Saturday, October 31, 2020

คนทำฉากเผยสัญลักษณ์บนแบ็คกราวด์ Edge of Creation คือปีกของเซฟิรอธ


จากหนังสือ Final Fantasy VII Remake Material Ultimania ที่วางจำหน่ายวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา

คุณซึกาวาระ ทีมงานตำแหน่ง Environment Staff เผยว่าในฉากสุดท้ายระหว่างคลาวด์กับเซฟิรอธ แบ็คกราวด์บนท้องฟ้า (ฉากอวกาศสีน้ำเงิน) นั้นทำมาให้คล้ายกับปีกของเซฟิรอธ ถึงแม้ว่าจะดูสวยงาม แต่มันไม่ได้มีความหมายในทางบวก

ส่วนแบ็คกราวด์บนฉากสีแดง (ฝั่งตรงข้ามกับสีน้ำเงิน) ก็อ้างอิงมาจากปีกของเซฟิรอธอีกเช่นกัน


------------------------------

จากข้อมูลจุดนี้ ทำให้แฟน ๆ เริ่มคิดกันว่าการที่แบ็คกราวด์ฝั่งนึงก็เป็นปีกเซฟิรอธ อีกฝั่งก็ปีกเซฟิรอธ แถมยังมีขนจากปีกดำร่วงลงมาต่อหน้าคลาวด์อีก

มันดูราวกับเป็นการสื่อว่าไม่ว่าจะอนาคต อดีต หรือปัจจุบัน คลาวด์จะมีชะตากรรมที่ต้องพบกับเซฟิรอธเสมอ

เผยเนื้อเรื่องทิฟาที่ถูกตัดออกจาก FFVII Remake


จากหนังสือ Final Fantasy VII Remake Material Ultimania ที่วางจำหน่ายวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา

มีช่วงหนึ่งที่คุณฮิโอคิ (Level Designer) ได้กล่าวว่าอันที่จริง ทิฟาจะต้องมีเนื้อเรื่องพิเศษเพิ่มขึ้นมาหลังจากที่เธอต้องแยกกับคลาวด์ในเหตุการณ์ที่เตาปฏิกรณ์เขต 5

เนื้อเรื่องที่ว่านั้น ควรต้องอยู่ราว ๆ Chapter 7-8 และจะเล่าเรื่องของทิฟาว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างนั้น ก่อนที่เธอจะขึ้นเกวียนโจโคโบะที่มุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ของดอน

คอนเซปต์ของเนื้อเรื่องนั้น ขึ้นการนำเสนอจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่จะเกิดขึ้นกับเพลทของเขต 7 และโชว์เสนอของทิฟาที่เป็นตัวเอกในบทนั้น

เนื้อเรื่องดังกล่าวจะเปิดองค์แรกมาด้วยฉากฝนตกเพื่อบิลด์อารมณ์ก่อน จากนั้นเจสซีก็จะเข้ามาคุยถึงความสงสัยว่าอาจมีใครวางแผนถล่มเพลทของเขต 7 ลงมาอยู่ และก็จะมีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นในสลัม ทำให้คนเล่นสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

องค์ที่สอง จะเป็นการนำเสนอสเน่ห์ของทิฟา ด้วยการถ่ายทอดความคิดถึงที่เธอมีต่อเพื่อน ๆ และคลาวด์ และยังนำเสนอความแข็งแกร่ง ความกล้าหาญ ความใจดี และเอกลักษณ์ของเธอ ตัวละครที่เกี่ยวข้องในองค์นี้ ประกอบด้วยแบร์เร็ต มาร์ลีน เจสซี และป้ามาร์ล

องค์ที่สาม ก็จะแสดงนิสัยใจคอของป้ามาร์ล มาร์ลีน เจสซี บิ๊ก เวจด์ ให้ได้เห็นกันมากขึ้น แล้วก็แตะประเด็นเรื่องที่ทิฟาเป็นกังวลสงสัยกับการที่คลาวด์หายตัวไป และก็ยังมีการเล่าความหลังระหว่างอวาแลนซ์ ว่ามีความเกี่ยวข้องกับวูไถอย่างไร

นอกจากนี้มันก็จะเป็นเนื้อเรื่องที่โชว์ว่าทิฟาไปหาเสื้อผ้าแต่งไปคฤหาสน์ดอนได้อย่างไร เรายังจะได้ลงไปยังฐานทัพลับของอวาแลนซ์อีกด้วย ทว่าท้ายที่สุดแล้วเนื้อเรื่องพิเศษที่มีทิฟาเป็นศูนย์กลางนี้ก็ถูกตัดออกไป (ไม่มีการระบุสาเหตุ)

https://twitter.com/aitaikimochi/status/1322229229023473664

Thursday, October 29, 2020

FFXVI เปิดเว็บไซต์ พร้อมเผยข้อมูลแรกตัวละครและโลกในเกม


เว็บไซต์ Official ของ Final Fantasy XVI เปิดให้บริการแล้ว พร้อมลงภาพ Artwork แรกของเกม

ขอบใจมาก ขอบใจมาก เราจะสู้ (กับคริสตัล) ไปด้วยกันด้วยความรักกันนน

https://jp.finalfantasyxvi.com
https://eu.finalfantasyxvi.com

ไคลฟ โรสฟิลด์ (Clive Rosfield)


- บุตรคนโตของขุนนาง (Archduke) แห่งอาณาจักรโรซาเรีย

- ทุกคนคาดหวังว่าเขาจะได้รับสืบทอดเปลวเพลิงแห่งฟินิกซ์ และตื่นขึ้นในฐานะร่างทรงของมัน ทว่าโชคชะตากับลิขิตให้โจชัว น้องชายของเขาเป็นผู้รับภาระนี้แทน

- เพื่อจะค้นหาบทบาทของตนเอง (เพราะไม่ได้เป็นร่างทรงของฟินิกซ์แบบที่คนรอบข้างคาดหวังแล้ว) ไคลฟจึงทุ่มเทให้กับการฝึกฝนวิชาดาบ และเมื่ออายุได้ 15 ปีก็ชนะการประลองทัวร์นาเมนต์ของขุนนาง และได้รับการขนานนามว่าเป็นโล่พิทักษ์อันดับ 1 แห่งโรซาเรีย

- ไคลฟได้รับมอบหมายให้ปกป้องฟินิกซ์ (โจชัว) และได้รับความสามารถในการควบคุมไฟบางส่วนจากฟินิกซ์มาใช้ (ใน PS Blog บอกว่าโจชัวเป็นคนแบ่งพลังมาให้)

- เส้นทางของไคลฟก็จบลงอย่างโศกนาฏกรรม ด้วยน้ำมือของ Eikon ปริศนานามว่า อิฟรีต และนำพาเข้าไปสู่เส้นทางแห่งการแก้แค้นที่สุดแสนอันตราย

โจชัว โรสฟิลด์ (Joshua Rosfield)


- บุตรชายคนรองของขุนนางแห่งโรซาเรีย

- อายุน้อยกว่าไคลฟ 5 ปี (หมายความว่าโจชัวอายุ 10 ปี)

- หลังจากคลอดออกมาได้ไม่นาน โจชัวก็ตื่นขึ้นในฐานะร่างทรงของฟินิกซ์

- ทั้งที่เกิดมาในตระกูลสูงส่ง แต่โจชัวก็ปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความอบอุ่นและเป็นมิตร และยังชื่นชมไคลฟ ผู้เป็นพี่ชายมากยิ่งกว่าใคร ๆ

- โจชัวมักคร่ำครวญว่าตัวเขาอ่อนแอและมีความเป็นหนอนหนังสือ แต่กลับได้รับพลังเพลิงของฟินิกซ์ ทั้งที่คนที่ควรจะได้รับมากกว่า คือพี่ชายของเขาที่เข้มแข็งและกล้าหาญกว่า

- ในขณะที่ไคลฟพร้อมผจญทุกอันตราย แต่โจชัวกลัวกระทั่งแครอทบนจานอาหารเย็น

- ทั้งโจชัวและไคลฟ จ่างก๋ผจญโศกนาฏกรรมที่จะเปลี่ยนชีวิตไคลฟไปตลอดกาล จนลืมเรื่องแครอทไปเลย

- ผมสังเกตว่า script jp เขียนสั้นกว่า ส่วน eng ขยายความไปเว่อร์ แต่ก็มีใจความเดียวกัน

จิล วอร์ริค (Jill Warrick)


- จิลเป็นคนจากเผ่าพันธุ์ของดินแดนทางตอนเหนือที่ได้ล่มสลายไปแล้ว

- เธอถูกพาตัวออกจากบ้านเกิดมายังโรซาเรียตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อเป็นหลักประกันสัมพันธไมตรีระหว่างสองชาติที่สู้รบกันมา (แปลว่าโรซาเรียไปรบกับชาติของจิลมาก่อน)

- ขุนนางได้เลี้ยงดูเธอมาร่วมกับลูกชายของเขา จนปัจจุบันนี้ที่เธอมีอายุ 12 ปี ก็เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลรอสฟิลด์ เคียงข้างไคลฟ และโจชัว ราวกับเป็นพี่น้องกันหมด

- จิลเป็นคนจิตใจดี สง่างาม ถ่อมตน เป็นคนสนิทที่สองพี่น้องไว้วางใจ

วาลิสเธีย – ดินแดนที่โอบอ้อมด้วยแสงพลังจากมาเธอร์คริสตัล
(Mothercrystals | マザークリスタル)


- ดินแดนวาลิสเธียมีมาเธอร์คริสตัล เป็นคริสตัลขนาดมหึมาระดับภูเขาที่ตั้งตระหง่านกระจายอยู่ทั่วแผ่นดิน

- มาเธอร์คริสตัลบรรจุเอเธอร์ (aether | エーテル) ไว้ และแผ่ออกมา ทำให้ผู้คนใช้เวทมนต์ได้ มีชีวิตที่อุดมสมบูรณ์และสะดวกสบายมานานหลายยุคสมัย

- ประเทศที่มีมาเธอร์คริสตัลก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเป็นมหาอำนาจ สถานการณ์ของวาลิสเธียอยู่ในสภาพสงบสุขแต่ก็สุ่มเสี่ยงที่จะเสียสมดุลมายาวนาน ทว่าสันติสุขในโลกนั้นก็สิ้นสุดลงเพราะการแพร่ระบาด-กลืนกินของพื้นที่สีดำ (黒の一帯) ที่ทำลายอาณาจักรของพวกเขา

ไอคอน และ ดอมิแนนต์ (召喚獣、 ドミナント)


- ไอคอนเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังและอันตรายที่สุดในวาลิสเธีย ไอคอนแต่ละตนจะสิงสถิตอยู่ในตัวดอมิแนนต์

- ดอมิแนนต์คือชายหรือหญิงที่สามารถเรียกใช้พลังแสนอันตรายได้

- บางประเทศจะยกดอมิแนนต์ขึ้นเป็นราชวงศ์ เพื่อสรรเริญยกย่องในความแข็งแกร่ง

- แต่ดอมิแนนต์บางประเทศ ก็จะหวาดกลัวกับการมีพลัง เพราะจะถูกบังคับให้รับใช้ในฐานะอาวุธสงคราม

- คนที่เกิดมาเป็นดอมิแนนต์ ไม่สามารถหลีกหนีโชคชะตาของตนไปได้ ไม่ว่าชะตานั้นจะโหดร้ายขนาดไหนก็ตาม

หนังสือ FFVII Remake Material Ultimania เผยขนาดอกของทิฟาอย่างเป็นทางการ



จากหนังสือ FFVII Remake Material Ultimania มีการลง Costume Reference ของตัวละครต่าง ๆ

สำหรับทิฟา มีการระบุว่าใช้บราขนาด G70


ซึ่งผู้ชายอย่างผมก็ไม่รู้หรอกว่า G70 มันคือเท่าไหร่ แต่เท่าที่ค้นดู ก็คือ

ขนาดรอบลำตัว (Band Size) 70 ซม. (เรียกว่าไซส์ 32)
ขนาดรอบอก (Bust Size) 95 ซม. หรือ 37.4 นิ้ว

ส่วนต่างระหว่างไซส์รอบลำตัวกับรอบอก 25 ซม. ตีได้เป็นคัพ 32F หรือ DDD นั่นเอง

นั่งทำความเข้าใจเอาเองจาก
ประกอบกับ google งม ๆ หา เองอีกนิดหน่อย

------------------------------------------------------------------

จากหนังสือ FFVII Remake Material Ultimania ที่จะวางจำหน่ายวันที่ 29 ตุลาคม 2020 (แต่มีบางร้านวางขายล่วงหน้าวันที่ 28 แล้ว)

ในหน้าดีไซน์เส็งในวัยหนุ่ม มีคอมเมนต์จากคุณโมโตมุ โทริยามะ หนึ่งในผู้กำกับร่วมของเกมว่าสุดท้ายก็ยังไม่ได้ใช้เส็งดีไซน์นี้ในเกม ซึ่งตอนแรกจะใช้ดีไซน์นี้ในฉาก Flashback โดยให้นักพากย์ พากย์ด้วยโทนเสียงที่ดูวัยรุ่นกว่า เพื่อถ่ายทอดเส็งที่ยังอ่อนประสบการณ์ และอุทิศตัวให้บริษัทสุดขั้วหัวใจ


------------------------------------------------------------------

ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็มีคุณ petitepistol ค้นพบโมเดลเส็งดีไซน์นี้ ผสมอยู่ในไฟล์เกมด้วยแล้ว และในชื่อไฟล์ก็ระบุว่าเป็น Age 19

ขณะที่เส็งวัย 30 ปี ที่ปรากฏตัวใน FFVII Remake ยุคปัจจุบัน กับเส็งวัย 15 ปี ที่ปรากฏตัวในฉากย้อนอดีตไปบ้านแอริธ เป็นโมเดลเดียวกันซะอย่างงั้น...

Thursday, October 22, 2020

เว็บไซต์ Gamesradar ลงวันวางจำหน่าย FFXVI เป็น 2021 ก่อนแก้เป็น Coming Soon

เว็บไซต์ Gamesradar นำเสนอไฮไลต์ของนิตยสาร  PlayStation Magazine - UK ฉบับที่ 181

https://www.gamesradar.com/marvels-spider-man-miles-morales-leads-official-playstation-magazines-guide-to-ps5s-launch-lineup-out-now/

โดยตอนแรกทาง Gamesradar เขียนข้อความประกอบเรื่อง FFXVI ว่า It's official: Final Fantasy 16 is coming in 2021 โดยที่ตัวนิตยสาร PlayStation Magazine - UK ไม่ได้ระบุแบบนั้น.... (หมายความว่า Gamesradar แต่งเติมเรื่องปี 2021 เข้าไปเอง โดยอาจจะแต่งเติมจากความเข้าใจผิดของผู้เขียน? หรืออาจจะเป็นเพราะได้ข้อมูลวงในมาก่อน ก็เป็นไปได้ทั้งสองแบบ)

ในภายหลังทาง Gamesradar ได้แก้ไขบทความ โดยเปลี่ยน coming in 2021 เป็น coming soon แทนแล้ว...


จริง ๆ ผมไม่ได้สนใจข่าวนี้เลย เนื่องจากการที่ Gamesradar เขียนไปเองเจ้าเดียวแบบนี้ มันใช้เป็นน้ำหนักหลักฐานอะไรไม่ได้อยู่แล้ว...

แต่อยากจะ note ไว้เพื่อเป็นหมุดนึงว่า มันจะเป็นจุดเริ่มต้นนึงที่ทำให้คนเข้าใจผิดว่าทางค่ายประกาศ release window (ช่วงที่จะวางจำหน่ายเกม) ไปแล้ว

ตัวอย่างเช่น ที่ผ่านมาจวบจนถึงตอนนี้ ผมก็เห็นคนมากมายทั้งฝรั่งไทย เข้าใจผิดกันเสมอว่า FFXV | Versus XIII ประกาศวันวางจำหน่ายแล้วก็เลื่อนไปหลายปีหลายรอบ... พวกเขาเข้าใจว่าค่ายประกาศว่าจะวางจำหน่าย 2009 แล้วก็เลื่อนเป็น 2010 2011 2012 201 .....แล้วก็ค่อย ๆ กระดึ๊บมาเรื่อย ๆ

ซึ่งในความเป็นจริง... ทางค่ายได้ประกาศวันวางจำหน่ายและเลื่อนแค่ 1 รอบ คือเลื่อนจาก 30 ก.ย. 2016 เป็น 29 พ.ย. 2016 เท่านั้น

ส่วนไอ้ก่อนหน้านั้นที่แฟน ๆ เข้าใจผิดกันว่าจะออก 2009 2010 2011 .... มันคือทางค่ายไม่ได้ประกาศ.... แต่พวกคอลัมนิสต์ของสื่อเกม นิตยสารต่าง ๆ "คาดเดา" หรือ "เข้าใจผิด" กันไปเองว่าจะออกปีนั้นปีนี้.... แล้วพอเขียนถ่ายทอดออกมา ก็ทำให้คนอ่านเข้าใจผิดตามไปด้วยว่าทางค่ายประกาศ release window แล้ว

ย้อนไปตั้งแต่ 10 ปีก่อน... เวลามีเหตุการณ์ทำนองแบบ Gamesradar ในวันนี้เกิดขึ้น ตอนผมเขียนข่าวก็ทักอยู่ตลอดแหละว่า มันจะเป็นจุดที่ทำให้แฟนที่ตามแบบผิวเผิน เข้าใจผิดกันไปแน่ ๆ ...ทว่าความเข้าใจผิดนั้น ก็คงเป็นชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

บ่อยครั้ง พวกเว็บซื้อของแบบ Amazon ก็ชอบเปิด pre-order เกม แล้วก็ลงวันวางจำหน่ายเป็น 31 ธ.ค. ของปีปฏิทินถัดไป... ครั้งหนึ่ง Amazon มันก็เปิด pre-order FF Versus XIII แล้วก็ลงวันวางจำหน่าย 31 ธ.ค. 2010 ... คนที่ยังใหม่กับโลกข้อมูลข่าวสารในอินเตอร์เน็ต ก็จะเชื่อเป็นตุเป็นตะว่ามันจะออกตามนั้นจริง ๆ แล้วก็เอาไปบอกเล่าต่อ หรือหนักหน่อยก็เอาไปลงข่าวเป็นจริงเป็นจัง... สร้างความเข้าใจผิดกันต่อเนื่องไป (พอขึ้นปีใหม่ Amazon มันก็แก้เลขปี +1 ไปเรื่อย ๆ)



สรุป

- ค่ายมันไม่ได้ประกาศว่า FFXVI จะออก 2021

- ทาง Gamesradar เขียนเอง แก้เอง

- สรุปไม่ได้ว่า Gamesradar มันเข้าใจผิดหรือรู้อะไรมา

- แต่มนุษย์ส่วนหนึ่ง จะเข้าใจผิดไปแล้วว่าเกมประกาศวันวางจำหน่าย 2021... และถ้าเกมมันไปออก 2022 2023 เข้าก็จะเข้าใจผิดว่าเกมมันเลื่อนวันวางจำหน่ายออกไปและออกไป...

Saturday, October 17, 2020

รวมโพสต์ FF แซวสถานการณ์ในช่วงนี้


Besaid Aurochs คือชื่อของทีมบลิทซ์บอลผู้พิชิตรายการแข่งขัน Crystal Cup ในโลกสปิราซึ่งแม้ในเกมจะเล่นแพ้หรือชนะเลิศก็ได้ แต่ในนิยาย X-2.5 เจ้าพวกนี้เอาถ้วยรางวัลชนะเลิศไปประดับบนยอดหัวเรือ S.S. Acea

เอกลักษณ์ของทีมนี้คือแต่งเหลืองกันทั้งทีม และตัดผมสั้นกันหมด

แม้วักก้าและทีดัสจะออกจากทีมไปแล้ว แต่ทีมบีไซด์ก็ยังเป็นทีมที่น่าเกรงขาม เมื่อใดที่พวกเขา assemble รวมพลังในการแข่งขัน ย่อมนำมาซึ่งความระทมกบาลของคู่แข่งทุกหมู่เหล่าแน่นอน


บางครั้งคนที่ใส่ชุดเดียวกัน เดินเคียงบ่าเคียงไหล่มาด้วยกัน ก็อาจจะไม่ใช่พวกเดียวกันเสมอไป

ดั่งเช่นในขบวนพาเหรดที่จัดขึ้นเพื่อสดุดีต้อนรับการพาบริษัทชินระเข้าสู่ยุคใหม่ ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ รูฟัส.... พระเอกอย่างคลาวด์ก็ไปใส่เครื่องแบบทหารชินระ แล้วก็ไปเดินปนอยู่ในขบวนกับเขา เพื่อสวมรอยขึ้นเรือโดยสารที่มุ่งหน้าไปยังท่าคอสตาเดลโซลด้วย

อันที่จริงไม่ใช่แค่คลาวด์ แต่พวกแบร์เร็ตและคนอื่น ๆ ทั้งก๊วนก็ยอมใส่ชุดชินระเพียงเปลือกนอก แต่หัวใจยังเป็นกลุ่มต่อต้านอวาแลนซ์อย่างเต็มเปี่ยม

ซึ่งเหตุการณ์บนเรือก็เป็นอะไรที่ตลกมาก ทั้งเรดที่พยายามเดินแบบคนปกติ ทั้งแบร์เร็ตที่โดนล้อเป็นมาชเมลโลไส้ช็อคโกแลต ....ฯลฯ

ขณะเดียวกันพวกชินระก็ไม่น้อยหน้า ภายหลังก็มีเคทซิธมาแทรกซึมเป็นพวกเดียวกันกับคลาวด์ เพื่อส่งข้อมูลให้กับทางชินระอีกเช่นกัน....

เรียกได้ว่างานนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีวิญญาณนาตาชา ไม่แพ้กันเลยทีเดียว


ตาลปัตร เดิมเป็นพัดที่ทำจากใบตาลหรือใบลานสำหรับพัดตัวเองเวลาร้อนหรือพัดไฟ ใช้กันทั้งพระและคฤหัสถ์ ต่อมามีการต่อด้ามให้ยาวขึ้นและใช้บังหน้าเวลาทำพิธีทางศาสนาของพระสงฆ์ เช่นในเวลาให้ศีลและให้พร

ใน FFX เองก็มีนางเอกอย่างยูน่า ถือคทารูปทรงคล้ายตาลปัตร... เป็นผู้ทำหน้าที่นำสวดส่งวิญญาณ ด้วยการโบกพัดคทารูปร่างคล้ายตาลปัตรของเธอ เธอยังใช้คทานั้นร่วมประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ตามความเชื่อของลัทธิเยวอน

แต่ไม่เพียงใช้ประกอบพิธีกรรมเท่านั้น ยูน่ายังใช้คทาตาลปัตรดังกล่าว เป็นอุปกรณ์ต่อสู้กับความชั่วร้ายโดยตรงด้วย เช่น เอาไปโบกใส่หัวศัตรู

ภายหลังทีมงานอาจจะคิดว่ามันเป็นภาพที่ดูไม่เหมาะสมเท่าไหร่ อีกทั้งตามเนื้อเรื่องหลังจบ FFX ยูน่าก็ไม่ได้เป็นผู้อัญเชิญแล้ว เลยให้เธอวางคทาตาลปัตรแล้วหันไปจับปืน ยิงศัตรูให้มันจบ ๆ ไปเลยแทน


ปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่หลายคนอาจติดภาพว่าอาวุธสุดยอดของแอริธ นางเอกชุดแดงสุดร้อนแรงของ FFVII มีอาวุธสุดยอดเป็นเก้าอี้พับที่ใช้ทุบกบาลศัตรูที่ขวางหน้า

แต่แท้จริงแล้ว อาวุธที่มีพลังโจมตีสูงสุดของแอริธในเกมฉบับออริจินอล คือ ร่ม ที่มีพลังโจมตีสูงถึง 58 มากกว่าคทา Princess guard ที่มีพลังโจมตี 52

นอกจากแอริธแล้ว ยังมีแซ็คอีกคน ที่เอาร่มชายหาดไปไล่ตบร่างแยกเจเนซิสที่คอสต้าเดลโซล

จึงเรียกได้ว่าสำหรับโลก Final Fantasy แล้วร่มก็เป็นอีกหนึ่งอาวุธสุดอันตรายเช่นกัน


พูดถึงโลกที่มีอะไรให้ทำมากมาย นอกเนื้อเรื่องเส้นทางหลักแล้ว หลาย ๆ คนย่อมนึกถึงโลก Eos ของ FFXV ขึ้นเป็นภาคแรก

โดยในภาคนี้น็อคติส ตัวเอก-เจ้าชายที่พึ่งเสียพระราชบิดาผู้เป็นกษัตริย์มิ่งขวัญของประชาชนไปจากการรุกรานของจักรวรรดินิฟไฮม์ จะต้องไปตามทวงคืนคริสตัลที่เป็นขุมพลังของประเทศตน และต้องรวบรวมอาวุธ-พลังจากกษัตริย์โบราณ มาเพื่อหยุดยั้งประสงค์ของจักรวรรดิชั่วร้ายที่ต้องการครองอำนาจเหนือโลก

แต่ระหว่างการเดินทาง... กลับมีสิ่งล่อตาล่อใจ มีกิจกรรมมากมายให้ทำนอกเส้นทางหลัก อาทิ

- ฝึกตกปลาจนกลายเป็นนักตกปลาในตำนาน
- ช่วยจับกบมาวิจัย
- ติดเกมพินบอล
- มั่วสุมประลองแข่งมอนสเตอร์
- วิ่งแข่งโจโคโบะ
- หาของอัปเกรดอาวุธ, รถ
- รับจ้างถ่ายรูป
- ตามหาวัตถุดิบปรุงอาหารสูตรใหม่
- สำรวจโบราณสถานศึกษาอารยธรรมโบราณ

ฯลฯ

ซึ่งคนที่กางอัลติมาเนียแล้วเล่นตามเก็บเควสต์ เก็บไอเทมตามพื้นทั้งหมดในเกมจนสมบูรณ์ครบ ยังเสียเวลากันเป็น 200+ ชั่วโมง... (ไม่นับเวลาอีกเกิน 100+ สำหรับ DLC) ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าเล่นแบบไม่กางอัลติมาเนียไปด้วยแล้วงมทุกอย่างเอง จะใช้เวลาขนาดไหน
.
อันที่จริงเควสต์ทั้งหมดในเกมนี้ก็มี Pattern ซ้ำ ๆ กันเหมือนเกมอื่น ๆ ทั่วไป ทำไปสักพักนึงถึงจุดนึงก็เบื่อหรือโคตรเบื่อ แต่ก็ยอมรับว่าเป็นภาคที่มีกิจกรรมเสริมให้ทำเยอะมาก จนลืมเส้นทางหลักไปเลยว่าเรากำลังจะขับรถ Regalia ไปไหนต่อว้าาา....?


หากเราเห็นคน ๆ เดียวกันปรากฏตัวอยู่กับสองฝั่ง นั่นอาจไม่ใช่คนเดียวกันเสมอไป

ดั่งเช่นเรื่องของบาช ขุนพลเอกแห่งอาณาจักรดาลมัสก้า ที่มีพยานพบเห็นว่าเขาเป็นผู้ปลงพระชนม์กษัตริย์รามินาส แต่บาชยืนยันว่าเขาไม่ได้ทำ นั่นมันฝีมือพี่น้องฝาแฝดเขา

แน่นอนว่าพูดแมว ๆ แบบนี้มาก็ไม่มีใครเชื่อ ใครจะบ้าไปเชื่อเรื่องพี่น้องฝาแฝดที่มีอุดมการณ์ต่างกันสุดขั้ว อยู่กันคนละฝั่ง เราเลยเห็นบาชเดี๋ยวโผล่ฝั่งกลุ่มต่อต้านของดาลมัสก้าบ้าง เดี๋ยวไปโผล่ฝั่งจักรวรรดิอาร์เคเดียบ้าง

เพียงแต่กรณีของบาช แกดันมีพี่น้องฝาแฝดที่ชื่อโนอา อยู่จริง ๆ

Final Fantasy VIII Remastered แบบแผ่น กำหนดวางจำหน่ายบน PS4 4 ธันวาคม 2020



Final Fantasy VIII Remastered
แบบแผ่น กำหนดวางจำหน่ายบน PS4 4 ธันวาคม 2020

ถ้าจำกันได้ กลางปีก่อน Play-Asia มันก็ลงว่าจะออกแบบ Physical บน PS4 ด้วย แล้วก็เปิดให้สั่งจองในราคา $59.99 ที่ไม่สมเหตุสมผลสักกะนิด (แต่ก็เข้าใจว่าเป็นการสร้างกระแสของ play-asia และเป็นการเก็บสถิติยอดการค้นหาไปด้วย) แต่ภายหลังจากที่ Square Enix ประกาศว่าจะออกเกมนี้แบบ Digital เท่านั้น Play-Asia ก็ได้วาร์ปลิงก์สั่งจองหน้าดังกล่าวไป... (จนตอนนี้ก็ยังไม่ได้เอากลับเข้ามา)

ทว่าล่าสุด ก็จะออกแบบแผ่นมาขายจริง ๆ แล้วล่ะ

งานนี้ Squall เลยบอกชาว PS4 สายเก็บแผ่นว่า I here toooooooooo

โนมุระแย้มอาจมีเกมใหม่ลง Nintendo Swtich


เก็บตกข่าววันนี้ จากนิตยสาร Nintendo Dream ฉบับ พ.ย.

คุณซึสึอิ บอกว่าแรร์มาก ๆ ที่คุณโนมุระจะได้มาให้สัมภาษณ์ Nintendo Dream เรื่อง Kingdom Hearts

ซึ่งโนะก็ตอบว่าอีกไม่นาน คงได้พบกันอีก...

https://twitter.com/ShanVenitas/status/1316990451535130624



ไอ้ที่แกพูดมันสอดคล้องกับที่แกให้สัมภาษณ์ Nintendo Enthusiast เมื่อเดือนก่อนว่า อาจจะมีเกมอื่นของแกมาลง Swtich ก็ได้....

https://www.nintendoenthusiast.com/no-plans-kingdom-hearts-switch-tetsuya-nomura-switch-games/

Thursday, October 15, 2020

รีวิวเดโม Kingdom Hearts -Melody of Memory- แบบสามัญชน



- เกมแปลกใหม่ดี ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังสู้กับศัตรูไปด้วย แต่ก็ต้องร่ายรำโจมตีตามจังหวะไปด้วย จะซัดมั่วซั่วไม่ดูจังหวะไม่ได้

- เล่นแล้วรู้สึกไม่ใช่แนว ไม่ใช่รสนิยมตัวเอง เล่นจบรอบเดียวคงเบื่อ ไม่แนะนำให้ซื้อเก็บทั้งเวอร์ชั่น JP และ NA แบบที่แล้ว ๆ มา (บอกตัวเอง)

- เดโมมีความยาก 3 ระดับ Beginner, Standard และ Proud ยังไม่มีความยากระดับ 4 ให้ลอง

- เดโมมีให้เลือกเล่น 4+2 เพลง โดย Wave of Darkness 1 ยากสุด ต้องฝึก ๆ หน่อย (อีก 2 เพลงซ่อนอยู่ในโหมดเล่น 2 คน)


- นอกจากเลือกความยากแล้ว ยังเลือก Style ได้ ใครขี้เกียจ ลองปรับเป็น One-Button Style เล่นก็ได้ แล้วจะทำทุกอย่างด้วยปุ่ม ๆ เดียว เช่น กด O รัว ๆ เล่นก็ได้ (แต่ถ้ากดซี้ซั้วไม่ตามจังหวะก็ตายอยู่ดี)

- .....เสียบกลองไทโกะแล้วลองเคาะดูแล้ว ไม่ติดอ่ะ มันไม่ detect การเคาะหน้ากลองหรือข้างกลองเลย

- Performer Style ที่เพิ่มให้ใช้ปุ่มสี่เหลี่ยม L2 R2 ทิศทางด้วยนี่ ระยำตำบอนมาก.... เหมือนโดนบังคับให้กดอะไรไม่รู้ที่เกมใส่ ๆ มาให้กด ไม่เกี่ยวข้องกับศัตรู ไม่ได้ใช้ในการเล่น KH ตามปกติ (อย่างถ้ากดสี่เหลี่ยม ก็กดไปงั้น ๆ ไม่ได้เป็นการป้องกันหรือกลิ้งหลบศัตรูตามวิธีต่อสู้ปกติของ KH แต่อย่างใด)

- เกมมันก็แปลกดี พอไปวัดไปวาได้ ไม่น่าเกลียด, แต่ถามผมที่ไม่ใช่คอเกมดนตรีแล้วก็ไม่ค่อยโดน ส่วนตัวแล้วคิดว่าแฟน KH ทั่วไปเล่นรอบเดียวก็น่าจะเบื่อ ส่วนแฟนเกมดนตรีก็คงแล้วแต่คนล่ะมั้ง...



สำหรับใครที่รู้สึกว่าเดโม KH MoM ยังง่ายไป

เกมยังมีเพลงอีก 2 เพลง ได้แก่ Sinister Shadows และ All for one ซ่อนให้เราทดลองเล่นกันอยู่ในโหมดเล่น 2 คนครับ...

แต่ถ้าใครไม่มีคนเล่นด้วย ก็หยิบจอย 2 มา แล้วก็ใช้มือขวาคุมจอย 1 มือซ้ายคุมจอย 2 แล้วบรรเลงไปโลดดดดดด

Tuesday, October 13, 2020

จูอามิ ตัวแทนของเด็กเจนฯ Z


เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมในช่วงนี้แล้ว ก็นึกถึงตัวละครนึงในซีรีส์ Final Fantasy X อย่างจูอามิ (チュアミ, Chuami) จำได่ว่าตอนที่เธอปรากฎตัว เอ่อ... ต้องเรียกว่าปรากฏเสียงครั้งแรกใน Audio Drama Final Fantasy X -Will- ผมรู้สึกกระแทกใจมากเลยที่จู่ ๆ ก็มีตัวละครที่เป็นตัวแทนของ "เด็กเจนฯ Z" โผล่ออกมาในจักรวาล Final Fantasy ได้

-----------------------------

กล่าวคือในโลกสปิราที่อยู่กันมาเป็นพัน ๆ ปีนั้น มีลัทธิเยวอน เป็นลัทธิลวงโลก ที่มีการสร้างอารยธรรม วัฒนธรรม และคำสอนมากมาย ทั้งหมดทั้งมวลเพื่อปกปิดความจริงไว้ และดำรงวัฏจักรแห่งซิน เพื่อความประสงค์ของยูเยวอนเอาไว้อยู่

แต่หลังจากโดนพวกทีดำ-คนตีหมา เปิดโปงความจริง และส่งยูเยวอนไปสู่สุขคติแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับคนเกือบทั้งหมดในโลก ที่นับถือลัทธิเยว่อนกันมาทั้งชีวิตล่ะ!?

ประเด็นหนึ่งที่เขาแฝงไว้ในเนื้อหา แล้วผมสนใจมากเลยคือ "คนเรายิ่งแก่ขึ้นมากเท่าไหร่ ก็เหมือนไม้แก่ดัดยาก ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความเชื่อ วิถีชีวิตที่ตนเองยึดถือมาตลอดได้ง่าย ๆ" ก็เหมือนคนที่เลือกจะบูชาลัทธิเยวอน มันก็ยากที่เขาจะถอนตัวออกมาจากสิ่งที่เขาเชื่อมั่นยึดถือมาตลอดได้ แต่ถ้ายังเป็นเด็กที่จุดยืนยังไม่หนักแน่น วิถีชีวิตยังไม่ได้ฝังรากลงไปในจิตวิญญาณและความทรงจำ แบบนั้นก็คงพอถอนตัวได้ง่ายหน่อย

ในโลกสปิร่า ก็มีผู้ใหญ่มากมายที่ใช้ชีวิตตามคำสอนของลัทธิเยวอนมาตลอดชีวิต วันดีคืนดี เมื่อพบว่าลัทธิเยวอนมันลวงโลก จู่ๆ จะให้เขาทิ้งวิถีชีวิตแบบเดิม ยอมรับว่าสิ่งที่ตนยึดถือมา "ชั่วชีวิต" นั้นผิด ยอมรับว่าสิ่งที่ตนทำมาตลอดนั้นมันผิด แล้วเริ่มต้นค้นหาวิถีชีวิตแบบใหม่ มันก็ยากที่ผู้ใหญ่เหล่านั้นจะทำได้

ด้วยเหตุนี้ ถึงต้องมีลัทธิเยวอนเนอร์ขึ้นมาเพื่อชี้นำคนเหล่านั้นให้ โดยเยเวอนเนอร์ก็คือการนำเสนอวิถีชีวิตแบบหนึ่ง ที่เป็นการเอาพิธีกรรมและคำสอนที่ดีๆ ของลัทธิเยวอนเดิม มารักษาไว้และปฏิบัติต่อไป โดยตัดความเชื่อลวงโลกทิ้ง ถ้าเป็นวิถีชีวิตแบบนี้ ผู้ใหญ่และคนเฒ่าคนแก่ก็คงพอที่จะปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบนี้ได้

ชาวเยวอนเนอร์นั้น ต่างก็รู้ดีว่าการมีวิถีชีวิตแบบนี้ หมายความว่าตนยังยึดติดอยู่กับวิถีชีวิตแบบเก่า ๆ และไม่สามารถก้าวไปสู่ความคิดใหม่ๆ ได้แต่ทั้งที่รู้ดี พวกเขาก็ไม่สามารถถอนตัวไปจากมันได้แล้วอยู่ดี.

พวกยูน่า วักก้า ลูลู่ ต่างยังมีอายุไม่มากนัก พวกเขาสามารถที่จะละทิ้งคำสอนเดิม ๆ ของเยวอน แล้วก้าวไปสู่แนวคิดใหม่ ๆ ได้ แต่พวกเขารู้ดีว่ายังมีผู้ใหญ่อีกมากมายที่ปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนไปไม่ได้ และคนเหล่านั้นจำเป็นต้องมีผู้ชี้นำ เพราะต่างก็มีชีวิตแบบถูกชี้นำมาตลอดชีวิต ดังนั้นทั้งสามจึงเสียสละ ผันตัวมาเป็นแกนนำลัทธิเยวอนเนอร์ (Yevoner) ที่จะเป็นผู้ชี้นำ และทำให้คนเหล่านั้นมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกปัจจุบันได้นั่นเอง (รักษาคำสอนดี ๆ ของเยวอนเดิมไว้ และตัดสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล อย่างเรื่องซิน และเรื่องบาปจากการใช้เครื่องจักรทิ้งไป)

เดี๋ยวววว ตรูจะพูดถึงจูอามิ แล้วทำไมถึงไปเกริ่นนำยาวขนาดนั้นนนน (แต่มันก็จำเป็นแหละนะ)

จูอามิเป็นเด็กรุ่นใหม่ เจนฯ ใหม่

เธอกังขาต่อวิธีชีวิตแบบเยวอนเนอร์ ที่ผู้คนยังคงเข้าไปในวัดเพื่อทำพิธี สวดภาวนา ทั้งที่ในวัดนั้นไม่มีอิโนริโกะอีกแล้ว (ประหนึ่งไม่มีเทวรูป และวิญญาณของเทวรูปสถิตอยู่แล้ว)

เธอถึงกับพูดว่าการเข้าไปนั่งสวดภาวนาเฉย ๆ แค่ความปรารถนาเฉย ๆ มันจะไปช่วยโลกได้ยังไง มันต้องลงมือทำสิ

จูอามิค่อนข้าง aggressive หัวรุนแรง, เน้นให้ลงมือทำ ปฏิบัติ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แสดงความเห็นเยอะ ...และเธอไม่เอาด้วยกับพวกที่ยังรอมชอมกับวิถีชีวิตแบบเยวอนเดิม

ถ้าโลกสปิรามีทวิตเตอร์นี่... ผมว่าเจ๊จูนี่แหละตัวปั่น tag แน่นอนนน

ถ้ามองว่าพวกยูน่าทีดัสวักก้าลูลู่ เป็นคนเจนฯ Y ที่เป็นตัวประสานเชื่อมสังคม ระหว่างค่านิยม ความเชื่อของโลกยุคก่อนและโลกยุคใหม่แล้ว... โดยมีจูอามิเป็นตัวแทนความคิดของคนเจนฯ Z ที่ปรารถนาจะขับเคลื่อนโลกไปสู่ยุคใหม่ ในความเชื่ออย่างที่ตนเองเห็นว่าสมเหตุสมผลและถูกต้อง...

พูดในแง่นี้แล้ว ผมก็อยากจะเห็นเนื้อเรื่องตอนต่อจาก Final Fantasy X -Will- จริง ๆ นะเนี่ย.... ว่าระหว่างพวกเจนฯ Y กับ Z จะร่วมมือกันได้อย่างไร? เกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง และผ่านมันไปได้อย่างไร? แล้วความเชื่อของโลกยุคเก่า ผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยู่กับวิถีชีวิตแบบเยวอนมาทั้งชีวิต เขาจะอยู่กันยังไง....

การเปลี่ยนผ่านของ Generation ซึ่งส่งผลต่อค่านิยม วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา เป็นอะไรที่น่าสนใจมากจริง ๆ .... เอาตรงนี้มาเป็นประเด็นหลักของ FF ภาคใหม่ ๆ ก็ดีนะ... จะได้ไม่ซ้ำกับพล็อตปลดแอดจาก Supreme Deity ผู้ครอบงำประวัติศาสตร์ ที่เล่นกันมารัว ๆ ตั้งแต่ยุค 2000 เป็นต้นมา

Monday, October 12, 2020

รีวิวแอนิเม ไดตะลุยแดนเวทมนต์ ตอนที่ 2


- คนแปล แปลจากซับ eng เปล่าหว่า ถึงสะกดพวกปู่แบรส (Brass) หรือเกาะเดิร์มลิน (Dermline) เหมือนคนที่เห็นตัวอังกฤษมาก่อน ซึ่งพวกที่โตมากับฉบับ Talent และ C-Kids แบบผมจะงงแดรก เพราะเราจำเป็นชื่ออ่านแบบคาตาคานะมา (ปู่บลาส / เกาะเดมุลิน)

- ไดนี่ไม่ได้มีแค่พลังแฝงอย่างเดียว ต่อให้ตัดพลังแฝงจากการเป็นสายเลือดอัศวินมังกรไป แต่ทักษะด้านร่างกาย ความคล่องแคล่วว่องไว พัฒนาการ การปรับตัวระหว่างการต่อสู้ ไหวพริบในการอ่านศัตรู ก็อยู่สูงมาก ๆ ดูแล้วชวนให้ผมคิดถึงตัวละครอย่าง โบรลี เลย

- การที่มีไดที่เปรียบเหมือนโบรลี ผนวกกับไอเทมในตำนานโกงโคตรบิดาแบบโกเมะจังอยู่ในทีม เป็นต้นเหตุแห่งความฉิบหายของกองทัพปิศาจ พวกเวิร์นแพ้ก็เพราะอ่านตัวตนที่แท้จริงของโกเมะจังออกช้าเกินไปนี่เอง

- จริง ๆ พล็อตที่ตัวเอกเป็นพวกเชื้อสายพิเศษ มีพลังแฝง มีพรสวรรค์ เริ่มมาก็ parameter เหนือมนุษย์นี่เป็นอะไรที่ฮ็อตในยุคนั้นมาก ใช้ซ้ำจนเอือมจนผมเลิกดูการ์ตูนไป มาถึงวันนี้อยากเห็นพล็อตที่ตัวเอกเป็นพวกชาวบ้าน ๆ ที่ค่อย ๆ เก่งขึ้นช้า ๆ มากกว่า

- (นึกถึงเรื่องกลมกลิ้งสิงห์ปิงปอง ที่ตัวเอกชื่อสคูล ฝึกฝนอยู่กับปิงปองมาทั้งชีวิต ตระกูลปั้นมาเพื่อให้เป็นนักกีฬามือ 1 ของโลก แต่มีพระรองชื่ออากิฮิโกะ ที่มีพรสวรรค์ด้านฟุตบอล แต่โดนชะตาจับพลัดจับผลูให้ต้องมาร่วมทีมปิงปองที่ตัวเองเล่นไม่เป็นด้วย ตอนแรกอิกิฮิโกะสู้สคูลไม่ได้เลย แต่ด้วยสกิลพระรอง... ทำให้อากิฮิโกะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ จนท้ายเรื่องไปสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ระดับโลกกับสคูลได้)

- อืมมมม ฉากต่อสู้ทำมุมกล้องน่าสนใจดีนะเนี่ย ชอบ ๆ

- เลโอน่าบอกว่าถ้าโตแล้วช่วยไปเป็นบอดี้การ์ดให้เธอด้วย แต่ไดปฏิเสธ.... นั่นสินะ เจ๊ลืมให้ข้อแลกเปลี่ยนด้วยการไปเดท 1 ทีไป

Friday, October 9, 2020

FFXVI เผยข้อมูลล่าสุดโจชัวคือ The Phoenix

 

คุณ Audrey อ่านข้อมูลล่าสุดของ Final Fantasy XVI จากนิตยสารแฟมิซือฉบับดิจิทัล แล้วสรุปมาให้

- ตัวเอกของเรื่องเป็นอัศวินผู้สาบานว่าจะปกป้องพิทักษ์โจชัว

- ในโลกนี้ มนุษย์ไม่สามารถอยู่โดยปราศจากคริสตัลได้ และมีการต่อสู้แย่งชิง Mother Crystal กันในโลก

- โจชัวเป็นเด็กหนุ่มที่ใช้พลังไฟในการรักษาผู้คน เขาถูกเรียกว่า "The Phoenix" แต่นั่นก็แปลว่าเขา..... ? 

- โลโก้เกมประกอบด้วยฟินิกซ์และอิฟรีต ระหว่างที่ทั้งสองปะทะกัน ตัวเอกของเรื่องเป็นคนตะโกน "หยุดนะ พอได้แล้ว! เขาเป็นน้องของชั้นนนนนนนนนนนน!!

- เกมมีระบบ Action RPG ซึ่งตัวเอกสามารถทำ シフト หรือ Warp (หลบแบบน็อคติส) ได้ และยังใช้การโจมตีจากอสูรผสมผสานในการต่อสู้

- นอกจากฟินิกซ์และอิฟรีตแล้วยังมอสูรตัวอื่น ๆ อย่างเช่นศิวะและไตตัน พวกองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เป็นขาประจำของซีรีส์ก็ยังคงมีอยู่ เช่น มัลโบโร โจโคโบะ หรือนักรบมังกร

---------------------------------
ความเห็นจากผู้อำนวยการ - นาโอคิ โยชิดะ
---------------------------------

Next Major Announcement จะมาปี 2021 เลย จนกว่าจะถึงตอนนั้น ระหว่างรอก็ช่วยมโนเนื้อเรื่องทุกรูปแบบตามไปด้วย! และโปรดสนใจทั้ง FFXIV และ FFXVI เกมใหม่นี้ด้วยนะครับ! ผมจะทำให้ดีที่สุดทั้งสองเกม!

---------------------------------
ความเห็นจากผู้กำกับ ฮิโรชิ ทาคาอิ
---------------------------------

ผมเล่น Final Fantasy I มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน และได้ร่วมพัฒนา FFV ในฐานะสตาฟฟ์คนหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นตำแหน่งเล็ก ๆ ก็ตาม จากนั้นก็ได้มีส่วนร่วมในเกมออนไลน์อย่าง Final Fantasy XI และ Final Fantasy XIV จนตอนนี้... Final Fantasy XVI

นี่คือภาคที่ 16 ของซีรีส์ ซึ่งผมได้ร่วมหัวจมท้ายกับมันตั้งแต่ช่วงตั้งไข่ และได้เผชิญความท้าทายมากมาย เรากำลังพัฒนาเกมนี้เพื่อ PS5 ตอนนี้สตาฟฟ์ก็ได้อุทิศเวลาของพวกเขาทุกวันเพื่อการพัฒนาเกมนี้ คงใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะส่งมอบเกมนี้ถึงมือพวกคุณได้ โปรดติดตามรอคอยกัน จนกว่าจะถึงวันนั้น!

https://twitter.com/aitaikimochi/status/1314470375913189377

https://bookwalker.jp/de08d86fef-771a-4af3-9bd1-532e0f2a3374/

KHUχ ตอนฉันเป็นคน ทำให้เธอหายไป

ขยายความ Kingdom Hearts Union χ ตอนล่าสุด

..................................................

ในห้องประชุมแกนนำยูเนียน

สคูลด์สงสัยว่าความมืดที่ซ่อนอยู่ในตัวเวนตุส คิดจะทำอะไร หากไม่เข้าโจมตีพวกเราสักที?

เอเฟเมร่าเดาว่า มันอาจจะจ้องรอโอกาสอยู่?

เบรนคิดว่า หลังจากได้ยินเรื่องจากปากเวนตุสแล้วก็คิดได้แบบนั้นแบบเดียว ตอนนี้เมื่อเรารู้ถึงการมีอยู่ของมันแล้ว มันก็อาจจะเปิดเผยตัวตนออกมาเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน และมันก็อาจจะจัดการสเตรลิตเซียไปแล้ว แต่ก็ไม่เข้าใจว่าจะทำไปเพื่ออะไร?

ลอวเรียมเปิดประตูเข้ามาถามว่าเมื่อกี้นายพูดว่าอะไรนะ?

ทุกคนเข้าไปดูลอวเรียมที่แทบคลานเข้าห้องมาอย่างหมดสภาพ แล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ลอวเรียมไม่สนใจ จะเค้นถามถึงเรื่องที่คุยกันเมื่อกี้


ลอวเรียมกระชากคอเสื้อเบรนแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับสเตรลิตเซีย

เอเฟเมร่าเข้าไปรั้งบอกว่าเดี๋ยวก่อน แต่ลอวเรียมฟาดแขนใส่เต็มแรงให้เอเฟเมร่าล้มถอยหลังไป

เบรนหน้านิ่ง แล้วบอกว่าดูเหมือนทฤษเฎาของเขาจะถูกต้อง นี่คือเป้าหมายของยามิ ความกังวล ความกลัว ความกังขา ความโกรธ มันกัดกินหัวใจ และฉีกทลายสายสัมพันธ์ระหว่างพวกเรา

ลอวเรียมที่ยังคว้าคอเสื้อของเบรนไว้อยู่กำหมัดแน่น

สคูลด์เข้าไปคว้าตัวลอวเรียมไว้อีกแรง แต่คราวนี้ลอวเรียมเข่าอ่อน จนย่อตัวลงด้วยความงง

สคูลด์กับเอเฟเมร่าพยายามปลอบให้ใจเย็น ๆ แล้วฟังพวกเราก่อน

ทันใดนั้น เพลง ๆ หนึ่งก็บรรเลงขึ้น...

Ventus's Theme

**โปรดอ่านให้เร็วที่สุด โดยไม่ต้องสนใจว่าใครพูดอะไร ประหนึ่งฟังเสียงคนโวยวายสาดใส่กัน เพื่ออรรถรสสูงสุดในการรับชม


"ฉันเป็นคน ทำให้เธอหายไป"
"เวน! แกพูดอะไร"
"ยาเมโร่ววว เวนนน!"
"ไม่เอาน่ะเวน!"
"คนที่ทำให้น้องสาวของนายหายไป ก็คือฉัน..."
"เวน... แกทำอะไรสเตรลิตเซีย..."


"อืออออออออออออออออออออ"


"เวนนนนนนนนนน!!"
"ลอวเรียม หยุดได้แล้ววว"
"เวนนนน ตอบมาสิวะะะะ!!" (ใช้สองมือกระชากคอเสื้อ)


"ฮืออออออออออออออออออออออออออออออออออออ"


"พอเถอะลอวเรียม! ไม่สมกับเป็นนายเลย" (เบรนเข้ามารั้งลอวเรียมไว้)

"หุบปากกก"

<ฟิ๊งงงงง> <ขวับบบบบ >

<เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง>

(ลอวเรียมชัก La Vie En Rose ขึ้นมาฟาดใส่เบรน แต่เบรนโดดหลบได้ แล้วลอวเรียมก็จะฟาดใส่เวนตุส แต่เอเฟเมร่ารีบชักคีย์เบลดขึ้นมาป้องกันแทนไว้)

"ตอบมาสิ เวนตุส!!!"


"อว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก"


<ชิ๊งงงงงงงงงงงงงง>

(เอเฟเมร่าออกแรงพุ่งไปข้างหน้า ดันให้ลอวเรียมผงะถอยหลังไป)


(เวนทรุดลงก้มหน้าร้องไห้)


"...ไม่..."
"...ไม่ใช่..."
"...ไม่ใช่ฉันน..."


(เมฆหมอกสีดำพวยพุ่งขึ้นมาจากร่างของเวน ที่ล้มสลบไปทั้งน้ำตา)

"ปิศาจ!?"
"อะไรเนี่ยยย??"
"นี่มันอันไรกัน?!"


"แกก็คือ.... ยามิ สินะ"


"ในที่สุดก็รู้จนได้..."

"การมีอยู่ของพวกเรา...."

https://youtu.be/JmfdNSRhERI

สถานะล่าสุด! การพัฒนา Final Fantasy XVI

 

จากหน้าเว็บไซต์ชวนสมัครงานของ Final Fantasy XVI

มีการระบุสถานะของการพัฒนาว่าองค์ประกอบพื้นฐานกับเนื้อเรื่องพร้อมละ จึงชวนให้มาสมัครทำ resource กับบอสไฟต์ภายในเกม

ทั้งนี้ได้มีการระบุว่า สตาฟฟ์ส่วนใหญ่ทำงานทางไกลกัน

既に基礎開発やシナリオの制作は完了しており、各種開発ツールの拡張をしつつ、大規模なリソース制作、ボスバトルの構築を続けている状況にあります。また、ほとんどのスタッフがリモートワークで業務を遂行しています。

Basic development and scenario production have already been completed, and we are continuing to create large-scale resources and build boss battles while expanding various development tools. In addition, most staff work remotely.

https://www.jp.square-enix.com/recruit/career/title/ff16/

Thursday, October 8, 2020

สุขสันต์วันเกิดปีที่ 50 เท็ตสึยะ โนมุระ


8 ตุลาคม 2020

สุขสันต์วันเกิดปีที่ 50 ของเท็ตสึยะ โนมุระ

จากพนักงานตรวจบั๊ค FFIV

สู่คนออกแบบมอนสเตอร์ FFV และมีวีรกรรมไปเคาะประตูห้องซากากุจิ เพื่อขอเปลี่ยน Visual ฉากจบเกมเป็นแบบที่หมุน ๆ ตามที่เราเห็นกัน

จากนั้นเริ่มรับงานออกแบบจับฉ่ายใน FFVI

แล้วก็กลายมาเป็นคนออกแบบตัวละครหลัก FFVII พร้อมร่วมคิดพล็อต และวาดสตอรีบอร์ดเหตุการณ์สำคัญและฉากเรียกอสูร

จากนั้นก็ไต่ยาว ๆ

ช่วงหลัง 2005 เป็นต้นมา ก็ไปเป็น Creative Producer มีช่วงนึงเป็น Creative กับวาดตัวละครให้พร้อมกัน 10 เกม.... คลอดเสร็จทุกเกม ยกเว้นเกมที่ชื่อ Versus XIII ....

ปัจจุบันโนมุระ ตามรอยอันโนะ ฮิเดกิของ Evangelion ไปแล้ว

คือหลอกว่า FFVII Remake เป็นเกมรีเมค...

โดยที่จริง ๆ แล้ว มันไม่ใช่เกมรีเมค ในความหมายปกติ...

อืมมมม แต่จะว่าหลอกก็ไม่ใช่...

เพราะแกก็เอาแปรงสีฟันมาเหน็บหู แล้วบอกบนเวทีงาน E3 2015 ที่เปิดตัวเกมแล้วว่า

"มันจะไม่ใช่การรีเมคธรรมดา ๆ แน่...."

https://www.ffplanet.page/2015/06/ffvii-remake.html

Sunday, October 4, 2020

บ่อยครั้ง ผมมักจะนึกถึงโลกอินเตอร์เน็ตในยุคที่ผมเป็นวัยรุ่น

 บ่อยครั้ง ผมมักจะนึกถึงโลกอินเตอร์เน็ตในยุคที่ผมเป็นวัยรุ่น (2000~2010)

โลกอินเตอร์เน็ตตอนนั้น ทุกคนยังใส ๆ การสนทนากับเพื่อนหรือคนแปลกหน้า ยังค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนยุคนั้น

ตอนนู้น เวลามีใครทยอยแปลข้อมูลข่าวสารอะไรมาให้เพื่อน ๆ ในเว็บบอร์ด ...อืมมม ยกสักหนึ่งคนเช่นพี่ซากุระ ที่ตอนนั้นทำงานนิตยสาร MEGA แล้ว พี่เขาใช้ภาพอวตารในบอร์ด Vibulkij เป็นไคริ แล้วก็มีลงเนื้อหาเกมของ Square มาให้ประปรายเรื่อย ๆ

เวลามีข้อมูลแปลแบบนั้นโพสต์ลงมาที เพื่อน ๆ ก็จะแห่กันมาโพสต์ คำชม, คำขอบคุณ ต่างคนต่างก็ตั้งใจอ่าน และคุยถึงรายละเอียดของข้อมูลกันอย่างออกรส

ด้วยความที่สมัยนั้นมีคนทำอะไรแบบนี้น้อยมาก ข้อมูลข่าวสารเกมต่าง ๆ ก็มีต้นตอมาจากสแกนนิตยสารแฟมิซือหรือ VJump จากญี่ปุ่น แล้วก็ต้องรอคนญี่ปุ่นใจบุญสแกนแขวนไว้บนเน็ต แล้วก็รอคนไทยใจบุญไปแปลมาอีกต่อ

คนที่คอยทำอะไรแบบนี้ให้ ก็จะได้รับการปฏิบัติ ต้อนรับจากทุกคนเป็นอย่างดี มีสถานะเสมือนเป็นเทวดา หรือนักบุญผู้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ก็ว่าได้

แน่นอนว่า ทุกคนในยุคนั้นที่ลงทุนลงแรง ใช้เวลาเป็นชั่วโมง ๆ แปลอะไรมาให้ ต่างก็ทำลงไปด้วยความรู้สึกที่จะ Spread Positive Vibe ออกไป

หวังให้ผู้ที่ผ่านมาอ่านข้อความของเขาทุกคนมีความสุข คิดในเรื่องบวก และมียินดีกับผลลัพธ์จากความพยายามของเขา

------------------------------------------

ตัดภาพมาที่โลกอินเตอร์เน็ตปัจจุบัน

ผู้คนไม่ต้องรอข่าวสารเกมจากสแกนญี่ปุ่นเป็นหลักแล้ว

เดี๋ยวค่ายเขาก็เอาขึ้นเว็บหลักทั้ง JP/EN หรืออาจจะให้ข่าวกับพวกสื่อเกมทุกสำนักอย่างพร้อมเพรียงกันไปก่อน แล้วกำหนดให้ทุกสื่อปล่อยข่าวได้เมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้

คนที่แปลข้อมูลข่าวสารอะไรพวกนี้ ก็ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ใคร ๆ ก็ทำกัน ทุกคนก็ทำได้

เครื่องมือช่วยแปลข้อมูลข่าวสารก็พัฒนาไปมาก

(ผมอยู่กับเครื่องมือพวกนี้มา 20 ปี รู้สึกเป็นบุญมากที่ได้ผ่านการใช้ Babelfish เป็นเว็บแปลทั้ง article มาก่อน หลังจากนั้นก็อยู่เห็นกำเนิด Google Translate ซึ่งช่วงแรกมันก็ยังทำงานได้ไม่ดีเท่าไหร่ เอาไปแปลเป็นคำ ๆ จะรู้เรื่องกว่าแปลทั้งประโยค ได้เห็นว่ามันแปลภาษาตะวันตกด้วยกัน รู้เรื่องกว่าแปลภาษาตะวันตกมาเป็นภาษาเอเชีย.... แล้วก็ได้เห็นพัฒนาการต่าง ๆ เรื่อยมาจนปัจจุบัน ที่มันเติบโตไปมาก)

พอกลายมาเป็นยุคนี้ ที่ใคร ๆ ก็แปลได้

คำชม คำขอบคุณ แทบจะสูญพันธุ์ไปจากจักรวาล ทว่าอาจมองได้ว่าก็มีปุ่มกด Like มาทดแทน (ซึ่งมันแทนกันได้รึเปล่า?)

พอวัฒนธรรมการแปลข่าวแพร่หลายกว่าแต่ก่อน กลายเป็นเกิดค่านิยมใหม่ว่า

- แปลถูกก็เสมอตัว

- แปลผิด ทัวร์ลงงง ทุกคนพร้อมรุมถ่มถุย

และไอ้ที่ผมไม่คุ้นตา ไม่ค่อยเห็นในยุคก่อนเลยคือ

ในประเด็นหัวข้อ/บุคคล อะไรก็ตามที่ที่คนจำนวนมากเคยมีประสบการณ์ถ่มถุยดูแคลนร่วมกันมาก่อนอีก ไม่ว่าจะแง่มุมใดก็ตาม.... หากวันหนึ่งมีการพูดถึงประเด็นข้างเคียงเรื่องนั้นอีก คนจำนวนมากก็จะโผล่กันมาถ่มถุยถากถาง Spread Negative Vibe แม้มันจะไม่ค่อยเกี่ยวกับประเด็นใหม่ที่กำลังพูดถึงก็ตาม

ยกตัวอย่างให้ชัดเจนขึ้น เช่น ถ้าในวันพรุ่งนี้มีหัวข้อ/ข่าว/เรื่องอัปเดต แล้วในเนื้อหานั้นมีคำว่าคุณโทริยามะ (โมโตมุ), คุณทาบาตะ (ฮาจิเมะ), FFXIII, FFXV อยู่ในเนื้อหานั้นด้วย..... (FFVIII พ้นกรรมไปแล้ว)

ก็จะมีคนจำนวนมาก แห่กันเข้ามาแซะสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น แม้ว่าประเด็นที่แซะจะ "ไม่ได้เกี่ยวข้อง" กับประเด็นหลักของหัวข้อ/ข่าว/เรื่องการพูดคุยเลยก็ตาม

(ตัวอย่างที่ผ่านมาเช่น --- ช่วง FFXV ออกมาได้สักครึ่งปี พอเริ่มมีการลงข่าวรายละเอียด DLC และ update ใหม่ ๆ ทีละอย่าง คนจำนวนมากก็จะไม่อ่าน และไม่แสดงความเห็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในข่าววันนั้น ๆ แต่คนจำนวนมากจะโพสต์ระบายด่าถึงตัวเกม ที่ตัวเองเล่นจบแล้ว หรือไม่ก็ไม่ได้เล่น แต่จะด่าตามแคสเตอร์ที่ตัวเองดู... โดยไม่ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับข้อมูลใหม่ที่ผู้แปลอุตส่าห์เขียนเข้ามาเป็นหัวข้อของโพสต์นั้น.... พอสัปดาห์ถัดมามีการลงข่าวใหม่/รายละเอียดใหม่ เหตุการณ์มันก็จะวนลูป คนจำนวนมากก็จะไม่คอมเมนต์ตอบอะไรเกี่ยวกับเนื้อหาใหม่ แต่จะตอบวนด่าด้วยคำพูดด้วยประโยคเดิม ชุดคำพูดเดิม... เหมือนติดอยู่ในลูป ผู้แปลก็จะไม่มีวันได้เห็นคอมเมนต์ที่สร้างสรรค์ หรือความเห็นใหม่ ๆ นอกจากการด่าวนลูปนั้น....)

ก็คือ ไม่ได้ให้สนใจ-ที่จะอ่าน-และแสดงความเห็นให้ตรง topic นั้นเลย แต่แค่อยากจะระบายความรู้สึกออกไป ซึ่งหากเป็นเรื่องที่สังคมเคยประณามถ่มถุยมาก่อน ตัวเองก็จะมั่นใจที่จะร่วมถ่มถุยซ้ำในรอบใหม่นี้ไปด้วย ราวกับว่า... ราวกับไปร่วมรุมกระทืบคนชั่วเพื่อสำเร็จความใคร่ทางจริยธรรมให้กับตนเอง

ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่ผมเห็นมาตลอดในยุคหลัง

เร็ว ๆ นี้ก็ตอน FFVII Remake พึ่งออก แต่ละโพสต์มันจะมีคนย้อนเอาไปหยิบ FFXV มาเทียบแล้วถ่มถุย FFXV อย่างเมามันส์ได้

ปรากฏการณ์แบบนี้ เหมือนมันจะเกิดขึ้นทั่วโลก จนคุณ Maku นักข่าวของ Nova Crystallis แกก็ยังบอกเองว่าสังคมแฟนไฟนอลฯ แม่งไม่น่าอยู่

อยู่แล้วท้อและเหนื่อย

พวกเราเป็นคนประเภทเดียวกัน ที่อยากเห็นการลงทุนลงแรง เอาเวลาพักผ่อนของตัวเอง แปลงเป็นตัวหนังสือ หวังว่าการเสียเวลานั้น มันจะ Spread Positive Vibe ให้แก่คนที่มาอ่านต่อไป และก็คาดหวังลึก ๆ ว่าเราจะได้เห็นพวกเขามีความสุขและสะท้อน Positive Vibe กลับมา

Positive Vibe ที่ว่า ไม่ได้หมายถึงต้องชมเนื้อหา ชมเกม หรือชมคนแปล ....แต่เป็นการตอบอย่างสร้างสรรค์ที่แสดงให้เห็นว่าคุณได้อ่านสิ่งที่เราเขียนไปอย่างดีแล้วค่อยตอบ ไม่ใช่อ่านลวก ๆ แล้วก็สักแต่พิมพ์ด่าอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องมา เพียงเพื่อระบายอารมณ์

ทว่าสิ่งที่ผมและ Maku เห็นคือ ต่อให้เราลำบากแปลไป 1-3 ชั่วโมงนะ พอแปลไปแล้ว เราก็เจอแต่ Negative Vibe กลับมา... แล้วไอ้ที่เขาโพสต์ตอบ ๆ กันมา ก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับไอ้ที่เราแปลกันไปเลย

พอเป็นแบบนี้ซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ หลายปี

ก็เริ่มรู้สึกว่า ไม่รู้จะลำบากแปลแล้วโพสต์ให้คนอื่นมาดราม่าหรือด่ากันทำไม ยังไงเราในฐานะผู้แปลหรือในฐานะคนข่าว ก็แทบไม่มีโอกาสได้เห็นอะไรดี ๆ จากผู้อ่านขึ้นมา ถ้าเราอยากจะเข้าใจเนื้อหาที่เราอ่านนั้น เราแปล แล้วก็เซฟเก็บไว้เอง อ่านเองคนเดียว ก็ได้นี่หว่า

หลาย ๆ ครั้งช่วงหลัง ผมก็เลือกทำแบบนั้น คือไปแปะเนื้อหาไว้ในตัวเว็บไซต์ ที่เป็นเสมือน library ของผม

นั่นจึงเป็นที่มา กลับสู่ประโยคแรกที่ผมจั่วไว้ด้านบน

บ่อยครั้ง ผมมักจะนึกถึงโลกอินเตอร์เน็ตในยุคที่ผมเป็นวัยรุ่นเหลือเกิน... โลกที่ทุกคนยังไร้เดียงสาและไม่ได้คลั่งการ Spread Negative Vibe มากเช่นทุกวันนี้

Thursday, October 1, 2020

บทสัมภาษณ์ทีม Localize Final Fantasy VII Remake (Part 1)

 

*หมายเหตุว่า - Localize ไม่ใช้การแปลตามตัวอักษร แต่เป็นการแปลงเนื้อหาให้เข้ากับวัฒนธรรมทางการพูดและวัฒนธรรมภาษาของกลุ่มเป้าหมาย ภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ ใน Production

ผู้ถูกสัมภาษณ์

- เบ็น (Ben Sabin - รับผิดชอบภาษาอังกฤษ)

- โลวรองต์ (Laurent Sautière - รับผิดชอบภาษาฝรั่งเศส)

- ไดอานา (Diana Kawamata - รับผิดชอบภาษาเยอรมัน)

- โนริโคะ (Noriko Ueda - ผู้จัดการทีม Localization)

-------------------------------------------------------
ทีม Localize เข่าร่วมโปรโจคท์ตั้งแต่เมื่อไหร่? มีโครงสร้างทีมยังไง?
-------------------------------------------------------

(โนริโคะ) ทีม Localize เข้าร่วมโปรเจคท์ FFVII Remake ตั้งแต่ตอนเปิดตัวเทรลเลอร์แรกในปี 2015 โดยทีมประกอบด้วยทั้ง in-house และ outsource / freelance

-------------------------------------------------------
ในการแปลเกมรีเมคแบบนี้ เกิดความท้าทายใดบ้างขึ้นเป็นพิเศษ?
-------------------------------------------------------

(เบ็น) ด้วยความที่ตัวเกมมี Original Translation (PS1) อยู่แล้ว แต่มาตรฐานการแปลมันพัฒนาขึ้นมาตามยุคสมัย บริบทหลายอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป การบาลานซ์ความคาดหวังของแฟน ๆ จึงเป็นเรื่องยาก

(เบ็น) แฟน ๆ แต่ละคน ทุกคน ต่างก็ก็มี "บทแปลในอุดมคติ" ของตัวเองกันอยู่แล้ว เราจึงได้ข้อสรุปว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะแปลให้ทุกคนพอใจได้ ไม่ว่าจะทำยังไงก็ตาม

(โลวรองต์) หวั่นใจอยู่ เกมนี้จักรวาลใหญ่ ถูกคาดหวังสูง ต้องใช้ความพยายามหาสมดุลระหว่างการแปลแบบคงเนื้อหาออริจินอล กับการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาบางส่วนตามความจำเป็น

-------------------------------------------------------
ความยากในการ Localize สคริปต์บทพูด ที่ต่างจากสคริปต์ที่เขียนขึ้นเพื่อให้แฟน ๆ อ่านเอง อยู่ที่ตรงไหน?
-------------------------------------------------------

(เบ็น) เรามีไกด์ไลน์ว่าในการแปลสคริปต์พูด ความยาวเมื่อพูดประโยคออกมา จะต้องต่างจากเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่นไม่เกินบวกลบ 0.2 วินาที ดังนั้นการแปลแบบที่คุณคิดว่าน่าจะดีที่สุดสำหรับประโยคนั้น ก็อาจจะไม่สามารถเอามาใช้ได้เสมอไป เพราะม้นยาวหรือสั้นกว่าเวอร์ชั่นญี่ปุ่นมากเกินไป

(เบ็น) และถึงแม้จะแปลมาแล้ว ยาวกว่าเวอร์ชั่นญี่ปุ่นไม่เกิน 0.2 วินาที ก็ยังต้องเช็คอีกว่า มันจะไปทับกับบทพูดประโยคถัดไปรึเปล่า

(เบ็น) สำหรับเกมนี้ เรามีการบันทึกเสียงพากย์ตัวละครหลายตัวดำเนินไปพร้อมกัน พอเราจะเช็คบทพูดประโยคหนึ่งของตัวละครฉากหนึ่งว่ามันรับ-ส่งอารมณ์กับตัวละครที่เรากำลังบันทึกเสียงพากย์อยู่ได้รึเปล่า บางทีเสียงพากย์ของอีกตัวละครนั้น มันก็อาจจะอยู่ในฮาร์ดดิสก์อีกลูก (ทำให้การเช็คยุ่งยาก)

(เบ็น) นอกจากนี้ยังมีความยุ่งยากในการจัดโครงสร้างประโยคให้แมตช์กับการเคลื่อนไหวของใบหน้าและท่าทางของตัวละครด้วย เช่น ถ้าแอริธก้มหน้าเป็นเวลา 3.5 วินาทีในระหว่างบทพูดที่ยาว 4 วินาที ก็ต้องให้คำที่เธอพูดตอนก้มหน้าเป็นคำที่ดูเน้นขึ้นมาอีกหน่อย และต้องเป็นคำที่ใคร ๆ ก็พูดเน้นกันเป็นธรรมชาติ 

(เบ็น) ไหนยังต้องเช็คความต่อเนื่องของอารมณ์ในซีนนั้น ๆ ให้ดี บางครั้งเราอาจคิดว่าเราแปลประโยคนั้น ๆ ได้ Perfect ดีแล้ว แต่พอทบทวนดูบริบทโดยรวมทั้งซีน มันกลับพัง

(เบ็น) นักพากย์แต่ละคน มีจังหวะการพูดของตัวเอง ซึ่งแตกต่างกันออกไป และจังหวะการพูดนั้นมันก็ไม่ตรงกับผู้แปล ดังนั้น ต่อให้คุณคิดว่าคุณแปลได้ความยาวเสียงที่เหมาะสมจนสมบูรณ์แบบ ....แต่พอเอามาพากย์ในสตูดิโอแล้ว พอนักพากย์พูดออกมาจริง ๆ (แล้วความยาวมันไม่ได้ เพราะจังหวะการพูดเขาไม่เท่ากับคนแปล) มันกลับต้องมาทำงานกันใหม่

(โลวรองต์) แปลสคริปต์เสียงพากย์เกมญี่ปุ่นนี่งานโคตรหิน ในขั้นตอนแปลและพากย์เสียงภาษาฝรั่งเศสนี่ ส่วนใหญ่คัตซีนก็ยังทำกันไม่เสร็จ หมายความว่าต้องแปลโดยที่ยังไม่เห็นคัตซีน หรือไอ้ที่เห็นก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงมากมายภายหลัง

(โลวรองต์) กรณีภาษาอังกฤษนี่ยังโชคดี เกมมีทำลิปซิงค์ให้ขยับปากตามเสียงพากย์อังกฤษไว้ แต่ของภาษาฝรั่งเศสไม่มี เลยต้องแปลให้การขยับปากใกล้เคียงกับเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่นให้ได้มากที่สุด (ซึ่งคัตซีนมันยังไม่เสร็จ ก็เลยไม่ได้เห็นว่ามันขยับกันจริง ๆ ยังไง) ดังนั้นลำพังการแปลให้ความยาวเสียงมันเท่ากับภาษาต้นฉบับ มันก็ไม่เพียงพอ

(โลวรองต์) ไหนยังต้องคำนึงอีกว่านักพากย์ญี่ปุ่น ชอบพูดแล้วหยุดเว้นวรรคระหว่างคำบ่อย ๆ ให้ดูดราม่าอีก ซึ่งภาษาฝรั่งเศสเขาไม่ทำกัน

(โลวรองต์) ดังนั้น สมมติประโยคหนึ่งในภาษาญี่ปุ่น มีการพูดแล้วเว้นวรรคสองช่วง เราเลยขอแปลเป็นสามประโยคสั้น ๆ ในภาษาฝรั่งเศสไปดีกว่า, หรือไม่ก็ต้องพยายามหาหนึ่งประโยคที่มันพูดแบ่งวรรคสั้น ๆ หลายครั้งแบบนั้น แล้วไม่ดูแปลกจนเกินไป

(ไดอานา) แกรมมาร์และสไตล์การพูดของเยอรมันกับญี่ปุ่นนี่แตกต่างกันขั้นสุด อุปสรรคใหญ่ก็แปลให้ทั้งความยาว และการเว้นวรรคแมตช์เข้ากับภาษาญี่ปุ่นได้ มันต้องใช้ความครีเอตสูงมาก ภายใต้ข้อจำกัดทั้งปวง

-------------------------------------------------------
แล้วเกมนี้ต่างจากการ Localize เกมอื่น ๆ ยังไง?
-------------------------------------------------------

(เบ็น) คุณภาพของคัตซีนที่ยังทำไม่เสร็จ (ที่เอามาเป็นไกด์ไลน์ประกอบการทำพากย์เสียง) กับเราสามารถไปเช็คคัตซีนมากมายเหล่านั้นในระหว่างกระบวนการแปลได้ ทำให้ง่ายต่อการปรับแต่งบททั้งหมดให้ออกมาสุดความสามารถได้

(เบ็น) นักพากย์ Hype กันทั้งสตูดิโอ โปรแกรมเมอร์ ผู้คนทั้งหมดก็ excited กันไปด้วย ทุกคนสู้ตายถวายหัวให้ จนไม่รู้ว่าจะได้เห็นความบ้าคลั่งขนาดนี้จากที่ไหนได้อีกรึเปล่า

(โลวรองต์) ตารางงานแน่นเอี๊ยด ต้องจัดสรรสตาฟฟ์มาเยอะและทำ multitask กันหนักเพื่อให้ทันเด็ดไลน์

(โลวรองต์) ปกติงานสเกลนี้ ใช้นักแปล 2-3 คนต่อภาษา แต่สำหรับเกมนี้ ใช้ 6 คน (ต่อภาษา) ซึ่งมันยากที่จะทำให้แปลได้กลมกลืนกัน

(โลวรองต์) บางครั้งการเปลี่ยนแปลงสคริปต์ญี่ปุ่นเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจกระทบการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสให้เปลี่ยนแปลงไปมาก 

(ไดอานา) นี่เป็นงานพากย์เสียงเต็มรูปแบบเกมแรกที่ได้มาทำเลย

-------------------------------------------------------
ช่วยยกตัวอย่างหน่อยว่าวัฒนธรรมการ Localize ที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีผลกับโปรเจคท์นี้ยังไง?
-------------------------------------------------------

(เบ็น) สมัยก่อน มันจะเป็นการโยน text file ให้คนแปลที่ตัวอยู่ไหนก็ไม่รู้ เอาไปแปลมาส่ง, แต่ทุกวันนี้ หลายเกมที่เราแปลจะทำโดยทีม in-house ที่นั่งทำงานข้าง ๆ คนเขียนบทและโปรแกรมเมอร์ มันไม่เพียงทำให้คนแปลและทีมงานสื่อสารถ่ายทอดข้อมูลกันได้อย่างอิสระ แต่ยังให้โอกาสได้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคท์มากขึ้น

(เบ็น) ตัวอย่างเช่น หลาย ๆ เพลงที่มีเพลงร้องเป็นภาษาอังกฤษภาษาเดียว เราก็จะได้รับมอบหมายให้แปลเนื้อเพลงที่ ผกก. แต่ง เอาไปแปลงเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมได้อธิบายบรรทัดต่อบรรทัดให้ฟังด้วยว่าทำไมถึงเลือกแปลชอยส์นั้น

(เบ็น) ก่อนหน้านี้ยังเคยร่วมมือกับทีมงาน เซ็ตมาตรฐานในการตั้งชื่อสถานที่เวอร์ชั่นญี่ปุ่นกับอังกฤษของเกม ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดแล้วชื่อจะสื่อไปในคนละ term แต่อย่างน้อยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ก็จะได้รู้ว่าการตัดสินใจของแต่ละคนนั้นมันมีความเป็นมายังไง ตอนที่เริ่มมีการแปลเกม ผมไม่คิดมาก่อนว่าการร่วมมือกันจะพัฒนามาจนถึงจุดนี้ได้

(โลวรองต์) 20 ปีก่อน เราต้องทำงานกับ text file ที่จัดโครงสร้างเรียงกันมาแปลก ๆ และต้องมางมงงกับมันมาก แต่ทุกวันนี้ แม้ว่าทุกอย่างจะยังไม่เพอเฟคท์และบางครั้งเรายังต้องใช้ความพยายามในการหาอะไรยังไงอยู่บ้าง ทว่าเราก็มี localization tool ที่มีฟังค์ชันค้นหาที่ทรงประสิทธิภาพ และมีสิ่งอื่น ๆ ที่เพิ่มความสะดวกสบายให้อีกมาก ทำให้การจะทำอะไรต่าง ๆ มันง่ายขึ้นเยอะ

(โนริโคะ) สมัยก่อนเกมจะค่อยถูก localize หลังจากที่ทุกอย่างในภาคญี่ปุ่นเสร็จสมบูรณ์แบบแล้ว ทว่าการ localize ในปัจจุบันนี้ จะทำไปพร้อมกับการสร้างเกมเลย เพื่อที่เกมทุกเวอร์ชั่นจะวางจำหน่ายได้อย่างพร้อมเพรียงกัน 

(โนริโคะ) โดยธรรมชาติของการสร้างเกมแล้ว ก็จะมีการเปลี่ยนแปลง text ภาษาญี่ปุ่นไปอย่างมากมายตลอดการพัฒนา การไล่แก้ตามความเปลี่ยนแปลงมหาศาลนั้นให้ได้ และวางจำหน่ายให้ทันกำหนด ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

(โนริโคะ) สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยในการแปลเกมนี้ไว้ก็คือ translation file management tool ที่ชื่อ Byblos ที่ทีม Localize พัฒนากันขึ้นมา มันมีฟีเจอร์ช่วยติดตามและอัปเดตให้เราทราบว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตรงไหนกับ text ภาษาญี่ปุ่น และแต่ละภาษาแก้ตามกันไปถึงไหนแล้ว

https://na.finalfantasy.com/topics/218