ประกาศชี้แจงเหตุผลในการเลิกวาด Captain Tsubasa แบบเต็มแล้วเปลี่ยนมาเป็นวาดดราฟต์
เป็นแปลเต็มของข่าวที่เคยนำเสนอไปแล้วเมื่อ ม.ค. 2024
http://re-ffplanet.blogspot.com/2024/01/blog-post.html
ตอนนี้ ผมคิดที่จะปิดฉากการเดินทางอันแสนยาวนาน และมุ่งสู่การเดินทางครั้งใหม่…ซึ่งอาจเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต
ประกาศยุติการตีพิมพ์มังงะซีรีส์ “Captain Tsubasa”
ก่อนอื่น ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและอ่าน “Captain Tsubasa” และ “Captain Tsubasa Magazine” มาโดยตลอด
ในครั้งนี้ ผมมีเรื่องสำคัญที่ต้องแจ้งให้ทราบอย่างกะทันหัน ตอนสุดท้ายของ “Captain Tsubasa Rising Sun THE FINAL” รวมถึง “Captain Tsubasa MEMORIES 4: มหาประลัย!! ตำนานเมวะ FC!!” จะถูกตีพิมพ์ใน “Captain Tsubasa Magazine” ฉบับถัดไป และ “Captain Tsubasa Magazine” เอง ก็จะยุติลงในฉบับที่ 20 อันเป็นฉบับถัดไป
ส่วนตัวผม…ตั้งใจจะเกษียณตัวเองจากแนวหน้าของการสร้างสรรค์มังงะ
ผมคิดเรื่องการวางมือในฐานะคนวาดมังงะมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่เริ่มเขียนซีรีส์ “Captain Tsubasa GOLDEN-23” ผมก็พอจะคิดลาง ๆ ว่า เมื่อเขียนภาค “Olympic” นี้จบ ก็น่าจะถึงเวลาปิดฉากอาชีพนักเขียนของตัวเองแล้ว ด้วยเหตุผลเรื่องอายุ
อย่างไรก็ตาม ผมตัดสินใจที่จะวางมือก่อนจะเขียนภาค “Olympic” นี้จนจบ
แต่ในการประกาศครั้งนี้ ผมไม่อยากให้ผู้อ่านที่ติดตาม “Captain Tsubasa” มายาวนาน ต้องเกิดความกังวลหรือคาดเดาไปต่าง ๆ นานา ผมจะอธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า เหตุใดผมจึงตัดสินใจเช่นนี้
--------------------------
สุขภาพที่ถดถอย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เปลี่ยนไป
--------------------------
ในปี 1981 ผมได้เริ่มตีพิมพ์ “Captain Tsubasa” ในนิตยสาร Weekly Shonen Jump ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้จะมีช่วงหยุดไปทำงานอื่นบ้าง แต่ผมก็ไม่เคยป่วยหนัก และคิดว่าจนถึงทุกวันนี้ สุขภาพของผมก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี
อย่างไรก็ตาม เมื่อผมยังคงเขียนมังงะต่อไป อาการเสื่อมถอยของร่างกายตามวัยก็เริ่มแสดงออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความเร็วในการวาดของผม ตกลงอย่างเห็นได้ชัด
สมัยหนุ่ม ๆ ผมสามารถปั่นงานรายสัปดาห์ประมาณ 80 หน้า/เดือน ได้อย่างสบาย
แต่ในตอนนี้ แม้จะเป็นงานรายปักษ์ ประมาณ 50 หน้า/เดือน ผมก็ยังรู้สึกยากฉิบหาย
ยิ่งไปกว่านั้น สายตาของผมก็แย่ลง และกลายเป็นว่า แม้แต่การปรับโฟกัสสายตาขณะลากเส้นบนกระดาษ ก็ยังทำได้ยาก
ผมยังเริ่มมีอาการวิงเวียนศีรษะโดยไม่ทราบสาเหตุ แพทย์วินิจฉัยว่าอาจเป็น “โรคตะกอนหินปูนหูชั้นในเคลื่อน” (Benign Paroxysmal Positional Vertigo) ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อขยับหัว
ดังนั้น เวลาที่ผมนั่งวาดงานอยู่ที่โต๊ะ ก้มตัวทำงาน พอเสร็จแล้วเงยหน้าขึ้น ผมจะรู้สึกเวียนหัว
และบางครั้ง พอยืนขึ้น ก็ถึงขั้นทรงตัวไม่อยู่
น่าเสียดายที่ ร่างกายของผมได้ร่วงโรยไปมากแล้ว เมื่อเทียบกับตอนอายุยี่สิบ
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลในช่วงหลังมานี้ ก็ส่งผลต่อการทำงานของผมไม่น้อย
ยกตัวอย่างเช่น สกรีนโทนที่ผมใช้มาหลายสิบปีได้เลิกผลิตไปแล้ว พอต้องไปหาสิ่งอื่นมาทดแทน มันก็ทำให้การสร้างสกรีนยากลำบากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนทีมงาน (ผู้ช่วย) ก็ลดลง ปริมาณคนที่เชี่ยวชาญเทคนิคการวาดแบบอนาล็อกก็น้อยลงเรื่อย ๆ ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็มุ่งไปสู่การทำงานแบบดิจิทัลมากขึ้น
ตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม ผมก็วาดด้วยวิธีแบบอนาล็อกมาตลอด
ทว่า แม้ผมจะอายุปูนนี้แล้ว การเปลี่ยนไปใช้วิธีดิจิทัลกลับเป็นเป็นสิ่งจำเป็น (แม้ผมจะโคตรอยากคงการวาดสไตล์อนาล็อกแบบเดิมเอาไว้ก็ตาม)
ในอีกด้านหนึ่ง วงการมังงะกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ดูทรงแล้ว ก็พอจะเดาได้ว่า ปากกา หมึก หรือแม้แต่กระดาษ จะกลายเป็นของที่หาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อทีมงานทั้งหมด รวมถึงตัวผมเอง ค่อย ๆ แก่ขึ้นเรื่อย ๆ ความเร็วในการทำงานวาดของเรา ก็ยิ่งลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ
--------------------------
การระบาดของไวรัสโควิด
--------------------------
ในเดือนเมษายน ปี 2020 ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงโตเกียว ซึ่งเป็นที่ทำงานของผม ช่วงเวลาเดียวกับที่ “Captain Tsubasa Magazine” เริ่มต้นขึ้นพอดี
โดยปกติแล้ว การวาดมังงะจะเป็นการที่ทีมงานมารวมตัวกันในห้องเดียว และทำงานกันอย่างเข้มข้น เช่น การวาดฉากหลัง เป็นต้น
แต่ด้วยมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ทำให้ไม่สามารถทำงานในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป
ผมจึงต้องเขียนคำสั่งลงบนต้นฉบับ หลังจากลงหมึกตัวละครเสร็จ แล้วแบ่งงานให้ทีมงานนำกลับไปทำที่บ้าน
เมื่อแต่ละคนทำงานเสร็จ ก็ต้องนำกลับมาส่ง แล้วจึงค่อยทำการเก็บรายละเอียดขั้นสุดท้าย
มันไม่มีทางเลือกอื่นก็จริง ทว่า การทำงานแบบนี้ มันทำให้ความเร็วในการเขียนลดลงอย่างมาก
แม้จะพยายามจัดตารางเวลาอย่างเต็มที่ ระหว่างที่ยังเขียน “Captain Tsubasa Magazine” อยู่ ผมก็ได้รับมอบหมายให้วาดผลงานพิเศษฉลองครบรอบ 10 ปีของ “Grand Jump” นั่นคือ “ผมชื่อมิซากิ ทาโร 2” จำนวนหน้าประมาณ 40 หน้า
ปกติแล้ว ผมเคยวาด “Captain Tsubasa Magazine” ได้ประมาณ 100 หน้าต่อฉบับ รวมแล้วประมาณ 140 หน้าในระยะเวลา 2 เดือน
สมัยที่ผมเขียนลง “Weekly Shonen Jump” หรือ “Weekly Young Jump” ผมสามารถผลิตงานได้ประมาณ 80 หน้าต่อเดือน รวมแล้ว 160 หน้าใน 2 เดือน
แม้จะอยู่ในช่วงโรคระบาด ผมก็ยังคิดว่า ถ้าฝืนตัวเองอีกสักหน่อย ก็น่าจะทำทันได้
แต่ในความเป็นจริง… มันเป็นไปไม่ได้เลย
สุดท้าย ผมจึงต้องหยุดการตีพิมพ์ “Captain Tsubasa Magazine” ไปชั่วคราว
ในตอนนั้นเอง ผมรู้สึกชัดเจนอีกครั้งว่า สุขภาพของผมกำลังถดถอย และเมื่ออายุมากขึ้น วันหนึ่ง จำนวนหน้าที่ทำได้ต่อเดือน อาจเหลือเพียง 40 หรือแม้แต่ 30 หน้า เท่านั้น
ในช่วงที่หยุดพักจากทำ “Captain Tsubasa Magazine” เป็นเวลาหนึ่งเดือนนั้น (ผมใช้เวลาเกินเดือนไปหน่อย ในการวาด 40 หน้า ของ “ผมชื่อมิซากิ ทาโร 2”)
ผมตัดสินใจใช้เวลานี้ ไปกับการเขียนดราฟต์ของ “Captain Tsubasa Rising Sun”
และในความเป็นจริง การตัดสินใจของผม ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นเอง
--------------------------
สองเส้นทาง หนึ่งการตัดสินใจ
--------------------------
หลังจากการระบาดของโควิด-19 ผ่านไปประมาณสองปี สถานการณ์ก็ดูเหมือนจะเริ่มกลับมาอยู่ตัว
ในช่วงเวลานั้นเอง ผมได้รับข่าวการเสียชีวิตของคุณมิซึชิมะ ชินจิ นักเขียนที่ผมเคารพอย่างยิ่ง และเป็นบุคคลต้นแบบของผมมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น (ท่านเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน) ซึ่งจากไปด้วยอายุ 82 ปี
ผมเคยมีโอกาสได้รู้จักและสนิทกับเขาผ่านการเล่นบาสด้วยกัน ผมเชื่อมาตลอดว่าต่อให้เขาอายุ 90 แล้วก็คงฟิตปั๋ง เพราะแข็งแรงจัดขนาดนั้น
ดังนั้น ผมจึงรู้สึกตกใจอย่างมาก
ข่าวนี้ ทำให้ผมหันกลับมาคิดถึง “วิถีชีวิตของตัวเองในฐานะนักเขียนการ์ตูน”
อันที่จริงแล้ว คุณมิซึชิมะได้ประกาศวางมือก่อนเสียชีวิตประมาณหนึ่งปี
ผมจึงเริ่มคิดว่า ผมควรจะฝืนวาดต่อไปจนสุดขีดสังขาร เหมือนกับท่านหรือไม่ หรือควรจะมองเส้นทางอื่น
ในขณะเดียวกัน ผมก็คิดอยู่เสมอว่า ผมจะพา “Captain Tsubasa” ไปได้ไกลแค่ไหน
ปัจจุบัน ผมกำลังตีพิมพ์ “Captain Tsubasa Rising Sun” อยู่
ส่วน “Captain Tsubasa MEMORIES” เป็นภาคแยกระยะสั้น จึงอาจจัดการได้ง่ายกว่า
แต่ในอีกด้านหนึ่ง “Captain Tsubasa Rising Sun” ซึ่งผมเริ่มเขียนตั้งแต่ปลายปี 2013 ในตอนนั้น เรื่องกำลังอยู่ในช่วงรอบก่อนรองชนะเลิศกับทีมเยอรมนี
หากจะทำให้เรื่องราวดำเนินไปตามแผนที่ผมวางไว้ (บทสรุปของรอบควอเตอร์ไฟนอล, เซมิไฟนอล และไฟนอลของภาค Olympic ) และทำให้มันเร้าใจเทียบเท่ากับแมตช์ปะทะกับเยอรมนี ก็น่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปี (เฉพาะแมตช์กับเยอรมนีก็ใช้เวลาวาดถึง 3 ปี)
แต่เมื่อคำนึงถึงความเร็วในการทำงานของผมในอนาคตที่น่าจะตกลงเรื่อย ๆ
มันอาจจะกลายเป็น 12 ปี…
และถ้าคิดรวมเนื้อเรื่องที่ผมอาจนึกอยากเติมเข้าไปทีหลังอีก
ก็คงจะยิ่งใช้เวลานานกว่านั้น
ถ้าอย่างนั้น ตอนจบของภาค Olympic จะอยู่ในอีก 15 ปีข้างหน้าหรือไม่?
ตอนนั้น ผมก็จะมีอายุร่วม 70 ปีแล้ว
ผมจะสามารถเขียนมันจนจบได้จริงหรือ?
เมื่อผมตอบคำถามนี้กับตัวเอง
ผมไม่มั่นใจเลยว่าจะทำได้
ทุกครั้งที่ผมได้ยินข่าวการเสียชีวิตของนักเขียนการ์ตูน รวมถึงคุณมิซึชิมะ
ผมยิ่งตระหนักว่า ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่า ผมจะสามารถมีชีวิตอยู่สภาพนี้ต่อไปได้อีกกี่ปี
ถ้าผมตายไปก่อนจะเขียนภาค Olympic จบ ตัวผมเองคงเสียใจยิ่งที่สุด
ในอีกด้านหนึ่ง ปัจจุบัน ผมมีไอเดียคร่าว ๆ ของตอนจบของ “Captain Tsubasa” อยู่ในหัวแล้ว
รวมถึงเรื่องราวหลังจากภาค Olympic ของ “Rising Sun” ด้วย
แต่ถ้าผมจะเขียนต่อไปจนถึงตอนจบทั้งหมด
มันอาจต้องใช้เวลาต่อไปอีก 15 ปี หรืออาจจะถึง 30 ปี…
ซึ่งตอนนั้น ผมคงจะมีอายุมากกว่า 100 ปีไปแล้ว
มันคงเป็นไปไม่ได้แหละ (นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมเริ่มภาค “NEXT DREAM” ต่อจาก “Rising Sun” ในรูปแบบที่ไม่ใช่มังงะ แต่ให้ผู้คนได้ติดตามผ่านเกมของ KLab แทน)
อย่างไรก็ตาม หากผมโฟกัสไปที่ “การเขียนสคริปต์” เพียงอย่างเดียว ในช่วงเวลาเดือนครึ่ง ผมอาจจะสามารถทำมันได้
หากผมยังวาดด้วยความเร็วเท่าเดิม ดราฟต์ที่ผมวาดขึ้นมา กว่าจะถูกตีพิมพ์เป็นผลงานจริง อาจต้องใช้เวลาอีกถึงหนึ่งปี
ตอนนั้นเอง ผมจึงถามตัวเองว่า—
ถ้าผมทุ่มเวลาหนึ่งเดือนครึ่ง เพื่อเขียนสคริปต์อย่างเต็มที่
ผมจะสามารถสร้างเนื้อหาได้มากเทียบเท่ามังงะหนึ่งปีใช่มั้ย?
และหากผมใช้เวลาหนึ่งปีเต็ม ไปกับการเขียนสคริปต์เพียงอย่างเดียว
ผมอาจจะสามารถแต่งเนื้อเรื่องล่วงหน้าไปได้ถึง 12 ปีหลังจากนั้น
ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านได้รู้ผลของภาค Olympic ในปีหน้าเลย
ตอนนั้น ผมจะมีอายุ 64 ปี
และแม้แต่เนื้อเรื่องของ “Captain Tsubasa NEXT DREAM” ก็สามารถวางซีนาริโอได้เช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังคิดว่า ผมอาจจะสามารถวางโครงเรื่องสำหรับภาคถัดไป “Captain Tsubasa World Cup” ได้อีกด้วย
แม้จะเป็นเพียงโครงร่างก็ตาม หากผมสามารถฝาก “เนื้อเรื่อง” เอาไว้ได้
ในอนาคต ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อาจมี “หุ่นยนต์” ที่สามารถสร้างมังงะ “Captain Tsubasa” จากซีนาริโอของผมก็เป็นได้
หลังจากที่ผมตายไปแล้ว ก็อาจมีนักเขียนท่านอื่นนำดราฟต์นี้ไปวาดต่อ
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังอาจถูกนำไปสร้างเป็นอนิเมะได้อีกด้วย ในฐานะผู้เขียน การได้เห็น “Captain Tsubasa” ถูกสร้างเป็นอนิเมะครบทั้งเรื่อง ก็เป็นหนึ่งในความปรารถนาของผม และหากเรื่องราวทั้งหมด จนถึงวันที่ซึบาสะคว้าแชมป์โลก ถูกนำไปสร้างเป็นอนิเมะได้ นั่นคงเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง
ผมจำเป็นต้องเลือกหนึ่งในสองเส้นทางนี้—
ผมควรจะเดินตามแบบอย่างของคุณมิซึชิมะ วาดมังงะต่อไปอย่างสุดขีดสังขารแบบเดิม จนกว่าจะถึงตอนจบของซีรีส์
**หมายเหตุผู้แปล - คำว่าซีรีส์ในที่นี้ หมายถึงเขียนเวอร์ชันเต็ม ตกแต่งภาพสมบูรณ์ เป็นงานตีพิมพ์ขาย**
หรือผมควรหยุดซีรีส์ “Captain Tsubasa” ไว้เพียงเท่านี้
และฝาก “เนื้อเรื่อง” ไว้เบื้องหลัง จนถึงตอนจบที่ผมวางแผนไว้?
ผมควรเลือกทางไหนดี?
เมื่อพิจารณาจากเวลาที่ผมเหลืออยู่ในชีวิต ผมรู้สึกว่าจำเป็นต้องตัดสินใจตอนนี้
สุดท้ายแล้ว ผมเลือก “เส้นทางที่สอง”
การตัดสินใจระหว่างสองทางนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เคสึเกะ ฮอนดะ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่น เขามี "ตัวชั้นอีกคนหนึ่ง"
ในใจของผม ก็มี “ตัวชั้นอีกคนหนึ่ง” อยู่เช่นกัน เป็นโยอิจิ ทาคาฮาชิ ตัวน้อย ๆ
ตลอดระยะเวลา 43 ปี ในอาชีพนักเขียนการ์ตูน ในช่วงเวลาที่ผมลังเล เขาคอยปลอบและให้กำลังใจผมเสมอ
“อาจารย์โยอิจิ ทาคาฮาชิ นักวาดมังงะ ยังไม่หมดน้ำยาแค่นี้หรอก”
“นายยังสามารถวาดมังงะให้น่าสนใจได้”
“พิสูจน์ให้โลกเห็น ด้วยผลงานชิ้นต่อไปของนาย”
เขาเคยพูดกับผมแบบนั้น
แต่ในครั้งนี้ เมื่อผมต้องตัดสินใจ ผมก็ถามเขาเหมือนเดิม “ชั้นว่าจะเลิกเป็นนักเขียนการ์ตูนแล้ว นายคิดว่ายังไง?”
“ไม่หรอก นายยังทำได้อยู่”
“นายควรสู้ต่อ วาดต่อไปเพื่อคนอ่าน”
ผมก็นึกว่าเขาน่าจะตอบแบบนั้น
แต่คำตอบของตัวชั้นอีกคนนึงในครั้งนี้ กลับเป็น—
“ถ้านั่นคือการตัดสินใจของนาย ก็ไม่เป็นไร”
“นายวาดมาตั้ง 43 ปีแล้ว”
คำตอบนั้น ทำให้ผมหมดสิ้นความลังเล
หลังจากที่ผมถามตัวเอง
หลังจากที่ตัวชั้นอีกคนนึงตอบผมมา
หลังจากที่เขาทำให้ผมเชื่อมั่น—
ผมก็ตัดสินใจ
แม้ว่าการตัดสินใจนี้ อาจทำให้ผู้ที่เฝ้ารอ “Captain Tsubasa” ฉบับตีพิมพ์ รู้สึกผิดหวังหรือเสียใจ ผมก็หวังว่าทุกท่านจะไม่โกรธผม
นอกจากนี้ ผมได้พูดคุยกับทางสำนักพิมพ์ Shueisha แล้ว เกี่ยวกับแนวทางในการนำเสนอเนื้อเรื่อง “Captain Tsubasa” ต่อจากนี้ และผมหวังว่าจะสามารถประกาศรายละเอียดได้ หลังจากการตีพิมพ์ฉบับสุดท้ายของ “Captain Tsubasa Magazine” เล่มที่ 20
จากนี้ไป ผมจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างตอนจบของ “Captain Tsubasa Rising Sun THE FINAL” และ “Captain Tsubasa MEMORIES 4”
**หมายเหตุผู้แปล - ภาค The Final คือครึ่งหลังของแมตช์สเปนช่วง 10 ตอนแรก ซึ่งยังวาดเต็มแบบปกติอยู่ แต่หลังจากนั้นไปกลายเป็นเขียนดราฟต์ แล้วใช้ชื่อภาค Finals แทน
ขอบคุณทุกท่านที่อดทนรอคอยมาโดยตลอด “Captain Tsubasa Magazine” ฉบับสุดท้าย เล่มที่ 20 มีกำหนดวางจำหน่ายในช่วงต้นเดือนเมษายน ปี 2024
โยอิจิ ทาคาฮาชิ
กัปตันซึบาสะ แมกกาซีน Vol.19 หน้า 110-113
---------------------------------
แถม
3 เม.ย. 2024 แกก็ประกาศไว้ใน Vol.20 จากนี้ไปกูเป็นไทแล้ว กูจะวาดเป็นเนม (หมายถึงดราฟต์แล้วเขียนกำกับว่านี่คือตัวละครชื่ออะไร) อัปขึ้นเว็บไซต์ ไม่ต้องลงหมึก ไม่ต้องใส่โทน ไม่มีเด๊ดไลน์ ไม่มีจำนวนหน้า ไม่มีขนาดตายตัว กูอยากจะทำอะไรกูก็ทำ ดังนั้น กูจะกลับไปเอาดินสอมาวาดเหมือนสมัยประถมล่ะ จะล้มเหลวก็ช่างมัน! ของมันต้องลอง!



Post a Comment