Wednesday, October 7, 2009

Birth by Sleep : สัมภาษณ์ล่าสุด ทาอิ ยาซึเอะ จากนิตยสารแฟมิซือ

แฟมิซือฉบับสัปดาห์ก่อนได้ลงสัมภาษณ์คุณทาอิ ยาซึเอะ ซึ่งเป็นผู้กำกับร่วมของเกม Kingdom Hearts -Birth by Sleep- เอาไว้แล้ว ซึ่งเนื้อหาของบทสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ก็เจาะไปที่ระบบการเล่นแบบมัลติเพลเยอร์ของเกม Kingdom Hearts ภาคล่าสุดที่จะวางจำหน่ายในช่วงมกราคมศกหน้า อยากรู้ว่าเป็นยังไง ลองไปอ่านบทสัมภาษณ์กันเลยดีกว่า!

- อยากทราบว่าคุณตั้งใจจะให้รูปแบบการเล่นในโหมดมัลติเพลเยอร์มันออกมาในรูปแบบไหนครับ?

ยาซึเอะ : เราก็ตั้งเป้าไว้หลายๆ อย่างนะครับ เช่นการร่วมมือกับเพื่อนกำจัดศัตรู การแข่งขันกันเอง การพัฒนาตัวละครไปด้วยการ รับคำสั่งและออกไปล่าไอเทมด้วยกัน ประมาณนั้นครับ นอกจากนี้ที่ขาดไม่ได้เลยคือความง่ายที่ทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่สามารถร่วมเล่นได้อย่างไม่มีปัญหาก็เป็นสิ่งที่เราฝังลึกลงไปในตัวเกมด้วยครับ

- สามารถเล่นได้พร้อมกันกี่คนเหรอครับ?

ยาซึเอะ : นอกจากอารีน่าที่แนะนำไปแล้ว เรายังเตรียมการเล่นมัลติเพลเยอร์ไว้อีกหลายแบบด้วยกัน จำนวนผู้คนที่จะเล่นได้พร้อมกันนั้นก็ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของเกม ที่เหลือไว้รอฟังในข่าวครั้งถัดๆ ไปละกันครับ

- เลือกตัวละครซ้ำกันได้มั้ยครับ?

ยาซึเอะ : ไม่มีข้อห้ามสำหรับการเลือกคาแรคเตอร์ครับ ดังนั้นผู้เล่นจึงสามารถเลือกคาแรคเตอร์ตัวเดียวกันได้  สำหรับโลก "Mirage Arena" (สังเวียนลวงตา) ที่เราแนะนำไปแล้วจะมีคุณสมบัติพิเศษของมันอยู่ เฉพาะที่แห่งนี่เท่านั้นที่ตัวละครเดียวกันจะสามารถสุมหัวรวมกันได้ ชื่อของดาวมันก็บอกใบ้ถึงคุณสมบัติของมันอยู่แล้วครับ

- ช่วยอธิบายเกี่ยวกับ Mirage Arena ให้ฟังหน่อยสิครับ?

ยาซึเอะ : มันเป็นโลกในรูปแบบใหม่ ซึ่งแตกต่างจากดาวที่เคยมีมาใน Kingdom Hearts ภาคก่อนๆ มันเป็นสถานที่ลึกลับที่มีปริศนามากมาย เราได้เตรียมศัตรูพิเศษ และฉากพิเศษนอกจากล็อบบี้ไว้ในที่แห่งนี้แล้ว ตัวละครแบบเดียวกันจะสามารถมารวมตัวกัน ต่อสู้ด้วยกันภายใต้กฎพิเศษ มันเป็นโลกพิเศษ ที่อยู่เหนือความเป็นจริงครับ

- ทำไมพออยู่ที่นี่แล้วต้องใส่ชุดเกราะด้วยล่ะครับ?

ยาซึเอะ : มันมีเหตุผลลึกๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องครับ แต่ยังเป็นความลับนะ (หัวเราะ) ชุดเกราะนั่นไม่ใช่แค่ปกป้องร่างกายจากศัตรูเท่านั้น ตอนนี้ผมบอกได้แค่นี้แหละครับ

- ก่อนหน้านี้เห็นพูดกันว่าโหมดซิงเกิลเพลเยอร์จะใช้เวลาเล่น 15 ชั่วโมงจึงจบเกม แล้วมัลติเพลเยอร์จะเล่นได้นานแค่ไหนล่ะ?

ยาซึเอะ : ก็เหมือนกับเรื่องจำนวนผู้เล่นที่สามารถเล่นได้พร้อมกันแหละครับ เราสามารถสนุกกับมัลติเพลเยอร์ได้เรื่อยๆ ในหลากหลายรูปแบบ แต่พูดง่ายๆ คือจริงๆ แล้วตอนนี้ผมก็ยังตอบไม่ได้ด้วยน่ะครับ

- ในภาค 358/2 Days นั้นผู้เล่นแต่ละคนสามารถเลือกปรับเลเวลได้ ดังนั้นคนที่เล่นเนื้อเรื่องไปไกลแล้วกับคนที่ยังเล่นไม่ไปไหนก็สามารถเล่นร่วมกันได้ แล้วสำหรับเกมนี้ล่ะครับ?

ยาซึเอะ : ในมัลติเพลเยอร์มันจะมีเกมให้เล่นหลากหลายรูปแบบครับ ซึ่งก็มีทั้งแบบที่คนที่เล่นไปไกลกับคนที่ยังเล่นไม่ถึงไหนสามารถเล่นด้วยกันได้ด้วยความแข็งแกร่งเท่าเทียมกัน  และมีทั้งแบบที่พวกเขาจะไม่สามารถเล่นด้วยกันได้ พูดอีกนัยคือมีทั้งแบบที่เตรียมไว้สำหรับคนที่อยากเล่นร่วมกันเร็วๆ กับแบบที่เอาไว้ให้คนที่พัฒนาตัวละครไปไกลแล้วสามารถเล่นร่วมกันได้ครับ

- จะมีลูกเล่นเช่นกฎเงื่อนไขพิเศษต่างๆ ดังเช่นภาค 358/2 Days มั้ยครับ?

ยาซึเอะ : ก่อนจะเริ่มเล่นเกมในมัลติเพลเยอร์ผู้เล่นก็ต้องเลือกกฎกติกาพิเศษให้เสร็จเรียบร้อยก่อนครับ ดังนั้นในเกมแบบเดียวกัน ผู้เล่นจะสามารถสรุปกับมันได้หลากหลายรูปแบบตามกฎที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละครั้ง ดังนั้นผู้เล่นคงจะไม่เบื่อมัน เราเองก็ได้เตรียมกฎพิเศษเอาไว้เยอะแยะเลยทีเดียว

- จะมีลูกเล่นในการเชื่อมต่อเน็ตเวิร์คมั้ยครับ เช่นพวกมิสชั่นที่ต้องดาวน์โหลด?

ยาซึเอะ : ยังไม่มีแผนเลยครับ แต่เราก็เตรียมเนื้อหาให้เยอะพอควรแล้ว ดังนั้นมิสชั่นดาวน์โหลดจึงไม่จำเป็น

- เราสามารถทำอะไรได้บ้างในเดโมที่เปิดให้เล่นในงาน TGS 2009 ครับ?

ยาซึเอะ : ในเดโมนั้นก็จะมีโหมดเนื้อเรื่องของอควอ เทอร์ร่า เวน และยังมีโหมด Co-op ที่ต้องร่วมกันต่อสู้ในอารีน่าให้เล่นกันครับ ผมก็อยากให้ผู้เล่นสนใจกับอควอเป็นพิเศษครับ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เล่นจะมีโอกาสได้เล่นเนื้อเรื่องของเธอ! อควอเองก็จะต่อสู้ในแบบของผู้หญิง ซึ่งแตกต่างจากไสตล์การสู้ของเทอร์ร่าและเวนโดยสมบูรณ์ นอกจากนี้คุณยังจะได้สัมผัสกับโลกดิสนีย์ดวงใหม่ที่ไม่เคยปรากฏใน Kingdom Hearts ภาคไหนๆ มาก่อน ส่วนการเล่นแบบ Co-op นั้นจะเป็นอะไรที่เร่าร้อนมาก ใครที่สามารถรวมกลุ่มได้ก็ลองเข้าไปเล่นดูครับ! จะมีศัตรูสุดโหดที่ผู้เล่นคงไม่อาจชนะได้หากไม่ร่วมมือกันให้ดี ขณะเดียวกันผู้เล่นก็จะได้ลิ้มรสชาติความสนุกที่แตกต่างออกไปในโหมดซิงเกิลเพลเยอร์ด้วยครับ

ที่มา : Heartstation

Thursday, October 1, 2009

สรุปเนื้อหานิยาย 3 ตอนแรกของ Final Fantasy XIII

เว็บไซต์หลักของ Final Fantasy XIII ได้อัพเดทนิยายเกริ่นนำก่อนเริ่มเกมมา 3 ตอนแล้ว ซึ่งในวันนี้ก็มีคนญี่ปุ่นใจดีช่วยสรุปนิยายดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษให้ เนื้อหาทั้งสามตอนจะมีความว่ายังไงนั้น ไปดูสรุปกันเลยครับ



ตอนที่ 1

เรื่องราวเริ่มต้นจากการเล่าเรื่องว่าเดิมทีแล้ว ไลท์นิ่งเป็นหนึ่งในกองกำลังรักษาความมั่นคงของสาธารณรัฐโบดัม  ในวันหนึ่งเธอได้พบกับกลุ่มโนระที่กำลังขี่แอร์ไบค์ไล่ล่ามอนสเตอร์ ซึ่งพวกเขากำลังอยู่ระหว่างการทำภารกิจนอกเมือง ในบรรดานั้นเอง มีสมาชิกคนหนึ่งที่มีรูปโฉมบรรเจิดเตะตาเป็นพิเศษ คนๆ นั้นเป็นชายหนุ่มผู้มีผมสีน้ำเงิน เขาใช้ปืนเป็นอาวุธ และยังใส่เสื้อผ้าที่ดูสะดุดตา มีลายประดับประดามากมาย ขณะที่เลโบรซึ่งเป็นผู้หญิงที่หาได้ยากในกลุ่ม ก็นั่งซ้อนแอร์ไบค์คันดังกล่าวอยู่ที่ด้านหลังสุด ไลท์นิ่งจำเขาทั้งสองคนนี้ได้ดี

เมื่อไลท์นิ่งกลับมาที่หน่วยของเธอ เธอเห็นชายหนุ่มผู้มีผมสีน้ำเงินคนนั้นกำลังคุยกับสโนว นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับหนุ่มหมวกไหมพรมคนนี้

ฐานทัพของกลุ่มโนระ เป็นร้านคาเฟ่เล็กๆ ติดริมทะเล เลโบรเองก็ทำงานอยู่ในนั้น ไลท์นิ่งเองไม่ค่อยอยากให้เซร่าห์เข้าไปในร้านนั้นซักเท่าไหร่ เหตุเพราะน้องสาวคนงามของเธอยังคงเป็นแค่เด็กมัธยมเท่านั้น นอกจากนี้ไลท์นิ่งยังบอกกับสโนวอีกว่าห้ามมายุ่งกับเซร่าห์อย่างเด็ดขาด แต่สโนวก็ปฏิเสธ

หัวหน้าหน่วยของไลท์นิ่งที่มีชื่อว่าอาโมดะ บอกไว้ว่าดาบของไลท์นิ่งมีชื่อว่า เบลซเอดจ์ (Blaze Edge) เฉพาะทหารชั้นยอดเท่านั้นที่จะสามารถใช้ดาบนี้ได้

ตอนที่ 2

เซร่าห์ตัดสินใจที่จะเข้าเรียนในมหาลัยเอเดน สำหรับชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย จากนั้นเธอก็มีนัดเดทกับสโนว

ทว่าพอใกล้ถึงเวลาเดท เกโดก็ขี่แอรค์ไบค์มาบอกเซร่าห์ว่า สโนวฝากมาบอกว่าจะมาช้าหน่อยนะ แต่ว่ายันไม่ทันที่สโนวจะมาถึงไลท์นิ่งก็โผล่มาบอกว่าไม่อนุญาตให้เซร่าห์ไปเดทกับสโนว

เซร่าห์จึงวางแผนจัดงานวันเกิดให้กับไลท์นิ่ง โดยกะว่าจะพาสโนวมาในงานด้วย แล้วเธอจะขออนุญาตเรื่องเดทในงานนั้น เธอตกลงกับสโนวเอาไว้แบบนั้น แต่ยังไม่ทันที่จะได้ออกไปซื้อของขวัญด้วยกัน มาควีก็โผล่มาขัดจังหวะ และขอร้องให้สโนวไปช่วยกำจัดมอนสเตอร์ด้วยกัน เมื่อเป็นแบบนี้สโนวจึงสัญญากับเซร่าห์ว่าหลังจากทำงานเสร็จแล้ว เราจะไปซื้อของขวัญให้ไลท์นิ่งด้วยกันนะ แล้วเขาก็ออกไปทำงานกับมาควิ

ตอนที่ 3

เป็นบทเล่าเรื่องจากความทรงจำของไลท์นิ่ง

แม่ของไลท์นิ่งตายเพราะแฟนบอย 360 เอ้ย.. ป่วยตายตั้งแต่ตอนเธออายุ 15 ปี ส่วนพ่อของเธอตายตั้งแต่ตอนที่เธอยังเด็ก ไลท์นิ่งที่แก่กว่าเซร่าห์เพียง 3 ปีจึงเป็นคนคอยดูแลน้องสาวนับแต่นั้นมา

ตอนที่แม่ที่ป่วยยังมีชีวิตอยู่ ขณะที่หล่อนยังนอนหายใจริบหรี่บนเตียง เธอพูดกับไลท์นิ่งว่าอย่าหักโหมมากเกินไปนัก ไลท์นิ่งควรจะเชื่อมั่นในน้องสาวมากกว่านี้

ต่อมาหลังจากที่แม่ตายไปแล้ว เพื่อที่จะปกป้องเซร่าห์ ไลท์นิ่งจึงทิ้งชื่อจริงของเธอ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นไลท์นิ่ง พี่สาวผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองของเซร่าห์ และเป็นคนตัดสินใจไม่ให้เซร่าห์เป็นเพื่อนกับสโนว ที่เป็นคนเลื่อนลอยในสายตาของเธอ...

ตอนที่ 4

ขณะที่เซร่าห์มองขึ้นไปยังโบราณสถานแห่งโบดัมที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เธอเริ่มคิดถึงเรื่องที่ว่ายามที่ผู้ไร้ซึ่งอายุไขอย่างฟัลซิ ซ่อมแซมพื้นที่ๆ เสียหายในโคคูน พวกเขามักจะใช้วัตถุดิบจากซากปรักหักพังในพัลส์

"ทำไมถึงต้องนำซากปรักหักพังของโลกเบื้องล่างมาไว้ที่โคคูนกันนะ? ทั้งที่เป็นสิ่งที่นำความอัปโชคมาสู่แท้ๆ" เซร่าห์พูดพลางพยายามตรวจสอบด้านนอกโบราณสถานแห่งนั้น เธอเริ่มสนใจใคร่รู้ในประวัติศาสตร์โบราณขึ้นมาอย่างเล็กน้อย แต่แล้ว.. เธอก็สังเกตเห็นทางเข้าสู่โบราณสถานที่ยังคงเปิดกว้างอยู่ เธอจึงตัดสินใจเข้าไปด้านใน

แม่ทัพของเราก้าวเดินขึ้นบันไดยาวที่ทอดไปสู่ชั้นบนอย่างช้าๆ และแล้วคริสตัลก็ปรากฏขึ้นมาต่อหน้าเธอ

"เสียงใครกำลังร่ำร้อง!?"

ที่นั่นเอง...เซร่าห์ได้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่มีขนาดมหึมาและชวนขวัญผวา ปักหลักอยู่....

ตอนที่ 5

ไลท์นิ่งกำลังเดินเล่นอยู่ในย่านการค้า ขณะกำลังเคลิ้มได้ที่นั้นเอง เธอก็เริ่มวางแผนว่าเธอจะมาร่วมงานเทศกาลดอกไม้ไฟที่จะจัดขึ้นในที่แห่งนี้ ว่ากันว่าหากได้มาชมเทศกาลดอกไม้ไฟที่นี่แล้ว ความปรารถนาของคนผู้นั้นจะต้องเป็นจริง เธอคิดเช่นนั้น...

ระหว่างที่เดินช็อปปิ้งไปเรื่อยๆ เธอก็พบสร้อยคอแบบเดียวกับที่เซร่าห์ใส่ วางขายอยู่ในร้านแห่งหนึ่ง

พอเห็นแบบนั้น ไลท์นิ่งก็เริ่มโทษตัวเองว่าเธอคงหมกมุ่นกับงานของตัวเองมากเกินไป จนไม่มีเวลาให้กับน้องของเธอ

บริเวณใกล้เคียงกัน โฮป เอสไฮม์กับแม่กำลังเดินผ่านหน้าร้านขายสัตว์พอดี ที่นั่นมีขายโจโคโบะด้วย ซึ่งเจ้านกตัวเหลืองก็เป็นที่ป็อปปูล่าร์ของผู้คนมาก มักจะมีคนมาซื้ออยู่เรื่อยๆ จนทำให้ขาดตลาดเป็นประจำ

โฮปที่อยู่ระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวกับแม่ ก็พูดขึ้นว่าต่อไปก็ไปที่เมืองพัลม์โพลมกันดีกว่า

ทันทีที่ไลท์นิ่งที่ได้ยินบทสนทนานั้นโดยไม่ตั้งใจ  เธอก็เริ่มอยากจะชวนเซร่าห์ไปเที่ยวด้วยกันขึ้นมา เธอคิดว่า ถ้าเธอให้เวลากับน้องสาวสุดเลิฟของเธอมากกว่า บางที..เซร่าห์อาจจะลืมเรื่องของเจ้าแฟนบอยหมวกไหมพรมนั่นไปก็ได้...

ตอนที่ 6

กลับมาทางด้านของเซร่าห์... คุณเดาถูกแล้ว.. เธอไปเจอฟัลซิเข้าให้นั่นเอง

"ลูซิ"

"ทำไมเจ้าถึงเลือกผู้คนแห่งโคคูน? เจ้าควรจะเลือกผู้คนแห่งพัลส์ไม่ใช่รึ?"

พลันที่เซร่าห์รู้สึกตัวอีกที... เธอก็ถูกส่งตัวออกมานอกโบราณสถานเสียแล้ว

แน่นอน...คุณเดาถูกอีกแล้วว่าบัดนี้ที่แขนซ้ายของเธอ ได้มีตราประทับอันเป็นสัญลักษณ์ของลูซิเกิดขึ้นแล้ว เธอได้ถูกฟัลซิสาปส่งให้กลายเป็นลูซิคนหนึ่งแล้วนั่นเอง ตัวเธอเอง ยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรดีนัก การเรียนวิชาประวัติศาสตร์ทำให้เซร่าห์พอจะรู้คร่าวๆ มาว่าครั้งหนึ่งเคยมีสงครามระหว่างโลกเบื้องล่างกับโคคูนเกิดขึ้น  ซึ่งในตอนที่ทัพจากโลกเบื้องล่างเข้าจู่โจมโคคูน ฟัลซิแห่งโคคูนก็ได้สาปมนุษย์ให้กลายเป็นลูซิ แล้วก็ส่งออกไปรบกับศัตรูเหล่านั้น

เซร่าห์รีบปลีกตัวออกจากสถานที่แห่งนั้นด้วยความกังวลใจ เธอไม่อยากให้สโนวรู้เรื่องที่เธอกลายเป็นลูซิเลย

ตอนที่ 7

ไลท์นิ่งจะมีอายุครบ 21 ปีในวันเกิดที่กำลังจะมาถึงนี้

ตรงจุดบริการด้านการท่องเที่ยว เธอเริ่มคิดว่าจะพาเซร่าห์ไปเที่ยวกันที่ไหนดี...

ไลท์นิ่งเดินออกมาจากจุดนั้น ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด ขาของเธอก็ค่อยๆ พาร่างของเธอเดินไปยังย่านการค้า ตอนนั้นเอง เธอได้เห็นผู้หญิงสองคนที่ใส่ชุดสีน้ำเงินชวนสะดุดตา

หนึ่งในนั้นคือคนที่ฝรั่งเรียกกันว่า Acadon หรือที่ผมเรียกว่าแม่ทัพ Wii.....

ในไม่ช้า หัวหน้าหน่วยของไลท์นิ่งที่ชื่ออาโมดะก็โผล่มาลากตัวสองคนนั้นไปทำงาน ภาพที่พวกเขาทั้งสามเดินคุยเรื่องบางอย่างแก่กัน ค่อยๆ ลับหายไปจากสายตาของไลท์นิ่งอย่างช้าๆ

ที่มา : marshallalloc1, marshallalloc2

Tuesday, September 15, 2009

สรุปเรื่องเบื้องหลัง DC: Final Fantasy VII

ประวัติของดีพกราวด์

เมื่อกล่าวถึง "ดีพกราวด์" ใน Final Fantasy VII แล้ว แฟนพันธุ์แท้ทั้งหลายคงเข้าใจเพียงว่ามันหมายถึงพล็อตเรื่องส่วนที่ลึกลับดำมืดมากที่สุดในโลกของไกอา เนื่องจากเนื้อหาประวัติความเป็นมาของมันนั้นถูกถ่ายทอดออกมาผ่านทางโหมดมัลติเพลเยอร์ออนไลน์ของเกม Dirge of Cerberus -Final Fantasy VII- ซึ่งปรากฏในตัวเกมเวอร์ชั่นญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ด้วยความล้มเหลวของเกมเพลย์อันไม่สมประกอบ โหมดออนไลน์ดังกล่าวถูกตัดออกไปจากพจนานุกรมของ Dirge of Cerberus เวอร์ชั่นอื่นๆ และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมทาสอารยธรรมไฟนอลฯ เจ็ดส่วนใหญ่ของดาวโลก จึงไม่เข้าถึงเนื้อหาในส่วนของดีพกราวด์กันเท่าที่ควร
 

ในการเล่นโหมดออนไลน์ดังกล่าว ตัวผู้เล่นจะได้เรียนรู้เบื้องหลังความเป็นมาของเหล่าผู้อาศัยอยู่ในนครใต้ดินของเมืองมิดการ์ รวมทั้งประวัติของกลุ่ม Tsviet ซึ่งเป็นศัตรูในเนื้อเรื่องหลักของเกม แต่ด้วยปัญหาจำนวนผู้เล่นที่มั่งมี ทาง Square Enix จึงต้องมีคำสั่งปิดเซอร์เวอร์ของเกมทิ้ง จากนั้นมาความลับเบื้องหลังเนื้อเรื่องและพล็อตทั้งหลายก็ต้องมีอันดับดิ้นไปจากโลกใบนี้ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2006 หลังจากที่ตัวเกมได้เปิดให้บริการโหมดออนไลน์มาเป็นเพียง 7 เดือน

หากตัวคุณเองเชื่อมั่นว่าคุณคือทาสอารยธรรมไฟนอลฯ เจ็ดที่ยังไม่รู้เนื้อเรื่องเบื้องหลังในส่วนนี้ดีพอ มาเถิดพี่น้อง... จงดำดิ่งลงสู่ความศิวิไลอันน่าพิศมัยของเนื้อเรื่องเบื้องหลัง Dirge of Cercerus เกมที่ได้รับการขนานนามว่ามีเกมเพลย์ห่วยแตกที่สุดนับตั้งแต่วินาทีที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้

โศกนาฏกรรมทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากวันที่องค์กรผลิตอาวุธธรรมดาๆ อย่าง Shinra Manufacturing Works ได้ค้นพบการแปรรูปไลฟ์สตรีมเป็นพลังงานรูปแบบใหม่ที่เรียกว่าพลังงานมาโคขึ้นในวันที่ 23 กันยายน 1959 ซึ่งต่อมาเจ้าพลังงานดังกล่าวก็ได้กลายมาเป็นปัจจัยอย่างที่ 5 สำหรับการดำรงชีวิตของคนบนโลก ในโอกาสอันดีนี้ทางชินระจึงไม่รอช้าที่จะหาทางผูกขาดการค้นพบและผลิตมาโค เพื่อไม่ให้มีองค์กรใดใหญ่ขึ้นมาแข่งกับตนได้ และเมื่อพวกเขาทำได้สำเร็จองค์กรชินระจึงกลายเป็นองค์กรที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก พวกเขากลายเป็นองค์กรพาณิชย์ที่ปราศจากคู่แข่ง อยู่เหนือระบบเศรษฐกิจและกุมอำนาจทางการเมืองไว้ได้ทั้งหมด

และแม้ว่ากระบวนการสกัดมาโคออกมาจากเหมืองมาโคเพื่อนำมาแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้าอีกต่อนึงจะผลาญเม็ดเงินไปคราวละมาก แต่ประโยชน์ที่ได้จากมันก็ไม่สามารถประเมินค่าได้เช่นกัน ต่อมาทางชินระจึงได้ก่อสร้างเตาปฏิกรณ์พลังงานมาโคขึ้นมาเป็นครั้งแรก โดยเตาดังกล่าวได้ตั้งขึ้นที่ภูเขานีเบิลนับแต่ปี 1968

เวลาต่อมาทางชินระก็เปลี่ยนชื่อองค์กรใหม่เป็น Shinra Electric Power Company จากเดิมที่ผลิตอาวุธไปวันๆ ก็หันมาเข้าร่วมแข่งขันในตลาดทุกรูปแบบ และเริ่มทำลายกรอบการเรียนรู้แบบเดิมๆ ด้วยการทดลองศึกษาสิ่งใหม่ๆ ซึ่งรวมทั้งการวิจัยเรื่องชีวภาพและชีวเคมีด้วย

ในปี 1976 ทางชินระได้เริ่มก่อสร้างเพลทหรือผืนแผ่นขนาดใหญ่ขึ้นมาเหนือเมืองมิดการ์ และสร้างสำนักงานใหญ่ของบริษัทขึ้นมาตั้วตระหง่านอยู่เหนือใจกลางของเพลทเหล่านั้น เมืองต่างๆ เริ่มถูกก่อสร้างขึ้นมาบนเพลทเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้กับผู้ลงทุนและให้การสนับสนุนชินระ และเมืองดังกล่าวก็ใช้พลังงานจากเตาปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ทั้ง 8 เตาที่รายล้อมอยู่รอบเมือง อย่างไรก็ตามขณะที่ชินระได้สร้างเพลทตั้งตระหง่านเหนือเมืองแล้ว ยังได้แอบสร้างโรงงานลับขนาดใหญ่พร้อมกับเตาปฏิกรณ์หมายเลข 0 ไว้ที่ถ้ำใต้ดินไปพร้อมๆ กัน เดิมทีแล้วเจ้าโรงงานดังกล่าวมีไว้เพื่อเป็นสถานพยาบาลโซลเยอร์ผู้บาดเจ็บเท่านั้น แต่ต่อมาจุดประสงค์ดังกล่าวก็เปลี่ยนไป แล้วบันทึกการมีอยู่ของโรงงานใต้ดินก็ถูกเก็บซ่อนขึ้นทั้งหมด เฉพาะสมาชิกระดับสูงของบริษัทเท่านั้นที่จะรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของโรงงานนรกซึ่งถูกขนานนามว่า "ดีพกราวด์"


จุดประสงค์ของโรงงานดังกล่าว ได้แปรเปลี่ยนไปหลังจากการถือกำเนิดของ "เจเนซิส" ชายผู้เป็นมนุษย์ทดลองในเจโนว่าโปรเจคท์ G รูปแบบโครงสร้างของยีนส์ที่แปลกประหลาดของเขาเป็นสิ่งที่ต้องตาเหล่านักวิทยาศาสตร์ของชินระมาก ในเวลาต่อมาการนำยีนส์ของเขามาทำการทดลองจึงได้เกิดขึ้นที่ดีพกราวด์นี้ จากนั้นมาโรงงานที่เคยเป็นแหล่งพยาบาลผู้บาดเจ็บจึงได้กลายเป็นแหล่งซ่องสุมการทดลองทางชีวภาพอันปราศจากศีลธรรม เมื่อการทดลองรุดหน้าจึงมีการขยับขยายพื้นที่ อาคารใต้ดินต่างๆ เริ่มเกิดขึ้นมาทีละหลัง ขณะเดียวกันพนักงานที่ต้องลงไปทำงานอยู่ในชั้นใต้ดินอย่างไม่ต้องเห็นเดือนเห็นตะวันก็เกิดขึ้นตาม เมื่อผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจ ประธานของบริษัทชินระก็ยิ่งให้การสนับสนุน การทดลองอันลึกลับดำมืดจึงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ


กระทั่งในปี 1985 เด็กคนแรกที่เกิดจากการประสบความสำเร็จในการทดลองชีววิศวกรรมจึงได้ถือกำเนิดขึ้นในดีพกราวด์ เธอผู้นั้นได้รับการถ่ายทอดยีนส์ของเจเนซิสเข้าไปในร่างกายเพื่อจุดประสงค์ในการผลักดันร่างกายของมนุษย์ให้ทะยานข้ามขีดจำกัดและมุ่งสู่ความเป็นอมตะ เด็กหญิงคนนั้นมีชื่อว่า "รอสโซ่"

ในช่วง 2 ปีถัดมาการทดลองอันแปลกประหลาดเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะจินตนาการได้ ได้เกิดขึ้นเรื่อยๆ ที่นครใต้ดินแห่งนี้ นักวิทยาศาสตร์ที่สนุกอยู่ในดีพกราวด์ได้ละทิ้งคำว่าศีลธรรมไปอย่างสมบูรณ์ เหลือเพียงแต่การกระทำเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของตนเองโดยใช้คำว่าการทดลองบังหน้า


ต่อมาการวิจัยของศาสตราจารย์กรีมอร์อันว่าด้วยเรื่องของปฏิกูลมาโค หรือมาโคอันเน่าเสีย ได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของการทดลองมนุษย์ในยุคต่อๆ มา กระทั่งได้มีการทดลองนำปฏิกูลไลฟ์สตรีมฉีดเข้าไปให้กับทารกในครรภ์ แม้ว่าจะมีทารกที่ได้รับการทดลองแบบนี้มากมาย แต่คนที่รอดชีวิตได้กลับมีเพียงหนึ่งเดียว เด็กคนนั้นได้กลายมาเป็นผู้ครอบครองพลังแห่งความมืด และในยามที่เด็กคนนั้นได้เกิดขึ้นมา ความมืดที่ไหลออกมาจากกายของเขาก็ได้ดูดกลืนแม่ของเขาซึค่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องของชินระให้หายไปในมิติอันว่างเปล่า ด้วยความพิเศษนี้เองเด็กคนนั้นจึงต้องใส่ชุดพิเศษห่อหุ้มร่างกายเพื่อควบคุมพลังงานความมืดในร่างกายของตนเอาไว้ เด็กคนนั้นถูกขนานนามว่า "เนโร่"

และจากความสำเร็จของกองกำลังโซลเยอร์ที่ทางชินระได้ตั้งขึ้นเพื่อต่อกรกับองค์กรที่ไม่ประสงค์ดี ประธานของชินระจึงมีคำสั่งให้นำตัวโซลเยอร์ของชินระรวมทั้งพวกคนที่มาสมัครใหม่ไปทดลองเพื่อสร้างกองทหารที่สมบูรณ์แบบ โซลเยอร์ส่วนหนึ่งกับคนที่ถูกรวบรวมมาจึงถูกส่งตัวไปทำการทดลองยังดีพกราวด์ การนำเทคโนโลยีล้ำยุคอย่างการสร้างภาพเหตุการณ์เสมือนจริง (VRS) ได้ถูกนำมาใช้ฝึกฝนโซลเยอร์ และก็มีการจัดให้โซลเยอร์ปะทะกันเอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็จะสังเกตการณ์แล้วก็บันทึกข้อมูลกันไป

การทดลองอันเข้มงวดนี้เองได้ทำให้ร่างกายของโซลเยอร์มีสภาพแปรเปลี่ยน พวกเขาจึงเป็นต้องพึ่งพามาโคในการอยู่รอด และต้องมีการอาบมาโคเป็นระยะเพื่อสงวนพลังงานในร่างกายไว้ ต่อมาจึงมีการสร้างชุดสวมใส่พิเศษขึ้น ซึ่งชุดเหล่านั้นมีความสามารถในการคงสภาพมาโคจำนวนหนึ่งให้ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของผู้สวมใส่ในปริมาณที่เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา ทำให้พวกเขาอยู่ในสภาพที่ร่างกายสมบูรณ์สุดขีดเสมอ ทหารพวกนี้ได้ถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอกและเพิ่มจำนวนขึ้นจนกลายเป็นกองกำลังขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่รู้จักในนามของ "ดีพกราวด์โซลเยอร์"


ขณะที่การทดลองยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ นักวิจัยทั้งหลายก็คอยจับตาดูการเติบโตของเด็กสามคนที่เกิดขึ้นภายในดีพกราวด์นี้ ทั้งสามได้แก่ รอสโซ่ เนโร่ และ "ไวส์" ซึ่งถือเป็นพี่ชายในทางชีวภาพของเนโร่ ความสามารถที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของไวส์ได้เป็นที่ต้องตาต้องใจเหล่านักวิจัยเป็นอย่างมาก แม้ว่าไวส์จะไม่มีเซลล์เจโนว่าอยู่ในร่างกายแต่เขากลับมีความสามารถเหนือใครต่อใคร ซึ่งพลังของเขานั้นมาจากมาโคบริสุทธิ์ที่อุดมอยู่ในร่างกาย ต่อมาไวส์จึงได้รับฉายาว่า "The Immaculate" ขณะที่รอสโซ่ได้ฉายาว่า "The Worst Crimson" ทั้งนี้ก็เพราะเธอได้ผ่านการทดลองอันมากมายที่พยายามจะดึงพลังแฝงที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวมนุษย์ออกมาใช้ให้ได้มากที่สุด การทดลองเหล่านี้เองทำให้เธอค่อยๆ สูญเสียจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ลงไปทีละเล็กทีละน้อย ความพอใจของเธอจะเกิดขึ้นเฉพาะในยามที่กายของเธอได้ชุ่มไปด้วยเลือดของศัตรูเท่านั้น และเธอก็สนุกกับการไล่ล่าสังหารเพื่อนและศัตรู

ส่วนเนโร่ซึ่งเป็นผู้ครองครองพลังแห่งความมืดก็กลายเป็นที่หวาดกลัวของทุกคนๆ ทั้งสามที่ว่ามานี้ถูกจัดให้เป็นสุดยอดบุคคลอันตรายระดับ SSS ต่อมาพวกเขาก็เป็นที่รู้จักในนามคนมีสีแห่งกลุ่ม Tsviest ต่างคนก็ต่างมีชื่อเรียกขานใหม่ ซึ่งได้แก่ "Weiss the Immaculate""Nero the Sable" และ "Rosso the Crimson"

เวลาเคลื่อนผ่านไปพร้อมกับความแข็งแกร่งของกองทัพดีพกราวด์ที่เหนือชั้นขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งชายหญิง 4 คนที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวดจนมีฝีมือโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ก็กลายเป็นที่ยอมรับของเราโซลเยอร์ด้วยกัน พวกหัวกะทิเหล่านี้ถูกตั้งขึ้นเป็นทีมลับที่ทำงานโดยรับคำสั่งโดยตรงจากประธานชินระ ในไม่ช้าหลักฐานที่กล่าวถึงการมีอยู่ของพวกเขาแต่ละคนก็ถูกเก็บซ่อนขึ้นทั้งหมด เหลือเพียงแต่ชื่อกลุ่มที่เรียกกันว่า "Lost Force" กองกำลังโซลเยอร์หน่วยที่ 14

ในปี 1992 สงครามระหว่างบริษัทชินระกับจักรวรรดิวูไถได้อุบัติขึ้น โดยสาเหตุมาจากการที่ชินระได้ขออนุญาตเข้าไปก่อสร้างเตาปฏิกรณ์มาโคบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชาววูไถ แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี ด้วยเหตุนี้ชินระจึงได้ส่งกองกำลังทหารและโซลเยอร์มากมายไปยังวูไถเพื่อเข้าปะทะกับกองทับของวูเชง การต่อสู้ดังกล่าวทำให้ทหารชินระจำนวนมากได้รับบาดเจ็บ ต่อมาจึงมีคำสั่งให้ส่งกลุ่มดีพกราวด์เข้ามาแทนที่ทหารเหล่านั้นเป็นการลับ

ทหารที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหลายถูกส่งตัวไปยังดีพกราวด์ บางส่วนก็ได้รับการพยาบาลจนกลับมาเป็นปกติ ขณะที่บางส่วนก็กลายเป็นเหยื่อของการทดลองอันแสนวิปลาสในที่แห่งนั้น ส่วนด้านทหารที่ถูกส่งไปเข้าร่วมาสงครามนั้นแม้ว่าจะมีการส่งกลุ่ม Lost Force ที่แสนเกรียงไกไปเข้าร่วมด้วย แต่ดีพกราวด์ก็ยังคงไม่อาจปฏิเสธการสูญเสียสมาชิกจำนวนมากไปได้ ซึ่งผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่งที่จากโลกนี้ไปพร้อมกับเหตุการณ์นั้นก็คือมือสไนเปอร์ที่มีชื่อว่า "อุชเชอร์"

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคนบางกลุ่มที่รู้ถึงการมีอยู่ของกองกำลังลับแห่งดีพกราวด์และไม่ยอมรับการมีอยู่ของพวกเขาเหล่านั้น กองกำลังโซลเยอร์หน่วยที่ 13 "Ragnarok" ก็คือคนกลุ่มดังกล่าวนั้น พวกเขาได้รับการเชิดชูว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก และพวกเขาก็เป็นผู้ริเริ่มความคิดที่ว่าการให้โซลเยอร์ทั้งหลายสู้กันไปมาในโรงงานนรกจนกว่าจะถึงแก่ความตายนั้นเป็นเรื่องที่ผิด และพยายามที่จะยุติวงจรอุบาทว์นี้ ด้วยเหตุนี้เอง...วันหนึ่งกลุ่ม Ragnarok จึงได้รับคำสั่งลับให้เข้าไปยังใจกลางของดีพกราวด์ ที่นั่นพวกเขาได้พบกับ 4 สมาชิกของกลุ่ม Lost Force ที่ถูกบัญชาให้มาจัดการเจ้าพวก Ragnarok ซะ พวกเขาได้เข้าห้ำหั่นกันแล้วในคืนนั้นเองกลุ่ม Ragnarok อันเกรียงไกรก็ได้ถูกทำลายย่อยยับไป เหลือเพียงแต่กลุ่ม Lost Force ที่จงรักภักดีต่อประธานชินระ ซึ่งต่อมาพวกเขาก็ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองดีพกราวด์

และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกบฎขึ้นในหมู่ดีพกราวด์อีก จึงเริ่มมีการฝังชิบควบคุมลงไปในเซลล์สมองของดีพกราวด์โซลเยอร์ทุกคน ยามใดที่มีกบฎเกิดขึ้นในหมู่ดีพกราวด์ กลุ่ม Lost Force ซึ่งเป็นผู้ควบคุมชิบเหล่านั้นก็จะสามารถควบคุมร่างกายของกบฎให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ ภายหลังเองกลุ่ม Lost Force ดังกล่าวจึงเป็นที่รู้จักกันในนามของ "Restrictor" ผู้ดูแลแห่งดีพกราวด์


ชิบควบคุมที่ฝังอยู่ในเซลล์สมองนั้นได้ถูกควบคุมโดยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า "Patricia" ซึ่งเจ้าระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าวถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยเหลืองานของนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งนอกจากการควบคุมสมาชิกในดีพกราวด์แล้ว  มันยังมีหน้าที่ประมวลผลให้กับระบบ VRS ที่ใช้ในการฝึกดีพกราวด์โซลเยอร์ โดยเจ้าโปรแกรม VRS นี้ได้ถูกทางชินระพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ทดสอบความสามารถในการโต้ตอบระหว่างผู้ทดลองกับสภาพแวดล้อมแบบต่างๆ ตามข้อมูลที่ได้ตั้งไว้ ด้วยระบบนี้เองเราจึงสามารถฝึกดีพกราวด์โซลเยอร์ให้ไปลุยป่า ลุยเขา ลุยอวกาศ ฯลฯ ได้โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องออกไปจากดีพกราวด์เลย ทว่าการฝึกแบบนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนมากต้องล้มตายลง เพราะความบาดเจ็บที่ได้รับจากสภาพแวดล้อมจำลองของระบบ VRS นั้นจะทำให้ผู้ทดลองบาดเจ็บจริงๆ เช่นกัน

ด้วยอัตราการตายที่สูงเอาสูงเอานี้เอง ผู้คนที่ถูกพาตัวไปยังดีพกราวด์ก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ บางส่วนที่ถูกส่งไปฝึกก็กลายเป็นโซลเยอร์ ขณะที่บางคนฝึกให้ตายก็ไม่ได้เป็นโซ,เยอร์ ในบรรดาคนที่ถูกพาตัวไปยังดีพกราวด์ บางคนก็เป็นคนที่มาสมัครเป็นโซลเยอร์อยู่แล้ว แต่บางคนก็ถูกจับตัวมาโดยไม่เต็มใจ ที่เหมือนกันคือส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตัวเองถูกพาตัวไปที่ไหนและไม่รู้ว่าชะตากรรมของตนจะเป็นอย่างไร โซลเยอร์บางคนเคราะห์ร้ายได้รับบาดเจ็บจากสงครามก็ถูกพาตัวไปรักษาในดีพกราวด์แล้วก็ถูกจับฝึกอยู่ที่นั้น ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นมาบนดินอีกเลย ขณะที่บางคนก็เสี้ยนอยากจะขอลงไปทดสอบความสามารถของตนเอง แต่พอลงไปเห็นแต่โลกที่มีแต่การฆ่าฟันไปมาถึงได้พบว่าตัวเองงานเข้าแล้ว

พวกมนุษย์ที่เกิดมาจากการทดลองในชั้นดีพกราวด์ ก็ถูกเลี้ยงดูให้รู้จักแต่การต่อสู้ฆ่าฟัน เป็นเพียงแค่ผู้ที่ถูกชะตากรรมสาปส่งให้ตกเป็นทาสที่ถูกจับตาดูโดยชินระและกลุ่ม Restrictor ไปชั่วนิรันดร์เท่านั้นเอง


เมื่อจำนวนดีพกราวด์โซลเยอร์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีการแบ่งโรงงานนรกออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ส่วนเหนือ ใต้ ออก และตก โดยแต่ละส่วนจะถูกปกครองสมาชิกของกลุ่ม Lost Force ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของส่วนต่างๆ ใครที่ทำให้เหล่า Restrictor พวกนี้เชื่อใจได้ก็จะถูกแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ๆ คอยออกคำสั่งและมอบหมายงานให้กับโซลเยอร์คนอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการสร้างโดมหลังคาขึ้นมาปกคลุมโรงงาน โดยหลังคาดังกล่าวจะสามารถแสดงภาพเสมือนจริงออกมา ทำให้เวลามองไปบนหลังคาก็จะเห็นภาพท้องฟ้าแบบเดียวกับที่มองออกมาจากตึกชินระ ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อลดบรรยากาศมาคุ ลดความรู้สึกที่ว่าโซลเยอร์ทั้งหลายถูกกักกันอยู่ในชั้นใต้ดินนั่นเอง

ภายใต้การปกครองของ Restrictor นี้เอง รูปแบบของกองทัพดีพกราวด์ก็เริ่มมีการพัฒนาจนมีความซับซ้อนมากขึ้น  โซลเยอร์แต่ละนายจะถูกจะถูกแต่งตั้งยศโดยอิงจากระดับความสามารถ โดยยศต่ำสุดก็คือ Drone และสูงสุดก็คือ Tsviet ซึ่งยศสูงสุดนี่แหละคือเป้าหมายของดีพกราวด์โซลเยอร์ทุกคน คนที่อุตสาหะพยายามทำทุกวิถีทางให้ได้รับการเลื่อนขั้นก็จะถูกทดสอบผ่านทางระบบ VRS ซึ่งพวกเขาจะต้องต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า

แต่ก่อนที่จะได้รับการเลื่อนขั้นเป็น Tsviet ได้นั้นโซลเยอร์แต่ละนายก็จะต้องไต่ระดับจากยศ Drone, Scout, Trooper, Commander, General และค่อยเป็น Tsviet ซึ่งในหมู่ Tsviet คนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นที่สุดของกลุ่มก็มีไวส์ เนโร่ และรอสโซ่ โดยพวกเขาไม่ต้องรับคำสั่งใครนอกจากคำสั่งโดยตรงจากกลุ่ม Lost Force เท่านั้น


ระหว่างที่สงครามวูไถยังคงดำเนินต่อไป ชินระได้ส่งคนจำนวนมากเข้าไปฝึกในดีพกราวด์เพื่อไว้ช่วยต่อกรกับสงครามที่อาจยืดเยื้อยาวนาน ในตอนนั้นเองหญิงสาวคนหนึ่งที่ชื่อ "อาร์เจนโตะ" ก็ถูกส่งไปยังดีพกราวด์เช่นเดียวกัน ด้วยความสามารถในการใช้ดาบอันโดดเด่นและทักษะการวิเคราะห์ที่ดีเยี่ยม เธอได้รับการเลื่อนขั้นจนกลายเป็นผู้ถือยศ Tsviet อย่างรวดเร็ว ความสามารถของเธอนั้นพิเศษจนเป็นที่ต้องตาของเหล่า Restrictor จนวันหนึ่ง Restrictor คนหนึ่งก็ได้ขอท้าประลองฝีมือกับเธอ ซึ่งผลจบลงด้วยการนองเลือดของอาร์เจนโตะ และเธอยังต้องสูญเสียตาขวาไปในการต่อสู้ครั้งนั้น

หลังการต่อสู้ดังกล่าว เธอได้รับบทบาทใหม่ให้เป็นผู้ดูแลสมาชิกที่ถูกเกณฑ์เข้ามายังดีพกราวด์ใหม่ และคอยใช้ความสามารถในการวิเคราะห์นั้นเสาะหาคนที่มีพรสวรรค์มากพอที่เป็น Tsviet ได้ เธอจะคอยสร้างสัมพันธ์กับคนที่ดูมีความสามารถ จะใช้คำแนะนำสั่งสอนจนกว่าคนที่เธอหมายมั่นจะถูกปั้นจนกลายเป็น Tsviet ได้ดั่งใจหมาย

นอกจากนี้ความสามารถในเชิงศิลป์และความสร้างสรรค์ของเธอ ยังทำให้เธอได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นคนออกแบบและประดิษฐ์อาวุธให้กับพวกโซลเยอร์ชั้นสูง ซึ่งก็รวมถึงหอกสองใบมีดที่ยิงกระสุนได้ของรอสโซ่ และกันเบลดคู่ที่มีชื่อว่า "ฟ้า" และ "ดิน" ของไวส์ ระหว่างที่กำลังประดิษฐ์อาวุธไปวันๆ นี้อาร์เจนโตะก็ค่อยๆ สั่งสมความขุ้นข้องใจที่มีต่อเหล่า Restrictor จนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว

หลังจากสงครามวูไถเริ่มต้นได้ไม่กี่ปี "เจเนซิส" ก็โผล่มาสมัครเข้าเป็นโซลเยอร์กับทางชินระ ในตอนนั้นนักวิทยาศาสตร์ของชินระที่ได้ประจักษ์ความแข็งแกร่งของเซฟิรอธกันมาแล้วก็ต่างกระหายที่จะได้เห็นพรสวรรค์ของเจเนซิส พวกเขาเริ่มศึกษาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเซลล์ของเจเนซิสหลังจากที่หนุ่มเจ้าสำอางคนนี้โดนจับอาบมาโค ต่อมาเจเนซิสกับเพื่อนซี้ที่เป็นผลงานจากโปรเจคท์กิลเลี่ยนเหมือนกันอย่าง "แองจีล" ก็ได้รับการจัดเป็นกลุ่มโซลเยอร์ประเภท G สำหรับทางดีพกราวด์แล้วการที่เจเนซิสจะมีความสามารถเหนือมนุษย์มนาเค้าย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด เพราะพวกผู้ที่เคยได้รับการถ่ายยีนส์ของเจเนซิสเข้าไปในร่างกายมาก่อน ต่างก็มีความสามารถมากขึ้นจนได้รับการยอมรับให้เป็นกลุ่มนักรบหลากสีอย่าง Tsviet ที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุดในดีพกราวด์

ในเวลาเดียวกันทางด้านไวส์ที่ได้แสดงความเหนือมนุษย์ให้ใครต่อใครได้ประจักษ์ ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในดีพกราวด์ ขณะที่เนโร่และรอสโซ่ก็มีฝีมือเหนือชั้นขึ้นมากเช่นกัน พวกเขาทั้งสามได้รับการขนานนามด้วยชื่อของสีเพื่อเป็นโค้ดเนมแสดงถึงกลุ่มผู้ที่ครองยศสูงสุดในดีพกราวด์

ขณะที่ทั้งสามเก่งเอาเก่งเอา ทางชินระก็เริ่มหวั่นเกรงในพลังของพวกเขา ในไม่ช้าเหล่าผู้บริหารระดับสูงของชินระที่รู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขาจึงตัดสินใจว่าลำพังชิบควบคุมที่ฝังอยู่ในเซลล์สมองของพวกดีพกราวด์ อาจไม่เพียงพอที่จะใช้ป้องกันเหตุด่วนเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต


เพื่อควบคุมสามวายร้านไม่ให้ก่อพิษภัยกับใครได้ ทั้งสามจึงถูกแยกออกมาไม่ให้อยู่กับคนหมู่มาก ตัวไวส์ที่มีพลังมากที่สุดได้ถูกตรวนไว้กับบัลลังค์ที่อยู่ใจกลางเตาปฏิกรณ์หมายเลข 0 ซึ่งที่นั่นจะมีระบบการคุ้มกันหนาแน่นและมีไฟฟ้าแรงสูงไหลผ่าน ทำให้ยากแก่การหลบหนีออกมาได้ นอกจากนี้ตัวเขายังถูกฝังชิบควบคุมแบบพิเศษไว้ที่คอ ซึ่งชิบนั้นจะปล่อยไวรัสเข้าสู่ร่างกายของไวส์หากว่าเจ้าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Patricia ไม่ได้รับสัญญาณติดต่อจากเหล่า Restrictor เป็นเวลา 3 วัน ด้วยระบบที่เข้มงวดนี้ทำให้เหล่า Restrictor เลือกใช้งานไวส์กับเนโร่ก็ต่อเมื่อมีภารกิจที่มันสำคัญสุดยอดจริงๆ

ทางด้านเนโร่นั้นนอกจากจะโดงขังเดี่ยวไว้ในห้องลับที่อยู่ในเตาปฏิกรณ์หมายเลข 0 แล้วตัวเขายังต้องใส่ชุดสวมใส่แบบพิเศษที่จะควบคุมการหลั่งของความมืดมิให้ทะลักออกมาจากตัวเขามากจนเกินงาม ขณะที่รอสโซ่ที่กระหายเลือด คิดแต่จะฆ่าฟันอย่างเดียวโดยแยกไม่ออกว่าใครคือพวกพ้องใครคือศัตรู ทำให้ Restictor ตัดสินใจที่จะไม่ใช้งานเธอ ให้เธออยู่แต่ในดีพกราวด์แบบนี้แหละดีแล้ว


ในปี 2000 ชินระได้รู้จักกับเด็กกำพร้าคนหนึ่งที่มีชื่อว่า "เชลค์ รุย" เด็กผู้มีพรสวรรค์ในการทำ Synaptic Network Dive (SND) ซึ่งเป็นความสามารถในการติดต่อกับโลกในอีกมิติหนึ่งที่เต็มไปด้วยข้อมูลตัวเลข สำนึก ความนึกคิด และความทรงจำของผู้อื่น ด้วยความต้องการที่จะเพาะเลี้ยงความสามารถนี้ให้มันเติบโตเผื่อจะเป็นประโยชน์กับการทำสงคราม ทางบริษัทจึงมีคำสั่งให้กลุ่มเทิร์คช่วยกันฉกตัวเชลค์ที่อาศัยอยู่กับพี่สาวมายังสำนักงานใหญ่ในมิดการ์ เพื่อฝึกเธอให้เป็นโซลเยอร์ซะ ทว่าคุณท่านประธานชินระกลับมีคำสั่งลับสุดยอดยิ่งกว่าไปยังกลุ่ม Restrictor ส่งผลให้ทหารชินระที่คุ้มกันเชลค์มายังสำนึกงานใหญ่โดนพวกดีพกราวด์โซลเยอร์ที่นำโดยกลุ่ม Lost Force โจมตีวอดวาย ว่าแล้วเชลค์ก็ถูกจับตัวไปยังดีพกราวด์ตามความตั้งใจของท่านประธานนั่นเอง

เวลาต่อมาเชลค์ถูกจับเข้ารับการฝึกฝนและต้องผ่านการทดลองอันตรายมากมาย เมื่อนักวิจัยในดีพกราวด์พยายามวิเคราะห์ความสามารถในการทำ SND ของเธอ ก็พบว่าจิตใจของเธออยู่ในภาวะที่ไม่อาจตรวจสอบได้ ในตอนนั้นเชลค์เฝ้าปรารถนาที่จะได้รับการช่วยเหลือจาก "ชาลัว" ผู้เป็นพี่สาวของเธอ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครมาช่วยเธอได้ ในไม่ช้าจิตใจของเธอจึงหมดสิ้นซึ่งความไร้เดียงสา เหลือเพียงแต่ความว่างเปล่า เหลือเพียงแต่ร่างกายที่ปราศจากจิตใจ เปลือกอันว่างเปล่านั่นเอง ทว่าหลังจากนั้นเองเชลค์จึงเริ่มมีความสามารถในการติดต่อเข้าไปรวมรวมข้อมูลในระบบเน็ตเวิร์คของโลกโดยที่ยังคงสติสัมปชัญญะของเธอไว้ได้  ในไม่ช้าก็มีการค้นพบว่าเธอยังมีความสามารถในการเข้าไปยังจิตใจของคนอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและความทรงจำได้ และเมื่อทดลองต่อไปก็พบว่านอกจากความสามารถในการดูและเก็บข้อมูลจิตใจของผู้อื่นแล้ว เธอยังสามารถจำลองความทรงจำและอารมณ์ของคนอื่นได้ด้วย

อย่างไรก็ตามการใช้ความสามารถในการ SND นี้ได้สร้างภาระอันอันหนักหน่วงให้กับร่างกายของเชลค์ หลังการทดลองเธอจะเหน็ดเหนื่อยและเซื่องซึม และที่ร้ายแรงที่สุดก็คือการที่ร่างกายของเธอต้องหยุดการเติบโตทั้งที่เธอพึ่งมีอายุแค่เพียง 9 ควบ และเธอยังต้องเข้ารับการอาบมาโคทุกวัน และยังต้องฉีดมาโคเข้าเส้นไปเรื่อยๆ เพื่อให้เธอมีชีวิตอยู่ได้

เชลค์ได้ผ่านการฝึกฝนในดีพกราวด์ จนได้รับอาวุธเป็น EM Sabre หรือกระบี่แสงคู่จากอาร์เจนโตะ สรีระรูปร่างที่เล็กอีกทั้งการเคลื่อนไหวอันคล่องแคล่วส่งผลให้เชลค์กลายเป็นคู่ต่อสู้ที่หาผู้ต่อกรได้ยาก ในไม่ช้าเธอก็พิสูจน์ตัวเองได้ว่าเธอนั้นดีพอที่จะได้รับยศ Tsviet แต่เธอก็แทบไม่มีส่วนร่วมกับภารกิจที่ต้องทำนอกดีพกราวด์ ทั้งนี้เพราะเชลค์มีจุดอ่อนอันใหญ่หลวงนั่นก็คือร่างกายที่ต้องอาศัยการอาบมาโคอยู่ทุกวัน นั่นจึงทำให้เธอแทบจะออกจากดีพกราวด์ไม่ได้เลย ทว่าความสามารถในการทำ SND ของเธอก็ยังเป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้อยู่ดี ดังนั้นเธอจึงกลายเป็นสมาชิกคนมีสีคนที่สี่ของกลุ่ม Tsviet โดยโค้ดเนมที่เธอได้รับก็เป็นชื่อที่สะท้อนมาจากความสามารถของเธอ ซึ่งก็คือ "Shelke the Transparent" นั่นเอง

หลังจากที่สงครามวูไถจบลงในช่วงต้นปี 0001 องค์กรต่อต้านชินระมากมายยังคงรุดหน้าหาเรื่องต่อกรกับชินระต่อไป การมีอยู่ของกองทัพเจเนซิส กลุ่มเครสเซนต์ของวูไถ และกลุ่มอวาแลนซ์ ทำให้จำนวนทหารและโซลเยอร์ของชินระลดน้อยถอยลงมากมาน ร้อนถึงประธานชินระที่ต้องมีคำสั่งให้ฝ่ายราชการทั่วไปอย่างเทิร์คต้องออกเดินทางทั่วโลกเพื่อเสาะหาคนที่มีความสามารถพอที่จะเป็นโซลเยอร์ แล้วจับมาเป็นทาสอารยธรรมของชินระให้จงได้


ในบรรดาคนที่ถูกจับมา มีชายร่างยักษ์คนหนึ่งที่มีชื่อว่า "อาซูล" เขาเป็นคนที่หลงใหลในการต่อสู้และเชื่อว่าเขามีชีวิตอยู่เพื่อการฟัดเหวี่ยงกันเท่านั้น ก่อนหน้านี้อาซูลเคยเดินทางไปทั่วโลกเพื่อต่อสู้กับคนเก่งๆ มากมาย แต่แล้วเขากลับถูกพวกเทิร์คจับลากขึ้นเรือที่กำลังมุ่งหน้ากลับเมืองมิดการ์

ในระหว่างที้เรือกำลังจอดอยู่ที่เมืองคอสต้าสเดลโซล กลุ่มอวาแลนซ์ก็ปรากฏตัวขึ้นมาช่วยผู้คนที่ถูกจับขึ้นไปบนเรือดังกล่าวนั้น แต่แทนที่อาซูลจะหนีไปกับคนอื่นๆ เขากลับขอต่อสู้กับกลุ่มเทิร์ค และเมื่อเขาได้พ่ายแพ้ให้กับพวกเทิร์คแล้ว กลุ่มคนชุดดำก็บอกกับเขาว่าถ้าอยากแข็งแกร่งขึ้นก็ไปฝึกเป็นโซลเยอร์ให้กับทางชินระสิ ว่าแล้วอาซูลก็เลยยอมเดินทางไปยังเมืองมิดการ์แต่โดยดี เขาถูกพาตัวไปยังดีพกราวด์และสาบานกับตัวเองว่าซักวันเขาจะต้องเป็นโซลเยอร์ที่แกร่งที่สุดให้ได้

อาซูลที่ถูกนำตัวไปยังดีพกราวด์ได้ผ่านการทดสอบขีดความสามารถมากมาย ด้วยความที่เขาสามารถต่อสู้ได้อย่างสนุกสนาน ไม่รู้จักควาามตึงเครียด ทำให้เขาสามารถล้มศัตรูทีละคนๆ ได้อย่างง่ายดาย และได้รับการเลื่อนขั้นจนเป็น Tsviet ในเวลาต่อมา หลังจากนั้นเขาก็อาสาเข้าไปเป็นมนุษย์ทดลองในโปรเจคหนึ่ง ที่นักวิทยาศาสตร์จะทำการทดลองเพื่อหาทางเปลี่ยนแปลงรูปร่างของมนุษย์

การทดลองนั้นทำให้อาซูลสามารถแปลงร่างเป็นเบฮีมอธยักษ์ได้ ว่าแล้วเขาก็ไล่ฆ่ามนุษย์ทดลองคนอื่นๆ จนได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ทดลองเพียงคนเดียวที่ประสบความสำเร็จในการแปลงร่างเป็นอสูรร้าย เขาถูกเรียกว่า "Arch Azul" ในทีแรก ก่อนที่จะกลายเป็นสมาชิกคนที่ห้าของกลุ่มคนมีสีที่ได้รับยศ Tsviet  พร้อมกันนั้นเขาก็ได้รับอาวุธเป็นปืนใหญ่ที่มีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ถือไปถือมาใช้เป็นอาวุธได้ และเขาก็ถูกตั้งฉายาว่า "Azul the Cerulean"

กาลเวลาคล้อยผ่านไปนานนับปี แต่นรกใต้ดินที่อยู่ในดีพกราวด์ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยที่คนบนโลกไม่เคยรับรู้ถึงมัน ทางกลุ่ม Restrictor ก็ยังคงปกครองดีพกราวด์ตามคำสั่งของประธานชินระ ด้วยเป้าหมายที่วาจะสร้างโซลเยอร์ที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาให้ได้

ด้วยความตระหนักว่าชิบควบคุมที่ฝังอยู่ในเซลล์สมองของดีพกราวด์โซลเยอร์ทุกคนนั้นจะทำให้โซลเยอร์ใต้ดินทุกนายไม่สามารถต่อกรกับ Restrictor ได้ กระทั่ง Tsviet ที่โดนฝังชิบนี้เข้าไปก็ทำอะไร Restrictor ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นไวส์จึงเริ่มวางแผนที่จะเข้าไปเป็นผู้ปกครองดีพกราวด์แทน Restrictor ตัวเขารู้ดีว่าเรื่องนี้ต้องค่อยๆ ดำเนินการอย่างลับๆ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปโดยไม่ให้ Restrictor และผู้บริหารของทางชินระจับได้ เขาเริ่มติดต่อกับ Tsviet คนอื่นๆ ที่ได้รับสีเป็นฉายาผ่านทางอาร์เจนโตะ ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางผู้รับสารจาก Restrictor ไปส่งให้กับทาง Tsviest ผลปรากฏว่าทางอาร์เจนโตะที่สั่งสมความขุ้นข้องใจกับ Restrictor ไว้อยู่แล้วก็ยอมให้ความร่วมมือกับไวส์แต่โดยดี ว่าแล้วไวส์ก็เริ่มคิดแผนการที่จะหาใครซักคนหนึ่งที่ไม่ถูกฝังชิบควบคุมเข้าไปในเซลล์สมอง มาต่อกรกับเหล่า Restrictor เพื่อกำจัดเจ้ากองทัพ Lost Force ให้สิ้นซากซะ


ในปลายฤดูใบไม้ร่วงของปี 0007 ประธานชินระมีคำสั่งลับสุดยอดให้พาตัวเจเนซิสกลับมายังชินระให้ได้ ว่าแล้ว Restrictor ที่ขึ้นตรงกับท่านประธานก็มีคำสั่งให้ไวส์กับเนโร่เดินทางไปยังบริเวณที่เคยเป็นหมู่บ้านบาโนล่า พอพวกเขาพบตัวเจเนซิสแล้ว ไวส์ที่รู้ถึงความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมระหว่างเขากับเจเนซิสและทราบถึงความสำคัญของภารกิจนี้ ก็ตระหนักได้ว่าเจเนซิสมันต้องไม่ใช่คนธรรมดาๆ แน่นอน ว่าแล้วไวส์ก็อธิบายถึงสถานการณ์ในดีพกราวด์ให้เจเนซิสฟัง และเขาก็ขอร้องให้เจเนซิสร่วมมือกับเขาเพื่อต่อสู้กับเหล่า Restrictor ด้วย

แต่ด้วยความเสียใจที่เคยพาโซลเยอร์มากมายไปตาย ประกอบกับความต้องการที่จะนำเกียรติภูมิในฐานะของโซลเยอร์คนหนึ่งกลับคืนมา เจเนซิสที่พยายามหาทางไถ่บาปของตนเองจึงปฏิเสธคำขอของไวส์ไป ต่อมาเจเนซิสก็ออกจากดีพกราวด์และหนีไปผนึกตัวเองอยู่ในถ้ำใต้ดินของเมืองมิดการ์ เพื่อรอคอยวันเวลาที่จะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ในยามที่โลกต้องการเขาคนนี้


ต่อมาไม่นาน กลุ่ม Tsviest ก็ค้นพบการมีอยู่ของ "HJ Virus" ซึ่งเป็นซอฟท์แวร์ที่มีความสามารถในการทำลายระบบป้องกันของ Patricia ไวส์จึงมีคำสั่งให้เชลค์และอาร์เจนโตะหาเรื่องอัพโหลดไวรัสเข้าไปยังซูเปอร์คอมพิวเตอร์ดังกล่าวและเจาะเข้าไปในระบบของมัน พอผ่านเข้าไปได้แล้วทั้งสองก็ได้พบกับหนทางในการทำลายระบบรักษาความปลอดภัยของดีพกราวด์ ด้วยการเปลี่ยนแปลงระบบของชิบควบคุมที่จะถูกฝังเข้าสู่เซลล์สมองของคนที่พึ่งเข้ามาในดีพกราวด์ใหม่ ซึ่งนั่นจะทำให้ชิบดังกล่าวนั้นไม่มีผลใด และคนที่ถูกฝังชิบซึ่งเสียไปแล้วก็จะเป็นอิสระจากการควบคุมของ Restrictor

พวกไวส์ตระหนักดีว่าการจะช่วยใครซักคนไม่ให้ถูก Restrictor ควบคุมได้นั้น พวกเขาควรจะเลือกคนที่มีความสามารถพอที่จะเป็น Tsviet คนหนึ่งได้ และคนๆ นั้นต้องมีแรงจูงใจอันแรงกล้าที่ขับดันให้เกิดความกระหายที่จะฆ่า Restrictor ที่ควบคุมหน่วยของพวกเขาอยู่ด้วย ว่าแล้วอาร์เจนโตะก็ได้รับคำสั่งให้เสาะหาคนที่เหมาะสมจะมารับหน้าที่นี้ ขณะที่เชลค์ก็ทำหน้าที่ใช้ความสามารถในการ SND เข้าไปควบคุมความคิดและความทรงจำของคนๆ นั้น เพื่อสร้างความทรงจำปลอมๆ ให้เขาเกิดความเคียดแค้นต่อ Restrictor ส่วนพวกคนมีสีคนอื่นๆ ก็ทำหน้าที่ช่วยกันปกป้องผู้ถูกเลือกไม่ให้ถูกฆ่าตัดตอนไปก่อนเวลาอันควร


ในไม่ช้าสมาชิกกลุ่มใหม่ก็ถูกเกณฑ์มาเข้าร่วมดีพกราวด์ อาร์เจนโตะได้พบกับตัวเลือกที่เหมาะสม เขาคนนั้นก็คือตัวเอกของ Dirge of Cerberus ใน Multiplayer Mode และแล้วในที่สุดแผนรวมหัวกันโค่นล้มเหล่า Restrictor เพื่อปลดแอกทุกชีวิตในดีพกราวด์ก็เริ่มต้นขึ้นมาหลังจากนั้น...


แผนการทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นตามที่วางไว้ ผู้ถูกเลือกได้รับการฝึกปรือจนเลื่อนขั้นกลายเป็น Tsviet ในท้ายที่สุดเขาก็ถูกหลอกให้เข้าไปสู้กับ Restrictor และถึงแม้ว่าผู้ถูกเลือกจะเอาชนะ Restrictor ไม่ได้ แต่ก็ทำให้ Restrictor บาดเจ็บสาหัส จึงเป็นโอกาสดีที่ไวส์จะเข้ามาลอบกัดเพื่อสังหาร Restrictor ที่ตกเป็นเหยื่อรายแรกซะ

หลังจากนั้น ชะตากรรมของไวส์ก็ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าอยู่หรือตาย ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเขาเสียชีวิตลงเพราะไวรัสที่ถูกฝังอยู่ในชิบที่คอรึเปล่า แต่อาร์เจนโตะก็ยังคงคัดเลือกผู้ถูกเลือกขึ้นมาฝึกปรือเพื่อไปต่อสู้กับ Restrictor ของหน่วยอื่นๆ หลังจากที่ Restrictor ทั้งหมดเสียชีวิตลงแผนการปลดแอกคนในดีพกราวด์ก็กลายเป็นจริง เนโร่ได้กลายเป็นผู้ปกครองดีพกราวด์โซลเยอร์ ขณะที่ไวส์ซึ่งไม่รู้ว่าอยู่หรือตายก็โดนจิตวิญญาณของ "โฮโจ" ที่ยังหลงเหลืออยู่ในสภาพข้อมูลเข้ายึดครองร่างกาย


โฮโจที่เข้าครอบงำร่างกายของไวส์ได้อย่างสมบูรณ์วางแผนที่จะให้ "โอเมก้า" สิ่งมีชีวิตในตำนานที่จะถือกำเนิดขึ้นในยามที่โลกใกล้จะล่มสลาย เข้ามาเกิดในร่างของไวส์ เพื่อที่ตนจะได้เป็นหนึ่งเดียวกับโอเมก้า จะได้อัพเกรดเป็นสิ่งมีชีวิตที่เลิศเลอที่สุดในจักรวาล ว่าแล้วโฮโจก็หลอกใช้เนโร่ให้ช่วยกันปลุกระดมเหล่าดีพกราวด์โซลเยอร์ให้ขึ้นมาบนบก และออกตามล่าจับคนทั่วโลกมาเชือดทิ้งที่เมืองมิดการ์ เพื่อที่พลังงานชีวิตจำนวนมากจะได้กลับคืนสู่ดวงดาว เมื่อใดก็ตามที่ดวงดาวเข้าใจผิดว่าโลกนี้ถึงคราวล่มสลาย ดวงดาวก็จะส่งโอเมก้าลงมาเกิด ณ จุดที่มีพลังงานชีวิตบริสุทธิ์รวมกันมากที่สุดในโลก ซึ่งโฮโจที่ครอบงำร่างกายของไวส์อยู่จะไปรออยู่ที่จุดนั้น

เนโร่ที่โดนหลอกว่าวิธีการดังกล่าวจะช่วยพี่ชายได้ก็หลงเชื่อจนหมดใจ ว่าแล้วเขาก็นำโซลเยอร์มากมายขึ้นมาบนบก เพื่อดำเนินการตามแผนของโฮโจ โชคร้ายที่ขั้นตอนหนึ่งของแผนการดังกล่าวดันเป็นการชิงมาเทเรียโบราณที่ฝังอยู่ในร่างกายของวินเซนต์ออกมา

ด้วยเหตุนี้เอง... หายนะจึงค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่แผนการดังกล่าวอย่างช้าๆ แต่มันก็เกิดขึ้นอย่างแน่นอน...


และแล้ว โลกก็กลับสู่ความสงบสุขอีกครั้ง... โปรดติดตามตอนต่อไปใน FFVII-2 เมื่อโนมุระว่าง...

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : The Lifestream

Sunday, August 23, 2009

'อควอ' Birth by Sleep โดนแก้ชุดข้อหาเซ็กซี่เกิน

โปรดสังเกตที่ด้านหลังชุด....

ของเดิม เซ็กซี่ก๊าว ผ่ายาวถึงเอว


ของใหม่... หลังมีกระแสว่าชุดเซ็กซี่เกินไป เลยไปทำการแก้ไขชุดมา....T T

................................................................

แล้วคุณล่ะ? ชอบแบบเก่าหรือแบบใหม่มากกว่ากัน?

Thursday, May 21, 2009

ตามคาด!! KH 358/2 Days เก็บไป 36/40 คะแนนจากแฟมิซือ

นิตยสารแฟมิซือเล่มใหม่ที่ออกในวันพุธนี้ได้ลงบทวิจารณ์เกม Kingdom Hearts -358/2 Days- ซึ่งเป็นเกมสำหรับเครื่อง Nintendo DS เอาไว้เรียบร้อย ซึ่งพระเจ้าคนเก่งก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเมื่อเกมดังกล่าวสามารถโกยคะแนนจากทีมงานแฟมิซือไปได้ถึง 36/40 คะแนน ถึงแม้ว่าคะแนนดังกล่าวจะเป็นคะแนนที่น้อยกว่าภาค 1 และ 2 แต่นั่นก็เพียงพอที่จะการันตีความสนุกของภาคนี้ในระดับหนึ่ง

อีกหนึ่งที่อยากให้ชาว Kingdom Hearts และชาว Disney ทุกคนร่วมไว้อาลัยก็คือ ล่าสุดนี้คุณ Wayne Allwine ซึ่งเป็นผู้ให้เสียง King Mickey แก่เกม Kingdom Hearts ได้จากโลกนี้ไปแล้ว ว่ากันว่าสาเหตุในการเสียชีวิตมาจากอาการแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวานที่คุณ Wayne เป็นอยู่ก่อนแล้ว ก็ขออธิษฐานให้ครอบครัวของคุณ Wayne รวมทั้งภรรยาผู้ให้เสียง Minne Mouse สามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยดีนะครับ

ที่มา : KH-Vids

Wednesday, May 20, 2009

มีแต่พระเจ้าเท่านั้น ที่รู้ว่า FFXIII จะวางจำหน่ายชาติไหน....

ในงานพบปะสื่อเพื่อแถลงข่าวเกี่ยวกับผลประกอบการประจำปีที่ผ่านมาและการคาดการณ์ถึงผลประกอบการในอนาคต ทาง Square Enix ก็ได้รับคำถามมากมายเกี่ยวกับ Dragon Quest IX และ Final Fantasy XIII 2 อาวุธหนักตัวทำเงินของค่าย ซึ่งแน่นอนว่าสื่อของเราก็ไม่ค่อยได้รับคำตอบที่ชัดเจนนัก

แต่แล้วเมื่อผู้สื่อข่าวท่านหนึ่งได้ถามเจาะลงไปว่า Final Fantasy XIII จะวางจำหน่ายทันในปีงบประมาณนี้หรือไม่ คำตอบอันน่าอัศจรรย์ที่ออกมาจากปากของท่านประธานโยอิจิ วาดะก็คือ

"มีแต่พระเจ้า....เท่านั้นที่รู้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เราจะพยายามอย่างเต็มที่ละกันครับ"

สรุปว่าท่านประธานแกเองก็ยังไม่รู้เลยว่าเกมมันจะเสร็จเมื่อไหร่ แต่ก็ตอบเป็นมารยาทไปว่าจะทำอย่างเต็มที่เพื่อให้เกมมันออกมาโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ดีผมว่างานนี้แฟนๆ ทำใจได้เลยว่าจะไม่ได้เล่นก่อน มีนาคม 2010 แน่นอน...

ที่มา : Final Fantasy Union

Tuesday, May 19, 2009

นานาทรรศนะ / ว่าด้วยแผ่นแท้แผ่นก็อป / จาก Gconsole

 นานทีปีหน จะมีกระทู้ในบอร์ด Gconsole ที่ผมอ่านแล้วรู้สึกว่า "ดีใจที่ได้อ่านกระทู้นี้" ผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ

และในวันนี้ ก็ได้มีกระทู้ใหม่กระทู้หนึ่งเกิดขึ้นมา นั่นคือกระทู้ที่ว่าด้วยความรู้สึกจากการบริโภคสินค้าลิขสิทธิ์ ซึ่งตอนอ่านไปหน้าแรกๆ ก็ยังเฉยๆ แต่พออ่านไปถึงหน้าหลังๆ ก็ได้เห็นความคิดลึกๆ จิตสำนึกของสมาชิกบอร์ดท่านต่างๆ ซึ่งพอผมได้เห็นสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็รู้สึกดีใจจังที่ประเทศนี้ยังมีคนที่มีความคิดแบบนี้อยู่อีกมาก

ผมคงไม่พูดละกันว่าพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยเป็นอย่างไร ความเคยชินกับการบริโภคที่ผิดจนเห็นขาวเป็นดำ เห็นดำเป็นข่าวเป็นอย่างไร เรื่องนี้...ทุกๆ คนที่มีและขาดจิตสำนึกก็คงจะเข้าใจสภาพสังคมของเราดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมอยากจะให้ทุกคนได้เห็น ก็คือความคิดหลากมุมมองจากสมาชิกหลายท่าน ที่มีความน่าสนใจ และผมเห็นแล้วอยากจะคัดขึ้นมาให้อ่านกัน

ใครสนใจอยากจะอ่านกระทู้เต็ม ลองไปอ่านได้ที่ Gconsole

แต่ถ้าจะเอาแค่ฉบับย่อๆ ล่ะก้อ....เชิญกวาดสายตาลงไปอ่านข้อความด้านล่างนี้ได้เลย

=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

tsuruki
อยากจะถามว่า เหตุผลที่เราซื้อก็อป เพราะว่ามันแพงสำหรับเรา เป็นเหตุผลที่ดีจริงๆรึ
ถ้ามันแพงเราซื้อไม่ได้ เราก็ควรไม่มีสิทธิเล่น ไม่ใช่รึ เอาจริงๆ ถ้าเราเป็นคนดีจริงๆก็ต้องอดทนไม่ทำเรื่องที่เลวไม่ใช่รึ
คืออย่างน้อยก็อย่ามองว่าเรื่องที่เราซื้อแผ่นก็อปเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เท่ ฮีโร่ สุดยอดก็พอ เพราะเรื่องที่เราทำมันผิด เราทำเรื่องที่ผิด เพราะทนไม่ไหวกับตัณหา(อยากเล่นเกม)แต่ ใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องรึเป็นสีขาว(ซื้อแผ่นแท้) ผิด ยังไงก็ผิดวันยังค่ำ จะอ้างว่าจน เลยทำ ก็ยังผิดวันยังค่ำ
1.ไม่มีปัญญาซื้อแผ่นแท้ เพราะจน ก็เลยไม่ซื้อแผ่นแท้ และแผ่นก็อป ยอมทนกับตัณหา===>ถูกต้อง 100%
2.ไม่มีปัญญาซื้อแผ่นแท้เพราะจน เลยซื้อก็อป เล่นก็อป ใครๆเขาก็เล่นกัน ทำแบบนี้แหละถูกแล้ว===> เอาตัณหาตัวเอง และ การกระทำของคนหมู่มาก มาเป็นข้ออ้างว่าเราทำถูกแล้ว ทำดีแล้ว
ผมเล่นก็อปบ้างอ่ะครับ รู้สึกแปดเปือนเป็นคนชั่วเลยเหมือนกัน แต่ก็ซื้อแผ่นแท้พอควร
ยอมรับว่าเลว และทำเรื่องที่ผิด ไม่เคยคิดว่าตัวเองถูก รึเอามาเป็นข้ออ้าง

Xander
คิดๆดูแล้วประเทศเรานี่น่าสงสารนะ มานั่งดีใจเวลาซื้อของมีลิขสิทธิ์
ถ้าลองไปถามคำถามเดียวกันกับที่จขกท.ถามในประเทศที่เจริญแล้ว
พวกเขาก็คงทำหน้างงๆแล้วบอกว่าก็ซื้ออย่างงี้มาตลอดอะ ไม่เห็นรู้สีกอะไร. . . .

A...
จะซื้อก็ อารมณ์ประมาณ
"เฮ้ย กูชอบมึงจริงๆวะ" (เลยอยากอุดหนุนเพื่อให้มีผลงานต่อ)
แค่นั้น  (ไม่นับพวกของแถมมานะ)

capunco
ผมซื้อแผ่นแท้หมดเลยนะ ไม่ว่าจะ PS3 PS2 PS PSP Xbox360 GC NDS GB DC
ออฟฟิเชียลอาร์ทเวิร์คของเกมที่ชอบ ซาวน์แทรคของเกมที่ชอบก็ซื้อแผ่นแท้หมดเลย..
หนังสือวอล์คทรูภาษาญี่ปุ่นก็มีเก็บเป็นคอลเลคชั่น อิอิ
ตอนแรกที่ได้ซื้อแผ่นแท้ของPS DC แบบว่าตื่นตาตื่นใจกับกล่องและบุคเล็ทมากๆ
แล้วมันก็ไม่มีปัญหาแผ่นเสีย หรือเครื่องเสียเร็วกว่าปกติ ก็เลยเลิกเล่นก็อปไปอะครับ
เล่นแท้ไปซักพักก็เฉยๆกับกล่องและบุ๊คเลทแล้ว..
ตอนนี้ผมก็รู้สึกเฉยๆกับการซื้อแผ่นแท้เหมือนกันนะ
เพราะว่ามันเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว
แต่ถ้าคิดในแง่ว่า ในเมืองไทยมีแผ่นก็อปซึ่งถูกกว่ามากเป็นทางเลือก
มันก็เป็นสิ่งที่นับว่าเป็นความน่าภาคภูมิใจได้เหมือนกันนะ ที่เราเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง
ทั้งๆที่มีสิ่งยั่วยุให้ทำผิดล้อมรอบตัวเราอยู่มากมาย แต่เราก็ไม่แพ้อธรรมเหล่านั้น
ใครจะว่าโง่.. ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องไปสนใจ เพราะเราได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง(ตามกฎหมาย)แล้ว
แผ่นแท้นี่ สำหรับผมแล้วจะมีคุณค่าทางใจก็ต่อเมื่อซื้อพวกลิมิทเทตเอดิชั่นอะ
ที่มีคุณค่าทางใจอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆก็คือพวกแฟนบุ๊ค อาร์ทเวิร์ค ซาวน์แทรคซีดี

blu-ray
ภาระมันเยอะขึ้น ค่าใช้จ่ายก็ต้องลดลง การลงทุนซื้อเล่นเกมแผ่นแท้ 1 แผ่น
และเล่นนานๆ มันเป็นผลดีกับคนเล่นอยู่แล้ว เพราะ เราจะมีเวลาไปทำอย่างอื่นด้วย ไม่ใช่เล่น
มันทั้งวัน หรือเปลี่ยนเกมไปเรื่อยๆ อีกอย่างถ้ามันเล่นแผ่นผีไม่ได้ มันก็จะมีตลาดมือสองขึ้นมาราคามันก็จะถูกคุมกันเองในตอนนั้นแหละ

NiCK
ใจผมอยากให้ Gen ต่อไปมันแปลงไม่ได้ไปเลย อยากรู้เหมือนกันว่าจะเล่นกันได้หรือเปล่า ผมเชื่อได้เลยว่าต้องเล่นกันจนได้
ผมว่าลองอดออมกันดูหน่อยก็ดีครับ ต้องลองปรับนิสัยการบริโภคเกมใหม่ครับ ทำได้แน่นอน
ถ้าคนส่วนมากเล่นแท้กัน การที่จะเห็นคนเล่นเกมใหม่ๆเร็วๆคงน้อยลง เพราะต้องคิดก่อนซื้อกันหมด ทีนี้สิ่งยั่วยุก็หายไป ลดกิเลสลงไปได้หน่อย
ผมว่ากระทู้แบบนี้มันก็มีประโยชน์นะ เด็กยุคใหม่มาอ่านจะได้ซึมซับกันบ้าง

Gorath
บ้างก็มองว่า ประหยัด คือถูกต้อง (แล้วทำไมไม่ลดการเล่น)
บ้างก็มองว่า ไม่เสียเปรียบ คือถูกต้อง (แล้วเราเสียเปรียบตรงไหน)
บ้างก็มองว่า ไม่ต่างกัน อันไหนก็ได้คือถูกต้อง (แต่เราทำให้คนบางคนเสียสิ่งที่เค้าควรจะมีสิทธิ์ได้รับหรือไม่)

Ayanami
เอาจริงๆเรื่องนี้มันค่อนข้างจะอ้อมค้อมไปหน่อย แต่ให้ตีหลักๆคือเราก็เหมือนพวกสนับสนุนของโจรนี่แหละครับ
เห็นด้วยกับคุณเรดมากๆ ที่บางคนมักจะหาข้ออ้าง อ้างนู่นอ้างนี่อ้างนั่น แล้วก็ใช้ของก๊อป อ้างว่ามีภาระอื่นบ้าง อ้างว่าประหยัดไว้ดีกว่าบ้าง สุดท้ายมันไม่ได้ช่วยให้พวกคุณๆที่ชอบของก๊อปพ้นผิดกันหรอก แต่พอดีตัวเองไม่เดือดร้อนไง ไม่เป็นไร แต่หารู้ไม่ว่าผลกระทบที่ตามมานี่มันเสียหายแค่ไหนกับคนอื่น กรณีง่ายๆเลยเช่น EA ไทย ที่ตอนต้นปีโดนสั่งปิดฟ้าแลบนี่เป็นไง

90's Gamer
พอดีทำงานเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน สิ่งที่ใช้สมองสร้างออกมา
ก็เลยรู้สึกว่า เราก็ไม่อยากให้ใครมาเอางานของเราไปใช้ประโยชน์โดยเราไม่ได้อะไรเหมือนกัน
หนัง หรือ เพลง บางทีก็ต้องรอให้มันนาน ๆ ก่อนแล้วมันจะมีลดราคา
แล้วไม่ค่อยรีบร้อนที่จะเล่นแบบเกมที่ชอบ
ถ้าเป็นหนังที่อยากดูมาก ๆ ก็ดูในโรงหนังเลย
สำหรับเกม ก็คอยรอเวลามันมีลดราคา
กลายเป็นคนที่เล่นช้ากว่าชาวบ้านไปซะแล้ว

hokuken
รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเกมนั้น ผมออกทุนสร้างหลายเกมละนะ
MGS4 นี่ เข้าหุ้นไปเกือบ 7000 ได้ ล่าสุดก็ ดีม่อนโซ้
ไม่เสียดายเลยที่ออกเงินช่วยสนับสนุนให้สร้างเกมนี้ออกมา
แต่อย่าง ไบโอห้า ผมไม่ซื้อนะ เพราะผมไม่อยากมีส่วนร่วมกับเกมบ่ะจุน 5555+

ท่านภู
ตอนนี้ไม่รู้สึกอยากเล่นของก๊อปเลยครับ
ซื้อ PS3 มาสองปี มีเกมสี่แผ่น ก็มีความสุขดี ไม่ได้เดือดร้อนอะไร
เงินก็เก็บเอง หาเอง เกมเค้าเล่นกันจนทะลุแล้ว ผมเพิ่งจะได้เล่นแทบทั้งนั้น
MGS4 เนี่ยรอเป็นปี กว่าจะมีตังซื้อ ซื้อก็ซื้อมือสอง
แต่ก็เล่นจนได้ Big Boss Emblem
ถ้าเป็นแผ่นก๊อปอาจจะไม่เล่นขนาดนี้
DMC4 ซื้อแท้ก็เล่นจนได้ Rank S ทุกฉาก ทุกโหมด
ถ้าเป็นแผ่นก๊อป จบรอบเดียว ดอง เพราะมีเกมอื่นรอเล่นอีกเยอะ
ความรู้สึกทางใจที่แผ่นก๊อปให้ผมไม่ได้ก็ประมานนี้ล่ะครับ

Shanenosuke
ผมซื้อเเท้ทุกอย่างในโลกนี้ครับ
ไม่ว่าจะเพลง หนัง เสื้อผ้า เกม ทุกอย่าง ทุกอย่างจริงๆ
จะมีใครหมั่นไส้ไหมเนี่ยอย่าเลยนะครับ ผมไม่อ้างอิง ไม่พาดพิงใคร หรือความคิดเห็นใดนะครับ
ดังนั้นอย่าอ้างอิงถึงผม กระทู้เขาถามมาผมตอบไปจบตรงนี้
ส่วนใครเล่นก๊อปหรืออะไร ยังไง มันสิทธฺ์ของคุณครับ ผมไม่ก้าวก่าย
ส่วนความรู้สึกก็รู้สึกว่าทำในสิ่งที่ถูกครับ ไม่ได้ภูมิใจอะไร

The Death 13
ซื้อแท้เท่าที่พอจะมีความสามารถที่จะซื้อ ใครไม่อยากซื้อแท้ก็ไม่เป็นไร
แต่อย่าไปว่าคนที่เค้าซื้อของแท้ให้เค้าดูแย่ อย่ายกดำมาเป็นขาวก็พอ
เข้าใจนะว่าค่าครองชีพเรามันซื้อแท้หมดคงไม่ไหวถ้าใจไม่รักจริง ซื้อแต่ที่ชอบจริงๆก็พอ
ถือว่าอุดหนุนเค้าบ้างถ้าไม่ลำบากเรานะ ยอมๆเจียดเงินให้เค้าบ้าง แต่ถ้าลำบากก็อย่าเลย เล่นก๊อปต่อไปดีกว่า

marcust
เก็บแผ่นแท้ ให้ความรู้สึกที่ดีมากครับ...ให้คุณค่าทางจิตใจ
ใจจริงผมไม่อยากให้มันก๊อป แผ่น ps3 ได้เลยตลอดเจนนี้และเจนหน้า (อาจเพราะทำงานแล้วใช้เงินตัวเองไม่ต้องขอใคร)
แต่ถ้าเล่น xbox แล้วซื้อแท้ก็ทำใจยากอีก กอรปกับแผ่นแท้มือ 2 หายาก + ราคาตก
ยังไงก็อยู่ฝั่ง แผ่นแท้ PS3 ต่อไปสำหรับผม

Xander
ถ้าจะเล่นก็อปก็รับมาเลยว่าไปปล้นเขา
ไม่ใช่มาอ้างว่าค่าครองชีพมันต่างกัน
หรือถ้าเล่นแท้แล้วบ้านจะเดือดร้อนไรอย่างงี้
ถ้าคุณไม่มีเงินคุณก็ไม่มีสิทธิ์จะเล่นแต่แรกอยู่แล้ว
ก็เหมือนกับรถแหละ สมมุติคุณอยากขับbmw แต่ไม่มีเงิน เพราะฉะนั้นคุณทำยังไง?
ง่ายนิดเดียวครับ ก็ไม่ต้องขับ เพราะคุณไม่มีสิทธิ์ขับ
บางทีผมก็ไม่เห็นด้วยกับบางอย่างทีเขาพูด
แต่อย่างน้อยที่สุดแล้วเขาก็รับว่าเขาปล้น
ไม่ใช่มาใช้ข้ออ้างไร้สาระ

taepoppuri
ความจริงมันก็เป็นสามัญสำนึกง่ายๆ แต่บางคนก็ยังหาเหตุผลหลอกตัวเอง แถมว่าคนซื้อแท้ว่าฟายอีกด้วย -[]-"
จะเล่นก๊อปก็เล่นไปเถอะ แค่คำพูดคงไปห้ามกันไม่ได้ แต่ก็อย่ามาหลอกตัวเองว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง+ฉลาด
ตัวเราเองก็เป็นคนธรรมดาๆที่เห็นแก่ตัวยังใช้ของผิดลิขสิทธิ์หลายอย่าง ทั้งวินโดว์-หนัง-เพลง แต่ก็ไม่เคยหาข้อแก้ตัว 55 หน้าด้าน
วงไหนเรื่องไหนเกมไหนเราชอบอยากสนับสนุนก็ซื้อแท้ถึงราคามันจะเป็นแค่เศษเงินเมื่อเทียบกับยอดขายทั้งหมดแต่เราก็มีความสุขที่ได้อุดหนุนแค่นั้นเอง

BoN
ถ้าไม่จ่ายเงินก็ไม่มีสิทธิที่จะนำผลงานดังกล่าวมาใช้งานแต่แรกแล้ว ยิ่งไปบิทเพื่อทำซ้ำและเผยแพร่ข้อมูลก็ยิ่งผิดบรรลัยหนักขึ้นไปอีก แต่เห็นหลายคนชอบอ้างกันจังว่า ใช้ของเถื่อน ช่วยครอบครัวประหยัดเงิน ..... ไม่ต่างอะไรกับปล้นของคนอื่นเค้ามาใช้เลยน้า

Relto
คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องเรื่องเล็ก ตูคนเดียวเอง มันตึงมีคนซื้อแท้อีกเยอะ แค่ตูคนเดียวจะเป้นไร
ตัวไม่เจอละเมิด lc ของของตัวเอง ก็คงไม่รู้สึก คนส่วนใหญมองด้านเดียว ไม่ได้มองในมุมกลับกัน
คิดว่าว่าทำอย่างนี้แล้วตัวเองได้ผลดีอะไร ไม่ได้มองว่างทำไปแล้วเกิดผลเสียอะไรกับใคร มันก็คือ เห็นแก่ตัวดีดีนี้เองแหละ แล้วก็มาแถไปเรื่อยๆๆ

เรด
เริ่มจากหาเกมที่ชอบที่สุดช่วงนี้มาสักเกม
ตั้งเป้าไว้ภายใน 3 เดือน เก็บเงินซื้อเกมนี้ให้ได้ อดนิดอดหน่อย เลิกนิดเลิกหน่อย เจียด ๆ มาสะสม มีระเบียบมีวินัยเอาไว้ ทำได้ดังใจหวังแน่นอน

อย่าคิดว่าตัวเองหนัก ไม่มีใครสบายไปกว่านายหรอก

Demon Yok
ถ้าคุณรู้สึกว่าเหมือนอย่างหลัง รู้สึกว่าความรู้สึกที่ได้ไม่แตกต่างกับเล่นก็อปปี้เลย เสียเงินโดยใช่เหตุแท้ๆ ถ้างั้น คุณก็ไม่ต้องบริโภคแท้หรอกครับ คุณทำถูกแล้ว เพราะเท่ากับว่ามันไม่มีคุณค่าทางจิตใจกับคุณอีกต่อไป
แต่หากคุณรู้สึกดี รู้สักนิดว่า เราได้สนับสนุนผลงานที่เราชอบ ให้สิ่งที่เราสนับสนุนตรงนี้ เป็นอีก 1 เสียงไปถึงผู้ผลิตได้ นั่นหมายความว่า คุณรู้แล้วว่ามันมีค่าทางจิตใจ
แต่ประเด็นที่พูดกันต่อมาคือ ในเมื่อค่าครองชีพมันต่ำ จะใช้แต่แท้ไปทำส้นตึกอะไร
จริง !!! อันนี้ผมเห็นด้วย เพราะผมก็มีเกมแท้ แค่ไม่กี่เกม มีเฉพาะเกมที่ชอบ MP3 ก็เพียบ ผมน่ะเลวตัวพ่อเลยครับ
และผมรู้ว่าผมไม่ดี การจะใช้แต่ของแท้ทุกอย่างนั้น มันทำได้ยากยิ่งในประเทศแบบเรา
ผมรู้ว่ามันแย่ แต่หากมีเกมที่โดนใจ สินค้าที่โดนใจ เวลาผมซื้อสินค้าลิขสิทธิ์ ผมก็รู้สึกภูมิใจทุกครั้ง ที่ได้สัมผัสมัน
นั่นคือความรู้สึกของความถูกต้องลึกๆในใจเรา แม้เราจะรู้ว่า เราทำผิด แต่พอเราได้ทำเรื่องดีๆ เราก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดี และนั่นคือสิ่งที่ถูกต้องในความเป็นคน ที่หลายๆคนอยากให้เกิดขึ้นกับทุกคน
ประเด็นก็คือคนที่เล่นแต่ก็อปปี้ คนที่สนับสนุนเถื่อน คุณจะหาข้ออ้างต่างๆนาๆ ว่าทำไมคุณถึงใช้เถื่อน จะยกแม่น้ำทั้ง 5 มา มันก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไร ในเมื่อทุกคนอย่างน้อย ก็ต้องมีของละเมิดลิขสิทธิ์กันทุกคนอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่สำคัญคือการไม่ดูถูก ผู้ที่สนับสนุนของลิขสิทธิ์ต่างหาก เพราะคนที่สนับสนุนสินค้าลิขสิทธิ์นั้น ไม่ได้เป็นคนโง่ ไม่ได้เป็นไอ้งั่ง และไม่ใช่ควาย
แต่เค้ารู้ถึงคุณค่าของสินค้าลิขสิทธิ์ และรับรู้ได้ถึงความรู้สึกภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของมัน จะเบี้ยน้อย เงินน้อยอะไรก็ตามแต่ แต่ถ้าซื้อของลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะด้วยราคาใดๆก็ตาม หากมันเป็นสิ่งที่เรารัก และอยากให้สิ่งที่เรารักได้รับผลตอบแทนและพัฒนาไปได้ดียิ่งขึ้น มันก็เป็นความภูมิใจในตัว ว่าเราได้สนับสนุนในสิ่งที่เป็นความถูกต้อง

..........มองในทางกลับกัน ประเทศด้อยพัฒนาแบบเรา ไม่สามารถสนับสนุนสินค้าแท้ๆได้ครบทุกอย่างหรอก คนที่ซื้อแต่แท้ จะไปว่าคนที่เล่นแต่ก็อปมันก็ไม่ได้ เพราะในเมื่อคนที่ซื้อแท้ก็ไม่ได้ใช้แท้ไปซะทุกอย่าง มันก็ต้องมีปนๆกันไปบ้าง
โลกนี้ไม่ได้มีคนดี 100 บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่เคยทำผิดห่าอะไรเลย
และไม่ได้มีแต่คนเลวชาติชั่ว ที่ทั้งชีวิตไม่เคยคิดเรื่องดีๆได้ ซํกครั้ง
มันต้องปนๆกันไป แต่คุณต้องรู้ว่า สิ่งที่คุณทำอยู่นั้นมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หรือสิ่งที่ผิด และคุณรู้สึกผิดในสิ่งแย่ๆที่ได้ทำลงไปหรือเปล่า หรือคุณบริโภคแต่ของก็อปปี้ จนมันชาชินกับความรู้สึกไปแล้ว ?
 

=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

ขอบคุณทุกๆ ท่านที่เอ่ยคำเหล่านี้ขึ้นมามากนะครับ

คำพูดเหล่านี้แหละที่ทำให้ผมรู้สึกว่าสังคมแห่งนี้ เป็นสังคมที่น่าอยู่ขึ้นเยอะเลยทีเดียว ^^!