโรงเรียนเวทมนต์ มีนักเรียนไม่มากที่จะสามารถผ่านการทดสอบทั้งหมดได้แบบคุราซาเมะ ตัวคุราซาเมะยังจำวันที่เขาใส่เครื่องแบบครั้งแรก และความภาคภูมิในวันที่ผ่านการทดสอบทั้งหมดได้ไม่ลืม

คุราซาเมะ เคยเกือบตายตอนทำงานร่วมกับสี่จตุรเทพ เจ้าตัวเป็นคนเดียวที่รอดกลับมาได้ และไม่ยอมพูดถึงสาเหตุการตายของเพื่อน ๆ ภายหลังเข้ารับการรักษา เจ้าตัวปฏิเสธการรักษาแผลที่หน้าซึ่งได้มาจากภารกิจกับพวกจตุรเทพนั้น

แม้เจ้าตัวจะไม่ค่อยแสดงความรักต่อเอมินะและคาสึซะออก แต่คุราซาเมะไว้ใจทั้งสองมาก

เอมินะ

จากการสืบสวน พบว่าจักรวรรดิได้ให้สายลับแฝงตัวเข้ามาในโรงเรียนเพื่อลอบสังหารเจ้าหน้าที่สุซาขุ แผนนี้รู้กันแค่สายลับกับคนชี้เป้า ซึ่งทั้งสองไม่รู้ตัวตนของกันและกัน แต่ได้รับรอยสักเลขรหัสของจักรวรรดิมาเหมือนกัน เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันความเป็นพวกเดียวกัน

หลังเริ่มดำเนินการตามแผนได้หลายปี สายลับก็ไม่ได้ทำอะไรภายในโรงเรียน ทางจักรวรรดิเลยประเมินว่าแผนล้มเหลวไปแล้ว

ในปี 842 เอมินะถูกนำตัวขึ้นศาลอาญาศึก ในความผิดฐานเป็นหนึ่งในสายลับของจักรวรรดิ จากนั้นเธอก็หายไปไร้ร่องรอย (ในบทสัมภาษณ์บอกว่าโดนตัดสินประหาร)

ชายสวมหน้ากาก

สูง 200 ซม. เป็นคนเปลี่ยนซิดให้กลายเป็นลูซิผู้พิพากษาแห่งลูลูซัส

(คัมภีร์นิรนาม บทที่ 4 กลอนที่ 4)
ท่ามกลางวงแหวนของเกลียวที่ไม่มีที่สิ้นสุด มีสองบัลลังค์ตั้งตระหง่าน
หนึ่งในวิญญาณผู้ตายนั่งอยู่บนบัลลังค์ของพัลส์ อีกวิญญาณหนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังค์ของลินด์เซย์
วิญญาณหนึ่งพยายามเปิดประตูสู่โลกที่มองไม่เห็นโดยทำให้ปฐพีชโลมไปด้วยเลือด
วิญญาณหนึ่งปรารถนาให้สิ่งมีชีวิตเปิดประตูสู่โลกที่มองไม่เห็น
แต่ละคนที่นั่งอยู่บนบัลลังค์ต่างฝ่าพัน แข่งขัน เพื่อสิ่งตอบแทนคือความสงบนิจนิรันดร์
(การไปถึงโลกที่มองไม่เห็น?)
ทั้งสองแข่งขันซ้ำแล้วซ้ำเล่ามามาเนิ่นนาน กระทั่งพวกเขาถูกทำลายลงในวันสุดท้าย

อเรเซีย

(ท่อนแรก)
สมาชิกคลาส 0 ทุกคนนอกจากมาคิน่าและเรม ต่างเรียกอเรเซียว่ามาเซอร์ นักเรียนทั้ง 12 ต่างนับถืออเรเซียดั่งแม่ของตน กระทั่งใบทะเบียนประวัตินักเรียน ก็ยังลงชื่อเธอไว้ในฐานะแม่ของพวกเขา

ทว่าจุดกำเนิดของคลาส 0 นั้นเป็นปริศนา ก่อนที่พวกเขาจะเข้ามาเป็นนักเรียนที่โรงเรียนอย่างเป็นทางการ พวกเขาถูกเลี้ยงและฝึกฝนโดยอเรเซียที่สถานสงเคราะห์

(ท่อนสอง)
สถานสงคราะห์นั้นบริหารโดยสำนักเวทมนต์ ซึ่งสถานสงเคราะห์ไม่ได้อยู่ใต้อำนาจโดยตรงของทางโรงเรียน ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเด็กทั้ง 12 คนนั้นอาศัยอยู่ที่สถานสงเคราะห์นานเท่าไหร่ก่อนจะย้ายมายังโรงเรียนเพื่อกลายเป็นนักเรียนฝึกอากิโตะ พวกเขาถูกฝึกฝนเวทมนต์และการต่อสู้อย่างเข้มงวดภายใต้การดูแลของอเรเซีย นั่นทำให้พวกเขารู้สึกรักและเชื่อมั่นในตัวเธอ

ทว่าทางโรงเรียนมองทั้ง 12 เป็นแค่สัตว์เลี้ยงของอเรเซีย แต่หลังจากพวกเขาผ่านภารกิจปลดปล่อยมาได้ ทางสภาก็คาดหวังว่าคลาส 0 จะปกป้องสุซาขุในยามจำเป็นไว้ได้

(ท่อนสาม)
การตายระหว่างการต่อสู้ ตายจากการใช้เวทย์อัญเชิญ ตายจากการทำ S.O. ล้มเหลว เมื่อใดก็ตาม
ที่คลาส 0 เสียชีวิตในการต่อสู้ อเรเซียจะคุ้มครองพวกเขาและทำให้พวกเขากลับสู่สภาพพร้อมต่อสู้

ตามที่อันโดเรียกล่าวไว้ ที่เป็นแบบนี้ (การที่พวกคลาส 0 ถูกชุบชีวิตขึ้นมาเรื่อย ๆ) เป็นเพราะพวกเขา
คือเฟืองที่จะขับเคลื่อนหายนะ พวกเขาคือการสำแดงชะตากรรมให้เป็นรูปธรรม คลาส 0 ได้เคย
ปรากฏตัวบนโอเรียนซ์ในช่วงเวลาอันวุ่นวายหลายยุคสมัย จุดหมายของพวกเขาคือการเติบโตขึ้น
อย่างแข็งแกร่ง และยืนหยัดรอดูช่วงเวลาแห่งฟินิสที่จะมาถึง

(ท่อนสี่)
ดิว่า คือเทพธิดาที่คอยดูประวัติศาสตร์ของโอเรียนซ์จากสถานที่ซึ่งอยู่นอกขดเกลียวแห่งความตาย
และการเกิดใหม่ นั่นคือเรื่องเล่าขานที่ไม่ชัดเจนว่าเป็นจริงรึเปล่า เธอถูกกล่าวถึงในคัมภีร์นิรนามหลายจุด

"สองแสงเฝ้าดูขดเกลียว ด้วยเจตจำนงค์อันแรงกล้า พวกเขาดำรงอยู่เพียงเพื่อเฝ้าดูการมาถึงและ
การจากไปของมนุษย์ แสงสว่างที่ร่ำร้องในวาระสุดท้ายของโลก เสียงแห่งขดเกลียวนั่นคือเสียงของดิว่า"





(ท่อนห้า)
กลอนสุดท้ายของคัมภีร์นิรนาม

วงล้อหมุนไปภายในขดเกลียวอันยิ่งใหญ่ ทุกครั้งที่หมุนไป (นึกภาพขดเกลียวก้นหอย ที่มีเส้นโค้งวิ่งภายใน เกิดเป็นขดเกลียวไปเรื่อย) แสงสว่างที่ไม่เคยดับสูญก็เปล่งประกายยิ่งขึ้น วงกลมส่วนน้อยสลายลงโดยไม่ทันรู้ตัว เหลือเพียงแต่แสงริบหรี่ ทว่าวงโคจรใหม่นั้น ก่อให้เกิดวงล้อในวงล้อ

ภายในขดเกลียวนั้นจะเกิดประกายขึ้น สู่ความไกลห่างอันเป็นนิจนิรันดร์

ประกายแรกนั้น ฝึกลึกลงในวงกลมแห่งความเป็นนิรันดร์ นั่นคือความอ่อนน้อมและถ่อมตน และเมื่อขดเกลียวหมุนไป ประกายนั้นจะปรากฏเป็นประกายทั้ง 16 ก่อนจะลดลงมาเหลือ 12

หนึ่ง ประกายแห่งความเชื่อมั่น
สอง ประกายแห่งความเมตตา
สาม ประกายแห่งความรู้
สี่ ประกายแห่งความกล้า
ห้า ประกายแห่งความไร้เดียงสา
หก ประกายแห่งความแน่วแน่
เจ็ด ประกายแห่งความเข้าใจ
แปด ประกายแห่งความสงบ
เก้า ประกายแห่งความกระตือรือร้น
สิบ ประกาญแห่งความเขลา
สิบเอ็ด ประกายแห่งปัญญา
สิบสอง ประกายแห่งการตัดสินใจ

และประกายที่เคยดำรงอยู่แต่สูญหายไปในวังวนแห่งกาลเวลา

ประกายแห่งความกลัว
ประกายแห่งความรัก
ประกายแห่งความเจ็บปวด
ประกายแห่งความชรา

ประกาย วิญญาณ ปาฏิหาริย์ ได้เกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าในวัฏจักรอันไม่มีที่สิ้นสุด

ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นทำไปเพื่อการปลดล็อคและเปิดประตู ทุกสิ่งทุกอย่างทำไปตามประสงค์ของผู้ที่ต้องการผ่านประตูเข้าไป

ทุกครั้งที่เกิดใหม่ วิญญาณจะเปล่งประกายมากยิ่งขึ้น ทว่าในทุกวัฏจักร วิญญาณก็จะสูญเสียบางส่วนของมันไป และเมื่อสูญเสียประกายทั้ง 12 ไป ประกายนั้นจะทะลักออกมานอกวงล้อ ยอมรับจุดจบ และไปสู่อเวจี วัฏจักรอันยาวนานรอบนั้นจะมลายสิ้น

แต่แล้ว เมื่อความมืดมิดบริบูรณ์ วงล้อใหม่จะเกิดขึ้นในขดเกลียวอีกครั้ง

แต่จงฟัง! ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้สูญเปล่า ท่ามกลางวัฏจักรที่มุ่งหน้าสู่ขอบเขตแห่งอนันต์ เกลียวสุดท้ายจะถือกำเนิดขึ้น เกลียวซึ่งแตกต่างจากเกลียวทั้งหมดที่ทำไปเพื่อปลดล็อคและเปิดประตู เมื่อประกายทั้งสิบสองดับสูญไป เจตจำนงค์ของมนุษย์จะเกิดขึ้นใหม่ กลับมาสู่วัฏจักรอีกครั้ง

เอโทรมอบพรให้ด้วยรอยยิ้ม ขดเกลียวจะหมุนต่อไปอีกครั้ง ต่างคนต่างได้รับพร ปลดปล่อยแต่ละประกาย และเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ ทว่าประกายแสงริบหรี่จะยังคงอยู่ในวัฏจักรที่แตกต่างออกไปซึ่งเกิดมาเพื่อพวกเรา มันจะเป็นวัฏจักรแห่งความสิ้นหวัง วัฏจักรแห่งความสุข หรือ...

(โดยรวมแล้วก็สื่อว่า เมื่อเด็กทั้ง 12 ตายลงในฟินิส วัฏจักรรอบนั้นจะสิ้นสุดลง เกิดเป็นวัฏจักรรอบใหม่ ซึ่งวิญญาณของพวกเขาจะเปล่งประกายยิ่งขึ้น พอวัฏจักรวนซ้ำไป วัฏจักรสุดท้ายจะเกิดขึ้น หลังจากเด็กทั้ง 12 ตายในฟินิส มนุษย์ก็จะได้กลับมาใช้ชีวิตตามเจตจำนงค์ของตนเองอีกครั้ง ไม่รู้ว่ามันจะเป็นวัฏจักรแห่งความสิ้นหวัง หรือความสุข หรือ ฯลฯ)

ผู้อำนวยการคาเลีย

เวลาที่มีคนเห็นผู้อำนวยการและอเรเซียอยู่ด้วยกัน พวกเขาจะไม่มีทางได้เห็นทั้งสองคุยกันนานนัก ความจริงเบื้องหลังหลังการวางแผนสมคบคิดกันของทั้งสองยังคงเป็นปริศนา

มีเพียงคาเลียที่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของอเรเซีย เขารู้ว่าสำหรับเธอแล้ว โรงเรียนนี้เป็นเพียงเครื่องมือสู่เป้าหมายของเธอ และเธอเป็นพวกควบคุมอำนาจมืดที่ซุกซ่อนอยู่ใต้เงาปีกของสุซาขุ (หมายถึงยามิโนะสุซาขุ?) นั่นคือการฝึกฝนเวทมนต์ที่ยังอยู่ในขั้นตอนการทดลอง โดยใช้แฟนโทม่า การลอบสังหาร และปัจจัยอื่นที่เลวร้ายยิ่งกว่า

ในช่วงเวลาแห่งฟินิส คาเลียรอคอยการตัดสินชะตากรรมของโลกอยู่ที่สุสานใต้ดิน ทว่าคำตัดสินที่ขับเคลื่อนชะตากรรมของโอเรียนซ์นั้น แตกต่างไปจากที่เขาจินตนาการไว้มาก

เซเลสเทีย

หลังจากอันโดเรียตาย คริสตัลแห่งโซวริวได้ให้เซเลสเทียที่มีจิตใจเข้มแข็งสุดเป็นลูซิประเภท A แทน ตอนแรกเธอพยายามสื่อสารกับมังกรโซวริว แต่ก็ไม่เข้าใจ แต่มังกรโซวริวก็มอบความทรงจำเรื่องอันโดเรียคืนมาให้ แล้วพรจากคริสตัลก็ทำให้เธอเห็นความจริงเบื้องหลังการตายก่อนเวลาอันควรของอันโดเรีย

ในการต่อสู้ที่จูเด็คก้า การที่เซเลสเทียแพ้ต่อคลาส 0 (ต้องบอกว่าแพ้ต่ออเรเซียสิ) เป็นเพราะยังควบคุมพลังของลูซิได้ไม่เต็มที่ เพราะพึ่งถูกประทับตรามาไม่นาน แต่แม้เธอจะทำภารกิจของลูซิไม่สำเร็จ เธอก็ยังเป็นลูซิอยู่โดยไม่ได้ผลกระทบทางลบแต่อย่างใด เพราะเธอมีภารกิจในฐานะลูซิ 2 อย่าง อย่างแรกคือการชนะสุซาขุซึ่งทำไม่สำเร็จ แต่อีกอย่างคือถวายชีวิตเพื่อทุกชีวิตในโซวริว ซึ่งต่อมาเซเลสเทียร่วมกับมังกรโซวริว ก็ช่วยกันปกป้องโซวริวไว้

แต่หลังการบุกของลูลูซัส เธอเห็นความพินาศรอบตัว เธอจึงตัดสินใจ เลือกที่จะเชื่อมั่นในอนาคตที่คลาส 0 อาจจะนำพามาให้ได้สำเร็จ แบบเดียวกับที่อันโดเรียทำก่อนตาย

การกระทำของเซเลสเทีย ขัดกับประสงค์ของคริสตัล เธอไม่อยู่ปกป้องโซวริวจากลูลูซิส เธอรู้อยู่แล้วว่าผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร แต่ก็ยังละทิ้งหน้าที่ของลูซิไป เลยกลายเป็นมังกรซีธ ทว่าแม้จะตายไปแล้ว เธอก็ยังดิ้นรนปูทางให้คลาส 0 จนกระทั่งโดนดูดแฟนโทม่าไป เปลือกแห่งซีธถึงแตกสลายออก ไม่เหลือหลักฐานการดำรงอยู่ของเธอ

ยูสึกิ

หนึ่งในเบญจดารา ผู้พิทักษ์ราชินี มีตำแหน่งผู้ดูแลกลางวัน มีพลังในการผนึกและเปิดผนึกนารัค คนที่อยู่ในตำแหน่งนี้เป็นคนส่วนน้อยที่รู้ว่าเหล่าราชวงศ์เซย์ริวยังคงถูกผนึกไว้ในนารัค

มังกรโซวริว

ตอนที่มาคิน่าหนีออกจากจักรวรรดิ เขารู้สึกเหมือนถูกใครที่ไม่ใช่มนุษย์จับตาดูอยู่ ความรู้สึกนั้นพุ่งขึ้นแรงที่สุดตอนที่เขาตื่นขึ้นมาในบ้านร้างหลังสลบไปเพราะเซเลสเทีย มังกรโซวริวคือผู้ที่จับตาดูเขามาตลอดนับแต่หนีอกกจากเมือง

มังกรโซวริวเพียงแต่จับตาดูคนที่สังหารผู้ใกล้ชิดของเขา (อันโดเรีย) เธอคิดว่าการที่มาคิน่ากลายเป็นลูซิ อาจเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นต่ออนาคตที่อันโดเรียเห็นก่อนตาย ดังนั้นเธอจึงจับตาดูการกระทำของมาคิน่าจากมุมอันห่างไกลของฟากฟ้า และขัดขวางไม่ให้คลาส 0 ติดต่อกับสุซาขุได้ มังกรโซวริวรู้ว่าการขัดขวางนี้จะทำให้มาคิน่าอยู่บนเส้นทางที่จะกลายเป็นลูซิไปในที่สุด ซึ่งเมื่อเป้าหมายนี้สำเร็จแล้ว มังกรโซวริวก็กลับบ้านไป

หลังการลอบสังหารอันโดเรีย มังกรโซวริวก็ไม่ได้เคลื่อนออกไปจากน่านฟ้าของมหามยุรี (แต่ก็ออกมาสู้ตอนศึกจูเด็กก้านี่นา)  มังกรโซวริวสูญเสียจุดหมายและความเชื่อมั่น เนื่องจากถูกตัดขาดจากพลังของคริสตัลแห่งโซวริว ที่ราชาแห่งโซวริวส่งมอบให้จักรวรรดิไปแล้ว ซึ่งกองทัพของสุซาขุที่คุมเชิงอยู่ในมหามยุรี ก็คอยระวังเจ้ามังกรนี่ไว้ เผื่อวันดีคืนดีมันจะออกมาโจมตี

เมื่อคอนคอร์เดียและมิลิเทสกลายเป็นพันธมิตรกันอย่างเป็นทางการ มังกรโซวริวถูกตัดขาดจากเจตจำนงค์ของคริสตัล เพราะพลังจากคริสตัลของโซวริวนั้นถูกนักวิจัยในเบียกโคยับยั้งเอาไว้ นักวิจัยเหล่านั้นพยายามดึงพลังจากคริสตัลมาใช้เอง

มังกรโซวริวจึงหยุดเคลื่อนไหว ไม่ต่อต้าน ไม่สนใจสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในเมืองหลวง ได้เพียงรออยู่บนฟากฟ้าเงียบ ๆ รอคอยอะไรบางอย่าง (สัญญาณจากคริสตัล?)

กระทั่งเซเลสเทีย ลูซิที่สามารถสนทนากับมังกรได้มากมาย ก็ไม่อาจเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของมังกรโซวริวได้ หลังจากเงียบอยู่นาน มังกรโซวริวก็ฟื้นความทรงจำเรื่องอันโดเรียให้กับเซเลสเทีย เซเลสเทียถึงได้รู้ความจริงของเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมา

ตอนที่ลูลูซัสปรากฏตัวขึ้นบนโลก มังกรโซวริวต่อสู้เพื่อปกป้องทั้งโซวริวและสุซาขุ แต่แผลที่ได้รับจากการต่อสู้กับจากต่างโลกนั้น ถึงแก่ชีวิตของเธอ

เมื่อโลกนี้มุ่งสู่การกำเนิดของยุคใหม่ มังกรโซวริวจึงยอมตกสู่การหลับใหลชั่วนิรันดร์ ได้หลุดพ้นเป็นอิสระในที่สุด

ราชาแห่งคอนคอร์เดีย

สุมหัวกับจอมพลซิด ลอบสังหารอันโดเรีย และป้ายความผิดแก่สุซาขุได้สำเร็จ

บาฮามุทเรย์ชิกิ

มีเพียงอเรเซียที่สามารถอัญเชิญร่างอวตารของบาฮามุทนี้ได้ ในสำนักเวทมนต์ที่เหลือไม่มีใครรู้ถึงการมีอยู่ของมัน ความสามารถนั้นแตกต่างจากอสูรอื่นโดยสิ้นเชิง เป็นอสูรตนเดียวที่ต่อกรกับชินริวเซเลสเทีย ลูซิแห่งโซวริวได้

ซิด

จักรวรรดิมิลิเทสเป็นประเทศเผด็จการ ปัจจุบันจักรวรรดิหายสาบสูญไป แต่ถูกกล่าวโทษว่าเป็นอาชญากรสงครามและจองจำอยู่ในคุกของจักรวรรดิ ไม่ว่าชะตากรรมของเขาจะเป็นเช่นไร การกำจัดเขาไปก็ทำให้ซิดได้ขึ้นเถลิงอำนาจและยึดตำแหน่งของเขามาแทน

การทำงานของเพอริสเตอเลียมของเบียกโคแตกต่างจากเพอริสเตอเลียมอื่นมาก เปรียบได้กับท่อน้ำส่งพลังที่มาจากคริสตัลของจักรวรรดิ เมื่อซิดได้อำนาจมา เขาก็ใช้อิทธิพลกลืนเอาเพอริสเตอเลียมเข้าเป็นของจักรวรรดิโดยสมบูรณ์ ทำให้เขาได้พลังนี้ไปใช้เอง

มีเพียงผู้ที่ถูกเลือกโดยคริสตัลเท่านั้นที่จะใช้พลังนี้ได้ ทว่าจักรวรรดิก็ค้นพบวิธีที่จะควบคุมพลังของคริสตัล ให้เป็นแหล่งพลังงาน และใช้พลังนั้นสร้างอาวุธที่ร้ายแรงอย่างมาโดวอาเมอร์และอาวุธปืน เนื่องจากทุกคนในชาติสามารถใช้อาวุธเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องถูกคริสตัลเลือก มิลิเทสจึงเป็นชาติเดียวที่ระดมกองกำลังทหารได้เกินหลักล้านคน (เพราะใคร ๆ ก็ใช้เครื่องจักรได้ โดยไม่ต้องถูกเลือกจากคริสตัล)

เมื่อครั้งยังเด็ก ซิดเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก เขาเติบโตมาท่ามกลางหายนะ เห็นผู้คนตามท้องถนนอดอยากปากแห้ง รอคอยความช่วยเหลือจากคริสตัล แต่สุดท้ายก็มีเพียงความเงียบงัน บ้านเมืองของเขามีแต่ความวอดวายเนื่องจากปัญหาความอดอยากที่คืบคลานจักรวรรดิอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ซิดเกิดความรู้สึกรังเกียจในเทพเจ้าอย่างคริสตัล เขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีแต่ทำให้มนุษยชาติหลงทาง เขาเชื่อว่าคริสตัลจะนำมนุษยชาติไปสู่อนาคตแห่งความทุกข์ทรมาน จึงวาดฝันถึงโลกที่เต็มไปด้วยมนุษย์ที่คิดพึ่งพาตนเอง ไม่ใช่ยอมตามเจตจำนงค์ที่ไม่แน่นอนของก้อนเพชรที่มีความรู้สึก

เมื่อถึงเวลาแห่งฟินิส ชายในหน้ากากก็พาซิดไปยังแพนเดโมเนียม และถูกมอบอำนาจในการตัดสินโลกให้ ตอนนั้นเองซิดเลือกที่จะปลิดชีวิตตนเองแทนที่จะที่จะยอมเป็นหุ่นเชิดไปตามแผนของเทพเจ้า แต่แม้ว่าซิดจะตายไปแล้ว เขาก็ไม่อาจปฏิเสธเจตจำนงค์ของชายในหน้ากากได้ เขาลุกขึ้นมา กำเนิดใหม่เป็นผู้พิพากษา โดยที่บุคลิกภาพเดิมบางส่วนยังคงอยู่ และได้รับภารกิจให้ยืนหยัดขัดขวางคลาส 0

เมื่อซิงค์ถามว่าผู้พิพากษาคิดจะทำอะไรกันแน่ ควีนคาดว่าการกระทำของผู้พิพากษานั้นเป็นไปตามความปรารถนาของเจ้าตัวแค่ครึ่งเดียว ซึ่งครึ่งนึงนั้นก็คือการทำตามเจตจำนงค์ของคริสตัลตามบทบาทของผู้พิพากษา ทว่าภารกิจของเขาคือการรวบรวมแฟนโทม่าของคลาส 0 และคนอื่น ๆ ที่กล้าขวางทางเขา เพื่อที่เขาจะได้รวบรวมพลังมาดิบมามากพอที่จะกลายเป็นอากิโตะได้ ทว่า.... (ไม่เคยมีอากิโตะปรากฏตัวขึ้นมา นั่นคือ ผู้พิพากษาไม่เคยได้ตัดสินใครว่าเป็นอากิโตะ และไม่เคยมีสักครั้งที่ผู้พิพากษาดูดกลืนแฟนโทม่าของผู้ที่มาขัดขวางแล้วได้พลังเพิ่มมากพอที่จะกลายเป็นอากิโตะได้ ในสองรอบสุดท้ายผู้พิพากษาก็พ่ายแพ้ให้กับคนที่ไม่ใช่อากิโตะด้วย)

คาโทร

คาโทรเคยมีน้องสาวที่เด็กกว่า 4 ปี ตอนเด็ก ๆ สนิทกันมาก เขามักช่วยเหลือน้องสาวที่อ่อนแอกว่าคนนี้เสมอ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เธอเสียชีวิตขึ้น แต่แล้วผลจากคริสตัลก็ทำให้เขาไม่สามารถจำน้องสาวคนนั้นได้ ทว่าตระกูลบาชตารก็ยังติดรูปของเธอไว้บนกำแพงบ้านที่เก็บของ ๆ บรรพบุรุษ บางครั้งเขาก็มองที่ภาพนี้และสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับหญิงสาวปริศนาคนนี้ รูปลักษณ์ภายนอกของเธอนั้นคล้ายกับอาเรียของสุซาขุ

นิมบัส

ความผิดปกติที่คริสตัลรู้สึกได้ - เมื่อคริสตัลในโอเรียนซ์รู้สึกได้ถึงสัญญาณแห่งฟินิส พวกมันร่ำร้องคัดค้านในวาระสุดท้ายของยุคสมัย ในโอเรียนซ์นั้นอายุขันของโลกขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง การจะหลีกเลี่ยงหายนะได้นั่น ต้องปรากฏเงื่อนไขอย่างหนึ่งอย่างใดในสองข้อ : อากิโตะต้องปรากฏตัวขึ้น หรือทุกชีวิตในโอเรียนซ์ต้องสมปรารถนา

เมื่อรู้สึกได้ถึงความลำบากใจจากคริสตัลของเบียกโค นิมบัสก็หายตัวไปอย่างฉับพลัน เขาไปไหน และไปทำไม ไม่ปรากฏแน่ชัด ดูเหมือนว่าการเผชิญหน้ากับจุดจบของโลกที่ทุกสรรพสิ่งจะถูกชำระล้างและกำเนิดใหม่ บังคับให้เขาต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อปลดปล่อยตัวเองออกจากวังวนแห่งชะตากรรม นิมบัสเลือกที่จะปลิดชีวิตตนเอง และตกสู่การหลับใหลชั่วนิรันดร์อย่างสงบ

No comments:

Post a Comment