Monday, July 9, 2012

บทอธิบายเนื้อเรื่องเพิ่มเติมจาก FFXIII-2 Ultimania Omega [2]

 จากบทอธิบายข้อมูลส่วนลึก : แผนของไคอัส

หลังจากที่ไคอัสมั่นใจว่าโลกจะถึงจุดจบในปี AF700 พินาศยับไปเพราะสงครามครั้งใหญ่
เขาจึงอยากปลดปล่อยยูลจากความทุกข์ทรมานให้ไวขึ้น ด้วยการเดินทางไปยังวาลฮัลล่า
ไคอัสวางแผนที่จะนำเคออสแห่งวาลฮัลล่าออกมาปกคลุมโลกแห่งความจริง (โลกที่มองเห็น)
เพื่อทำให้กาลเวลาจบสิ้นลง

***พล็อตตรงคล้ายกับที่ซันเด้ นำความมืดมาปกคลุมโลกใน Final Fantasy III
เพื่อให้กาลเวลาหยุดลง วันตายของตนจะได้ไม่มีทางมาถึง

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงวางแผนฆ่าเทพธิดาที่ควบคุมเคออสไว้อยู่ เพื่อจะปลดปล่อยเคออสออกมา
ทว่าไลท์นิ่งกลับหยุดยั้งแผนการนี้เอาไว้ได้

ต่อมาเขาจึงอยากให้โคคูนตกลงมา เพื่อทำให้มนุษยชาติจำนวนมหาศาลล้มตายลง
ทำให้ประตูเปิดออก แล้วเคออสจะได้ไหลผ่านเข้ามาในโลกได้
ทว่าแผนนี้กลับถูกเซร่าห์และโนเอลหยุดยั้งเอาไว้

แผนการทั้งสองแผนของเขานี้ดำเนินไปแทบจะในเวลาเดียวกัน

ในท้ายที่สุด เขาถูกโนเอลแทง เขาจึงสามารถปลดปล่อยเคออสได้จากคำสาปที่ว่านั่นคือหัวใจของเอโทร
เทพธิดาหายไป ส่วนแผนของเขาก็บรรลุผล

จากบทอธิบายปริศนาที่ยังไม่คลี่คลาย : ยูลหมอกดำ

แม้ดูเหมือนว่ายูลทุกคนจากทุกช่วงกาลเวลา จะอยู่ข้างเซร่าห์และโนเอล แต่ดูเหมือนยูลอีกคนหนึ่งที่เจอใน Chpater 5 จะเป็นปรปักษ์กับการที่พวกเขาพยายามเปลี่ยนแปลงกาลเวลา เธอผู้นั้นปกคลุมด้วยหมอกสีดำ ซึ่งเป็นสิ่งที้บ่งชี้ถึงพลังแห่งเคออส ร่างที่แท้จริงของเธอคืออะไรกัน?

***จากที่เคยให้สัมภาษณ์ว่าแม้ไคอัสตัวจริงจะถูกแทงตายไปแล้ว แต่เขาก็อาจจะดำรงอยู่ต่อไปผ่านทางเคออส หมายความว่าน่าจะมีไคอัสที่เป็นร่างหมอกสีดำ แบบเดียวกับยูลคนนี้อยู่อีก

สถานที่เหล่านี้คือที่ๆ คุณพบยูลหมอกดำ

  • ยูลคนสุดท้ายที่พบใน Chapter 5 - The Void Beyond
  • ช่วงบทพูดยาวๆ ของไลท์นิ่งในตอนท้ายของ Chapter 5 จะเห็นยูลหมอกดำนั่งอยู่บนม้านั่งใน Orphan's Cradle (ห้อง Nartex)
  • ระหว่างบทสุดท้ายใน Academia ปี AF500 จะได้ยินเสียงของยูลบอกให้กลับไป ระหว่างสู้กับ Paco Luvulite และ Amethyst ก็ยังได้ยิน
  • ยูลที่เห็นใน DLC เนื้อเรื่องของสโนว พอสโนวบอกว่าโดนเคออสดึงตัวไว้ ไม่ยอมปล่อยให้เขาไปไหนได้เราก็เห็นยูล
  • ยูลที่เห็นใน DLC เนื้อเรื่องของไลท์นิ่ง
  • สุดท้าย หลังจากจบเกมไปรอบหนึ่งแล้ว จะเจอเธอในเหตุการณ์ Live Trigger บางอัน ตัวอย่างเช่นที่โบราณสถานเบรชา ปี AF005 หลังจากปราบแอทลัสได้แล้ว จะได้พบเหตุการณ์ Live Trigger เกี่ยวกับจุดกำเนิดของพาราด็อกซ์ เราสามารถกดเลือก "ฟังเสียงจากหัวใจ" ได้

จากบทอธิบายปริศนาที่ยังไม่คลี่คลาย : ไลท์นิ่งที่กลายเป็นคริสตัล

ใน DLC เนื้อเรื่องของไลท์นิ่ง เธอได้กลายเป็นคริสตัล เธอทำเช่นนั้นเพื่อจะได้กลายเป็นภาชนะให้กับการดำรงอยู่ของเซร่าห์ ในฉากจบลับ (หลังฉากเครดิตทีมงาน) การคืนชีพของเธอบอกใบ้แบบนั้น ทว่าพวกคุณได้ฉากจบลับกันทุกคนรึเปล่า? คู่มือบอกว่าคุณต้องได้ 5 ดาวในการต่อสู้กับบาฮามุท/ไคอัส หรือกำจัดมันด้วยไลท์นิ่งเลเวล 10

จากบทอธิบายข้อมูลส่วนลึก : ไลท์นิ่งที่คืนชีพ

ไลท์นิ่ง หลังจากที่ถูกส่งไปยังโลกที่มองไม่เห็น วาลฮัลล่า* ก็ได้เข้าไปยังบัลลังค์เพื่อพบเทพธิดาเอโทร พวกเธอได้สื่อสารกันอยู่ครู่หนึ่ง เทพธิดาได้อยู่อย่างเดียวดาย ถูกทอดทิ้งโดยบิดาของเธอ (บูนิเบลเซ่) แต่เธอก็รักมนุษยชาติ และรักในความทรงจำของผู้คนมากมายที่ต้องจบชีวิตไปในชั่วพริบตา

***วาลฮัลล่าแท้จริงแล้วเป็นสถานที่ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างโลกที่มองเห็นและมองไม่เห็น

ไลท์นิ่งได้รับรู้เรื่องเหล่านี้ เธอจึงตัดสินใจที่จะอยู่ที่นี่ เพื่อที่จะแก้ไขกฎที่ไร้ซึ่งความเมตตานี้

เช่นเดียวกันกับเทพธิดา ไลท์นิ่งดำรงอยู่เพื่อรองรับความทรงจำของผู้ตาย
และกลายมาเป็นนักรบแห่งเทพธิดา

Friday, July 6, 2012

บทอธิบายเนื้อเรื่องเพิ่มเติมจาก FFXIII-2 Ultimania Omega

 แปลข้อมูลเนื้อเรื่องเพิ่มเติมจากหนังสือ Final Fantasy XIII-2 Ultimania Omega ครับ

แรกเริ่มเดิมที คุณโทริยามะไม่ได้คิดจะสร้าง XIII-2 ให้มีเนื้อเรื่องต่อเนื่องจากตัวเกมภาคก่อนโดยตรง แต่ตั้งใจจะให้เนื้อเรื่องเกิดขึ้นหลังจากเวลาผ่านไป 900 ปี ทว่าระหว่างคิดเนื้อเรื่องเบื้องหลัง 900 ปีระหว่างทั้งสองภาค เขาก็ตัดสินใจเปลี่ยนเกมนี้ให้กลายเป็นเรื่องการท่องกาลเวลาแทน โดยกำหนดให้ธีมของเกมคือการก้าวไปข้างหน้าและยึดมั่นในความหวังเอาไว้ แม้ว่าอนาคตนั้นจะไม่แน่นอนและแสนอันตรายก็ตาม ทีมงานได้แรงบันดาลใจในการแต่งเนื้อเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาจากเหตุการณ์ซึนามิที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2011

การต่อสู้ระหว่างไลท์นิ่งและไคอัสในวาลฮัลล่าเป็นวัฏจักรที่ไม่มีวันจบสิ้นโดยที่พวกเขาทั้งสองก็ไม่รู้ตัว ทว่าตอนที่ไลท์นิ่งได้กลายเป็นคริสตัลนั่นแหละมันถึงได้จบลงจริงๆ

วาลฮัลล่าเป็นสถานที่ๆ อยู่ระหว่างโลกที่มองไม่เห็นกับโลกแห่งความจริง ในที่แห่งนี้กระแสเวลาหยุดนิ่ง และเป็นทางผ่านให้กับผู้คนที่จะข้ามไปยังอีกภพ ตอนแรกทีมงานตั้งใจจะให้สถานที่นี้เป็นปี AF999 ....ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีกล่าวถึงใน Final Fantasy Type-0 พล็อตนี้จะเชื่อมทั้งสองเกมเข้าด้วยกันพอดี ทว่าท้ายที่สุดไอเดียนี้ก็ถูกทิ้งลงถังไป

(ช่วงเวลา 999 ใน Type-0 คือช่วงเวลาแห่งฟินิสที่โลกจะถูกพิพากษา ฟัลซิกาล่าจะส่งเหล่าทหารรูลซัสมาทำลายโลกเพื่อบีบให้วีรบุรุษปรากฏตัวขึ้นมา แล้วกาล่าจะพิพากษาว่าคนนั้นมีคุณสมบัติพอที่จะเป็นอากิโตะ - ช่วยกาล่าเปิดประตูสู่โลกที่มองไม่เห็นหรือไม่.... ส่วนใน XIII-2 เดิมทีวางพล็อตให้ช่วงเวลา 999 โลกมีสภาพกลายเป็นวาลฮัลล่า ซึ่งก็พินาศพอๆ กับช่วงฟินิสใน Type-0)

ไคอัสจากยุค AF700 ได้เดินทางไปยังวาลฮัลล่าเพื่อใช้พลังแห่งเคออสทำให้โลกพินาศ จากวาลฮัลล่านั้นเขาจะสามารถส่งสารไปยังไคอัสที่อยู่ในช่วงเวลาอื่นได้ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมไคอัสในยุค AF200 ถึงทำเหมือนว่าเขารู้จักโนเอล ทั้งที่ไึคอัสคนนี้ยังไม่เคยเจอโนเอลมาก่อน

ไคอัสไม่ได้มีความสามารถในการท่องกาลเวลา ทว่าไคอัสที่พวกโนเอลสู้ด้วยในปี AF500 ผู้เล่นน่าจะคิดกันได้ว่าเขาคือไคอัสจากยุค AF700 ที่มาจากวาลฮัลล่าอีกทอดหนึ่ง

ไคอัสไม่อยากให้ยูลอายุขัยสั้นลงเพราะการเปลี่ยนแปลงอนาคต เขาตระหนักถึงเรื่องนี้ก็เลยออกเดินทางไปเพื่อทำลายโลก เมื่อเซร่าห์และโนเอลแก้พาราด็อกซ์ได้ ความเป็นไปได้ในอนาคตก็ยิ่งเปิดกว้างขึ้น ดังนั้นไคอัสจึงพยายามที่จะลดจำนวนอนาคตที่เป็นไปได้ ให้เหลืออนาคตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เพียงแบบเดียว นั่นคืออนาคตที่โลกพินาศสิ้น เขายอมให้เซร่าห์และโนเอลแก้พาราด็อกซ์ต่อไปได้ ในขณะที่โลกเองก็ยังคงมุ่งหน้าสู่ความพินาศไปเรื่อยๆ

(พาราด็อกซ์เกิดขึ้นเพราะบาร์ธานเดลุสพยายามจะเปิดประตูสู่โลกที่มองไม่เห็น ทำให้มวลเคออสไหลจากวาลฮัลล่าออกมาสู่โลกแห่งความจริง กระแสเวลาหลังจากยุคนั้นเลยปั่นป่วน ตอนแรกผมเคยเขียนว่าพาราด็อกซ์ทำให้ยูลเห็นอนาคตจำนวนมากมาย อายุจึงสั้นลงฮวบๆ ดังนั้นไึคอัสควรจะไปโกรธบาร์ธานเดลุสไม่ใช่ไปโกรธเอโทร .......แต่ข้อความในอัลติมาเนียบ่งบอกว่าผมเข้าใจผิด สภาพปกติที่ไม่มีพาราด็อกซ์ต่างหากที่จะทำให้อนาคตยังคงมีความเป็นไปได้เกิดขึ้นมากมาย ด้วยสภาพเช่นนี้ เมื่ออนาคตเปลี่ยนไป อายุขัยของยูลก็สั้นลง นั่นเท่ากับว่าอายุขัยของยูลนั้นสั้นโดยธรรมชาติอยู่แล้ว การมีพาราด็อกซ์ต่างหากที่จะทำให้อายุขัยของเธอไม่หดสั้นลง และไคอัสเองก็คงดีใจที่เกิดพาราด็อกซ์ขึ้น)

แรงจูงใจของไคอัสเกิดจากการที่เขาได้เห็นยูลตายมาหลายต่อหลายครั้ง แล้วเขาก็รู้ดีว่ายังไงซะโลกนี้ก็ต้องจบสิ้นลงในปี AF700 เขาต้องการจะลดความเจ็บปวดของยูลด้วยการทำให้จุดจบของโลกมาถึงไวขึ้น

ไคอัสควรจะตายไปด้วยน้ำมือของโนเอลในช่วงท้ายของเกม แต่เขาก็อาจดำรงอยู่ต่อไปผ่านทางเคออส

ตัวเกมไม่ได้มีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ระหว่างโนเอลและเซร่าห์ เนื่องจากทั้งสองก็มีคนรักเป็นของตนเองอยู่แล้ว ซึ่งก็คือยูลและสโนว และแม้ว่าตัวเกมจะไม่ได้จบอย่าง "Happy Ending" ให้กับไลท์นิ่งตามที่คุณโทริยามะเคยสัญญาไว้ แต่เขาก็หวังว่าจะได้บอกเล่าเรื่องราวของเทพนิยาย Fabula Nova Crystallis ต่อไป

นอกจากนี้ยังมีเรื่องแผนของ DLC ต่างๆ อย่างเนื้อเรื่องของสโนว ตอนแรกวางแผนว่าจะใส่มินิเกมขี่มอเตอร์ไซค์แล่นไปในทุ่งอาร์คิลิทสู้มอนสเตอร์ไปด้วย โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การกำจัดมอนสเตอร์ 30 ตัว ในมินิเกมนั้นสโนวสามารถกระโดด สปินล้อ ดริฟท์ และปล่อยเวทย์น้ำได้ ทว่าระบบซิ่งนี้ก็กลายมาเป็นพื้นฐานของมินิเกมแข่งโจโคโบะในซานาดูแทน

สุดท้ายคือเคยมีแผนสร้าง DLC ที่มีโฮปเป็นศูนย์กลางของเรื่อง เป็นการผจญภัยในหอคอยออกัสเทียโดยใช้ระบบ Live Trigger เป็นหลัก เป้าหมายคือการหยุดอลิซซ่าที่กำลังจะฆ่าโฮปและไปยังทางออกให้ได้ โดยระหว่างนั้นผู้เล่นก็ต้องตัดสินใจเลือกว่าจะทำยังไง ซึ่งจะส่งผลให้สามารถดำเนินเรื่องต่อไปได้ หรือไม่ก็จบ Game Over ตรงนั้นเลย

ในตอนแรก ทีมงานวางแผนให้อลิซซ่าเป็นสาวโหดที่ชอบเล่นสนุกกับผู้ชาย ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโฮปก็จะไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นกันอยู่นี้ ทีมงานยังมีไอเดียสนุกๆ เกี่ยวกับเธออีก แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยให้อ่านในอัลติมาเนีย ทว่าในภายหลังอลิซซ่าก็ถูกเปลี่ยนคาแรคเตอร์ให้เป็นคนแบบที่พวกเรารู้จักกัน ด้วยเหตุผลที่ว่าอลิซซ่าเวอร์ชั่นสาวโหดนั้น... มีบุคลิกที่คล้ายกับจิลมากเกินไป

ที่มา : Nova Crystallis