สรุปเนื้อหา Final Fantasy XV -The Dawn of the Future- Episode Noctis


เรื่องราวของน็อคติส เริ่มต้นขึ้นระหว่างที่เขากำลังต่อสู้กับพวกปิศาจอยู่หน้าวัง น็อคติสสู้อยู่เพียงคนเดียว ท่ามกลางบรรยากาศที่ไร้สีสัน แต่แล้วปิศาจในชุดเกราะสีทองก็ปรากฏตัวขึ้นมาและยิงโจมตีเขา น็อคติสคิดว่าอิกนิส กลาดิโอ และพรอมท์ ควรจะอยู่กับเขาแท้ ๆ แล้วทุกคนหายไปไหนกันหมด? เหมือนมันมีอะไรไม่ชอบมาพากล

เขาเดินเข้าวังไปและรู้สึกว่านี่ไม่ใช่วังที่เขารู้จัก บัลลังก์นั้นเปล่งแสงสีน้ำเงินออกมา น็อคติสนั่งลงไป และได้ยินเสียงบอกว่านี่ไม่ใช่ที่ของเขา และไม่ใช่ของใครหน้าไหนทั้งนั้น

น็อคติสรู้สึกตัวว่าเขากำลังฝันอยู่ และคนที่กำลังพูดกับเขาก็คือบาฮามุท

“ที่นี่คือภายในคริสตัล ที่ซึ่งวิญญาณของดวงดาวสถิตอยู่ สถานที่ซึ่งเจ้าจะได้รับพลังที่ทำให้กลายเป็นราชาที่แท้จริง รับมอบความทรงจำทั้งหมดที่สั่งสมอยู่ในคริสตัล และทำหน้าที่ของตนให้สำเร็จ”

น็อคติสนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น พวกเขามายังกราเลีย เมืองหลวงของจักรวรรดินิฟไฮม์ แล้วไปยังปราการซิกนอวตัส แล้วเขาก็วิ่งนำเพื่อนเข้ามาหาคริสตัลก่อน แล้วโดนคริสตัลดูดเข้าไป แล้วอาร์ดีนก็มาแนะนำตนเอง

แล้วน็อคติสก็ได้เห็นนิมิตของอดีตกาล ตอนที่คริสตัลเกิดขึ้นบนดาวอีออส (ดูเพิ่มเติมได้จาก Official Timeline ในหนังสือ Ultimania) ฟากฟ้าได้กลายเป็นสีน้ำเงิน แผ่นดินกลายเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี มีการสร้างสถานที่สำหรับบูชาคริสตัล จำนวนประชากรและสิ่งมีชีวิตก็เพิ่มพูนมากขึ้น พ่อแม่ของอาร์ดีนและซอมนัส ได้มอบดาบที่มี่ชื่อตามตำนานของฮินดู นั่นคือดาบ “รากษส” (Rakshasa) ให้อาร์ดีนและดาบ “ยักษา” (Yaksha) ให้ซอมนัส ด้วยความหวังว่าทั้งสองจะปกครองแผ่นดินร่วมกัน แต่แล้วหลังจากที่พ่อแม่ท่านจากไป สองพี่น้องก็เกิดความขัดแย้งกัน

จากนั้นเขาได้เห็นความทรงจำเรื่องโศกนาฏกรรมของอาร์ดีนกับเอร่า ทีแรกน็อคติสเกิดความรู้สึกเห็นใจคิดมา แต่เมื่อคิดว่าอาร์ดีนคือฆาตกรที่สังหารลูน่า เพียงเพื่อจะทำให้เขาต้องเจ็บปวด... น็อคติสก็คิดว่าต่อให้อาร์ดีนเคยทำความดีในอดีตมามากมายแค่ไหน เขาก็ไม่มีวันให้อภัย

แต่แล้วน็อคติสก็เริ่มสงสัยว่าการที่ลูน่าทำพิธีปลุกเทพเพื่อช่วยเขาเนี่ย มันเป็นภาระแก่ร่างกายและทำให้เธอตายลงอย่างช้า ๆ แล้วแบบนี้ตัวเขาเอง ก็เป็นคนที่ไม่อาจให้อภัยได้ด้วยรึเปล่านะ... แล้วไหนจะที่ซอมนัสคิดว่าจำเป็นต้องสละชีวิตผู้คนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของอาณาจักรอีกล่ะ?

น็อคติสเห็นภาพที่อาร์ดีนถูกจองจำในคุกหิน แล้วซอมนัสก็สร้างอาณาจักรจนรุ่งเรือง และส่งต่อให้กษัตริย์ในรุ่นต่อ ๆ มา มีกษัตริย์บางองค์ที่โหดร้าย บางองค์ก็ใจดี และก็ได้เห็นการก่อตั้งประเทศเทเนแบร นิฟไฮม์ แอ็คคอร์โด และเห็นว่าไม่ว่าจะเกิดที่ไหน มนุษย์เราก็เหมือนกันหมด

ถึงยุคหนึ่งชาวนิฟไฮม์ก็ยกทัพไปช่วยปล่อยตัวอาร์ดีนออกมาจากคุก

ถัดมาเรจิสที่อุ้มน็อคติสอยู่ในอ้อมแขนท่ามกลางฝนตก (เทรลเลอร์งาน Gamescom 2015 ที่เยอรมัน) ก็ถูกเลือกว่าต่อไปจะต้องมาเป็น 1 ใน 13 บูรพกษัตริย์ และได้รับรู้ถึงคำทำนายที่จะเกิดขึ้นกับน็อคติสในภายหลัง

น็อคติสคิดว่าหากอาร์ดีนไม่ถูกช่วยปล่อยตัวออกมาในยุคนั้น ป่านนี้เขาก็คงใช้ชีวิตในฐานะรัชทายาทตามปกติ เขาก็จะไม่ถูกเดม่อนโจมตีปางตายตอนเด็ก ไม่ได้ไปเทเนแบร ไม่ได้เจอกับลูน่า ความสัมพันธ์กับกลาดิโอและอิกนิสก็คงไม่เหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้ เวอร์สไตล์เองก็จะพัฒนาทหารกลไม่สำเร็จ แล้วพรอมท์ก็จะไม่ได้เกิดมา คฤหาสน์เฟเนสเทล่าก็จะไม่ถูกโจมตี ลูน่ากับเรวุสก็คงยังใช้ชีวิตอยู่กับราชินีซิลวา

ทว่าชะตากรรมนั้นได้ถูกเทพเจ้าลิขิตไว้แล้ว และไม่มีเส้นทางอื่นใด

น็อคติสเห็นเหตุการณ์ตอนที่ลูน่าตาย อิกนิสและเรวุสขึนไปยังแท่นบูชา เรวุสโอบร่างของลูน่าไว้แล้วบอกว่าต่อให้ตายไปแล้ว โหรก็ไม่ได้ไปสู่สุขคติ ต้องให้ความมืดถูกขจัดสิ้นไปและหน้าที่ของเธอสำเร็จแล้วก่อนต่างหาก แล้วร่างของลูน่าก็สลายไปในอากาศ

แล้วก็ย้อนเห็นภาพตอนที่ลูน่าทำพิธีกับศิวะ ภาพตอนที่คว้าแหวนแล้วหนีตายออกจากอินซอมเนียในภาค Kingsglaive

น็อคติสเลยพึ่งได้รู้ว่าระหว่างที่เขาและเพื่อนกำลังเพลิดเพลินจากการออกมาสู่โลกภายนอกเป็นครั้งแรก ลูน่าได้ไปตกระกำลำบากอะไรมาบ้าง ว่าแล้วเขาก็ได้แต่พูดคนเดียว “ฉันขอโทษ... ฉันขอโทษ... ฉันไม่รู้มาก่อนเลย”

ว่าแล้วก็เลยเข้าใจว่าทำไมเรวุสโกรธเขาขนาดนี้ เพราะเขาไม่เป็นผู้ใหญ่ และไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ไม่แม้แต่จะใส่ใจคนที่ยื่นมือมาช่วยและสนับสนุนเขา เพราะแบบนี้เอง คอร์และกลาดิโอถึงบอกให้เขาปรับปรุงตัว

แล้วเขาก็เห็นการเสียสละของอิกนิสที่อัลทิสเซีย จนเข้าใจว่าที่อิกนิสปิดบัง ไม่ยอมบอกเขาว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น ก็เพราะไม่อยากให้เขาต้องเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม

ยิ่งรู้ก็ยิ่งเข้าใจ ว่าตัวเองอ่อนหัดขนาดไหน รู้ว่าที่ผ่านมาทุกคนได้ช่วยกันปกป้องตัวเองมาโดยตลอด และไม่รู้ว่าจะตอบแทนทุกคนได้รึเปล่า

นอกจากภาพในอดีตแล้ว ยังเห็นภาพในอนาคตที่ตัวเองต่อสู้กับอาร์ดีน เห็นตัวเองสละชีวิตบนบัลลังก์และเดินทางไปสู่โลกหน้า แล้วก็สลายไป

ความจริงที่ว่าเขาต้องสละชีวิตเพื่อช่วยโลกจากการดูดความมืดปกคลุม เป็นชะตากรรมที่เขาไม่อยากจะยอมรับ แต่ก็รู้ว่า... นั่นคือโชคชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เขาหวาดกลัว ไม่อยากจะสูญเสียทุกอย่างไป ไม่อยากตายแต่ก็ไม่อยากให้โลกตกสู่ความมืด อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป

เขาเงยหน้าขึ้น มองเห็นพ่อ บัดนี้น็อคติสเข้าใจแล้วว่าพ่อเลี้ยงเขามาโดยรับรู้ชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นมาโดยตลอด จึงพยายามเลี้ยงเขาให้มีความสุข บัดนี้พ่อมาส่งเขาอีกครั้งด้วยรอยยิ้มและคำขอโทษ เรจิสบอกว่าพ่อแม่นั้นควรเป็นห่วงลูก แต่ลูกไม่ควรจะต้องมาเป็นห่วงพ่อแม่ แต่ว่าตอนนี้ลูกก็ไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว

“ราชาจะปกครองโดยย่ำอยู่กับที่ไม่ได้ ราชาต้องก้าวไปข้างหน้าเสมอ ยอมรับผลที่จะตามมา และไม่มาเสียใจภายหลัง” (ประโยคเดียวกับที่อิกนิสพูดในเกม Chapter 10 แสดงว่าอิกนิสเคยฟังจากเรจิสมาก่อน)

แล้วเรจิสก็ยื่นดาบของตนให้น็อคติส พร้อมบอกว่าเอาไว้ปกป้องประชาชนและคนที่เขารัก ก่อนที่จะหายไป

น็อคติสนึกถึงผู้คนและสิ่งต่าง ๆ ที่เขารัก ผู้คนและสถานที่ที่เขาพบเจอมาตลอดการเดินทาง เหนือสิ่งอื่นใด เขาไม่อยากให้การเสียสละของลูน่าต้องสูญเปล่า เขาอยากจะปกป้องเธอมากกว่าอะไรทั้งนั้น ถึงแม้จะเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็อยากจะปกปักรักษาหลักฐานที่พิสูจน์ว่าครั้งหนึ่งเธอเคยมีชีวิตอยู่

ในนิมิตนั้น น็อคติสนั่งบนบัลลังก์อีกครั้ง บอกกับตัวเองว่านี่คือเวลาที่จะต้องคิดและเลือก จากนั้นเขาก็ตื่นขึ้นที่คุกหินภายในเกาะแองเจิลการ์ด

************************

เมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว น็อคติสก็เจออัมบราที่มารอต้อนรับ และได้รับไดอารีที่ลูน่าเขียนไว้ให้ หน้าแรกสุดที่เขายังไม่ได้อ่านเขียนว่า “ปลอดภัยดีแล้ว” หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องราวตลอดการเดินทางใน Episode Luna พอน็อคติสรู้ว่าลูน่าฟื้นขึ้นมาแล้วก็ร้องไห้ ระหว่างที่น็อคติสใช้นิ้วไล่อ่านตัวอักษรของลูน่าไปเรื่อย ๆ ภาพที่เห็นก็เริ่มพร่าเบลอจากน้ำตา ด้วยความเสียใจที่วันนั้นปกป้องลูน่าไว้ไม่ได้ จากการอ่านไดอารีนี้เขาจึงรู้ว่าบัดนี้เวลาได้ผ่านไป 10 ปีแล้ว คริสตัลนั้นเพียงแสดงภาพความทรงจำต่าง ๆ จนถึงวันที่เขาเข้าไปในคริสตัลเท่านั้น

น็อคติสสาบานว่าจะไม่ยอมสูญเสียใครไปอีก เหมือนกับที่เขาสูญเสียลูน่าไป และบอกอัมบราว่าเขาจะเอาไดอารีเล่มนี้ไปคืนลูน่าด้วยมือของเขาเอง

ข้อความสุดท้ายในไดอารีที่ลูน่าเขียนทิ้งไว้คือ จะรอคุณอยู่ที่วัง

น็อคติสกับอัมบราออกนั่งเรือไปยังท่ากัลดินคีย์ แล้วได้พบกับโซลที่พอซิ่งมอเตอร์ไซค์ส่งลูน่าที่อินซอมเนียเสร็จแล้วก็บึ่งรถมารอรับน็อคติสต่อ

น็อคติสได้อ่านเรื่องของโซลจากไดอารีมาแล้ว เลยรู้ว่าสามารถไว้ใจเธอคนนี้ได้ โซลอาสาจะพาน็อคติสไปส่งที่วังเอง พอโซลอาสาจะนำทางต่อแล้ว อัมบราก็หายไป

จากนั้นโทรศัพท์ของโซลก็ดังขึ้น เธอรับสายขึ้นมาและบอกว่าตอนนี้เธออยู่กับราชาแล้ว และส่งโทรศัพท์ให้น็อคติสคุยด้วย ปรากฏว่าคนที่โทรมาคือกลาดิโอเอง กลาดี้บอกว่าให้ไปเจอกันที่แฮมเมอร์เฮดก่อน แล้วก็วางสายไปเพราะไม่สะดวกคุยในตอนนี้

น็อคติสถามโซลว่าพระสหายทั้งสามคนของเขาสบายดีมั้ย? เขาเป็นห่วงอิกนิสที่ตาบอดและพรอมท์ที่อาจจะมีปัญหาในการยิงปืนท่ามกลางความมืด โซลบอกว่าพรอมท์ช่วยงานซิดนีส่งของต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ส่วนอิกนิสก็เคยบอกไว้ว่าในความมืดนี่ คืออื่นก็มองอะไรไม่ค่อยเห็นเหมือนกันกับเขาที่ตาบอดน่ะแหละ แต่ทุกคนจะต้องดีใจมากที่น็อคติสกลับมาแล้วแน่ ๆ

ระหว่างนั่งมอเตอร์ไซค์ โซลก็เล่าให้ฟังว่าตอนเจอลูน่าครั้งแรก ลูน่าโดดขึ้นรถเทียมข้างมอเตอร์ไซค์ของเธอ แล้วก็โยนข้าวของออกไปหมด ตอนอยู่ด้วยกัน ลูน่าเล่นไพ่ได้ห่วยมาก แต่ดันเล่นเกมวัดใจเอามีดแทงสลับระหว่างนิ้วทั้ง 5 ได้อย่างช่ำชองเหลือเชื่อ...

น็อคติสจำได้ว่าเขาเคยเห็นเรวุสเล่นเอามีดแทงสลับระหว่าง 5 นิ้วมาก่อน เลยจำมาฝึกบ้าง แต่โดนอิกนิสมองค้อนใส่ตลอด

แล้วโซลก็บอกว่า “หน้าที่” ใหม่ที่ลูน่าได้รับจากเทพมาคือ การไปสู้กับอาร์ดีน... ทำให้น็อคติสตกใจมาก

ยิ่งคิดก็ยิ่งงง ก็ในไดอารีลูน่าเขียนว่าเธอไปที่วังเพื่อจะไปเจรจากับอาร์ดีน แต่เธอไม่ได้เขียนไว้ว่าบาฮามุทสั่งให้เธอไปฆ่าอาร์ดีน แล้วบาฮามุทจะสั่งให้เธอไปฆ่าอาร์ดีนได้ยังไงก็ในเมื่อแหวนลูซิไออยู่กับเขา วิธีฆ่าอาร์ดีนก็น่าจะมีแค่การใช้แหวนอย่างเดียว

โซลยังเล่าให้ฟังอีกว่าตอนนี้ลูน่าได้พลังใหม่ในการดูดกลืนเดม่อนมา เธอได้ขอให้ลูน่าช่วยชีวิตอราเนียไว้ พอลูน่าดูดเชื้อจากอราเนียมา เลยกลายเป็นเดม่อนไปครึ่งตัว โซลรู้สึกผิดที่เธอมีส่วนทำให้ลูน่าเป็นแบบนี้ แต่น็อคติสบอกว่าลูน่าเป็นคนแบบนี้แหละ ยังไงเธอก็ต้องช่วยอยู่แล้ว

ยิ่งฟังก็ยิ่งเป็นห่วงน็อคติสเลยบอกว่าเขาจะรีบไปช่วยลูน่าที่วังก่อนเลย จะไม่รอพบพวกกลาดิโอที่แฮมเมอร์เฮดแล้ว และฝากโซลบอกกลาดิโอด้วย

น็อคติสเข้าใจแล้วว่าลำพังพลังที่เทพเจ้าให้มา มันไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนได้

ดังนั้นหากว่าเขาอยากจะช่วยทุกคนให้ได้ เขาก็ต้องตัดสินใจ และทำด้วยตัวของเขาเอง

************************

อีกทางด้านหนึ่ง ลูน่ายังเจรจาขอความร่วมมือจากอาร์ดีนไม่สำเร็จ อาร์ดีนเย้ยว่าใครจะไปโง่ร่วมมือกับหุ่นเชิดของเทพเจ้าที่คิดจะกำจัดเขา แต่แล้วลูน่าก็บอกว่าบาฮามุทวางแผนที่จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในดาวอีออสนะ

อาร์ดีนฟังแล้วก็ไม่สะทกสะท้าน และบอกว่าแบบนั้นก็ดีเลย แล้วก็ไล่ให้เธอออกไปได้แล้ว ตอนนี้เขาจะรอต้อนรับแขกอื่น (น็อคติส)

ลูน่าเลยบอกว่าเอร่า ก็ขอร้องให้เธอช่วยอาร์ดีนไว้ด้วย...

อาร์ดีนได้ยินแล้วก็ของขึ้นแล้วบอกให้ลูน่าหุบปาก!! แต่ลูน่ายังไม่หยุด อาร์ดีนเลยเรียกอิฟรีทออกมา หมายจะจัดการลูน่าซะ



น็อคติสแยกทางกับโซลที่แฮมเมอร์เฮด แล้วตรงดิ่งไปยังวังหลวงคนเดียวโดยไม่รอใคร

พอเข้ามาถึงภายในเมือง เขาก็เจอกับบูรพกษัตริย์องค์หนึ่งที่โดนพิษเดม่อนอาบเข้าให้ด้วยฝีมือของอาร์ดีน (แบบใน Royal Edition) แล้วน็อคติสก็ต้องต่อสู้อย่างยากลำบากด้วยตัวคนเดียว แต่ก็สามารถเอาชนะ และทำหน้ากากของบูรพกษัตริย์องค์นั้นแตกออกมา เผยให้เห็นใบหน้าจริงได้สำเร็จ

กษัตริย์ที่อยู่ใต้หน้ากากคนนั้นก็คือซอมนัส ซึ่งมีใบหน้าที่ละม้ายคล้ายกับตัวเขาเอง น็อคติสก็เลยยิ่งเข้าใจว่าอาร์ดีนมองหน้าเขาแล้ว คงรู้สึกยังไง

ซอมนัสเองก็เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับอาร์ดีน และได้ขอให้น็อคติสได้โปรดช่วยอาร์ดีนด้วย ซึ่งน็อคติสก็รับปากว่าจะช่วยอาร์ดีนให้ได้ แต่ก็ได้ย้อนถามว่าทำไมเทพเจ้าถึงไม่ให้พลังแบบอาร์ดีนแก่ซอมนัส หรือใครอื่นเลยล่ะ? แล้วทำไมป่านนี้ถึงพึ่งมาให้พลังแบบเดียวกันแก่ลูน่าล่ะ?

แน่นอนว่านั่นไม่ใช่คำถามที่ซอมนัสจะตอบได้เหมือนกัน

************************

ขณะเดียวกันฝั่งอาร์ดีนที่เรียกอิฟรีทออกมาหมายจะจัดการลูน่า แต่ลูน่ารับมืออิฟรีทได้ และพยายามดูดกลืนพิษเดม่อนออกไปจากตัวของอิฟรีท ขณะที่ดูดไป ก็พยายามตั้งสติเจรจากับอาร์ดีนไปด้วย

อาร์ดีนบอกว่าต่อให้โลกจะถูกทำลายย่อยยับ เขาก็ไม่ว่าอะไร... แต่ถ้าเขาสามารถฆ่าบาฮามุทได้ด้วย แบบนั้นก็จะสมบูรณ์แบบเลย

ลูน่าอธิบายว่าบาฮามุทนั้นฆ่าไม่ตาย ตราบใดที่มันยังมีตัวตนอยู่ในโลกหน้าด้วย เธอจึงอยากให้อาร์ดีนร่วมมือกัน... เธอพูดด้วยสีหน้าที่เจ็บปวดจากการยื้อกับอิฟรีทไว้

แต่แล้วลูน่าก็สามารถดูดพิษเดม่อนไปจากตัวอิฟรีทได้จนหมด เป็นการปลดปล่อยอิฟรีทจากการครอบงำของอาร์ดีน

พออิฟรีทได้สติ จึงหันไปเตรียมจะระบายแค้นกับอาร์ดีนแทน... แต่ลูน่ารีบเข้ามาห้ามไว้ และขอให้อิฟรีทช่วยทำพิธีกรรมกับเธอ ซึ่งอิฟรีทก็ยอมตอบตกลงด้วยดี

อิฟรีททำพิธีกรรมให้ลูน่าจนเสร็จ อาร์ดีนก็ปรบมือให้ แล้วบอกว่าเป็นโชว์ที่สนุกมาก หลังจากนั้นลูน่าก็ที่อ่อนเปลี้ย ก็หมดสติไป

************************

น็อคติสที่เข้ามาในวังแล้ว ก็ขึ้นลิฟต์มาจนถึงห้องบัลลังก์ พอเปิดประตูเข้ามา ก็เจออาร์ดีนพูดประโยครับแขกของเขาว่า เสียใจด้วยที่ถึงคราวเคราะห์แล้ว... เจ้ามาช้าไปนะ

ตอนนี้ลูน่าได้กลายเป็นมอนสเตอร์ไปอย่างสมบูรณ์แล้ว และคว้าหอกพุ่งเข้ามาจู่โจมเข้าใส่น็อคติส น็อคติสรีบถามอาร์ดีนทันทีว่าแกทำอะไรกับเธอ!! แต่อาร์ดีนบอกว่าเธอตัดสินใจดูดโรคแห่งดวงดาวออกไปจากตัวอัคคีเทพด้วยเจตจำนงค์ของเธอเอง

ยังไม่ทันไร ก็มีดาบยักษ์ร่วงลงมาจากฟ้า แหวกอากาศลงมาปักที่พื้น

แล้วเสียงของบาฮามุทก็ดังขึ้น บอกว่าบทบาทของราชาได้สิ้นสุดลงแล้ว ที่ผ่านมาเขาได้มอบพลังที่จะยับยั้งโรคแห่งดวงดาวให้กับมนุษย์ แต่พวกเจ้ากลับเอาพลังไปใช้อย่างโง่เขลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้น จะไม่มีการปกป้องอีกต่อไปแล้ว และ... จะยุติชีวิตทั้งหมดบนดาวอีออสนี้ลง นี่คือพรหมลิขิตใหม่ที่พวกเจ้าต้องยอมรับ

แล้วบาฮามุทก็สั่งให้ลูน่าปลดปล่อยพลังออกมาเต็มที่ กลายเป็นราชันย์แห่งเดม่อน

ร่างของลูน่าลอยขึ้นไปกลางฟากฟ้า และปลดปล่อยคลื่นพลังงานออกมา ทำลายห้องบัลลังก์ที่น็อคติสและอาร์ดีนอยู่จนพินาศสิ้น ทั้งสองกระเด็นออกมาและสลบไป

อาร์ดีนพื้นขึ้นมาก่อน และเห็นร่างของลูน่าลอยอยู่กลางฟ้า และมีร่างแยกของบาฮามุท ขนาดเล็กกว่าตัวจริง รายล้อมเธออยู่ อาร์ดีนเข้าใจได้ทันทีว่าบาฮามุทกำลังเตรียมการเพื่อยิงเทร่าแฟลร์ และจากการที่บาฮามุทมีตัวตนอยู่ทั้งในโลกอีออสและในโลกหน้า หมายความว่าเขาไม่สามารถฆ่าบาฮามุทให้ตาย และไม่อาจทำให้มันติดเชื้อได้ แต่ถ้าบาฮามุทใช้เทร่าแฟลร์ออกมาแล้วทำลายดาวไม่สำเร็จ มันก็อาจจะหมดพลังและต้องกลับไปจำศีล เหมือนกับที่เคยหายตัวไปยาว ๆ ภายหลังสงครามระหว่างเทพก็เป็นได้

ว่าแล้วทางด้านบาฮามุท ก็ส่งพลังยกวังลูซิสให้ลอยขึ้นไปบนฟ้า เพื่อให้มนุษย์ไม่อาจแตะต้องคริสตัลที่อยู่ในวังได้อีก แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับอาร์ดีน สายเลือดตระกูลลูซิสที่สามารถวาร์ปได้อยู่แล้ว

น็อคติสฟื้นตามขึ้นมา และเห็นวังลูซิสลอยขึ้นไปอยู่กลางฟ้ามืด โดยมีลูน่าในร่างปิศาจลอยอยู่บนนั้นด้วย เธอกำลังร้องเพลงอันเป็นพิธีอัญเชิญครั้งสุดท้าย ซึ่งก็คือการให้บาฮามุทยิงเทร่าแฟลร์ออกมา

ด้วยความหวาดกลัวว่าจะสูญเสียเธอไปอีกครั้ง น็อคติสรีบวาร์ปตามขึ้นไปที่วัง แต่กลับถูกพวกร่างแยกของบาฮามุทขัดขวางไว้ และจำนวนของพวกมันมากเกินกว่าที่เขาจะกำจัดไหว

ทันใดนั้น อิกนิส กลาดิโอ และพรอมท์ก็ปรากฏตัวขึ้นมาช่วย กลาดิโอบอกว่าน็อคท์มาช้านะ ซึ่งน็อคท์ก็ตอบว่าพวกนายก็ด้วย!!

แล้วน็อคติสก็พูดประโยคแบบเวลาให้อิกนิสใช้ท่า Overwhelm คือเรียกให้อิกนิสให้สัญญาณ อิกนิสตะโกนให้ทุกคนเข้ามารวมพลัง แล้วก็ทั้ง 4 คนก็พุ่งเข้าไปจัดคอมโบชุดใหญ่ใส่ฝูงบาฮามุทที่รายล้อมพวกเขาอยู่ด้วยกัน

ระหว่างสู้ น็อคติสก็ชมว่าสหายของเขาสู้เข้าขากันได้ดีเหมือนเมื่อสิบปีก่อน ไม่สิ... พรอมท์เก่งขึ้น กลาดิโอแข็งแกร่งกว่าเดิม ส่วนอิกนิสก็ก้าวข้ามปัญหาการมองไม่เห็นไปแล้ว ทุกคนได้เติบโตขึ้นไปมาก

แล้วโซล อราเนีย บิ๊กส์ เวจด์ ก็นั่งเรือเหาะตามมา และบอกให้ทั้ง 4 รีบขึ้นมา เรือเหาะนั้นได้มุ่งหน้าขึ้นไปหาลูน่าและวังลูซิสที่ลอยอยู่บนฟ้า แต่แล้วฝูงบาฮามุทก็โจมตีเรือเหาะนั้นจนเรือเหาะร่วง... แต่ยังดีที่ร่วงไปตกบนลานหน้าวัง ซึ่งตอนนี้เป็นเสมือนเกาะลอยฟ้า (น่าจะมุกเดียวกับตำหนักหมื่นมาร Pandemonium ที่เป็น Last Dungeon ใน FF Type-0 เลย)

และแล้วฝูงบาฮามุทตัวเล็กก็หยุดโจมตีพวกเขา น็อคติสเข้าใจว่าพวกมันคงไม่อยากเสี่ยงที่จะทำให้คริสตัลเสียหาย พวกโซล อราเนีย บิ๊กส์และเวจด์ ช่วยกันซ่อมแซมเรือเหาะที่เสียหาย โดยโซลขอให้น็อคติสช่วยลูน่าให้ได้ น็อคติสกับสหายจึงออกจากเรือเหาะเพื่อไปช่วยลูน่าและหยุดยั้งบาฮามุท

น็อคติสปรึกษากับอิกนิสว่าเขาอยากส่งข้อความไปยังเมืองเลสทัลลัม ให้เตรียมอพยพคนหนี... แต่ก็ได้แต่พูดไปแบบนั้น เพราะถ้าดาวจะระเบิดขึ้นมา ก็ไม่รู้ว่าจะหนีไปที่ไหนได้

ระหว่างที่น็อคติสเดินคุยอยู่กับอิกนิส อาร์ดีนก็ปรากฏตัวขึ้น

“ไม่ได้จะมาปลิดชีพข้าเหรอ?”

“ฉันไม่มีเวลามาเล่นกับแก!”

อาร์ดีนบอกว่าถ้าไปช่วยลูน่าที่กลายเป็นปิศาจร้องเพลงเตรียมอัญเชิญเทร่าแฟลร์ตอนนี้ มันจะเป็นการขัดขวางแผนที่ลูน่าวางไว้ ลูน่าได้มาคุยกับเขา ขอให้เขาร่วมมือด้วย และบอกให้ปล่อยบาฮามุทยิงเทร่าแฟลร์ออกมา แล้วเหล่าเทพที่เหลือจะไปช่วยกันรับการโจมตีอีกครั้งเหมือนเมื่อในอดีต หากรับการโจมตีไว้ได้สำเร็จ... บาฮามุทที่ยิงพลังมาสุดแรงเกิดจะหมดก๊อก จนต้องเข้าสู่การหลับใหลอีกครั้ง และเนื่องจากบาฮามุทมีตัวตนอยู่ในทั้งโลกนี้และโลกหน้า จึงไม่สามารถฆ่าให้ตายได้ เราได้แต่ทำให้มันหมดสภาพและหลับใหลไปก่อน

อิกนิสบอกว่าแผนนี้มันบ้าบิ่นเกินไป ซึ่งอาร์ดีนเองก็เห็นด้วย แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าในตอนนี้

แล้วอาร์ดีนก็บอกให้น็อคติสส่ง “แหวนลูซิไอ” มาให้เขาซะ แล้วก็เข้ามาจู่โจมเพื่อชิงแหวน

ด้านน็อคติสตระหนักได้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ “หน้าที่” ที่เทพมอบหมายมาให้กำจัดอาร์ดีนนั้น ไม่มีความหมายใด ๆ อีกต่อไปแล้ว แต่ถ้าอาร์ดีนปรารถนาให้มี “การต่อสู้ของราชันย์” มาโดยตลอด เขาก็จะจัดให้

อาร์ดีนกับน็อคติสเข้าต่อสู้กัน (เพื่ออออออ!? อีกสัก 5 นาทีดาวนาเม็กจะระเบิดแล้วนะเฟ้ย!!) ระหว่างฟาดกันไปก็คุยกันไป อาร์ดีนบอกว่าเขาจะรับพลังของบูรพกษัตริย์ไว้เอง แล้วเดินทางไปยังโลกหน้า ไปต่อสู้กับอีกร่างของบาฮามุทที่อยู่ในนั้น

ที่จริงแล้วอาร์ดีนเอง ก็มีวิญญาณบางส่วนอยู่ในโลกหน้าแล้วเหมือนกัน (ที่ผ่านมาอาร์ดีนถึงได้เป็นอมตะ) แต่วิญญาณบางส่วนนั้นมันไม่มีพลังที่จะไปต่อกรกับบาฮามุทได้

แล้วอาร์ดีนก็ยั่วว่าพลังของราชาที่แท้จริงมีแค่นี้เองเหรอ? นี่เขาถูกลิขิตให้ต้องมาแพ้ราชาที่กระจอกแบบนี้เลยเหรอเนี่ย?

น็อคติสก็ไม่ได้สนใจ แต่หัวคิดไปถึงนิมิตหนึ่งที่ตัวเองเห็นตอนอยู่ในคริสตัล เป็นภาพในอดีตตอนที่อาร์ดีนเผชิญหน้ากับบาฮามุทใน Episode Ardyn... ตอนนั้นอาร์ดีนได้ต่อต้าน ไม่ยอมจำนนต่อชะตากรรมที่บาฮามุทมอบให้

แล้วน็อคติสก็ถามอาร์ดีนว่าหากกำจัดบาฮามุทได้สำเร็จ... ก็ถือว่าช่วยอาร์ดีนไว้ได้เหมือนกันใช่มั้ย?

แต่อาร์ดีนบอกว่า เขาไม่สนหรอกว่าตัวเองจะถูกช่วยไว้ได้หรือไม่ได้

จังหวะนั้นเอง น็อคติสก็อัญเชิญดาบของเรจิสออกมา แล้วแทงจ้วงเข้าไปในตัวของอาร์ดีน แต่ก็แทงไม่ลึกพอที่จะฆ่าเขาได้

อาร์ดีนถามว่า ทำไมไม่รีบทำหน้าที่ให้สำเร็จ... น็อคติสก็ตอบว่าเขาออกมาจากคริสตัล มาฆ่าอาร์ดีนเพราะคิดว่าจะช่วยขจัดความมืดมิดที่ปกคลุมโลกออกไปได้ แต่ตอนนี้บาฮามุทตั้งใจจะฆ่าทุก ๆ คน ดังนั้นไม่มีประโยชน์อะไรที่จะฆ่าอาร์ดีนแล้ว

น็อคติสดึงดาบที่แทงอาร์ดีนอยู่ออกมา และถามอาร์ดีนว่าหากอาร์ดีนกำจัดบาฮามุทในโลกหน้าได้สำเร็จ มนุษยชาติจะรอดตายใช่มั้ย? อาร์ดีนบอกว่าคงจะใช่ แต่เขาไม่ได้ทำเพราะอยากจะช่วยใครหรอกนะ

น็อคติสบอกว่าเขาได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยอมสูญเสียใครไปอีกเพื่อกอบกู้โลก เขาไม่อาจให้อภัยอาร์ดีนที่ฆ่าลูน่าได้ เกลียดเข้าไส้

แต่อาร์ดีนก็เป็นส่วนหนึ่งของโลก ที่เขาสาบานว่าจะปกป้องไว้ให้สำเร็จ

อีกทั้งปฐมกษัตริย์ซอมนัส ก็ยังได้ขอให้เขาช่วยอาร์ดีนด้วย...

“ฉันไม่อยากสูญเสียใครไปอีก แต่หากว่ามันจะช่วยนายได้...”

เจอประโยคนี้เข้าไป อาร์ดีนก็ได้แต่อึ้ง... และเป็นครั้งแรกที่อาร์ดีนยอมรับว่า น็อคติสได้เติบโตขึ้น จนเหมาะสมที่จะเป็นราชาที่แท้จริงแล้ว ทว่าความรู้สึกนั้นก็ทำให้อาร์ดีนขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย

ว่าแล้วน็อคติสก็อัญเชิญเหล่าบูรพกษัตริย์ทั้งหมดออกมา และขอให้ทั้งหมดอนุญาตให้อาร์ดีนเป็นผู้ใช้แหวนลูซิไอแทนเขาต่อไป เพื่อที่จะกอบกู้โลกใบนี้ให้สำเร็จ


ซอมนัสปรากฏตัวขึ้นและตอบตกลงในทันที และบอกอาร์ดีนว่าอย่างน้อยที่สุดก็ขอให้เขาได้เอ่ยคำขอโทษด้วย

“ข้าไม่คาดหวังว่าจะได้รับการให้อภัย อย่างไรก็ตาม ข้าขอโทษ... และจะให้กล่าวคำขอโทษกี่ครั้งก็ได้ตามแต่ที่เจ้าต้องการ”

แล้วเหล่าบูรพกษัตริย์ก็เตือนอาร์ดีนว่าหากอาร์ดีนใช้แหวนด้วยร่างกายที่อุดมไปด้วยพิษเดม่อนแบบนี้ ต่อให้เป็นสายเลือดของตระกูลลูซิสไคลัมก็ตาม เขาจะต้องเจ็บปวดราวกับถูกเผาทั้งเป็น แล้วมลายกลายเป็นผุยผง จนไม่เหลือซาก

(ทว่าน็อคติสซึ่งไม่ได้ติดพิษเดม่อน ตอนจะรับพลัง Providence ก็ยังเจ็บปวดจนตายจากไป แบบเดียวกันไม่ใช่เหรอ? ดังนั้นการติดพิษไม่น่าจะเป็นเงื่อนไขให้เจ็บปวดยิ่งขึ้นได้นี่นา?)

ทว่าอาร์ดีนก็ตอบรับอย่างไม่ลังเล ด้วยความมั่นใจว่าไม่มีความเจ็บปวดใด ๆ ที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา

น็อคติสมอบแหวนให้อาร์ดีน แล้วก็เดินเข้าวังไปกับสหายทั้ง 3 ซึ่งตอนนี้ลิฟต์ภายในวังไม่สามารถใช้การได้แล้ว พวกเขาเลยต้องเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนแทน เจ้าพรอมท์ก็บ่นไปตลอดทาง

พวกน็อคติสขึ้นมาจนถึงดาดฟ้าของราชวังลูซิส มองเห็นลูน่าในร่างปิศาจยังคงขับร้องเพลงและรวบรวมพลังงานความมืดอยู่ พวกเขาครุ่นคิดกันว่าจะหยุดเธอได้ยังไง ระหว่างนั้นเองกองทัพร่างแยกบาฮามุทตัวเล็ก ก็ปรากฏตัวขึ้นมาจู่โจมพวกเขาอีกครั้ง อิกนิสจึงตะโกนบอกให้น็อคติสไปซะ ปล่อยให้พวกเขารับมือกับฝูงบาฮามุทเอง

แล้วอิฟรีทก็ปรากฏตัวขึ้นมา บอกน็อคติสว่าเขาได้ทำพิธีกับลูน่าเรียบร้อยแล้ว ลูน่าได้ปลดปล่อยเขาจากโรคแห่งดวงดาว ทำให้เขาหลุดพ้นจากการครอบงำของอาร์ดีน ทำให้น็อคติสเข้าใจว่าลูน่าได้เตรียมการเพื่อช่วยเขาไว้อีกครั้ง

จากนั้นศิวะ ไตตัน รามู และลิเวียธาน ก็ปรากฏตัวขึ้นมาเคียงข้างฝั่งน็อคติสด้วยอีกเช่นกัน

แล้วเสียงของบาฮามุทก็กังวานขึ้น “พลังได้ถูกสั่งสมจนเต็มเปี่ยมแล้ว ดาบของข้าจะทำลายมนุษยชาติผู้โง่เขลาให้สิ้นซาก”

ว่าแล้วเทพทั้ง 5 ก็ร่วมมือกันกางบาร์เรียร์พลังงาน ปกคลุมไปทั่วดาวอีออส

บาฮามุทประกาศเตือนอีกครั้งว่า หากเทพทั้ง 5 เลือกที่จะอยู่เคียงข้างฝั่งมนุษย์ เขาก็จะทำลายเทพทั้งหมดให้สิ้นซากไปด้วยเช่นกัน

แล้วลูน่าในร่างปิศาที่ลอยขับร้องเพลงอยู่ ก็โดนบาฮามุทดูดพลังไปจนหมดเกลี้ยง ร่างของเธอตกลงมาจากฟ้า น็อคติสรับเธอไว้ และวาร์ปเธอไปหลบในที่ปลอดภัย

************************

ลูน่าที่หมดสติฝันถึงทุ่งดอกจีล (Sylleblossom) อีกครั้ง น็อคติสยืนอยู่ต่อหน้าเธอแล้ว บรรยากาศคลับคล้ายเหมือนเหตุการณ์ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตลงเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

น็อคติสในความฝันบอกว่าเขามาหาเธอตามสัญญาแล้วนะ เขามาไกลถึงจุดนี้ได้ก็เพราะความช่วยเหลือจากทุก ๆ คน

ด้านลูน่าบอกว่าที่ผ่านมาเธอใช้ชีวิตเพียงเพื่อทำหน้าที่ในฐานะของโหรให้สำเร็จมาโดยตลอด แต่หลังจากที่ได้รู้จักกับโซล ได้รู้ว่าความปรารถนาที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร และนอกจากการสละชีวิตเพื่อหน้าที่หรือเพื่อประโยชน์ของคนอื่นแล้ว บัดนี้เธอได้เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเธอเอง

แล้วร่างของลูน่าและน็อคติสในความฝัน ก็กลายเป็นร่างผู้ใหญ่... น็อคติสในวัย 30 ปีได้เรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่แก่ขึ้นเป็นครั้งแรก

“นี่อาจจะเป็นการจากลากันจริง ๆ แล้ว ดังนั้น ขอให้ฉันได้พูดเถิดว่า”

“น็อคติสซามะ ฉัน... อยากจะอยู่เคียงข้างคุณ” ("私は、あなたと、生きたい" )

แล้วลูน่าก็เริ่มจมดิ่งลงไปในน้ำอีกครั้ง เธอและน็อคติสพยายามเอื้อมมืออกมาหากัน

“อยู่ด้วยกันกับฉันนะ!” ("オレと一緒に生きよう!")

ครั้งนี้ต่างไปจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ครั้งนี้เธอได้ยินเสียงของน็อคติสที่ร้องเรียกเธอออกมาอย่างชัดเจน

ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดหายไป ลูน่ารู้สึกได้ว่าเขาคนนั้นเอื้อมมาสัมผัสมือของเธอได้สำเร็จ...

************************

ลูน่าตื่นขึ้นมาในอ้อมแขนของน็อคติสอีกครั้ง โดยมีพระสหายที่เปื่อยจากการต่อสู้กับฝูงบาฮามุทแล้วอยู่รายล้อม แล้วก็สลบต่อ

เมื่อน็อคติสมั่นใจแล้วว่าลูน่าปลอดภัย ก็ฝากเธอไว้ให้สามสหายดูแลต่อ แล้วเขาก็วาร์ปขึ้นไปสู้กับบาฮามุท

ขณะเดียวกัน อาร์ดีนได้กลับเข้าไปในห้องบัลลังก์ภายในวัง แล้วค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดไปนั่งลงบนบัลลังก์ ที่ผ่านมาเขาคิดว่าที่นั่งนี้ไม่เหมาะกับเขามาตลอด เพราะเขาเลือกเส้นทางแห่งความมืดที่ชุ่มโชกเลือด ที่ผ่านมาเขารอให้น็อคติสกลับมาที่นี่มาโดยตลอด ทว่าตอนนี้น็อคติสกลับมาอนุญาตให้อาร์ดีนนั่ง ทำให้อาร์ดีนอึ้งว่าขนาดอยู่มา 2,000 ปีก็แล้ว แต่ยังมีเรื่องที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงอยู่

แล้วอาร์ดีนนึกถึงประโยคที่น็อคติสบอกว่า

“พูดตามตรง ฉันไม่ให้อภัย ฉันเกลียดนาย ถึงแบบนั้น... ฉันก็อยากจะช่วยทุก ๆ คน และสำหรับฉัน ตอนนี้ นายก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ฉันต้องช่วยให้สำเร็จ”

อาร์ดีนรำพึงว่าใครเป็นคนเลี้ยงเจ้าชายผู้อาภัพนี่ขึ้นมานะ? แล้วเขาก็นึกถึงตอนที่เจอน็อคติสครั้งแรกที่กัลดินคีย์ จากวัยรุ่นคนหนึ่งในวันนั้น บัดนี้น็อคติสได้ก้าวแซงไปถึงจุดที่คนที่มีชีวิตอยู่มาร่วม 2,000 ปีก็ยังไปไม่ถึงซะแล้ว และนั่นทำให้อาร์ดีนตระหนักถึงความล้มเหลวของตนเอง

อาร์ดีนหยิบแหวนของลูซิไอขึ้นมาสวม บอกว่าเพื่อที่จะล้างแค้นให้สำเร็จ

“เหล่าบูรพกษัตริย์แห่งลูซิส... จงออกมา!”

อาร์ดีนยกดาบขึ้นตระหง่านเบื้องหน้า แล้ววิญญาณ 13 บูรพกษัตริย์ปรากฏขึ้น ชักอาวุธขึ้นมาหันไปทางอาร์ดีน แล้วก็พุ่งทะยานเข้ามากระหน่ำแทง เขารู้สึกเหมือนไฟที่แผดเผาเข้าสู่ร่าง และแม้จะมั่นใจว่าตนเองเคยเผชิญเรื่องเลวร้ายทั้งหมดมาแล้ว แต่นี่กลับเป็นความเจ็บปวดที่แตกต่างจากความเจ็บปวดทั้งหมดที่ผ่านมา กระทั่งความเจ็บปวดตอนที่เอร่าตัวปลอมของบาฮามุทเอาตรีศูลแทงเขา ก็ยังไม่เทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดตอนนี้

แต่ละดาบที่เสียบเข้าไป ทำให้สติของอาร์ดีนเลือนลางลงเรื่อย ๆ ไอ้ที่พวกซอมนัสเตือนไว้ก่อนว่าทำแบบนี้แล้วอาจกลายเป็นผุยผงมันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นจริงด้วย... ทว่าอาร์ดีนก็ยังอดทนมาได้จนถึงดาบสุดท้าย

อาร์ดีนลืมตาขึ้น มองไปด้านหน้า ซอมนัสในชุดเกราะ The Mystic อยู่ต่อหน้าเขา และพุ่งทะยานเข้ามา

“ซอม... นัส... สไตรค์”

วินาทีที่ดาบของซอมนัสทะลวงร่างของเขา อาร์ดีนได้ยินเสียงอันแผ่วเบาของซอมนัสร้องเรียก “ท่านพี่..”

************************

สลับกลับมาทางน็อคติส เขาได้เห็นบาฮามุทยิงเทร่าแฟลร์เต็มกำลังออกมาแล้ว... และ 5 เทพที่เหลืออยู่ก็ช่วยกันรับการโจมตีไว้ได้สำเร็จอีกครั้ง

(แหม่ อยากเห็นเป็นภาพจัง เป็นฉากที่น่าจะหาทางกำกับได้อลังการ)

น็อคติสคิดว่าบาฮามุทนั้นดูดพลังงานความมืดทั้งหมด มาเสริมกับพลังของตัวเอง ดังนั้นความมืดที่ปกคลุมโลกก็น่าจะสลายไปแล้ว? แล้วไหงท้องฟ้ายังดำสนิทฟะ... เป็นเพราะจริง ๆ แล้วบาฮามุทดูดความมืดไปไม่หมดและยิงเทร่าแฟลร์ที่ไม่สมบูรณ์ออกมา? หรือเพราะความมืดมันเยอะเกินกว่าจะดูดให้หมดได้นะ? คิดไปก็ไม่เข้าใจ

แล้วบาฮามุทก็พิโรธใส่น็อคติส ที่เป็นเพียงมนุษย์ผู้อ่อนแอธรรมดา แต่กลับคิดกำแหงต่อกรกับเทพสูงสุด

น็อคติสบอกว่าเขาไม่ได้ต่อสู้ด้วยพลังของตัวเองเพียงคนเดียว ต่อให้บาฮามุทเป็นคนสร้างแหวนแห่งลูซิไอขึ้นมา แต่พลังของแหวนก็สั่งสมมาจากทายาทของตระกูลลูซิสที่ได้ส่งมอบมันสืบต่อกันมาหลายร้อยรุ่น

แล้วน็อคติสก็ปลดปล่อยพลัง God Mode วาร์ปขึ้นไปต่อสู้กับบาฮามุทกลางฟากฟ้าแบบเดียวกับที่เขาเคยขึ้นไปดวลกับลิเวียธานที่อัลทิสเซีย ทว่าเขากลับโดนบาฮามุทเหวี่ยงกระเด็นออกไปไกล ด้วยพลังที่ห่างชั้นกว่ากันมาก

ทว่าตัวเขาที่กระเด็นออกมานั้น ก็ถูกรับไว้ในอุ้งมือของอิฟรีท

แล้วเทพทั้ง 5 ก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง และเน้นย้ำว่าจุดยืนของพวกเขาคือการปกป้องดาวอีออส

แม้เทพทั้ง 5 จะอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจากการร่วมมือกันป้องกันเทร่าแฟลร์ แต่ก็สมควรแก่เวลาแล้วที่จะร่วมมือกัน บุกเข้าไปรุมบาฮามุท น็อคติสประสานการโจมตีจากเพลิงโลกันต์ของอิฟรีทและน้ำแข็งของศิวะ จนทำให้หน้ากากของบาฮามุทแตกออกมาได้

ตอนนั้นเองที่น็อคติสเห็นว่า บาฮามุทนั้นมีใบหน้าแท้จริงที่เหมือนกับเขาและซอมนัส

แล้วน็อคติสก็สงสัยขึ้นมาอีกว่า บาฮามุทตั้งใจลิขิตให้ซอมนัสซึ่งมีหน้าตาเหมือนกับตัวเองขึ้นมาเป็นปฐมกษัตริย์ตั้งแต่แรก? หรือว่าเลือกอาร์ดีนก่อน แล้วพอซอมนัสโตขึ้นมามีหน้าตาไปเหมือนกับบาฮามุท จึงค่อยเปลี่ยนมาเลือกซอมนัสนะ? แต่ก็ไม่มีคำตอบ...

(สังเกตว่าใน Episode Noctis เจ้าตัวมีตั้งข้อสงสัย ที่ไม่มีการเฉลยคำตอบไว้เยอะมาก)

************************

ขณะเดียวกันอาร์ดีนที่อยู่ในโลกหน้า ได้ไปยืนหยัดเผชิญหน้ากับบาฮามุท เขาชูกำปั้นออกไปยังเบื้องหน้าแล้วเรียกให้วิญญาณของเหล่าบูรพกษัตริย์ทั้ง 13 พระองค์ออกมา โดยคราวนี้ซอมนัสก็ไปยืนอยู่ข้างอาร์ดีนอย่างไม่ลังเล

แล้วอาร์ดีนกับ 13 กษัตริย์ก็ปลดปล่อยพลังทั้งหมด โถมอาวุธเข้าใส่บาฮามุท ทั้งดาบหอกศรกระสุน พุ่งเข้าฉีกเกราะของบาฮามุทจนแตกเป็นเสี่ยง ๆ แล้วทะลุร่างกายของมัน

ในวาระสุดท้ายของบาฮามุท มันได้ด่าอาร์ดีนว่าโง่เขลา การสังหารเทพสูงสุดจะทำให้คริสตัลและเทพทั้ง 6 สลายไป

(แต่ Ultimania บอกว่าดวงดาวสร้างคริสตัลขึ้นมา... บาฮามุทไม่ใช่ผู้สร้างคริสตัลสักหน่อย… แล้วจะเชื่อมโยงให้คริสตัลหายไปได้ไง?)

อาร์ดีนบอกว่าเขารู้ดี แต่นั่นก็คือหน้าที่ของเขา และในวาระสุดท้ายของอาร์ดีน ก่อนที่เขาจะสลายไป เขาก็ได้เห็นเอร่าต่อหน้าอีกครั้ง โดยไม่รู้ว่านั่นเป็นภาพมายาที่คิดไปเองหรือเป็นวิญญาณของเอร่าจริง ๆ ที่อยู่ในภพนี้ เอร่าบอกว่าต่อให้ทั้งโลกจะลืมอาร์ดีนไป แต่เธอจะไม่มีวันลืม แล้วอาร์ดีนก็ขอให้เอร่าอยู่กับเขาตลอดไป ซึ่งก่อนที่อาร์ดีนจะสูญสลายไปตลอดกาล เขาก็ได้ยินคำตอบของเธอ

************************

กลับมาที่โลกมนุษย์ ความมืดที่ปกคลุมท้องฟ้าอยู่เริ่มจะปริแตกออกมา บาฮามุทที่รู้ว่าร่างวิญญาณของตัวเองที่อยู่ในโลกหน้าได้สลายไปแล้ว ก็คร่ำครวญถึงความโง่เขลาของมวลมนุษย์ และบอกว่าพวกมนุษย์ได้ทำในสิ่งที่จะย้อนกลับมาเป็นอันตรายต่อตัวเอง พวกมันจะสูญเสียผู้ชี้นำ และการคุ้มครองจากทวยเทพ

น็อคติสตอบว่าถึงมนุษย์จะงี่เง่าและทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เราก็ไม่ต้องการผู้นำที่เอาแต่ใจแบบนี้!

แล้วน็อคติสก็ฟาดดาบปลิดชีวิตบาฮามุท เทพสูงสุดลงได้สำเร็จ

เมื่อไม่มีพลังจากบาฮามุทแล้ว วังลูซิสที่ถูกบาฮามุทใช้พลังยกลอยขึ้นมาเสมือนเป็นเกาะลอยฟ้า โดยที่ทุกคนอยู่บนเกาะนั้น ก็ร่วงตกลงมา ทว่าไตตันได้ใช้มือคว้ารับเอาไว้ได้ทัน ส่วนคริสตัลที่อยู่ภายในวังก็ดูดกลืนความมืดและพิษเดม่อนที่เหลืออยู่บนโลกเข้าไป และก็แตกกระจายออกจากกัน

พอคริสตัลแตกกระจายแล้ว วังลูซิสก็พลอยจะถล่มไปด้วย ไตตันก็ให้ทุกคนโดดขึ้นมืออีกข้างนึงของเขา แล้วก็วางทุกคน ส่งลงสู่ผืนแผ่นดินด้านล่างโดยปลอดภัย

ลูน่าที่สลบอยู่ก็ยังไม่ได้สติ จนน็อคติสเริ่มเป็นห่วงว่าเธอจะฟื้นขึ้นมาอีกรึเปล่า? ในเมื่อบาฮามุทเป็นคนคืนชีพลูน่าขึ้นมา หากไม่มีบาฮามุทแล้วลูน่าก็จะไม่ตื่นขึ้นมาอีกใช่มั้ย? แต่แล้วศิวะ ในร่างเจนเทียน่าก็เข้ามาหาน็อคติส บอกว่าถึงเวลาที่ต้องจากลากันแล้ว ต่อจากนี้ไปจะเป็นโลกของเหล่ามนุษย์ โลกที่ไม่มีเทพและคริสตัลอีกต่อไป แล้วเจนเทียน่าก็ได้ให้ของขวัญก่อนลาจาก ไม่ใช่ในฐานะเทพผู้พิทักษ์ดวงดาว แต่เป็นของขวัญจากลาในฐานะเพื่อน เธอไล้บริเวณดวงตาของหญิงสาว แล้วลูน่าก็ฟื้นคืนสติขึ้นมา

เจนเทียน่าอวยพรให้ทั้งคู่มีใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ทำให้ทั้งสองนึกถึงสมัยเด็กในเทเนแบร เจนเทียน่าเคยบอกกับน็อคติสว่า ราชาและคันนากิ (โหร) จะต้องอยู่เคียงคู่กัน พูดด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน แล้วเจนเทียน่าก็หายตัวไป ลูน่าเอ่ยคำอำลาเจนเทียน่าทั้งน้ำตา ส่วนน็อคติสก็จับมือของลูน่าไว้ แล้วกล่าวสาบานในใจว่า จะไม่มีวันปล่อยให้เธอหลุดมือไปไหนอีกแล้ว

แสงสีขาวเส้นบาง ๆ เริ่มปรากฏขึ้นที่ปลายขอบฟ้า ลูน่าก็แบบ นั่นมัน..? แล้วกลาดิโอก็ชิงพูดขึ้นมาว่า แสงแห่งรุ่งอรุณไงล่ะ (夜明け) น็อคติสแทรกขึ้นว่า “แย่งพูดก่อนทำไมวะ!!” แล้วอิกนิสก็ขำ น็อคติส กลาดิโอ พรอมท์ ลูน่าก็เลยหัวเราะด้วย เป็นยามเช้าที่ห่างหายไปนานหลายปี ซึ่งฉาบไว้ด้วยเสียงหัวเราะของความยินดีจากทุกคน

************************

[บทส่งท้าย]

เป็นคำบรรยายจากมุมมองของวิญญาณกษัตริย์เรจิสผู้ล่วงลับ บอกเล่าว่าทุกดินแดนค่อย ๆ ฟื้นกลับมาเป็นอย่างไร แล้วก็มีการจัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสระหว่างน็อคติสและลูน่าขึ้นที่โบสถ์อัลเทเมเรีย ในเมืองอัลทิสเซีย โดยที่นายกฯ คาเมเลีย เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ ลูน่าใส่ชุดแต่งงานแบบเดียวกับของที่ออกแบบไว้เมื่อ 10 ปีก่อน โดยตอนที่ชาวเมืองอัลทิสเซียอพยพหนีไปยังเมืองเลสทัลลัม (หลังเหตุการณ์นิฟไฮม์ปะทะลิเวียธาน และความมืดเข้าปกคลุมโลก) ช่างฝีมือได้หอบแบบของชุดไปด้วย ปัจจุบันก็ได้ตัดเย็บชุดกันขึ้นมาใหม่ ส่วนเค้กแต่งงาน ก็ใช้สูตรของแม่ครัวเสื้อแดงค็อคทูราที่กัลดินคีย์ทำให้

เรจิสกล่าวคำขอบคุณคอร์ ซิด ซิดนี กลาดิโอ อิกนิส และพรอมท์ ที่ทุกคนร่วมกันนำพาน็อคติสและมนุษยชาติมาถึงวันนี้ได้

และแสดงความยินดีกับพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสระหว่างน็อคติสและลูน่า ขอให้ราชาและราชินีแห่งลูซิสมีความสุขร่วมกันตลอดไป ขอจงทรงพระเจริญ....

Final Fantasy XV - Alternate Reality
- จบบริบูรณ์ -

ไม่มีความคิดเห็น