Friday, March 29, 2019

KHUχ ตอนสู่ Control Room


สรุปเนื้อเรื่อง Kingdom Hearts Union χ ตอนล่าสุด ที่อัปเดตวันนี้

- เรากับเอเฟเมร่า วิ่งกลับมายังหอนาฬิกาที่น่าจะเป็นศูนย์กลางของการเกิด Bug

- พากันวิ่งขึ้นบันไดวน ทั้งด้านในและนอกหอนาฬิกา จนมาถึงชั้นบน แล้วขึ้นลิฟต์มาแบบงง ๆ จนมาถึงหน้า Control Room

- เจอเวนตุสที่ขึ้นมาก่อน กำลังใช้คีย์เบลด Missing Ache สู้กับพวก Bug เอเฟเมร่าจึงเข้าไปช่วยกำจัด

- เวนตุสเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้พึ่งเกิด Glitch ขึ้นในห้องประชุม ทำให้เห็นภาพในอดีตของมาสเตอร์อวาโผล่มา แต่เขาก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น เลยขึ้นมาถามเบรนที่น่าจะอยู่ใน Control Room

- พวก Darkling (ผู้ใช้คีย์เบลดที่กลายเป็นฮาร์ทเลส) โผล่มารุมล้อมพวกเราไว้ ทั้งเรา เอเฟเมร่า และเวนตุส ช่วยกันรุมทุบสบาย

- เอเฟเมร่าคิดว่าน่าจะเกิดความผิดปกติขึ้นใน Control Room ซึ่งมันก็ล็อคอยู่ (ไม่รู้ว่าเบรนเข้าไปแล้วใช่มั้ย และหากเข้าไปแล้วทำไมมันถึงล็อคอยู่)

- ว่าแล้วเอเฟเมร่าก็ชัก Star Light ขึ้นมาเปิดล็อคห้อง...

จบตอนแบบแทบไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้นมาเลย.... ขอบคุณโนมุระที่อัปเดตเนื้อหาให้มันสั้น ๆ ง่าย ๆ สบาย ๆ สำหรับคนไม่ค่อยมีเวลาตาม...



Tuesday, March 26, 2019

ตัวอย่าง Final Fantasy XV -The Dawn of the Future- Celebration Box



ข้อมูลจาก Final Fantasy XV Active Time Report ครั้งสุดท้ายในวันนี้
https://www.youtube.com/watch?v=RmGeGWg8glI

Final Fantasy XV -The Dawn of the Future- Celebration Box ประกอบด้วย

1. หนังสือนิยาย Final Fantasy XV -The Dawn of the Future-



นิยายเล่มนี้ประกอบไปด้วยเรื่องราวของ Episode Ardyn และอีก 3 Episode ที่เคยเปิดตัวเมื่อเมษายน 2018 แต่ถูกประกาศว่ายกเลิกการพัฒนาแล้วในเดือนพฤศจิกายน แต่ในเดือนธันวาคมทีมงานได้บอกว่าอยากนำเสนอ DLC ที่ยกเลิกไปในรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งสุดท้ายก็ออกมาเป็นนิยาย
ในคำบรรยายรายละเอียดนิยายก็บอกว่า "ต่อต้านเทพเจ้าหรือจำนนต่อชะตากรรม อีกหนึ่งบทสรุปของ Final Fantasy XV" แล้วก็บรรยายว่าเป็นเรื่อง

- อาร์ดีนที่ช่วยเหลือผู้คนจากโรคแห่งดวงดาว ชายผู้ควรจะได้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งลูซิสแต่พลาดหวังไป

- เรื่องราวของอราเนีย ในวันล่มสลายของจักรวรรดินิฟไฮม์

- เรื่องราวของลูน่าที่ฟื้นขึ้นจากความตาย และพบว่าร่างกายของตนนั้นเปลี่ยนแปลงไป

- น็อคติส ราชาที่แท้จริง ผู้เฝ้ามองไปยังชะตากรรมที่ตัวเองจะเขียนขึ้นใหม่

ประวัติศาสตร์ใหม่ของ Final Fantasy XV เรื่องราวแห่งรุ่งอรุณ

หมายเหตุ : คำบรรยายทั้งหมดนี้สอดคล้องกับเนื้อหาตอนเปิดตัว DLC 4 Episode ในเดือนเมษายน 2018 อยู่แล้ว

นิยายเล่มนี้เขียนโดยคุณเอมิ นากาชิมะ (永嶋 恵美/Emi Nagashima) ซึ่งเป็นเจ้าของนามปากกาจุน เออิชิมะ (映島巡/Jun Eishima) คนเขียนนิยาย NieR : Automata และเคยเขียนนิยาย Final Fantasy XIII และ Final Fantasy XIII-2 มาก่อน ซึ่งเธอไม่ใช่คนเดียวกับคุณซาโอริ อิทามุโระ ที่เขียนสคริปต์ Final Fantasy XV แต่ก็มีระบุไว้ว่าเนื้อหาของ Final Fantasy XV -The Dawn of the Future- เป็นไปตามที่ทีมงาน FFXV วางไว้อยู่แล้ว

2. แผ่น Blu-ray Final Fantasy XV : Episode Ardyn



3. Artbook 48 หน้า







4. เซ็ตโปสการ์ด





5. เซ็ตแผ่นรองแก้ว

Final Fantasy XV -The Dawn of the Future- Celebration Box จะวางจำหน่ายในวันที่ 25 เมษายน 2019  สนนราคา 4,860 เยน  ลิงก์สั่งจองชุด Celebration Box

https://store.jp.square-enix.com/category/BOOK/4988601501651.html

ทั้งนี้สามารถซื้อเฉพาะเล่มนิยาย แยกต่างหากได้ในราคา 1,620 เยน

https://store.jp.square-enix.com/category/BOOK/9784757561083.html


กู๊ดบาย รอดูบทสรุปสุดท้าย 25 เมษายน

เปิดประวัติ Kenny Crow เราจะรวยด้วยแฟรนไชส์



Crow's Nest เป็นชื่อของโคตรร้านแฟรสไชส์อาหารจานด่วนใน Final Fantasy XV

เรื่องมันเริ่มมาจากลุงคนนึง ย้ายมาตั้่งรกรานอยู่ที่เมืองเลสทัลลัมเก่า (Old Lestallum) ริมฝั่งแม่น้ำ Weannath

ด้วยฝีมือทำอาหารชั้นครู... แถมพอมองลงไปในแม่น้ำข้างเมืองก็เห็นความอร่อยของแซลมอนว่ายไปว่ายมาอยู่ตรงหน้า

ลุงก็เลยคิดว่า ลุงจะรวยยยยยยยยยยยย



ว่าแล้วลุงก็เสี่ยงเดิมพัน เปิดร้าน Crow's Nest ต้นตำรับที่เมืองเลสทัลลัมเก่าขึ้นมาเป็นสาขาแรก

ในไม่ช้าชื่อเสียงความอร่อย กินแล้วบินได้ของร้านลุง ก็ระบือไกลไปทั่วแผ่นดินลูซิส

ความฝันในการรวยของลุงก็ผลิบาน ลุงได้ไปต่อ ขยายร้านเป็นสาขาสอง สาขาสาม กลายเป็นแฟรนไชส์ ภายใต้มาสค็อตที่ลุงแสนภาคภูมิใจ "Kenny Crow" กาดำไฮเปอร์สวมหมวกเขียว

แม้ในเวลาต่อมา เมืองเลสทัลลัมเก่าจะซบเซาลงเรื่อย ๆ ด้วยสภาพที่เป็นเมืองเก่า ไม่มีอะไรน่าสนใจ คนก็ย้ายไปยังเมืองเลสทัลลัมใหม่กัน

แต่ร้าน Crow's Nest ต้นตำรับ และพ่อครัวในตำนานก็ยังคงอยู่ที่นั่น ยังคอยใช้ร้านของตนเป็นจุดขายของเมือง และโปรโมต Kenny Crow ต่อไปในฐานะนกที่ชอบกิลแซลมอน และในฐานะพ่อครัวที่จะปรุงแต่งเมนูสุดพิเศษให้กับนักเดินทางที่ดั้นด้นเดินทางมาถึงเมืองเลสทัลลัมเก่าที่ถูกทอดทิ้ง

"รังที่คุณหวนบินกลับไปหาได้เสมอ" คือสโลแกนที่ใช้ล่อใจลูกค้าให้แวะเวียนมายังร้านต้นตำรับ พร้อมต้อนรับด้วยเมนู "แซลมอนจากพิเศษของ Kenny" ที่ชุ่มไปด้วยซอสลับที่แสนอร่อย (7,200 กิล)

แต่แล้วการมาถึงของกลียุคที่โลกเหลือเพียงแต่กลางคืน ไม่มีแสงสว่างและกลางวันอีกต่อไป ก็ทำให้ร้านรวงต่าง ๆ ในเลสทัลลัมเก่าต้องพากันปิดตัวลง และผู้คนก็อพยพไปใช้ชีวิตในเมืองอื่น

ว่ากันว่าคนที่เสียใจที่สุด ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นพ่อครัวในตำนานที่พยายามประคับประคองชีวิตชีวาของเมืองแห่งนี้มาโดยตลอด

ด้วยความคับแค้นใจ ลุงภายใต้หน้ากาก Kenny จึงลุกขึ้นจับอาวุธ (ปลา Argus Salmon 2 ตัว) และเข้าร่วมกับพวก Kingsglavie ช่วยกันต่อสู้เพื่อนำพาแสงสว่างกลับคืนมา



จากมาสค็อตของร้านอาหาร... Kenny ได้วาดลวดลายลงไปในสมรภูมิมากมาย แสดงให้เห็นถึงฝีมือการต่อสู้อันสูงส่ง และเลเวลที่ตั้งไว้ให้เหนือกว่าผู้เล่นอย่างน้อย 10 เลเวลเสมอ แถมยังวาร์ปไปวาร์ปมา ฟาดฟันโจมตีได้เหนือกว่า A.I. ตัวอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

ท้ายที่สุด Kenny ก็กลายมาเป็นตำนานบทหนึ่งของโลก Eos เขากลายเป็นบุคคลผู้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ทหารกล้าทั่วอาณาจักรลูซิส

ไม่ว่าเมื่อใดที่ Kenny ปรากฏตัวขึ้นมา... เหล่า Glaive จึงสามารถไว้วางใจ และพร้อมจะโผบินเข้าสู่สนามรบด้วยการนอบน้อมที่มีต่อเสียงบัญชาจาก Kenny...

-----------------------------------

ในอัปเดตล่าสุดของ Final Fantasy XV : Comrades ก็มีการเพิ่ม Kenny มาเป็นบอสตัวสุดท้ายให้เราสู้ด้วย ซึ่งมันเหมือนจะมาเดินเล่นขำ ๆ ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ มากกว่าจะสู้แบบจริงจัง

Kenny มักจะเอ้อระเหย ไม่ค่อยโจมตีเท่าไหร่... แล้วก็เดินเล่น ปล่อยให้เราทุบตามสบาย แต่เขาก็มีค่า HP ที่สูง, พลังป้องกันที่แกร่ง และต้านทานการโจมตีด้วยเวทมนต์ทุกชนิด รวมถึงพลังคลื่นเต่าด้วย





แต่บางครั้งแกก็จะหยิบ Rocket Launcher ขึ้นมายิงเล่น, บ้างก็ยิงเลเซอร์ออกมาจากตาราวกับไซคล็อป, จู่ ๆ ก็ควักดาบของเรจิสออกมาสู้, จู่ ๆ ก็จับเราทุ่มเลือดเหลือ 1, พอเข้าเฟสสุดท้าย ก็กางปีกแห่งแสงแล้วเอาดาบลำแสงยักษ์ไล่ฟาด

ในแบบที่ไม่ว่าจะใช้ท่าไหน เราก็โดนโป้งเดียวจอดเหมือนกันทั้งนั้น

-----------------------------------

สรุปสั้น : Kenny ออกมาต่อสู้เพราะคับแค้นใจที่พอเข้ากลียุคแล้ว แฟรนไชส์ของตัวเองเจ๊ง ทำธุรกิจต่อไม่ได้ เลยต้องต่อสู้ให้แสงสว่างกลับมา จะได้กลับมาเปิดร้านและสานฝันเราจะรวยต่อได้...

Monday, March 25, 2019

Zenos ที่รอคอย! เตรียมอัปเดตเข้า Dissidia -Final Fantasy- NT เร็ว ๆ นี้


ประกาศจาก Final Fantasy XIV Fan Festival ที่โตเกียว Zenos yae Galvus วายร้ายจาก Final Fantasy XIV เตรียมอัปเดตเข้าร่วม Dissidia -Final Fantasy- NT เป็นตัวละครถัดไป

เข้าอาร์เขด 26 มีนาคม 2019
เข้า PS4/Steam 11 เมษายน 2019






Friday, March 22, 2019

การเมืองและเพื่อนตำรวจของไลท์นิ่งใน Final Fantasy XIII

(เขียนขึ้นเมื่อ 8 กันยายน 2013)



พูดถึงเรื่องการเมืองในเกมกันบ้าง

ในซีรีส์ Final Fantasy XIII ภายหลังเกิดเหตุการณ์โคคูนถล่มลงมาในตอนจบภาคแรก รัฐบาลศักดิ์สิทธิ์ (Sanctum) ก็ถูกเปิดเปิงความชั่วร้ายรวมถึงเรื่องที่ถูกฟัลซิชักใยอยู่เบื้องหลัง ในช่วงที่บ้านเมืองวุ่นวายเพราะขั้วอำนาจถูกล้มล้าง กองทัพอากาศซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนซิด (Guardian Corps สังกัด Cavalry) ที่มีความทะเยอทะยานตั้งใจจะยึดอำนาจและสร้างสังคมใหม่ที่ปกครองกันโดยมนุษย์ ก็ได้ฉวยโอกาศยึดอำนาจและจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นมา พวกเขามีจุดยืนที่จะพัฒนาวิทยาศาสตร์ สร้างสังคมที่มนุษย์อยู่กินพัฒนากันเองได้โดยไม่ต้องง้อฟัลซิ พวกเขาจึงก่อตั้งสถาบัน 'อเคเดเมีย' ขึ้นมาปกครองแทน แล้วผ่องถ่ายอำนาจต่างๆ มาสู่องค์กรใหม่นี้

ภายหลังอเคเดเมียก็กลืนเอาบุคลากรของรัฐบาลเฉพาะกาลเข้ามา แล้วทางอเคเดเมียก็ได้ไปดึงเอาบุคลากรจากหน่วยงานรักษาความมั่นคงเก่า (Guardian Corps - เทียบได้กับตำรวจนั่นแหละ) มาตั้งเป็นฝ่ายความมั่นคงของอเคเดเมีย

ตัวไลท์นิ่งเองก็เคยทำหน้าที่เป็น Guardian Corps ยศสิบโทสังกัดเมืองโบดัม แต่เธอก็ลาออกไปก่อนต้องไปผจญภัยในภาคแรก ตอนแรกเหล่าตำรวจเพื่อนร่วมงานเก่าของไลท์นิ่งก็เข้าใจตัวเธอผิดอยู่นาน แต่ภายหลังพวกเขาก็เห็นเหตุผลในการกระทำของไลท์นิ่ง ที่พยายามช่วยโคคูนไว้ ที่พยายามจะต่อสู้ล้มล้างฟัลซิตามลำพัง ด้วยความเคารพต่อไลท์นิ่ง พวกเขาจึงกลับมาสมัครเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความมั่นคงของเคเดเมีย ด้วยความรู้สึกว่าพวกเขายังคงเป็นทีมเดียวกับไลท์นิ่งเสมอ และเราจะสร้างโลกใหม่ที่ดีขึ้นไปด้วยกัน

ทว่าพอมาทำงานกับอเคเดเมียแล้ว กลุ่มเพื่อนตำรวจของไลท์นิ่ง ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว พวกเขาจึงเรียกกันด้วยรหัส (ชื่อไลท์นิ่งเองจริงๆ แล้วก็เป็นรหัส) ซึ่งรหัสของพวกเขาก็เอาแรงบันดาลใจมาจากรหัสไลท์นิ่ง เพื่อแสดงความเคารพต่อไลท์นิ่ง พวกเขาจึงเรียกกันว่า สิบโทบลิทซ์ สิบตรีธันเดอร์ และยังมีพลตำรวจอีก 4 นายคือ ทอร์เรโน ฟัลค่อน แบ็คเตอร์ และเรย์ สังเกตว่ารหัสของพวกเขาก็จะสอดคล้องกับไลท์นิ่ง

กลุ่มเพื่อนตำรวจของไลท์นิ่งได้รวมตัวกันและถูกตั้งเป็นหน่วย Blitz Squadron ภายหลังพวกเขาได้ผ่านงานสำคัญมากมาย มีทั้งการเอาอุปกรณ์ที่ใช้ควบคุม Atlas ที่ถูกขโมยไปกลับคืนมา ซึ่งพวกเขาก็พบว่ากลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ขโมยอุปกรณ์ควบคุมยักษ์นั้นไป ก็คือกลุ่มอดีตทหาร PSICOM ที่ยังคงบูชาคนของขั้วอำนาจเก่า (รัฐบาลศักดิ์สิทธิ์) ทำให้ทราบว่าในสังคมมนุษย์ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ปฏิเสธสังคมใหม่ที่อเคเดเมียพยายามจะสร้างขึ้นมา พวกเขาไม่เชื่อมั่นในสังคมที่มนุษย์ปกครองกันเอง จึงพยายามหาทางปลุกฟัลซิที่หยุดทำงานไปแล้วให้ตื่นขึ้นมาปกครองมนุษย์อีกครั้ง

ภายหลังเมื่อมีการค้นพบว่าฝ่ายบูชาขั้วอำนาจเก่า ได้ข้อมูลการวิจัยเรื่อง Atlas ไว้ในมือแล้ว ทางอเคเดเมียที่เป็นขั้วอำนาจใหม่จึงต้องเร่งจัดประชุมใหญ่ ...ซึ่งการประชุมในอเคเดเมียก็มีความเห็นแตกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งบอกให้ทำลายข้อมูลเรื่อง Atlas ทิ้งไปจากโลกนี้ให้หมด เพื่อป้องกันการนำไปใช้แบบผิดๆ ในอนาคต แต่อีกฝั่งบอกว่าการสร้าง Atlas ขึ้นมาเป็นสิ่งที่จำเป็น ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามประวัติศาสตร์ที่แท้จริงในอนาคต หากเราไม่สร้างขึ้นมา อนาคตก็จะเปลี่ยนไป ก็จะกลายเป็นพาราด็อกซ์อีก (ในแง่ที่ว่าไม่มีใครสร้างมันขึ้นมา แล้วมันจะโผล่ออกมาแล้วได้ยังไง) การถกเถียงเรื่องนี้ก็ยืดเยื้อไปเรื่อยๆ ไม่ได้ข้อสรุป ทว่าไฟล์ข้อมูล Atlas ก็ยังถูกเก็บไว้ ไม่ได้ถูกทำลายทิ้ง

ในปี AF10 กลุ่มเพื่อนตำรวจของไลท์นิ่งได้รับคำสั่งให้ไปตรวจสอบการบิดผันของกาลเวลา ที่เกิดขึ้นที่ Vile Peaks ทว่าเรือเหาะของพวกเขาก็ถูกโอดินตัวปลอมโจมตีจนร่วง (โอดินตัวปลอมคือ มวลเคออสที่ซึมเข้ามายังสถานที่แห่งนั้น แล้วดูดกลืนเอาความทรงจำของสถานที่แห่งนั้นที่ตกผลึกเป็นคริสตัลเข้าไป ทำให้สำแดงอิทธิฤทธิ์ในรูปแบบของโอดินที่เคยปรากฏตัวในที่แห่งนี้ได้) แล้วเทอร์เรโน ฟัลค่อน กับสิบตรีธันเดอร์ ก็ถูกกระแสเวลาของปี AF200 ที่บิดงอจนมาทับซ้อนกับกระแสเวลาของ AF10 ดูดกลืนไปยังยุค AF200 .... แล้วทางโอดินตัวปลอมซึ่งเป็นเจ้าที่แห่งนั้นก็พยายามเอาชีวิตพวกเขา ไลท์นิ่งเองก็อยากจะกลับมาช่วยเพื่อน แต่เผอิญเซร่าห์และโนเอลดันปรากฏตัวขึ้นมาช่วยกำจัดโอดินตัวปลอม แล้วทำให้กาลเวลาที่ทับซ้อนกันอยู่นั้นแยกกลับเป็นเส้นตรงตามเดิม พวกเพื่อนไลท์นิ่งจึงได้กลับไปยังยุคของพวกเขาตามเดิม ส่วนไลท์นิ่งเองก็สบายใจ ไม่ต้องทำอะไร

สุดท้าย หลายร้อยปีต่อมา ฝ่ายบูชาขั้วอำนาจเก่าก็พัฒนาจนมีเทคโนโลยีพร้อมที่จะปลุกฟัลซิกลับคืนมา ฝ่ายอเคเดเมียที่เป็นขั้วอำนาจใหม่จึงจำเป็นต้องสร้าง Atlas ขึ้นมาต่อกร... ทว่าฝ่ายขั้วอำนาจเก่าก็ไม่น้อยหน้า เอาข้อมูลการวิจัย Atlas ที่มีอยู่มาสร้างเป็น Atlas ด้วยเหมือนกัน กลายเป็นว่าทั้งสองฝ่ายได้สร้างกองทัพหุ่นยักษ์ขึ้นมาเข่นฆ่ากัน จนโลกเละเทะพังทลาย โคคูนก็ได้รับความเสียหายจนตกลงมาสู่แกรนพัลส์ ภายหลังสงครามสงบมนุษย์ก็แทบสูญพันธุ์หมดโลก อารยธรรมต่างๆ พินาศสิ้น แล้วโนเอลก็เกิดขึ้นมาในโลกอันแร้นแค้นหลายร้อยปีหลังจากนั้น

นี่คือประวัติศาสตร์แบบหนึ่งของซีรีส์ FFXIII ที่สุดท้ายประวัติศาสตร์แบบนี้ก็โดนพวกเซร่าห์ โนเอล และโฮปแทรกแซง เปลี่ยนแปลงไปจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม (แต่โลกก็พินาศเหมือนกัน)

สรุปการเมืองในเกมนี้แบ่งเป็น 2 ฝ่ายใหญ่ๆ

- ฝ่ายขั้วอำนาจเก่า ประกอบด้วย อดีตเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลศักดิ์สิทธิ์ (Sanctum), ทหาร PSICOM, เหล่าคนที่ยังบูชาระบอบการปกครองโดยฟัลซิ

- ฝ่ายขั้วอำนาจใหม่ ประกอบด้วย กองทัพอากาศ (Guardian Corps สังกัด Cavalry), ตำรวจทั่วไป (Guardian Corps สังกัดพื้นที่ต่างๆ), กลุ่มตำรวจเพื่อนไลท์นิ่ง, เจ้าหน้าทีอเคเดเมีย, โฮปและพวกไลท์นิ่งคนอื่นๆ, กลุ่มคนที่บูชาระบอบการปกครองโดยมนุษย์

ใครที่ชอบประวัติศาสตร์ อ่านๆ ดูแล้วรู้สึกพล็อตขั้วอำนาจเก่า-ใหม่ ระบบการปกครองโดยฟัลซิ ระบอบการปกครองโดยมนุษย์ มันไปคล้ายกับประวัติศาสตร์ของชาติไหนมั้ยเอ่ย?

ย้อนรำลึกเบื้องหลังการพัฒนา Inside... Final Fantasy IX



ตัดตอนจากคลิป Inside... Final Fantasy IX
https://youtu.be/FdsqEurMd2I

Producer : ชินจิ ฮาชิโมโตะ 

"ความประทับใจแรกของผมเมื่อนึกถึง FF9 เลยคือ ซากากุจิซัง อยากให้มันแตกต่างจาก FF7 และ FF8 โดยสิ้นเชิง ด้วยเรื่องราวและรสชาติอันโดดเด่น นั่นแหละคือสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับผม"

"เขาได้เตรียมพล็อตและไอเดียสำหรับการออกแบบตัวละครไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ผมจำได้ว่าตอนนั้นคิดว่าเป็นการเริ่มต้นที่เร็วมาก"



----------------------------------

Character Design : โทชิยูคิ อิตาฮานะ

"เมื่อพูดถึง FF9 สิ่งแรกที่เข้ามาในใจผมเลยคือ..."

"เอ...................."

"ก็ไม่ใช่เรื่องเกมหรอกนะ แต่เป็นทะเลสีครามกับท้องฟ้าสดใสของฮาวาย ที่เราไปสร้างเกมกันที่นั่น และเราก็ยุ่งกันมากจริง ๆ"

"แต่ทันทีที่ก้าวออกมา (จากที่ทำงาน) ก็มีทะเลกับฟากฟ้าสีน้ำเงิน เปล่งประกายอยู่ต่อหน้าต่อตา เป็นทิวทัศน์ที่แจ่มจรัส"

"มีบางคนที่ไปเล่นโต้คลื่นในตอนเช้าแล้วกลับเข้ามาทำงานต่อ การที่สามารถสร้างสภาพแวดล้อม (ในการทำงาน) ที่เป็นอิสระแบบนั้นได้ เป็นอะไรที่สนุกมาก และเป็นความทรงจำที่เลิศหรูเลย"

"แต่ท้ายสุด เราทุกคนต่างโดนแดดเผาตัวดำกันถ้วนหน้า แล้วพอเราคนมีคนทำงานไม่พอ เรากลับไปญี่ปุ่นแล้วขอคนจากโตเกียวมาช่วยเพิ่ม"

"แต่ด้วยสภาพที่ผิวเกรียมกันแบบนั้น พวกเขาก็บอก 'พวกแกไม่ได้ไปทำงานกันแน่ ๆ!! อีแบบนี้ก็แค่ไปเล่นสนุกกันอย่างเดียวแหง!! หัดเอาจริงเอาจังตั้งใจทำงานกันหน่อยเสะ!!' (หัวเราะ)"

"แล้วพวกเขาก็ไม่ยอมให้คนเพิ่มครับ" (ยิ้ม)



----------------------------------

Producer : ชินจิ ฮาชิโมโตะ 

"หากจะอธิบายแนวทางที่ซากากุจิซังมุ่งหวังไว้กับ FF9 ก็อย่างที่กล่าวไว้"

"FF7 ออกเป็นแนว Steam Punk Sci-fi"

"FF8 เป็นเรื่องราวความรักในโรงเรียน เรื่องราวของมนุษย์ ที่ตั้งอยู่บนสังคมเมืองจริง"

"FF9 ซากากุจิซังอยากให้กลับเป็นแบบหนัง Action เป็นการผจญภัยแฟนตาซีแบบเดียวกับ FF 1-6 ให้เกมเต็มไปด้วยองค์ประกอบแบบเดียวกันนั้น"

"ให้มันมีเหตุการณ์มากมายหลายรูปแบบ เพื่อให้แฟน ๆ เล่นแล้วไม่รู้จักเบื่อ และท้ายที่สุดก็นำไปสู่ Happy End สุดเร้าใจ"

"พอมองย้อนกลับไปแล้ว ก็ไม่ได้มีคนที่เลวร้ายจริง ๆ อยู่ใน FF9 เลย"

"ซากากุจิซังได้สร้างโลกที่แสนกสนุกขึ้นมา และผมก็เพียงแค่ยื่นมือเข้าไปช่วยในกระบวนการหนึ่งเท่านั้น"

----------------------------------

Character Design : โทชิยูคิ อิตาฮานะ

"ก่อนที่ผมจะเริ่มทำงานให้ FF9 ผมเป็นคนทำของเล่น ส่วนใหญ่ก็ออกแบบของเล่นสำหรับเด็ก ตอนที่ผมออกแบบพวกเขานั้นก็คิดอยู่เสมอว่าต้องออกแบบดีไซน์ที่เด็ก ๆ สามารถก๊อปปี้ได้ง่าย เอาให้มันขยุกขยิก ดูเป็นภาพการ์ตูน ตัวละครในแบบที่เด็กจะวาดตามได้ง่าย"

"พอผมเริ่มทำ FF9 คุณซากากุจิ ฮิโรโนบุ ก็ขอผมว่าอยากให้ออกแบบตัวละครที่ให้ความรู้สึกว่ามีชีวิตจริง ๆ และอยู่บนโลกในจินตนาการใบนี้"

"ผมก็พยายามจะถ่ายทอดชีวิตในโลกใบนั้น แล้วก็เริ่มคิดว่าอย่างเรื่องเสื้อผ้า เนื้อผ้า ผมต้องมานั่งคิดว่าพวกเขาเย็บผ้าเข้าด้วยกันยังไง พวกเขาจัดวางขนสัตว์ ขนนก ทรงผมกันยังไง..."

"ทุกอย่างมันมีรายละเอียดเต็มไปหมด สิ่งแรกเลยที่ผมต้องตั้งใจทำใน FF9 เลยคือทำให้งานดีไซน์ของผมมีรายละเอียดยิ่งขึ้น"

"มันจึงเป็นการเปลี่ยนแนวไปจากที่ผมเคยทำแต่งานออกแบบเรียบง่าย"

----------------------------------

Producer : ชินจิ ฮาชิโมโตะ 

"ท้ายที่สุดแล้ว การที่เกมทั้ง 3 ภาค ที่ออกมาในยุค PS1 ยังเป็นที่กล่าวขานถึงในยุค PS2 PS3 PS4... คือหลักฐานถึงการขัดเกลามาอย่างประณีตละเอียดลออของเกมที่สร้าง Impact แก่ทุก ๆ คน"

"เมื่อเทียบกับเกมอื่น ๆ ในยุค PS1 แล้ว ผมรู้สึกว่า 7 8 9 มี Message อันแข็งแกร่ง และความสนุก ที่ติดตรึงให้กับทุกคน"



----------------------------------

Character Design : โทชิยูคิ อิตาฮานะ

"ผมโคตรดีใจที่คนรุ่นใหม่จะได้เล่น FF9 เป็นครั้งแรก และดีใจมากที่ผมอยู่มา 20 ปีแล้ว ได้มานั่งที่นี่ให้สัมภาษณ์นี้"

"ธีมเบื้องหลังเกมนี้คือ การที่ไม่มีใครสามารถหลีกหนีไปจากความจริงและสิ่งที่ถูกต้องได้ มันเน้นไปถึงเรื่องความเป็นจริงที่คุณควรตระหนักถึง"

"ผมว่ามันเป็นเรื่องราวที่จะก้องกังวานอยู่กับผู้คน ไม่ว่าจะยุคสมัยใด"

"ไม่ว่าคนที่จะได้เล่นเป็นครั้งแรก หรือคนที่กลับมาเล่นเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ผมว่ามันสามารถมอบประสบการณ์และตีความเนื้อเรื่องให้แตกต่างกันออกไปได้หลายทาง"

"ก็อยากให้คนได้กลับมาลองเล่นกันอีกครั้ง และในฐานะทีมงานผู้สร้างมากับมือคนนึง"

"ผมโคตรดีใจ ที่ทุกคนจะได้มีโอกาสนั้นอีกครั้ง"



------------------------------------
ปัจจุบันสามารถหา Final Fantasy IX เล่นได้บน App Store®, Google Play™, STEAM®, Playstation®4 computer entertainment system, the Nintendo Switch™ system, the Xbox One family of devices, and Windows 10. (ท่อนสุดท้ายก๊อปมา ขี้เกียจแปล)

Wednesday, March 20, 2019

รายละเอียดเกมเพลย์ FFXV : Episode Ardyn จากแฟมิซือฉบับล่าสุด



ข้อมูล Final Fantasy XV : Episode Ardyn จากนิตยสารแฟมิซือ ฉบับสัปดาห์ล่าสุด

- หนึ่งในเหตุผลที่ Episode Ardyn ไม่ถูกยกเลิกไปพร้อมกับ Episode Luna, Aranea, Noctis ก็เพราะมันพัฒนาไปไกลกว่าอันอื่นแล้ว และเหตุผลหลักเลยคือ จากผลการเซอร์เวย์ที่เคยให้ผู้เล่นทำผ่านตัวเกม สิ่งที่ผู้เล่นรีเควสต์ให้ทำเพิ่มมากที่สุด ก็คือเนื้อเรื่องของอาร์ดีน

- คอนเซปต์ของ Episode Ardyn คือ Final Fantasy ที่มีตัวร้ายรับบทตัวเอก และเน้นไปที่ไอเดียของการทำลายโลก ไม่ใช่การกู้โลก

- สำหรับตอนจบ DLC นั้น ทีมงานบอกว่าเนื้อเรื่องของอาร์ดีน ย่อมไม่สามารถมีตอนจบที่ Happy Ending ได้

- กำจัดศัตรูแล้วได้ AP มาสะสม

- ทุกครั้งที่กำจัดศัตรูได้ด้วยวิธีการเปลี่ยนเป็นจิไค (Daemonify - เป็นระบบคล้าย Kill Sight ใน Type-0) จะเป็นการสะสมเกจอาวุธมายา ทำให้การโจมตีธรรมดาค่อย ๆ รุนแรงขึ้น เมื่อเกจเต็ม ก็จะใช้ท่าพิเศษได้

- แม้โดนตีจน HP เหลือ 0 แล้ว ก็ยังไม่ตาย สักพักก็จะฟื้นเอง แต่ระหว่างที่ HP ยัง 0 อยู่ หากโดนโจมตี ค่า Max HP ก็จะลดลง (เหมือนในตัวเกมปกติ) แต่ยิ่ง Max HP เหลือน้อย พลังโจมตีก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ

- เล่นตามเนื้อเรื่องไปแล้ว ก็จะได้อิฟรีตมาใช้ (อย่างที่เปิดเผยไว้แล้วว่าอาร์ดีนไปปลุกอิฟรีตที่โดนบาฮามุทโค่น) เกจสำหรับเรียกอิฟรีตเรียก Command เกจ ซึ่งจะค่อย ๆ ขึ้นมาเองตามเวลา หลังจากเรียกอิฟรีตมาแล้ว มันไม่ได้มาโจมตีแล้วก็ไปเหมือนอสูรในเนื้อเรื่องหลัก แต่มันจะอยู่ช่วยอาร์ดีนต่อสู้ด้วยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

- ในอินซอมเนีย มีร้านขายหมวก ให้ซื้อให้อาร์ดีนเปลี่ยนได้ด้วยนะ

Final Fantasy XV : Episode Ardyn จะวางจำหน่ายวันที่ 26 มีนาคม 2019 ขณะเดียวกันโหมด Comrades ก็จะมีแพทซ์เพิ่ม Kenny Crow เข้ามาในฐานะบอสพิเศษ ตัวสุดท้ายของเกม

https://twitter.com/nonameffxv/status/1108230616745689089

ทั้งนี้ FFXV ประกาศจะจัด Active Time Report ครั้งสุดท้าย วันที่ 26 มีนาคม 2019 เวลา 18.00 น. ของบ้านเรา ความยาว 1 ชั่วโมง และแปะภาพโชว์หราว่าเป็น ATR ครั้งสุดท้ายแล้ว

http://sep.jp.square-enix.com/info/20190326000871.html

ทั้งนี้ คนที่ตามข่าวมาอย่างแจ้มจ้นทุกรายละเอียด น่าจะจำได้ว่า ตอน ATR ในงาน TGS 2017 วันที่ 23 ก.พ. 2017 คุณฮาจิเมะ ทาบาตะ อดีตผู้กำกับของเกม ก็เคยบอกว่าวันนั้นเป็น ATR ครั้งสุดท้ายแล้ว หลังจากนั้นจะหาวิธีการอื่นในการสื่อสารกับแฟน ๆ

http://re-ffplanet.blogspot.com/2017/09/atr-tgs-2017-ffxv-2018.html
http://www.novacrystallis.com/2017/09/final-fantasy-xv-active-time-report-tokyo-game-show-2017-comrades-multiplayer-dlc-detailed-future-plans/

ทาอิ ยาสึเอะ เผยคอนเซปต์การออกแบบ Critical Mode ของ KH III

คุณทาอิ ยาสึเอะ ผู้กำกับร่วมของ Kingdom Hearts III พูดในงาน GDC 2019 เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2019 ว่า Critical Mode จะตามมาเร็ว ๆ นี้ ยังกำหนดวันไม่ได้

แล้วแกก็พูดเหมือนที่คุณเท็ตสึยะ โนมุระ ผู้กำกับเกมให้สัมภาษณ์ลงเว็บไซต์ Dengeki PS เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ว่า Crititical Mode ของภาคนี้ มันไม่ได้แค่ปรับค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ ในเกม (คือไม่ได้แค่ปรับให้ศัตรูโจมตีแรงขึ้น และเราโจมตีเบาลง) เพื่อให้ศัตรูมีเทคนิคและรุกไล่มากขึ้น (ก็คือยกระดับ A.I. มันด้วย)

แต่ทั้งนี้ไม่ใช่สักแต่ทำให้ยากอย่างเดียว ยังต้องคำนึงด้วยว่า มันยังยากอยู่ในระดับที่การจบเกมด้วยเลเวล 1 จะยังเป็นไปได้เหมือนเดิม

แล้วแกก็เอ่ยถึง Dark Inferno ในฐานะ Secret Boss ของภาคนี้ว่า พวกเขาออกแบบมันด้วยแนวทางที่แตกต่างจาก Secret Boss ที่ผ่านมามาก และแนวทางที่ใช้ออกแบบบอสนั้น ทีมก็อาจนำไปใช้เป็นแนวทางเดียวกับการออกแบบ Critical Mode ด้วย

แนวทางที่ว่านั่นคือ ถ้าผู้เล่นเรียนรู้การเคลื่อนไหวของศัตรู, อ่านการเคลื่อนไหวในแต่ละเฟสของ A.I., คิดหาว่าจเคลื่อนไหวตอบโต้ยังไงได้ ก็จะสามารถผ่านไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องอัปเลเวลด้วยซ้ำ ดังนั้น ถ้าปั๊มเลเวลก็ผ่านได้ แต่ถ้าเป็น Hardcore Gamer จริง เก่งเกม Action จริง เมื่ออ่านการเคลื่อนไหวมันออกแล้ว ก็จะชนะมันด้วยเลเวล 1 ได้ อยู่ที่ว่าอ่านทางมันได้รึยัง

(ซึ่งส่วนตัวผมไม่รู้สึกว่าแนวทางมันจะต่างจากบอสลับตัวเก่า ๆ เท่าไหร่ จะพี่โม่ง จิตวานิทัศ เกราะผี เซมุนัส... ถ้าเราสู้ซ้ำ ๆ จนสามารถอ่านกระบวนการตัดสินใจเลือกใช้ท่าต่าง ๆ ของ A.I. มันได้ ยังไงเราก็ชนะเหมือนกัน) 



นอกจากนี้ในวันที่ 30 ม.ค. 2019 สำนักพิมพ์ Ynnins Editions ของฝรั่งเศส ตีพิมพ์หนังสือชื่อ Hommage à Kingdom Hearts: à la croisée des mondes ซึ่งเขียนคำนำโดยคุณริสะ อุจิดะ คนพากย์ไคริ/ซิออน และมีลงบทสัมภาษณ์คุณโยโกะ ชิโมมุระ (ผู้ประพันธ์เพลงประจำซีรีส์), คุณคาสึชิเงะ โนจิเมะ (หนึ่งในคนเขียนสคริปต์ภาค 1 และ 2) และคุณทาเคชิ อาราคาวะ (ออกแบบเมนูและจิปาถะ และยังเป็นคนกำกับ Dissidia ภาคแรกสุดด้วย)

ในบทสัมภาษณ์ ไม่ค่อยมีอะไรสะดุดตาผมเท่าไหร่ แต่ที่เตะตาคือเรื่องที่คุณโนจิมะบอกว่า ก่อนมาเขียนสคริปต์ KH1 แกไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับตัวละคร Disney มาก่อนเลย เลยต้องทำรีเสิร์จหาข้อมูลหนัก ในเวลาอันสั้น เพื่อจะได้เขียนได้

พอถามถึงกระบวนการทำงาน คุณโนจิมะก็บอกว่าตอน KH1 แกก็เขียนสคริปต์ตามโจทย์ที่คนออกแบบคอนเซปต์ (โนมุระ) และ Planner วางมาให้ ทำความเข้าใจกับอีเวนต์ เหตุปัจจัย ความรู้สึก บรรยากาศที่อยากให้เป็นในเกม แล้วก็จับดินสอขึ้นมาร่างซีนที่สำคัญขึ้นที่สุด ฉากที่จะขยายความทุกอย่างที่พวกเขาต้องการ แล้วก็รักษาทิศทางของเรื่องไว้

แล้วแกก็บอกว่าว่าเวลามองไปที่งานเก่า ๆ ของแก แกเห็นรสนิยม นิสัยของแกสะท้อนออกมา ทำให้รู้ว่าเคยเป็นคนยังไง เคยทำงานอะไรกับใคร งานช่วยทำให้จดจำตัวเองในเวลาทีผ่านมาได้ (ผมยกท่อนนี้ขึ้นมา เพราะผมเองก็ชอบอ่านงานเก่า ๆ ตัวเอง แล้วเหมือนได้เห็นภาพตัวเองในอดีตเหมือนกัน)

คุณโนจิมะบอกอีกว่า แกไม่เคยติดต่อคุยโดยตรงกับทีมงานฝั่ง Disney และเมื่อถูกถามว่าทีมงาน Disney รู้สึกยังไงกับเนื้อเรื่อง KH แกก็ตอบว่าแกไม่รู้ เพราะแกไม่เคยมีโอกาสคุยด้วย

ตัวละครที่แกชอบคือ ร็อคซัส โอเล็ต พินซ์ (อ่านตามคาตาคานะ) เหตุการณ์ที่ชอบประจำซีรีส์ก็คือเหตุการณ์ช่วงวันหยุดภาคฤดูร้อนในเรื่อง (7 วันของร็อคซัส)

ส่วนเรื่อง Keyblade, Heartless, Nobody, Replica และ Key Element ต่าง ๆ ของเรื่อง แกบอกว่าฝีมือโนมุระจินตนาการขึ้นมาหมด แกไม่ได้เป็นคนคิด

Sunday, March 17, 2019

บทขยายความ Secret Report ใน KH III Ultimania

หน้า 686-689 คอลัมน์ "บทขยายความ Secret Report"



Secret Report 1

- ร่างทดลอง X คือคนที่อันเซมตัวปลอมพยายามตามหา และเป็นคนเดียวกับที่แอ็คเซลและไซค์พูดถึง
- การที่เธอพูดถึงเพื่อนอีก 4 คนและกุญแจ อีกทั้งวลีที่ว่าให้หัวใจเป็นกุญแจนำทาง เป็นคำใบ้ว่าเธอเป็นใครสักคนที่มาจากอดีตกาล

- เด็กสองคนที่บางครั้งมาหาเธอ คือลีอากับไอซะ

- ชายตาเดียวที่มาหาเธอ คือไบรก์ ซึ่งเหลือตาเดียวหลังจากเหตุการณ์ใน BbS

- ตรงคนเขียน ลงท้ายด้วยคำว่า 名もなき私  ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับ 名もなき星 (Nameless Star)


Secret Report 2

- เซอานอร์ทหนุ่มเขียนขึ้นก่อนเป็นคีย์เบลดมาสเตอร์

- โชว์ว่าเซอานอร์ทเริ่มมีแนวคิดว่าหากควบคุมความมืดได้ ก็ไม่ต้องกลัวมัน

- และเขาต้องการพลังที่ค้นพบจากการรักษาสมดุลระหว่างสว่างและมืด

- และยังโชว์เจตนาบริสุทธิ์ว่าเซอานอร์ทอยากจะเติบโต พัฒนาไปพร้อมกับเอราคุส

- เอราคุสสืบเชื้อสายมาจากมาสเตอร์รุ่นแรก ๆ ในยุคโบราณ และคุณโนมุระบอกว่ามาสเตอร์รุ่นแรก ๆ นั้นคือใครคนหนึ่งในกลุ่มแดนเดไลออนในยุค Union X และย้ำว่าไม่เกี่ยวอะไรกับ Master of Masters หรือพวกโหรใน Back Cover


Secret Report 3

- เขียนขึ้นโดยเซอานอร์ทในช่วงที่มาเป็นลูกศิษย์ของจอมปราชญ์อันเซม และกำลังตรวจสอบร่างทดลอง X

Secret Report 4

- เซอานอร์ทจับความจากคำพูดเธอได้ว่า เธอท่องกาลเวลามาจากยุคโบราณ

- ประโยคที่ว่าร่างทดลองมีจิตใจผิดเพี้ยนและเสียสติไป เป็นการโชว์ว่าเกิดอะไรขึ้นจากการทดลองมนุษย์ของเซอานอร์ท ที่ส่งผลให้มีร่างทดลองที่ต้องสังเวยชีวิตมากมาย ความโหดเหี้ยมของเขานี้ยังมีพรรณาไว้ใน Report ของ KH1

- เซอานอร์ทตีความจากสถานการณ์เองว่าจอมปราชญ์อันเซมเอาเธอไปซ่อน ภายหลังใน KH3 เซอานอร์ทในคราบอันเซมตัวปลอม จึงถามจอมปราชญ์อันเซมว่าเธออยู่ที่ไหน ทว่าจาก Secret Report 1 เราก็รู้ว่าไบรก์ต่างหากที่เป็นคนพาตัวเธอไป


Secret Repot 5

- ไอซะและลีอาวัยเด็กลอบเข้าปราสาทไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น จนไปเจอเด็กหญิงปริศนาหรือร่างทดลอง X

- ยามหน้าปราสาทคือดิแลนกับเอเลอุส ซึ่งในตอนจบของ KH BbS คุณก็เคยเห็นพวกเขาโยนไอซะกับลีอาออกมาแล้ว

Secret Report 6

- ไอซะกับลีอา เข้ามาเป็นลูกศิษย์ของจอมปราชญ์อันเซม ก็เพื่อจะค้นหาร่างทดลอง X

- "ด้วยความตั้งใจเพียงหนึ่งเดียวที่จะช่วยเธอให้ได้" ถึงแม้ไซค์จะดูเป็นคนที่เย็นชา แต่ในวัยเด็กเขาก็มีด้านที่ทำอะไรด้วยความเร่าร้อนจริงจังเหมือนกัน และเขาคิดว่าการมาเป็นพวกเซมุนัส จะเป็นทางลัดในการช่วยร่างทดลอง X นั่นเอง


Secret Report 7

- เป็น Report ที่เขียนเมื่อเอเว่นได้กลับเป็น Nobody อีกหน และแกแสดงถึงความใส่ใจที่มีต่อข้อมูลโปรเจคท์ Replica ที่ล้ำค่ายิ่ง

- ส่วนที่บอกว่าเขาได้รับบาดเจ็บหนักตอนที่ร่าง Nobody ของตนเองถูกทำลาย หมายถึงใน KH CoM ที่แอ็คเซลใช้แผดเผาทำลายวิกเซ่น ซึ่งเมื่อร่าง Nobody ถูกทำลายด้วยการโจมตี ร่างจริงที่ฟื้นกลับคืนมา ก็จะได้รับความเสียหายด้วย

Secret Report 8

- ประโยคที่วิกเซ่นบอกว่าร่าง Heartless และ Nobody รวมถึงร่างหนุ่มของเซอานอร์ท ไม่ใช่ตัวตนจากยุคสมัยนี้ นั่นก็เพราะร่างกายที่พวกนั้นใช้เป็น Replica และหัวใจเหล่านั้นก็มาจากยุคอดีต

- ส่วนประโยคที่ว่าจะสร้าง Replica ที่สมบูรณ์จนมีเลือดเนื้อเหมือนมนุษย์จริง ๆ ก็พูดถึงความคืบหน้าในการวิจัยของวิกเซ่น และเป็นเป้าหมายที่แกอยากส่งมอบให้โซระและเพื่อน ในท้ายที่สุด ด้วยความเชื่อเหลือจากเดมิกซ์ ร่างภาชนะที่แกมอบให้เยนโซ ก็กลายมาเป็นร่างของร็อคซัส


Secret Report 9

- Report ที่เขียนโดนเยนโซที่กำลังศึกษาข้อมูลของอันเซม และหาทางนำหัวใจสามดวงในตัวของโซระออกมาอย่างปลอดภัย

- หัวใจแรกคือร็อคซัส หัวใจดวงที่สองซึ่งอยู่มานานพอ ๆ กับเขา ก็คือซิออน และหัวใจดวงที่สาม ที่อยู่มานานกว่านั้นคือเวนตุส

- ทั้งนี้ ช่องว่างระหว่างที่หัวใจของซิออนกลับสู่โซระ ไปจนถึงร็อคซัสกลับสู่โซระ เป็นเวลาห่างกัน 7 วันเท่านั้น

Secret Report 10

- พูดถึงแผนใช้ Replica คืนชีพให้ร็อคซัสและนามิเนะ โดยจะใช้ข้อมูลจากใน Twilight Town ทำให้ร่างกายร็อคซัสสมบูรณ์ก่อน แล้วค่อยใส่หัวใจของร็อคซัสจากตัวโซระเข้าไป

- ประโยคที่ว่า "ทำให้นึกถึงรสชาติของไอศกรีมที่พวกเราเคยกินด้วยกันตอนที่ฉันยังเด็ก" จอมปราชญ์อันเซมนั้นชอบกินไอศกรีมเกลือทะเล ซึ่งตอนเด็ก ๆ เยนโซก็กินบ่อยเหมือนกัน อย่างที่้ห็นในฉาก Blank Points ของ KH BbS ว่าทั้งสองเดินกินไอศกรีมด้วยกันอยู่


Secret Report 11

- Report ที่ 11 – 13 เขียนโดยลูซู ศิษย์คนหนึ่งของ Master of Masters ที่ปรากฏตัวในภาค back Cover ซึ่งพวกเขาเชื่อมโยงกับสิ่งที่กำลังจะตามมาสู่ซีรีส์ KH

- ประโยคที่ว่าลูซูได้เห็นสงครามคีย์เบลดเกิดขึ้นแล้วซึ่งเป็นไปตามข้อความใน Lost Page หน้าที่ว่านั้นคือหน้าที่หายไปจากตำราพยากรณ์ ซึ่งมีคนอยู่น้อยมาก ๆ ที่ได้รู้เนื้อหาของมัน

- ถัดมาลูซูบอกว่ามีใครคนหนึ่งแทรกตัวเข้ามาเป็นแกนนำยูเนียนรุ่นใหม่แทน โดยแกนนำยูเนียนรุ่นใหม่ใน Union Cross ประกอบด้วยเอเฟเมร่า สคูลด์ เวนตุส เบรน ลอวเรียม ทว่าอวาที่รับคำสั่งมาจาก Master of Masters ได้เลือกหญิงสาวที่ชื่อสเตรลิตเซียไว้ จนตอนนี้ ก็ยังไม่รู้ว่าใครใน 5 คนนั้นที่สวมรอยแทนตำแหน่งของเธอ

- ส่วนท่อนที่ว่าแม่มดที่ถูกเรียกมาจากอนาคต เป็นผู้ถือกุญแจไว้ แม่มดที่ว่าหมายถึงมาเลฟิเซนต์จากยุค KH1 ตอนที่อันเซมปลดปล่อยหัวใจของเธอ เธอก็รู้ว่าเข้าเงื่อนไขที่จะท่องกาลเวลาตามที่เธอเคยได้ยินจากมาสเตอร์เซอานอร์ทได้แล้ว เธอจึงเดินทางไปยังอดีตกาล

Secret Report 12

- จากที่เขียนไว้ว่า 5 แกนนำยูเนียนรุ่นใหม่ ถูกส่งตัวไปยังโลกภพอื่น เนื่องจากกระทั่งโลกภพนี้ (Data World) ที่ไม่มีสงครามคีย์เบลดแล้ว ก็ยังจบสิ้นลง ตอนนั้นเองเป็นช่วงเวลาที่ลูซู ได้ทิ้งร่างต้นของตนเอง

- ส่วนท่อนที่ว่าลูซูได้ส่งมอบคีย์เบลดให้กับหนึ่งในแกนนำยูเนียน คีย์เบลดที่เขาส่งมอบนั้นก็คือเล่มที่เขาได้รับมาจาก Master of Masters และถูกนับว่าเป็นคีย์เบลดที่เก่าแก่ที่สุด (เป็นครั้งที่ 2 ต่อจากซีนที่เพิ่มมาใน KH –HD II.5 ReMix- ในส่วน Re:coded ที่มีการยืนยันข้อมูลว่าคีย์เบลดแพะดำเป็นคีย์เบลดที่เก่าแก่ที่สุด) ลูซูเรียกมันว่าคีย์เบลดแพะรับบาป (Scapegoat) และคีย์เบลดนั้นก็ถูกส่งต่อไปเรื่อย ๆ หลายยุคสมัย จนมาถึงมาสเตอร์เซอานอร์ท


Secret Report 13

- Report นี้เขียนโดยลูซูที่อยู่ในฐานะของไบรก์ หลังจากที่เขาเห็นการผงาดขึ้นมาของมาสเตอร์เซอานอร์ท เขาก็มั่นใจว่าสงครามคีย์เบลดจะอุบัติขึ้นอีกครั้ง และนี่เป็นการยืนยันอีกครั้งว่า Master of Masters มองเห็นอนาคตผ่านคีย์เบลดที่ส่งมอบมาให้แก่ลูซู

- ประโยคที่ว่า “สิ่งที่ต้องทำก็แค่เล่นละครเป็นคนโง่เง่าที่อยากได้พลังของคีย์เบลด” หมายถึงช่วงเวลาที่ไบรก์ได้รู้จักกับมาสเตอร์เซอานอร์ทใน Birth by Sleep

Saturday, March 16, 2019

บทสัมภาษณ์หลักของโนมุระใน KH III Ultimania

บทสัมภาษณ์เท็ตสึยะ โนมุระ จากหนังสือ Kingdom Hearts III Ultimania
หน้า 724-729 คอลัมน์ "สัมภาษณ์ผู้กำกับ"


----------------------------------------------------------------------------
เพลงธีมทั้งสองเพลงนั้นเกิดขึ้นได้จากการผลักดันของแฟน ๆ
----------------------------------------------------------------------------

-- คุณเริ่มพัฒนา KH3 ตั้งแต่เมื่อไหร่?

โนมุระ : ผมเริ่มวางคอนเซปต์ทันทีหลังจากพัฒนา KH2 เสร็จเรียบร้อย ทว่า การพัฒนาที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นหลังจากนั้นนานมาก และตอนนั้นผมก็คิดว่าจะวางจำหน่ายบน PS4 และ Xbox One มันเคยมีข่าวลือว่าเดิมทีแล้วเราตั้งใจจะวางจำหน่ายบน PS3 ทว่าการพัฒนามันเริ่มต้นขึ้นหลัง PS4 วางจำหน่ายไปแล้วซะอีก กระทั่งตอนที่เราเปลี่ยน Engine จาก Luminous Studio มาเป็น Unreal Engine ก็วางแผนทำให้ PS4 และ Xbox One มาตลอด

-- เกมภาคนี้พัฒนาโดยทีมงานฝั่งโอซาก้า ซึ่งต่างจาก KH1 และ KH2 (ซึ่งพัฒนาโดยทีมงานในสำนักงานใหญ่ที่ชินจูกุ) เหตุผลที่แท้จริงคืออะไร?

โนมุระ : จนถึงตอนนี้ ทีมงานฝั่งโอซาก้าก็ได้รับผิดชอบงานภาค KH BbS, ภาคมือถือ หรือจะ KH Re:CoM และภาครีมาสเตอร์ ทว่าผมคิดมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าอยากให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นทีมที่สามารถสร้าง KH ภาคหลักให้คอนโซลได้ พวกเขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์กับซีรีส์ KH ผ่านภาคเสริมหลายภาค และเมื่อทีมงานฝั่งโตเกียวได้เริ่มต้นพัฒนาเกมอื่นอยู่ ก็ถึงเวลาที่จะฝาก KH3 ไว้ในมือพวกเขาแล้ว


-- ตอนเริ่มต้นการพัฒนา คุณมีโจทย์อะไรให้ทีมงานบ้าง?

โนมุระ : ดาวแรกที่ตัดสินใจสร้างก็คือ Toy Box จาก Toy Story ผมก็ขอให้เขาสร้างการต่อสู้ที่สามารถกระโดดเข้า ๆ ออก ๆ หุ่นยนต์ที่ขับได้ นอกนั้นผมก็บอกว่าแผนหลักคือสร้าง Command Menu ที่มีคำสั่งโจมตีที่ต้องใช้ภายในเวลาที่กำหนดปรากฏขึ้นซ้อนกัน ตอนที่ตัดสินใจสร้าง KH 0.2 เราจึงได้ทดลองนำระบบนั้นมาใช้


-- เราเคยกังวลกันว่าอุทาดะ ฮิคารุ ที่ขับร้องเพลงธีมให้แก่ภาคหลักมาจนถึงปัจจุบัน จะไม่กลับมาร้องเพลงให้ KH3 เนื่องจากเธอได้เว้นว่างจากการร้องเพลงไปนาน แต่แล้วเธอก็หวนคืนสู่วงการอย่างสวยงามและแต่งเพลงให้เหมือนเช่นเคย

โนมุระ :  เราเคยขอให้อุทาดะซังแต่งเพลงใหม่ให้ภาคเสริมด้วยนะครับ แต่ก็ไม่เคยสำเร็จมาก่อน คราวนี้เราจะทำภาคหลักภาคล่าสุด เราก็ขอร้องให้เธอช่วยแต่งเพลงใหม่ให้ อุทาดะซังเป็นคนเสนอกลับมาเองว่าแทนที่จะสร้างเพลง Opening จากการ Arrange (เพลงจบเกมตามปกติ) สู้ทำเป็นอีกเพลงนึงเลยดีกว่า ซึ่งนั่นก็ทำให้เราดีใจมาก ผมคิดว่าพลังจากแฟน ๆ KH ทั่วทุกมุมโลก คือสิ่งที่ผลักดันให้อุทาดะซังทำให้ขนาดนี้ ข้อความทั้งหมดจากแฟน ๆ ทั่วโลกที่ส่งถึงอุทาดะซังนั่นแหละคือกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเธอ


-- คุณโนมุระ ในฐานะของ Illustrator คนหนึ่ง ภาพ Illust ไหนที่คุณวาดขึ้นมาในคราวนี้?

โนมุระ : อย่างน้อยที่สุดผมว่าจะทำภาพปกเกม แต่จำนวนตัวละครบนปกนั้นจะเยอะ ผมก็หนักใจเอาการอยู่ (หัวเราะ) ปกติผมมักจะใช้กระดาษ Size A4 ก็พยายามเต็มที่ที่จะใส่ทุกอย่างลงไปให้พอดีให้ได้ คราวนี้ผมก็เริ่มต้นด้วยการวาดบน Size A4 อีกเหมือนเคย แต่พอวาดโซระ ริคุ ไคริ ลงไปแล้ว ผมก็รู้เลยว่าไม่มีทางที่จะใส่ทุกคนลงไปให้หมดได้ ผมเลยเอากระดาษ 2 แผ่นมาต่อกัน แล้วเริ่มวาดใหม่ ตอนนั้นก็คิดนะว่า “ถ้าเป็น Digital ก็สามารถก๊อป 3 คนแรกที่วาดไปแล้วได้แท้ ๆ...” (หัวเราะ)  ผมดึงภาพ Illust นี้ยาวไปจนถึงจวนจะเดดไลน์ แล้วผมก็ทำทุกอย่างรวดเดียวเสร็จรวมถึงลงสีเสร็จด้วยเวลาราว 1 สัปดาห์ ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้เดดไลน์สำหรับการผลิตแพ็คเกจเวอร์ชั่นต่างประเทศ มาถึงเร็วกว่าเวอร์ชั่นในประเทศ ระหว่างโดนเร่งให้รีบปั่นปกให้เสร็จ ผมก็คิดนะว่า “ขืนยังเป็นแบบนี้ล่ะก้อ ปกเวอร์ชั่นต่างประเทศต้องเป็นปกดำ (แปะโลโก้) แหง!”

----------------------------------------------------------------------------
ถ้าไม่สามารถเอางาน Pixar มาใช้ ผมว่าก็คงไม่อาจทำ KH3 ได้
----------------------------------------------------------------------------

-- หลังการวางจำหน่าย KH2 ทาง Disney Group ก็ได้ซื้อ Pixar มา คราวนี้รายชื่อดาวที่สามารถเอามาใช้ได้จึงเพิ่มขึ้นมากเลยใช่มั้ยครับ?

โนมุระ : ที่จริงแล้วระหว่างการพัฒนา KH2 เราก็ได้ทดลองสร้างโมเดลตัวละครจาก Monster Inc. และ Toy Story ไว้ แต่แล้วการเจรจาก็มาเสร็จหลังจากที่เกมวางจำหน่ายไปแล้ว ท้ายที่สุดเราก็เลยต้องเก็บพวกนั้นขึ้นไปก่อน แต่สำหรับ KH3 ผมคิดว่าหากไม่มี Pixar ก็คงไม่สามารถทำเกมออกมาได้ ก็เลยเริ่มต้นเจรจาด้วยความคิดแบบนั้น ซึ่งสถานการณ์ระหว่าง Disney และ Pixar ได้เปลี่ยนไปแล้ว ก็เลยสามารถเจรจาคืบหน้าจนเป็นจริงได้ คราวนี้ หลังเลือกดาวที่จะปรากฏ (ใน KH3) เสร็จแล้ว Disney กับ Pixar ก็ยังคงสร้างหนังที่น่าสนใจออกมาเรื่อย ๆ หลายครั้งผมก็คิดนะว่า “อยากจะใส่เรื่องนั้นเรื่องนี้ลงไปด้วยเหมือนกัน...”


-- Monster Inc. และ Toy Story ถูกเลือกเข้ามาใส่ใน KH3 เป็นลำดับแรก ๆ เลยใช่มั้ย?

โนมุระ : ถึงอย่างนั้น ก่อนที่เราจะตัดสินใจแบบนั้นได้ ก็มีอุปสรรคที่สูงเกินกว่าจะจินตนาการได้ให้ต้องจัดการ ตอนแรกผมต้องบินไปเจรจาที่อเมริกเองถึง 2 ครั้ง แต่กลายเป็นว่ายังเจรจาไม่ได้ตราบใดที่ยังไม่มีพล็อต ดังนั้นทั้งที่ยังไม่ได้เขียน Main Story เลย แต่ผมเขียนก็พล็อตสำหรับ Toy Box ขึ้นมาก่อน หลังจากเทียวไปเทียวมาอยู่นาน ก็ได้ข้อสรุปว่าท้ายที่สุดเราก็ได้รับอนุญาตให้ใช้ได้ นั่นเป็นครั้งแรกที่ Pixar ยอมร่วมทำงานกับเรา เราก็สานสัมพันธ์กันจาก Toy Story ใช้เรื่องนั้นเป็นฐานก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มเรื่องอื่น ๆ ตามมา

-- ในแง่ของเรื่องราวบนโลกของ Pixar การทำเรื่องราวต่อจากภาคหนังโรง ทำให้เซอร์ไพรส์มาก (เรื่องราวในโลก Toy Box ของ KH3 เกิดระหว่าง Toy Story 1 กับ 2)

โนมุระ : เดิมทีแล้วซีรีส์ KH เรามักจะเห็นโซระกับพวก ผจญภัยไปตามพล็อตเรื่องเดิมเดียวกันกับหนัง ในดาว Tangled และ Frozen ก็เป็นแบบนั้น ทว่าสำหรับกรณี Toy Story และ Monster Inc. เราได้รับ Request จากผู้สร้างให้โชว์เรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อจากเหตุการณ์ภาคหนังโรงในฐานะประวัติศาสตร์แท้ (正史) ซึ่ง Pattern ของเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนโลกเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ก็จะขึ้นอยู่กับความตั้งใจของ Creator และ Producer ของหนังเรื่องนั้น ๆ 

Q : สามารถเอาเรื่องราวของพวกโซระผนวกเข้าไปเป็น Episode หนึ่งของ Base Story ได้อย่างชาญฉลากมากเลยครับ

โนมุระ : นั่นเป็นผลงานของคุณโอกะ (มาซารุ โอกะ Scenario + Cutscene Director) และ Level Design Team ช่วงหลักของซีรีส์ KH ผมจะหารือเรื่อง Location และ Flow ของ Battle และ Event กับ Level Design Team โดยมีคุณโอกะเป็นจุดเริ่มต้นในการเขียน Scenario ผมเป็นคนมาลงมือในขั้นตอนสุดท้าย โดยงานหลักคือการแก้ไขบทสนทนา จากเรื่องราวของแต่ละ World ที่ทาง Level Design Team ทำมา

Q : ถัดจาก Pixar แล้ว ทาง Disney Group ก็ยังได้ Marvel และ Lucasfilm มารวมด้วยแล้ว ดังนั้น World ที่จะเป็นตัวเลือกให้นำมาใช้ได้ในอนาคต ก็ย่อมมีมากขึ้นใช่มั้ย?

โนมุระ : ใช่ครับ แต่การที่จะนำสิ่งเหล่านั้นมาใช้ในเกม ก็จะต้องทำสัญญาแยกย่อยกับแต่ละบริษัทไป หนังบางเรื่องก็อาจมีสัญญากับบริษัทเกมอื่นอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นแม้ Disney Group จะได้พวกเขามา การจะเอามาปรากฏตัวใน KH ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย เหตุผลที่มิคกี้ปรากฏตัวแค่ 1 คัตใน KH1 ก็เพราะเรื่องนี้แหละครับ ตอนนั้นมีบริษัทอื่นที่กำลังวางจำหน่ายเกมของ Mickey อยู่ (ช่วงนั้นมีทั้ง Mickey's Speedway USA, Disney's Magical Mirror Starring Mickey Mouse, Disney's Hide and Sneak) เราจึงถูกปฏิเสธไม่ให้เอาไปใช้ แต่ผมก็ยืนกรานว่าจะเอาให้ได้ ท้ายที่สุดก็ได้รับข้อเสนอที่อะลุ้มอล่วยว่า “1 คัตเท่านั้น มาเป็น Silhouette ที่กำลังโบกไม้โบกมืออยู่ไกล ๆ ถึงจะ OK” ผลลัพธ์จากการไตร่ตรองว่าจะใช้ประโยชน์จากโอกาสครั้งเดียวนั้นยังไงให้เกิประโยชน์สูงสุด ก็กลายมาเป็นฉากที่ปรากฏใน KH I ครับ

----------------------------------------------------------------------------
เราสร้างกราฟฟิกขึ้นใหม่โดยใช้อ้างอิงจากหนังต้นฉบับ
----------------------------------------------------------------------------

-- ในบรรดาดาวต่าง ๆ ของ KH3 Olympus เป็นดาวที่ปรากฏแทบทุกภาคในซีรีส์นี้เลย คุณมีความรู้สึกยังไงเป็นพิเศษรึเปล่า?

โนมุระ : ที่จริงก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรนะครับ แค่บังเอิญจริง ๆ สาเหตุที่มันมาโผล่ใน KH3 ด้วยก็เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเดินทางเท่านั้นเอง โซระจะไปเยี่ยมฮีโร่ที่เคยได้รับพลังที่สูญเสียไปกลับคืนมา เพื่อจะหาทางเอาพลังของตัวเองคืนกลับมาเหมือนกัน แต่หากต้องพูดว่าผมรู้สึกยังไงเป็นพิเศษ ผมว่าผมชอบการปรากฏตัวของฮาเดส เขาเป็นตัวละครที่โคตรฮา ก็อยากจะดูว่าเขาจะเคลื่อนไหวยังไงต่อ


-- พูดไปแล้ว ป่า 100 เอเคอร์ก็เป็นอีกหนึ่งขาประจำ

โนมุระ : พูห์ซังน่ะ เป็นแคแรคเตอร์ที่แค่ไปอยู่ด้วยก็ทำให้รู้สึกว่าปลอดภัยครับ (หัวเราะ) เนื่องจากผมรู้ว่าดาวอื่น ๆ จะใช้เวลาการพัฒนานาน ผมจึงคิดไว้ตั้งแต่แรกว่าอยากสร้างป่า 100 เอเคอร์ให้เป็นสถานที่ให้คุณได้พักผ่อนหย่อนใจจากการเดินทาง ด้วยการเล่นมินิเกมเบา ๆ

-- ในป่า 100 เอเคอร์ กราฟฟิกก็เปลี่ยนมาใช้แบบพิเศษที่เส้นขอบตัวละครหนาขึ้นมากด้วย

โนมุระ : กระบวนการตรงนั้น ไม่ได้ใส่ลงไปในเกมจนกระทั่งมาถึงช่วงสุดท้ายของการพัฒนาครับ สำหรับ KH3 เราใช้สิ่งที่เราเรียกว่า Kingdom Shader เปลี่ยนโทนของกราฟฟิกในแต่ละโลก แต่ดาวของพูห์ซังนั้นเป็นแบบปกตินะครับ ผมเลยให้พวกเขาลดความเป็นแอนิเมของกราฟฟิกลง และทำให้เหมือนสมุดภาพมากขึ้น เพื่อจะพยายามจะถ่ายทอดอารมณ์แบบสมุดภาพออกมา ส่วนตัวผมจึงเน้นที่สีของท้องฟ้ามากเป็นพิเศษ


-- ในอีกขั้วหนึ่ง Caribbean ก็อัดแน่นไปด้วยรายละเอียด สมจริงสุด ๆ

โนมุระ : ดาวนั้นถูกกำหนดให้มีคุณภาพที่สูงเป็นพิเศษ ในช่วงต้นของการพัฒนา ผมสร้างคลิปโซระดำลงไปในมหาสมุทร และขี่ศัตรูโผไปในฟากฟ้า โชว์ในช่วงพรีเซนต์ในบริษัท และการทดลองสร้างซีนหนึ่งจากหนังจำลองขึ้นมา ก็ทำออกมาดีมาก และโดดเด่นในหมู่เกมทั้งหมดที่ค่ายกำลังพัฒนาอยู่ในช่วงเวลานั้น จนกลายเป็นไฮไลต์ของการพรีเซนต์ ผมจึงรู้สึกได้ว่าดาวนี้จะอยู่ในเลเวลที่สูงตั้งแต่ช่วงแรก ๆ นั้น ทั้งนี้เสื้อโค๊ทที่โซระใส่ใน The Caribbean เอาดีไซน์มาจากเสื้อโค๊ทของผมที่ให้สตาฟฟ์เอาไปเป็นแบบ ซึ่งจนป่านนี้ยังไม่ได้คืนเลยนะ (หัวเราะ)


--  พูดถึงรูปลักษณ์ของโซระในแต่ละโลก ในดาว Monstropolis นี่เปลี่ยนไปขั้นสุดเลยนะ

โนมุระ : ตอนแรกผมก็ว่าจะให้เขาใส่ชุดมอนสเตอร์แบบที่บูใส่ในภาคหนัง แต่ Pixar เสนอว่าให้เปลี่บนเขาเป็นมอนสเตอร์จริง ๆ ในการออกแบบตัวละครของ Monsters Inc. นั้นมีกฎยิบย่อยมากมายทั้งสีที่ใช้ได้ หรือลักษณะของดวงตา หลังจากที่พวกเขาดีไซน์ออกมาตามกฎเหล่านั้นได้รับการตรวจสอบ ผมก็เอามาปรับแต่งขั้นตอนสุดท้ายเอง ที่จริงตอนแรกผมก็ไม่อยากให้ร่างกายโซระออกมาเรียบ ๆ ก็เลยใส่ขนสัตว์คลุมร่างลงไป แต่ Pixar บอกว่าผมไม่ควรทำให้เขาดูเหมือนแมวจนเกินไป การพยายามหาจุดกึ่งกลางที่ลงตัวนั้นก็เป็นอุปสรรคอยู่ และถึงแม้จะดูเหมือนโซระมีหูแมว แต่นั่นเป็นเขานะครับ (หัวเราะ)

-- คุณสร้างกราฟฟิกดาวต่าง ๆ จากหนัง CG ขึ้นใหม่ได้ในคุณภาพระดับสูงเลย ไม่ทราบว่าใช้ข้อมูลกราฟฟิกจากหนังต้นฉบับเลยรึเปล่าครับ?

โนมุระ : เราได้บางส่วนมาใช้เป็นแบบอ้างอิงบ้าง แต่เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ เช่นจำนวน Polygon และ Format ของข้อมูล ทำให้ไม่สามารถเอามาใช้ได้โดยตรง เราจึงสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ และพยายามทำให้มันดูเหมือนหนังต้นฉบับ สำหรับคัตซีน สตาฟฟ์ที่รับผิดชอบได้ดูหนังต้นฉบับซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อจะปรับมุมกล้องทั้งหมดให้ลงตัว ถ้าคุณคิดว่าเราสร้างกราฟฟิกขึ้นมาในระดับที่สูงได้ ทั้งหมดนี้ก็ต้องขอบคุณสตาฟฟ์ที่ทำงานกันอย่างหนักครับ


-- ในทางตรงข้าม Classic Kingdom ก็ทำออกมาในสไตล์เกมกดจอ LCD โบราณ คนที่จดจำวันวานเหล่านั้นได้คงรู้สึกคิดถึงความหลังกันมาก

โนมุระ : ในความคิดผมนั้น เนื่องจากมินิเกมแต่ละอันก็นำ Motif มาจากหนังสั้นคนละเรื่อง ผมก็อยากให้มินิเกมแต่ละอันเป็นโลกของมันเองเหมือนกับผลงานต่าง ๆ ของ Disney แต่ถึงผมจะเรียกว่า “โลก” ทว่ามันก็ไม่มี Map และแต่ละโลกก็เป็นมินิเกมฉากสกรีนเดียวเท่านั้น (หัวเราะ) ส่วนตัวแล้วถึงแม้เกมกด LCD จะดังระเบิดสมัยที่ผมยังเด็ก แต่พ่อแม่ก็ไม่เคยซื้อให้ผมเลย พอโตขึ้นผมเลยซื้อให้ตัวเอง และตอนนี้ก็มีเป็นโหลละ ผมเองก็เคยอยากทำเกม RPG บน Smartphone ด้วยกราฟฟิกแบบเกม LCD โบราณ และเคยเสนอเป็นโปรเจคท์ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับ KH ไปด้วย แต่แล้วความปรารถนานั้นก็เปลี่ยนรูปแบบไป กลายเป็นว่าถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากจะสร้างเครื่องเกมกด LCD โบราณแบบ Classic Kingdom ขึ้นมาบ้างเหมือนกัน

----------------------------------------------------------------------------
พัฒนาการของตำนานผู้แสวงหาความมืด ที่วางแนวคิดมาตั้งแต่สมัย KH2
----------------------------------------------------------------------------

-- ด้วยเกมนี้ ตำนานผู้แสวงหาความมืดก็ได้จบบริบูรณ์ลงแล้ว คุณคิดบทสรุปของเรื่องราวขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่?

โนมุระ : ผมเริ่มก่อความคิดเรื่องตำนานผู้แสวงหาความมืดขึ้นมาในช่วงพัฒนา KH2 แล้วก็เริ่มกำหนดโครงเรื่องขึ้นมาในช่วงเวลานั้น แต่แล้วก็อย่างที่นักวาดการ์ตูนมักพูดกันว่าตัวละครมันมีชีวิตของมันเอง พอผมลงมือเขียนซีนาริโอจริง ๆ เลยมีบางส่วนที่เปลี่ยนแปลงเนื้อหาไปจากความคิดในตอนแรก แต่เหตุการณ์หลัก ๆ ของเรื่องก็ไม่ได้เปลี่ยนไป


-- ใน KH2 เรื่องกลายเป็นว่าอันเซมที่ปรากฏตัวใน KH1 เป็นตัวปลอม คุณวางแผนเรื่องนี้มาไว้ตั้งแต่แรกแล้วรึเปล่า?

โนมุระ : ตอนที่ผมเขียนซีนาริโอของ KH1 ผมคิดว่า “อันเซมนั้นชั่วร้ายเกินกว่าที่ควรจะเรียกว่าจอมปราชญ์” (หัวเราะ) ความรู้สึกนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ส่งอิทธิพลต่อเรื่องราวของ KH2 เป็นต้นมา


-- ตั้งแต่ที่ซิกบาร์ปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกใน KH2 เราไม่เคยคิดกันมาก่อนว่าแกจะกลายมาเป็นตัวละครสำคัญขนาดนี้ได้

โนมุระ : ได้ยินแบบนี้เยอะเหมือนกัน ในใจนั้น ผมตั้งใจให้ซิกบาร์เป็นตัวละครที่อยู่ในบทบาทพิเศษมาตั้งแต่ต้น นั่นคือเหตุผลที่ผมให้เขาคอยทำตัวน่าสงสัย ทีนี้ระหว่างการบันทึกเสียงพากย์ KH2 ขณะที่ฟังเสียงของคุณโฮจุ โอสึกะ (ผู้พากย์ซิกบาร์) ผมรู้สึกว่าไม่มีทางที่ซิกบาร์จะเป็นแค่ตัวหมากธรรมดา ๆ ในระบบ เขาต้องดำเนินการอะไรบางอย่างอยู่ลับหลังแน่ แล้วช่วงครึ่งทางของการพัฒนา พล็อตก็พัฒนาจนกลายมาเป็นแบบที่เป็นอยู่ในตอนนี้ บางครั้งภูมิหลังของตัวละครก็เปลี่ยนแปลงไปโดยได้แรงบันดาลใจมาจากเสียงของนักพากย์

-- เรื่องราวท้ายเกมที่เพื่อนและศัตรูทั้งหมด ไปรวมตัวกันที่สุสานคีย์เบลด เป็นอะไรที่มหัศจรรย์มาก

โนมุระ : ผมรู้ว่าแฟนแต่ละคนก็มีตัวละครในดวงใจแตกต่างกันไป ผมจึงอยากให้ตัวละครแต่ละตัวมีเวลาที่เฉิดฉายของมัน แต่กลายเป็นว่าเรื่องราวที่ต้องเล่านั้นมีเยอะจนเกินไป ผมจึงต้องจำกัดเนื้อหาลงให้เหลือเท่าที่จำเป็นที่จะทำให้โซระเดินหน้าต่อได้ ตอนเขียนซีนาริโอ บทที่สุสานคีย์เบลดจึงเป็นส่วนที่ยากที่สุดแล้วจริง ๆ การเจาะเน้นไปที่ตัวละครแต่ละตัว ทีละตัว จะทำให้คุณเห็นการคลี่คลายปมอย่างช้า ๆ และประณีต แต่มันจะคุมจังหวะเรื่องยาก เนื่องจากต้องให้ผู้เล่นควบคุมโซระต่อสู้ ในอุดมคตินั้น ผมอยากให้ตัวละครที่มีปมระหว่างกัน ต่อสู้ตัดสินและสะสางเรื่องให้จบลงทีละคู่ แต่ว่ามันจะเยิ่นเย้อจนเกินไป ในทางกลับกัน ก็มีอีกวิธีนั่นคือจำกัดจำนวนศัตรูที่คุณต้องสู้ให้เหลือน้อย ๆ แล้วตัวที่เหลือก็เล่าด้วยคัตซีน แต่ก็รู้สึกว่าแบบนั้นมันไม่ถูกต้อง ท่ามกลางมรสุมนั้น ผมก็ตัดสินใจที่จะสร้างมันด้วยแนวทางอย่างที่เป็นในปัจจุบัน คือเน้นไปที่จังหวะของเรื่อง


-- Final World (Owari no Sekai) สถานที่แสนสำคัญของเรื่องที่ปรากฏในเกม มันเป็นโลกแบบไหนกันครับ?

โนมุระ : มันเป็นโลกซึ่งคนที่อีกก้าวเดียวก็จะตายแล้วจะมาถึง สถานที่ซึ่งเชื่อมต่อกับลานแห่งการตื่นขึ้น ลานแห่งการตื่นขึ้นที่เราเห็นกันมาจนถึงตอนนี้ ก็คือเสาสเตนกลาสที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางความมืด และแสดงถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใจ แต่คราวนี้ผมอยากนำเสนอในแบบที่เป็นรูปธรรม ผมจึงให้ Final World เป็นดั่ง Portal ของหัวใจแต่ละดวง อย่างที่บอกในเกมว่า “สถานที่ซึ่งการหลับใหลและความตายบรรจบกัน หัวใจที่อยู่ในสภาพหลับใหล ก็อยู่ในลานแห่งการตื่นขึ้น และถ้าเดินไปจากตรงนั้น ก็จะมาถึง Final World ผมนึกภาพไว้แบบนั้น (แปลว่าความตาย <-> Final World <-> Destati เชื่อมต่อกันเป็นลำดับ)


-- คราวนี้ไม่มีตัวละครจากซีรีส์ FF ปรากฏอยู่เลยอยู่เลย มีเหตุผลอย่างไรเหรอครับ?

โนมุระ :ง่าย ๆ เลยคือไม่เหลือที่ครับ เนื่องจากใน Main Story มีตัวละครที่ปรากฏตัวออกมากมากมายอยู่แล้ว ท้ายที่สุดจึงไม่สามารถหาโอกาสที่จะใช้ตัวละครจาก FF ได้ ทั้งนี้ผมมีให้ทีมสร้าง Polygon Model ของเลออนและพวกเผื่อไว้เหมือนกัน แล้วยังมีสร้างตัวละครอย่างแฟรีก็อดมาเธอร์จากเรื่องซินเดอเรลล่าไว้อีก แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถหาที่ใช้พวกเขาได้ สตาฟฟ์ที่สร้างมาให้ก็โกรธเหมือนกัน

----------------------------------------------------------------------------
โลกที่โซระและริคุอยู่ใน Secret Movie...?
----------------------------------------------------------------------------

-- เนื้อหาของบทส่งท้ายและ Secret Movie เป็นอะไรที่ช็อคมากมาย สำหรับบทส่งท้าย พวกตัวละครจาก KH Union Cross ได้กลับมาแล้วใช่มั้ย?

โนมุระ : ใช่ครับ เคยมีเหล่าคีย์เบลดมาสเตอร์ที่ถูกเรียกว่า “โหร” ที่ท่องกาลเวลามารวมตัวกันอีกครั้ง ซิกบาร์เองก็เป็นโหรอีกคนหนึ่งที่มีชื่อว่าลูซู ได้ซึ่งเปลี่ยนรูปลักษณ์ต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน

-- ซิกบาร์บอกว่า “หน้าที่ของฉันสิ้นสุดลงแล้ว” หน้าที่ของเขาคืออะไรกันแน่?

โนมุระ : เขาได้รับมอบหมายจากผู้นำของเขา Master of Masters ให้ส่งมอบคีย์เบลดที่เขามอบให้ต่อไปยังอนาคต และยังมีภารกิจอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งอีกภารกิจที่ว่านั้นก็ไว้เปิดเผยในอนาคต


-- ผมสงสัยมากว่าข้างในกล่องดำมีอะไรอยู่กันแน่...

โนมุระ : ทุกคนก็ถามถึงเหมือนกัน แต่มันคือกุญแจของสิ่งที่กำลังจะตามมา ก็อย่างที่ Master of Masters บอกว่าไว้ในภาค Back Cover ว่า “เซอร์~ ไพรส์~” (หัวเราะ)

-- ครึ่งหลังของบทส่งท้าย เราเห็นหมากดำ 7 ตัวถูกวางไว้สำหรับหมากรุกกระดานใหม่ หมาก 6 ตัวนั้นเป็นตัวแทนศิษย์ทั้ง 6 ของ Master of Masters ใช่มั้ย?

โนมุระ : ใช่แล้ว

-- งั้นอีกชิ้นหนึ่งเป็นใครกัน?

โนมุระ : อันนั้นก็.... เดากันได้อยู่แล้ว แต่นั่นก็เป็นความลับครับ

-- แล้วหมากความหมายถึงโซระใช่มั้ย?

โนมุระ : อาจจะใช่ก็ได้ ทั้งนี้เนื้อหาของบทส่งท้ายนั้น ตั้งใจจะบอกใบ้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนตำนานผู้แสวงหาความมืดครับ 

-- อย่างงี้นี่เอง งั้นต่อเนื่องมายัง Secret Movie สถานที่แห่งนั้นต่อเนื่องมาจากตอนจบเกมใช่มั้ย?

โนมุระ : ใช่ โซระที่หายไปในตอนจบ ได้มาถึงโลกใน Secret Movie ตามลำดับนั้นครับ


-- โซระอยู่ในโลกของ Subarashiki Kono Sekai (The World Ends with You) ใช่มั้ย?

โนมุระ : ถึงจะเห็นแบบนั้น แต่ความหมายของมันคือ ชิบุยะ (渋谷) ที่ไม่ใช่ชิบุยะ  (シブヤ)  ดังนั้น จึงไม่ใช่ว่าไปยังโลกของ Subarashiki Kono Sekai และถึงแม้ใน KH3D ว่าโซระจะสัญญาว่าจะไปเจอพวกเนกุที่ชิบุยะ (シブヤ) ทว่าสิ่งที่เห็นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น



-- ส่วนโลกที่ริคุอยู่ ก็มีทิวทัศน์อันน่าตื่นตาตื่นใจและชวนให้นึกถึงเรื่องราวในอดีต ชายที่มองลงมาจากด้านบนตึกคือ โยโซระ จากเกมที่มีชื่อว่า Verum Rex  ซึ่งเป็นเกมยอดนิยมในดาว Toy Box ใช่มั้ย?

โนมุระ : อ่า นั่นคือโยโซระครับ

-- ถ้ายังงั้น นั่นก็คือโลก Verum Rex สินะครับ?

โนมุระ : ใช่แล้วครับ ดูจาก Visual คนอาจจะคิดว่ามัน Equal กับเกมที่ผมเคยวางแผนไว้มาก่อน (FF Versus XIII) แต่มันไม่ได้ Equal กัน อันนั้นเป็นแผนงานที่ไม่เคยเปิดเผยสู่สายตาชาวโลกมาก่อน อาจจะมีบางส่วนที่ดูทับซ้อนกันบ้าง แต่ Verum Rex ก็เป็นคนละงานกันอย่างสิ้นเชิง แผนงานที่ไม่เคยได้เปิดเผยนั้น ก็ยังไม่มีใครรู้เนื้อหาของมัน ส่วน Verum Rex ก็ไม่เคยมีมาก่อนเหมือนกัน คนอื่นอาจไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่ายังไง แต่สิ่งที่ผมอยากพูดให้ชัดคือ “มันเป็นคนละอย่างกัน”


-- ในฉากสุดท้าย คนในชุดคลุมดำที่ทำมือเป็นรูปหัวใจส่องไปยังดวงจันทร์ เป็นใครกัน?

โนมุระ : Master of Masters ครับ คนที่แต่งตัวแบบนั้นแล้วยังทำท่าขบขันออกมาได้ มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้น (หัวเราะ)

----------------------------------------------------------------------------
ก่อนจะ KH4 มีบางอย่างที่ต้องเขียนออกมาก่อน
----------------------------------------------------------------------------

-- การพัฒนา DLC ที่วางแผนไว้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง?

โนมุระ : ตอนนี้ผมให้ List สิ่งที่อยากทำเกี่ยวกับ Battle ให้สตาฟฟ์ไปแล้ว ก็อยู่ระหว่างทำ ส่วน Scenario เสริมนั้น อย่างที่ผมบอกไว้ว่าก่อนการต่อสู้สุดท้ายที่สุสานคีย์เบลดเป็นแบบนั้นก็ด้วยความตั้งใจบางอย่างของผม ตรงนั้นจะเป็น Main ที่ต้องทำ ผมก็อยากให้มันจะเสร็จโดยเร็วที่สุด แต่เนื่องจากการพัฒนามันเกิดขึ้นพร้อมกับการเตรียมงานอีก Project นึง จึงไม่สามารถบอกได้ว่าจะทำเสร็จออกมาได้เมื่อไหร่ สำหรับตอนนี้ แผนคือไม่แบ่ง (DLC) ออกเป็นหลาย ๆ ส่วน แผนเราคือรวม Content หลายอย่างออกมาเป็น Pack เดียว

-- คราวนี้ไม่มีแผนจะวางจำหน่าย Final Mix ตามธรรมเนียมของซีรีส์ KH เหรอครับ?

โนมุระ : ไม่มีแผนทำ Final Mix เป็น Package ขายแยกนะ ถ้าจะทำ ก็จะทำในรูปแบบ DLC Pack ที่เพิ่มโหมดภาษาอังกฤษเข้าไป ทั้งนี้ เราทำ Battle ของภาคนี้ให้ระดับความยากค่อนข้างต่ำ เนื่องจากเราคำนึงถึงเทรนด์ของผู้เล่นในช่วงหลังนี้ด้วย เลยมีรีเควสต์เข้ามาเยอะเลยว่า “อยากสู้กับศัตรูที่เก่งกว่านี้อีก” ก็เลยว่าจะทำ Critical Mode ให้แบบฟรี ๆ และจะทำศัตรูเก่ง ๆ ให้ปรากฏตัวเพิ่มใน Final Mix เป็น DLC Pack แบบต้องจ่ายเงินเพิ่ม


-- ตอนนี้ที่ตำนานผู้แสวงหาความมืดปิดฉากลงแล้ว ก็เป็นจุดพักเล็ก ๆ ของซีรีส์ KH ในใจคุณรู้สึกยังไงบ้าง?

โนมุระ : ผมเคยคิดว่าเมื่อจบลงแล้วจะรู้สึกโล่งซะอีก แต่ผมกลับไม่รู้สึกแบบนั้นเลย ตอนนี้เราอยู่ระหว่างการพัฒนา DLC และยังต้องทำเกมอื่น ๆ อีก ผมอยากจะรีบไปทำงานชิ้นถัดไป เลยไม่ได้รู้สึกว่าเป็นจุดพักนะ

-- แฟน ๆ คงอยากรู้ว่าหลังจากนี้ซีรีส์ KH จะเป็นอย่างไรบ้าง...

โนมุระ : ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจทำเป็น Project อย่างเป็นทางการเลย ณ จุดนี้ก็เลยยังพูดอะไรไม่ได้ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการสร้าง DLC ของ KH3 และอัปเดตใหญ่ที่กำลังจะมาใน KH Union Cross สำหรับการพัฒนาในอนาคต ตอนนี้ผมมีไอเดียอยู่สองอย่าง มีแผน 1 ที่ต้องทำแยกออกมา ดังนั้นภาคต่อไป ก็ต้องแบ่งออกเป็น 2 ภาค ดังนั้นหากจะทำ KH4 ก็ต้องเขียนอะไรบางอย่างออกมาก่อน ผมก็จะมองดูความเป็นไปได้ที่จะรวมงานเหล่านี้เข้าด้วยกัน และถึง และในโอกาสที่ก้าวผ่านตำนานผู้แสวงหาความมืดมาแล้ว ถึงแฟน ๆ ของซีรีส์ KH ทุกคน ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนกันมาโดยตลอดครับ


คอลัมน์ : ความลับของเกมที่ฉันรู้แค่คนเดียว

โนมุระ : แมวที่อยู่ข้างเวนตุสบนภาพอิลลัสฯ ของแพ็คเกจเกม แม้บางส่วนจะมีทฤษฎีว่าเป็นจิริธี แต่นั่นคือแมวของผมเอง นอกจากนี้ ที่ยอดทั้งสี่มุมของหอนาฬิกา นั่นคือคนในชุดคลุมดำ

-----------------------------------------------------

สำหรับเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ลองดูเทียบได้จากที่คุณ goldpanner และ lune แปลไว้ที่