ฮามากุจิตอบคำถามผลกระทบในการ Multi-platform ของซีรีส์ FFVIIR


Automaton สัมภาษณ์จี้ถาม นาโอคิ อาหวัง ฮามากุจิ ถึงประเด็นว่าการที่ Final Fantasy VII Remake Series ขยับลง Multi-platform จะส่งผลกระทบต่อตัวเกม Part 3 อย่างไร

ซึ่งในเบื้องต้น อาหวังตอบว่าการทำ multi-platform ไม่ได้ไปลดคุณภาพงานของ Part 3 หรอก เลยโดน Automaton จี้ถามเอาตาย


1) สื่อถามว่า นี่มึงพูดเพื่อเป็นการตลาดรึเปล่า? (แม่งหยั่งกะนักการเมืองมาบอกว่า เป็นแค่วิธีการหาเสียง ผมนี่ชอบไอ้คนถามมากเลย อยากลุกขึ้นยืนปรบมือให้ นี่สิสื่อที่จริงจัยยยย) 

- ฮามากุจิบอกว่าเข้าใจว่าทำไมคนจะมองแบบนั้นได้ มาเดี๋ยวกูจะอธิบายให้ฟัง คือการพัฒนาเกมนะ มี 4 ปัจจัยหลักเลยคือ

CPU ประมวลผลตัวละครและตรรกะของเกม

GPU เรนเดอร์กราฟิก

RAM หรือเมโมรี ควบคุมปริมาณข้อมูลที่โหลดได้ เรามักได้ยินว่าพอร์ทเกมลง Xbox Series S ได้ยากเพราะมันแรมน้อย แต่ของ Swtich 2 มันมีแรมเหลือเฟือ

ROM คือความจุของสื่อบันทึกข้อมูล สมัยก่อนเราต้องพยายามบีบแล้วบีบอีก เพื่อให้ขนาดเกมมันยัดลงแผ่นหรือตลับได้

- ฮามากุจิอธิบายเรื่อง ROM ว่า Switch 2 แบบกล่อง มันใช้ game key-card ให้ไปโหลดข้อมูลเอาเอง แปลว่าเราไม่ต้องบีบข้อมูลให้เข้ากับความจุตลับ หรือต้องผจญปัญหาความเร็วในการอ่านข้อมูลจากตลับไง ดังนั้น มันเลยไม่เป็นข้อจำกัด

- ส่วน RAM ของ Switch 2 มันเหลือเฟือ ไม่ต้องห่วงมาก, ขณะที่ RAM ของ Xbox Series S มันมีจำกัด แต่เราก็ optimize แยกตามข้อจำกัดของแต่ละเครื่องไป ดังนั้น ไม่ส่งผลต่อเครื่องอื่น

- สำหรับ CPU อย่าง Switch 2 และ Xbox Series S ก็ตั้งเป้าให้รันได้ 30fps แต่บนเครื่องที่สเปคสูงกว่าก็ต้องได้ 60fps ทีนี้ เครื่องสเปคสูงกว่า ก็ใส่ NPC ลงไปในเมืองได้หนาแน่นกว่า เครื่องสเปคต่ำกว่าก็ใส่ให้น้อยลง แบบนี้ก็ไม่เกิดปัญหาคอขวด CPU

- ส่วนเรื่องกราฟิกและ GPU ฮามากุจิอธิบายว่า สภาพ High-end ของเกมอยู่ที่การเล่นบน PC โดยตลาด PC เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปในญี่ปุ่น แต่นอกประเทศนั้นโตไวมาก แล้ว FFVII Remake Series ก็ขายดีบน Steam กับ Epic ด้วย เราก็ใช้ PC เป็นรากฐานแหละ ในการสร้าง Part 3 ก็เช่นกัน เราสร้างจากสภาพ High-end กราฟิกสูงสุดก่อน แล้วค่อย "ลดทอน" optimize ลงมาให้เหมาะกับแต่ละ platform ก็เป็นแนวปฏิบัติปกติในช่วงหลัง ซึ่งไอ้การ optimize เนี่ย มันก็ไม่ได้ไปส่งผลเป็นข้อจำกัดให้กับเครื่อง high-end

- ฮามากุจิบอกว่า ในบริษัท เราจัด PS5 และ PS5 Pro เป็นเครื่อง mid-range เท่านั้น ถ้าไปเทียบกับ High-end PC แล้ว ของ PC รัน texture ได้สูงกว่า 1.5-2เท่า, โหลดไวกว่า 1.5-2 เท่า, แสดง polygon พร้อมกันได้มากกว่าถึง 3 เท่า มันต่างกันขนาดนั้นเลย

- แต่อย่าง Steam Deck ที่สเปคต่ำกว่า PS5 ครึ่งหนึ่ง ก็รันได้อยู่ดีนะ เลยยืนยันว่าการลงหลายแพลตฟอร์ม (สำหรับเกมนี้) มันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพโดยรวม


2) สื่อถามอีกว่า บางคนบอกว่าแทนที่จะเอาเวลาและทรัพยากร ไป optimize ลงเครื่องสเปคต่ำ สู้เอาไปลงทุนกับการสร้าง content ใหม่ ๆ หรือปรับปรุง asset ให้ดีขึ้นดีกว่ามั้ย? (ผมโคตรชอบคำถามเลยยยย)

- ฮามากุจิก็หัวเราะ แล้วขออธิบายว่า ก็ถ้างานเข้าถึงผู้เล่นได้มากขึ้น ยอดขายโดยรวมสูงขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น เราสามารถคาดการณ์กำไรได้มากขึ้น ทำให้มีเงินเอาไปลงทุนได้มากขึ้นไง หมายความว่าการเพิ่ม platform ที่ลง ก็ทำให้ขอขยาย budget และทรัพยากรในการสร้างเกมได้มากขึ้นด้วย

- แต่แกก็บอกตามตรงว่า เหตุผลสำคัญที่สุดคือ กูก็อยากให้เกมเข้าถึงคนให้ได้เยอะที่สุด นั่นคือความสุขของคนสร้างแหละ



3) สื่อถามข้อสุดท้าย คิดยังไงเมื่อคนกังวลว่า การเอาเวลาไป multi-platform ทำให้ไม่สามารถทุ่มเทลง Part 3 ได้เต็มที่

- ฮามากุจิตอบ เราแบ่งงาน แบ่งทีมกัน งานใครงานมันนนน คนพอร์ตก็พอร์ตไป คนทำ Part 3 ก็ทำปัยยยยย

- ตอนนี้ Part 3 ราบรื่นดี และไปถึงหลักไมล์ตรงตามสเกดูลที่วางไว้ตอนเริ่มโปรเจคท์แทบจะเป๊ะ ตอนนี้เกมอยู่ในสถานะที่เล่นได้แล้ว อยู่ในช่วง final push, refining, building up experience ให้ดียิ่งขึ้น เราอยู่ในช่วงที่เกลาคุณภาพให้มันดีขึ้นทุกวัน ทุกวันนนน

- คาดว่าอีกไม่นาน ก็จะสามารถแชร์ปข้อมูลอัปเดตให้ทุกคนได้แล้ว


https://automaton-media.com/en/game-development/final-fantasy-7-remake-trilogys-third-entry-will-not-compromise-on-graphics-whatsoever-despite-multiplatform-shift-director-naoki-hamaguchi-addresses-co/

ไม่มีความคิดเห็น