Monday, January 31, 2011

ข้อมูลล่าสุด Final Fantasy Type-0

สรุปจากแฟมิซือตามประสาคนขี้เกียจอย่างเช่นเคย

- แถบทางด้านซ้ายล่าง แสดง HP และ MP ที่เหลืออยู่ของตัวละครในปาร์ตี้ ในที่นี้คือ Rem, Machina และ Cinque

- ส่วนตัวเลข x9 ที่อยู่ข้างๆ นั้นหมายถึงจำนวนสมาชิกที่เหลืออยู่ในกลุ่ม ซึ่งเราสามารถสลับตัวละครในปาร์ตี้ แล้วเปลี่ยนเอา 9 คนนี้ออกมาสู้แทนได้

- ด้านขวาของจอจะแสดงบอกว่าปุ่มอะไรแทนการใช้สกิลใด ส่วนด้านบนที่เป็นรูปปุ่มวงกลมคู่กับปุ่มสามเหลี่ยมและเป็นรูปคนขี่ม้า ตรงนั้นเป็นการบอกว่าหากเรากดปุ่มทั้งสองพร้อมกันก็จะเรียกโอดินออกมาได้

- สาเหตุที่ชื่อของซีรียส์นี้จะใช้อักษรคันจิแทนตัวเลขโรมันและเลขอารบิก ก็เพื่อให้มันแตกต่างไปจาก FF ภาคหลัก คุณคิตาเสะยังได้เสริมว่าคันจิตัวนี้จะถูกใช้บอกเล่าผ่านเนื้อเรื่องในเกมด้วย อีกทั้งการใช้ตัวคันจิ "零式" ยังให้ความรู้สึกของการเป็นสงครามแห่งประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี

- ตัวคันจิที่ใช้ในโลโก้เกม วาดโดยคุณยูซึเกะ นาโอระ ผู้กำกับศิลป์ของเกม ซึ่งคุณคิตาเสะเป็นคนขอให้เขาวาดให้หน่อย แล้วคุณนาโอระนี่ก็เป็นคนเดียวกับที่วาดอักษร "ชินระ" ให้กับ FFVII

- โลกของเกมนี้ประกอบด้วย 4 ประเทศ คือ มิลิเทส รูบรัม อนาเซ่ และ โคไก ซึ่งคริสตัลก็ทำหน้าที่เป็นแหล่งหลังงานให้กับประเทศเหล่านี้ โดยแต่ละประเทศก็จะเก็บคริสตัลไว้ที่ "เพอริสเตอเรียม" ซึ่งหมายถึงโรงเรียนฝึกสอนเวทมนต์

- เนื้อเรื่องของเกมเริ่มต้นขึ้นเมื่้อจักรวรรดิมิลิเทสเข้ารุกรานประเทศรูบรัม เป้าหมายของพวกมันก็คือการแย่งชิงคริสตัลจากเพอริสเตอเรียมไป โดยพวกมันกะจะใช้อาวุธใหม่ที่เรียกว่า "คริสตัลแจมเมอร์" เพื่อลดทอนพลังของคริสตัล ทำให้รูบรัมไม่อาจต่อกรได้ ดังนั้นเหล่าตัวเอกซึ่งเป็นนักเรียนในเพอริสเตอเรียมของรูบรัม จึงต้องร่วมมือกันเพื่อกำจัดผู้รุกรานออกไป

- จักรวรรดิมิลิเทสพัฒนาอารยธรรมจักรกลมานาน พวกเขามีทั้งปืน ยานรบ และเครื่องจักรต่างๆ ทว่ารูบรัมกลับมีแต่เวทมนต์และสัตว์อสูร นักเรียนของรูบรัมเลยต้องใช้วทเมนต์กับอสูรเหล่านี้ขับไล่พวกจักรวรรดิออกไป 

- คุณทาบาตะบอกว่าจะว่าไปแล้วเพอริสเตอเรียมของรูบรัม ก็เป็นทั้งเมือง และเป็นทั้งศูนย์บัญชาการ ผู้เล่นต้องรับคำสั่งจากเพอริสเตอเรียม พอได้คำสั่งแล้วก็เลือกสถานที่ๆ จะไปในเวิร์ลแมพ และเมื่อถึงแล้วก็จะเริ่มมิสชั่น

- เนื้อเรื่องของเกมนี้จะเน้นไปที่มุมมองของมนุษยชาติที่ดำรงอยู่ในตำนาน Fabula Nova Crystallis ซึ่งมนุษย์เหล่านี้ถือกำเนิดมาจากเลือดของเทพธิดาเอโทร แล้วดราม่าแห่งสงครามนี้จะแสดงให้เห็นว่าเทพมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างไร


- ตัวละครหลัก 12 คนแรกเท่าที่เปิดเผยมาแล้วก็มี Cinque Seven Eight Nine Trey Jack Queen แล้วล่าสุดก็มีการเปิดเผยตัวละครที่ 13-14 ที่ชื่อ Rem และ Machina ซึ่ง 2 คนหลังนี้อาจไม่ใช่คนที่มีบทบาทสำคัญในมุมมองของประวัติศาสตร์ แต่ก็ถือเป็นตัวละครหลักของเรื่องเช่นกัน

- เกมนี้ยังคงมีระบบ EXP และ Level แถมตัวละครยังแข็งแกร่งขึ้นได้จากการสวมใส่เครื่องประดับและติดตั้งอบิลิตี้ต่างๆ และเนื่องจากเกมนี้จะเน้นไปที่การต่อสู้ด้วยเวทมนต์เป็นสำึคัญ การใช้เวทมนต์ขั้นสูงจึงแตกต่างจาก FF ภาคอื่นๆ อย่างเช่นในการใช้เวทไฟ หากกดปุ่มค้างไว้ก็จะเป็นการร่าย ไฟร่า และ ไฟราก้า หากปรับแต่งเวทเหล่านี้มาให้ดีแล้ว เวลาที่ใช้ในการร่ายเวทขั้นสูงก็จะลดลงมาเรื่อยๆ และยังทำให้ลูกบอลไฟที่พุ่งออกไปมีความเร็วและแรงมากขึ้น

- ในโลกของ Type-0 การใช้เวทมนต์จะเป็นเรื่องปกติธรรมดาดั่งการใช้อาวุธ มนต์อสูรเองก็เช่นกัน มีใช้กันเต็มไปหมด อย่างบาฮามุทก็จะมีด้วยกันหลายตัว หากบาฮามุทถูกฆ่าไปสักตัว เราก็อัญเชิญบาฮามุทตัวใหม่มาได้

- ก่อนจะออกไปรบ เราสามารถเลือกได้ว่าจะพาอสูรไหนไปด้วย แต่ในช่วงต้นเกมจะมีอสูรให้เลือกไม่เยอะ เมื่อเราเรียกอสูรออกมาแล้ว ก็จะได้บังคับมันด้วย คุณทาบาตะบอกว่ามนต์อสูรนั้นทรงพลัง และการบังคับมันก็ให้ความรู้สึกดี ทว่าพวกมันจะปรากฏตัวออกมาแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

- จากที่อธิบายไปแล้วผ่านทางนิตยสารเดนเกคิ เวลาเล่นมัลติเพลเยอร์แล้วให้เพื่อนมาช่วย ทีมของเพื่อนจะมาช่วยได้แค่เพียง 3 นาทีเท่านั้น เมื่อครบ 3 นาทีแล้วทีมของเพื่อนก็จะเข้าสู่สภาวะ Mission Ended แล้วพวกเขาจะหายตัวไป (ทางแฟมิซือเลยหยอกว่า หยั่งกะอุลตราแมนเลย...) ซึ่งเพื่อนที่มาช่วยนี้ก็จะได้รางวัลตามคุณค่าว่าได้ช่วยเหลือผู้เล่นที่เป็นโฮสต์มากน้อยแค่ไหน หากเล่นดีๆ ก็จะมีการต่อเวลาให้เล่นเกิน 3 นาทีไำด้

- ถึงแม้ทีมของเราจะมี 12-14 คน แต่เวลาสู้จริงจะใช้ได้พร้อมกันแค่ 3 คน ทว่าหากตัวละครตัวใดตัวหนึ่งตายไป ตัวละครที่เหลือก็จะเข้ามาเสียบได้ทันที ทำให้ครบ 3 คนดังเดิม เกมจะโอเวอร์ก็ต่อเมื่อพากันไปตายหมดทั้งทีม

- คุณทาบาตะบอกว่าสาเหตุที่ต้องทำออกมา 2 แผ่นก็เพราะหาทกำแผ่นเดียว พวกเขาก็ต้องตัดบางอย่างที่อยากทำออกไป เป้าหมายของพวกเขาก็คือการสร้างเกมที่มีคุณภาพระดับ HD ดังนั้นการจะสร้างคัตซีนออกมาให้ดี มันก็ต้องใช้เนื้อที่ไม่น้อยเหมือนกัน

- ปัจจุบันเกมนี้สร้างไปได้ 60% คุณคิตาเสะบอกว่าเนื่องจากเกมนี้ตั้งใจจะวางจำหน่ายในช่วงฤดูร้อน จึงเชื่อได้เลยว่าหลังจากนี้จะมีอัพเดททยอยตามมาเรื่อยๆ อย่างไม่ขาดสายแน่นอน

ที่มา : Famtasu1Famitsu2

Friday, January 28, 2011

The 3rd Birthday ยังไม่สิ้นหวังเรื่องภาคต่อซะทีเดียว!

 Square Enix ได้เปิดเผยผ่านบล็อกของเกม The 3rd Birthday ว่านับแต่วันที่ตัวเกมวางจำหน่ายจนถึงวันนี้ ได้มีผู้ปลดล็อคฉากอาบน้ำแล้วกดเข้าไปชมกว่า 80,000 ครั้งแล้ว

ทั้งนี้สาเหตุที่ทางค่ายรู้ถึงจำนวนดังกล่าวได้ก็เพราะระบบส่งข้อมูลระหว่างตัวผู้เล่นไปยังเซอร์เวอร์ของทาง Square Enix โดยตัวเลข 80,000 ดังกล่าวนั้นก็คิดมาจากยอดรวมของจำนวนครั้งที่ผู้เล่นทั้งหมดที่เคยส่งข้อมูลกับทางค่ายได้เข้าไปดูฉากอาบน้ำ ซึ่งหากนับรวมกลุ่มผู้เล่นที่ไม่ได้ส่งข้อมูลเข้าไปด้วย ก็คงได้ตัวเลขที่มากกว่านี้เป็นเท่าตัวแน่แท้

ทั้งนี้ทางค่ายยังได้ลงข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้เล่นสามารถปลดล็อคฉากอาบน้ำนี้ให้ปรากฏในเมนู Video Log ได้ หากผู้เล่นทำเงื่อนไขบางอย่างได้สำเร็จ ว่าแล้วทางค่ายก็พูดทิ้งท้ายไว้แบบนี้โดยไม่ยอมบอกว่าเงื่อนไขดังกล่าวคืออะไร ทว่าใครที่ติดตามอ่านข้อมูลจากแฟมิซือมาตลอด คงจะพอรู้กันแล้วว่าเงื่อนไขดังกล่าวก็คือการจบเกม 50 รอบนั่นเอง

นอกจากนี้ทางค่ายยังได้จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 28 มกราคมถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ โดยในเวลาดังกล่าว ผู้เล่นที่สามารถฆ่าทวิสเต็ดไปได้เกิน 1,000 ครั้ง (สามารถเช็คได้ในเว็บว่าฆ่าไปเท่าไหร่แล้ว) จะได้รับฉายาพิเศษที่เรียกว่า CTI Investigator เอาไว้ใช้อวดบารมีในเว็บ Square Enix Members นั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้น หากภายในเวลาดังกล่าวผู้เล่นทุกคนสามารถทำยอดการกำจัดทวิสเต็ดรวมกันได้มากกว่า 100 ล้านครั้ง ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนจะได้รับคอสตูม Armor Knight เอาไปให้อายะใส่ในเกม

ปิดท้ายด้วยเสี้ยวหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ล่าสุดของเกม Final Fantasy Type-0 ที่ทางแฟมิซือได้ถามคุณคิตาเสะและคุณทาบาตะ ถึงความเป็นไปได้ในการทำภาคต่อของเกม The 3rd Birthday ในประเด็นนี้คุณทาบาตะตอบว่า "ตัวเกมได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้เล่น และมีคนมากมายที่ร้องขอเรื่องนั้นเข้ามา ระหว่างที่กำลังพัฒนา Type-0 ให้เสร็จสิ้น ผมเองก็จะรอคอยโอกาสนั้น" ทางด้านคุณคิตาเสะก็เสริม "CEO ของพวกเราก็สนใจอยู่เหมือนกัน ถ้าเขาให้โอกาส ผมก็เต็มใจอย่างยิ่งที่จะทำ"


งานนี้คงต้องฝากความหวังสุดท้ายไว้กับเสียงตอบรับฝั่งอเมริกาแล้วล่ะครับ ถ้าเสียงตอบรับดี คำสั่งอนุมัติให้ทำภาคต่อก็คงจะมาถึงในไม่ช้า...

Update : หลังเคลียร์เงื่อนไขของกิจกรรมแล้วให้ส่งข้อมูลเข้าเซอร์เวอร์ แล้วถึงจะได้คอสตูมมา แต่ถ้าใครมีชุด Aromor Knight อยู่แล้วก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนฉายา CTI Investigator จะได้ในช่วงปลายกุมภาพันธ์ ใครฆ่าครบพันแล้วก็ต้องรอไปก่อน

ที่มา : The 3rd Birthday

Monday, January 24, 2011

ค่าพลังโจมตีของท่าต่างๆ ใน Dissidia 012 Prologus

 ยังคงเดินหน้าแฮ็คกันอย่างไม่หยุดยั้งสำหรับคุณ Kraid และคุณ Ujhbn (อ่านไม่ออกเว้ย..!!) สองผู้ดูแลจากบอร์ด Dissidiaforums ที่ช่วยกันแกะข้อมูลจากเกม Dissidia 012 Prologus -Final Fantasy- มาตีแผ่ให้ทั่วโลกได้รู้เรื่องราวลับๆ บางอย่างเกี่ยวกับตัวเกมที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผยกัน ซึ่งล่าสุดนี้ คุณ Ujhbn ก็ได้ช่วยแงะสูตรคำนวณพลังโจมตี พร้อมทั้งค่าพลังโจมตีของท่าต่างๆ ในเกมมาให้ดูกันแล้ว ลองไปดูกันเลยดีกว่าว่าท่าโจมตีต่างๆ ในภาคนี้ ถูกปรับลดให้แรงขึ้นหรือเบาลงยังไงกันบ้าง

แต่ก่อนจะเข้าสู่ค่าพลังของค่าต่างๆ ขอเริ่มจากการแปะสูตรคำนวณดาเมจก่อน

สูตรคำนวณดาเมจ

{ดาเมจพื้นฐาน x พลังโจมตีของท่า x [(1 หรือถ้าคริติคอลก็ 2) + โบนัสจากอุปกรณ์ส่วนใส่]}

= ดาเมจที่ปรากฏจริงบนจอ

* ค่าที่คำนวณได้จะถูกปัดให้เป็นจำนวนเต็ม โดยใช้หลักต่ำกว่า 5 ก็ปัดลง

กรณีที่ ATK ต่ำกว่า DEF ศัตรู :
ดาเมจพื้นฐาน = {10 ÷ [(DEF ศัตรู - ATK ของเรา) + 10 ]} x ค่าเบรฟดิบของศัตรู ÷ 100

กรณีที่ ATK มากกว่า DEF ศัตรู :
ดามจพื้นฐาน = {[(ATK ของเรา - DEF ของศัตรู) + 10 ] ÷ 10} x ค่าเบรฟดิบของศัตรู ÷ 100

* ค่าเบรฟดิบ = ค่าเบรฟจริงๆ ของตัวละครเวลาถอดอุปกรณ์ทั้งหมดออก ในภาคเก่าจะมีค่า 667 ที่ LV.100
** การโจมตีของตัวละครแอสซิส ใช้ค่า ATK เดียวกับตัวละครที่เราใช้อยู่

พลังโจมตีของท่า : ค่าพลังที่จะเขียนต่อด้านล่าง
โบนัสจากอุปกรณ์สวมใส่ : ค่าพลังเสริมที่มาจากอาวุธ เีครื่องประดับ

พลังโจมตีของท่า

ท่าที่พลังโจมตีต่ำกว่า 20 = กาก
ท่าที่พลังประมาณ 30 = เกรียน
ท่าที่พลังมากกว่า 40 = โกง

Lightning

- เวลาอยู่ในโหมด Commando ค่า ATK จะ +1
- EX Effect ของเธอคือ โจมตีเพื่อเบรคศัตรูได้ทันที หากศัตรูเหลือเบรฟต่ำกว่า 30% ของค่าเบรฟดิบ

ชื่อท่า - พลังโจมตีในแต่ละฮิต = พลังโจมตีรวม

Brv Attacks
Smash Upper - 12,10,18 = 40
Area Blast - 2 x7 hits, 4, 12 = 30
Ruinga - 10,15 = 25
Impact Break - 12,10,18 = 40
Blaze Rush - 7 x3 hits,14 = 35
Ruin 10 ต่อลูก
Fire 4 ต่อลูก
Thundaga 10 ต่อลูก
Aerora 1 x5 hits, 6 = 11
Thunder 2,3,5 = 10
Watera 15
Blizzara 2,10 = 12
Army of One - 3 x6 hits,12 = 30
Cure  - 1,2,3,4,5,6% ของค่าเบรฟดิบ

HP attacks
Flourish of Steel - 3,3,4 = 10
Lightning Strike - 7 ต่อฮิต
Thunderfall - 2 x6 hits = 12

Brv > HP chain
Smash Upper > Flourish of Steel = 12,10 > 3,3,4 = 32

EX Burst
ดาเมจเริ่มต้น: 12, 4 x5 hits = 32
ดาเมจเมื่อกดได้ Perfect: 13 x4 hits, 4 x5 hits = 72
Total = 104

Kain

ชื่อท่า - พลังโจมตีในแต่ละฮิต = พลังโจมตีรวม

Brv Attacks
Piercing Lance 2 x6 hits,5,15 = 32
Spiral Blow 20
Cyclone 10 **
Celestial Shooter 2 x4 hits,7 = 15 + ...
แทงขึ้น 4,4,5,12=25, แทงตรง 15, แทงลง 15
Total = 40 หรือ 30 หรือ 30
Thrust Rush 7,8 = 15 + ...
แทงขึ้น 15, แทงตรง 2 x4 hits,12=20, แทงลง 15
Total = 30 หรือ 35 หรือ 30
Crush Dive 1 x7hits,8 = 15 + ...
แทงขึ้น 15, แทงตรง 15, แทงลง 1 x7 hits,6,12=25
Total = 30 หรือ 30 หรือ 40

** Cyclone ถือเป็นท่าโจมตีทางกายภาพ

HP attacks
Jump 2 ต่อฮิต
Gungnir ต่อฮิต
Sky Grinder ต่อฮิต

EX Burst
ดาเมจเริ่มต้น: 20,10 = 30
ดาเมจเมื่อกดได้ Perfect: 70
Total = 100

Warrior of Light

- EX Effect ทำให้ DEF+10

ชื่อท่า - พลังโจมตีในแต่ละฮิต = พลังโจมตีรวม - พลังโจมตีในภาคที่แล้ว

Brv Attacks
Dayflash 3,4,15=22 - 8,8,10=26
Sword Thrust 6,3 x3 hits,15=30 - 8,4 x3 hits,10=30
Ascension 4,5,11,20=40 - 1,2,7,30=40
Blue Fang 7 ต่อฮิต - 12 ต่อฮิต
White Fang 6 ต่อฮิต - 10 ต่อฮิต
Crossover 5,5,10,20=40 - 2,2,6,30=40
Rising Buckler 2 x4 hits,6,16=30 - 1 x4 hits,6,15=25
Shield Strike 2 x4 hits,6,16=30 - 1 x4 hits,6,15=25

HP attacks
Ultimate Shield 4 x3 hits,8 =20 - ภาคก่อนไม่มี
Rune Saber 2 x3 hits,4=10 - 3 x4 hits=12
Bitter End 2 x6 hits,3=15 - 1 x6 hits,2=8

Brv > HP chain
Ascension > Rune Saber = 4,5,11,20 > 2x3,4 = 50 - 40+12=52
Crossover > Rune Saber = 5,5,10,20 > 2x3,4 = 50 - 40+12=52
both Buckler > Bitter End = 2x4,6 > 2x6,3 = 29 - 10+8=18

EX Burst (เท่าของเดิม)
ดาเมจเริ่มต้น: 5,5,5 =15
ดาเมจเมื่อกดได้ Perfect: 10*6,25 =85
Total = 100

Cloud

- EX Effect เหมือนเดิมคือ โบนัสพลังโจมตีแปรผันตรงกับ HP ที่เหลือ ถ้า HP เต็มก็ +100%

ชื่อท่า - พลังโจมตีในแต่ละฮิต = พลังโจมตีรวม - พลังโจมตีในภาคที่แล้ว

Brv Attacks
Double Cut 7,13=20 เท่าของเดิม
Climhazard 3 x4hits,8,15=35 เท่าของเดิม
Sonic Break 8,12,25=45 8,12,30=50
Blade Beam 15,5,10=30 เท่าของเดิม
Fire 10 เท่าของเดิม
Slashing Blow 5,10,25=40 10,10,20=40
Aerial Fang 25 เท่าของเดิม

HP attacks
Cross Slash 5,5=10 เท่าของเดิม
Meteorain  10 เท่าของเดิม
Braver 2,1 x? hits - 5,1 x? hits
Finishing touch 1 x4hits, 2 x5hits=18 เท่าของเดิม
Omni v5 2 x4hits,5,7=20 2 x4 hits,5,8=21

Brv > HP chain
Sonic Break > Finishing Touch = 8,12 > 1x4,2x5 = 38 เท่าของเดิม
Slashing Blow > Omni v5 = 5,10 > 2 x4 hits,5,7 = 35 20+20=40

EX Burst (เท่าของเดิม)
ดาเมจเริ่มต้น: 14,14 = 28
ดาเมจเมื่อกดได้ Perfect: 2x20 = 40
Total = 68 * บวกด้วย % ของพลังชีวิตที่เหลืออยู่ ถ้าพลังชีวิตเต็มก็ +100%...

Garland

ชื่อท่า - พลังโจมตีในแต่ละฮิต = พลังโจมตีรวม - พลังโจมตีในภาคที่แล้ว

Brv Attacks
Round Edge (แบบสั้น) 7,8,30=45 - 5,5,25=35
Round Edge (แบบยาว) 7,8,9,2,2,2,15=45 - 5,5,5,3,3,3,21=45
Lance Charge 2 x4 hits,5,15=28 1 x4 hits,25=29
Highbringer (ปกติl) 5,19=24 - 10,10=20
Highbringer (กดค้าง) 5,2,2,15=24 - 10,10,10,10=40
Thundaga 10 ต่อฮิต - ภาคก่อนไม่มี
Twin Swords 7,8,15=30 - 10,10,10=30
Twist Drill 4,4,8,14=30 - 2,2,6,10=20
Chain Cast 7,8=15 5,5=10
Bardiche 30 - 25

HP attacks
Earthquake 8,2 x5hits=18 - 5,2 x3 hits=11
Tsunami 2 x6hits = 12 - 2 x5hits = 10
Flare 15 - ภาคก่อนไม่มี

EX Burst
ดาเมจเริ่มต้น: 12,12 =24 - 10,10 = 20
ดาเมจเมื่อกดได้ Perfect: 4x3,3x4,16,5x4,16 =76 - 4x3,3x4,16,5x4,16 = 76
Total = 100 - 96

Kefka

ชื่อท่า - พลังโจมตีในแต่ละฮิต = พลังโจมตีรวม - พลังโจมตีในภาคที่แล้ว

Brv Attacks
TTB 5,25 - 10,20
SSB 5,6 ต่อฮิต - 5, 5 ต่อฮิต ** ท่าน้ำแข็งนรก.... ท่าหากินของเคฟก้า
LST 15 ต่อฮิต - 5 หรือ 15 หรือ 20
ZTT 10 ต่อฮิต - ต่อฮิต
ECF 15 ต่อฮิต - 30 ต่อฮิต
WWF 3 x7 hits=21 - 2 x7 hits=14
Ultima 15,25=40 - 5,45=50
Meteor 15 ต่อฮิต - 35 ต่อฮิต

** ถึงพลังจะเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่จำนวนฮิตลดลงอย่างมาก จากเต็มที่ 15 ฮิตเหลือ 6 ฮิต

HP attacks
ทุกท่าเป็นการอัดเข้าเนื้อโดยตรง ไม่มีท่าที่ลดเบรฟก่อนเลย

EX Burst
ดาเมจเริ่มต้น: 8,4,4,4 = 20 - 4,4,4,4 =16
ดาเมจเมื่อกดได้ Perfect: 10 x8 hits = 80 - 10 x8hits = 80
Total = 100 - 96

Sephiroth

ชื่อท่า - พลังโจมตีในแต่ละฮิต = พลังโจมตีรวม - พลังโจมตีในภาคที่แล้ว

Brv Attacks
Moment 1x7,13 =20 - ภาคก่อนไม่มี **
Reaper 2,1x5,10/1x6,10/3,1x5,2=43 - 2*7/2*8/3,1*5,2=40
Fervent Blow 4x5/1,1,1,7 =30 - 5,3*5/4,3,3,5=35
Shadow Flare 3 ต่อลูก - เท่าของเดิม
Sudden Cruelty 2x8,9/4,1x5,6=40 - 3*8,4/3,1*5,4=40
Oblivion 6,1*9,10=25 เท่าของเดิม
Godspeed 5,4x5/1,2,7=35 - 5,3*5/4,5,6=35

** คิดตามค่าพลังเวท...

HP attacks
Octaslash 2x6,4=16 - เท่าของเดิม
Scintilla 4,1*6=10 - เท่าของเดิม
Black Materia 3 ต่อฮิต เท่าของเดิม
Hell's Gate 2 ต่อฮิต เท่าของเดิม

EX Burst
ดาเมจเริ่มต้น: 5*5 = 25 - 5*5 = 25
ดาเมจเมื่อกดได้ Perfect: 5*6,9*5 = 75 - 5*6, 10*5 = 80
Total = 100 - 105

Jecht

ชื่อท่า - พลังโจมตีในแต่ละฮิต = พลังโจมตีรวม - พลังโจมตีในภาคที่แล้ว

* ตัวเลขหลังเครื่องหมาย "/" ให้เอามาคิดเมื่อจบคอมโบ ถ้ายังต่อคอมโบได้ก็ให้ข้ามตัวเลขนั้นไปเลย

Brv Attacks
Jecht Rush (แบบไม่ชาร์จ) 4/5 - 6/6
(ชาร์จ 1 ขั้น) 5,5/5 - 4,4/7
(ชาร์จ 2 ขั้น) 3x5/5 - 2x5/8
Jecht Stream(แบบไม่ชาร์จ) 2,2/5 - 3,3/6
(ชาร์จ 1 ขั้น) 2,2,1,1/5 - 2x4/7
(ชาร์จ 2 ขั้น) 1x8/5 - 1x4,2x4/8
2nd chain (ซัดกับพื้นต่อ) 1x9/12 - 3x3,5/9
(ซัดขึ้นจากฟ้า) 1x5,2/12 - 2x4,3,3/9
(ซัดกลางอากาศต่อ) 1x4,3/12 - 2x4,6/9
3rd chain (ซัดต่อจากพื้นหรือจากอากาศ) 1x4,6/19 - 4x4,8/10
(ซัดขึ้นฟ้า) 3,1x8,2/19 - 5,3x5,4/10
(ซัดลงพื้น) 5,5/1x4,15 - 6,6/3*4,10

HP attacks
Jecht Blade 2 x5=10 - เท่าของเดิม
(ชาร์จ 1 ขั้น) 1x6,2,2,3,3=16 - เท่าของเดิม
(ชาร์จ 2 ขั้น) 1x9,2x6=21 - เท่าของเดิม
Ultimate Jecht Shot 2,1x16=18 - 2,2,1x16=20
(ชาร์จ 1 ขั้น) 1x21=21 - 2x2,1x19=23
(ชาร์จ 2 ขั้น) 1x30=30 - 2x2,1x28=32
Triumphant Grasp 1x5,3,2=10 เท่าของเดิม
(ชาร์จ 1 ขั้น) 2x7,1=15 - เท่าของเดิม
(ชาร์จ 2 ขั้น) 2x10,1,1=22 - เท่าของเดิม

Combo damage
ทั้งหมดนี้คือแบบไม่ชาร์จ... แบบชาร์จไปคิดต่อยอดเอาจากค่าข้างบนเอาเอง
Rush:
Ground O,O,O: 4+9+10/19 = 42 - 6+14+24/10 = 54
Ground O,O,^O: 4+9+13/19 = 45 - 6+14+24/10 = 54
Stream:
Air O,O,O: 4+7+10/19 = 40 - 6+14+24/10 = 54
Air O,O,vO: 4+7+10/19 = 40 - 6+14+12/22 = 54

Rush จบด้วยตีเข้า HP:
Ground O,O,O + Blade: 4+9+10+10 = 33 6+14+24+10 = 54
Ground O,O,^O + UJS: 4+9+13+18 = 44 - 6+14+24+20 = 64
Stream จบด้วยตีเข้า HP:
Air O,O,O + Blade: 4+7+10+10 = 31 6+14+24+10 = 54
Air O,O,vO + Grasp: 4+7+10+10 = 31 - 6+14+12+10 = 42

EX Burst
ดาเมจเริ่มต้น: 5 - 5
ดาเมจเมื่อกดได้ Perfect: 5,5,10, 19x4 - 5,5,10, 15x4
Total: 101 - 85

------------------------------------------------------------------------------------------------

ความเห็นส่วนตัว

- พึ่งรู้ว่าคอมโบ Rune Saber ของพี่แสงแรงมาก... แต่ผมไม่ได้ใช้ เพราะท่ามันอ่านทางง่าย

- คอมโบ Omni V.5 ของคลาวด์โดนปรับพลังลงหน่อยนึง สมควรแล้ว

- เคฟก้า กากลงทั้งท่าเมเทโอ อัลทิม่า และน้ำแข็ง..... ของเดิมมันโหดร้ายไป

- เจคท์ โดนลดพลังลงไปมาก เพราะของเดิมมันเก่งเกินไป แต่ถึงอย่างไรคอมโบโจมตีเบรฟของเจคท์ก็ยังมีพลังเฉลี่ยอยู่ที่ 40 ซึ่งอยู่ในขั้นที่เหนือกว่าตัวอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

- งานนี้ใครใช้เจคท์ไม่เป็น ก็จะพบว่าเจคท์กากหนักกว่าเดิม แต่ใครที่ใช้เป็น... ก็น่าจะหิวโหยเจคท์กันมากกว่าเดิม ถึงแม้คอมโบแบบไม่ชาร์จจะมีพลังน้อยลง แต่คอมโบแบบชาร์จกลับเพิ่มระยะโจมตีและคุณสมบัติอื่นๆ ขึ้นมามากมาย แถมระยะเวลาที่ใช้ในการชาร์จก็น้อยลง

- และที่นรกที่สุดคืดเจคท์บล็อคมันอัพเกรดตัวเองขึ้นมาอีกชั้น ทั้งเพิ่มระยะเวลาที่การบล็อคมีผล ลดดีเลย์หลังใช้ท่าลง แถมเวลาใช้เจคท์บล็อคบนพื้น เจคท์จะไม่มีทางกระเด็นอีกด้วย.... โอ้ แม่จ้าววววววววว~

ที่มา : Dissidiaforums

Saturday, January 22, 2011

ตัวอย่างกระทู้ KH ของฝรั่ง.....

 ข้อมูลด้านล่างนี้เป็นเหตุการณ์จริงจากบอร์ดฝรั่งที่หนึ่ง แต่ขอสงวนนามไว้เพื่อปกป้องผู้ที่ถูกชำเราหน่อยละกัน

เรื่องมันเริ่มมาจากมีคนๆ หนึ่งมาตั้งกระทู้ว่า

BBSv2 แก็แค่เกมงี่เง่า....

"คิดบ้างป่ะว่า BBSv2 เป็นเกมที่ไร้ความหมาย? ผมหมายความว่า เกมมันก็คงจะสนุกอ่ะนะ แต่เราก็รู้คร่าวๆ แล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะในฉากจบลับของ BBS กับคัตซีนของ KH2 FM มันก็บอกมาแล้ว ทำไมนุโมระไม่เอาเวลาไปทำภาค DDD หรือภาค 3 ว้า?"

....... ผมอ่านแล้วผมพอจะจินตนาการได้ทันที ว่าถ้ากระทู้นี้อยู่ในบอร์ดไทย คนไทยจะตอบกันว่าอย่างไร .....

แต่แล้วลองมาดูกันว่า ถ้าเป็นฝรั่งเค้าจะตอบกันยังไง

ความเห็นที่ 1

เกมยังไม่ทันเปิดตัวเลย นายตัดสินไวเกินไปหน่อยรึเปล่า

ผมน่ะชอบเล่นเกมๆ เดียวแต่ได้น้ำได้เนื้อเต็มๆ ดีกว่าเล่น 3-4 เกมที่เนื้อหากลวงๆ ไม่แน่นอ่ะนะ

ความเห็นที่ 2

รอไปก่อนอย่าพึ่งตัดสินอะไรเลย เอาไว้ให้เกมวางแผงก่อนแล้วค่อยตัดสินกันดีกว่า ผมล่ะตื่นเต้นอยากจะลุยไปในดินแดนแห่งความมืด ที่มีโลกดิสนีย์ที่ถูกความมืดกลืนกินไปทีละดาวๆ มั่นใจเลยว่าเกมนี้จะเชื่อมโยงและตอบคำถามหลายๆ อย่างที่เราคาดไว้จากการดูฉากจบลับ

และที่จริงเกมนี้มันก็ไม่ได้เซอร์ไพรซ์อะไรเลย คุณโนมุระพูดไว้ตั้งนานแล้วว่าเขาอยากสร้างเกมที่เกี่ยวกับช่วงที่ร็อคซัสอยู่้ในองค์กร (358/2 Days) เกมในช่วงอดีตของเซอานอร์ท ทำไมเขาถึงสูญเสียความทรงจำ (BBS) เกมในช่วงที่ริคุหายตัวไปใน KH1 Days และ KH2 และเกมในช่วงมิคกี้ผจญภัยในดินแดนแห่งความมืด โดย BBS2 ดูท่าจะเป็นตอนที่มิคกี้ผจญในดินแดนแห่งความมืด และคร่อมช่วงนี้ริคุหายตัวไปด้วย และน่าจะมีเหตุการณ์อื่นๆ อีก

ความเห็นที่ 3

ตัวเกมคงจะโชว์ร่างฮาร์ทเลสของพวกลูกศิษย์ให้ดู และโชว์ฉากที่มิคกี้พูดว่าโลกได้เริ่มตกสู่ความมืดให้ได้เห็นด้วย หวังว่าเกมนี้เราจะได้เล่นเป็นมิคกี้และอควอ จะลุยไปในดินแดนแห่งความมืด หรืออย่างน้อยแค่อควอก็ได้

ความเห็นที่ 4

ผมไม่เห็นว่ามันจะไร้ความหมายตรงไหนเลย... ผมรอเกมนี้แทบจะไม่ไหวแล้วเนี่ย ต่อให้มันไม่ว่างจำหน่ายในยุโรปและอเมริกาแต่วางจำหน่ายแค่ในญี่ปุ่นที่เดียวก็เถอะ... อย่าลืมว่ามันยังมีคำถามอีกมายที่ยังไม่ได้รับคำตอบ และเกมนี้ก็จะมาแก้ปัญหาตรงนั้น รอไม่ไหวแล้ว

ความเห็นที่ 5

พวกเรารู้กันจริงๆ เหรอว่ามันเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว? KH มันเป็นนิยายนะ ผู้เขียนสามารถใส่อะไรที่เป็นเบื้องหลังลงไปได้เยอะแยะ ทั้งเหตุการณ์ที่เราไม่เคยรับรู้ แล้วไหนจะพวกข้อมูลยิบย่อยที่ยังไม่ได้รับการอธิบายและไม่ได้เตะตาพวกเรา คงจะได้เห็นใน BBSv2

อันที่จริง จุดหมายของเกมส่วนใหญ่คืออะไรล่ะ? เราเคยต้องเกมที่เป็นอดีตของ KH กันด้วยเหรอ? เราเคยต้องการเกมบ้าๆ ที่ผสมเอาแสควร์และดิสนีย์เข้าด้วยกันด้วยเหรอ? เปล่าเลย : )

ส่วนตัวแล้ว ผมดีใจที่พวกเขายังคงเดินหน้าสร้างภาคต่ออีกเยอะๆ พวกเขามีทีมพัฒนาซอฟ์แวร์มากมาย และมีความสามารถที่จะพัฒนาเกมสองเกมในเวลาเดียวกันได้ด้วยซ้ำ และที่สำคัญ ผมก็ไม่ได้เร่งจะเอา KH3 แต่อย่างใด - ก็แค่ต้องการเกมที่สนุกและต่อยอดซีรียส์ให้กว้างขึ้น จะเป็นยังไงก็ได้แล้วแต่ทีมงานจะตัดสินใจ ถ้าผมไม่ชอบซีรียส์นี้เมื่อไหร่ ผมคงเลิกเล่นจนกว่ามันจะดีขึ้น ก็เท่านั้นเอง ; )

ความเห็นที่ 6

ผมชอบเกมเหล่านี้ด้วยเหตุผล 3 ข้อ

1. มันช่วยเชื่อมโยงปมต่างๆ ที่ยังหละหลวมให้แน่นขึ้น เพื่อนำไปสู่ KH3

2. เหมือนกับคนอื่นๆ มันทำให้ผมติดตามซีรียส์นี้ได้เรื่อยๆ มีภาคเสริมให้เล่นเรื่อยๆ ก็ดีกว่าปล่อยให้เวลาผ่านไป 4-5 ปีโดยที่ไม่ได้ยินคนพูดถึงซีรียส์นี้เลย

3. มันทำให้การคาดเดาความน่าจะเป็นของ KH3 น่าสนใจมากขึ้น

ความเห็นที่ 7

ลืมเหตุผลที่ทำให้ผมไม่ชอบกระทู้ของคุณไปซะแล้วด้วยสิ

ถึงอย่างไร ตอนนี้เราไม่มีไอเดียเลยว่าใครกำลังทำภาค 3D อยู่ และใครกำลังทำเกมปริศนาที่น่าจะเป็น BBSv2 นี้อยู่ ที่พวกเรารู้คือ BBSv2 ถูกพัฒนาอยู่อย่างลับๆ และตัวเกมก็ทำไปได้พอควรแล้ว

และทีมพัฒนา KH มันก็แบ่งได้หลายทีม เรามีทีมโตเกียวที่กำลังง่วนอยู่กับ Versus แล้วยังมีทีมพัฒนาที่มาจากบริษัทลูก และทีมพัฒนาอิสระ (เช่น h.a.n.d. ที่ทำเกมภาค DS และควบคุมโดย SE) แล้วยีงมีทีมโอซาก้าที่ทำ BBS และทำบางส่วนให้ BBSFM (ทีมโตเกียวเข้าไปรับช่วงแทน)

ดังนั้นอย่าได้ทึกทักอะไรไปเองเลย ในเมื่อพวกเขามีทีมพัฒนามากพอที่จะมารับผิดชอบเกมเหล่านี้อยู่แล้ว

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

เสริม ค.ห. 7 ว่า... ตอนนี้เค้ารู้กันหมดแล้วมั้งว่าทีมที่พัฒนา 3D อยู่คือทีมโอซาก้า...

คำถามคืองั้นทีมไหนกันที่กำลังพัฒนา BBSv2.............. อย่าบอกนะว่าทีมนี้แยกร่างทำ 2 ภาคพร้อมกันอยู่

Friday, January 21, 2011

ทาบาตะทวีตอธิบายเรื่องการเปลี่ยนชื่อ Agito อีกรอบ

หลังจากอธิบายแบบมาเร็วเคลมไวไปในงาน SQEX 1st PDP เมื่อวานนี้คุณ ฮาจิเมะ ทาบาตะ ผู้กำกับเกม Final Fantasy Type-0 ได้ทำการทวีตเพื่ออธิบายเรื่องการเปลี่ยนชื่อเกมให้กระจ่างกันอีกครั้ง

คุณทาบาตะกล่าวว่า "ขอโทษที่เมื่อวานนี้อธิบายได้ไม่ค่อยดีนะครับ Type-0 นี่ก็ยังอยู่ในฟาบูล่าซีรียส์น่ะแหละ การเปลี่ยนชื่อนี้ก็เพราะผมต้องการจะเน้นว่านีเป็นเกมหนึ่งใน FNC ซีรียส์ หาใช่ภาคต่อของ Final Fantasy XIII ผมมักจะถูกทีมงาน FFXIII ถามว่า "มันสัมพันธ์กับ FFXIII ยังไงบ้างล่ะ?" มันก็มีส่วนที่เกี่ยวข้องอยู่เหมือนกัน แต่มันก็แตกต่างกัน อื้อ"

"นอกจากนี้ ความหมายของ Type-0 ไม่ได้หมายถึงจุดกำเนิด แต่หมายถึงการเริ่มต้น มันแตกต่างจาก Compilation of Final Fantasy VII นะครับ นี่เป็น Final Fantasy ภาคแรกที่คุณสามารถสร้างตัวคุณเองขึ้นมาจากศูนย์ ดังนั้นมันจึงเป็นการเริ่มต้นในทิศทางใหม่ ด้วยความรู้สึกที่ว่า Final Fantasy ของคุณจะเริ่มต้นด้วยทีมงานที่คุณไว้ใจได้ ทั้งหมดนี้ก็คือเหตุผลที่เปลี่ยนมาเป็นชื่อ Type-0 ครับ"

อีกทวีตหนึ่งจากคุณทาบาตะเหมือนกัน เป็นการย้ำว่า Type-0 หรือ 零式 ต้องอ่านว่า "เรย์ชิกิ" อันที่จริงตัวเขาเองก็ชอบอ่านว่า "ซีโร่ชิกิ" เหมือนกัน และมันก็ฟังดูเท่มาก ตัวเขาเองก็เรียกเจ้าบาฮามุทใน FFVII ว่าบาฮามุทซีโร่ชิกิ แต่ว่าถ้าอ่านให้ถูกต้องตาประสาคนญี่ปุ่นก็ต้องเป็น "เรย์ชิกิ" ดังนั้นไอ้คำว่าเซโร่ชิกิที่เขาเรียกก็เลยเป็นหมันไป เลยอยากบอกให้รู้กันว่ามันต้องอ่านว่าเรย์ชิกินั่นแหละครับ

ที่มา : Twitter

Wednesday, January 19, 2011

บทแปลตำนาน Fabula Nova Crystallis

 เนื้อหาตำนานในส่วนนี้เป็นสิ่งที่คุณคิตาเสะกล่าวไว้ว่าทีมงานได้ช่วยกันคิดขึ้นเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว จากนั้นพวกเขาก็ได้แจกจ่ายนี้ไปให้ทีมงานต่างๆ ได้ช่วยกันพัฒนาเกมที่มีเนื้อเรื่องต่อยอดมาจากตำนานนี้ขึ้นมา นั่นจึงเกิดขึ้นมาเป็นเกมทั้งหลายแหล่ในโปรเจคท์ Fabula Nova Crystallis

เนื้อหาของตำนานจริงๆ นั้นมีคิดไว้ยาวและละเอียดมาก แต่ล่าสุดนี้ทีมงานได้สรุปย่อแล้วเผยให้ผู้คนได้ชมกันในงาน 1st Production Department Premiere ที่ผ่านมา ซึ่งทางแฟมิซือก็ได้นำเนื้อหาส่วนนั้นมาเรียบเรียงเป็นบทความ ด้านคุณ Lissar เองก็ได้ดูคลิปดังกล่าวแล้วก็แปลเป็นภาษาอังกฤษตามไปด้วย ส่วนผมนั้นจะแปลโดยอิงจากเนื้อหาที่ทางแฟมิซือเรียบเรียงขึ้นเป็นหลัก อาจจะมีบางส่วนที่นำเสนอไม่ตรงกับคุณ Lissar แต่บอกได้ว่าสิ่งที่สื่อออกมานั้นเป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่คุณ Lissar เค้าจะพยายามแปลให้เข้าใจง่าย แม้ว่าจะต้องดัดแปลงรูปประโยคและความหมายไปบ้างก็ตาม

ขอเชิญรับชมตำนานเดียวกัน ทั้ง 3 เวอร์ชั่น 3 ภาษา ได้แล้ว ณ บัดนี้

ลิงก์คลิปเก่าใน Youtube ซึ่งโดนบล็อกไปแล้ว - https://www.youtube.com/watch?v=7mQT3NGqHrs

ลิงก์ใหม่จาก Nico Nico - https://www.nicovideo.jp/watch/sm13347667


神話 (โดยแฟมิซือ)

世界のすべてを統べる神がいました。名を、ブーニベルゼといいます。

ブーニベルゼは、母なる女神ムインを倒して、世界を手に入れました。
ムインは、目に見えない世界――不可視世界に消えました。

ブーニベルゼは悩み多き神でした。
世界は有限で、すべてが滅びる運命(さだめ)にあるからです。
彼はこれを、不可視世界にいる母ムインの呪いだと考えました。

滅びの呪いを解くために、ブーニベルゼはムインを倒そうと考えました。
母の待つ不可視世界へ辿り着くために、入口を探さねばなりません。

ブーニベルゼは、自らの意志を抽出し、ファルシを創り出しました。
はじめに創られたのは、ファルシ=パルス。
パルスの使命は、世界を切り開き、不可視世界の扉を見つけることでした。

つぎに創られたのは、ファルシ=エトロ。
ブーニベルゼは、誤って、ムインそっくりにエトロを生み出してしまいました。
その姿を恐れたブーニベルゼは、エトロに何の力も与えませんでした。

かわりに創られたのが、ファルシ=リンゼです。
リンゼの使命は様々な脅威から、ブーニベルゼを守ることでした。
ブーニベルゼはリンゼに、時が来たら起こすように命じ、
クリスタルとなって永い眠りにつきました。

パルスは世界を広げるために、ファルシとルシを創り出しました。

リンゼは世界を守るために、ファルシとルシを創り出しました。

けれど、エトロには、何もすることができませんでした。
孤独になったエトロは、自らの姿に似た母のことを思いました。
エトロは、自らを傷つけて血を流し、消えてしまいました。

流れたエトロの血から、人間が生まれました。
人間は、生まれては、死ぬだけの存在でした。

目に見える可視世界の存在が滅びるのは、呪いではなく運命(さだめ)でした。
世界の総和は定められていて、可視と不可視の世界が分け合っています。
その均衡が崩れれば、やがて、世界は崩壊してしまいます。

ブーニベルゼの母ムインには、運命(さだめ)を止める手だてがありませんでした。
彼女は不可視世界の混沌に飲み込まれようとしていたのです。

消えゆくムインのもとへ、エトロがやってきました。
ムインは世界の均衡を保つようエトロに伝え、混沌に飲みこまれました。

エトロは愚かだったので、ムインの言葉の意味がわかりませんでした。

孤独になったエトロは、混沌に飲まれていくだけの人間に親しみを覚え、
人が死にゆく時、微笑み、混沌を贈りました。

人間は、エトロに贈られた混沌を『心』と名づけました。
心は力になるはずでしたが、人はまだそれを知りませんでした。

やがて人は、パルスを全能の支配者、リンゼを守護神、エトロを死神と考え、
心という不可視世界を抱えて暮らすようになりました。
人が混沌を抱えることで、世界の均衡は、かろうじて保たれているのです。

クリスタルとなったブーニベルゼは眠り続けます。
永遠が終わるその時まで――


Myth (โดยคุณ Lissar จาก http://dilly-shilly.blogspot.com)

Once upon a time, a god ruled the world. He was called Buniberzei.

Buniberzei defeated his mother, the goddess Muin, and took control of the world for himself.

Muin disappeared into the unseen world--the invisible world.

Buniberzei was a god with many troubles.

The world, it was certain, was destined to die.

He believed this was a curse laid on the world by his mother Muin. Buniberzei knew he had to destroy her.

To do this, he must search for the door. The door to the invisible world where his mother waited.

Using his will alone, he created the first fal’Cie.

First, he created fal’Cie Pulse.

The duty he laid on him was to open the world, and search for the door to Muin.

Next, he created fal’Cie Etro.

But it was a mistake. Unknowingly, he created her exactly in the image of Muin.

Buniberzei feared her, and gave Etro no power of her own.

Instead, he created fal’Cie Lindzei.

The duty he laid on him was to protect Buniberzei from all who might seek to destroy him.

Buniberzei gave Lindzei one special duty. To wake him once the time came.

Then he turned to crystal, and fell into an endless sleep.

Pulse wished to expand the world, so he created many fal’Cie and l’Cie.

Lindzai wished to protect the world, so he created many fal’Cie and l’Cie.

But Etro was powerless, and could do nothing of her own.

Lonely, she thought of her mother, who she so resembled.

Etro tore at her body, letting her blood flow to the earth, and disappeared from the visible world.

From that blood, torn from her body, sprung humankind.

Creatures that were born, only to die.

The destruction of the visible world was no curse, only fate.

The world was divided into two halves, the visible and the invisible.

If the balance between these two were destroyed, the world itself would be destroyed.

The goddess Muin could do nothing to stop this fate.

She was being swallowed into the chaos of the invisible world.

Just before her last moment, Etro came to her side.

Muin told Etro that she must protect the balance of the world, before slipping into the chaos forever.

But Etro was foolish, and didn’t know the meaning behind Muin’s words.

Etro was lonely, but she felt affection for those humans who live only to die.

As they died, she smiled, and gave them chaos.

The chaos Etro gave them, the humans named “heart”.

Their hearts would become their power, but the humans did not yet know this.

Soon, they called Pulse the all powerful ruler. Lindzei they named their protector, and Etro... Etro the named ‘death’.

The humans lived on the world, hold chaos inside them.

Because they held chaos so close, the world once again was in balance.

And Buniberzei still sleeps. A crystal.

Until the end of forever...


เทพนิยาย (โดย BoN)

โลกทั้งหมดได้ถูกปกครองโดยเทพ ผู้ถูกเรียกขานนามว่า บูนิเบลเซ่

บูนิเบลเซ่นั้น ได้สังหารเทพธิดามูอินผู้เป็นมารดา แล้วเข้ายึดครองโลกเสียเอง
มูอินนั้น ได้หายไปสู่โลกที่ไม่ปรากฏ โลกที่ตามิอาจมองเห็น

บูนิเซ่เป็นเทพผู้ช่างกังวล
โลกนั้นมีขีดจำกัด ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องล้มตายไปตามชะตากรรม อย่างที่มันควรจะเป็น
เขาเชื่อว่านี่คือคำสาปของมูอิน มารดาผู้อยู่ในโลกที่มองไม่เห็น

เพื่อจะคลายคำสาปแห่งหายนะนี้ บูนิเบลเซ่จึงคิดที่จะทำลายมูอิน
เพื่อเข้าสู่โลกที่มองไม่เห็นซึ่งมารดาของเขาคอยอยู่ เขาจำต้องค้นหาประตู

บูนิเบลเซ่ ใช้เจตจำนงค์แบ่งแยกตัวเอง สร้างฟัลซิขึ้นมา
ตนแรกที่ถูกสร้างขึ้นก็คือ ฟัลซิ=พัลส์
หน้าที่ของพัลส์ คือการเปิดโลก และค้นหาประตูสู่โลกที่มองไม่เห็น

ผู้ที่ถูกสร้างต่อมาก็คือ ฟัลซิ=เอโทร
บูนิเบลเซ่ได้ก่อความผิดพลาด เขาได้สร้างเอโทรออกมามีรูปลักษณ์เหมือนกับมูอิน
ด้วยความเกรงกลัวที่บูนิเบลเซ่มีต่อ เอโทรจึงมิได้รับพลังใดมา

ผู้ที่ถูกสร้างมาแทนก็คือ ฟัลซิ=ลินด์เซย์
หน้าที่ของลินด์เซย์ ก็คือการปกป้องบูนิเบลเซ่ จากภยันตรายทั้งปวง
บูนิเบลเซ่ได้ออกคำสั่งกับลินด์เซย์ไว้ว่า ให้ปลุกเขาเมื่อเวลานั้นได้มาถึง
จากนั้นเขาก็กลายเป็นคริสตัล เข้าสู่การหลับใหลชั่วนิรันดร์

พัลส์ปรารถนาที่จะแผ่ไพศาลทั่วโลก เขาจึงสร้างฟัลซิและลูซิขึ้นมามากมาย

ลินด์เซย์ปรารถนาที่จะปกป้องโลก เธอจึงสร้างฟัลซิและลูซิขึ้นมามากมาย

ทว่าเอโทรนั้น ไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย
เอโทรนั่นเปล่าเปลี่ยว เธอนึกถึงแม่ผู้คล้ายกับเธอ
เอโทรได้ทำร้ายตัวเอง หลั่งไหลเลือดเนื้อออกมา แล้วก็หายไป

จากเลือดของเอโทรที่หลั่งไหลออกมา มนุษย์ได้ถือกำเนิดขึ้น
มนุษย์ที่ถือกำเนิดมา เพียงเพื่อการตาย

การดับสูญของโลกที่มองเห็น ไม่ใช่คำสาป หากแต่เป็นชะตากรรม
โลกได้แบ่งออกเป็นสองส่วน โลกที่มองเห็นและโลกที่มองไม่เห็น
หากสมดุลของทั้งสองถูกทำลาย ในท้ายที่สุด โลกก็จะพังทลายลง

มูอินผู้เป็นมารดาของบูนิเบลเซ่ ไม่อาจทำอะไรเพื่อหยุดยั้งชะตากรรมนี้ได้
เธอถูกกลืนกินเข้าไปยังความโกลาหลของโลกที่มองไม่เห็น

แต่แล้วก่อนที่มูอินจะมลายสิ้น เอโทรก็ได้มาถึง
มูอินได้บอกให้เอโทรช่วยปกป้องสมดุลของโลก ก่อนที่ความโกลาหลจะเข้ากลืนกินชั่วนิรันดร์

ทว่าเอโทรนั่นช่างโง่เขลา ไม่เข้าใจความหมายในคำกล่าวของมูอิน

เอโทรนั้นช่างเปล่าเปลี่ยว แต่แล้วเธอกลับรู้สึกเมตตาต่อมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่เพื่อความตาย
ในยามที่พวกเขาตาย รอยยิ้มและความโกลาหล คือสิ่งที่เธอมอบให้

มนุษย์ ได้เรียกความความโกลาหลที่เอโทรมอบให้ว่า "หัวใจ"
หัวใจที่จะกลายมาเป็นพลังให้กับพวกเขา โดยที่มนุษย์ไม่เคยได้รู้

ท้ายที่สุดมนุษย์ก็เรียกขานพวกเขาว่า พัลส์ผู้ปกครองแสนอำนาจ ลินด์เซย์ผู้ปกป้อง เอโทรเทพแห่งความตาย
หัวใจจากโลกที่มองไม่เห็น บัดนี้ได้ดำรงอยู่ (ในตัวมนุษย์) แล้ว
เพราะมนุษย์ได้ครอบครองความโกลาหล สมดุลของโลกจึงถูกผดุงเอาไว้

บูนิเบลเซ่ยังคงหลับใหลต่อไปในสภาพคริสตัล
จวบจนจุดสิ้นสุดของห้วงนิรันดร์

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


จุดสังเกตจากเทพนิยายนี้


1. ปัญหาของศัพท์ที่กำกวม

ก่อนอื่นประเด็นที่สำคัญที่สุดเลย ใครที่เล่น Kingdom Hearts น่าจะทราบปัญหาที่ว่าเกมนี้มันใช้คำว่า 世界 (เซไค) สื่อความหมายรวมกันทั้ง ดวงดาว (World) และ ดินแดน (Realm) ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ชวนให้คนเล่นสับสนมากว่าตัวเกมมันจะสื่ออะไรของมัน ตอนไหนมันพูดถึงดวงดาว ตอนไหนมันพูดถึงดินแดน ซึ่งในภาคภาษาอังกฤษของ Kingdom Hearts ภาคแรกเวอร์ชั่นผู้แปลก็ยังใช้คำว่า World เหมารวมกันไปในทั้งสองความหมาย ทำให้พวกที่เล่นเกมเจาะเนื้อเรื่องประสาทกินไปตามๆ กัน... แต่แล้วปัญหานี้ก็มาแก้ไขตอน Kingdom Hearts II ที่ผู้แปลได้ใช้คำว่า World กับ Realm แยกออกจากกันแล้ว

สิ่งที่ผมอยากจะสื่อคือ ผมสังหรณ์ว่าไอ้เทพนิยายอันนี้ก็ใช้ศัพท์ได้คลุมเครือไม่แพ้กัน ถ้าสังหรณ์ของผมถูกต้อง คำว่าโลกที่มองเห็นและโลกที่มองเห็น ที่จริงควรจะเป็นคำว่า Visible Realm และ Invisible Realm ซะมากกว่า โดยในแต่ละ Realm นั้นก็จะประกอบไปด้วย World อีกมากมาย ซึ่งหากตีความแบบนี้แล้วทุกอย่างจะลงตัวกันพอดี แล้วเราจะตีความประโยคต่อไปได้ง่ายขึ้น


2. ตีความศัพท์

- ที่บอกว่าโลกทั้งหมดถูกปกครองโดยบูนิเบลเซ่ ไม่ได้หมายถึงโลกที่มองเห็นและโลกที่มองไม่เห็น แต่หมายถึงโลกทั้งหมดใน Visible Realm

- บูนิเบลเซ่มอบหน้าที่ให้พัลส์เปิดโลก นั่นหมายถึงการเดินทางไปยังดวงดาวต่างๆ เพื่อสำรวจ ค้นหา สร้างอารยธรรมขึ้นมา หากตีความแบบนี้จะสอดคล้องกับการกระัทำของพัลส์ใน FFXIII

- ประโยคที่ว่าพัลส์ปรารถนาที่จะแผ่ไพศาลไปทั่วโลก หมายถึงต้องการเดินทางไปทั่ว Visible Realm เพื่อค้นหาประตู หากตีความแบบนี้ก็จะสอดคล้องกับที่พัลส์ได้มาสร้างอารยธรรมบนโลก FFXIII แล้วก็ออกเดินทางต่อไปได้ ที่พัลส์ทำแบบนี้ก็เพราะคำสั่งที่ได้รับจากบูนิเบลเซ่

- ที่บอกว่าเมื่อสมดุลของโลกถูกทำลาย โลกก็จะพังทลายลง หมายถึงสมดุลระหว่าง Visible Realm และ Invisible Realm ซึ่งหากพังทลายลง Realm ทั้งหมดจะหายไปแล้วทุกอย่างจะกลับสู่ความว่างเปล่า


3. ส่วนที่สอดคล้องกับภาคอื่น

- FF Versus XIII เรียกเอโทรว่าเป็นเทพแห่งความตาย

- FFXIII ระบุในกลอนว่าเทพธิดาเอโทรอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของประตู ในสถานที่ๆ มองไม่เห็น

- FFXIII บอกว่าวิญญาณของคนตายจะล่องลอยผ่านประตูไปอีกฟากนึง เหมือนกับเอโทรและมูอินในเทพนิยายนี้


4. เคออส=ความโกลาหล=หัวใจ?

หัวใจนั้นเป็นที่อาศัยของความรู้สึกมากมาย ที่แออัดปะปนกันอย่างไร้ระเบียบ พร้อมจะปะทุเป็นต้นกำเนิดของทุกสิ่ง หากจะเปรียบมันเป็นความโกลาหล ผมว่ามันก็เมคเซนส์ชัดเจน


5. ตกลงลินด์เซย์มันเป็นตัวดีหรือตัวร้าย...?

จะไปรู้ได้ไงล่ะโว้ย... ในเทพนิยายยังเขียนอยู่ว่าเป็นเทพแห่งการปกป้อง แต่ใน FFXIII ดันกลายเป็นนางมารจอมทำลายล้าง มากด้วยเล่ห์กลไปแล้ว... บางทีบูนิเบลเซ่มันอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่ามันสร้างลินด์เซย์มาพลาดเหมือนกัน หรือถ้าไม่งั้นวันหนึ่งลินด์เซย์เธอคงล้มหัวฟาดพื้นระหว่างกำลังอาบน้ำอยู่ก็เป็นได้

หรือคิดอีกนัยหนึ่ง การกระทำของลินด์เซย์ อาจเป็นการรักษาสมดุลของทั้งสอง Realm ไว้ก็ได้ พัลส์มีหน้าที่สำรวจสร้างหาประตู ลินด์เซย์ก็ตามไปก่อเรื่อง พัลส์ทำให้มีชีวิตเกิดขึ้น แต่หากมีชีวิตเกิดมากไปสมดุลอาจพังลง ลินด์เซย์เลยต้องตามไปก่อเรื่อง ปริมาณของดวงวิญญาณที่อยู่ใน Realm ทั้งสองมันจะได้สมดุลกัน


6. อะไรคือเมื่อเวลานั้นได้มาถึง..?

ปัดโธ่! ก็เวลาที่พัลส์หาประตูเจอแล้วน่ะสิ! ที่ฟัลซิในแกรนพัลส์มันพยายามตามหาอะไรบางอย่าง สรุปแล้วพวกมันก็ช่วยพัลส์ตามหาประตู หรือวิธีในการเปิดประตูนั่นแหละ


7. อ่าว..!? แบบนี้แปลว่า The Maker ก็คือ...

จนป่านนี้แล้วพึ่งจะคิดได้หรอค้าบบบ!!! พวกเราโดนต้มเปื่อยกันมาโดยตลอดแล้ว แท้จริงแล้ว The Maker ไม่ใช่พัลส์อย่างที่คาดคิดกัน เพราะพัลส์เองมันก็มีสภาพเป็นฟัลซิตนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นตอนนี้ตัวตนที่แท้จริงของ The Maker จึงคิดได้สองอย่างคือ

- The Maker=บูนิเบลเซ่ : จากที่ FFXIII บอกว่า The Maker เป็นผู้สร้างฟัลซิขึ้นมา ในเมื่อเทพนิยายบอกว่าบูนิเบลเซ่เป็นคนสร้างฟัลซิ 3 ตนเแรกขึ้น จึงหมายความว่าบูนิเบลเซ่คือ The Maker

- The Maker=มูอิน : จากที่ Barthandelus ต้องการบึ้มโคคูน เพื่อให้วิญญาณมนุษย์ล่องลอยไปอยู่อีกฟากหนึ่งของประตู ให้ประตูมันเปิดอ้าออก แล้ว The Maker ที่อยู่อีกฟากของประตูจะได้ตกใจพร้อมบินกลับมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับโลกทางนี้ ในเมื่อคนที่อยู่อีกฝากนึงของประตูคือมูอิน ดังนั้นก็คิดได้ว่า Barthandelus เชื่อว่ามูอินยังคงมีชีวิตอยู่ที่อีกฝากหนึ่งของประตู ก็เลยอยากให้มูอินซึ่งเป็นผู้สร้างที่แท้จริงซึ่งอยู่เหนือลินด์เซย์ อยู่เหนือบูนิเบลเซ่ขึ้นไปอีกที กลับมาช่วยชะล้างโลกทางนี้หน่อย

หากใครถามอีกว่าแล้ว Barthandelus มันจะรู้เรื่องของมูอินได้ไง ก็ตอบง่ายๆ ว่ารู้จากลินด์เซย์น่ะสิ

ในตอนนี้ผมคิดว่า... ผมเชื่อสมมติฐานอันหลังมากกว่า เหตุผลเพราะมูอิน อยู่ในตำแหน่งที่ควรถูกเรียกว่าเป็น The Maker ที่แท้จริงมากกว่าบูนิเบลเซ่ เท่านี้ตรงๆ เลย


Update!

ประเด็นนี้เต้ซังได้ตั้งสมมติฐานอีกแบบว่า

- The Maker=มูอิน,บูนิเบลเซ่ : The Maker อาจเป็นเพียงชื่อของเผ่าพันธุ์สูงสุด หรืออาจเป็นเพียงชื่อหัวโขนของผู้มีอำนาจสูงสุดในเอกภพ จึงมีความหมายครอบคลุมทั้งมูอินและบูนิเบลเซ่ หากคิดแบบนี้เรื่องที่กลอนเขียนว่า The Maker เป็นผู้สร้างฟัลซิก็จะลงตัวว่า The Maker ในที่นี้หมายถึงบูนิเบลเซ่ ส่วน The Maker ที่ Barthandelus พูดก็หมายถึงมูอินที่อยู่หลังประตู


8. แล้วภาค Versus XII, XIII-2, Type-0 มันจะเกี่ยวกับตำนานนี้ยังไง?

Versus XIII คงเป็นเพียงอีกดาวหนึ่งที่พัลส์และลินด์เซย์เคยไปแวะเวียนแล้วก่อวีรกรรมสร้างลูซิเอาไว้ หากยังจำกันได้ บางคนคงเคยเห็นภาพกระดานที่ทีมงานใช้เขียนข้อมูลลงไปตอนอธิบายคอนเซปต์เนื้อเรื่องให้แก่กัน ในกระดานนั้นมันก็เขียนอะไรไม่รู้ฟัลซิ ลูซิ....

XIII-2 ผมว่าเจ๊แกคงได้ไปตามหาหนทางในการช่วงแฟงก์กับวานิลที่ดาวอื่นแล้วแหละ

Type-0 ก็เป็นแค่ดาวหนึ่งที่พัลส์และลินด์เซย์เคยไปเยี่ยม


9. แล้วเทพนิยายนี้มันจะมีภาคจบมั้ย?

ถ้าจะมีภาคจบ... บอสใหญ่ต้องชื่อบูนิเบลเซ่... ตัวเอกต้องช่วยเอโทรกับมูอินได้ ซึ่งผมว่ายากกกกกกกส์

ตำนานนี้คงถูกใช้สร้างภาคใหม่ไปเรื่อยๆ อารมณ์เดียวกับโดราเอมอน และมันไม่มีวันจบ คงไม่มีภาคไหนเลยในซีรียส์ที่เราจะได้เผชิญหน้ากับพัลส์ ลินด์เซย์ เอโทร บูนิเบลเซ่ และมูอิน... ผมเชื่อแบบนั้น


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ต้องขอบคุณ คุณ Lissar ที่ช่วยให้ผมแปลง่ายขึ้นเยอะเลย ขอบคุณมากๆ นะค้าบ

ที่มา : Lissar