กีโญม บรอช ผู้กำกับ Clair Obscur ให้สัมภาษณ์สารพัดเกมเก่า
Pokemon
กีโญม หยิบกล่อง Pokemon Red กับตลับ Yellow และ Blue ขึ้นมาก่อน
“เอาจริงผมไม่ใช่สาย Nintendo”
“ไม่ได้โตมากับ Nintendo 64”
“ความทรงจำตอนพักเที่ยงที่โรงเรียน มีแต่การควานหากันว่าจะจับโปเกมอนตัวนั้นตัวนี้ยังไง โดยเฉพาะมิว กับไอ้รถบรรทุกในตำนานน่ะ ที่บอกว่าต้องใช้ท่า SS Force แต่จริงๆ มันใช้ไม่ได้ผลเลยสักนิด ตอนนั้นมีทฤษเฎากาวสุดล้ำว่าต้องทำยังไงถึงจะจับได้เต็มไปหมด”
สื่อถาม แล้วเริ่มเล่นด้วยตัวอะไรล่ะ?
“Squirtle” (เซนิกาเมะ)
“ที่จริงพอโตและฉลาดขึ้น ก็รู้กันแล้วแหละว่า Squirtle คือตัวที่ดีที่สุด”
“แต่ตอนเด็ก ๆ พวกเราคิดว่าเป็น Charizard (ริซาร์ดอน)”
“เพราะมันเป็นมังกรเท่ดี”
“ผมเลิกเล่นโปเกมอนไปหลังจากภาค Ruby และ Sapphire”
“แน่นอนว่าผมลองเล่นทุกเส้นทางที่เป็นไปได้เหมือนกัน แต่ก็นะ... มันสุดยอดจริง ๆ”
“ภาคมูฟวี่ก็โคตรดี”
“หลังจากดูมูฟวี่จบ ทุกคนยิ่งอยากได้มิวเข้าไปใหญ่”
“เอามิวมาให้กู”
“โปเกมอนเป็นเกมที่ดีจริงๆ นะ”
ต่อมา Journey กดซื้อตอนมันลดราคาเหลือ 3 ยูโรใน PS Store เกมนี้ทำให้ตกหลุมรักเกมสโลวไลฟ์ ซึ่งมีระบบ Multiplayer สุดแปลก ที่ชวนเพื่อนไม่ได้ เลือกไม่ได้ว่าจะเล่นกับใคร แค่สุ่มคนเข้ามา หรือให้เราไปโผล่ในห้องคนอื่น แล้วเจอตัวละครชุดแดงเหมือนกัน คุยกันก็ไม่ได้ ทำได้แค่กดแล้วส่งเสียงร้อง ปิ๊บ ๆ ออกมา ได้แค่นั้นเพื่อพยายามสื่อสารให้อีกฝ่ายเข้าใจ
สปอยล์นะ ตอนไปถึงยอดเขาแล้วหิมะตก ตรงหิมะนั้น สามารถเดินลากขาวาดรูปบนพื้นได้ด้วยล่ะ
แล้วตอนจบสุดท้ายจริง ๆ ผมกับใครก็ไม่รู้ ช่วยกันวาดหัวใจบนหิมะ มันสวยงามมากเลย นั่นคือหนึ่งในโมเมนต์การเล่นเกมที่ดีที่สุดในชีวิต
พอเกมจบลง เพลงเพราะจับใจบรรเลง เครดิตท้ายเกมขึ้นมา มีการขึ้น Special Thanks ชื่อคนที่ผจญภัยกับคุณ แต่มันขึ้นมาแค่ 5 วินาทีเท่านั้น ถ่ายไม่ทัน
ฉากต้นเกมในหมู่บ้าน ที่โดนคนทั้งหมู่บ้านไล่กวด ผมเล่นพาร์ทนั้นซ้ำไป 800 รอบ
ไม่เคยเล่นจนจบหรอกนะ แต่สนุกกับการเล่นฉากนั้นซ้ำไปมา ลองหาบั๊ก หาทางผ่านแบบแปลก ๆ
แต่ภาคแรกที่เล่นจริง ๆ คือ RE1 เคยเล่นที่บ้านลุงตอนเด็ก ๆ สมัย PS1 ตอนนั้นกลัวขี้หดตดหาย จำไม่ได้ว่ากี่ขวบ แต่พอซอมบี้ตัวแรกหันมาก็กรี๊ดแล้ว
ตัดภาพมาตอนนี้ ก็ไม่ใช่สายเกมสยองขวัญเลย ผมกลัวผี
“เอาจริง Resident Evil 4 มันค่อนไปทางเกม Action มากกว่า Horror”
“มันก็มีความน่ากลัวแหละ แต่ในเมื่อเราควงปืนลูกซองกระบอกเบ้อเริ่มอยู่ไง มันเลยยังรู้สึกปลอดภัย”
“ถึงแม้ว่าถ้ามองย้อนกลับไปดูเนื้อเรื่องของ Resident Evil 1 แล้วคุณจะอุทานว่า ‘นี่มันเกิดเชี่ยอะไรวะเนี่ย? ไม่สมเหตุสมผลเลย!’ แต่มันก็ตลกดีนะ อารมณ์เหมือนหนังเกรด B แต่มันก็สนุกมาก “
กีโญมรักเกมนี้มาก ทั้งที่มันเป็น Open World (ที่แกเกริ่นไว้ก่อนว่าไม่ชอบเกมแนวนี้) และเนื้อเรื่องไม่ได้มหัศจรรย์อะไร
กีโญมชอบที่ทีมงานเลือกวิธีสร้างจักรวาลของเรื่องขึ้นมารองรับ และทยอยปล่อยมันปูทางก่อนที่เกมจะวางจำหน่าย ทั้งอนิเม Brotherhood ที่ปล่อยฟรีลง Youtube ทั้งภาพยนตร์ Kingsglaive ที่ตระการตา แม้เนื้อเรื่องจะไม่ได้แปลกใหม่อะไร ทว่ามันก็ตกเขาได้อยู่หมัด
พอเกมออกมา กีโญมก็เหมือนได้ปูพื้นตัวละครทุกตัวมาแล้ว ตอนเล่นก็เลยฟิน เหมือนได้ผจญภัยไปในจักรวาลที่รัก แม้จะรู้สึกว่าการเล่าเรื่องของเกมมันมีปัญหาอยู่พอสมควร
กีโญมบอกว่า ช่วง 75% แรกของเกม เนื้อเรื่องหลักแทบไม่ขยับเลย มีแต่ขับรถเที่ยววนไปวนมา ซึ่งเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะได้เสพเนื้อเรื่องและเหตุการณ์ต่าง ๆ จากสื่ออื่นมาก่อนแล้ว (ก็คือ เป็นกลุ่มที่มาเล่นเอาทีหลัง ไม่ได้หลบสปอยล์แล้วมาสัมผัสประสบการณ์ทุกอย่างเองแต่แรก)
กีโญมเล่าว่าในเรื่องมีเหตุการณ์สำคัญอย่างนึง คือตอนที่อินซอมเนีย เมืองหลวงของลูซิส และที่ ๆ พ่อของน็อคติสอยู่ โดนถล่มเละเทะตกเป็นเมืองขึ้น ซึ่งใน Kingsglaive มันสร้างเป็นภาพยนตร์เล่ายาวไว้แล้ว ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะบึ้มบ้ำซำเบ้จนเมืองแตก ซึ่งกีโญมดูและอินมาแล้ว
ซึ่งไอ้จุดเนี้ย พอคิดในมุมคนอื่นที่ไม่ได้ดู Kingsglaive มาก่อน ความเชื่อมโยงเพื่อที่จะอิน มันหายไปเยอะ ขณะที่ในเรื่อง น็อคติสรู้ข่าวเมืองแตกจากหนังสือพิมพ์ แล้วก็จบแค่นั้น!? น็อคติสพยายามไปที่นั่น แล้วก็โดนกระทืบกลับมา ถอยทัพ ในแง่การส่งต่ออารมณ์ดราม่า มันเลยจืดสนิท
แต่สำหรับกีโญม ถ้าเราดู Kingsglaive มาแล้วความทรงจำมันเชื่อมโยงกันแล้ว ก็จะสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด ก็จะอิน แต่กับคนที่ไม่ได้ดูมาก่อน ก็จะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ยาก
เนื้อเรื่องมาคลายเดินตอน 25% ท้ายของเกม ที่เกมกลับมาเป็น เส้นตรง และทุกอย่างทำออกมาได้ดีมาก โดยเฉพาะเพลงประกอบของ โยโกะ ชิโมมุระ เพลงภาคนี้นี่คือหนึ่งในสิ่งที่ดีงามที่สุดของ Final Fantasy เลย
ชอบมาก จนไปดูคอนเสิร์ตเพื่อเจอป้าโยโกะเลย ทุกวันนี้ก็ยังเปิดฟัง
แต่พูดถึง ระบบเกมมันก็แปลก ๆ อยู่ คือถ้าอัด Potion เข้าไปเรื่อย ๆ เราก็แทบไม่มีวันตายอยู่ดี ทุกอย่างมันง่ายไปหมด
แต่ก็อย่างที่บอกไว้ ตัวเกมมันมีสเน่ห์ของมัน อย่างน้อยสำหรับกีโญม เขารักเกมนี้มากจริง ๆ
สื่อแซวว่านับว่าเป็นเกม Open World ที่ทำให้คนที่เกลียดเกม Open World แบบกีโญม ชอบได้สินะ (หัวเราะ)
กีโญมตอบว่า ไอ้ FFXV นี่ ไม่ใช่เกม Open World ที่ดีหรอก มันออกแบบฉากไม่ได้ดี แผนที่ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ เควสต์รองก็เป็นเควสต์ประเภทให้กูเป็น Fedex วิ่งส่งของกาก ๆ
กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงชอบเกมนี้ …แต่เออ กูก็รักมันจริง ๆ กีโญมปิดท้ายเรื่อง FFXV ไว้แบบนี้
Persona คือ "แรงบันดาลใจหลัก" ในการสร้างเกม Clair Obscur เลยล่ะ ผมคิดว่านี่คือซีรีส์เกมแนวเทิร์นเบส (Turn-based) ยุคใหม่ที่ผมชอบที่สุด
“ล่าสุดก็มีเกม Metaphor: ReFantazio ที่วางจำหน่ายไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งผมเพิ่งจะเล่นจบไปเมื่อช่วงต้นปีนี้ (ปี 2026) — อันนั้นก็ทำออกมาได้สุดยอดเหมือนกัน แต่ภาคที่อยู่ในใจผมที่สุดคือ Persona 4”
“ผมมีความทรงจำที่งดงามกับเกมนี้มากๆ เพราะผมได้เล่นมันในช่วงคาบเกี่ยวตอนเรียนจบ ม.ปลายพอดิบพอดี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมกับกลุ่มเพื่อน ๆ กำลังจะต้องแยกย้ายกันไปเติบโต แต่ละคนกระจายไปเรียนต่อคนละมหาลัย”
“ซึ่งเนื้อเรื่องของเกม Persona 4 มันว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนนึงที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองใหม่ ได้พบเจอและสร้างมิตรภาพกับกลุ่มเพื่อน และในท้ายที่สุดเขาก็เรียนจบ ม.ปลาย แล้วคุณก็จะตระหนักได้ว่าตัวเขาเองก็ต้องแยกจากกลุ่มเพื่อนไปเหมือนกัน มันเลยเป็นเกมที่ทัชลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจผมเลยล่ะ”
“ผมยังจำได้แม่นเลยว่าตอนนั้นผมเดินเข้าร้านขายเกมที่ชื่อว่า Attack — มันเป็นร้านเกมแถวบ้านผม สภาพเป็นร้านตึกแถวเล็ก ๆ ซอมซ่อหน่อย ตอนนั้นผมตั้งใจจะเดินเข้าไปซื้อเกม Tales of Vesperia”
“ในกระเป๋าตังค์ผมมีเงินอยู่แค่ 40 บาล (ฟรังก์) พอเดินเข้าไปดู ปรากฏว่าแผ่นเกม Tales of Vesperia มันราคา 50 บาลว่ะ! ผมนี่อุทานในใจเลย "OH NOOOOOO"
“แต่ในเมื่อผมอุตส่าห์พกตังค์ 40 บาลมาแล้ว ผมเลยบอกตัวเองว่า "กำขี้ดีกว่ากำตด กูจะไม่ยอมเดินกลับบ้านมือเปล่าเด็ดขาด" แล้วสายตาก็ดันเหลือบไปเห็นเกม Persona ซึ่งตอนนั้นผมไม่รู้จักและไม่มีข้อมูลเชี่ยอะไรเกี่ยวกับมันเลยแม้แต่นิดเดียว — แผ่นนั้นคือ Persona 4”
“ผมก็เลยตัดสินใจซื้อมันมาเพราะราคาของมันคือ 40 บาลพอดีเป๊ะ”
“ตอนเดินกลับบ้านยังนึกบ่นในใจอยู่เลยว่า "บู่วววว เชี่ยเอ๊ย กูอยากเล่นเทลลลลส์" แล้วพอกลับมาถึงบ้านก็เริ่มเปิดเครื่องเล่นมัน...
“ฉากแรกมันเปิดตัวมาที่ห้องนี้เลย (พลิกไปชี้รูปด้านหลังกล่อง) The Velvet Room ที่มี Igor นั่งต้อนรับเราอยู่”
“หลังจากนั้นเสียงเพลงก็เริ่มบรรเลงขึ้น — เพลง "Auld Lang Syne" ซึ่งสำหรับผมนะ มันคือหนึ่งในบทเพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเกมเลยล่ะ”
“ตอนนั้นผมที่นั่งสวมฮูดอยู่ถึงกับตาเหลือก แล้วคิดในใจเลยว่า: "เฮ้ย... เกมนี้แม่งมีของ" หลังจากนั้นมาผมก็วางจอยไม่ลง ผมเล่นมันจบไป 5 รอบ มันกลายมาเป็นหนึ่งในเกมที่ผมรักที่สุดตลอดกาล เพราะมันเข้ามาได้ถูกที่ถูกเวลาในชีวิตของผมพอดีเป๊ะ”
“และวิธีการที่ผมได้มาเจอกับเกมนี้ มันมีสตอรีที่คล้ายๆ กับเกม Journey เลย คือตอนแรกไม่ได้คาดหวังหรือตั้งเป้าอะไรจากมันเลยสักนิดเดียว หยิบมันขึ้นมามั่ว ๆ แถมตอนแรกแอบหงุดหงิดด้วยซ้ำเพราะไม่อยากเล่นมันเลย แต่สุดท้าย มันดันกลายมาเป็นหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดในโลกสำหรับผม”
“ส่วนเกม NieR 1 มันมหัศจรรย์มากเลยนะ... ทำเอาผมบ่อน้ำตาแตกออกมาด้วยว่ะ”
“นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้รู้จักเพลงของ เคอิจิ โอคาเบะ ซึ่งกลายมาเป็นหนึ่งในเพลงจากวิดีโอเกมที่ผมชอบที่สุดตลอดกาล มันยอดเยี่ยมเหนือระดับมาก และมันสร้างโมเมนต์ในโลกของเกมได้อย่างทรงพลัง”
“ตอนเริ่มเกม คุณจะเดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แล้วได้ยินเสียงดีดกีตาร์ พร้อมกับมีคนร้องเพลงคลอเบา ๆ วินาทีนั้นคุณจะคิดในใจเลยว่า "เห้ย... เจ๋งว่ะ เพราะว่ะ" แล้วพอคุณลองเดินวนไปวนมาในหมู่บ้าน ก็พบว่าระบบเสียงในเกมแม่งเป็นแบบแยกทิศทางตามระยะ” (Spatialize)
“คุณจะเริ่มคิดกับตัวเองว่า "เดี๋ยวนะ... พอเดินเข้าไปใกล้ เสียงเพลงแม่งก็ยิ่งดังชัดขึ้นเรื่อยๆ นี่หว่า" พอคุณสำรวจในหมู่บ้าน ก็จะเห็น — ถ้าน่าจะจำไม่ผิดน่าจะเป็นเดโวลา กำลังนั่งดีดกีตาร์ร้องเพลงอยู่ตรงนั้นจริง ๆ คุณจะหยุดเพื่อตั้งใจฟัง แล้วอุทานในใจว่า "Incredible" ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเข้าเกมเล่นมา 5 นาทีท่านั้นเอง”
“โอเคแหละ... มันอาจจะมี Character Design ที่ผมไม่ได้ชอบเท่าไหร่ แต่ในแง่ของเนื้อเรื่อง และการส่งอารมณ์ แม่งจีเนียส”
กีโญมได้เล่นตอนอายุ 16 ปี จัดเป็นเกมที่ยากที่สุดในสามโลก เดิน ๆ ไปเจอแมลง 9,000 ตัวล้อมหน้าล้อมหลัง ล้อมไข่ โดยที่ในมือเรามีแค่ปืนโง่ ๆ กระบอกเดียว
แล้วเรายังต้องเล็งยิงไปที่ไข่ส้มของแมลง อย่างเดียวเท่านั้น ตอนนั้นคือมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย เกมแม่งยากแบบไร้ทางสู้ เราได้แต่หนีหัวซุกหัวซุน ทั้งที่ฝีมือตัวโยมเองก็ไม่น่าจะกากอะไร
เกมแม่งเหมือนโยนเราตัวคนเดียว เข้าไปสู้กับกองทัพแมลง 2 พันล้านตัว
“หนึ่งในเกมที่ดีที่สุดตลอดกาล!”
“ขอพูดถึง FFX-2 ก่อน เอาเข้าจริงระบบเกมเพลย์ของภาค FFX-2 ทำออกมาได้สนุกมากเลยนะ เพียงแต่คุณแค่ต้องเปิดใจยอมรับเนื้อเรื่องในแบบที่มันเป็น เนื้อเรื่องมันปิ๊งวับ สนุกสนาน และเบาสมองกว่า FFX ที่ไปทางดราม่า”
“เวลาเล่น อย่าไปคิดว่านี่คือภาคต่อของ Final Fantasy X ก็พอ…”
“ส่วนตัวเกม Final Fantasy X สำหรับผมแล้ว มันคือหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดตลอดกาล”
“เวลาที่มีคนเดินเข้ามาถามผมว่า Final Fantasy ภาคไหนคือภาคในดวงใจ คำตอบในใจผมมักจะก้ำกึ่งระหว่างไม่ภาค VIII ก็เป็นภาค X นี่แหละ คือภาค FFVIII มันมีเรื่องของแรงดึงดูดจากความถวิลหาอดีต (Strong Nostalgic appeal) ส่วนตัวของผม”
“แต่ถ้าต้องเลือกแนะนำเกม Final Fantasy สักภาคให้คนอื่นไปลอง ผมจะจิ้มไปที่ ภาค X แน่นอน เพราะต่อให้คุณหยิบมันกลับมาเปิดเล่นในยุคปัจจุบันนี้ เกมมันก็ยังเยี่ยมยอดอยู่”
กีโญมบอกว่าถ้าตอบตามตรง ทั้งชีวิตเขาอยากทำเกมออกมาแค่ 2 เกมก็พอ ที่เหลือค่อยว่ากัน
สื่อถามว่ารู้สึกยังไงกับความสำเร็จที่คว้า GOTY และโกยรางวัลกลับบ้านไปเป็นประวัติศาสตร์บ้าง
กีโญมตอบอย่างถ่อมตัวว่า เขาไม่ได้สร้างความสำเร็จด้วยตัวคนเดียว แต่ถ้าถามว่าพวกสตาฟฟ์รู้สึกยังไง พวกเราโคตรมีความสุข!! มันเหมือนพวกเราได้ไปวิ่งอยู่บน Best Timeline ของชีวิต มีแต่เรื่องไม่คาดฝันเต็มไปหมด จนตอนนี้ยังรู้สึกเลยว่า ความสำเร็จทั้งหมดมันดูเหนือจินตนาการไปไกลมาก
“พูดให้เห็นภาพ... ตอนที่ผมต้องเดินขึ้นไปยืนบนเวทีใหญ่ในงาน The Game Awards น่ะ ความรู้สึกตอนนั้นคือเหมือนผมกำลังนั่งมองดูตัวเองผ่านมุมมอง 3rd Person อยู่เลยเว้ย คือเหมือนเห็นร่างตัวเองกำลังขยับทำสิ่งต่างๆ อยู่บนเวที แต่ผมไม่ได้อยู่ตรงนั้นจริง ๆ วินาทีนั้นกายละเอียดผมลอยออกจากร่างไปแล้ว”
**จริง ๆ แกใช้คำว่าอยู่ใน State of Dissociation มันคือภาวะที่เราแยกตัวเราเองเป็นอีกคน แล้วมองการกระทำของตัวเราจาก 3rd Person เข้ามา เสมือนว่าเราไม่ได้ทำเอง เสมือนว่าเราฝันไป แต่ผมแปลเป็น “กายละเอียดหลุดออกจากร่าง ซึ่งมันไม่ตรงความหมายซะทีเดียว แต่ก็คือการ localize ในแบบของผมน่ะแหละ**
“ผมรู้สึกเหมือนตัวเองติดอยู่ในภาวะจิตหลุดลอยแบบนี้มาตั้งแต่ช่วงที่เกมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วล่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าวันไหนที่จิตมันกลับเข้าร่างเมื่อไหร่ ผมคิดว่าสมองผมคงระเบิดตู้มออกมา ซึ่งผมคิดว่าสตาฟฟ์หลาย ๆ คนในสตูดิโอของพวกเราก็กำลังเป็นแบบนี้เหมือนกัน”
กีโญมเสริมต่อว่าทีมงานของพวกเขา รวมตัวกันได้อย่างเหนียวแน่น และบรรยากาศในออฟฟิศ มันก็เหมือนกลุ่มเพื่อนสนิทสุมหัวทำเกมด้วยกัน เพราะงั้นเลย มันเลยทำให้พวกเราติดดิน ไม่ลืมตัว และโฟกัสกับสิ่งสำคัญจริง ๆ
กีโญมบอกว่าตอนนี้สตูดิโอมันอยู่ตัวเรา เราก็แค่ทำสิ่งที่เรารักต่อ เราทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขมา 5 ปี แล้วมันไปได้เยี่ยม การได้กลับไปทำงานในรังเล็ก ๆ ของพวกเราในมงเปลิเยร์ต่อ มันคือสิ่งที่พวกเรารักอยู่แล้ว แล้วจะไปเปลี่ยนมันทำไม?
กีโญม หยิบกล่อง Pokemon Red กับตลับ Yellow และ Blue ขึ้นมาก่อน
“เอาจริงผมไม่ใช่สาย Nintendo”
“ไม่ได้โตมากับ Nintendo 64”
“ความทรงจำตอนพักเที่ยงที่โรงเรียน มีแต่การควานหากันว่าจะจับโปเกมอนตัวนั้นตัวนี้ยังไง โดยเฉพาะมิว กับไอ้รถบรรทุกในตำนานน่ะ ที่บอกว่าต้องใช้ท่า SS Force แต่จริงๆ มันใช้ไม่ได้ผลเลยสักนิด ตอนนั้นมีทฤษเฎากาวสุดล้ำว่าต้องทำยังไงถึงจะจับได้เต็มไปหมด”
สื่อถาม แล้วเริ่มเล่นด้วยตัวอะไรล่ะ?
“Squirtle” (เซนิกาเมะ)
“ที่จริงพอโตและฉลาดขึ้น ก็รู้กันแล้วแหละว่า Squirtle คือตัวที่ดีที่สุด”
“แต่ตอนเด็ก ๆ พวกเราคิดว่าเป็น Charizard (ริซาร์ดอน)”
“เพราะมันเป็นมังกรเท่ดี”
“ผมเลิกเล่นโปเกมอนไปหลังจากภาค Ruby และ Sapphire”
“แน่นอนว่าผมลองเล่นทุกเส้นทางที่เป็นไปได้เหมือนกัน แต่ก็นะ... มันสุดยอดจริง ๆ”
“ภาคมูฟวี่ก็โคตรดี”
“หลังจากดูมูฟวี่จบ ทุกคนยิ่งอยากได้มิวเข้าไปใหญ่”
“เอามิวมาให้กู”
“โปเกมอนเป็นเกมที่ดีจริงๆ นะ”
Zelda
ตอนเด็ก ๆ เล่น Zelda บน Game Boy พอโตมาได้เล่นภาคเดียวคือ Breath of the Wild
ทีมงานมีแฟน Zelda เยอะ แต่ในภาพรวมแล้วมันไม่ใช่แนวของกีโญม
กีโญมรับเป็นสาย PlayStation มากกว่า
“ปกติไม่ชอบเกม Open World เท่าไหร่ แต่ Breath of the Wild เป็น Open World เกมแรกที่ชอบ ตอนเริ่มเล่นก็ตะขิดตะขวงใจมาก รู้ว่าไม่ใช่ทาง แต่ใคร ๆ ก็บอกว่ามันดี ซึ่งมันเป็นแบบนั้นจริง”
เกมมันไม่มี Mini Map
มีอะไรให้ทำนับหมื่น แล้วเราจะโดนดึงความสนใจไปเรื่อย ๆ
Level Design ระดับปรมาจารย์
พูดถึงเกม Open World มันมีอะไรให้ทำเยอะจนเรามักหลุดโฟกัสเนื้อเรื่อง ระบบการเล่นก็จะไม่สู้เกมที่มีเนื้อเรื่องเส้นตรง มันมักเอาเกมเพลย์และเนื้อเรื่องที่จะทำได้ดีกว่านั้น ไปแลกกับการสำรวจที่ไม่คุ้มค่า
บน Game Boy Advance ก็ชอบ Castlevania: Aria of Sorrow โดยมีครบทั้งไตรภาคเลย ชอบทั้งซีรีส์ Castlevania เกมนี้ทำให้ตกหลุมรักเกมแนว Metroidvania
หยิบ King of Fighters 95 ของ Sega Saturn ออกมา
เผยว่าไม่เคยเล่นเครื่อง Saturn หรอก แต่ KoF คือเกมไฟติ้งสายคลาสสิกเลย แล้วเขาเป็นขาเกมไฟติ้งตัวยง โดยเกมที่เล่นบ่อยสุดคือ Blazblue ภาคแรก ซึ่งมีระบบออนไลน์ เป็นครั้งแรกที่ได้สู้กับคนอื่นที่ไม่ใช่น้องชายตัวเอง เคยไปแข่งทัวร์นาเมนต์ที่ปารีสด้วย เล่นเป็น Bang
กีโญมรับเป็นสาย PlayStation มากกว่า
“ปกติไม่ชอบเกม Open World เท่าไหร่ แต่ Breath of the Wild เป็น Open World เกมแรกที่ชอบ ตอนเริ่มเล่นก็ตะขิดตะขวงใจมาก รู้ว่าไม่ใช่ทาง แต่ใคร ๆ ก็บอกว่ามันดี ซึ่งมันเป็นแบบนั้นจริง”
เกมมันไม่มี Mini Map
มีอะไรให้ทำนับหมื่น แล้วเราจะโดนดึงความสนใจไปเรื่อย ๆ
Level Design ระดับปรมาจารย์
พูดถึงเกม Open World มันมีอะไรให้ทำเยอะจนเรามักหลุดโฟกัสเนื้อเรื่อง ระบบการเล่นก็จะไม่สู้เกมที่มีเนื้อเรื่องเส้นตรง มันมักเอาเกมเพลย์และเนื้อเรื่องที่จะทำได้ดีกว่านั้น ไปแลกกับการสำรวจที่ไม่คุ้มค่า
บน Game Boy Advance ก็ชอบ Castlevania: Aria of Sorrow โดยมีครบทั้งไตรภาคเลย ชอบทั้งซีรีส์ Castlevania เกมนี้ทำให้ตกหลุมรักเกมแนว Metroidvania
หยิบ King of Fighters 95 ของ Sega Saturn ออกมา
เผยว่าไม่เคยเล่นเครื่อง Saturn หรอก แต่ KoF คือเกมไฟติ้งสายคลาสสิกเลย แล้วเขาเป็นขาเกมไฟติ้งตัวยง โดยเกมที่เล่นบ่อยสุดคือ Blazblue ภาคแรก ซึ่งมีระบบออนไลน์ เป็นครั้งแรกที่ได้สู้กับคนอื่นที่ไม่ใช่น้องชายตัวเอง เคยไปแข่งทัวร์นาเมนต์ที่ปารีสด้วย เล่นเป็น Bang
Journey
ต่อมา Journey กดซื้อตอนมันลดราคาเหลือ 3 ยูโรใน PS Store เกมนี้ทำให้ตกหลุมรักเกมสโลวไลฟ์ ซึ่งมีระบบ Multiplayer สุดแปลก ที่ชวนเพื่อนไม่ได้ เลือกไม่ได้ว่าจะเล่นกับใคร แค่สุ่มคนเข้ามา หรือให้เราไปโผล่ในห้องคนอื่น แล้วเจอตัวละครชุดแดงเหมือนกัน คุยกันก็ไม่ได้ ทำได้แค่กดแล้วส่งเสียงร้อง ปิ๊บ ๆ ออกมา ได้แค่นั้นเพื่อพยายามสื่อสารให้อีกฝ่ายเข้าใจ
สปอยล์นะ ตอนไปถึงยอดเขาแล้วหิมะตก ตรงหิมะนั้น สามารถเดินลากขาวาดรูปบนพื้นได้ด้วยล่ะ
แล้วตอนจบสุดท้ายจริง ๆ ผมกับใครก็ไม่รู้ ช่วยกันวาดหัวใจบนหิมะ มันสวยงามมากเลย นั่นคือหนึ่งในโมเมนต์การเล่นเกมที่ดีที่สุดในชีวิต
พอเกมจบลง เพลงเพราะจับใจบรรเลง เครดิตท้ายเกมขึ้นมา มีการขึ้น Special Thanks ชื่อคนที่ผจญภัยกับคุณ แต่มันขึ้นมาแค่ 5 วินาทีเท่านั้น ถ่ายไม่ทัน
Lost Odyssey
เป็นเกม RPG ของซากากุจิ ที่ตอนออกบน Xbox 360 โดนนักวิจารณ์สับเละ คือมันเป็นเกม Old School เส้นตรง มี Random Encounter เหมือน FF ยุคเก่า
ทุกคนที่เล่นก็พากันบอกว่า เกมมันหลงยุคมาจากไหนวะ ในขณะที่โลกเขาไป Open World กันหมดแล้ว
ทว่าเนื้อเรื่องมันน่าทึ่ง ทำให้ร้องไห้ได้ แม้จะมีข้อเสียคือตัวร้ายที่จืดจางไป
อ่อ มันเป็น Turn-based ด้วย เป็นเกมแนวนี้เกมสุดท้ายที่ใช้กราฟิกสมจริง หลังจากนั้นแม้เราจะมี Octopath, Persona, Yakuza แต่เกม Turn-based ที่มีเนื้อเรื่องดราม่าเข้มข้น ทะเยอทะยาน และงานภาพสมจริงแบบนั้น ไม่มีอีกเลยนับตั้งแต่ Lost Odyssey
Clair Obscur จึงเป็นผู้สืบทอดจิตวิญญาณของสิ่งนั้นในทางหนึ่ง
Gears of War1
เล่นอัดโต้รุ่งกับเพื่อนสนิท โหมด Hardcore
เกมนี้ทำให้ชอบเกมสไตล์ Die and Retry ตายแล้วลองใหม่ไปเื่อย ๆ พอผ่านได้แล้ว มันก็จะฟินไม่มีอะไรเทียบ
ช่วยเพื่อนสู้กับบอสใหญ่ ตอน 8 โมงเช้าสภาพเยิ้ม ๆ
เป็นเกม RPG ของซากากุจิ ที่ตอนออกบน Xbox 360 โดนนักวิจารณ์สับเละ คือมันเป็นเกม Old School เส้นตรง มี Random Encounter เหมือน FF ยุคเก่า
ทุกคนที่เล่นก็พากันบอกว่า เกมมันหลงยุคมาจากไหนวะ ในขณะที่โลกเขาไป Open World กันหมดแล้ว
ทว่าเนื้อเรื่องมันน่าทึ่ง ทำให้ร้องไห้ได้ แม้จะมีข้อเสียคือตัวร้ายที่จืดจางไป
อ่อ มันเป็น Turn-based ด้วย เป็นเกมแนวนี้เกมสุดท้ายที่ใช้กราฟิกสมจริง หลังจากนั้นแม้เราจะมี Octopath, Persona, Yakuza แต่เกม Turn-based ที่มีเนื้อเรื่องดราม่าเข้มข้น ทะเยอทะยาน และงานภาพสมจริงแบบนั้น ไม่มีอีกเลยนับตั้งแต่ Lost Odyssey
Clair Obscur จึงเป็นผู้สืบทอดจิตวิญญาณของสิ่งนั้นในทางหนึ่ง
Gears of War1
เล่นอัดโต้รุ่งกับเพื่อนสนิท โหมด Hardcore
เกมนี้ทำให้ชอบเกมสไตล์ Die and Retry ตายแล้วลองใหม่ไปเื่อย ๆ พอผ่านได้แล้ว มันก็จะฟินไม่มีอะไรเทียบ
ช่วยเพื่อนสู้กับบอสใหญ่ ตอน 8 โมงเช้าสภาพเยิ้ม ๆ
Resident Evil 4 (หยิบกล่อง RE4 PS2 ขึ้นมา)
ฉากต้นเกมในหมู่บ้าน ที่โดนคนทั้งหมู่บ้านไล่กวด ผมเล่นพาร์ทนั้นซ้ำไป 800 รอบ
ไม่เคยเล่นจนจบหรอกนะ แต่สนุกกับการเล่นฉากนั้นซ้ำไปมา ลองหาบั๊ก หาทางผ่านแบบแปลก ๆ
แต่ภาคแรกที่เล่นจริง ๆ คือ RE1 เคยเล่นที่บ้านลุงตอนเด็ก ๆ สมัย PS1 ตอนนั้นกลัวขี้หดตดหาย จำไม่ได้ว่ากี่ขวบ แต่พอซอมบี้ตัวแรกหันมาก็กรี๊ดแล้ว
ตัดภาพมาตอนนี้ ก็ไม่ใช่สายเกมสยองขวัญเลย ผมกลัวผี
“เอาจริง Resident Evil 4 มันค่อนไปทางเกม Action มากกว่า Horror”
“มันก็มีความน่ากลัวแหละ แต่ในเมื่อเราควงปืนลูกซองกระบอกเบ้อเริ่มอยู่ไง มันเลยยังรู้สึกปลอดภัย”
“ถึงแม้ว่าถ้ามองย้อนกลับไปดูเนื้อเรื่องของ Resident Evil 1 แล้วคุณจะอุทานว่า ‘นี่มันเกิดเชี่ยอะไรวะเนี่ย? ไม่สมเหตุสมผลเลย!’ แต่มันก็ตลกดีนะ อารมณ์เหมือนหนังเกรด B แต่มันก็สนุกมาก “
Kingdom Hearts II
ยกให้เป็น Top 5 เกมที่ดีที่สุดตลอดกาล เป็นหนึ่งใน Action RPG ที่ดีที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา เกมเพลย์ลึก end game แน่น สามารถเล่น end game ได้ถึง 150 ชั่วโมง
**หมายเหตุ - ผมแอบคิดว่าแม่งก็เว่อร์ไป ตอนสมัย PS2 Final Mix (JP) ที่ออกมา ตั้งแต่เดย์ไมนัสวัน ผมคลำครั้งแรก 80 ชั่วโมงก็ทำทุกอย่างได้บริบูรณ์เอง ทั้งจัดการเห็ดทั้ง 13 และปราบเกราะผีแล้ว โดยไม่มีไกด์ ไม่มีความช่วยเหลือจากอินเตอร์เน็ต ทุกอย่างคือการลองผิดลองถูกและหาวิธีด้วยตัวเอง และเขียนไกด์เผยแพร่ต่อให้คนยุคไปใช้
กีโญมบอกว่าภาค 3 ไม่ได้แย่ แต่ไม่สามารถดึงความรู้สึกแบบที่ภาค 2 เคยทำได้ออกมา
Final Fantasy XIV
ถึงจะมีชื่อ FF แต่ไม่ใช่ภาคทั่วไป เพราะมัน online
จัดให้ติดอันดับ Top 3 เกมที่กีโญมใช้เวลาเล่นเยอะที่สุดในชีวิต
ตัวเกม 1.0 มันคือหายนะ แต่ SQEX ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการคืนชีพเกมที่เกือบหลับไปแล้ว ให้กลับมาได้
สิ่งที่เหลี่ยมทำ ก็คือการปล่อยคัตซีน วันสิ้นโลก 8 นาที ที่มีบาฮามุทลงมาบึ้มบ้ำซัมเบ้ปฐพี
คือตอนนั้นไม่มีใครเล่นเกมมันหรอก แต่ทุกคนดูคลิปนี้ แล้วก็ได้แต่พากันอุทานว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเหลี่ยมมมมม!?” แล้วปีถัดมา พวกเขาก็เปิดให้บริการ 2.0 ขึ้นมาใหม่ รื้อใหม่ ทำใหม่ แล้วมันยอดเยี่ยมกระเทียมเจียวมาก
คนญี่ปุ่นน่ะ... บางทีพวกเขากล้าที่จะรับ creative risk มากกว่าเยอะเลย
กีโญมบอกว่าไอ้คัตซีนนั่น คงแพงหูฉีกแน่ เพราะมันยาวตั้ง 8 นาที ทำมาเพื่อฆ่าเกมตัวเองทิ้ง แล้วค่อยเริ่มใหม่ทีหลัง โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกปีนึงข้างหน้าเกมมันจะออกมาดีหรือเปล่าเพราะต้องรื้อทำใหม่การสร้าง mmorpg ขึ้นมาใหม่จากซากในเวลาแค่ปีเดียวไม่รู้ว่าพวกเขาทำได้ยังไงมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย …
**หมายเหตุ - ตรงนี้ผมอยากเสริมว่า กีโญมไม่ได้ตามข่าว ไม่ได้รู้เบื้องหลังเลย ตั้งแต่ตอนเปลี่ยน ผกก. เป็นโยชิดะในช่วงปลายของ 1.0 ประธานวาดะตอนนั้นก็ให้ทั้งโยชิดะ แถลง roadmap ลูบหน้าปะจมูกให้ไอ้ตัว 1.0 ให้มันพอจะเล่นกล้อมแกล้มไปได้ ในขณะเดียวกันก็เริ่มสร้าง 2.0 ขนานกันไปด้วย แปลว่ามันไม่ใช่บึ้ม 1.0 ทิ้งแล้วค่อยสร้าง 2.0 อย่างที่กีโญมเข้าใจ
หลังเกมออกมาเป็น 2.0 A Realm Reborn เกมก็ฮิตระเบิด คนเล่น active แล้วกีโญมก็เล่นถวายชีวิตเรียกว่า ultra hardcore แล้วเป็นกลุ่มที่ 2 ใน Server Odin ที่โค่น ทวินทาเนีย ลงได้
กีโญมเล่นเป็น ลาลาเฟล
เหนือสิ่งอื่นใด สำหรับคนที่เล่นเกมแนว Competitive มาเยอะอย่างกีโญม คอมมูของ FFXIV มันน่ารักมาก
กีโญมเล่าว่ามีครั้งนึง กลับมาเล่น FFXIV ครั้งแรกในรอบ 5 ปี ตอนนั้นลืมสิ้นวิธีเล่นทุกอย่างไปแล้ว แล้วก็กดสุ่มลงดันเจียนไป ปรากฏว่าทุกคนในห้องช่วยเขาหมดเลย ทั้งสอน อธิบายเมคานิกทุกอย่างให้ ซึ่งมันต่างจากเกม Competitve ที่จ้องจะด่ากันอยู่ตลอดเวลา นี่คือเรื่องที่ช็อคมากและทำให้รู้สึกว่า เชี่ย โลกไซเบอร์ยังมีคนดี ๆ อยู่จริง ในเกมนี้นี่แหละ
สิ่งพิเศษของ FFXIV อีกอย่างคือมันเป็นการผสมผสานระหว่างสเน่ห์ของ FF ยุค old school และตัวละครสุดเท่ในยุคโมเดิร์น ทำให้เข้าถึงและทัชใจทุกคน
สื่อถามว่ากีโญมเล่น FF ครบทุกภาคเลยมั้ย?
เกมโยมบอกว่าจบหมดทุภาคนะ เริ่มเล่นจาก 8 ก่อน แล้วไป 9 10 12
โดยไอ้ 11 ไม่ได้เล่น เพราะมันเป็นเกม online ยุคแรก ที่ต้องจ่ายรายเดือน
หลังจากนั้นก็ได้ย้อนกลับไปไล่เก็บทีละภาค โดยภาคโบราณที่พึ่งจบไปเมื่อ 3 ปีก่อน คือ FF3
แล้วแกก็นึกออกว่า อ่อ ไม่ได้เล่น 13 ด้วย (แปลว่าไอ้ที่บอกว่าจบหมดทุกภาค ก็ยกเว้น 11 13 ละ….)
ยกให้เป็น Top 5 เกมที่ดีที่สุดตลอดกาล เป็นหนึ่งใน Action RPG ที่ดีที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา เกมเพลย์ลึก end game แน่น สามารถเล่น end game ได้ถึง 150 ชั่วโมง
**หมายเหตุ - ผมแอบคิดว่าแม่งก็เว่อร์ไป ตอนสมัย PS2 Final Mix (JP) ที่ออกมา ตั้งแต่เดย์ไมนัสวัน ผมคลำครั้งแรก 80 ชั่วโมงก็ทำทุกอย่างได้บริบูรณ์เอง ทั้งจัดการเห็ดทั้ง 13 และปราบเกราะผีแล้ว โดยไม่มีไกด์ ไม่มีความช่วยเหลือจากอินเตอร์เน็ต ทุกอย่างคือการลองผิดลองถูกและหาวิธีด้วยตัวเอง และเขียนไกด์เผยแพร่ต่อให้คนยุคไปใช้
กีโญมบอกว่าภาค 3 ไม่ได้แย่ แต่ไม่สามารถดึงความรู้สึกแบบที่ภาค 2 เคยทำได้ออกมา
Final Fantasy XIV
ถึงจะมีชื่อ FF แต่ไม่ใช่ภาคทั่วไป เพราะมัน online
จัดให้ติดอันดับ Top 3 เกมที่กีโญมใช้เวลาเล่นเยอะที่สุดในชีวิต
ตัวเกม 1.0 มันคือหายนะ แต่ SQEX ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการคืนชีพเกมที่เกือบหลับไปแล้ว ให้กลับมาได้
สิ่งที่เหลี่ยมทำ ก็คือการปล่อยคัตซีน วันสิ้นโลก 8 นาที ที่มีบาฮามุทลงมาบึ้มบ้ำซัมเบ้ปฐพี
คือตอนนั้นไม่มีใครเล่นเกมมันหรอก แต่ทุกคนดูคลิปนี้ แล้วก็ได้แต่พากันอุทานว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเหลี่ยมมมมม!?” แล้วปีถัดมา พวกเขาก็เปิดให้บริการ 2.0 ขึ้นมาใหม่ รื้อใหม่ ทำใหม่ แล้วมันยอดเยี่ยมกระเทียมเจียวมาก
คนญี่ปุ่นน่ะ... บางทีพวกเขากล้าที่จะรับ creative risk มากกว่าเยอะเลย
กีโญมบอกว่าไอ้คัตซีนนั่น คงแพงหูฉีกแน่ เพราะมันยาวตั้ง 8 นาที ทำมาเพื่อฆ่าเกมตัวเองทิ้ง แล้วค่อยเริ่มใหม่ทีหลัง โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกปีนึงข้างหน้าเกมมันจะออกมาดีหรือเปล่าเพราะต้องรื้อทำใหม่การสร้าง mmorpg ขึ้นมาใหม่จากซากในเวลาแค่ปีเดียวไม่รู้ว่าพวกเขาทำได้ยังไงมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย …
**หมายเหตุ - ตรงนี้ผมอยากเสริมว่า กีโญมไม่ได้ตามข่าว ไม่ได้รู้เบื้องหลังเลย ตั้งแต่ตอนเปลี่ยน ผกก. เป็นโยชิดะในช่วงปลายของ 1.0 ประธานวาดะตอนนั้นก็ให้ทั้งโยชิดะ แถลง roadmap ลูบหน้าปะจมูกให้ไอ้ตัว 1.0 ให้มันพอจะเล่นกล้อมแกล้มไปได้ ในขณะเดียวกันก็เริ่มสร้าง 2.0 ขนานกันไปด้วย แปลว่ามันไม่ใช่บึ้ม 1.0 ทิ้งแล้วค่อยสร้าง 2.0 อย่างที่กีโญมเข้าใจ
หลังเกมออกมาเป็น 2.0 A Realm Reborn เกมก็ฮิตระเบิด คนเล่น active แล้วกีโญมก็เล่นถวายชีวิตเรียกว่า ultra hardcore แล้วเป็นกลุ่มที่ 2 ใน Server Odin ที่โค่น ทวินทาเนีย ลงได้
กีโญมเล่นเป็น ลาลาเฟล
เหนือสิ่งอื่นใด สำหรับคนที่เล่นเกมแนว Competitive มาเยอะอย่างกีโญม คอมมูของ FFXIV มันน่ารักมาก
กีโญมเล่าว่ามีครั้งนึง กลับมาเล่น FFXIV ครั้งแรกในรอบ 5 ปี ตอนนั้นลืมสิ้นวิธีเล่นทุกอย่างไปแล้ว แล้วก็กดสุ่มลงดันเจียนไป ปรากฏว่าทุกคนในห้องช่วยเขาหมดเลย ทั้งสอน อธิบายเมคานิกทุกอย่างให้ ซึ่งมันต่างจากเกม Competitve ที่จ้องจะด่ากันอยู่ตลอดเวลา นี่คือเรื่องที่ช็อคมากและทำให้รู้สึกว่า เชี่ย โลกไซเบอร์ยังมีคนดี ๆ อยู่จริง ในเกมนี้นี่แหละ
สิ่งพิเศษของ FFXIV อีกอย่างคือมันเป็นการผสมผสานระหว่างสเน่ห์ของ FF ยุค old school และตัวละครสุดเท่ในยุคโมเดิร์น ทำให้เข้าถึงและทัชใจทุกคน
สื่อถามว่ากีโญมเล่น FF ครบทุกภาคเลยมั้ย?
เกมโยมบอกว่าจบหมดทุภาคนะ เริ่มเล่นจาก 8 ก่อน แล้วไป 9 10 12
โดยไอ้ 11 ไม่ได้เล่น เพราะมันเป็นเกม online ยุคแรก ที่ต้องจ่ายรายเดือน
หลังจากนั้นก็ได้ย้อนกลับไปไล่เก็บทีละภาค โดยภาคโบราณที่พึ่งจบไปเมื่อ 3 ปีก่อน คือ FF3
แล้วแกก็นึกออกว่า อ่อ ไม่ได้เล่น 13 ด้วย (แปลว่าไอ้ที่บอกว่าจบหมดทุกภาค ก็ยกเว้น 11 13 ละ….)
Final Fantasy XV
กีโญมรักเกมนี้มาก ทั้งที่มันเป็น Open World (ที่แกเกริ่นไว้ก่อนว่าไม่ชอบเกมแนวนี้) และเนื้อเรื่องไม่ได้มหัศจรรย์อะไร
กีโญมชอบที่ทีมงานเลือกวิธีสร้างจักรวาลของเรื่องขึ้นมารองรับ และทยอยปล่อยมันปูทางก่อนที่เกมจะวางจำหน่าย ทั้งอนิเม Brotherhood ที่ปล่อยฟรีลง Youtube ทั้งภาพยนตร์ Kingsglaive ที่ตระการตา แม้เนื้อเรื่องจะไม่ได้แปลกใหม่อะไร ทว่ามันก็ตกเขาได้อยู่หมัด
พอเกมออกมา กีโญมก็เหมือนได้ปูพื้นตัวละครทุกตัวมาแล้ว ตอนเล่นก็เลยฟิน เหมือนได้ผจญภัยไปในจักรวาลที่รัก แม้จะรู้สึกว่าการเล่าเรื่องของเกมมันมีปัญหาอยู่พอสมควร
กีโญมบอกว่า ช่วง 75% แรกของเกม เนื้อเรื่องหลักแทบไม่ขยับเลย มีแต่ขับรถเที่ยววนไปวนมา ซึ่งเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะได้เสพเนื้อเรื่องและเหตุการณ์ต่าง ๆ จากสื่ออื่นมาก่อนแล้ว (ก็คือ เป็นกลุ่มที่มาเล่นเอาทีหลัง ไม่ได้หลบสปอยล์แล้วมาสัมผัสประสบการณ์ทุกอย่างเองแต่แรก)
กีโญมเล่าว่าในเรื่องมีเหตุการณ์สำคัญอย่างนึง คือตอนที่อินซอมเนีย เมืองหลวงของลูซิส และที่ ๆ พ่อของน็อคติสอยู่ โดนถล่มเละเทะตกเป็นเมืองขึ้น ซึ่งใน Kingsglaive มันสร้างเป็นภาพยนตร์เล่ายาวไว้แล้ว ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะบึ้มบ้ำซำเบ้จนเมืองแตก ซึ่งกีโญมดูและอินมาแล้ว
ซึ่งไอ้จุดเนี้ย พอคิดในมุมคนอื่นที่ไม่ได้ดู Kingsglaive มาก่อน ความเชื่อมโยงเพื่อที่จะอิน มันหายไปเยอะ ขณะที่ในเรื่อง น็อคติสรู้ข่าวเมืองแตกจากหนังสือพิมพ์ แล้วก็จบแค่นั้น!? น็อคติสพยายามไปที่นั่น แล้วก็โดนกระทืบกลับมา ถอยทัพ ในแง่การส่งต่ออารมณ์ดราม่า มันเลยจืดสนิท
แต่สำหรับกีโญม ถ้าเราดู Kingsglaive มาแล้วความทรงจำมันเชื่อมโยงกันแล้ว ก็จะสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด ก็จะอิน แต่กับคนที่ไม่ได้ดูมาก่อน ก็จะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ยาก
เนื้อเรื่องมาคลายเดินตอน 25% ท้ายของเกม ที่เกมกลับมาเป็น เส้นตรง และทุกอย่างทำออกมาได้ดีมาก โดยเฉพาะเพลงประกอบของ โยโกะ ชิโมมุระ เพลงภาคนี้นี่คือหนึ่งในสิ่งที่ดีงามที่สุดของ Final Fantasy เลย
ชอบมาก จนไปดูคอนเสิร์ตเพื่อเจอป้าโยโกะเลย ทุกวันนี้ก็ยังเปิดฟัง
แต่พูดถึง ระบบเกมมันก็แปลก ๆ อยู่ คือถ้าอัด Potion เข้าไปเรื่อย ๆ เราก็แทบไม่มีวันตายอยู่ดี ทุกอย่างมันง่ายไปหมด
แต่ก็อย่างที่บอกไว้ ตัวเกมมันมีสเน่ห์ของมัน อย่างน้อยสำหรับกีโญม เขารักเกมนี้มากจริง ๆ
สื่อแซวว่านับว่าเป็นเกม Open World ที่ทำให้คนที่เกลียดเกม Open World แบบกีโญม ชอบได้สินะ (หัวเราะ)
กีโญมตอบว่า ไอ้ FFXV นี่ ไม่ใช่เกม Open World ที่ดีหรอก มันออกแบบฉากไม่ได้ดี แผนที่ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ เควสต์รองก็เป็นเควสต์ประเภทให้กูเป็น Fedex วิ่งส่งของกาก ๆ
กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงชอบเกมนี้ …แต่เออ กูก็รักมันจริง ๆ กีโญมปิดท้ายเรื่อง FFXV ไว้แบบนี้
Persona 4
Persona คือ "แรงบันดาลใจหลัก" ในการสร้างเกม Clair Obscur เลยล่ะ ผมคิดว่านี่คือซีรีส์เกมแนวเทิร์นเบส (Turn-based) ยุคใหม่ที่ผมชอบที่สุด
“ล่าสุดก็มีเกม Metaphor: ReFantazio ที่วางจำหน่ายไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งผมเพิ่งจะเล่นจบไปเมื่อช่วงต้นปีนี้ (ปี 2026) — อันนั้นก็ทำออกมาได้สุดยอดเหมือนกัน แต่ภาคที่อยู่ในใจผมที่สุดคือ Persona 4”
“ผมมีความทรงจำที่งดงามกับเกมนี้มากๆ เพราะผมได้เล่นมันในช่วงคาบเกี่ยวตอนเรียนจบ ม.ปลายพอดิบพอดี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมกับกลุ่มเพื่อน ๆ กำลังจะต้องแยกย้ายกันไปเติบโต แต่ละคนกระจายไปเรียนต่อคนละมหาลัย”
“ซึ่งเนื้อเรื่องของเกม Persona 4 มันว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนนึงที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองใหม่ ได้พบเจอและสร้างมิตรภาพกับกลุ่มเพื่อน และในท้ายที่สุดเขาก็เรียนจบ ม.ปลาย แล้วคุณก็จะตระหนักได้ว่าตัวเขาเองก็ต้องแยกจากกลุ่มเพื่อนไปเหมือนกัน มันเลยเป็นเกมที่ทัชลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจผมเลยล่ะ”
“ผมยังจำได้แม่นเลยว่าตอนนั้นผมเดินเข้าร้านขายเกมที่ชื่อว่า Attack — มันเป็นร้านเกมแถวบ้านผม สภาพเป็นร้านตึกแถวเล็ก ๆ ซอมซ่อหน่อย ตอนนั้นผมตั้งใจจะเดินเข้าไปซื้อเกม Tales of Vesperia”
“ในกระเป๋าตังค์ผมมีเงินอยู่แค่ 40 บาล (ฟรังก์) พอเดินเข้าไปดู ปรากฏว่าแผ่นเกม Tales of Vesperia มันราคา 50 บาลว่ะ! ผมนี่อุทานในใจเลย "OH NOOOOOO"
“แต่ในเมื่อผมอุตส่าห์พกตังค์ 40 บาลมาแล้ว ผมเลยบอกตัวเองว่า "กำขี้ดีกว่ากำตด กูจะไม่ยอมเดินกลับบ้านมือเปล่าเด็ดขาด" แล้วสายตาก็ดันเหลือบไปเห็นเกม Persona ซึ่งตอนนั้นผมไม่รู้จักและไม่มีข้อมูลเชี่ยอะไรเกี่ยวกับมันเลยแม้แต่นิดเดียว — แผ่นนั้นคือ Persona 4”
“ผมก็เลยตัดสินใจซื้อมันมาเพราะราคาของมันคือ 40 บาลพอดีเป๊ะ”
“ตอนเดินกลับบ้านยังนึกบ่นในใจอยู่เลยว่า "บู่วววว เชี่ยเอ๊ย กูอยากเล่นเทลลลลส์" แล้วพอกลับมาถึงบ้านก็เริ่มเปิดเครื่องเล่นมัน...
“ฉากแรกมันเปิดตัวมาที่ห้องนี้เลย (พลิกไปชี้รูปด้านหลังกล่อง) The Velvet Room ที่มี Igor นั่งต้อนรับเราอยู่”
“หลังจากนั้นเสียงเพลงก็เริ่มบรรเลงขึ้น — เพลง "Auld Lang Syne" ซึ่งสำหรับผมนะ มันคือหนึ่งในบทเพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเกมเลยล่ะ”
“ตอนนั้นผมที่นั่งสวมฮูดอยู่ถึงกับตาเหลือก แล้วคิดในใจเลยว่า: "เฮ้ย... เกมนี้แม่งมีของ" หลังจากนั้นมาผมก็วางจอยไม่ลง ผมเล่นมันจบไป 5 รอบ มันกลายมาเป็นหนึ่งในเกมที่ผมรักที่สุดตลอดกาล เพราะมันเข้ามาได้ถูกที่ถูกเวลาในชีวิตของผมพอดีเป๊ะ”
“และวิธีการที่ผมได้มาเจอกับเกมนี้ มันมีสตอรีที่คล้ายๆ กับเกม Journey เลย คือตอนแรกไม่ได้คาดหวังหรือตั้งเป้าอะไรจากมันเลยสักนิดเดียว หยิบมันขึ้นมามั่ว ๆ แถมตอนแรกแอบหงุดหงิดด้วยซ้ำเพราะไม่อยากเล่นมันเลย แต่สุดท้าย มันดันกลายมาเป็นหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดในโลกสำหรับผม”
Parasite Eve 2
“Parasite Eve 2 นี่แหละคือเกม Resident Evil ส่วนตัวของผมเลยล่ะ”
“สมัยก่อนผมกับพี่ชายชอบมานั่งเปิดใจเล่นเกมนี้ด้วยกัน พวกเรามีความกลัวหลอนอยู่หน่อย เวลาเล่น แต่ตัวแม่นางเอกของเกมอย่างอายะ แม่งโคตรเท่ระเบิดระเบ้อ ตัวเกมมันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นภาค Spin-off ของ Resident Evil เลยล่ะ”
“เพราะมันใช้ระบบการควบคุมตัวละครแบบเดียวกันเป๊ะ ภาพลักษณ์คล้ายกัน เพียงแต่แฝงความเป็น RPG ข้ามาหน่อย”
“ถ้าให้พูดถึงเรื่องระบบการควบคุมตัวละคร แม่งเก่ากึก มันเป็นเกม 3rd person แบบ fixed camera และเวลาที่คุณพยายามหันตัวละครไปทางอื่น (ทำท่าให้ดู) ตัวละครของคุณมันจะค่อย ๆ หมุนเป็นวงกลมแบบทื่อ ๆ ทรงนี้เลย…”
“สมมติว่าคุณวิ่งไปเจอศัตรู ตัวละครของคุณมันต้องยืนหมุนตัวช้า ๆ ก่อนรอบนึง แล้วถึงวิ่งหน้าตรงได้”
“แค่จะกลับหลังหันทีนึง แม่งหมดเวลาไปแล้ว 8 ชั่วโมงครึ่ง”
“ไม่ได้มีความสมูทเลยแม้แต่น้อย แต่ก็นะ ในยุคนั้นไม่มีใครเขามานั่งแคร์เรื่องพวกนี้หรอก และบรรยากาศในเกมมันก็ทำออกมาได้คูลมากจริงๆ”
“ใครที่ชอบเกม Resident Evil ยุคคลาสสิกดั้งเดิม แล้วยังไม่เคยสัมผัสเกมนี้มาก่อน ลองไปหามาเล่นดูครับ มันเจ๋งสัส”
“Parasite Eve 2 นี่แหละคือเกม Resident Evil ส่วนตัวของผมเลยล่ะ”
“สมัยก่อนผมกับพี่ชายชอบมานั่งเปิดใจเล่นเกมนี้ด้วยกัน พวกเรามีความกลัวหลอนอยู่หน่อย เวลาเล่น แต่ตัวแม่นางเอกของเกมอย่างอายะ แม่งโคตรเท่ระเบิดระเบ้อ ตัวเกมมันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นภาค Spin-off ของ Resident Evil เลยล่ะ”
“เพราะมันใช้ระบบการควบคุมตัวละครแบบเดียวกันเป๊ะ ภาพลักษณ์คล้ายกัน เพียงแต่แฝงความเป็น RPG ข้ามาหน่อย”
“ถ้าให้พูดถึงเรื่องระบบการควบคุมตัวละคร แม่งเก่ากึก มันเป็นเกม 3rd person แบบ fixed camera และเวลาที่คุณพยายามหันตัวละครไปทางอื่น (ทำท่าให้ดู) ตัวละครของคุณมันจะค่อย ๆ หมุนเป็นวงกลมแบบทื่อ ๆ ทรงนี้เลย…”
“สมมติว่าคุณวิ่งไปเจอศัตรู ตัวละครของคุณมันต้องยืนหมุนตัวช้า ๆ ก่อนรอบนึง แล้วถึงวิ่งหน้าตรงได้”
“แค่จะกลับหลังหันทีนึง แม่งหมดเวลาไปแล้ว 8 ชั่วโมงครึ่ง”
“ไม่ได้มีความสมูทเลยแม้แต่น้อย แต่ก็นะ ในยุคนั้นไม่มีใครเขามานั่งแคร์เรื่องพวกนี้หรอก และบรรยากาศในเกมมันก็ทำออกมาได้คูลมากจริงๆ”
“ใครที่ชอบเกม Resident Evil ยุคคลาสสิกดั้งเดิม แล้วยังไม่เคยสัมผัสเกมนี้มาก่อน ลองไปหามาเล่นดูครับ มันเจ๋งสัส”
Final Fantasy VIII
กีโญมหยิบ FFVIII กับ FFIX ขึ้นมา
“FFIX ก็เป็นภาคโปรดนะ แต่ถ้าจัดสามอันดับ ยังไง FFVIII ก็ยืนหนึ่ง”
“นั่นคือภาคแรกสุดที่ผมเริ่มเล่น”
“ตอนที่เรานั่งเล่นเกมนี้กันน่ะ ผมกับพี่ชายยังอ่านหนังสือไม่ออกด้วยซ้ำ แล้ว Final Fantasy VIII มันดันเป็นเกมที่มีระบบซับซ้อนฉิบหาย”
“ขนาดเอามานั่งเล่นในยุคปัจจุบันนี้ ผมเชื่อว่ายังมีผู้ใหญ่หลายคนที่ยังงงกับการพยายามทำความเข้าใจระบบ Junction และวิธีอัปเกรดตัวละครให้เก่งขึ้นอยู่เลย ยุคนั้นพวกเราเล่นกันแบบไม่มีใครเข้าใจหงี่เง่าเชี่ยอะไรเลยสักนิด เพราะระบบแม่งลึกลับฉิบหาย”
“และผมยังจำได้แม่นเลยว่า พวกเราเอาแต่เล่นด่านแรก ๆ วนไปวนมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นั่นแหละ”
“พวกเราดั้นด้นไปจนถึงบอสจริง ๆ ตัวแรกที่ชื่อ Elvoret ที่อยู่บนยอดหอคอยสื่อสาร แล้วสิ่งเดียวที่เด็กน้อยอย่างพวกเราพอจะรู้และทำเป็นในตอนนั้นคือ การสแปม Attack รัวๆ แค่นั้นเลย พวกเราก็เอาแต่กดโจมตีธรรมดาใส่แม่ง ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้ผลหรอก”
“พวกเราบ่นกันว่า ‘ผ่านไม่ได้ว่ะ บอสตัวนี้แม่งไม่มีทางชนะได้หรอก’ แล้วพวกเราก็ยอมเล่นไอ้ช่วงต้นเกมเนี้ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อพยายามหาทางคว่ำบอสตัวแรกให้ได้ ความรู้สึผมตอนนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองเล่นวนไปเป็นร้อย ๆ รอบเลยนะ”
“แต่ก็นะ มันก็อาจจะเป็นแค่ความรู้สึกเด็กล่ะมั้ง ความเป็นจริงมันอาจจะแค่สัก 10 รอบ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“แต่ผมคิดว่านั่นคือความทรงจำที่แจ่มชัดและฝังใจที่สุดในฐานะเกมเมอร์ของผมเลยล่ะ การได้ไต่ขึ้นไปจนถึงยอดหอคอย ได้เห็น Elvoret แล้วก็โดนมันขยี้... โอเค เอาใหม่ ลุยอีกรอบ!”
“แล้วเราก็กลับไปเริ่มต้นเกมใหม่อีกครั้ง ที่ Balamb Garden ฉะนั้น ไอ้เพลงธีมประจำ Balamb Garden ซึ่งเป็นเพลงอินโทรของ Final Fantasy VIII มันเลยฝังลึกเข้าไปในความทรงจำของผมตลอดกาล”
“โชคดีฉิบหายที่วันหนึ่งผมมีโอกาสได้พบกับลุงโนบุโอะ อุเอมัตสึ ผมเลยเดินเข้าไปบอกแกตรงๆ เลยว่า แกน่าจะเป็นนักดนตรีที่มีอิทธิพลและสร้างอิมแพคต่อชีวิตของผมมากที่สุดแล้วในชาตินี้ เพราะไอ้เพลง Balamb Garden เพลงเดียวนี่แหละ”
“ผมคิดว่าในแง่ Character Design ของภาคนี้ มันเป็นอะไรที่เใกล้เคียงสไตล์ Clair Obscur มากที่สุดแล้ว มันคือแนวที่ใช่สำหรับผมเลย พวกฮีโร่หน้าตาดาร์ก ๆ สวมเครื่องแต่งกายแบบซีเรียสจริงจัง”
กีโญมหยิบ FFVIII กับ FFIX ขึ้นมา
“FFIX ก็เป็นภาคโปรดนะ แต่ถ้าจัดสามอันดับ ยังไง FFVIII ก็ยืนหนึ่ง”
“นั่นคือภาคแรกสุดที่ผมเริ่มเล่น”
“ตอนที่เรานั่งเล่นเกมนี้กันน่ะ ผมกับพี่ชายยังอ่านหนังสือไม่ออกด้วยซ้ำ แล้ว Final Fantasy VIII มันดันเป็นเกมที่มีระบบซับซ้อนฉิบหาย”
“ขนาดเอามานั่งเล่นในยุคปัจจุบันนี้ ผมเชื่อว่ายังมีผู้ใหญ่หลายคนที่ยังงงกับการพยายามทำความเข้าใจระบบ Junction และวิธีอัปเกรดตัวละครให้เก่งขึ้นอยู่เลย ยุคนั้นพวกเราเล่นกันแบบไม่มีใครเข้าใจหงี่เง่าเชี่ยอะไรเลยสักนิด เพราะระบบแม่งลึกลับฉิบหาย”
“และผมยังจำได้แม่นเลยว่า พวกเราเอาแต่เล่นด่านแรก ๆ วนไปวนมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นั่นแหละ”
“พวกเราดั้นด้นไปจนถึงบอสจริง ๆ ตัวแรกที่ชื่อ Elvoret ที่อยู่บนยอดหอคอยสื่อสาร แล้วสิ่งเดียวที่เด็กน้อยอย่างพวกเราพอจะรู้และทำเป็นในตอนนั้นคือ การสแปม Attack รัวๆ แค่นั้นเลย พวกเราก็เอาแต่กดโจมตีธรรมดาใส่แม่ง ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้ผลหรอก”
“พวกเราบ่นกันว่า ‘ผ่านไม่ได้ว่ะ บอสตัวนี้แม่งไม่มีทางชนะได้หรอก’ แล้วพวกเราก็ยอมเล่นไอ้ช่วงต้นเกมเนี้ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อพยายามหาทางคว่ำบอสตัวแรกให้ได้ ความรู้สึผมตอนนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองเล่นวนไปเป็นร้อย ๆ รอบเลยนะ”
“แต่ก็นะ มันก็อาจจะเป็นแค่ความรู้สึกเด็กล่ะมั้ง ความเป็นจริงมันอาจจะแค่สัก 10 รอบ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“แต่ผมคิดว่านั่นคือความทรงจำที่แจ่มชัดและฝังใจที่สุดในฐานะเกมเมอร์ของผมเลยล่ะ การได้ไต่ขึ้นไปจนถึงยอดหอคอย ได้เห็น Elvoret แล้วก็โดนมันขยี้... โอเค เอาใหม่ ลุยอีกรอบ!”
“แล้วเราก็กลับไปเริ่มต้นเกมใหม่อีกครั้ง ที่ Balamb Garden ฉะนั้น ไอ้เพลงธีมประจำ Balamb Garden ซึ่งเป็นเพลงอินโทรของ Final Fantasy VIII มันเลยฝังลึกเข้าไปในความทรงจำของผมตลอดกาล”
“โชคดีฉิบหายที่วันหนึ่งผมมีโอกาสได้พบกับลุงโนบุโอะ อุเอมัตสึ ผมเลยเดินเข้าไปบอกแกตรงๆ เลยว่า แกน่าจะเป็นนักดนตรีที่มีอิทธิพลและสร้างอิมแพคต่อชีวิตของผมมากที่สุดแล้วในชาตินี้ เพราะไอ้เพลง Balamb Garden เพลงเดียวนี่แหละ”
“ผมคิดว่าในแง่ Character Design ของภาคนี้ มันเป็นอะไรที่เใกล้เคียงสไตล์ Clair Obscur มากที่สุดแล้ว มันคือแนวที่ใช่สำหรับผมเลย พวกฮีโร่หน้าตาดาร์ก ๆ สวมเครื่องแต่งกายแบบซีเรียสจริงจัง”
“พอนึกดูดีๆ มันแอบให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับการ์ตูนเรื่อง Bleach (บลีช เทพมรณะ) อยู่เหมือนกันนะ”
“ผมมีทฤษฎีส่วนตัวโง่ๆ ของผมเองนะ... สังเกตว่าพวกคนที่รักเกม Final Fantasy VIII ส่วนใหญ่ มักจะเป็นกลุ่มคนกลุ่มเดียวกับที่ชอบเรื่อง Bleach เว้ย ซึ่งก็นะ บลีชมันไม่ใช่เรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดา Big 3 แห่งยุค เมื่อเทียบกับพวก Naruto หรือ One Piece”
“มันเหมือนกับ Final Fantasy VIII นั่นแหละ ที่ไม่ได้เป็นภาคที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม ‘Big 3’ ของซีรีส์ ซึ่งน่าจะเป็นภาค VII, VIII และ X แต่ตัวเกมมันมีะสไตล์บางอย่างที่เห็นแล้วน่าทึ่งฉิบหาย”
“ส่วนด้านเนื้อเรื่อง ผมเอากลับมาเล่นใหม่อีกรอบตอนประมาณ 5 ปีหลังจากนั้น มั้ง... ตอนที่เริ่มอ่านหนังสือออกละ สรุปคือเนื้อเรื่องแม่งไม่มีความสมเหตุสมผลอะไรเลย”
“ภาพรวมคือ Total nonsense แต่แม่งดันทำออกมาได้ดีงาม”
“ซึ่งมันก็ย้อนกลับมาเหมือนที่ผมบอกไป บางครั้งมันจะมีบางโมเมนต์ที่คุณกำลังอินอยู่ดี ๆ แล้วสมองก็ปะชะวิ้งขึ้นมาได้ว่า ‘อะไรวะงี่เง่าฉิบหาย’ (completely stupid)”
“แต่เอาเข้าจริง มันเวิร์กนะ เพราะเกมมันอัดความ What the Fuck! เข้าไปเต็มสูบ”
“มีอยู่ช่วงนึงในเกมจู่ ๆ คุณก็ต้องออกไปอวกาศเฉยเลย ทำให้รู้เลยว่าเกมมันพร้อมไปสุด ไม่สนสี่สนแปดใด ๆ ซึ่งนั่นแหละที่ทำให้เกมนี้แม่งมีเสน่ห์ฉิบหาย”
“และผมก็น็อคภาคนี้จบไป 18 รอบละ”
“แถมภาคนี้ ระบบมันเปิดโอกาสให้คุณจบเกมด้วย Level 1 ได้”**
**หมายเหตุ จริง ๆ แล้ว สคอลล์มันเริ่มต้นเกมด้วย Level 7 แล้วพอ Level Up ครั้งแรก ถึงขยับไป 8 เหมือนเป็นการบ่งบอกว่าเรามาถึงภาค 8 แล้ว
“แล้วเนื่องจากศัตรูในเกมมันจะเก่งตามเรา เลยไม่จำเป็นต้องไป Grinding ใดๆ ทั้งสิ้น”
“แต่ความสนุกและน่าสนใจมันอยู่ตรงที่ พอเล่นไปสักพัก คุณจะสามารถได้สกิลที่เอาไว้ใช้แดกศัตรู (Devour) แล้วพอคุณ Level Up มันจะช่วยบวก Stats ถาวรให้ตัวละครเพิ่มขึ้น”
“ดังนั้น ถ้าอยากออปติไมซ์ตัวละคร คุณต้องทนเล่นเกมแบบ Level 1 ไปจนกว่าจะปลดล็อกสกิล Devour มาได้ หลังจากนั้นก็ไล่ไปแดกศัตรูให้หมด”
“ผมเคยบ้านั่งปั๊มสเตตัสตัวละครให้ตัน 100% เต็มทุกช่อง ซึ่งแม่งใช้เวลานานชั่วกัปชั่วกัลป์ฉิบ แต่นั่นคือความบันเทิง”
**หมายเหตุ จากที่ฟังมาเรื่อย ๆ ผมว่ากีโญมแกก็จำสับสนบ้าง โม้บ้าง คือแกพูดเอาฟีลตลกเอนเตอร์เทนผู้ฟัง แบบไม่ได้จริงจังอะไรนะ เช่นที่แกบอกว่าเล่นฉากชาวบ้านรุมยำตีนลีออนในไบโอ 4 800 รอบ, อายะหมุนกลับตัวที่ใช้เวลา 8 ชั่วโมงครึ่ง ก็โม้แหละ … ดังนั้น เน้นฟังเอาฟีลลิ่งตลก แต่อย่าไปยึดมั่นว่าข้อมูลแกจะเป๊ะ
“ผมมีทฤษฎีส่วนตัวโง่ๆ ของผมเองนะ... สังเกตว่าพวกคนที่รักเกม Final Fantasy VIII ส่วนใหญ่ มักจะเป็นกลุ่มคนกลุ่มเดียวกับที่ชอบเรื่อง Bleach เว้ย ซึ่งก็นะ บลีชมันไม่ใช่เรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดา Big 3 แห่งยุค เมื่อเทียบกับพวก Naruto หรือ One Piece”
“มันเหมือนกับ Final Fantasy VIII นั่นแหละ ที่ไม่ได้เป็นภาคที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม ‘Big 3’ ของซีรีส์ ซึ่งน่าจะเป็นภาค VII, VIII และ X แต่ตัวเกมมันมีะสไตล์บางอย่างที่เห็นแล้วน่าทึ่งฉิบหาย”
“ส่วนด้านเนื้อเรื่อง ผมเอากลับมาเล่นใหม่อีกรอบตอนประมาณ 5 ปีหลังจากนั้น มั้ง... ตอนที่เริ่มอ่านหนังสือออกละ สรุปคือเนื้อเรื่องแม่งไม่มีความสมเหตุสมผลอะไรเลย”
“ภาพรวมคือ Total nonsense แต่แม่งดันทำออกมาได้ดีงาม”
“ซึ่งมันก็ย้อนกลับมาเหมือนที่ผมบอกไป บางครั้งมันจะมีบางโมเมนต์ที่คุณกำลังอินอยู่ดี ๆ แล้วสมองก็ปะชะวิ้งขึ้นมาได้ว่า ‘อะไรวะงี่เง่าฉิบหาย’ (completely stupid)”
“แต่เอาเข้าจริง มันเวิร์กนะ เพราะเกมมันอัดความ What the Fuck! เข้าไปเต็มสูบ”
“มีอยู่ช่วงนึงในเกมจู่ ๆ คุณก็ต้องออกไปอวกาศเฉยเลย ทำให้รู้เลยว่าเกมมันพร้อมไปสุด ไม่สนสี่สนแปดใด ๆ ซึ่งนั่นแหละที่ทำให้เกมนี้แม่งมีเสน่ห์ฉิบหาย”
“และผมก็น็อคภาคนี้จบไป 18 รอบละ”
“แถมภาคนี้ ระบบมันเปิดโอกาสให้คุณจบเกมด้วย Level 1 ได้”**
**หมายเหตุ จริง ๆ แล้ว สคอลล์มันเริ่มต้นเกมด้วย Level 7 แล้วพอ Level Up ครั้งแรก ถึงขยับไป 8 เหมือนเป็นการบ่งบอกว่าเรามาถึงภาค 8 แล้ว
“แล้วเนื่องจากศัตรูในเกมมันจะเก่งตามเรา เลยไม่จำเป็นต้องไป Grinding ใดๆ ทั้งสิ้น”
“แต่ความสนุกและน่าสนใจมันอยู่ตรงที่ พอเล่นไปสักพัก คุณจะสามารถได้สกิลที่เอาไว้ใช้แดกศัตรู (Devour) แล้วพอคุณ Level Up มันจะช่วยบวก Stats ถาวรให้ตัวละครเพิ่มขึ้น”
“ดังนั้น ถ้าอยากออปติไมซ์ตัวละคร คุณต้องทนเล่นเกมแบบ Level 1 ไปจนกว่าจะปลดล็อกสกิล Devour มาได้ หลังจากนั้นก็ไล่ไปแดกศัตรูให้หมด”
“ผมเคยบ้านั่งปั๊มสเตตัสตัวละครให้ตัน 100% เต็มทุกช่อง ซึ่งแม่งใช้เวลานานชั่วกัปชั่วกัลป์ฉิบ แต่นั่นคือความบันเทิง”
**หมายเหตุ จากที่ฟังมาเรื่อย ๆ ผมว่ากีโญมแกก็จำสับสนบ้าง โม้บ้าง คือแกพูดเอาฟีลตลกเอนเตอร์เทนผู้ฟัง แบบไม่ได้จริงจังอะไรนะ เช่นที่แกบอกว่าเล่นฉากชาวบ้านรุมยำตีนลีออนในไบโอ 4 800 รอบ, อายะหมุนกลับตัวที่ใช้เวลา 8 ชั่วโมงครึ่ง ก็โม้แหละ … ดังนั้น เน้นฟังเอาฟีลลิ่งตลก แต่อย่าไปยึดมั่นว่าข้อมูลแกจะเป๊ะ
Final Fantasy IX
Art Direction ของเกม ไม่ใช่แนวที่กีโญมชอบ (เพราะข้างบนแกก็บอกว่าแกชอบสไตล์สมจริง ดาร์ก ซีเรียสมากกว่า)
แต่ก็เห็นว่าเกมเพลย์ และระบบน่าสนใจ โดยเฉพาะระบบ “เครื่องประดับพ่วงอบิลิตี้” ซึ่งเราเอามาประยุกต์ใช้ใน Clair Obscur แล้วเรียกว่า Luminas แล้วให้คนเล่นผสมผสานอบิลิตี้เอาได้
งานภาพ มันเป็นเหมือนการดัดแปลง Pixel Art และทำสัดส่วนแบบการ์ตูน ให้ฟีลลิ่งแบบงานของปู่มิยาซากิ (Studio Ghibli)
แล้วก็ยกว่า Vivi เป็น Best Character
Art Direction ของเกม ไม่ใช่แนวที่กีโญมชอบ (เพราะข้างบนแกก็บอกว่าแกชอบสไตล์สมจริง ดาร์ก ซีเรียสมากกว่า)
แต่ก็เห็นว่าเกมเพลย์ และระบบน่าสนใจ โดยเฉพาะระบบ “เครื่องประดับพ่วงอบิลิตี้” ซึ่งเราเอามาประยุกต์ใช้ใน Clair Obscur แล้วเรียกว่า Luminas แล้วให้คนเล่นผสมผสานอบิลิตี้เอาได้
งานภาพ มันเป็นเหมือนการดัดแปลง Pixel Art และทำสัดส่วนแบบการ์ตูน ให้ฟีลลิ่งแบบงานของปู่มิยาซากิ (Studio Ghibli)
แล้วก็ยกว่า Vivi เป็น Best Character
Drakengard 1 และ 3
“ถัดมา... เกมตระกูล NieR ภาค 1 และ 2”
“ผมรู้ว่าทุกคนเทใจให้ภาค Automata มากกว่า แต่สำหรับผม ผมชอบ NieR ภาคแรกมากกว่า เพราะนั่นคือภาคแรกสุดที่ผมเริ่มเล่น และนั่นคือเกมที่ทำให้ผมได้รู้จัก.. เอ้ย! ไม่ใช่ดิ!! นั่นไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้รู้จักกับโยโคะ ทาโระ”
“ผมรู้จักโยโคะ ทาโระ จาก Drakengard ต่างหาก! ไอ้ Drakengard บน PS2 ที่ไม่มีใครเขาเล่นกันน่ะ ผมไล่เก็บหมดเลยทั้งภาค 1, 2 และ 3 แต่รู้สึกว่าภาค 2 แกไม่ได้ทำมั้ง”
**หมายเหตุ - ตอนนั้นทาโระ ทำโปรเจคท์อื่นอยู่ ส่งผลให้ทาโระทั้งรักทั้งเกลียดภาค 2
“ตัวเกมเพลย์มันมีความแปลกประหลาด หลุดโลก และสร้างความทรงจำฝังใจ”
“มันคือเกมแนว Dark Fantasy RPG ที่ระบบการต่อสู้ฟีลลิ่งมันจะมีความคล้าย ๆ Dynasty Warriors แต่ความเท่ของมันคือคุณสามารถเรียกมังกรคู่ใจออกมาขี่ได้ แต่เกมเพลย์ ถ้าพูดกันตามตรง มันไม่ได้ดีเด่อะไร”
“แต่เนื้อเรื่องและบรรยากาศ ในเกม มันคือความดาร์กคลาสสิกสไตล์โยโคะ ทาโระ แบบเต็มขั้นเลยล่ะ มันคือความบ้าคลั่งหลุดโลก”
“มันมีพล็อตเรื่องเกี่ยวกับ พระใครเด็ก (Pedophile priest) มาร่วมทีมเดียวกับคุณด้วยเว้ย! ตอนเล่นคุณจะแบบ What... มันมาทำเหี้ยไร!? เนื้อเรื่องมันแบบ... What the Hell”
“ผมยอมรับ ตอนนั้นผมอายุแค่ 12 ขวบ ก็เล่นแบบไม่ได้เข้าใจอะไร ก็ได้แต่นั่งงงตาแตกแบบ "What?" แต่นั่นแหละคือความวิปลาสของโยโคะ ทาโระ ซึ่งต่อมาเราได้เห็นกันอีกครั้งใน NieR เพราะจริง ๆ แล้วNieR มันคือ Sequel ที่ต่อจาก Drakengard เอิ่ม น่าจะภาคแรกมั้ง”
“และสำหรับเกม Drakengard 3 ...โทษทีนะ แต่เรื่องนี้ต้องขยี้!! เอาจริงผมเคยบอกโยโคะ ทาโระเองแล้วด้วยนะ”
“เพราะมันคือ บอสใหญ่ที่สร้าง Trauma ที่รุนแรงที่สุดในชีวิตของผม ไอ้ไฟนอลบอสของ Drakengard 3 ที่ต้องสู้เพื่อปลดล็อกฉากจบที่แท้จริง”
“เหตุผลก็เพราะว่า… มันกลายเป็น Rhythm เกมเฉยเลย คุณเล่นตะลุยด่านมาทั้งเกม ฟาร์มเวลเลเวล ฟาร์มเกียร์ จนเลเวลทะลุ 10,000 ล้าน บดขยี้ศัตรูทั้งหมดได้ง่ายดาย”
“แต่พอคุณไปเจอไฟนอลบอส — จู่ ๆ แม่งกลายเป็น Rhythm เกมเฉย เพราะฉะนั้น Stats ที่ฟาร์มมาทั้งหมด สิ้นไร้ความหมายไปทันที”
“แล้วมันจะมีวงแหวนคลื่นเสียงลอยพุ่งออกมาจากรูปปั้นยักษ์ แล้วคุณต้องบินหลบไปรอบ ๆ เปรียบเทียบง่าย ๆ มันคือ Guitar Hero เวอร์ชันที่ ไม่มีแถบตัวโน้ตไหลลงมาให้คุณมองเห็นด้วยสายตา! แม่ง Impossible”
“แถมตอนช่วงท้ายสุดๆ... ไอโน้ตตัวสุดท้ายเนี่ย… หน้าจอมันมืดจนสนิทไปแล้ว เรานึกว่าจบแล้ว ปล่อยจอยได้ ทันใดนั้นเสือกมีโน้ตตัวสุดท้ายดังขึ้นมาโดยที่ไม่ทันได้ระวัง”
“ผมใช้เวลา… อันนี้ไม่ได้โม้…. น่าจะประมาณสัปดาห์ครึ่งเต็ม ๆ ทุกๆ คืน พยายามเอาชนะมันให้ได้”
“จนเมื่อผมทำได้สำเร็จ บอกเลยนั่นคือ The Best Moment of my Life”
“แล้วมันก็ได้รับการจารึกว่าเป็นหนึ่งในบอสที่โหดเหี้ยที่สุด”
“สำหรับผม มันคือบอสที่ Notorious ที่สุดในประวัติศาสตร์วิดีโอเกมแล้วมั้ง แต่มันก็เจ๋งสัส ๆ เลยนะ”
“เอาเข้าจริง ทาโระบอกผมว่า "จริงๆ แล้ว บอสตัวนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เล่นไม่มีวันเอาชนะได้ตั้งแต่แรก มันเป็นไปไม่ได้"
คนสัมภาษณ์ก็แทรกถามขึ้นมาอย่างตกใจว่า “ห๊ะ? ออกแบบมาให้ไม่มีใครปราบได้เหรอ?”
“มันคือเกมที่คุณไม่มีวันเล่นชนะได้เลย เว้นแต่ว่าคุณจะยอมทุ่มเวลาสักสัปดาห์ครึ่ง นั่งกดมันทุกวันในชีวิตจนในที่สุดก็ผ่านมันมาได้ แต่แม่งซาดิสม์ฉิบหาย”
“ถัดมา... เกมตระกูล NieR ภาค 1 และ 2”
“ผมรู้ว่าทุกคนเทใจให้ภาค Automata มากกว่า แต่สำหรับผม ผมชอบ NieR ภาคแรกมากกว่า เพราะนั่นคือภาคแรกสุดที่ผมเริ่มเล่น และนั่นคือเกมที่ทำให้ผมได้รู้จัก.. เอ้ย! ไม่ใช่ดิ!! นั่นไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้รู้จักกับโยโคะ ทาโระ”
“ผมรู้จักโยโคะ ทาโระ จาก Drakengard ต่างหาก! ไอ้ Drakengard บน PS2 ที่ไม่มีใครเขาเล่นกันน่ะ ผมไล่เก็บหมดเลยทั้งภาค 1, 2 และ 3 แต่รู้สึกว่าภาค 2 แกไม่ได้ทำมั้ง”
**หมายเหตุ - ตอนนั้นทาโระ ทำโปรเจคท์อื่นอยู่ ส่งผลให้ทาโระทั้งรักทั้งเกลียดภาค 2
“ตัวเกมเพลย์มันมีความแปลกประหลาด หลุดโลก และสร้างความทรงจำฝังใจ”
“มันคือเกมแนว Dark Fantasy RPG ที่ระบบการต่อสู้ฟีลลิ่งมันจะมีความคล้าย ๆ Dynasty Warriors แต่ความเท่ของมันคือคุณสามารถเรียกมังกรคู่ใจออกมาขี่ได้ แต่เกมเพลย์ ถ้าพูดกันตามตรง มันไม่ได้ดีเด่อะไร”
“แต่เนื้อเรื่องและบรรยากาศ ในเกม มันคือความดาร์กคลาสสิกสไตล์โยโคะ ทาโระ แบบเต็มขั้นเลยล่ะ มันคือความบ้าคลั่งหลุดโลก”
“มันมีพล็อตเรื่องเกี่ยวกับ พระใครเด็ก (Pedophile priest) มาร่วมทีมเดียวกับคุณด้วยเว้ย! ตอนเล่นคุณจะแบบ What... มันมาทำเหี้ยไร!? เนื้อเรื่องมันแบบ... What the Hell”
“ผมยอมรับ ตอนนั้นผมอายุแค่ 12 ขวบ ก็เล่นแบบไม่ได้เข้าใจอะไร ก็ได้แต่นั่งงงตาแตกแบบ "What?" แต่นั่นแหละคือความวิปลาสของโยโคะ ทาโระ ซึ่งต่อมาเราได้เห็นกันอีกครั้งใน NieR เพราะจริง ๆ แล้วNieR มันคือ Sequel ที่ต่อจาก Drakengard เอิ่ม น่าจะภาคแรกมั้ง”
“และสำหรับเกม Drakengard 3 ...โทษทีนะ แต่เรื่องนี้ต้องขยี้!! เอาจริงผมเคยบอกโยโคะ ทาโระเองแล้วด้วยนะ”
“เพราะมันคือ บอสใหญ่ที่สร้าง Trauma ที่รุนแรงที่สุดในชีวิตของผม ไอ้ไฟนอลบอสของ Drakengard 3 ที่ต้องสู้เพื่อปลดล็อกฉากจบที่แท้จริง”
“เหตุผลก็เพราะว่า… มันกลายเป็น Rhythm เกมเฉยเลย คุณเล่นตะลุยด่านมาทั้งเกม ฟาร์มเวลเลเวล ฟาร์มเกียร์ จนเลเวลทะลุ 10,000 ล้าน บดขยี้ศัตรูทั้งหมดได้ง่ายดาย”
“แต่พอคุณไปเจอไฟนอลบอส — จู่ ๆ แม่งกลายเป็น Rhythm เกมเฉย เพราะฉะนั้น Stats ที่ฟาร์มมาทั้งหมด สิ้นไร้ความหมายไปทันที”
“แล้วมันจะมีวงแหวนคลื่นเสียงลอยพุ่งออกมาจากรูปปั้นยักษ์ แล้วคุณต้องบินหลบไปรอบ ๆ เปรียบเทียบง่าย ๆ มันคือ Guitar Hero เวอร์ชันที่ ไม่มีแถบตัวโน้ตไหลลงมาให้คุณมองเห็นด้วยสายตา! แม่ง Impossible”
“แถมตอนช่วงท้ายสุดๆ... ไอโน้ตตัวสุดท้ายเนี่ย… หน้าจอมันมืดจนสนิทไปแล้ว เรานึกว่าจบแล้ว ปล่อยจอยได้ ทันใดนั้นเสือกมีโน้ตตัวสุดท้ายดังขึ้นมาโดยที่ไม่ทันได้ระวัง”
“ผมใช้เวลา… อันนี้ไม่ได้โม้…. น่าจะประมาณสัปดาห์ครึ่งเต็ม ๆ ทุกๆ คืน พยายามเอาชนะมันให้ได้”
“จนเมื่อผมทำได้สำเร็จ บอกเลยนั่นคือ The Best Moment of my Life”
“แล้วมันก็ได้รับการจารึกว่าเป็นหนึ่งในบอสที่โหดเหี้ยที่สุด”
“สำหรับผม มันคือบอสที่ Notorious ที่สุดในประวัติศาสตร์วิดีโอเกมแล้วมั้ง แต่มันก็เจ๋งสัส ๆ เลยนะ”
“เอาเข้าจริง ทาโระบอกผมว่า "จริงๆ แล้ว บอสตัวนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เล่นไม่มีวันเอาชนะได้ตั้งแต่แรก มันเป็นไปไม่ได้"
คนสัมภาษณ์ก็แทรกถามขึ้นมาอย่างตกใจว่า “ห๊ะ? ออกแบบมาให้ไม่มีใครปราบได้เหรอ?”
“มันคือเกมที่คุณไม่มีวันเล่นชนะได้เลย เว้นแต่ว่าคุณจะยอมทุ่มเวลาสักสัปดาห์ครึ่ง นั่งกดมันทุกวันในชีวิตจนในที่สุดก็ผ่านมันมาได้ แต่แม่งซาดิสม์ฉิบหาย”
NieR Gestalt
“ส่วนเกม NieR 1 มันมหัศจรรย์มากเลยนะ... ทำเอาผมบ่อน้ำตาแตกออกมาด้วยว่ะ”
“นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้รู้จักเพลงของ เคอิจิ โอคาเบะ ซึ่งกลายมาเป็นหนึ่งในเพลงจากวิดีโอเกมที่ผมชอบที่สุดตลอดกาล มันยอดเยี่ยมเหนือระดับมาก และมันสร้างโมเมนต์ในโลกของเกมได้อย่างทรงพลัง”
“ตอนเริ่มเกม คุณจะเดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แล้วได้ยินเสียงดีดกีตาร์ พร้อมกับมีคนร้องเพลงคลอเบา ๆ วินาทีนั้นคุณจะคิดในใจเลยว่า "เห้ย... เจ๋งว่ะ เพราะว่ะ" แล้วพอคุณลองเดินวนไปวนมาในหมู่บ้าน ก็พบว่าระบบเสียงในเกมแม่งเป็นแบบแยกทิศทางตามระยะ” (Spatialize)
“คุณจะเริ่มคิดกับตัวเองว่า "เดี๋ยวนะ... พอเดินเข้าไปใกล้ เสียงเพลงแม่งก็ยิ่งดังชัดขึ้นเรื่อยๆ นี่หว่า" พอคุณสำรวจในหมู่บ้าน ก็จะเห็น — ถ้าน่าจะจำไม่ผิดน่าจะเป็นเดโวลา กำลังนั่งดีดกีตาร์ร้องเพลงอยู่ตรงนั้นจริง ๆ คุณจะหยุดเพื่อตั้งใจฟัง แล้วอุทานในใจว่า "Incredible" ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเข้าเกมเล่นมา 5 นาทีท่านั้นเอง”
“โอเคแหละ... มันอาจจะมี Character Design ที่ผมไม่ได้ชอบเท่าไหร่ แต่ในแง่ของเนื้อเรื่อง และการส่งอารมณ์ แม่งจีเนียส”
“และทั้งหมดนี้ก็ส่งไม้ต่อให้ไปยัง NieR: Automata ซึ่งผมว่ามี Character Design ที่เหนือกว่า และมีเนื้อเรื่องทีน่าซาบซึ้งเหลือเชื่อ (incredibly moving)”
“ทว่าผมก็อินกับเนื้อเรื่องของ NieR (Gestalt) มากกว่า อาจเป็นเพราะเนื้อเรื่องของ Automata มันมีกลิ่นเดียวกัน ผมเลยจับทางได้แล้ว”
“แต่ถ้านับในแง่ของ Gameplay ผมคิดว่า NieR: Automata เพราะฝีมือของทีม Platinum Games และผลลัพธ์ที่ได้คือความมหัศจรรย์”
“ทว่าผมก็อินกับเนื้อเรื่องของ NieR (Gestalt) มากกว่า อาจเป็นเพราะเนื้อเรื่องของ Automata มันมีกลิ่นเดียวกัน ผมเลยจับทางได้แล้ว”
“แต่ถ้านับในแง่ของ Gameplay ผมคิดว่า NieR: Automata เพราะฝีมือของทีม Platinum Games และผลลัพธ์ที่ได้คือความมหัศจรรย์”
Lost Planet
กีโญมได้เล่นตอนอายุ 16 ปี จัดเป็นเกมที่ยากที่สุดในสามโลก เดิน ๆ ไปเจอแมลง 9,000 ตัวล้อมหน้าล้อมหลัง ล้อมไข่ โดยที่ในมือเรามีแค่ปืนโง่ ๆ กระบอกเดียว
แล้วเรายังต้องเล็งยิงไปที่ไข่ส้มของแมลง อย่างเดียวเท่านั้น ตอนนั้นคือมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย เกมแม่งยากแบบไร้ทางสู้ เราได้แต่หนีหัวซุกหัวซุน ทั้งที่ฝีมือตัวโยมเองก็ไม่น่าจะกากอะไร
เกมแม่งเหมือนโยนเราตัวคนเดียว เข้าไปสู้กับกองทัพแมลง 2 พันล้านตัว
Final Fantasy X | X-2
“หนึ่งในเกมที่ดีที่สุดตลอดกาล!”
“ขอพูดถึง FFX-2 ก่อน เอาเข้าจริงระบบเกมเพลย์ของภาค FFX-2 ทำออกมาได้สนุกมากเลยนะ เพียงแต่คุณแค่ต้องเปิดใจยอมรับเนื้อเรื่องในแบบที่มันเป็น เนื้อเรื่องมันปิ๊งวับ สนุกสนาน และเบาสมองกว่า FFX ที่ไปทางดราม่า”
“เวลาเล่น อย่าไปคิดว่านี่คือภาคต่อของ Final Fantasy X ก็พอ…”
“ส่วนตัวเกม Final Fantasy X สำหรับผมแล้ว มันคือหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดตลอดกาล”
“เวลาที่มีคนเดินเข้ามาถามผมว่า Final Fantasy ภาคไหนคือภาคในดวงใจ คำตอบในใจผมมักจะก้ำกึ่งระหว่างไม่ภาค VIII ก็เป็นภาค X นี่แหละ คือภาค FFVIII มันมีเรื่องของแรงดึงดูดจากความถวิลหาอดีต (Strong Nostalgic appeal) ส่วนตัวของผม”
“แต่ถ้าต้องเลือกแนะนำเกม Final Fantasy สักภาคให้คนอื่นไปลอง ผมจะจิ้มไปที่ ภาค X แน่นอน เพราะต่อให้คุณหยิบมันกลับมาเปิดเล่นในยุคปัจจุบันนี้ เกมมันก็ยังเยี่ยมยอดอยู่”
“ส่วนเนื้อเรื่อง... เชื่อไหมว่าทุกครั้งที่ผมหยิบเกมนี้กลับมาเล่น พอถึงฉากจบท้ายเกมทีไร ผมร้องไห้ออกมาตลอด และนี่คือเรื่องจริงแท้แน่นอน 100%”
“ทั้งที่ใจผมจำได้ว่ามันเป็นยังไงหมดแล้วนะ เคยกดดูฉากจบบน YouTube มา 18 รอบแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ทุกครั้งที่ได้นั่งดู มวลอารมณ์ความรู้สึกมันก็ยังพุ่งเข้ามากระแทกผมอยู่ดี”
“มันมีซีนหนึ่งที่ตัวเอกอย่างทีดัสระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ซึ่งคนทั่วไปมักไม่แคร์ฉากนี้กันเท่าไหร่”
“กระทั่งตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ผมเคยรู้สึกหงุดหงิดและรำคาญใจมากเวลาเห็นคนอื่นเอาฉากนี้มาล้อเลียน”
“เพราะคนพวกนั้นไม่เข้าใจนัยยะของซีนนี้เลยสักนิดเดียว”
“ทั้ง ๆ ที่สำหรับผมแล้วน่ะ ซีนนี้คือหนึ่งในฉากที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการวิดีโอเกมเลยล่ะ มันงดงามมากจริง ๆ”
“ส่วนเกมเพลย์แม่งโคตรยิ่งใหญ่ ช่วยท้ายเกม (Late game) ก็ awesome โดยเฉพาะการสู้กับพวก Dark Aeon”
“คุณต้องยอมทุ่มเวลาหลายสิบชั่วโมงไปกับการนั่ง grind มอนสเตอร์ตัวเดิม ๆ ใน Monster Arena เพื่อเดิน Sphere Grid ให้เต็มวง แต่มันคุ้มนะ เพราะท้ายที่สุดคุณจะกลับไปงัดกับพวก Dark Aeon แล้วเอามันลงได้สำเร็จ”
“สรุปสั้น ๆ มันคือหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดตลอดกาล”
“ใครที่ชอบ Clair Obscur แล้วยังไม่เคยจับ Final Fantasy X มาก่อน จัดไป!”
—-------------
[หมายเหตุ] ซีนฝึกหัวเราะของทีดัสและยูน่า ที่กีโญมพูด มันมีความนัยที่ซ่อนอยู่ 4 ชั้น
ชั้นที่ 1 - ยูน่า ในฐานะผู้อัญเชิญ มีชะตากรรมที่จะต้องไปสละชีวิตเพื่อช่วยโลก คนทั้งโลกเข้าใจวัฏจักรนี้ดี และรู้ว่าคนที่เลือกเดินบนเส้นทางนี้เดี๋ยวก็จะต้องตาย ทุกครั้งที่เราได้เจอเขา มันอาจเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ทั้งที่เศร้าแบบนั้น แต่ยูน่ากลับต้องฝึกหัวเราะ แจกรอยยิ้ม มอบความหวังและกำลังใจให้กับทุกคน แม้ในยามที่ตัวเองกำลังจะเศร้า ก็ไม่มีสิทธิแสดงความทุกข์ออกมา
“ทุกข์เหรอ…? ก็อมทุกข์ไปสิ แล้วหัวเราะออกมา!!”
ยังไงยังงั้น…
ชั้นที่ 2 - ทีดัสยังไม่รู้ว่ายูน่าต้องไปตาย ตอนนั้นทีดัสเศร้าอยู่ ยูน่าบอกว่าเวลาเธอเศร้า เธอก็ต้องพยายามยิ้ม หัวเราะออกมา มันก็ต้องฝึก
ทีดัสก็แค่คิดว่าถ้ามันทำให้ยูน่าสบายใจ งั้นกูฝึกหัวเราะให้ก็ได้
แล้วทีดัสที่กระอักกระอ่วนเรื่องที่ตัวเองหลุดมาอยู่ในสปิร่า เรื่องเจคท์ เรื่องซิน ก็ต้อง “ฝืนหัวเราะ” แบบสุดเฟคออกมา ว๊า~ ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!
ถ้าดูแบบไม่เข้าใจบริบทเลย ก็จะคิดไปว่า “พากย์ห่วย”
แต่จริง ๆ โจทย์ของการพากย์ซีนนั้นคือการ “ฝืนหัวเราะ” “เฟคหัวเราะ” ของคนที่โลกกำลังจะแตก แต่ต้องหัวเราะออกมาตามคำแนะนำของคนสำคัญของตน
3. ทั้งยูน่าและทีดัส ต่างช่วยกัน Fake Laugh, Fake Smile
คือโลกจะแตก จะจบสิ้นด้วยกันทั้งคู่
แต่ต้องยิ้ม และทำให้อีกฝ่าย ให้ทุกคนเห็นว่า “กูโอเค”
ก็เพราะว่าทั้งยูน่าและทีดัส ต่างแคร์กันและกันมาก ๆ
4. หลังจากฝึกหัวเราะปลอม ๆ ด้วยกันเสร็จ
ทั้งคู่…
หัวเราะด้วยกันจริง ๆ
แล้วเสียงหัวเราะปลอม ก็ค่อย ๆ กลายเป็นเสียงหัวเราะธรรมชาติ
เพราะทั้งคู่เริ่มคิดว่า “แม่งตลกฉิบหาย” ที่มาฝึกหัวเราะปลอมด้วยกันแบบนี้
กลายเป็นว่ากระทั่งไอ้การหัวเราะปลอม มันก็นำไปสู่หัวเราะจริงได้
“ทั้งที่ใจผมจำได้ว่ามันเป็นยังไงหมดแล้วนะ เคยกดดูฉากจบบน YouTube มา 18 รอบแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ทุกครั้งที่ได้นั่งดู มวลอารมณ์ความรู้สึกมันก็ยังพุ่งเข้ามากระแทกผมอยู่ดี”
“มันมีซีนหนึ่งที่ตัวเอกอย่างทีดัสระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ซึ่งคนทั่วไปมักไม่แคร์ฉากนี้กันเท่าไหร่”
“กระทั่งตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ผมเคยรู้สึกหงุดหงิดและรำคาญใจมากเวลาเห็นคนอื่นเอาฉากนี้มาล้อเลียน”
“เพราะคนพวกนั้นไม่เข้าใจนัยยะของซีนนี้เลยสักนิดเดียว”
“ทั้ง ๆ ที่สำหรับผมแล้วน่ะ ซีนนี้คือหนึ่งในฉากที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการวิดีโอเกมเลยล่ะ มันงดงามมากจริง ๆ”
“ส่วนเกมเพลย์แม่งโคตรยิ่งใหญ่ ช่วยท้ายเกม (Late game) ก็ awesome โดยเฉพาะการสู้กับพวก Dark Aeon”
“คุณต้องยอมทุ่มเวลาหลายสิบชั่วโมงไปกับการนั่ง grind มอนสเตอร์ตัวเดิม ๆ ใน Monster Arena เพื่อเดิน Sphere Grid ให้เต็มวง แต่มันคุ้มนะ เพราะท้ายที่สุดคุณจะกลับไปงัดกับพวก Dark Aeon แล้วเอามันลงได้สำเร็จ”
“สรุปสั้น ๆ มันคือหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดตลอดกาล”
“ใครที่ชอบ Clair Obscur แล้วยังไม่เคยจับ Final Fantasy X มาก่อน จัดไป!”
—-------------
[หมายเหตุ] ซีนฝึกหัวเราะของทีดัสและยูน่า ที่กีโญมพูด มันมีความนัยที่ซ่อนอยู่ 4 ชั้น
ชั้นที่ 1 - ยูน่า ในฐานะผู้อัญเชิญ มีชะตากรรมที่จะต้องไปสละชีวิตเพื่อช่วยโลก คนทั้งโลกเข้าใจวัฏจักรนี้ดี และรู้ว่าคนที่เลือกเดินบนเส้นทางนี้เดี๋ยวก็จะต้องตาย ทุกครั้งที่เราได้เจอเขา มันอาจเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ทั้งที่เศร้าแบบนั้น แต่ยูน่ากลับต้องฝึกหัวเราะ แจกรอยยิ้ม มอบความหวังและกำลังใจให้กับทุกคน แม้ในยามที่ตัวเองกำลังจะเศร้า ก็ไม่มีสิทธิแสดงความทุกข์ออกมา
“ทุกข์เหรอ…? ก็อมทุกข์ไปสิ แล้วหัวเราะออกมา!!”
ยังไงยังงั้น…
ชั้นที่ 2 - ทีดัสยังไม่รู้ว่ายูน่าต้องไปตาย ตอนนั้นทีดัสเศร้าอยู่ ยูน่าบอกว่าเวลาเธอเศร้า เธอก็ต้องพยายามยิ้ม หัวเราะออกมา มันก็ต้องฝึก
ทีดัสก็แค่คิดว่าถ้ามันทำให้ยูน่าสบายใจ งั้นกูฝึกหัวเราะให้ก็ได้
แล้วทีดัสที่กระอักกระอ่วนเรื่องที่ตัวเองหลุดมาอยู่ในสปิร่า เรื่องเจคท์ เรื่องซิน ก็ต้อง “ฝืนหัวเราะ” แบบสุดเฟคออกมา ว๊า~ ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!
ถ้าดูแบบไม่เข้าใจบริบทเลย ก็จะคิดไปว่า “พากย์ห่วย”
แต่จริง ๆ โจทย์ของการพากย์ซีนนั้นคือการ “ฝืนหัวเราะ” “เฟคหัวเราะ” ของคนที่โลกกำลังจะแตก แต่ต้องหัวเราะออกมาตามคำแนะนำของคนสำคัญของตน
3. ทั้งยูน่าและทีดัส ต่างช่วยกัน Fake Laugh, Fake Smile
คือโลกจะแตก จะจบสิ้นด้วยกันทั้งคู่
แต่ต้องยิ้ม และทำให้อีกฝ่าย ให้ทุกคนเห็นว่า “กูโอเค”
ก็เพราะว่าทั้งยูน่าและทีดัส ต่างแคร์กันและกันมาก ๆ
4. หลังจากฝึกหัวเราะปลอม ๆ ด้วยกันเสร็จ
ทั้งคู่…
หัวเราะด้วยกันจริง ๆ
แล้วเสียงหัวเราะปลอม ก็ค่อย ๆ กลายเป็นเสียงหัวเราะธรรมชาติ
เพราะทั้งคู่เริ่มคิดว่า “แม่งตลกฉิบหาย” ที่มาฝึกหัวเราะปลอมด้วยกันแบบนี้
กลายเป็นว่ากระทั่งไอ้การหัวเราะปลอม มันก็นำไปสู่หัวเราะจริงได้
Game of The Year
กีโญมบอกว่าถ้าตอบตามตรง ทั้งชีวิตเขาอยากทำเกมออกมาแค่ 2 เกมก็พอ ที่เหลือค่อยว่ากัน
สื่อถามว่ารู้สึกยังไงกับความสำเร็จที่คว้า GOTY และโกยรางวัลกลับบ้านไปเป็นประวัติศาสตร์บ้าง
กีโญมตอบอย่างถ่อมตัวว่า เขาไม่ได้สร้างความสำเร็จด้วยตัวคนเดียว แต่ถ้าถามว่าพวกสตาฟฟ์รู้สึกยังไง พวกเราโคตรมีความสุข!! มันเหมือนพวกเราได้ไปวิ่งอยู่บน Best Timeline ของชีวิต มีแต่เรื่องไม่คาดฝันเต็มไปหมด จนตอนนี้ยังรู้สึกเลยว่า ความสำเร็จทั้งหมดมันดูเหนือจินตนาการไปไกลมาก
“พูดให้เห็นภาพ... ตอนที่ผมต้องเดินขึ้นไปยืนบนเวทีใหญ่ในงาน The Game Awards น่ะ ความรู้สึกตอนนั้นคือเหมือนผมกำลังนั่งมองดูตัวเองผ่านมุมมอง 3rd Person อยู่เลยเว้ย คือเหมือนเห็นร่างตัวเองกำลังขยับทำสิ่งต่างๆ อยู่บนเวที แต่ผมไม่ได้อยู่ตรงนั้นจริง ๆ วินาทีนั้นกายละเอียดผมลอยออกจากร่างไปแล้ว”
**จริง ๆ แกใช้คำว่าอยู่ใน State of Dissociation มันคือภาวะที่เราแยกตัวเราเองเป็นอีกคน แล้วมองการกระทำของตัวเราจาก 3rd Person เข้ามา เสมือนว่าเราไม่ได้ทำเอง เสมือนว่าเราฝันไป แต่ผมแปลเป็น “กายละเอียดหลุดออกจากร่าง ซึ่งมันไม่ตรงความหมายซะทีเดียว แต่ก็คือการ localize ในแบบของผมน่ะแหละ**
“ผมรู้สึกเหมือนตัวเองติดอยู่ในภาวะจิตหลุดลอยแบบนี้มาตั้งแต่ช่วงที่เกมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วล่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าวันไหนที่จิตมันกลับเข้าร่างเมื่อไหร่ ผมคิดว่าสมองผมคงระเบิดตู้มออกมา ซึ่งผมคิดว่าสตาฟฟ์หลาย ๆ คนในสตูดิโอของพวกเราก็กำลังเป็นแบบนี้เหมือนกัน”
กีโญมเสริมต่อว่าทีมงานของพวกเขา รวมตัวกันได้อย่างเหนียวแน่น และบรรยากาศในออฟฟิศ มันก็เหมือนกลุ่มเพื่อนสนิทสุมหัวทำเกมด้วยกัน เพราะงั้นเลย มันเลยทำให้พวกเราติดดิน ไม่ลืมตัว และโฟกัสกับสิ่งสำคัญจริง ๆ
กีโญมบอกว่าตอนนี้สตูดิโอมันอยู่ตัวเรา เราก็แค่ทำสิ่งที่เรารักต่อ เราทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขมา 5 ปี แล้วมันไปได้เยี่ยม การได้กลับไปทำงานในรังเล็ก ๆ ของพวกเราในมงเปลิเยร์ต่อ มันคือสิ่งที่พวกเรารักอยู่แล้ว แล้วจะไปเปลี่ยนมันทำไม?
GTA
ผู้สัมภาษณ์ถาม แล้วทำไมนาย ถึงดูไม่ค่อยเปิดใจให้กับพวก GTA, Red Dead หรืออะไรเทือกนั้นเลยน่ะ?
“ไม่ ไม่ใชทางผมเลย..”.
“อย่างผม เวลาเปิด GTA ผมจะสนุกมันได้แค่ประมาณ 30 นาที”
“พอเข้าเกมปุ๊บ ผมก็จะกดสูตรโกง เสกคอปเตอร์ออกมา ไล่ฆ่าทุกคน แล้วก็โดนตำรวจยกพวกมาไล่กวดจนตายห่า แล้วผมก็เลิก”
“คือไม่รู้ดิ... ผมเข้าไม่ถึงว่ะ เล่นแป๊บ ๆ ก็เบื่อละ”
ผู้สัมภาษณ์บอก ตอนนี้ GTA6 กำลังจะออกแล้วนะ?
“บางทีผมอาจจะเป็นมนุษย์คนเดียวบนโลกเลยมั้งที่ไม่ได้รู้สึกอะไร”
“แต่ถ้าพูดในแง่ของเทคนิคการสร้าง อันนี้ผมอยากรู้อยากเห็น เลยว่าทีมงานเขาจะสามารถเนรมิตอะไรออกมา ลำพังตัวเลขงบประมาณในการสร้างของภาคนี้แม่งก็บ้าบอหลุดโลกไปละ”
“แต่ผมก็รู้ว่ามันไม่ใช่เกมที่จะทำให้ผมหัวใจสูบฉีดด้วยความตื่นเต้นได้”
ตอนท้ายแกทิ้งท้ายว่า ในตู้เกมเนี่ย เต็มไปด้วยเกมมากมาย ที่แกอยากหยิบมาเล่าให้ฟัง แต่เราไม่มีเวลาอัดรายการขนาดนั้น แต่ถ้าจะสรุปสักอย่างนึงก็คือ เมสแซจในเกมของพวกเขาคือ คนที่ก้าวตามมาภายหลังจะได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากคนที่กรุยทางเอาไว้ก่อนล่วงหน้า
ฉะนั้น เกมอย่าง Clair Obscur Expedition 33 ไม่มีทางเกิดขึ้นมาได้ หากปราศจากชิ้นส่วนแรงบันดาลใจจากเกมรุ่นพี่ทั้งหมดนี้ ที่แต่ละเกมก็ได้ฝากแรงบันดาลใจ ส่งไม้ต่อไม้ สืบทอดกันเรื่อยมา ไม่ว่าจะในแง่เกมเพลย์ เนื้อเรื่อง ดนตรี เอิ่มพอมาเดินดูร้านเกมเก่าแบบนี้ เหมือนได้อยู่ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เลย
แล้วกีโญมก็พูดเหมือนที่ชินโด ฮิคารุกล่าวไว้ในตอนจบแหละ ว่าพวกเรามีหน้าที่เชื่อมโยงอดีตอันไกลโพ้น ส่งไม้ต่อไปยังอนาคตแสนไกล เป็น Legacy ที่ส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ เพื่อคนที่จะก้าวตามมาภายหลัง
ผู้สัมภาษณ์ถาม แล้วทำไมนาย ถึงดูไม่ค่อยเปิดใจให้กับพวก GTA, Red Dead หรืออะไรเทือกนั้นเลยน่ะ?
“ไม่ ไม่ใชทางผมเลย..”.
“อย่างผม เวลาเปิด GTA ผมจะสนุกมันได้แค่ประมาณ 30 นาที”
“พอเข้าเกมปุ๊บ ผมก็จะกดสูตรโกง เสกคอปเตอร์ออกมา ไล่ฆ่าทุกคน แล้วก็โดนตำรวจยกพวกมาไล่กวดจนตายห่า แล้วผมก็เลิก”
“คือไม่รู้ดิ... ผมเข้าไม่ถึงว่ะ เล่นแป๊บ ๆ ก็เบื่อละ”
ผู้สัมภาษณ์บอก ตอนนี้ GTA6 กำลังจะออกแล้วนะ?
“บางทีผมอาจจะเป็นมนุษย์คนเดียวบนโลกเลยมั้งที่ไม่ได้รู้สึกอะไร”
“แต่ถ้าพูดในแง่ของเทคนิคการสร้าง อันนี้ผมอยากรู้อยากเห็น เลยว่าทีมงานเขาจะสามารถเนรมิตอะไรออกมา ลำพังตัวเลขงบประมาณในการสร้างของภาคนี้แม่งก็บ้าบอหลุดโลกไปละ”
“แต่ผมก็รู้ว่ามันไม่ใช่เกมที่จะทำให้ผมหัวใจสูบฉีดด้วยความตื่นเต้นได้”
ตอนท้ายแกทิ้งท้ายว่า ในตู้เกมเนี่ย เต็มไปด้วยเกมมากมาย ที่แกอยากหยิบมาเล่าให้ฟัง แต่เราไม่มีเวลาอัดรายการขนาดนั้น แต่ถ้าจะสรุปสักอย่างนึงก็คือ เมสแซจในเกมของพวกเขาคือ คนที่ก้าวตามมาภายหลังจะได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากคนที่กรุยทางเอาไว้ก่อนล่วงหน้า
ฉะนั้น เกมอย่าง Clair Obscur Expedition 33 ไม่มีทางเกิดขึ้นมาได้ หากปราศจากชิ้นส่วนแรงบันดาลใจจากเกมรุ่นพี่ทั้งหมดนี้ ที่แต่ละเกมก็ได้ฝากแรงบันดาลใจ ส่งไม้ต่อไม้ สืบทอดกันเรื่อยมา ไม่ว่าจะในแง่เกมเพลย์ เนื้อเรื่อง ดนตรี เอิ่มพอมาเดินดูร้านเกมเก่าแบบนี้ เหมือนได้อยู่ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เลย
แล้วกีโญมก็พูดเหมือนที่ชินโด ฮิคารุกล่าวไว้ในตอนจบแหละ ว่าพวกเรามีหน้าที่เชื่อมโยงอดีตอันไกลโพ้น ส่งไม้ต่อไปยังอนาคตแสนไกล เป็น Legacy ที่ส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ เพื่อคนที่จะก้าวตามมาภายหลัง














Post a Comment