Saturday, August 30, 2014

Type-0 HD จะวางจำหน่ายใน 1 ปีข้างหน้า พร้อมเพิ่มความยาก 4 ระดับ


บทสัมภาษณ์ระหว่างทีมงาน Kotaku กับคุณ ฮาจิเมะ ทาบาตะ ผู้กำกับ Final Fantasy Type-0 HD จากงาน PAX Prime 2014 โดยทาง Kotaku ได้ยิงคำถามที่น่าสนใจหลายเรื่องด้วยกัน แบ่งเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้

1. เมื่อไหร่ Type-0 HD จะวางจำหน่าย?

"อีกไม่ถึงปีก็คงวางจำหน่าย เราอยากให้ฐานลูกค้าของ PS4 และ Xbox One ในประเทศญี่ปุ่นขยายใหญ่ขึ้นจริง ๆ ดังนั้นเราจึงต้องวางจำหน่ายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"

"ผมเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในช่วงเดือนกรกฎาคม 2012 ในตอนนั้นผมเริ่มจะมีความเข้าใจในเครื่อง PS4 และ Xbox One มากขึ้น และผมก็ชอบในสภาพแวดล้อมเครื่องพวกนั้นจริง ๆ และผมก็เชื่อว่ามันจะเหมาะสมกับ Type-0 ด้วยเหมือนกัน"

2. ทำไมถึงเป็น Xbox One และ PS4? ทำไมไม่เป็น Xbox 360 และ PS3? เป็นเพราะต้องการใช้ Type-0 HD เป็นหนทางในการทำให้คนซื้อ PS4 และ Xbox One มากขึ้น (เพิ่มฐานลูกค้า) ก่อนที่ Final Fantasy XV จะออกมา ใช่หรือไม่?

"มันเป็นสิ่งเราเชื่อกันว่ามันเป็นก้าวแรก ตอนที่เราวางจำหน่าย Type-0 ให้ PSP ในตลาดญี่ปุ่น เราได้สั่งสมกลุ่มผู้เล่นใหม่ขึ้นมา เป็นกลุ่มผู้เล่นที่อายุน้อยกว่าเดิม มีแฟนจำนวนมากที่บอกว่า Type-0 เป็น FF ภาคแรกสำหรับพวกเขา ดังนั้นเราจึงให้ตลาดต่างประเทศเป็นแบบนี้เช่นกัน ก็คือได้สั่งสมรวบรวมกลุ่มผู้เล่นวัยใหม่ ในขณะที่กลุ่มแฟนเก่าจำนวนมากก็แก่ขึ้น เป็นผู้ใหญ่กันมากขึ้นแล้ว"

"ผมหวังว่ามัน (กลุ่มแฟนเก่า+ใหม่ที่ได้จาก Type-0) จะกลายมาเป็นรากฐานให้กับ Final Fantasy XV เมื่อถึงเวลาที่เราวางจำหน่ายมันทั่วโลก"

นอกจากนี้คุณทาบาตะยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมทีหลังว่าเขาไม่มีประสบการณ์ในการพัฒนาเกมให้ Xbox 360 และ PS3 มาก่อน ก็เลยไม่เคยพิจารณาเรื่อง 2 เครื่องนี้เลย

3. โอกาสลง PS Vita ล่ะ?

"เราเคยพิจารณากันว่าควรจะทำให้ Vita ด้วยหรือไม่ แต่หลังจากนั้น หลังจากผมสร้างเวอร์ชั่น PSP ขึ้นมาผมก็คิดได้ว่าถ้าจะหนุนให้เกมนี้ออกมาดีที่สุด ผมว่าจอใหญ่ ๆ จะเหมาะสมในแง่ของมิติความลึก และระยะทางไกลห่างที่เรามองเห็นศัตรูได้ ดังนั้นถ้าทำให้จอใหญ่ก็จะเหมาะสมกว่า"

"ในแง่ของการควบคุม ถ้าเป็นการควบคุมที่คุ้นเคยกันบนเครื่องคอนโซลก็น่าจะเหมาะสม นอกจากนี้ผมเองก็มีอายุมากขึ้นแล้ว สายตาก็ไม่ค่อยดี ดังนั้น การพัฒนาเกมบนเครื่องจอใหญ่ ๆ มันย่อมง่ายกว่าสร้างให้กับจอเล็ก ๆ อยู่แล้ว"

พอถามเสริมว่า มีแผนจะวางจำหน่ายตัวเกมภาคภาษาอังกฤษแบบดิจิตอล ให้กับเครื่อง PSP หรือไม่? คุณทาบาตะบอกว่า "ไม่เคยคิดนะ อย่างแรกที่สำคัญสุด เราอยากสร้างเวอร์ชั่นแผ่นให้กับ PS4 และ Xbox One"

4. จริงมั้ยที่ Square Enix เคยวางแผนวางที่จะวางจำหน่ายเกมนี้เวอร์ชั่น PSP ในตลาดนอกประเทศญี่ปุ่น แต่เปลี่ยนใจที่หลังเพราะความจำเป็นทางธุรกิจ?

(จริง ๆ เรื่องนี้คุณทาบาตะเคยอธิบายไปหลายรอบแล้ว)

"เหตุผลใหญ่ที่สุดก็คือเรื่องของช่วงเวลา หลังจากเราวางจำหน่ายตัวเกมภาคญี่ปุ่น พอจะทำให้ต่างประเทศ ตลาด PSP ของอเมริกาในตอนนั้นก็หดตัวลง มันไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการจะทำยอดขายให้ได้ดีที่สุด นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้เราต้องทิ้งการทำเวอร์ชั่น PSP ให้ตลาดต่างประเทศไป"

5. Type-0 HD จะทำให้การพัฒนา Final Fantasy XV ช้าลงหรือไม่?

"ส่วนตัวผมก็อยากจะเพิ่มฐานลูกค้าให้กับ PS4 และ Xbox One ในญี่ปุ่นด้วยเหมือนกัน ผมเชื่อว่า FFXV จะเป็นปัจจัยสำคัญ ดังนั้นผมจึงทุ่มเวลาให้กับการพัฒนามันเพื่อให้มันวางจำหน่ายได้เร็วที่สุด แต่สำหรับเกมอื่นที่ผมกำกับอยู่ในตอนนี้ รวมถึง Type-0 เนื่องจากเราไม่ได้สร้างเกมกันขึ้นมาจากศูนย์ เรามีเนื้อหาเกมอยู่แล้ว เราจึงอยู่ในจุดที่เราเพียงปรับจูนและปรับแต่งสมดุลเกมให้ดี เวลาที่ผมใช้ไปกับการปรับจูนและปรับแต่งที่ว่าก็แค่ 10-20% จากเวลาของผมเท่านั้นเอง"

"เรามีทีมพัฒนาที่ดีที่ทำโปรเจคท์นี้อยู่ซึ่งผมไว้ใจ งานหลายส่วนผมก็ปล่อยให้พวกเขาทำกันเองจนเสร็จได้"

6. Type-0 กับ Final Fantasy XV แตกต่างกันยังไง?

"ก็อย่างเช่นธีมโดยรวม Type-0 เป็นเกมที่มีธีมสงคราม มันก็ย่อมเหมือนหนังสงคราม ส่วน XV มันเป็นการเดินทาง ก็เหมือนหนังหรือการผจญภัยที่เน้นไปที่เรื่องพี่น้อง ในแง่เนื้อเรื่องมันก็มีธีมโดยรวมที่แตกต่างกันอยู่แล้ว"

7. จะเพิ่มเนื้อหาใหม่ที่ไม่มีในภาค PSP ลงไปด้วยมั้ย?

"ในภาค PSP บทสรุปของเรื่อง ตอนจบของเกม ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจริง ๆ แต่จากการที่มันเป็นการต่อสู้แบบแอ็คชั่น ความยากก็ค่อนข้างสูงอยู่หน่อย จึงไม่ใช่ทุกคนที่จะจบเกมได้... เราอยากให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ ไปจนตอนจบ ให้ได้เห็นบทสรุปด้วยตัวเอง"

"เมื่อคืนตอนทานอาหารเย็นกัน (พูดถึงล่ามที่ชื่อเอมี่) บอกผมว่าเธอเล่นไม่จบเกม เพราะการต่อสู้แบบแอ็คชั่นมันยากไปหน่อย ผมเลยอยากจะขอโทษด้วย"

(ถึงตรงนี้ ตัวแทนจากทีมประชาสัมพันธ์ของ Square Enix ก็เสริมว่าคุณเอมี่เป็นคนที่เล่นเกมเก่งอยู่แล้วด้วย)

"ดังนั้น Type-0 HD จึงจะมีโหมดความยาก 4 ระดับ จัดมาให้ผู้คนได้เลือกกันว่าอยากให้มันยากแค่ไหน"

ที่มา : Kotaku

เทรลเลอร์ล่าสุด Bravely Second จาก Nintendo Direct


ส่วนอันนี้เทรลเลอร์ล่าสุดของ Bravely Second ตัวเกมมีกำหนดวางจำหน่ายคร่าว ๆ ภายในฤดูหนาวนี้แล้ว

ป.ล. เจ๊แม็คโนเลียนี่ ดูเร้าใจกว่าพวกกลุ่มตัวเอกภาคแรกเยอะเลย

เทรลเลอร์แนะนำโลกต่าง ๆ ใน Birth by Sleep Final Mix


เทรลเลอร์แนะนำโลกต่าง ๆ ของ Kingdom Hearts -HD II.5 ReMIX- ในส่วนภาค Birth by Sleep Final Mix ครับ

Friday, August 29, 2014

ทาบาตะแย้ม Type-0 HD พัฒนาเสร็จไปแล้ว 80%


คุณมาร์ตี้ ซิลวา (Marty Silva) นักข่าวของเว็บไซต์ IGN รายงานว่าได้เห็นเกมเพลย์ความยาว 20 นาทีของ Final Fantasy Type-0 HD จากงาน PAX Prime 2014 ซึ่งเกมเพลย์นี้เล่นโดยตัวคุณฮาจิเมะ ทาบาตะ ผู้กำกับเกมเอง ซึ่งเขามีความรู้สึกว่าสปีดของเกมมันอยู่ในระดับบ้าไปแล้ว ตัวเกมมีความเป็นแอ็คชั่นสูงมาก และให้ความรู้สึกเหมือนเป็น DmC หรือ Bayonetta มากกว่า Final Fantasy

หลังดูการเล่นจบแล้ว นักข่าวดังกล่าวก็ได้มีโอกาสคุยกับคุณทาบาตะ ซึ่งคุณทาบาตะก็เผยถึงความดีใจที่เกมจากเครื่องพกพาของเขาได้มาสู่จอใหญ่ บนเครื่องเกมใหม่ และคราวนี้ก็จะได้เข้าถึงผู้เล่นวงกว้างมากขึ้น

ปัจจุบันคุณทาบาตะยังไม่สามารถตอบได้ว่าเกมดังกล่าวจะวางจำหน่ายเมื่อไหร่ แต่เขายืนยันปัจจุบันตัวเกมได้พัฒนาเสร็จไปแล้ว 80%

จากมุมมองของคุณมาร์ตี้ ตัวเกมนั้นค่อนข้างดูดีและไหลลื่นใช้ได้ แต่เขาก็ย้ำเตือนไว้ว่าอย่าได้คาดหวังว่าภาพมันจะออกมาเหมือนเทรลเลอร์ของ Final Fantasy XV ที่เราเคยเห็นกันในปี 2013 เพราะนี่คือเกมที่รีมาสเตอร์มาจากเกมพกพาในปี 2011 อย่างไรก็ตามโลกของเกมก็มีความน่าสนใจ และระบบต่อสู้ก็ลึกใช้ได้เลย

ที่มา : IGN

Final Fantasy Explorers นำเสนอระบบแปลงร่างเป็นตัวละคร FF ในอดีต


จากที่ก่อนหน้านี้เคยนำเสนอไปว่าตัวเกม Final Fantasy Explorers จะมีระบบ Trance ที่ทำให้ตัวละครอยู่ในสภาวะองค์ลง มีสเตตัสเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราว ตอนนี้มีการยืนยันแล้วว่าในสภาวะ Trance ตัวละครจะสามารถแปลงเป็นตัวละครจาก FF ภาคก่อน ๆ ได้ ตัวอย่างเช่นแปลงเป็นคลาวด์จาก FFVII เป็นต้น เวลาแปลงเป็นตัวละครไหนแล้ว BGM ก็จะเปลี่ยนเป็นเพลงจากภาคนั้นตามไปด้วย ส่วนจะแปลงเป็นใครได้อีกนั้นคาดว่าจะมีการเปิดเผยในงาน TGS 2014

สำหรับชุดนักรบหัวหอมนั้น จะไม่ใช่สภาวะ Trance แต่เป็นชุดที่เป็นรางวัลจากออริจินอลเควสต์ ซึ่งเฉพาะคนที่ซื้อตัวเกมล็อตแรกเท่านั้นจึงจะมีสิทธิเข้าเล่นได้เควสต์ดังกล่าวได้



นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอระบบการเล่นแบบมัลติเพลเยอร์ในเกม ซึ่งเดิมทีมงานเคยบอกแล้วว่าได้แรงบันดาลใจมาจากเกมเพลย์ของ FFXI และ FFXIV คราวนี้ก็มีการเปิดเผยเพิ่มเติมว่าการต่อสู้ในเกมนี้ ผู้เล่นจะต้องทำการแบ่งหน้าที่กัน มีทั้งคนเป็น Attacker, Healer, Tank และ Buffer

ที่มา : FF-Reunion

Thursday, August 28, 2014

เทรลเลอร์ Kingdom Hearts -HD II.5 ReMix- จากงาน PAX Prime 2014


เทรลเลอร์ล่าสุดของ Kingdom Hearts -HD II.5 ReMix- จากงาน PAX Prime 2014 ตัวนี้เน้นไปที่องค์ประกอบใหม่ ๆ ในเกม ซึ่งเดิมถูกใส่ไว้ในเวอร์ชั่น Final Mix ที่วางจำหน่ายแค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ชาวตะวันตกส่วนใหญ่จึงไม่เคยเล่นกันมาก่อน แต่สำหรับสยามชน น่าจะเคยผ่านกันมาหมดแล้วล่ะครับ 

Wallpaper ฉลองครบรอบ 1 ปี A Realm Reborn


ในโอกาสครบรอบ 1 ปีของการเปิดให้บริการ Final Fantasy XIV -A Realm Reborn- อย่างเป็นทางการ ทางค่ายได้จัดทำชุด Wallpaper ฉลองครบรอบ ให้ไปโหลดกันได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้
.

Wednesday, August 27, 2014

Reminiscence -tracer of memories- ย่อสั้นตอนที่ 2 - 4

ย่อเนื้อหา Reminiscence -tracer of memories- ตอนที่ 2 - 4 ซึ่งเป็นตอนของซัสซ์ กลุ่มโนระ และเซร่าห์

โฮปบอกให้เธอกลับมาหาเขาหลังจากรับรู้ความจริงของโลกใบนั้นแล้ว จากนั้นเขาก็บอกที่อยู่ของซัสซ์ไป ตอนนี้ซัสซ์เป็นทั้งนักบินและช่างยนต์ทำงานให้กับเครื่องบินต้นแบบในโครงการลับสุดยอด เมื่อแอเด้พบกับซัสซ์ ทีแรกซัสซ์เข้าใจผิดว่าเธอเป็นสปาย แต่พอเข้าใจถูก ซัสซ์ก็เล่าเรื่องในอดีตให้ฟัง เราได้รู้ว่าในช่วง 500 ปี ช่วงแรกซัสซ์ก็ช่วยพวกโฮปปกป้องผู้คน แต่แล้ววันหนึ่งแดจซ์ก็หลับเป็นเจ้าชายนิทราไป จากนั้นทุกอย่างสำหรับซัสซ์ก็แย่ไปหมด คนอื่น ๆ ก็พยายามหาทางช่วย แต่กระทั่งด๊อกเตอร์ที่โฮปพามาก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแดจซ์ ภายหลังซัสซ์จึงตีตัวออกห่างจากคนอื่น เพราะเขาไม่อาจทนซึมเศร้าในขณะที่คนรอบข้างก็พยายามให้กำลังใจเขาอยู่เรื่อย ๆ นอกจากนี้ซัสซ์ยังพูดถึงข้อความที่โฮปทิ้งไว้ก่อนจะถูกลักพาตัวไป แต่ซัสซ์ไม่ได้เอ่ยถึงเนื้อหา

แอเด้สงสัยว่าทำไมซัสซ์และเพื่อนถึงยังมีความทรงจำจากโลกเดิมอยู่ทั้งหมด ในขณะที่คนอื่น ๆ จำได้อย่างเลือนลาง ซัสซ์เองก็ไม่รู้คำตอบ แต่เขาเชื่อว่าเดี๋ยวแอเด๋ก็คงได้ความทรงจำกลับมาเอง ตัวซัสซ์เองก็ไม่รู้ว่าไลท์นิ่งและสโนวอยู่ที่ไหน ทว่าแอเด้สงสัยว่าซัสซ์รู้แต่เลือกที่จะไม่บอก สุดท้ายก่อนจะแยกย้ายกันไป โจโคลิน่าที่เล่นกับซัสซ์มาตลอดการสัมภาษณ์ ก็ให้ที่ชื่อของเพื่อนพ้องคนถัดไป จากนั้นโจโคลิน่าก็หายไป เหลือไว้เพียงแต่ขนนกสีเหลือง

จากนั้นแอเด้ก็นั่งเครื่องบินไปทางใต้ ไปตามหาร้านอาหารโนระเฮาส์ แล้วก็สั่งเมนูโนระสเปเชียล พอได้ชิมแล้วความทรงจำมากมายก็ถูกกระตุ้นกลับมา ทำให้แอเด้ถึงกับสลบไป เธอจึงจำได้ว่าชาติก่อนเธอก็คือแอเด้ นักข่าวที่ถูก Purge ไปด้วย แต่รอดมาได้ และได้เปิดโปงความชั่วร้ายของรัฐบาลเก่าโดยออกอากาศคลิปความจริงของเหตุการณ์ Purge โดยตอนนั้นมาควีเป็นคนแฮ็คระบบการถ่ายทอดสดให้ เมื่อพวกโนระมาเจอแอเด้ พอถูกกระตุ้นนิดหน่อยพวกเขาก็จำแอเด้ได้ แล้วก็มีการพูดคุยเรื่องราวเก่า ๆ กัน จากนั้นเลโบรก็ให้ที่อยู่ของเซร่าห์มา

ต่อมาแอเด้ก็ได้ไปพบเซร่าห์ที่คาเฟ่ใกล้มหาวิทยาลัย โดยเป็นมหาวิทยาลัยที่เดิมเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่ที่เก็บรวบรวมตำราโบราณไว้มาก เดิมทีแล้วตำราพวกนี้รวบรวมมาโดยขุนนางคนหนึ่งที่ดวงแตกแล้วก็ตายแบบสิ้นเนื้อประดาตัว (คำบรรยายตรงนี้เสียดสีกับคำบรรยายแอเด้ที่พูดไว้ในบทแรกว่าไปสัมภาษณ์รวบรวมข้อมูลความทรงจำของคนมามากมาย) จากนั้นเซร่าห์ก็เล่าเรื่องอดีตของเธอให้ฟัง ตอนนั้นเองแอเด้เลยตั้งใจว่าจะเผยแพร่เรื่องราวของโลกใบนั้นออกไป เพื่อจะให้ผู้คนระลึกถึงชาติปางก่อนได้ แต่เซร่าห์บอกว่ามันไม่สมควรทำหรอก เพราะคนที่ระลึกถึงชาติปางก่อนได้ ก็จะยึดติดกับตัวตนเก่าที่เคยเป็น แทนที่จะยอมรับชีวิตใหม่ดั่งที่เป็นในปัจจุบัน (คงหมายความว่าตัวเซร่าห์เองก็ยึดติดกับตัวตนเก่า ทำให้ไม่สามารถมีชีวิตใหม่ได้) แอเด้ฟังแล้วก็สับสน ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่ตัวเองทำอยู่มันจะสูญเปล่ารึเปล่า แล้วเซร่าห์ก็บอกว่าแอเด้ที่สามารถมีชีวิตใหม่บนโลกใบใหม่ได้โดยที่ยังระลึกถึงชาติปางก่อนได้ด้วย  อาจเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่จะค้นหาความหมายเบื้องหลังความทรงจำเหล่านั้น และหวังว่าแอเด้จะค้นพบเรื่องราวทั้งหมด จากนั้นเซร่าห์ก็ให้ที่อยู่ของสโนวมา

บทพูดสำคัญจากเนื้อเรื่องของซัสซ์

ซัสซ์ : ตอนแรกฉันก็ไม่รู้ว่าเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นมันคืออะไรกันแน่ ฉันคุยกับโฮป สโนว และโนเอล แล้วจึงตัดสินใจที่จะยืนหยัดสู้กับเคออส ฉันพูดว่าถ้าร่วมมือกัน เราจะผ่านมันไปได้ ถ้าพยายามกันเต็มที่ ต้องเอาชนะมันได้แน่ ฉันมันไม้ใกล้ฝั่งแล้วก็เลยไม่ต้องพูดถึงตัวเองให้มาก แต่สำหรับพวกเด็กหนุ่มนั่น พวกเขาเป็นวีรบุรุษที่เจนจัดกันแล้ว ฉันก็คอยให้กำลังใจพวกเขา บอกให้พวกเขาผลักดันตัวเองให้ก้าวข้ามขีดจำกัด และสร้างปาฏิหาริย์ให้ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าพวกเขาทุบหม้อข้าวสู้ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้แน่นอน! แน่แน่ว่าฉันไม่ได้เอาแต่พูดอย่างเดียว ฉันก็ทำในสิ่งที่ตัวเองพอจะทำได้ด้วย ฉันสู้กับมอนสเตอร์ที่โผล่มาจากเคออส ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งด้วยนะ แต่แล้ว...

ซัสซ์ : ฉันก็ทรุดลง เมื่อแดจซ์หลับไป

ซัสซ์ : ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเกิดขึ้น คืนหนึ่งแดจซ์ก็หลับไปตามปกติ แต่เช้าถัดมาก็ไม่ตื่น ฉันเรียกเขาแล้ว เขย่าตัวก็แล้ว แต่ก็ไม่ตื่น

ซัสซ์ : ฉันตกใจมากแล้วก็ตามหมอมา ทว่าแดจซ์ก็สุขภาพแข็งแรงดี ร่างกายไม่ได้ผิดปกติ มันเหมือนว่าหัวใจของเขาถูกแช่แข็งเอาไว้ แล้วไม่ว่าจะทำยังไงเขาก็ไม่ยอมตื่น อาการโคม่าโดยระบบสาเหตุไม่ได้ โฮปเองก็เป็นห่วงเหมือนกัน เลยไปหาหมอมาให้ เป็นหมอเฉพาะทางที่เก่งที่สุดในด้านนี้ ให้มาช่วยตรวจแดจซ์ แต่แล้วเราก็ไม่พบอะไร

ซัสซ์ : ไป ๆ มา ๆ ฉันก็ได้แต่คิดถึงเรื่องนี้ ไม่อาจคิดเรื่องอื่นนอกจากการช่วยแดจซ์ได้ ฉันจึงหยุดช่วยเหลืองานของพวกพ้องไป

ซัสซ์ : ผ่านไปหนึ่งปี สองปี แดจซ์ก็ยังคงหลับอยู่ ฉันต้อนตัวเองเข้าสู่มุมสิ้นหวัง ฉันไม่สามารถบังคับตัวเองให้มาสนใจเคออสได้ หนำซ้ำ ถ้าขายวิญญาณตัวเองให้เคออสแล้วช่วยแดจซ์ได้ ฉันก็คงทำ.... ฉันคิดไว้แบบนั้น

แอเด้ : ตอนนั้นเองที่เพื่อน ๆ ตีตัวออกห่างคุณ?

ซัสซ์ : ไม่เลย พวกเขาก็เป็นห่วงฉันเหมือนกัน ตอนนั้นโฮปเป็นผู้นำของมวลมนุษย์ พยายามดูแลความสงบเรียบร้อย ให้ผู้คนช่วยกันยืนหยัดต่อสู้กับเคออส ส่วนสโนวกับโนเอลก็เป็นนักสู้ที่เสี่ยงชีวิตต่อสู้เพื่อปกป้องผู้คน พวกเขาต่างก็วุ่นอยู่กับงานสำคัญของตน พวกเขายังมาเยี่ยมและให้กำลังใจฉันทุกครั้งที่มีโอกาส พวกเขาพูดว่า ‘ลุง ใจเย็น ๆ ไว้ แล้วอย่ายอมแพ้นะ!’ พวกเขาใจดี ดีจนเกินไป... จนฉันเริ่มรู้สึกผิด ในไม่ช้าฉันก็เลยไม่กล้าสู้หน้าพวกเขา 

ซัสซ์ : เธอคงคิดว่าคนอายุปูนนี้น่าจะคิดอะไรได้ดีกว่านี้ แต่หลังจากนั้น ฉันก็ไปใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ฉันร่อนเร่ไปเรื่อย ๆ ตามหาหนทางในการทำให้แดจซ์ตื่น พอไม่พบอะไรก็สิ้นหวัง พอทนไม่ได้ก็กลับไปเรร่อนต่อ... วนเวียนไปมา หลังใช้ชีวิตแบบนี้ไปหลายต่อหลายปี ฉันก็ไม่รับรู้ว่ามันผ่านไปนานเท่าไหร่

ซัสซ์ : ช่วงใดช่วงหนึ่งในระหว่างนั้น โฮปก็ถูกพาตัวไป

แอเด้ : พาตัว? หมายความว่าโฮปหายตัวไปเหรอคะ?

ซัสซ์ : เขาทิ้งข้อความไว้ แล้วก็หายตัวไปอย่างกะทันหัน ฉันก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันก็มัวแต่คิดเรื่องของแดจซ์ แล้วก็หันหลังให้กับความเป็นไปของโลก...

ซัสซ์ : แต่เรื่องนึงที่รู้คือ โฮปถูกพาตัวไป และนั่นเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้โลกเปลี่ยนแปลง คำสอนของทาง Order ก็ได้รับความสนใจในตอนนั้น วานิลล์กับแฟงก์ก็ตื่นขึ้น แล้วเด็กสาวที่ชื่อลูมิน่าก็ปรากฏตัวขึ้นมาเช่นกัน และท้ายที่สุดไลท์นิ่งก็กลับมา

ถึงตรงนี้แอเด้ก็ขัดจังหวะขึ้นโดยถามว่าการที่ซัสซ์กับพวกจดจำเรื่องราวทั้งหมดได้ เป็นเพราะพวกเขาได้ผ่านการต่อสู้ในโลกใบนั้นมารึเปล่า ซัสซ์ตอบว่าเขาคิดว่าไม่ใช่ เพราะทหารและพลเมืองที่อยู่ในเหตุการณ์ Purge เองก็ผ่านการต่อสู้เอาตัวรอดมาเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้จำเรื่องราวทั้งหมดได้เหมือนพวกซัสซ์

Tuesday, August 26, 2014

Reminiscence -tracer of memories- ตอนที่ 1 โฮป เอสไฮม์


คุณ Angelina ได้แปลเรื่องราวบทนำของ Final Fantasy XIII: Reminiscence -tracer of memories- เอาไว้ ผมจึงแปลและเรียบเรียงใหม่เป็นภาษาไทยไว้ดังนี้

REMINISCENCE -tracer of memories-

ตอนที่ 1

โฮป เอสไฮม์

“ขอบคุณที่ปลีกตัวจากคิวงานมาพบกับดิฉันในวันนี้ค่ะ” ฉันปิดการสนทนาลงด้วยการโค้งศีรษะให้อย่างจริงจัง จากนั้นฉันก็สูดลมหายใจแห่งความโล่งอกเข้าไป การสัมภาษณ์นี้เป็นประสบการณ์อันล้ำค่า ถึงจะเหนื่อยล้า แต่ก็พ่วงมาด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง

“ไม่หรอก ขอบคุณครับ ผมเองก็สนุกที่ได้คุยกับคุณ” ความสุภาพของโฮป เอสไฮม์ ทำให้เขาดูเป็นกันเอง ระหว่างการสัมภาษณ์ เขาก็มีท่าทีผ่อนคลาย เขาปฏิบัติกับคนแปลกหน้าอย่างฉันด้วยท่าทีที่น่ารัก และตอบคำถามยาก ๆ ของฉันอย่างจริงใจ

เขาเป็นยิ่งกว่าคนมารยาทดี แม้เขาจะพูดด้วยภาษาที่นิ่มนวล แต่เขาก็มีสายตาแหลมคม มองความเป็นจริงของสังคมได้อย่างชัดแจ้ง แม้อายุยังน้อย แต่ก็มีรัศมีเปล่งปลั่ง และฉันก็รู้สึกว่าเขาได้ผ่านประสบการณ์บนโลกมาเนิ่นนาน จนไม่ยอมรับอุดมคติโลกสวยใด ๆ 

หัวใจของฉันเต้นระรัวเมื่อคิดว่าฉันได้มาพบกับบุคคลที่น่าสนใจเช่นนี้ ฉันอยากจะถามเขาด้วย “คำถามประจำ” อย่างเช่นเคย อยากรู้ว่าเขาจะตอบว่ายังไง “อืม.. พอจะมีเวลาอีกนิดมั้ยคะ? ถ้าไม่เป็นการรบกวนมากจนเกินไป ฉันอยากจะถามอะไรคุยอีกหน่อย ไม่ได้เป็นการสัมภาษณ์นะคะ แต่เป็นความตั้งใจของฉันเอง” 

“แน่นอนครับ คุณอยากจะรู้อะไรเหรอ?”

“คุณยังจำ ‘โลกอีกใบ’ ได้มั้ยคะ?”

นี่คือหนึ่งใน “คำถามประจำ” ของฉันเอง

โฮป เอสไฮม์ หรี่ตาลง ราวกับว่าเขากำลังพยายามประเมินอะไรบางอย่าง ฉันถือว่ามันเป็นการตอบอย่างสุภาพ เวลาที่ฉันถามคำถามแปลก ๆ โดยไม่มีการเตือนก่อน ปกติแล้วคนทั่วไปก็จะงงหรือช็อค แหงล่ะว่า บางคนก็โกรธที่ฉันถามอะไรโง่ ๆ ออกมา

โฮป เอสไฮม์ เงียบไป บางทีเขาอาจจะกำลังรอคำอธิบายก่อนที่เขาจะตอบ? ฉันเลยพูดออกไป

“พูดอีกนัยหนึ่ง คุณมีความทรงจำเรื่องชาติปางก่อนบนโลกใบอื่นรึเปล่าคะ? ตัวอย่างเช่น คุณฝันซ้ำ ๆ ถึงเหตุการณ์ที่คุณคิดว่าไม่เคยเจอมาก่อน มีคำพูดที่คุณลืมไม่ลงโดยที่คุณไม่รู้ว่าเคยไปได้ยินมาจากไหน? มีใบหน้าของคนที่คุณรักทั้งที่คุณก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร? ภาพที่ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงันในเบื้องหลังของจิตใจ... ความทรงจำของชาติปางก่อน ที่อยากพูด”

“ผมว่ามันเป็นความคิดที่น่าหลงใหลนะ แต่ว่า... คุณจะบอกว่าคุณมีความทรงจำแปลก ๆ แบบนั้นเหรอครับ?”

ฉันต้องตอบอย่างจริงใจ

“ใช่ค่ะ มีภาพที่ฉันเห็นในความฝัน ซ้ำแล้วซ้ำอีก ความทรงจำนอกโลกใบนี้ที่อธิบายไม่ได้” นี่คือปริศนาที่ฉันไล่ตามมายาวนาน “ตอนแรกฉันก็คิดว่ามันเป็นแค่การนึกไปเอง แต่ความทรงจำนั้นกลับไม่เคยหายไปจากใจฉัน ในที่สุดฉันจึงเริ่มถามคนอื่น ๆ ว่ามีความทรงจำของ ‘โลกอีกใบ’ เหมือนกันรึเปล่า และฉันก็ต้องแปลกใจเมื่อฉันรวบรวมคนที่รู้เห็นได้เป็นจำนวนมากพอดู ”

“พยายามทุ่มเทมากเลยนะครับ ตอนนี้ ผมไม่ได้จะบั่นทอนการค้นคว้าของคุณนะครับ แต่มันก็เป็นไปได้เหมือนกันว่าความทรงจำที่คุณรวบรวมมานั้นเป็นเพียงความเข้าใจผิด หรือความต้องการจากจิตใต้สำนึกของผู้คนเท่านั้น”

“จากที่สัมภาษณ์มา ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้นค่ะ แต่ยิ่งฉันรวบรวมผู้รู้เห็นได้มากขึ้น ฉันก็ค้นพบความจริงที่ไม่อาจเพิกเฉยได้”

ฉันหยิบโน๊ตบุ๊คขึ้นมา ข้างในนั้นมีหลักฐานนับร้อยชิ้นบันทึกไว้ “ตอนที่ฉันเปรียบเทียบความทรงจำของผู้คน ฉันก็พบจุดร่วมหลายจุด ฉันพบผู้คนที่เกิดและเติบโตในดินแดนที่ห่างไกลกันสุดกู่ แต่กลับจดจำรายละเอียดของเหตุการณ์เดียวกันได้ แล้วยังมีอีกหลายกรณีที่ผู้คนจดจำประสบการณ์แบบเดียวกันได้ ทั้งที่พวกเขาไม่รู้จักกันมาก่อน แต่จุดร่วมที่น่าตะลึงที่สุดก็คือคำ ไม่มีใครจำได้ว่าคำเหล่านั้นหมายถึงอะไร แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ผู้คนกลับจำมันได้ ตัวอย่างเช่น...”

ฉันเปิดโน๊ตบุ๊คขึ้นมา และเริ่มอ่าน

“โคคูน ฟัลซิ แกรนพัลส์ บูนิเบลเซ่”

แล้วตาของโฮป เอสไฮม์ก็เปล่งประกายขึ้น

“ไม่มีร่องรอยว่าคนเหล่านี้เคยพบกันและกันมาก่อน แต่พวกเขากลับมีประสบการณ์เดียวกัน และอธิบายความทรงจำของพวกเขาด้วยศัพท์เฉพาะที่เหมือนกัน พวกเขาเล่าให้ฟังว่านานมาแล้ว มนุษย์ได้ละทิ้งผืนดินและขึ้นไปอาศัยอยู่บนฟ้า มีดินแดนลอยฟ้าอยู่บนสรวงสวรรค์ที่เรียกว่า ‘โคคูน’ มนุษย์รู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ในโคคูน และหวาดกลัวต่อดินแดนด้านนอก ท้องฟ้าคือสวรรค์ ผืนดินคือนรก... เรื่องราวเหล่านี้ได้ถูกเล่าซ้ำให้ฉันฟังหลายต่อหลายครั้ง หรือว่าหัวใจของผู้คนซึ่งมีความทรงจำร่วมกันเหล่านี้เชื่อมถึงกัน? หรือคุณคิดว่าทั้งหมดนี้คือความทรงจำในชาติปางก่อนที่พวกเขาได้พบเจอมาร่วมกันในโลกอีกใบ?”

“คุณก็เลยมาพาผม... คุณอยากรู้ว่าผมมีความทรงจำเรื่องโคคูน ของโลกอีกใบอยู่รึเปล่าสินะ”

“ที่จริงก็มากกว่านั้นค่ะ ตอนที่ฉันสัมภาษณ์ผู้คนมากมาย ชื่อของคุณได้ถูกเอ่ยถึงหลายครั้ง”

“ชื่อของผม?”

“ตัวอย่างเช่น โฮปได้ชี้นำผู้คนและช่วยเหลือพวกเรา โฮปคือผู้ค้ำจุนโคคูน ผู้คนนับร้อยจดจำผู้นำของพวกเขาได้ว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อ ‘โฮป’ ดังนั้นฉันจึงมาคุยกับคุณในวันนี้ ฉันเชื่อว่าถ้าฉันได้ฟังเรื่องราวจากคุณ ฉันจะค้นพบกุญแจสำคัญของปริศนานี้ได้”

โฮป เอสไฮม์หลับตาลงและถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา เขาพยายามจะผ่อนคลายความเครียด? หรือว่าเขาพึ่งได้ข้อสรุป? จากนั้นสักพัก เขาก็พูดออกมา

“ช่วยเล่าเรื่องความทรงจำของคุณ ให้พบฟังด้วยสิครับ”

ฉันตอบไปอย่างรวดเร็ว ฉันพูดถึงความฝันที่ฉันเห็นซ้ำหลายต่อหลายครั้งนับแต่จำความได้

“ฉันถูกไล่ออกจากบ้านเกิด บังคับให้ไปขึ้นรถไฟ ฉันพยายามจะหนี แล้วก็หลบหนีข้ามทะเลสาบเยือกแข็งไป... ทว่ามันไม่ได้เย็น แทนที่จะเป็นน้ำแข็ง ทะเลสาบนั้นกลับแข็งตัวเป็นคริสตัล มันเป็นฝีมือของฟัลซิ ฉันจำได้เท่านี้แหละค่ะ... บางครั้งฉันก็ฝันว่าตัวเองกำไมโครโฟนแล้วก็รายงานอะไรบางอย่างผ่านกล้อง และจากที่ฉันเคยสัมภาษณ์มา ก็มีคนหนึ่งจำได้ว่าเคยเห็นฉันรายงานข่าวออกทีวี... ความทรงจำเหล่านี้มันหมายความว่ายังไงล่ะคะ? มันเกี่ยวข้องยังไงกับพวกเรา? ฉันต้องรู้ให้ได้”

“...เข้าใจล่ะ”

“ฉันไม่ทันสังเกตว่าเขาลืมตาแล้ว นัยน์ตานั้นจับจ้องมาที่ฉัน”

“ผมจะเล่าความทรงจำของผมให้ฟัง... ตอนนั้น มนุษย์ได้อาศัยอยู่บนทวีปลอยฟ้าที่เรียกว่า ‘โคคูน’ ผมเองก็เกิดและเติบโตขึ้นบนโคคูน ตอนนั้นผมอายุ 14 ปี”

จุดเริ่มต้นของการเดินทาง

“ชะตากรรมของพวกเราเริ่มต้นขึ้นด้วยการ Purge”

มันไม่ใช่คำที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน ผู้รู้เห็นมากมายจดจำเหตุการณ์นั้นได้ด้วยความหวาดกลัวและโกรธแค้น

เขาอธิบายรายละเอียดในเรื่องราวของเขาต่อ มนุษย์นั้นรวมตัวกันอยู่ภายในโคคูน สวรรค์ประดิษฐ์ที่อยู่บนฟากฟ้า และมีชีวิตอย่างหรูหรา แต่แล้ววันอาภัพก็มาถึง รัฐบาลแห่งโคคูนที่เรียกว่า – รัฐบาลศักดิ์สิทธิ์ – มีคำสั่งให้ขับไล่ผู้คนทั้งเมือง ผู้คนหลายร้อยถูกไล่ให้ไปตาย เหตุการณ์นั้นเป็นที่รู้จักในชื่อ “Purge”

โฮป เอสไฮม์มีอายุเพียง 14 ปีตอนที่ชะตากรรมชักพาเขาเข้าสู่การ Purge เขาถูกโยนเข้าสู่ชะตากรรมอันโหดร้ายอย่างไร้ความปราณี เขาเห็นแม่ตายต่อหน้าต่อตา และถูกประทับตราสาปให้เป็นลูซิ โดนรัฐบาลตามไล่ล่า จิตใจของเขาจึงเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น

“ตอนนี้พอมองย้อนกลับไป ผมในตอนนั้นจมปลักอยู่กับความเกลียดชัง ความสิ้นหวังจากการสูญเสียแม่และการกลายเป็นลูซิ สำหรับผมแล้วมันหนักหนาเกินไป ผมหน้ามืดตามัว และพุ่งความอาฆาตแค้นไปยังเป้าหมายที่ใกล้ที่สุด ผมโทษว่าความตายของแม่เป็นความผิดของสโนวและประณามหยามเหยียดเขา ถ้าไลท์ไม่หยุดผมและดึงผมกลับมา ผมก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ผมจะอยู่ที่ไหน”

เขาบอกชื่อของเพื่อนพ้องและผู้คนที่พบเจอระหว่างการหลบหนี ไลท์นิ่ง สโนว ซัสซ์ วานิลล์ แฟงก์ เซร่าห์... ฉันรู้สึกคุ้นกับบางชื่อ จำได้ว่าเคยได้ยินมาก่อนในการสัมภาษณ์ ขณะเดียวกัน บางชื่อก็เป็นของใหม่สำหรับฉัน

“ไลท์นิ่งเป็นคนยังไงเหรอคะ?”

“...เธอเป็นคนเข้มงวด แต่ก็อ่อนโยน และเพราะว่าเธอเป็นคนใจดี เธอจึงไม่ได้สปอยล์ผม แต่ได้ดูแลผมเป็นอย่างดี”

“ก็คือเธอปกป้องและชี้นำคุณ เป็นเหมือนผู้ดูแลคุณใช่มั้ยคะ?”

“ตอนแรก ผมก็พึ่งพาเธอฝ่ายเดียว ผมคิดง่าย ๆ ว่าเธอเป็นคนเข้มแข็ง แต่ความจริงแล้ว เธอก็สับสนหลงทางและเจ็บปวดเหมือนกัน พอผมรู้เรื่องนี้ ผมก็ไม่อยากเป็นคนที่ถูกเธอปกป้องฝ่ายเดียว ผมอยากจะปกป้องเธอด้วยเช่นกัน ”

“คุณกลายเป็น ‘คู่หู’ ที่เผชิญหน้าความยากลำบากไปร่วมกัน”

“ใช่ครับ เราได้ช่วยค้ำจุนกันและกัน และเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย”

“คุณต่อสู้กับเทพที่ปกครองผู้คน ฟัลซิบาร์ธานเดลุส และออร์ฟาน”

“ผมประทับใจจริงที่คุณค้นคว้ามาได้มากขนาดนี้ ตอนนั้นผู้คนต่างใช้ชีวิตกันโดยไม่รู้มาก่อนว่าแท้จริงแล้วผู้นำของพวกเขาเป็นอะไรกันแน่”

“ฉันได้ยินมาแล้วค่ะ หลังจากนั้น ความจริงก็ถูกเผยแพร่ออกไปหลังจากที่คุณได้กำจัดพวกมัน และปกป้องโลกไว้ได้”

“ปกป้องโลกเหรอ...” เขาพูดกับตัวเอง “เราชนะฟัลซิได้ แต่พอมองย้อนกลับไป ผมเห็นว่ามันเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น”

“หมายความว่าคุณยังเดินทางต่อ แม้หลังจากที่ผ่านการต่อสู้กับฟัลซิไปแล้ว?”

“เราไม่มีทางเลือกนอกจากมุ่งหน้าต่อไป ในยุคใหม่ การต่อสู้ครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น”

“เป็นการต่อสู้ที่เกี่ยวกับ ‘ผู้ปลดปล่อย’ ใช่มั้ยคะ?”

“...คุณได้ยินคำนั้นมาจากไหน?”

“ฉันได้ยินคำนั้นตอนรวบรวบผู้รู้เห็นโลกใบนั้น มีผู้คนมากมายที่จดจำคำนั้นได้ ฉันเดาว่าคำนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อโลกใบนั้น แล้วก็เลิดคิดถึงมันไม่ได้ค่ะ”

“แต่ผมไม่เคยพูดคำว่า ‘ผู้ปลดปล่อย’ ออกมาก่อน คุณเพียงนึกเอาว่าผมรู้ ในช่วงที่ฟัลซิปกครองนั้นยังไม่มีผู้ปลดปล่อย แต่พอผมพูดถึงการต่อสู้ครั้งใหม่ คุณกลับเดาได้ว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับการปรากฏตัวของผู้ปลดปล่อย”

“ใช่ค่ะ ฉันเดาถูกใช่มั้ยล่ะคะ?”

“ไม่เชิงนะ แต่ก็ใกล้เคียงมาก ‘ผู้ปลดปล่อย’ ได้ปรากฏตัวขึ้นในช่วงหลายร้อยปีต่อมา ทว่าก่อนหน้านั้นมันก็มีการต่อสู้อันแสนยาวนาน โลกถูกหายนะคุกคามและเสียหายยับเยิน มันฟังดูเหลือเชื่อ แต่มันก็เป็นการต่อสู้ที่อยู่ก้าวข้ามกาลเวลา”

ก้าวข้ามกาลเวลา

แล้วฉันก็ได้รับรู้เรื่องราวระหว่างยุคทีเรียกว่า AF (After the Fall) เมื่อการปกครองของฟัลซิสิ้นสุดลง ดินแดนโคคูนอันปลอดภัย ก็กลายเป็นที่ที่ไม่มั่นคงสำหรับมนุษย์ มนุษย์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการอพยพ และชีวิตรอดให้ได้ในดินแดนอันป่าเถื่อนของแกรนพัลส์ ระหว่างที่ต่อสู้กับภัยธรรมชาติ มนุษย์ก็สามารถสร้างอารยธรรมได้ภายในเวลาไม่กี่ร้อยปี

ประวัติศาสตร์ที่โฮป เอสไฮม์เล่ามา ตรงกับข้อมูลที่ฉันรวบรวมมาได้ องค์กรที่เรียกว่า “อเคเดเมีย” ได้นำพาไปสู่การฟื้นฟูสังคมมนุษย์ ผู้รู้เห็นมากมายทำให้ฉันรู้ถึงบทบาทที่อเคเดเมียมีต่อประวัติศาสตร์ อย่างเช่นการก่อสร้างมหานครขนาดใหญ่ ดูเหมือนว่าโฮปจะเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับรายงานทั้งหมดที่ฉันได้ยินมาจนถึงตอนนี้

“เหมือนกับได้ฟังประวัติศาสตร์อันลี้ลับของมนุษย์เลยนะคะ...”

“มันเป็นช่วงเวลาแห่งความพยายาม โดยเฉพาะกับคนที่คุ้นเคยกับชีวิตอันปลอดภัย ภายในสภาพแวดล้อมปิดของโคคูน”

“เหนือสิ่งอื่นใด ไลท์นิ่งก็ได้หายตัวไป คุณคงรู้สึกเสียขวัญแย่ที่สูญเสียผู้ค้ำจุนไป”

“ในตอนนั้นความทรงจำของพวกเราถูกบิดเบือนไป เราเชื่อว่าไลท์นิ่งตายไปเป็นคริสตัลและปกป้องโคคูนไว้ ทว่าเซร่าห์ก็พบความจริง วินาทีที่ผมได้ยินว่าไลท์นิ่งยังมีชีวิตอยู่ ผมมั่นใจ ผมเชื่อว่าผมจะได้เจอเธออีกครั้ง ผมเพียงต้องก้าวไปข้างหน้าจนกว่าจะถึงตอนนั้น ผมไม่มีอะไรต้องกังขาอีกต่อไป”

“ต้องขอบคุณสายสัมพันธ์อันเข้มแข็งระหว่างพวกพ้องที่อดทนฟันฝ่าการเดินทางอันโหดร้ายมาด้วยกัน... ฉันเข้าใจถูกมั้ยคะ?”

“มันก็ต่างไปหน่อยนะ ตัวอย่างเช่น โนเอลกับผมต่างก็เกิดในคนละยุคกัน และเติบโตภายใต้สภาพสังคมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อดีตของเราไม่มีอะไรที่คล้ายกันเลย แต่ผมกลับเห็นใจเขาในทันที นั่นเป็นเพราะเขาและผมต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน เราทั้งสองต่างทำในสิ่งที่ตนเองสามารถทำได้เพื่ออนาคตที่ทุกคนจะได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข”

“ขณะที่เซร่าห์และโนเอลติดพันอยู่กับการต่อสู้กับไคอัส บัลลาด และโหร ‘ยูล’ คุณก็นำอเคเดเมีย และเตรียมรับมือกับหายนะที่จะเกิดขึ้น คุณเตรียมรับมือกับความพินาศของโคคูนและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับแผ่นดินเบื้องล่าง โดยการสร้างโคคูนเทียมขึ้นมาโครงการช่วยเหลือมนุษยชาตินี้ต้องใช้เวลาหลายร้อยปี แต่การชี้นำอันชาญชลาดของคุณก็ทำให้มันประสบความสำเร็จ”

“โครงการนี้เป็นไปได้ก็เพราะความร่วมมือ ความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของทีมงานจำนวนมหาศาลตลอดหลายช่วงยุคสมัย ผมเพียงกำกับตอนเริ่มและตอนจบเท่านั้น... ใช่แล้ว มันสิ้นสุดลงในปี AF500 เซร่าห์และโนเอลได้พิชิตไคอัส ส่วนโคคูนใหม่ก็ถูกปล่อยขึ้นฟ้า ทว่านั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุคแห่งความล่มสลาย”

“เป็นเพราะ ‘เคออส’ รึเปล่าคะ? ในการสัมภาษณ์ที่ผ่านมา ผู้คนหลายคนพุดถึงเคออส การที่มันคุกคามโลกและไม่มีทางหยุดมันได้ ฟังแล้วเหมือนว่าเคออสคือศัตรูที่เป็นภยันตรายต่อโลก”

“ใช่ครับ เราต่อสู้กับเคออสที่คุกคามอย่างต่อเนื่อง และในฉากสุดท้ายของการต่อสู้ เรื่องราวอันเป็นการยุติ ‘โลกใบนั้น’ ก็เริ่มต้นขึ้น  เรื่องราวบทสุดท้ายของโลกใบนั้น... ผู้ปลดปล่อย – เรื่องราวของไลท์นิ่ง”

ในตอนนั้น ฉันไม่มีคำพูดใด ๆ ตัวตนของผู้ปลดปล่อย – ความจริงที่ทำให้ฉันหนักใจมาตลอดได้ถูกเปิดเผยต่อฉันอย่างฉับพลัน ฉันควบคุมตัวเองไม่ให้ลนและถามออกไป “ช่วยเล่าให้ฟังอีกสิคะ...”

แต่โฮป เอสไฮม์ ยิ้มและส่ายหน้า “ผมเล่าให้ฟังได้เพียงเท่านี้ ถ้าคุณอยากฟังเรื่องราวของผู้ปลดปล่อย คุณต้องฟังจากไลท์เอง”

“แต่ว่าฉัน...”

แต่ฉันมาถึงขั้นนี้แล้ว เกือบจะจับปริศนาที่ดิ้นรนไล่ตามมาตลอดได้แล้ว แต่มันก็หนีไปได้ในวินาทีสุดท้าย

“อย่างน้อยก็บอกฉันเถอะค่ะว่าเธออยู่ไหน”

ฉันพยายามยืนกราน แต่เขาส่ายหน้าอีกครั้ง

“คุณควรพยายามตามหาเธอเอง หลังจากรวบรวมคำสัมภาษณ์มามากมายคุณก็มาถึงผมได้ ผมเชื่อว่าคุณเองก็จะได้พบไลท์เช่นกัน”

ดูเหมือนว่าฉันกำลังถูกทดสอบ

“ตกลงค่ะ ฉันจะพยายามตามหาเธอ แต่เพื่อความแน่ใจ ไลท์นิ่งอยู่ในโลกนี้จริง ใช่มั้ยคะ?”

“ผมรู้ว่าพวกพ้องทั้งหมดของผมอยู่ที่นี่ ผมคิดว่าถ้าคุณไล่ตามไลท์นิ่ง คุณก็จะได้พบกับเธอ และเมื่อคุณได้คุยกับเพื่อนพ้องของผมและรับรู้ความจริงของ ‘โลกใบนั้น’ ช่วยกลับมาหาผมอีกครั้ง จากนั้นผมจึงจะเล่าทุกอย่างที่ผมรู้ให้กับคุณ”

เขาพูดให้ฟังด้วยรอยยิ้ม แต่จากที่เขาดูแยกจากคนอื่น ฉันรู้สึกว่าเขาซ่อนอะไรบางอย่างอยู่ ฉันจึงถามออกไป

“ฉันอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ แต่ว่า... ฉันว่าคุณเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไลท์นิ่งอยู่ที่ไหน แม้คุณจะเชื่อว่าคุณจะได้พบกับเธออีกครั้ง แต่มันก็ยังไม่เกิดขึ้น”

“...อาจจะใช่”

เขายังคงยิ้มไม่เปลี่ยนแปลง ทว่านัยน์ตาของเขาแฝงไว้ด้วยเงาของความเปล่าเปลี่ยว

ก่อนที่เราจะแยกกัน โฮป เอสไฮม์ได้บอกเงื่อนงำให้ฉันอย่างหนึ่ง นั่นคือที่อยู่ของเพื่อนพ้องเก่า ฉันอยากไปพบเขาคนนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ก็ต้องพักผ่อนซะก่อน

ในตอนนั้น ฉันคิดว่าตัวเองกำลังออกเดินทางสู่การพักร้อนสั้น ๆ ...โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเริ่มต้นการเดินทางอันแสนยาวไกล

คลิปเกมเพลย์สั้น ๆ จาก Bravely Second


จากช่อง Square Enix Presents ในช่วงค่ำที่ผ่านมา ทางทีมงานนำโดยผู้อำนวยการ คุณโทโมยะ อาสะโนะ ได้นำเกมเพลย์ของ Bravely Second มาโชว์ให้ดูกัน ในคลิปนี้เป็นเกมเพลย์ที่ดำเนินเนื้อเรื่องโดยแมคโนเลีย อาร์ค ซึ่งเป็นตัวละครใหม่ในภาคนี้ และกำลังเดินอยู่ภายในเมืองอิสทานทัล (Istantal) อันเป็นเมืองแห่งวิชาการ ในฉากหลังไกลลิบ ๆ เราจะเห็นเมืองอันเชม (Ancheim) จากภาคแรกด้วย

สำหรับใครที่ยังไม่เคยลิ้มลอง ขอแนะนำเลยว่า Bravely Default ในภาคแรกนี่ เนื้อเรื่องมันแซ่บถึงทรวงจริง ๆ ขอแนะนำเลย

Monday, August 25, 2014

รายละเอียดชุด FINAL FANTASY EXPLORERS -ULTIMATE BOX-


Square Enix เปิดเผยเตรียมวางจำหน่ายชุด FINAL FANTASY EXPLORERS -ULTIMATE BOX- ด้วยราคา 14,040 เยน โดยชุดนี้จะวางจำหน่ายในวันที่ 18 ธันวาคม 2014 พร้อมกับตัวเกมปกตินั่นเอง

ภายในชุดดังกล่าว ประกอบด้วยของดังนี้
1. ตัวเกม Final Fantasy Exploerers
2. กรอบพลาสติคหุ้มเครื่องเกม Nintendo 3DS LL ประดับด้วยโลโก้จากฝีมือของโยชิทากะ อามาโนะ
3. แผ่น SUPPIN TRACKS
4. หนังสืออาร์ทเวิร์ค
5. กระเป๋าสำหรับใส่เครื่อง






นอกจากนี้ สำหรับคนที่ซื้อตัวเกมชุดแรก จะได้โบนัสเป็นสิทธิดาวน์โหลดออริจินอลเควสต์ ซึ่งในเควสต์นี้จะมีของรางวัลเป็นของอาวุธและเครื่องป้องกันซีรีส์หัวหอมจาก Final Fantasy III เช่น Onion Sword นั่นเอง

ที่มา : http://store.jp.square-enix.com/detail/SE-E0202

Saturday, August 23, 2014

บทสัมภาษณ์วาตานาเบะ ไดสึเกะ ถึงนิยาย Reminiscence จากแฟมิซือ

บทสัมภาษณ์วาตานาเบะ ไดสึเกะ (หน้า 30 ถึงครึ่งแรกของหน้า 32) จากนิตยสารแฟมิซือ

แฟมือซือ : นิยายนี้เขียนส่วนตัวโดยคุณวาตานาเบะ ซึ่งมีบทบาทในการเขียนสคริปต์ให้แก่ซีรีส์ FFXIII ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยสิว่าคุณมาเขียนนิยายนี้ได้ยังไง?

วาตานาเบะ : ตอนแรกผมก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคท์นี้ ตอน FFXIII และ FFXIII-2 เราขอให้คุณอิชิมะ จุน เป็นคนเขียนนิยาย แต่สำหรับภาค 3 หรือ LRFFXIII ซึ่งมีชื่อต่างจาก 2 ภาคแรก เพราะฉะนั้นเราเลยตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนสำนวนภาษาในเนื้อหานิยายด้วยเหมือนกัน ทีมงานในบริษัทก็หารือกัน แล้วผู้กำกับ คุณโทริยามะก็แนะนำว่า “ทำเป็นแบบสัมภาษณ์ตัวละครละกัน” ผมก็เลยได้มาร่วมโปรเจคท์กลางคัน ระหว่างที่พวกเขาคิดพล็อตกันอยู่

*แปลว่าพล็อตเรื่องไม่ได้คิดโดยคุณวาตานาเบะเพียงลำพัง แต่เป็นข้อสรุปของทีม FFXIII นอกจากนี้อีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่ได้ให้คุณจุนเป็นคนเขียนนิยายภาคนี้คือคุณจุนล้มป่วย ทำให้ต้องยกเลิกนิยายที่เชื่อมระหว่าง FFXIII-2 และ LRFFXIIII แล้วเอาเนื้อหาส่วนนั้นมาแทรกในนิยายส่งท้ายนี้แทน

แฟมิซือ : หลังจากเข้าร่วมโปรเจคท์แล้ว คุณได้มาเป็นคนเขียนได้อย่างไร?

วาตานาเบะ : ตอนที่ผมเข้าร่วม เขาก็ตกลงกันแล้วว่านิยายนี้จะเกี่ยวกับ “การสัมภาษณ์ตัวละคร” แต่ยังไม่มีการกำหนดลำดับการสัมภาษณ์ เราต้องการเนื้อเรื่องที่ปะติดปะต่อ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่น่าเบื่อหรือไร้รสชาติ เราเลยหารือกับบรรณาธิการฝ่ายการพิมพ์ของบริษัท แล้วกำหนดลำดับการสัมภาษณ์กับพล็อตเรื่องได้ลงตัว ผมก็หลงคิดว่าเราจะขอให้นักแต่งนิยายมืออาชีพเป็นคนเขียนนิยายจากพล็อตที่เราสร้างขึ้น แต่แล้วผมก็โดนตอกว่า “ไม่ล่ะ วาตานาเบะนั่นแหละเป็นคนเขียน” ผมเลยตอบไป “ว่าไงนะ!? ผมเป็นแค่คนตรวจก็พอไม่ใช่เหรอ? ผมต้องเขียนด้วยเหรอ!?” (หัวเราะเจื่อน ๆ) “ซวยแล้ว... ถ้าต้องถูกตีพิมพ์ออกไป ผมก็ต้องเขียนให้มันสมกับที่ถูกเรียกว่านิยายน่ะสิ” ตอนนั้นผมคิดแบบนั้น ผมเลยขอให้บรรณาธิการมาช่วยดูแล ผมไม่ได้ทุ่มเทเขียนอะไรแบบนั้นมานานมากแล้วล่ะ (หัวเราะ)

แฟมิซือ : ก่อนที่คุณวาตานาเบะจะเข้าร่วม Square คุณเคยเขียนนิยายจากมังงะมาก่อนใช่มั้ย?

วาตานาเบะ : ใช่ครับ หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้เขียนอีก แต่ก็มีเขียนเรื่องสั้นลงในบทสรุปเกม Dewprism (Threads of Fate) ถึงตอนนี้ผมมีส่วนร่วมในซีรีส์ FF มายาวนาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมต้องมาเขียนบทความในรูปแบบนี้

แฟมิซือ : หลังจากเว้นวรรคไปนาน เลยเขียนได้ลำบากรึเปล่า?

วาตานาเบะ : ใช่เลย มันยากเป็นพิเศษเพราะสำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกว่า LRFFXIII ได้จบสิ้นบริบูรณ์แล้ว! ผมคิดว่าถ้ายังปรุงเสริมเติมแต่งเนื้อเรื่องที่จบเรียบร้อยไปแล้ว มันก็คงไม่ดีแน่ ดังนั้นหากต้องตีพิมพ์ออกไปจริง มันก็ต้องเป็นอะไรที่ควรค่าแก่การเขียน คุณเคยเห็นหนังที่ใส่ฉากที่ถูกตัดทิ้งลงไปในฉากเครดิตมั้ย? มันตลกโปกฮาในตัวมันเอง แต่บางครั้งมันก็ทำให้คุณรู้สึกเหมือนถูกดึงกลับสู่โลกแห่งความจริงหลังจากดำดิ่งลงไปในหนังมา สำหรับนิยายเองก็เหมือนกัน ผมรู้ว่าถ้าผมเขียนไม่ดี มันก็จะเหมือนฉากที่ถูกตัดทิ้งเหล่านั้น ผมเลยคิดว่าผมไม่อยากให้มันเหมือนเป็นฉากที่ถูกตัดทิ้ง แต่อยากให้เป็นการพรรณนา... อยากให้มันเป็นอะไรที่ช่วยเพิ่มความลึกให้กับเนื้อเรื่องได้

*จุดนี้เป็นสิ่งที่บอกว่าโปรเจคท์นิยายเรื่องนี้ เกิดขึ้นหลังจากการพัฒนา LRFFXIII จบลงแล้ว

แฟมิซือ : จริงครับ ใน LRFFXIII เราได้เห็นเสี้ยวหนึ่งของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับไลท์นิ่ง หลังจากทุกสิ่งทุกอย่าง “จบบริบูรณ์” และมันก็ปิดเรื่องราวทั้งหมดได้สวยแล้ว ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากที่จะคิดเรื่องราวต่อจากนั้น ส่วนตัวแล้วผมสนุกกับนิยายนี้มาก เพราะมันได้ช่วยเติมสิ่งที่ยังไม่ถูกอธิบายในเกมลงไป  แต่แล้วผมก็ต้องเซอร์ไพรซ์กับฉากจบ ผมคิดว่า “อ๊ะ... ตกลงแล้วเราจะไม่ได้รู้อะไรมากกว่านี้เหรอเนี่ย”

วาตานาเบะ : ขืนผมให้ตัวผู้บรรยายเป็นพวกสอดรู้สอดเห็นมากเกินไป และทำให้ไลท์นิ่งต้องพูดอะไรยาว ๆ มันไม่เพียงจะทำลายบรรยากาศของฉากจบ มันจะไม่เหมาะกับคาแรคเตอร์ของเธอด้วย ดังนั้นตอนที่ผมคิดโครงเรื่อง ผมต้องคำนึงถึงว่าจะเขียนเนื้อเรื่องยังไงไม่ให้มันก้าวก่ายไลท์นิ่งมากเกินไป (หัวเราะ)

แฟมิซือ : เข้าใจล่ะ (หัวเราะ) สมกับเป็น “ไลท์นิ่ง” จริง ๆ ผมคิดว่าผมเห็นด้วยกับบทสรุปสุดท้ายนะ ตัวละครอื่นเองก็เหมือนกัน บุคลิกและเนื้อเรื่องที่เผยออกมาก็ดูเป็นธรรมชาติสำหรับผม ซึ่งจากที่คุณเป็นคนเขียนสคริปต์ของเกมนี้ด้วย ผมก็เชื่อว่ามันต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้วล่ะ

วาตานาเบะ : ได้ยินแบบนี้ก็ยินดี ผมจะกังวลเรื่องนี้มากเลยในตอนที่ผมเขียนสคริปต์จริง ๆ ของเกม ตัวอย่างเช่นใน FFXIII ฉากที่โฮปและสโนวคืนดีกัน โครงเรื่องในพล็อตนั้นไม่เขียนอะไรไว้เลยนอกจาก “แล้วพวกเขาก็ได้ทำความเข้าใจกัน” ผมต้องมานั่งคิดเองว่าจะให้พวกเขาลืมความบาดหมางได้ยังไง ผมเลยวิตกมาก “จะให้ตรูทำให้พวกมันเข้าใจกันได้ไงฟะ ในเมื่อความสัมพันธ์มันยับซะขนาดนี้!?”


แฟมิซือ : เข้าใจล่ะ แสดงว่าตอนที่คิดพล็อตเรื่องขึ้นมาตอนแรก ก็ยังไม่ได้มีการกำหนดว่าพวกเขาก้าวข้ามความขัดแย้งนั้นไปได้ยังไงสินะ

วาตานาเบะ : ใช่เลย และถ้าผมทำให้ทั้งสองคนเข้าใจกันง่าย ๆ สถานการณ์ทั้งหมดมันก็จะดูตื้นเขิน ไม่สมจริง ดังนั้นผมเลยมีทางเดียวคือคิดว่าตัวเองเป็นตัวละครคนนั้น เข้าไปรับรู้ความเจ็บปวด และคิดว่าในสถานการณ์แบบนั้น พวกเขาจะพูดยังไงออกมา ตอนเขียนนิยายผมก็ต้องทำแบบนี้เหมือนกัน “ไอ้งั่งคนไหนเป็นคนเขียนพล็อตให้มันซับซ้อนขนาดนี้ฟะ!?... เฮ่ย เดี๋ยว ตรูเองนี่หว่า!” ผมเขียนไปพลางก็สาปส่งตัวเองในอดีตไปพลาง (หัวเราะ)

แฟมิซือ : (หัวเราะ) เรื่องราวเริ่มจากโฮป และหลังแวะเวียนไปหาตัวละครอื่น ๆ ทั้งหมดก็กลับมาสู่โฮปอีกครั้ง การที่โฮปเป็นผู้รับบทบาทสำคัญของเรื่องนี่ เป็นความตั้งใจของคุณเสมอมาเลยรึเปล่า?

วาตานาเบะ : ช่าย  ผมวางแผนไว้แบบนั้นตั้งแต่แรกแล้ว ใน FFXIII-2 และ LRFFXIII เขาก็อยู่ในตำแหน่งที่สามารถเห็นอะไรหลาย ๆ อย่างตามความเป็นจริง ด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ผมเลยคิดว่าไม่มีใครที่เหมาะสมจะเป็นคนขับเคลื่อนกระแสของเนื้อเรื่องไปมากกว่าโฮปแล้ว นอกจากนี้ ในบรรดาพวกพ้องของเขา โฮปก็รับบทพิเศษอยู่แล้ว ผมเลยว่าถ้าจะเริ่มต้นเนื้อเรื่องจากเขา ก็เหมาะสมแล้ว

แฟมิซือ : สำหรับไคอัสที่ไม่ได้อยู่ในโลกของคนเป็น การที่จะให้เขาปรากฏตัวในเรื่องได้ จึงจำเป็นต้องส่งตัวผู้บรรยายไปยัง “อีกฟากหนึ่ง” ใช่มั้ยครับ?

วาตานาเบะ : อือ ผมนึกภาพของฉากสุดท้ายไว้ในหัวตั้งแต่ช่วงแรก ๆ แล้ว และก็คิดว่าในตอนท้ายความรู้สึกของผู้บรรยายจะเปลี่ยนแปลงไปเพราะสิ่งที่เธอได้เห็นและได้ยินมาตลอดการเดินทาง ซึ่งก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลง คงจะเด็ดถ้ามีตัวละครที่ให้ความรู้สึกหนักหน่วงอย่างไคอัสมาเป็นจุดเปลี่ยน และผมก็ไม่อยากให้เนื้อเรื่องส่วนของไคอัสเป็นการสัมภาษณ์ด้วย ผมลองนึกภาพผู้บรรยายถามไคอัส “ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่คะ?” แล้วไคอัสก็ตอบอย่างสุภาพ แจงรายละเอียดมาให้ถี่ถ้วน ด้วยเสียงทุ้ม ๆ ของเขา “ข้าคิดแบบนั้น ข้าจึงทำแบบนี้” ....ไม่นะ ผมไม่อยากคิดอะไรแบบนั้นเลย (หัวเราะ)

แฟมิซือ : มันไม่เหมาะกับภาพลักษณ์ของเขาเลยสินะ (หัวเราะ) เข้าใจละว่าเวลาเขียน คุณได้ใส่ใจกับรายละเอียด กระทั่งเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มีท่อนไหนส่วนใดที่น่าจดจำเป็นพิเศษ หรือเขียนได้อย่างยากลำบากสำหรับคุณมั้ย?

วาตานาเบะ : บทแรกของโฮปนั้นใช้เวลาแต่งนานทีเดียว แต่เมื่อผมสร้างจุดเริ่มต้นของเนื้อเรื่องจากการสนทนากับโฮปได้แล้ว เนื้อเรื่องที่เหลือก็เดินหน้าไปอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ผมก็ไม่ได้เขียนนิยายมานานแล้ว ผมเลยต้องมานึกว่าผมจะเขียนส่วนที่อยู่ภายใต้การดำเนินเรื่องของเวลาเขียนสคริปต์นั้นยังไง (หมายถึงส่วนที่บรรยายว่าตัวละครเดินไปไหน ทำอะไรบ้าง โดยไม่มีบทพูด) มันก็ต้องใช้เวลารื้อฟื้นสไตล์การเขียนอยู่สักหน่อย ผมว่าเฉพาะส่วนของโฮปอย่างเดียว ก็ใช้เวลา 30% ของเวลาทั้งหมดที่ผมเขียนนิยายเรื่องนี้แล้ว นอกจากโฮป ตอนของโนเอลก็มีโทนเรื่องต่างไปจากของคนอื่น ๆ เพราะความรู้สึกผิดที่เขาแบกรับมาตลอดหลังจาก FFXIII-2 ผมเลยต้องใช้เวลาพอสมควรในการคิดว่าจะเขียนออกมายังไง

Thursday, August 21, 2014

Reminiscence -tracer of memories- ตอนที่ 10 ผู้โดยสาร


ฉันอยู่บนรถไฟ ถูกจับเข้ามาไว้ในรถไฟราวกับเป็นสินค้าอย่างหนึ่ง มือของฉันถูกล็อคและฉันอยู่ในเสื้อประกับ ฉันและคนอื่น ๆ กำลังถูกพาไปยังที่ไหนก็ไม่รู้ ทุกคนต่างอยู่บนที่นั่งของตน ก้มตาและก้มใจลง ผ้าคลุมศีรษะที่ติดอยู่บนชุดควบคุมตัวนั้น ปกปิดสีหน้าของพวกเขาไว้ไม่ให้เห็น แต่ฉันก็รู้ว่าทุกคนรอบตัวฉัน ต้องมีสีหน้าของความกลัวและความสิ้นหวัง วันคืนแห่งความสุขได้ถูกพรากไปจากเราโดยไม่มีสัญญาณเตือน เรากำลังจะถูกเนรเทศไปสู่โลกที่เต็มไปด้วยอันตราย เหล่าทหารติดอาวุธกำลังมองพวกเราอย่างระมัดระวัง

ทันใดนั้น รถไฟก็เหวี่ยงตัวไปมาอย่างรุนแรง เหล่าทหารสูญเสียการทรงตัว จังหวะนั้นเองฉันก็ถลาออกจากที่นั่ง

ฉันพุ่งเข้าชนทหาร ทำให้พวกเขาล้มหงาย พอทหารล้ม รีโมทคอนโทรลก็หลุดจากมือ ฉันจึงกระทืบมันให้แหลกคาเท้า กลไกไฟฟ้าที่ล็อคมือเราไว้จึงคลายลง ตอนนี้ทหารคนอื่น ๆ กำลังกรูกันเข้ามาหา ฉันจึงถอดชุดควบคุมตัวออกแล้วกระโจนเข้าไปอยู่กลางวงล้อมของศัตรู จากนั้นก็เตะตูมเดียวทำเอาล้มหงายไปหลายคนเลย

...อ๊ะ ฝันไปนี่นา

กำลังลั่นไกปืนที่แย่งมาจากทหารศัตรู ก็นึกได้ขึ้นได้พอดี พอนึกได้ว่ามันเป็นแค่ความฝัน ก็ได้สติทันที

ความฝันถึง “โลกใบนั้น” ไม่ได้ฝันถึงมันมานานพอสมควรแล้ว คิดว่าคงเป็นเพราะเมื่อคืนได้มานั่งอ่านบทสัมภาษณ์ที่เขียนไว้แน่  ซัสซ์บรรยายได้มีชีวิตชีวามาก แถมยังทำท่าประกอบให้ดูด้วย กระทั่งท่าตอนที่ไลท์นิ่งแย่งชิงรถไฟที่กำลังมุ่งหน้าสู่การ Purge และบรรยายว่าเธอจัดการพวกทหารได้ง่ายดายเพียงไร

ท้ายที่สุด ฉันก็ยังไม่ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์เหล่านี้ออกไป

สายสัมพันธ์ระหว่างไลท์นิ่ง ซัสซ์ โฮป และคนอื่น ๆ สายสัมพันธ์ที่พวกเขาแบ่งปัน สายสัมพันธ์ของพวกเขาคือเรื่องราวของมนุษย์ที่รวมตัวกันยืนหยัดต่อสู้กับพระเจ้า ฉันคิดว่าถ้าฉันเผยแพร่มันออกไปให้โลกรู้ มันจะมอบความกล้าและความหวังให้กับผู้คน แต่ฉันก็คิดได้ว่าขืนทำแบบนั้นไป ทุกสายตาก็จะจับจ้องไปยังไลท์นิ่งและผองเพื่อน ไม่ว่าพวกเขาจะชอบหรือไมก็ตาม ฉันเกรงว่ามันจะไปรบกวนชีวิตอันสงบสุขของพวกเขา ในเมื่อสุดท้ายการต่อสู้นั้นได้เป็นอดีตสำหรับพวกเขาไปแล้ว พูดอีกนัยหนึ่ง ฉันเจ็บปวดมากที่ได้สัมภาษณ์ ได้ค้นพบความจริง แต่ท้ายที่สุดกลับไม่สามารถเผยแพร่สิ่งที่ค้นพบได้ ฉันสอบตกในฐานะสื่อมวลชน ฉันรู้ดี

ฉันไม่ปฏิเสธ ทุกวันนี้ฉันก้าวออกจากวิถีของนักข่าวที่ดีไปไกลแล้ว

ฉันคนเก่า คนที่เคยเป็น อาจจะตายไปในสนามรบแล้ว

ตอนนั้นฉันกำลังทำรายงานข่าวสงครามกลางเมืองอยู่แล้วก็เกือบตาย หลังยอมให้ตัวเองไปรักษาตัวนิด ๆ หน่อย ๆ และพัก ฉันก็รีบมุ่งหน้ากลับสู่สนามรบทันที คนรอบตัวพยายามห้ามฉันไว้ แต่ฉันไม่ฟัง ฉันเข้าหากองกำลังฝั่งตรงข้าม และพยายามเต็มที่เพื่อให้เรื่องราวของทุกฝ่ายได้ตีแผ่ออกมา โดยปราศจากอคติ ฉันวางตัวเป็นกลาง โดยตัดเนื้อหาที่เอนเอียงออกไปจากรายงานของฉันทั้งหมด และหลีกเลี่ยงไม่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดูเป็น “ตัวโกง” ฉันระมัดระวังเต็มที่เพื่อจะเขียนให้มันครบทุกแง่มุม

ความพยายามที่จะวางตัวเป็นกลางของฉันประสบความสำเร็จ ฉันคิดแบบนั้นเพราะฉันได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากกองกำลังหลายฝ่าย พวกเขาเริ่มพูดอย่างเปิดอกตรงไปตรงมากับฉัน ฉันเลยได้รู้ว่าพวกเขาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยากต่อสู้ แต่ปัญหาเพียงหนึ่งเดียวคือ พวกเขาไม่พบหนทางที่จะนั่งจับเข่าคุยกับฝ่ายศัตรู

ฉันจึงเข้ามารับบทบาทเป็นคนไกล่เกลี่ย เป็นคนกลางระหว่างกองกำลังทั้งหมด ขณะที่ทำหน้าที่นักข่าวไปพลาง ก็ทำการส่งสาสน์สำหรับการเจรจาต่อรองไปด้วย เพื่อให้พวกเขาติดต่อกันและกันได้ ก็แค่ไป ๆ มา ๆ แต่ฉันก็ดันไปมีปัญหากับเหล่าตัวละครหลักของสงคราม ฉันมั่นใจว่าตัวเองได้ละเมิดจรรยาบรรณที่นักข่าวทุกคนมุ่งมั่นปกป้องไปเรียบร้อยแล้ว นั่นคือการมองตามความเป็นจริงให้ได้ตลอดเวลา ที่แย่ไปกว่านั้น ถ้ามันไม่ได้ผล ฉันจะถูกหาว่ามีส่วนร่วมในอาชญากรรมสงครามไปด้วย

ฉันรู้อย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเป็นปัญหาแม้แต่น้อย ฉันอยากช่วยทำให้สงครามกลางเมืองยุติลง ดังนั้นฉันจึงมาที่นี่ อยู่ระหว่างการเตรียมพร้อมเพื่อประชุมสำคัญ แผนการคือให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปยังอีกประเทศหนึ่งที่อยู่นอกสนามรบ ให้พวกเขาได้นั่งคุยกัน ฉันไม่รู้ว่ามันจะได้ผลรึเปล่า ไม่แน่ว่าอาจจะมีนักฆ่าออกมาเก็บฉันด้วยซ้ำ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ต้องการล้มการเจรจาแหละนะ

แต่ถึงฉันต้องตายไปก็ไม่เป็นไร เพราะนั่นเพียงหมายความว่าฉันจะได้ไปพบไคอัส บัลลาด อีกครั้ง หากต้องตายเพราะได้เดินไปบนเส้นทางที่ตัวเองเชื่อมั่นว่าถูกต้อง ก็ช่างมันปะไร ฉันว่าคราวนี้แหละฉันจะยืนหยัดต่อหน้าเทพแห่งความตายด้วยแววตาของความภาคภูมิใจ

ความคิดที่ว่าฉันสามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้ด้วยตัวเอง มันไม่ได้สูญเปล่า ฉันเชื่อว่าฉันสามารถนำพาโลกนี้ไปสู่ทางที่ดีขึ้นได้ นั่นคือความกล้า ความหวัง ที่ฉันพบจากเรื่องราวของ “โลกใบนั้น”

ทุกครั้งที่ฉันนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้น หัวใจของฉันก็จะสว่างไสวขึ้นเล็กน้อย

REMINISCENCE -tracer of memories-

ตอนที่ 10

ผู้โดยสาร

ฉันพึ่งออกมาจากความฝัน ที่จริงก็อยากจะนอนมากกว่านี้อีกหน่อย ฉันอยากจะนอนระหว่างที่โดยสารบนรถไฟ เพราะเมื่อคืนมัวทำงานจนดึก และที่ฉันกำลังมุ่งหน้าไปนี้ก็มีการประชุมสำคัญรออยู่  ฉันฝันซะเคลิ้มเลย ก็ได้ผ่อนคลายบนที่นั่งสบายของรถไฟ และฟังจังหวะบรรเลงคู่ที่ล้อกับรางช่วยเคาะให้ มันก็สบายดี และไม่อยากให้มันจบลง


ฉันหลับตาลง แล้วปล่อยใจให้ไหลไปตามจังหวะร็อคสุดเหวี่ยงของรถไฟ แต่แล้ว แสงสว่างจ้าก็ทะลุผ่านผนังตา ฉันถูกอาบไปด้วยแสงแดดที่ฉายผ่านหน้าต่างเข้ามา ฉันกลั้นใจลืมตาและมองออกไป ท้องฟ้าสีครามกระจ่างใส และชนบทอันเขียวขจีตระหง่านอยู่เบื้องหน้าฉัน ภายใต้แสงอาทิตย์อันเจิดจรัส ฉันจะไปถึงที่หมายในช่วงเย็นวันนี้ ฉะนั้นยังเหลือเส้นทางอีกยาวไกล ระหว่างนั้นถ้าจะหลับอีกสักหน่อยก็คงไม่เป็นไร

ในที่สุดรถไฟก็เริ่มชะลอตัวลงทีละน้อย เราคงใกล้จะถึงสถานีถัดไปแล้ว ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเดินมาจากทางด้านหลัง แล้วมันก็ผ่านฉันไป คงเป็นผู้โดยสารที่กำลังจะลง จากราวกั้นในห้องที่นั่งของฉัน ฉันเหลือบเห็นเบื้องหลังของเสื้อคลุมสีขาว และผู้หญิงที่มีผมสีกุหลาบ

ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที

ราวกับโดนฟ้าผ่าลงมา ฉันรีบโดดเหยงเหมือนคนถูกที่แผดเผา แล้วกระซิบออกไป ด้วยความงุนงง

“ไลท์นิ่ง...”

เธอผู้นั้นหยุด

แล้วหันมาหาฉัน ด้วยสีหน้าอันโหดเหี้ยม ฉันคงโทษเธอไม่ได้ หากมีคนแปลกหน้ามาเรียกฉันโดยไม่มีการเตือนกันก่อน ฉันก็คงตั้งรับแบบเดียวกัน ทว่าภายใต้สีหน้าที่เหี้ยมเกรียม ฉันเห็นบางส่วนของเซร่าห์ ฟาร์รอน อยู่ในนั้นด้วยเหมือนกัน

ไลท์นิ่งแน่นอน ไม่ต้องสงสัยอะไรเลย ชื่อของเธอถูกพูดถึงในการสัมภาษณ์ทุกคนที่ผ่านมา มันน่าขันนัก ฉันอยากพบเธอแทบแย่ แต่ไม่มีหนทางที่จะพบเธอ ทว่าตอนนี้ ที่นี่ ฉันได้เผชิญหน้าตัวต่อตัวกับเธอ ด้วยความบังเอิญอันสมบูรณ์แบบ

เธอไม่พูดอะไรออกมา ฉันจึงเริ่มพูดก่อน

“ฉันอยากพบกับคุณมาตลอด ฉันได้พบทุกคนแล้ว มีเพียงคุณเท่านั้นที่ฉันพาตัวไม่พบ”

เหมือนว่าเธอจะเข้าใจว่าฉันกำลังพูดเรื่องอะไร

“...เข้าใจละ เธอนั่นเอง”

แล้วสีหน้าอันโหดเหี้ยมนั้นก็หายไป

“นักข่าวที่เข้าหาทุกคน และอยากจะพบกับฉัน... อืม ฉันได้ยินเรื่องของเธอมาแล้ว”

“ขอให้ฉันได้สัมภาษณ์คุณเถอะค่ะ”

เสียงครูดของรางรถไฟดังอื้ออึงจนกลบเสียงของฉัน รถไฟกำลังชะลอความเร็วลงอย่างเร่งด่วน เรากำลังจะถึงป้ายถัดไป

เธอชำเลืองมองไปนอกหน้าต่าง แล้วส่ายหน้า

“โทษทีนะ ฉันไม่มีเวลาจะคุยด้วย ต้องลงป้ายนี้ล่ะ”

“งั้นฉันก็จะไปกับคุณด้วยค่ะ ฉัน...”

จะลงที่นี่ด้วย... ฉันกำลังจะพูดแบบนั้นออกมา แต่แล้วก็ชะงัก

มันเป็นโชคอันเหลือเชื่อ การได้พบกับไลท์นิ่งหลังจากหมดหนทางที่จะตามหาเธอ มันอาจจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก ดังนั้น ฉันจะปล่อยให้การพบกันครั้งนี้หลุดลอยไปไม่ได้

ทว่าตอนนี้ ฉัน...

ฉันได้แต่ปล่อยมันไปอย่างผิดหวัง ถอนหายใจ แล้วกลั้นใจพูดออกมา

“...ฉันเข้าใจค่ะ แย่จริง ๆ เลย โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อย ๆ ซะด้วย”

“เธอแน่ใจเหรอ?”

น้ำเสียงของเธอฟังดูประหลาดใจมากกว่าฉันซะอีก ฉันว่าเธอก็คงไม่คิดว่าฉันจะถอนตัวง่ายดายเพียงนี้

ฉันผิดหวัง แน่นอนอยู่แล้ว

แต่ฉันจะหยุดลงตรงนี้ไม่ได้

ฉันมีภารกิจ มีคนที่ฉันต้องไปพบที่จุดหมายปลายทาง ยังเหลือระยะทางอีกยาวไกล ฉันต้องไปพบเขาคนนั้นและค้นหาหนทางในการยุติสงคราม มันคือหน้าที่ของฉัน ไม่มีอะไรการันตีว่าการกระทำของฉัน ซึ่งไม่สำคัญเท่าพวกเขา จะยุติสงครามได้ แต่ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะลองดู

ฉันจะค้นหาหนทางไปสู่การยุติสงคราม และมุ่งไปตามเส้นทางนั้น ให้ไกลที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ นั่นคือภารกิจที่ฉันมอบให้กับตัวเอง ผู้คนที่ปรารถนาสันติสุขกำลังรอฉันอยู่ที่ปลายทางสายนี้ ฉันจะถอนตัวไปก่อนไม่ได้

ฉันเงยหน้าขึ้น แล้วมองไลท์นิ่ง

“ฉันมีเรื่องที่ต้องไปทำค่ะ ฉันขอเก็บการสัมภาษณ์นั้นไว้คราวหน้าละกัน ถ้าคุณยินยอมนะคะ”

“ไม่รู้เหมือนกัน”

คำพูดของเธอฟังดูเป็นการเล่นตัวเล็กน้อย แต่น้ำเสียงนั้นอ่อนโยน อย่างน้อยเธอไม่ได้ปฏิเสธฉันซะทีเดียว

“มีเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากให้คุณได้รับรู้ ฉันอยากพูดเรื่องนี้กับคุณมาโดยตลอด”

ตอนนี้เราเกือบจะถึงชานชาลาแล้ว รถไฟกำลังจะหยุดนิ่งโดยสมบูรณ์ ไม่มีเวลาแล้ว เสียงครูดเบรกบอกฉันว่าต้องรีบแล้ว คำพูดของฉันจึงพรั่งพรูออกมาอย่างรีบเร่ง

“ฉัน... ไม่สิ พวกเราทุกคน มนุษย์ มนุษยชาติ พวกเราไม่เป็นไร เราต้องไม่เป็นไรแน่ บางครั้งเราก็ก่อความผิดพลาดซ้ำสอง บางครั้งก็ทำร้ายซึ่งกันและกัน แต่ถึงกระนั้น โลกใบนี้... ‘โลกใบนี้’ ที่คุณและพวกพ้องได้มาจากการชัยชนะเหนือพระผู้เป็นเจ้า... โลกนี้ถูกสร้างขึ้นโดย ‘พวกเรา’ พวกเราคือผู้ค้ำจุนโลกใบนี้  พวกเราคือเสาหลัก ดังนั้น เราจะพยายามจัดการดูแลโลกใบนี้เอง ด้วยกำลังเพียงเล็กน้อยที่เรามี ด้วยตัวของเราเอง พวกเราแต่ละคนต่างก็เล็กน้อยและไม่สำคัญ แต่เราร่วมกัน จะทำให้โลกนี้ดีขึ้นได้”

“...เข้าใจล่ะ ขอฝากเธอไว้ด้วยละกันนะ”

เธอพยักหน้า แล้วหันขวับไปจากฉัน นั่นคือการจากลา

 ฉันมองดูไลท์นิ่งก้าวลงชานชาลาและเดินจากไปผ่านหน้าต่าง รถไฟเริ่มเคลื่อนขบวนอีกครั้ง เธอลับสายตาไปในทันที น่าแปลกนะ ฉันไม่รู้สึกเสียใจ สีหน้าของเธอในตอนที่เราจากลากัน จะแผดเผาอยู่ในความทรงจำของฉัน และฉันจะมองเห็นมันได้เสมอ


มันเป็นรอยยิ้มอันอบอุ่นและอ่อนโยน พูดตามตรง มันทำให้ฉันแปลกใจ ฉันคิดอยู่เสมอว่าไลท์นิ่งเป็นคนเข้มงวดและเคร่งครัด ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าเธอจะยิ้มแบบนั้น

แล้วฉันก็คิดได้ว่า การต่อสู้ของเธอจบสิ้นลง “ที่โลกใบนั้น”

ไลท์นิ่งส่งพระเจ้าแห่งแสงลงหลุม เป็นการปลดปล่อยตัวเธอเองจากการต่อสู้ทั้งปวง เธอไม่ใช่เพียงคนเดียวที่ได้รับอิสรภาพ การที่พระเจ้าผู้ครอบงำมนุษย์ถูกโค่นลง วิญญาณของมนุษย์ทั้งหมดก็เป็นอิสระจากบังเหียนของพระเจ้า และได้มาเกิดที่นี่ บนโลกใบใหม่นี้

รวมถึงเธอ ที่มาเกิดใหม่ด้วยเช่นกัน

เธอไม่ต้องสู้อีกต่อไป บางทีตอนนี้เธอคงไม่ได้เรียกตัวเองว่า “ไลท์นิ่ง” แล้ว เธอคงมีชีวิตอันเงียบสงบ เปิดใจให้เพื่อนฝูง ครอบครัว และผู้คนที่หมายถึงโลกสำหรับเธอ แบ่งปันรอยยิ้มแห่งความสุขให้ผู้คนรอบกาย... ฉันแน่ใจว่าตอนนี้เธอต้องมีชีวิตแบบนั้นแน่

ฉันรู้สึกว่าฉันต้องได้พบกับเธออีกครั้ง ที่ไหนสักแห่ง วันใดวันหนึ่ง ฉันไม่เคยมีเงื่อนงำเกี่ยวกับเธอ กระทั่งตอนนี้ หลังจากได้พบเธอโดยบังเอิญ ฉันก็ยังไม่รู้ว่าแอดเดรสของเธอ ทั้งที่เป็นแบบนี้ ฉันกลับมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน เธอรู้ว่าฉันเป็นใคร เธอต้องได้ยินเรื่องของฉันมาจากเพื่อนคนใดคนหนึ่ง สายสัมพันธ์ของพวกเขายังคงเข้มแข็งเสมอ แม้แต่ตอนที่มาเกิดใหม่บนโลกใบนี้ ถ้าฉันไปพบเพื่อนพ้องของเธออีกครั้ง ฉันแน่ใจว่าฉันต้องได้พบกับเธออีกที่ไหนสักแห่ง พวกเขายังเป็นเพื่อนกัน และจะเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันเสมอ

ฉันนึกสงสัยขึ้นว่าทำไมเธอถึงลงไปที่สถานีนั้น เธอกำลังจะไปพบใครหรือเปล่า? เพื่อนคนใดคนหนึ่งรอเธออยู่งั้นเหรอ? หรือเธอออกไปพบคนพิเศษ คนที่ฉันไม่รู้จัก? แต่ยังไงก็ไม่สำคัญ ตอนนี้เธอเป็นอิสระแล้ว เธอจะไปที่ไหน พบกับใครก็ได้ สิ่งที่เธอปรารถนาต้องเป็นจริงแน่ ฉันอยากให้เป็นแบบนั้น จากก้นบึ้งของหัวใจ


“เจตจำนงของมนุษย์กำหนดชะตากรรมของโลกที่ไม่มีพระเจ้า” หากเป็นเช่นนั้นจริง ฉันขอเลือกที่จะเชื่อมั่นว่าถ้าฉันปรารถนาอย่างแรงกล้า อนาคตอันสว่างไสวยิ่งกว่าจะรอคอยเธออยู่ ขอให้สตรีผู้นี้ คนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดั่งประกายแสงใน “โลกใบนั้น” ได้พบพานกับความหวัง... ขออธิษฐานและปฏิญาณ นี่คือความปรารถนาของฉัน


--------------------------------------------------------

ย่อสั้น + คอมเมนต์ตามใจตัวเอง

เนื้อหาบทสุดท้ายนี้น่าประทับใจเทียบเท่าบทรองสุดท้ายของไคอัส 2 ตอนสุดท้ายนี้ทำเอาตอนอื่น ๆ จืดไปเลยทีเดียว โดยเนื้อหาตอนนี้เป็นเรื่องของแอเด้หลังจากได้รับข้อคิดจากไคอัสว่าโลกของมนุษย์ มนุษย์ก็ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขกันเอง ไม่ใช่เอาแต่โทษฟ้าดินหรือชิงตายเพื่อจะได้ไปสบาย แอเด้จึงแสดงความพยายามในการยุติสงครามกลางเมืองของประเทศแห่งหนึ่ง โดยเริ่มจากการนำเสนอข่าวสงครามนี้แบบเป็นกลาง พิถีพิถันในการเรียบเรียง โดยตัดข้อความที่เอียงหรือทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดูเป็นตัวร้ายออก เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับทุกฝ่าย และเริ่มตีซี้ทีละฝ่าย พอมั่นใจว่าทุกฝ่ายก็ไม่ได้อยากทำสงครามเข่นฆ่ากันหรอก แต่หาวิธีพูดกันโดยสันติและหาทางลงไม่ได้ แอเด้จึงอาสาเป็นคนกลางส่งสาสน์จากใจแกนนำแต่ละฝ่ายไปหากันและกัน ให้พวกเขาได้เจรจาต่อรองกันในเบื้องต้นผ่านเธอได้ ซึ่งการที่เธอทำแบบนี้มันก็ย่อมมีคนไม่พอใจ โดยเฉพาะพวกตัวละครหลักของสงคราม เธอเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับการกลายเป็นอาชญากรสงคราม และเสี่ยงต่อการโดนมือที่ 3 เก็บได้ (วิธีการของเธอ คล้ายกับวิธีการที่ผมชอบทำเลยแฮะ)

และแล้วแอเด้ก็วางแผน ให้แกนนำแต่ละฝ่ายได้มีโอกาสไปตั้งโต๊ะเจรจากันนอกประเทศ... ย้ำว่าต้องนอกประเทศเท่านั้น ไม่งั้นอาจจะโดนล้มโต๊ะได้ ในตอนสุดท้ายนี้เธอก็ยังอยู่ในขั้นตระเตรียมการประชุมดังกล่าว เลยต้องนั่งรถไฟ ไป ๆ มา ๆ เพื่อสื่อสารกับแกนนำแต่ละฝ่าย

ระหว่างโดยสารรถไฟนั้นเอง เธอก็ได้เจอกับไลท์นิ่งที่เธอตามหามาตลอด ทว่าไลท์นิ่งก็กำลังจะลงในสถานีถัดไปแล้ว แอเด้จึงต้องตัดใจจากการสัมภาษณ์เธอ เพราะเธอมีงานสำคัญรออยู่ จากที่กะตื้อเพื่อสัมภาษณ์ เลยกลายเป็นการบอกไลท์นิ่งให้สบายใจว่าพวกเราจะไม่เป็นไร มนุษย์สร้างโลกใบนี้ขึ้นมา มนุษย์ก็จะช่วยกันจัดการดูแลโลกใบนี้ให้ได้ ถึงแต่ละคนจะเล็กน้อยและไม่สำคัญ แต่เมื่อทุกคนช่วยกัน เราจะเปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นที่ที่ดีขึ้นได้ (เป็นการอิงถึงคำพูดตอนที่ไลท์นิ่งสังหารบูนิเบลเซ่)

หลังแยกจากกันแล้ว แอเด้เชื่อว่าสักวันหนึ่งเธอต้องได้เจอไลท์นิ่งอีก เพื่อนของไลท์นิ่งสักคนสามารถติดต่อไลท์นิ่งได้แล้วแต่กลับไม่ยอมบอกเธอ ดังนั้นถ้าแอเด้ไปไล่ตื้อเพื่อน ๆ เหล่านั้นทีละคน เดี๋ยวก็หาวิธีติดต่อไลท์นิ่งได้เองแหละ แล้วแอเด้ก็นึกสงสัยขึ้นมาว่าไลท์นิ่งลงไปทำอะไรที่สถานีนั้น? ไปหาคนพิเศษรึเปล่า? แต่ช่างมันเถอะ ขอให้ประกายแสงได้พบกับความหวังละกัน ขออธิษฐานอย่างนั้น

(มีจุดสังเกตคือพวกศัพท์ที่ใช้บรรยายเกี่ยวกับไลท์นิ่ง จะมีเอกลักษณ์เสมอ เช่น ตอนแอเด้เจอไลท์นิ่งก็รู้สึกราวโดน “สายฟ้า” ฟาดกลางกบาล พอมองหน้าไลท์นิ่ง ก็เจอทำหน้า “เหี้ยมเกรียม” ใส่ และยังปิดท้ายว่าสีหน้าของไลท์นิ่งจะ “แผดเผา” ลงไปในความทรงจำของเธอ)

Wednesday, August 20, 2014

FF Explorers กำหนดวางจำหน่าย 18 ธ.ค. 2014


สแกนล่าสุดของ Final Fantasy Explorers จากนิตยสาร VJump สแกนโดยคุณ kazu4281 คนเดิม งวดนี้เปิดเผยวันวางจำหน่ายเกมดังกล่าวแล้วว่าเป็นวันที่ 18 ธันวาคม 2014 อืม... เล่นวันศักดิ์สิทธิ์ของซีรีส์นี้เลยทีเดียว

ตัวสแกนเปิดเผยระบบใหม่ในขวดเก่า คือระบบ Trance ที่ทำให้ตัวละครเข้าสู่สภาพเทพเข้าสิงชั่วขณะ ซึ่งเป็นระบบจาก Final Fantasy IX และมีการแนะนำอาชีพในเกมนี้คือนินจา และจอมเวทย์กาลเวลา

Tuesday, August 19, 2014

ทาอิยัน ยังไง KH 1.5 และ 2.5 ก็ไม่มีขายแบบดิจิตอล


คุณ ทาอิ ยาสึเอะ ผู้กำกับร่วมของ Kingdom Hearts -HD II.5 ReMix- และ Kingdom Hearts III ได้ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ MeriStation ซึ่งเป็นเว็บไซต์สัญชาติสเปน ภายในงาน Gamescom 2014 ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเก่าที่แกเคยให้สัมภาษณ์กับสื่ออื่น ๆ มาแล้ว แต่ที่เป็นการย้ำหัวตะปู ก็มีอย่างเรื่องที่ว่าตัวเกมภาค 1.5 และ 2.5 นั้นไม่มีทางถูกวางจำหน่ายในรูปแบบดิจิตอลแหง ๆ (เป็นงี้มาตั้งแต่ Birth by Sleep แล้ว) ยังไงก็ต้องเป็นแบบแผ่นเนี่ยแหละ

นอกจากนี้ในส่วนของ Kingdom Hearts χ ก็ยังไม่มีแผนที่จะทำเวอร์ชั่นต่างประเทศออกมา แต่เนื้อเรื่องมันก็มีส่วนสำคัญกับซีรีส์ เลยต้องหาทางที่จะเผยแพร่เนื้อเรื่องออกไป ในฐานะที่มันก็เป็นเนื้อเรื่องที่ canon (เนื้อเรื่องที่เกิดขึ้นจริงตามไทม์ไลน์ของซีรีส์) อย่างหนึ่ง

อีกทั้งคุณทาอิยังสารภาพว่าตอนนี้เขายังไม่มีแผนทำเกมให้กับทาง Nintendo เลย จะมีก็ KHIII ที่ทำให้ Xbox One และ PS4 สองเครื่องนี้

สำหรับบทสัมภาษณ์แบบเต็ม ๆ สามารถอ่านได้จากลิงค์ด้านล่างนี้นะครับ


ที่มา : KH13, Meristation

Sunday, August 17, 2014

Reminiscence -tracer of memories- ตอนที่ 9 ไร้ลมหายใจ


เมื่อสายลมสงบลง กลิ่นไม่พึงประสงค์ก็แล่นเข้ามาเตะจมูกของฉัน กลิ่นของอะไรบางอย่างที่เผาไหม้ ถ้าเป็นกลิ่นการปรุงอาหารหรือกลิ่นของกองไฟก็คงดู ทว่ากลิ่นในอากาศนี้มีแต่ทำให้ฉันรู้สึกคลื่นไส้ เป็นกลิ่นของสิ่งที่ควรเผาและไม่ควรเผา ถูกเอามาเผารวมกัน และมันเตะเข้าไปในซอกหลืบจมูกของฉันเข้าอย่างจัง กลายเป็นกลิ่นของฝุ่นและเหงื่อไคลที่คลุกเคล้าเข้าด้วยกัน

ฉันพยายามหาดูว่าอะไรที่ไหม้ แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีเปลวเพลิงอยู่รอบตัว ฉันคิดว่ากลิ่นนั่นคงถูกลมหอบมา จากที่ไกลออกไป โดยไม่คิดว่ามันเป็นกลิ่นที่มาจากตัวฉันเอง โง่เง่าจริงเรา กลิ่นนั้นออกมาจากตัวฉันเอง กลิ่นควันนั้นได้ซึมอยู่ในผมและเสื้อผ้าของฉัน มันคงแผ่ไปทั่วตัวตอนที่ฉันเดินผ่านด่านกั้นที่มุมถนนเมื่อตะกี้ กองกำลังอาสาสมัครที่อยู่ตรงด่านกั้นได้เผายางล้อเก่า ๆ และคัดแยกขยะในถังเหล็ก ทำให้เกิดเป็นม่านควันชั่วคราวขึ้นมา

ไม่กี่เดือนก่อน ที่นี่ยังเป็นเมืองที่เงียบเหงาไม่มีใครผ่าน แต่ตอนนี้มันกลายเป็นสนามรบไปแล้ว เสียงปืน เสียงระเบิด เสียงโหยหวนอันบ้าคลั่ง และเสียงกรีดร้อง ดังกึกก้องไปทั่วถนนอิฐอันเก่าแก่ นี่ไม่ใช่เรื่องพิเศษสำหรับเมืองนี้โดยเฉพาะ พื้นที่ข้างเคียงล้วนโดนด้วยกันหมด กลายเป็นสนามรบอันป่าเถื่อนเหมือนกัน

ประเทศนี้กำลังแบ่งแยกกันด้วยสงครามกลางเมือง ตอนแรกมันเริ่มต้นจากการประท้วงอย่างสันติ แต่แล้วการปราบปรามอย่างรุนแรงจนเลือดตกยางออก ได้สร้างสร้างความโกรธแค้นให้ผู้คน และเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นม็อบจลาจล รัฐบาลพยายามจะปราบประชาชนด้วยกำลัง แต่ว่าทหารบางส่วนก็อยู่ข้างประชาชน และหันหน้าเข้าต่อสู้กับรัฐบาลแทน แล้วท้ายที่สุดธงแห่งการปฏิวัติก็โบกสะบัด การรัฐประหารได้เกิดขึ้น อำนาจได้เปลี่ยนมือไป ขั้วอำนาจใหม่เริ่มที่จะไล่บี้ขั้วอำนาจเก่า ปัญหาเรื่องชาติพันธุ์ศักดินาที่มีมาแต่โบราณ ความบาดหมางเก่าแก่ที่ควรถูกฝังไปนานแล้ว กลับถูกขุดขึ้นมาใหม่ ชนวนความขัดแย้งเกิดขึ้นทุกหนแห่ง เมื่อมีคนตายในอุบัติเหตุจากการปะทะกัน มันเลยกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ แล้วกองกำลังติดอาวุธจากต่างชาติถูกส่งตัวเข้ามาในประเทศอย่างลับ ๆ เกิดเป็นการราดน้ำมันบนกองเพลิง นี่เป็นผลกระทบแบบลูกโซ่จากผีห่าซาตานโดยแท้ สถานการณ์ค่อย ๆ เลวร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุดทุกคนก็เหมือนติดอยู่ในวังวนทรายดูด สงครามกลางเมืองไม่ได้หายไปไหน ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยการใช้กำลัง จนยากที่จะแบ่งแยกมิตรและศัตรู ไม่มีใครรู้หรอกว่ากระสุนนัดต่อไป จะพุ่งมาจากทิศทางไหน

ฉันกำลังรายงานมาจากสนามรบแห่งนี้ และฉันก็เลือกมาที่นี่ด้วยความต้องการของตนเอง

ฉันกำลังจับจ้องไปยังโฉมหน้าของความเป็นจริง ของความจริงเบื้องหลัง “โลกใบนี้”

การเดินทางของฉันสิ้นสุดลงได้ครึ่งปีแล้ว

สุดท้ายฉันก็ไม่ได้พบกับไลท์นิ่ง แต่ก็ได้พบเรื่องราวทั้งหมดของ “โลกใบนั้น” จากโฮป เอสไฮม์ ซึ่งเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟังในการสัมภาษณ์ครั้งที่สอง

เรื่องราวการกลับมาของไลท์นิ่ง 13 วันสุดท้ายของเธอก่อนวาระสุดท้ายของโลก การปลดปล่อยดวงวิญญาณทั้งปวง การต่อสู้พระผู้เป็นเจ้า และการเกิดใหม่ของพวกเราบนโลกใบใหม่ ในห้วงสุดท้ายของ “โลกใบนั้น” ไลท์นิ่งและผองเพื่อนได้ต่อสู้เพื่อพวกเรา เพราะพวกเขาเราจึงได้เกิดใหม่บน “โลกใบนี้”

นี่ควรจะเป็นโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวัง

ทว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นจริงกับที่นี่ “โลกใบนี้” ?

ฉันไม่รู้อะไรมากกว่านั้น แต่ฉันก็ได้เห็นสิ่งที่เลวร้ายมากมายจนเกินพอจากสนามรบ

ไลท์นิ่งและผองเพื่อนกำจัดบูนิเบลเซ่ พระเจ้าแห่งแสง พวกเขายุติยุคสมัยแห่งการปกครองของพระเจ้า และมอบโลกใบใหม่ที่พวกเราจะได้เป็นอิสระ พวกเขาทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อพวกเรา แต่ดูพวกเราตอนนี้สิ ในโลกที่ปราศจากพระเจ้า มนุษย์ก็ฆ่าฟันกันและกัน พวกเขาสู้ไปเพื่ออะไร? จุดหมายใด? หรือโลกอันหดหู่นี้คือสิ่งที่พวกเราสมควรได้รับ? มนุษย์นั้นโง่เขลาและเต้นไปตามความโลภ และโลกใบนี้ สภาพความเกลียดชังและความขัดแย้งอันปั่นป่วน คือโลกที่ถูกสร้างมาให้เหมาะสมกับมวลมนุษย์แล้ว?

ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าอันรีบเร่งพุ่งเข้ามาหา เสียงวิ่งฝุ่นตลบจากรองเท้าหลวม ๆ บังเกิดขึ้น รองเท้าบู๊ตของทหารมักจะมีขนาดไม่พอดีกับคนใส่ ฉันได้ยินเสียงบ่นพร้อมเสียงหายใจหนักของคนที่วิ่งเข้ามาใกล้ ทั้งบ่นถึงเสบียงที่ขาดแคลน และบ่นถึงการหารองเท้าขนาดพอดีที่แทบเป็นไปไม่ได้

ชายหนุ่มที่วิ่งเขามาหาฉันพร้อมกับปืนที่สะพายอยู่บนบ่า เป็นสมาชิกของกองทหารอาสาสมัคร มาเพื่อดูแลความปลอดภัยของฉันในระหว่างที่ฉันรายงานข่าว เขาเล่าให้ฟังว่าเขาไม่เคยได้รับการฝึกทหารมาก่อนจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ก่อนหน้านี้เขาเป็นแค่นักเรียนคนหนึ่งเท่านั้น กระทั่งนักเรียนก็ไม่ถูกยกเว้น พวกเขาต้องลุกขึ้นจับปืนต่อสู้ นี่แหละคือความจริงของสงครามกลางเมือง

“แย่แล้ว! พวกเรากำลังตกอยู่ในอันตราย!”

ชายหนุ่มคนนี้ดูวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด ส่วนฉันพึ่งจะเข้าใจความหมายของเขาในเพียงอึดใจถัดมา เมื่อมิซไซล์ลูกหนึ่งตกใส่อาคารที่อยู่ตรงข้ามเรานี่เอง

เสียงระเบิดดังอื้ออึงกึกก้อง ตามมาด้วยควันที่ปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่ง ซากส่วนชิ้นเล็กชิ้นน้อยปลิวไสวใส่เรา ชายหนุ่มนั้นคุ้นเคยกับเรื่องเหล่านี้ดีอยู่แล้ว เขารีบกระโดดเข้าหาที่กำบัง ทว่าฉันได้แต่เพียงยืนโง่อยู่กับที่ เราโชคดีแล้ว ถ้ามิซไซล์ตกลงใกล้กว่านี้ เราคงปลิวหายกันไปตามแรงปะทะ หรือโดนหินก้อนใหญ่หดเละไปแล้ว

แต่วินาทีต่อมา โชคของฉันก็หมดลง

แรงปะทะจากระเบิดลูกแรกอัดใส่ฉันน่วมทั้งตัวแล้ว แต่มิซไซล์ลูกสองกลับระเบิดขึ้นใกล้ ๆ ว่าแล้วสติของฉันก็หลุดลอยไป

REMINISCENCE -tracer of memories-

ตอนที่ 9

ไร้ลมหายใจ

เมื่อฉันรู้สึกตัว ฉันก็หยุด

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ฉันกำลังเดินขบวนอยู่ และไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ฉันอยู่ในกลุ่มคนสิบกว่าคนที่กำลังย่ำเท้าไปยังทิศทางเดียวกัน มุ่งหน้าไปยังที่ไหนสักแห่ง

ฉันรู้ว่าตัวเองถูกมิซไซล์เป่ากระเด็น จากนั้นก็หมดสติไป แต่ไม่เห็นจำได้เลยว่าทำไมฉันถึงมาเดินขบวนอยู่กับผู้คนเหล่านี้ นี่ฉันฟื้นขึ้นมา แล้วละเมอลุกมาร่วมขบวนนี้เหรอเนี่ย? บางที ท่ามกลางความสิ้นหวัง ฉันอาจสูญเสียความทรงจำ ไม่รู้เหมือนกันแฮะ มันต้องเป็นเพราะแรงระเบิดแน่ ๆ ทำให้ฉันรู้สึกวิงเวียน เสียงที่กังวานอยู่ในหูมันดังมาก ฉันคงโชคดีถ้ายังสามารถฟังเสียงได้อีก

ฉันยืนหยุดนิ่งไม่ขยับ ขณะที่กลุ่มก้าวเดินต่อไป ทิ้งฉันไว้ข้างหลัง พวกเขาบางคนท่าทางจะเป็นทหาร แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นพลเมือง พวกเขาต้องเป็นกลุ่มผู้ลี้ภัยแน่ ๆ ฉันพยายามมองหาชายหนุ่มที่เป็นคนนำทางฉัน แต่ก็ไม่พบ

ทุกคนดูมีอาการอ่อนล้ามาก ๆ พวกเขาเดินอย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ แถมไหล่ยังตก

“เป็นอะไรรึเปล่าคะ? พวกคุณกำลังจะไปไหนกันเนี่ย?”

ฉันพยายามคุยกับพวกเขา แต่ไม่มีใครสักคนตอบกลับมา ไม่มีแม้แต่น้อย หรืออาจจะมีใครสักคนพูดแล้ว เพียงแต่ฉันไม่ได้ยิน เพราะเสียงที่กังวานอยู่ในหู

ฉันล้มเลิก แล้วก็ตัดสินใจตามพวกเขาไป เราถูกล้อมรอบด้วยความมืดสลัว ราวกับว่ากำลังจะตกดึก ฉันจำได้ว่าตัวเองหมดสติไปช่วงบ่าย ๆ แสดงว่าฉันคงสลบไปหลายชั่วโมง ฉันไม่เพียงไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่ยังไม่รู้ว่าฉันมาไกลขนาดนี้ได้ยังไง ฉันอยู่ระหว่างการรายงานการสืบสวนรอบเมือง แต่แถวนี้กลับไม่มีอาคารสักหลังให้เห็น มีแต่เพียงความรกร้างว่างเปล่า ฉันเงยหน้าแล้วก็เห็นแต่ท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยเมฆอันมืดมิด ฉันไม่คิดว่าพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว แต่มันหายไปเลย ทว่าก็ยังคงมีเงามืดอยู่ใต้เท้าของฉัน ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร 

มีอะไรแปลก ๆ เกิดขึ้นที่นี่

ในที่สุดถนนก็ทอดยาวมาสู่ทางขึ้นเนินอันแสนไกล การปีนเขานี้ทำให้ฉันแทบหมดลม แต่กลับไม่มีใครเลยที่หยุดพักหายใจ เสียงหอบของฉันจึงปะปนไปกับเสียงฝีเท้าของเหล่านักเดินที่เงียบงันนี้

ฉันเดินผ่านเส้นทางลาดชันมาได้ จนมาอยู่บนยอดเนินเล็ก ๆ

ฉันจึงได้เลิกหอบสักที

มหาสมุทรอันดำมืดตั้งตระหง่านต่อหน้าฉัน หรือบางทีมันอาจจะเป็นแค่ทะเลสาบ หรือแม่น้ำขนาดใหญ่ โพ้นไปจากมวลน้ำอันมืดมิดที่ไหลบ่าราวกับความมืดนั้น มีแต่เพียงความมืดที่ปกคลุม ฉันไม่เห็นทั้งเส้นขอบฟ้าและชายฝั่งตรงข้าม แต่ที่แน่ใจอย่างนึงคือไม่ว่ามันจะเป็นทะเลสาบหรือแม่น้ำ มันก็ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ ฉันมาทำงานเป็นนักข่าวในประเทศที่ล้อมรอบด้วยแผ่นดิน ไม่มีทะเลสาบยักษ์ ไม่มีแม่น้ำ ไม่มีอะไรเหล่านี้

แล้วมหาสมุทรนี่มันคืออะไร?

ฉันงงไปหมด แต่กลับไม่มีใครสนใจฉันเลย ขบวนนั้นเดินผ่านฉันไป ลงจากเนิน มุ่งสู่ชายฝั่ง พวกที่นำทางไปนั้นลงไปถึงคลื่นชายฝั่งเรียบร้อยแล้ว และกำลังลุยลงไปในน้ำอันมืดมิด พวกเขากำลังจะทำอะไรกันเนี่ย?

ตอนนั้นเองฉันถึงได้สังเกตเห็นชายคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ที่ชายฝั่ง มองดูขบวนของพวกเรา เขาดูมีกล้ามเนื้อแข็งแกร่งราวกับป้อมปราการ แถมยังมีรังสีของความอาฆาตแผ่ออกมาจากตัว ผมสีม่วงของเขานั้นปลิวไสวเบา ๆ ไปกับสายลม ลมที่ปราศจากกลิ่นเค็มของทะเล

ฉันยืนปักหลักอยู่ตรงนั้นและจับจ้องไปยังเขา ซึ่งเขาก็รู้ตัว แล้วสายตาของเราก็มาประสานกัน ไม่น่าเชื่อว่าจะได้พบกับเขา ทว่า...

“เจ้าคงรู้ว่าข้าเป็นใคร”

เสียงของเขาพุ่งมาทางฉันราวกับมันดังกึกก้องมาจากพื้นใต้ดิน จากที่ใดสักแห่งที่อยู่ใต้ลึกลงไป

“เจ้าได้พบกับ ‘พวกเขา’ และค้นพบความจริงเบื้องหลัง ‘โลกใบนั้น’ ”

คำพูดของเขาได้ปลุกเร้าความทรงจำของฉัน ฉันรู้ว่าเขากำลังพูดถึงอะไร “พวกเขาที่ว่า” ต้องหมายถึงโฮป เอสไฮม์ และผองเพื่อนแน่นอน

“คุณรู้ได้ยังไงคะว่าฉันเคยพบพวกเขามาก่อน...”

“หัวใจของเจ้านั้นโปร่งใสให้ข้ามองทะลุได้ พวกเขาคงบอกเจ้าแล้ว ข้าคือศัตรูผู้ชั่วช้าที่ควบคุมเคออสและนำพาหายนะมาให้คนนั้น ชื่อของข้าได้อยู่ในความทรงจำของเจ้าอยู่แล้ว”

เขาหันมาหาฉันพร้อมมือขวาที่ยื่นออกมา และค่อย ๆ กำมือที่ว่างเปล่าเข้าไป มันอาจจะเป็นคาถาอะไรสักอย่าง ฉันรู้สึกแน่นหน้าอก ราวกับว่าหัวใจของฉันถูกมือที่มองไม่เห็นกุมเอาไว้ หัวใจของฉันเริ่มเต้นแรงตึกตัก จนฉันหายใจติดขัด และแล้วก็มีชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของฉัน ชื่อที่ถูกชุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของจิตใจอย่างไม่เต็มใจ

“ไคอัส บัลลาด...!”

ชายผู้ปรารถนาจุดจบของโลก ชายผู้เป็นต้นเหตุแห่งการบิดผันกาลเวลา ชายผู้ปลดปล่อยพลังแห่งการทำลายล้างที่เรียกว่าเคออส  ในบทสรุปของการต่อสู้ที่ยาวนาน 13 วัน “โลกใบนั้น” ได้ถูกทำลาย เหล่าวิญญาณของผู้คนได้มาเกิดใหม่ที่ “โลกใบนี้” โดยมีไลท์นิ่งและคนอื่น ๆ เป็นผู้นำทางให้

แต่ไคอัสปฏิเสธที่จะเกิดใหม่ เขายังคงอยู่ภพภูมิระหว่างความเป็นและความตาย และกลายเป็นผู้นำทางให้แก่เหล่าวิญญาณของผู้ตาย

...เหล่าวิญญาณของผู้ตาย

พอคิดได้อย่างนั้น ฉันก็เหมือนโดนอิฐฟาดเข้าเต็มรัก ฉันหันไปดูขบวนผู้คนที่ฉันติดสอยห้อยตามมาด้วย พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังทะเล โดยไม่มีทีท่าที่จะชะลอ แม้แต่คนที่เดินจนข้อเท้าจุ่มลงไปในน้ำแล้ว ขณะที่โถมเข้าฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาเดินขบวนลงลึกไปอย่างแน่วแน่โดยไม่มีความลังเล แล้วพวกเขาก็หายเข้าไปในคลื่น ทีละคน ทีละคน จมลงสู่ความมืดมิด ด้วยกระบวนการอันราบรื่นและเงียบงัน พวกเขาถูกน้ำนั่นกลืนเข้าไป โดยไม่พูดไม่จา ไม่เหลือหลักฐานว่าพวกเขาตื่นอยู่ ฟองอากาศสักลูกก็ไม่มี ฉันไม่เห็นได้ยังไง? ไม่มีใครสักคนเลยที่ต้องหายใจ ไม่มีใครหายใจ เลยสักครั้ง ตลอดการเดินทางไกลมายังที่แห่งนี้

ผู้คนเหล่านั้นได้ผ่านการหายใจเฮือกสุดท้ายไปแล้ว แล้วฉันล่ะ? ฉันไม่ใช่ส่วนหนึ่งในกระบวนการนี้ด้วยหรือ?

ฉันไม่อยากยอมรับ แต่สติของฉันก็ยังตระหนักรับรู้ได้ดี ความตระหนกนั้นรุนแรงมากเกินกว่าที่ฉันจะรับไว้ได้ เข่าของฉันเริ่มสั่นเทิ้ม จนยืนไม่ไหวอีกแล้ว แล้วฉันก็ทรุดลง

ฉันตายไปแล้ว มิซไซล์ได้คร่าชีวิตฉัน

ความเคลือบแคลง ความสับสน เป็นราวกับคลื่นที่ทะลักเข้ามาในใจของฉัน ทำให้ใจของฉันเหลือเพียงแต่ความว่างเปล่า ฉันตายไปแล้ว ตายไปแล้ว ตายไปแล้ว...

โดยที่ฉันไม่ทันรู้ตัว ทุกคนก็หายไป ผู้ตายทั้งหมดได้ถูกกลืนกินเข้าไปในทะเลแห่งความมืดมิด มีเพียงฉันคนเดียวที่เหลืออยู่ ฉันที่ทรุดอยู่ต่อหน้าเทพแห่งความตาย

“ผู้ตายทั้งหมดได้เลือนหายสู่ความมืดมิด จวนถึงเวลาที่เจ้าต้องไปแล้ว”

ฉันถูกบดขยี้ด้วยคำพูดที่หนักแน่นจริงจังของไคอัส เขากำลังบอกให้ฉันจมหายลงไปในทะเลสีดำงั้นเหรอ? ฉันต้องลงไปในก้นบึ้งของน้ำดำ ในฐานะคนที่ตายไปแล้ว? นี่คือจุดจบของฉันงั้นเหรอ?

ฉันไม่ยอมรับ ชีวิตฉันต้องไม่จบลงแบบนี้

“...เดี๋ยวก่อน”

ฉันไม่เหลืออะไรอีกแล้วนอกจากความตาย หากนี่คือวาระสุดท้าย ก็มีบางเรื่องที่ฉันอยากจะรู้ ก่อนที่ชีวิตของฉันจะต้องหายไป

“ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่คะ? ทำไมฉันถึงมาเกิดใน ‘โลกใบนี้’? เพื่ออะไรคะ?”

ไคอัสไม่ตอบ และไม่มีปฏิกิริยา แต่ฉันไม่ใส่ใจ ฉันยังพูดต่อไป

“ผู้ปลดปล่อยได้กำจัดพระเจ้าใน 13 วันสุดท้าย และพวกเราก็ได้รับโลกใบใหม่ เราทั้งหมดที่เคยอาศัยอยู่ใน ‘โลกใบนั้น’ วิญญาณของพวกเราได้ถูกนำพามายังที่นี่ ‘โลกใบนี้’ นี่ควรจะเป็นโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวัง”

“เจ้าจะบอกว่ามันไม่ใช่งั้นรึ?”

“ฉันได้เห็นโฉมหน้าอันแท้จริงของโลกใบนี้ บนสนามรบ เราเกลียดชังกันและกัน ฆ่าฟันกันและกัน”

“เจ้าเพียงอธิบายความเป็นมนุษย์ ความขัดแย้งนั้นอยู่ในแก่นของมนุษย์ เมื่อทวยเทพที่เคยควบคุมมนุษย์เลือนหายไป ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่จะต่อสู้เพื่อควบคุมกันและกัน”

“ถ้าสิ่งที่คุณพูดเป็นจริง โลกที่มีพระเจ้าอยู่นั้นย่อมจะสงบสุขกว่า งั้นการที่มนุษย์ได้กำจัดพระเจ้าไป มันเป็นความผิดพลาดโดยสิ้นเชิงรึเปล่าคะ?”

ไม่ ไม่ ไม่นะ ฉันกำลังพูดอะไรน่ะ? ฉันได้พบโฮปและคนอื่น ๆ ฉันรู้ว่าพวกเขาได้ช่วยมนุษยชาติไว้ ฉันรู้ดี ฉันควรรู้สึกขอบคุณพวกเขาสิ ที่ช่วยนำพาวิญญาณของพวกเรามายังโลกใบนี้ แล้วทำไม...

“เจ้ากำลังจะบอกเจ้าคัดค้านสิ่งที่พวกเขาทำลงไปงั้นรึ? พวกเขาไม่ควรโค่นล้มบูนิเบลเซ่ พระเจ้าแห่งแสงสว่างอย่างงั้นรึ?”

“ไม่ค่ะ ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น ฉันแค่ ฉันแค่ไม่เข้าใจ พวกเขามีเจตนาที่ดีและยิ่งใหญ่ ทว่าโลกนี้กลับมีแต่ความน่ารังเกียจ ความเศร้าโศก ฉันก็ไม่อาจสรุปได้ค่ะ”

“เจ้าก็เป็นแค่มนุษย์เหมือนกับคนอื่น ๆ”

น้ำเสียงของเขานั้นบ่งบอกถึงการเหยียดหยาม การเย้ยเยาะ

“เจ้าสิ้นหวังกับโลกที่ได้รับ และหันหลังให้กับมัน ถ้าอยู่โลกนี้แล้วมันทำให้เจ้าขุ่นเคือง ข้าแนะนำให้เจ้าสละตัวเองเข้าไปอยู่ในทะเลแห่งความตาย”

ฉันนั่งลงกับพื้น ไม่เคลื่อนไหว ขณะที่เขาผู้นั้นชี้ทางไปยังทะเลสีดำ ที่ซึ่งผู้ตายจะถูกกลืนหายเข้าไป

“วิญญาณของมนุษย์ที่สลายไปในเคออส สักวันหนึ่งก็จะเกิดขึ้นมาใหม่ ได้เช่าชีวิตใหม่ไป หากเจ้าปรารถนา เจ้าก็จะได้รับอนุญาตให้พักผ่อนไปชั่วนิรันดร์ เจ้าเลือกที่จะหลับใหลในครรภ์แห่งความมืด ไม่ฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่? ดวงตาของเจ้าจะปิดลงตลอดกาล ไม่ต้องมองเห็นโลกอันน่ากลัวนี้อีกครั้ง”

“คุณกำลังบอกว่าถ้าฉันเลือกที่จะหลับลง คุณผู้เป็นเทพแห่งความตาย จะทำให้ความปรารถนาของฉันเป็นจริงเหรอคะ…?”

“ไม่ใช่ เจ้าจะได้ทำตามความปรารถนาของเจ้าเอง หากเจ้าต้องการที่จะหลับใหล เจ้าจะได้หลับจนกว่าจะถึงจุดสิ้นสุดของกาลเวลา เพียงเท่านั้นแหละ เจ้าได้รู้ความจริงแล้ว แต่เจ้าไม่ได้เห็นแก่นแท้ของสิ่งต่าง ๆ โลกนี้ไม่มีพระเจ้า ที่นี่ไม่ใช่โลกซึ่งมนุษย์เป็นหุ่นเชิดของพระเจ้า มนุษย์ และเพียงมนุษย์เท่านั้น ที่จะตัดสินชะตาของโลก โลกที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเจตจำนงค์ของมนุษย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น”

“เจตจำนงของมนุษย์...”

“ใช่ โลกที่เจ้าปฏิเสธนี้ไม่ใช่ผลลัพธ์จากแผนของพระเจ้าผู้ชั่วร้าย แต่เป็นเจตนำนงค์ของมนุษย์ และเจ้า คือหนึ่งในคนที่สร้างโลกใบนี้ขึ้นมา”

คำพูดของเทพแห่งความตายก้องกังวานในหูของฉันราวกับฟ้าผ่า ฉันรู้สึกเหมือนถูกปลุกเร้าความกล้าขึ้นมา ความทรงจำทยอยฟื้นขึ้นมาจากขี้เถ้าในเบื้องหลังของจิตใจ ความทรงจำแห่งรอยยิ้มของผู้คนที่เคยต่อสู้ใน “โลกใบนั้น” จนถึงวาระสุดท้าย

ฉันลืมไปได้ยังไง? ทำไมฉันถึงมองไม่เห็น?... ฉันได้พบกับพวกเขามาแล้ว ฉันควรจะเข้าใจ

ฉันตัดสินใจแล้ว

ฉันจะลุกขึ้น ก้าวต่อไป

ต้องไปแล้ว ถึงเวลาไปสู่ทะเลอันมืดมิด

“ข้าเห็นแล้วว่าเจ้าตัดสินใจที่จะทิ้งโลกอันน่าเกลียดนี้ไปตลอดกาล”

“คุณเข้าใจผิดแล้ว”

ฉันจ้องมองทะเลนั้นอยู่อีกครู่หนึ่ง

“ฉันกำลังจะไปที่นั่น เพื่อที่ฉันจะได้กลับไปได้ ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะมุ่งไปที่แห่งไหนอย่างที่คุณว่า ฉันอาจจะตายไปแล้ว แต่ถ้าฉันปรารถนาที่จะมีชีวิตอีกครั้ง ฉันก็จะได้เกิดใหม่เป็นคนอีกคนหนึ่ง”

“แต่แล้ว สภาพของโลกก็จะทำให้เจ้าตกสู่ความสิ้นหวังอีกครั้ง”

“ถ้าโลกนี้มันน่าเกลียดนัก ฉันก็จะเปลี่ยนแปลงมัน”

นี่คือสิ่งพวกเขาสอนฉันมา

ลำพังแต่ละคน เราอาจจะเล็กน้อยจนทำอะไรไม่ได้ แต่เราร่วมกัน ย่อมจะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ

ฉันอาจเป็นแค่คนตัวเล็กและบอบบาง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทำอะไรไม่ได้เลย ฉันสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ ทีละเล็กทีละน้อย ด้วยวิถีทางของฉันเอง ฉันเชื่อแบบนั้น ดังนั้นฉันจึงมาที่สนามรบ ฉันอยากแสดงให้ทั้งโลกเห็นความจริง ดึงความสนใจมาสู่ความจริงอันโหดร้ายที่พวกเราอาศัยอยู่ ฉันอยากจะเพิ่มจำนวนเสียงเรียกร้องให้ยุติสงคราม ฉันอยากจะช่วยนำพาโลกนี้ไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น

แต่ฉันถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมด้วยสิ่งเลวร้ายที่ฉันเห็นในสนามรบ ฉันถูกบดขยี้จากความหนักหน่วงของความเป็นจริง ทำให้ฉันทรุด ยอมแพ้ให้อนาคต เสียศรัทธาต่อโลก

“ขอบคุณค่ะ ฉันดีใจที่ได้คุยกับคุณในท้ายที่สุด ขอบคุณคุณมาก ฉันรู้แล้วว่าตัวเองหลงผิดอย่างไร”

แล้วฉันก็ลุกขึ้นมา

ไม่มีอะไรที่ฉันต้องกลัวอีกต่อไป ไม่มีความเคลือบแคลงสงสัย เมื่อฉันเกิดใหม่อีกครั้ง คราวหน้า ฉันจะไม่ยอมละทิ้งศรัทธา ฉันจะจับจ้องไปยังอนาคต มุ่งหน้าไปตามทางทีละก้าว ไม่ละทิ้งความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงโลก ฉันสัญญากับตัวเองแบบนั้นในขณะที่ฉันไปถึงคลื่นและกำลังจะลุยลงไปในน้ำสีดำ

“เธออยากจะตายจริง ๆ รึ?”

ฉันได้ยินเสียงกระซิบอันแผ่วเบาจำนวนมาก ไม่ใช่เสียงเดียว แต่เป็นหลายเสียง

“ชีวิตของเธอยังไม่ร่วงโรยไป”

มันคือเสียงน่าขนลุกของหญิงสาว ฉันถูกล้อมไปด้วยเสียงนี้ เสียงที่ล่องลอยมาจากทั้งที่ใกล้และที่ไกล

“เธอจะไปที่ไหนก็ได้”

“เจตจำนงของเธอจะแสดงหนทางเอง”

ฉันรู้จักเสียงนี้ ผู้หญิงเหล่านี้

แล้วไคอัส บัลลาด ผู้พิทักษ์หญิงสาวเหล่านี้ ก็ได้กล่าวกับฉัน

“จะเป็น จะตาย... เจ้าต้องตัดสินใจเลือก”

“เดี๋ยวสิ ฉันตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ...”

“ผู้ตายจะหายไปอย่างเงียบงัน ไม่มีคนตายที่ไหนพูดมากอย่างเจ้าหรอก”

“ถ้างั้น ฉันก็ยัง...”

“จะเลือกทางไหน? เจ้าตัดสินใจเอง”

ฉันเลือกที่จะมีชีวิต

เทพแห่งความตายยิ้ม และมันก็เป็นรอยยิ้มอันอ่อนโยน

แล้วเสียงอันมากมายของยูลได้กระซิบเข้ามาในหูของฉัน

“บอกตัวฉันด้วย... ขอให้มีความสุขกับโนเอล”

ฉันรู้สึกใจเต้นอีกครั้ง ร่างกายของฉันเบาสบาย แล้วพื้นก็ตกลงไปจากเท้าของฉัน ท้องฟ้าสีดำนั้นได้ดึงฉันเข้าไป ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังพุ่งขึ้นไปยังความมืด

ใครบางคนนำทางฉันอยู่ ฉันมองไม่เห็นว่าเป็นใคร แต่ฉันรู้สึกได้ว่าเขานุ่มและมีขนปุกปุยสีขาว ไม่ว่าเขาเป็นใคร เห็นว่าเขามีแสงสีชมพูด้วย ราวกับเป็นโคมไฟนำทาง ป้ายทางภายในความมืดมิด

ฉันบินขึ้นไป และรู้สึกเหมือนถูกนำพาไปด้วยมืออันอบอุ่น ท้ายที่สุด แสงสว่างเล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าฉัน ราวกับเป็นรุ่งอรุณของฤดูร้อน เมื่อจ้องมองไป แสงสว่างและความร้อนนั้นก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ... อ่า นั่นคือแสงของดวงตะวันแน่

ตอนนี้มันสว่างจ้าซะจนแทบลืมตาไม่ได้ แล้วเจ้าตัวขาวที่พาฉันมาที่นี่ก็เริ่มจากไป ไกลห่างไปเรื่อย ๆ ฉันรู้สึกกลัวและเปล่าเปลี่ยว แต่แล้วเสียงที่เหมือนเด็ก ๆ นั้นก็พูดปลอบฉันมา

“ไม่เป็นไรหรอก เธอกลับบ้านได้แล้ว คุโปะ”

แล้วฉันก็ลืมตาขึ้น


--------------------------------------------------------

ย่อสั้น + คอมเมนต์ตามใจตัวเอง

นิยายตอนนี้เป็นตอนที่ผมชอบที่สุดตั้งแต่อ่านมา เนื้อหาทั้งตอนเป็นเรื่องราวใหม่หมด ไม่มีการย้อนอดีตถึงภาคก่อน ๆ และเนื้อหาก็สื่อถึงแนวคิดในการใช้ชีวิต แบบที่คุณวาตานาเบะอยากจะสื่อกับเราได้ดี

ในตอนนี้เป็นเรื่องราวของแอเด้ นักข่าวสาวที่ไปทำข่าวในประเทศที่กำลังมีสงครามการเมือง แต่เธอโดนลูกหลงจากมิซไซล์เข้าไป รู้สึกตัวอีกทีก็มาโผล่ที่มืดสลัว ๆ ...อยู่ท่ามกลางขบวนผู้คนแปลก ๆ ที่ชวนคุยก็ไม่ตอบ แถมกำลังมุ่งหน้าไปไหนไม่รู้ พอเธอเดินตามพวกเขาไปขึ้นเขาลงเขา ก็เห็นว่าขบวนดังกล่าวกำลังมุ่งหน้าเดินลงไปในแม่น้ำแห่งความตาย ซึ่งเธอที่ทำใจไม่ได้ ก็นั่งจุ้มปุ้กริมหาดไม่ยอมลงไปด้วย เธอตัดพ้อกับไคอัสที่ยืนเฝ้าขบวนคนตายว่าโลกนี้มันบัดซบโหดร้าย มนุษย์มีแต่ความน่ารังเกียจ คิดที่จะฆ่าฟันกันและกัน

ไคอัสบอกว่าธรรมชาติของมนุษย์มันมีความขัดแย้งกันอยู่แล้ว พอไม่มีพระเจ้าปกครอง มนุษย์ก็ย่อมฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงการปกครองกันเป็นธรรมดา ซึ่งถ้าแอเด้เห็นว่าโลกนี้มันน่ารังเกียจ ไม่อยากอยู่นัก จะดับสูญ (ไม่ต้องเกิดใหม่) ไปจนถึงจุดสิ้นสุดกาลเวลาเลยก็ได้ เขาจัดให้ได้

แต่แล้วไคอัสก็แขวะนิดหนึ่งว่า ในโลกที่ไม่มีพระเจ้านี้ สิ่งต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้นตามเจตจำนงของมนุษย์ ที่ฆ่าฟันกัน ที่คอร์รัปชั่นกัน ที่ขัดแย้งกัน ก็คือเจตจำนงของมนุษย์ทั้งนั้น แล้วเธอและมนุษย์ทุกคน ก็คือส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเกิด หรือยอมปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา โดยไม่ขัดขวาง ไม่พยายามที่จะคัดค้านมัน ผิดด้วยกันทั้งหมดทุกคนนั่นแหละ

แอเด้ได้ยินแบบนี้เข้าไป รู้สึกไม่ต่างจากโดนไคอัสกระโดดถีบขาคู่เข้าเต็มหน้า แอเด้เลยระลึกได้ว่า ในเมื่อสิ่งต่าง ๆ ในโลกมันเกิดจากเจตจำนงของมนุษย์ มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงด้วยเจตจำนงของมนุษย์ได้เช่นกัน ดังนั้น เธอจะยอมแพ้ จะปล่อยโลกไว้ แล้วก็ชิงดับสูญหนีไปสบายคนเดียวไม่ได้ เมื่อตัวเองมีส่วนสร้างโลกที่มันเกิดปัญหาไว้ ก็ต้องมาช่วยแก้ไขและเปลี่ยนแปลงให้มันดีขึ้น ถึงจะตัวเล็กและอ่อนแอ แต่ถ้ารู้จักใช้สมองคิด ก็ย่อมสามารถค้นหาหนทางเปลี่ยนแปลงโลกได้ทีละเล็กละน้อย ยิ่งถ้ารู้จักรวบรวมคนที่มีอุดมการณ์แบบเดียวกันให้ได้มาก ก็จะยิ่งทำอะไรได้มากขึ้น และที่สำคัญ การที่เธอเป็นนักข่าว มันมีวิธีร้อยแปดพันเก้า ที่จะทำให้เธอเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้อยู่แล้ว

ขณะที่แอเด้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า จะยอมไปเกิดใหม่ และคราวนี้จะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นให้ได้ ยูลก็มาเตือนว่าแอเด้ยังไม่ตาย ไคอัสก็แขวะซ้ำอีกรอบว่าคนที่ตายไปแล้วเขาไม่พูดมากเหมือนแอเด้หรอก จากนั้นไคอัสก็ส่งยิ้มอันอ่อนโยนให้ แล้วให้ม็อคพาแอเด้ที่เพียงวูบไป กลับไปยังภพภูมิของคนเป็นอีกครั้ง

ผมชอบวิธีการชี้นำของไคอัสนะ บุคลิกเฮียแกเป็นคนพูดดี ๆ ไม่เป็นอยู่แล้ว เลยต้องแขวะนิดแขวะหน่อยพอให้กระตุ้นอีกฝ่ายได้ พออีกฝ่ายคิดตามได้ แถมเข้าใจเจตนาเฮียแกดี เลยมียิ้มหล่อ ๆ ส่งท้ายให้ด้วย โอวว...