Sunday, March 30, 2014

คลังข้อมูลเนื้อเรื่อง Lightning Returns -Final Fantasy XIII-

คลังข้อมูล Lightning Returns -FFXIII- เป็นข้อมูลที่พิมพ์เก็บไว้ระหว่างเล่นเกม

สารบัญลำดับเรื่อง

- เรื่องทั่วไปในเกม
- เรื่องของเซร่าห์ตัวปลอม
- แผนของไลท์นิ่งและลูมิน่า [1]
- แผนของไลท์นิ่งและลูมิน่า [2]
- เรื่องของ Soul Seed
- เรื่องทั่วไปในลุคเซริโอ
- เรื่องทั่วไปในยูสนัน
- เรื่องทั่วไปในไวล์แลนดส์
- เรื่องทั่วไปในเด๊ดดูนส์
- เรื่องพิสดาร หาคำตอบไม่ได้ภายในเกม
- จุดแตกต่างแปลกๆ ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น - อังกฤษ
- เรื่องของโรนาเรฟ
- เรื่องของเลนเนท
- เรื่องของม็อค
- เรื่องครอบครัวของซาราล่า
- เรื่องของนาเดีย
- เรื่องของยูลและไคอัส
- เรื่องสมบัติแห่งวาลฮัลล่า
- เรื่องของเธอทีน
- เรื่องของแดจซ์
- เรื่องของโอดิน
- เรื่องของคอร์เนเลีย
- เรื่องของโทเบียสและราม่อน
- เรื่องของเอลเมอร์
- เรื่องของเจมุส
- เรื่องของโนแลน
- เรื่องของภักดี
- เรื่องของแฟงก์
- เบื้องหลังของเทพ - ความจริงจากโบราณสถาน
- สรุปประเด็นภาคนี้แบบง่ายๆ
- การปราบ Aeronite ด้วยกลยุทธตามที่เขียนในหนังสืออัลติมาเนีย
- เจตจำนงค์ของผู้ตาย
- หารือกับโฮป
- การทดลองของพระเจ้า
- หลังชนะได้
- การร่ำลากับโฮป
- ลูมิน่า ทวนเรื่องราวให้ฟังครั้งสุดท้าย.
- ความช่วยเหลือจากโนเอล
- ความจริงของผู้ตาย - ไม่มีใครอยากดับสูญไป
- จุดพักสุดท้าย

============================================

เรื่องทั่วไปในเกม

เอราเดียเป็นพลังของผู้ปลดปล่อย เป็นแสงแห่งพระเจ้าที่อยู่ในทุกอณูร่างของผู้ปลดปล่อย ดังนั้นผู้ปลดปล่อยก็เป็นเสมือนเทพเองแล้ว

เรื่องของเซร่าห์ตัวปลอม

ตอนขึ้นวันที่ 6 บูจังส่งเซร่าห์ตัวปลอมมาล่อเจ๊ เจ๊สงสัยว่าทำไมตัวเองถึงไม่รู้สึกอะไร เป็นเพราะสูญเสีญส่วนสำคัญในตัวเองไป? หรือเพราะสัญญาของพระเจ้านั่นเป็นเรื่องโกหก? คำตอบคือถูกทั้งสองข้อ จิตใจค่อนๆ ด้านชาไร้ความรู้สึก แถมเซร่าห์นี่ก็เป็นตัวปลอม

เซร่าห์ตัวปลอมโผล่มาช่วงต้นวันที่ 10 ทวนถึงการเดินทางของเธอที่ผ่านมา ว่าเป็นความล้มเหลวที่ไร้ความหมาย ไลท์บอกว่ามันไม่ใช่ความผิดพลาด ถ้าจะมีคนที่ถูกตำหนิสักคนก็ควรเป็นไลท์ เซร่าห์นั้นเพียงทำตามที่ไลท์ขอ และทำดีที่สุดแล้ว แต่เซร่าห์บอกว่าเธออยากจะลืมมันไปทั้งหมด ลืมความรู้สึกที่มี ผู้คนที่พบ แล้วเริ่มต้นใหม่ในโลกใหม่ แล้วก็หายไป ไลท์เชื่อว่าเซร่าห์ตัวจริงเข้มแข็งกว่านี้ ไลท์จึงนึกถึงที่ลูมิน่าพูดว่านี่เป็นเซร่าห์ตัวปลอม.... มันทำให้เมล็ดแห่งความสงสัยก่อขึ้นในใจเธอ หากเซร่าห์คนนี้เป็นตัวปลอม และความทรงจำที่ไลท์นิ่งมีถึงเซร่าห์เป็นของปลอม...

ไลท์นิ่งคิดว่าหากนี่เป็นเพียงร่างเลียนแบบกลวงๆ ที่ไม่มีวิญญาณอยู่ ยิ่งคุยก็ยิ่งสงสัยว่านี่เป็นตุ๊กตา ถ้าพระเจ้าไม่อาจทำสัญญาในการนำเซร่าห์กลับมาให้เป็นจริง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเชื่อฟัง แต่ไลท์ก็ยังหาวิญญาณของเซร่าห์ที่หายไปไม่เจอ แม้จะสงสัย แต่เธอก็ยังตัดใจจากคำสาบานต่อพระเจ้าไม่ได้

แผนของไลท์นิ่งและลูมิน่า [1]

ในจิตใจของไลท์นิ่ง ลูมิน่าบอกว่าตอนไลท์นื่งตื่นขึ้นมา ไลท์นิ่งรู้สึกว่าบางอย่างขาดหายไปจากใจ เลยทวนความจำให้ว่าตอนก่อนจะกลายเป็นคริสตัล ไลท์นิ่งเอาตัวเองเป็นหลักจารึกให้เซร่าห์ คือเก็บความทรงจำและวิญญาณของเซร่าห์ไว้กับตัว ดังนั้นสิ่งที่หายไปก็คือวิญญาณของเซร่าห์ ลูมิน่าบอกว่าบูจังเป็นคนเอาไป และพยายามป่วนความทรงจำ ทำให้ลืมเรื่องนี้ไป ไลท์คิดว่าบูจังคงเอาเซร่าห์เป็นตัวประกันไว้ กันตัวไว้ แต่ลูมิน่าบอกว่าไม่รู้จะเป็นแบบนั้นรึเปล่า เพราะพระเจ้าไม่สันทัดเรื่องอารมณ์ของมนุษย์หรอกนะ บางทีพระเจ้าก็แค่อาจจะพรากวิญญาณของเซร่าห์ไป แล้วไปให้ถูกเคออสกลืนกิน ไลท์นิ่งบอกว่าบูจังสัญญาไว้แล้วว่าจะคืนเซร่าห์ให้ ถ้าบูจังโกหก เธอไม่สนใจว่าจะเป็นพระเจ้ามาจากไหนทั้งนั้น ลูมิน่าถามว่ามีวิธีสู้กับพระเจ้าเหรอ? แต่ไลท์นิ่งก็ยังไม่มี ตอนนี้เธอก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ เพราะยังไงบูคือคนเดียวที่สร้างโลกใหม่ได้ ไว้เขาสร้างเสร็จ ค่อยตัดสินใจ

ลูมิน่าบอกว่างั้นจะเล่นตามเกมของบูไป เสร็จแล้วค่อยพิพากษา หักหลัง กำจัด และชิงโลกใหม่มา แต่ทำแบบนั้นก็เป็นการหักหลังโฮปที่เชื่อใจไลท์ หักหลังพระเจ้าก็คือหักหลังโฮปเหมือนกัน พร้อมจะสู้ จะฆ่าโฮปแล้วรึ? ไลท์สวนกลับว่า "คิดว่าไม่กล้าเหรอ?" ลูมิน่าย้อนว่า "ตอนคำถามด้วยการถามกลับ มันก็คือการหลีกหนี" แล้วลูมิน่าก็บอกว่าแต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ถึงดูและพูดเหมือนโฮป แต่ก็ไม่ใช่โฮปอีกต่อไป

ไลท์ถามว่าโฮปนั่นเป็นตัวปลอมเหรอ? ลูมิน่าบอกว่าตามที่เธอรู้ ตัวปลอมนั่นมีแต่เซร่าห์ เจ๊เลยบอกว่าถ้าจะพูดไร้สาระ งั้นเธอไปล่ะ ลูมิน่าเลยพูดให้ชัดว่าเซร่าห์ที่ไลท์คุยด้วยนั่นเป็นการโกหก โฮปที่อยู่ในอาร์คก็เป็นการโกหก อีกนานแค่ไหนถึงจะตาสว่างกัน ก่อนที่เธอจะรู้ตัว บางทีนะบางที ตัวเธอเองก็อาจจะเป็นการโกหกเหมือนกัน.... (ในภาคญี่ปุ่นพูดราวๆ ว่าเป็นการแสร้งทำเป็นไลท์นิ่ง) แล้วลูมิน่าก็หายไป

ใน Data Log บอกว่าตอนตื่นขึ้นมา นอกจากเสียเซร่าห์ไปแล้วยังเสียความรู้สึกไปด้วย

แผนของไลท์นิ่งและลูมิน่า [2]

วันที่ 11 ยูลมาหา ลูมิน่าบอกว่าเพื่อนๆ อยากจะช่วยไลท์ แต่ช่วยไม่ได้ ไลท์อยู่ไกลเกินเอื้อม ไลท์บอกว่าเธอไม่ต้องการคนช่วย ลูมิน่าเลยประชดว่าใช่สิเธอมันผู้ถูกเลือก ไม่ต้องการเพื่อนหรือครอบครัว ดังนั้นถึงหาเซร่าห์ไม่เจอ

ยูลบอกว่าเราต้องรวมวิญญาณที่ยังเดินอยู่บนโลกนี้ (walk on this dying world) แล้วพาไปโลกใหม่ แล้วถ้ามองไม่เห็นเซร่าห์ ก็จะช่วยเซร่าห์ไม่ได้ ต้องถามตัวเองว่าเพื่อจะช่วยเซร่าห์ ไลท์จะยอมสู้กับพระเจ้าหรือไม่? มนุษย์คนเดียวไม่สามารถต่อกรกับเขาได้

ไลท์บอกว่างั้นเธอก็จะหาพลังที่เหนือกว่าเธอ ไม่ว่าจะยังไง ต่อให้พลังนั้นฆ่าเธอเองก็ตาม

ยูลบอกว่า ไลท์ช่วยใครไม่ได้ ช่วยเซร่าห์และตัวเองก็ไม่ได้ ไลท์ต้องหัดช่วยตัวเองก่อน

ไลท์บอกว่ายูลเหมือนรู้ว่าเธอขาดอะไรไป

ลูมิน่าบอกว่าบางทีเธอก็เสียศรัทธาในไลท์ ไลท์ไม่รู้จักวิญญาณตัวเองเลย แต่กลับคิดว่าจะสู้พระเจ้าได้

ไลท์ถามลูมิน่าว่า ถ้ารู้งั้นก็บอกมาว่าเธอขาดไรไป แต่ลูมิน่าบอกว่า ไม่มีประโยชน์ ไลท์ต้องค้นพบด้วยตัวเอง ทว่าไลท์ก็ยังสงสัยว่าจะช่วยตัวเองได้ไง

(พระเจ้ามองไม่เห็นใจมนุษย์ แต่จะตัดสินอนาคตของมนุษย์ พระเจ้ามีสิทธิรึ? เพื่อช่วยมนุษย์แล้ว ผู้ปลดปล่อยควรจะหันหลังให้พระเจ้าแล้วเอาโลกนั้นมาเองรึเปล่า?)

ไลท์นิ่งตอนนี้เป็นเพียงตัวตนที่ไม่สมบูรณ์ในกำมือพระเจ้า ถ้ายังหาตัวตนที่แท้จริงไม่เจอ ก็จะไม่มีวันชนะจริง

เรื่องของ Soul Seed

ช่างตีดาบคนหนึ่งพยายามสร้างดาบจาก Soul seed ขึ้นมา แต่ดาบนั้นกลับมีชีวิตขึ้นมา และฆ่าเจ้าของซะเอง ดาบนั้นคืออัลเทม่าเวพ่อน ซึ่งมีสีคริมสัน ดาบนั้นได้หายไป ....และกลายมาเป็นดาบของไลท์นิ่งในภายหลัง

นักแปรธาตุคนหนึ่ง เคยพยายามนำ Soul seed สร้างมนุษย์ใหม่ขึ้นมา แต่โฮมุนครูสที่ได้ ก็ไม่ใกล้เคียงมนุษย์เลย

คนเราใช้ชีวิตมาหลายร้อยปีโดยมองไม่เห็นจุดจบ ปกติน่าจะเป็นบ้าไปแล้ว แต่เรากลับยังใช้ชีวิตตามปกติได้ นั่นเพราะเราขาด Soul seed ไป ครั้งหนึ่งนักแปรธาตุเคยเอา Soul seed ไปทำยาแล้วลองกิน แต่แล้วเค้าก็หายไปในเคออส ไม่รู้ว่าเขาได้สิ่งที่ขาดหายไปกลับคืนมา หรือไม่สามารถอยู่ในโลกนี้ได้กัน

ขายครบ Baird บอกว่า seed ซื้อไปโดยองค์กรใหญ่ที่อยู่มานาน มีเงินมาก

Soul seed คือวิญญาณของมนุษย์ ส่วนมอนสเตอร์ก็คือวิญญาณของมนุษย์ที่ไม่สามารถเกิดใหม่ได้ (ติดอยู่ในเคออส แล้วกลายเป็นมอนสเตอร์แทน) ดังนั้นมอนสเตอร์กับมนุษย์ ก็มีจุดกำเนิดเดียวกัน

วันที่ 13 Baird ยอมรับว่า คนที่ซื้อ Soul Seed ไปจากเขาก็คือพวกลัทธิ พวกมันไม่อยากให้ใครรู้ ก็เลยใช้เขาเป็นเอเยนต์รับซื้อมา

เรื่องทั่วไปในลุคเซริโอ

NPC ในลุคเซริโอบอกว่า พืชและต้นไม้ ยังคงโตและตายได้ตามเดิม

วัฏจักรของชีวิตยังคงเป็นปกติสำหรับทุกอย่าง ยกเว้นก็แต่มนุษย์ เราได้สูญเสียบางสิ่งบางอย่างที่มีเฉพาะเราไป บางทีมันอาจจะเป็นวิญญาณ

เรื่องทั่วไปในยูสนัน

ฟัลซิที่สาปสโนวคือซาโบเทนเดอร์ มีการสร้างรูปปั้นซาโบฯ ประดับไฟในเมืองเพื่อบูชา

ฟัลซิสุดท้ายคือแพนเดโมเนียม ผลิตอาหารและวัตถุให้มนุษย์ โดยส่งไปวังยูสนัน ให้สโนวแบ่งสรรปันส่วน แจกจ่ายไปทั่วโนวุสพาร์ตุส ทั้งนี้เพราะมนุษย์สร้างอาหารเองไม่ค่อยได้ เพราะทรัพยากรโดนเคออสดูดกินไปหมด

สโนวบอกว่าคิดถึงโฮป ถ้าโฮปมาหาเขาได้คงมาแล้วแน่ๆ คงมีอะไรบางอย่างทำให้เขามาไม่ได้ แล้วบอกได้ยินว่ามีนักแสดงคนใหม่ เปิดตัวอย่างระเบิดเถิดเทิง ทำเวทีพังหมด ไม่รู้เป็นไอ้บ้าที่ไหน... แล้วก็บอกว่าล้อเล่นน่า...

เรื่องทั่วไปในไวล์แลนดส์

จุดที่เคออสปะทุขึ้นมาเมื่อ 500 ปีก่อนจุดแรกๆ เรียกว่าโอเมก้าพอยต์

พวกที่หมู่บ้านโพลเต้ รวมตัวกันจากหลายหมู่บ้านที่เคออสรบกวน สำหรับชาวลุคเซริโอที่บูชาบูนิเบลเซ่ พอเห็นกลุ่มคนที่บูชาเอโทรแทนก็รู้สึกขัดใจ เลยสั่งโดนประหารคนที่นับถือเอโทรซะ คนที่นับถือเอโทรบางคนก็ลุกขึ้นสู้ (เลยโดนเรียกเป็นพวกคลั่งลัทธินอกรีตไป)

คาร์ดีเซีย อยากจะสร้างยาไปให้คนที่โพลเต้ เป็นงานสุดท้ายของเธอ คนที่โพลโต้คนนั้นฆ่าสามีของเธอ แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะให้อภัย ดีกว่าจมกับความทุกข์

คัมภีร์เอโทรบอกว่า พอต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ออกผลแห่งแสง เวลาที่เสียไปจะกลับมา

อลิซซ่าที่หายไปแล้ว ดีใจที่เคยได้ร่วมงานกับโฮป แม้ว่าช่วงเวลานั้นจะไม่เคยมีอยู่จริง

ผ่านมาพันปี เมนูโนะสเปเชียลของเลโบน ถูกส่งต่อมาเรื่อยๆ ในฐานะสูตรปรุงอาหารในตำนาน การได้ทำเมนูนี้ถือเป็นเกียรติของเชฟเลยทีเดียว

เครื่องบินที่ร่วงตอนเคออสปะทุ บันทึกเสียงไว้ก่อนตายว่าเห็นสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ กับเจอผู้หญิง สิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ น่าจะเป็นเคออส ส่วนผู้หญิงนั้น ...นักวิจัยบอกว่าคงไม่ใช่เทพธิดา แต่ก็ไม่รู้ว่าใคร ....(ยูล?)

เรื่องทั่วไปในเด๊ดดูนส์

โฮปบอกว่าในโอเอซิสมีที่พักของกลุ่มโจรโมโนคุลัส แต่พวกนั้นคงไม่อยากต้อนรับไลท์ ไลท์บอกว่าเธอคงไม่ต้องแนะนำตัวอะไร เพราะตั้งแต่เข้ามาในทะเลทราย พวกนั้นก็จับตาดูการเคลื่อนไหวของเธอตลอด

เฉพาะคนที่พระเจ้าเลือก ถึงจะใช้ Pilgrim's Crue เปิดผนึกได้ ซึ่งไลท์ทำได้

โฮปตรวจสอบไม่ได้ว่าโบราณสถานในเด๊ดดูนส์สร้างขึ้นมาเมื่อไหร่และเพื่ออะไร ใช้เทคโนโลยีตรวจไม่ได้ เพราะเคออสบิดเบือนมิติเวลา เลยเชื่อถือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้

ประตูห้อง Clavis ล็อคไว้ ภายในห้อง Clavis ทำปฏิกิริยากับผู้ปลดปล่อย แต่เฉพาะคนที่ได้เห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องของเทพเจ้าถึงจะเข้าไปได้

โบราณสถานในที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นก่อนที่จะมีโคคูนบนฟ้า

เรื่องพิสดาร หาคำตอบไม่ได้ภายในเกม

เจ้าแมวเจมๆ ....ก่อนจะหายไปตอนจบเควสต์มันส่งเสียงมาสั่งลาเจ้าของมันได้ยังไง ในเกมเรียกแค่ว่าเป็นปาฏิหาริย์

ฟิเลียน่า แฟนของลักเล่.... ทำไมถึงมีอายุเพิ่มขึ้นจนแก่ตายได้

วิญญาณของเหยื่อ 3 คนที่ตายไปก่อน สุดท้ายก็ได้รับการช่วยเหลือ (ไลท์บอกว่าตัวเองช่วยได้แต่คนเป็น) ในเกมทิ้งท้ายด้วยความสงสัยว่าบูจังทำให้ หรือเจ้าตัวทำเอง หรือไลท์นิ่งซึ่งอาจมีพลังมากกว่าบูจังโดยไม่รู้ตัว เป็นคนทำ.... (จากลักษณะการเล่าเรื่อง ก็เหมือนเค้าต้องการเฉลยว่าเป็นไลท์นิ่ง) แล้วไลท์นิ่งตัวคนเดียว จะไปทำแบบนั้นได้ยังไง?

ไอ้ดอกไม้ที่ไม่มีวันเหี่ยวนั่นมันอัลลัยยย ทำไมมันไม่มีวันเหี่ยวหรือตายยย

จุดแตกต่างแปลกๆ ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น - อังกฤษ

วันสุดท้าย ตอนโฮปมาลา เวอร์ชั่นญี่ปุ่นโฮปลงท้ายว่า เขาดีใจที่ได้พบกับไลท์.... แต่ในเวอร์ชั่นอเมริกากลายเป็น เขาไม่ต้องกลัวอะไร เพราะไลท์อยู่ที่นี่แล้ว -[]-!!

[ลุคเซริโอ]

เรื่องของโรนาเรฟ

โรนาเรฟอ่านไดอารี่เก่าๆ แล้วกินขนมปังที่มาร์ลอนทำทุกวัน ไดอารี่ช่วง 50 ปีแรกหายไป เลยให้เราไปหา ตอนแรกไปหาจากมิทกะที่ร้านขายของมือสอง แต่มิทกะบอกว่าอยู่กับชายนิรนาม แล้วชายนิรนามก็ให้จดหมายไปถึงเอรีนที่ยูสนัน ในจดหมายนั้นลงชื่อว่าเรดิก พอได้บันทึกมาก็อ่านดูเป็นเรื่องที่ภรรยาและลูกสาวถูกลอบสังหาร คดีไม่มีความคืบหน้า โรนาเรฟคิดจะแก้แค้นอยู่เป็นร้อยปี

ไลท์นิ่งไปถามเรื่องของโรนาเรฟ อัลมันเคยเขียนไว้แล้ว แต่ก่อนจะเล่า เขาขอให้ไลท์นิ่งช่วยอะไรบางอย่าง ไลท์นิ่งทวงว่าอัลมันเองเป็นหนี้บุญคุณเธอออยู่นะ ยังจะมาขอกันอีก อัลมันก็ยืนยันว่าเขาอยากให้ช่วยแค่ไปทำไรบางอย่างแล้วมาเล่าเรื่องให้เข้าฟัง (ก็คือไปผ่านเควสต์อันใดอันหนึ่งระหว่างปราบซัลม็อคกับจับแกะ) ซึ่งเขาจะเอาไปเขียนสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน

พอทำเสร็จ ไลท์จะมาถามว่ามันผิดจรรยาบรรณมั้ยที่เอาเรื่องที่ตนเองมีส่วนสร้างขึ้นมา มาเขียนข่าวเนี่ย อัลมันบอกว่าเป้าหมายจริงๆ ของเขาคือการจับตาดูไลท์นิ่ง ซึ่งคอยช่วยผู้คน ปลดปล่อยทุกข์ โดยได้รับมอบหมายจากคนที่อยู่บนฟ้า ไลท์นิ่งคือผู้ปลดปล่อย

แล้วก็ยอมเล่าให้ฟังว่าคดีของโรนาเรฟนั้นแน่นิ่งอยู่นาน แต่สุดท้ายก็พบผู้ต้องสงสัย ซึ่งปรากฏว่าผู้ต้องสงสัยก็ตายไปแล้ว ทางการเลยยุติการสอบสวน คนทำก็คือพวกชั้นล่างขององค์กรอาชญากรรม ทำงานก่อคดีจิ๊บจ๊อย ทางการแกะรอยอยู่สักพัก แล้วพบว่าเขาตายไปแล้ว ชื่อเขาคือเรดิก ไลท์ถึงเข้าใจว่าหมอนั่นแกล้งทำเป็นตาย ปลอมแปลงเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อหนีโทษ อัลมันได้ยินก็บอกว่าจะไปดูบันทึกอีกทีว่ามีขาดตกอะไรไปมั้ย

พอไปคุยกับเรดดิก เขาจะรับสารภาพและบอกว่าทำไปเพื่อเงินเล็กน้อย คนจ้างคืออริทางธุรกิจที่ต้องการกำจัดโรนาเรฟให้พ้นไปจากธุรกิจ แต่อริคนนั้นก็จากไปแล้ว

จากนั้นเรดดิกก็ขโมยบันทึกนั้นมา แล้ววันหนึ่ง หลังเหตุการณ์นั้น โรนาเรฟก็ลืมเหตุการณ์นั้นไป เรดดิกคิดว่านี่เป็นเรื่องดีที่สุดแล้ว

ไลท์ถามว่าทำไมไม่ทำลายทิ้งไป น่าจะดีกว่าเอาไปให้คนอื่น แล้วถ้ามันทำให้เธอได้เบาะแส ทำไมเรดดิกถึงยังช่วยบอกใบ้ให้ไลท์หาบันทึกนั้นเจอ

เรดดิกบอกว่าเขาขี้ขลาดเกินกว่าจะรับผิดเอง ก็รอแค่วันที่ใครจะมาค้นพบมัน เขาเบื่อที่จะหนีแล้ว ช่วยจับเขาไปที อยากจะทำอะไรก็เชิญ

ไลท์บอกว่าเธอไม่มีหน้าที่ตัดสิน ลัทธิก็ไม่มีหน้าที่ แต่ต้องให้โรนาเรฟตัดสินใจเอง

เรดดิกบอกว่าเขาจะรอให้มาล้างแค้นที่นี่ แต่เขาขออย่างนึง คืออย่าบอกลูกชายของเขา ลูกเลี้ยงเขาเชื่อมาร์ลอน เป็นคนดี มีธุรกิจของตนเอง ถึงแม้เขาจะไม่ใช่พ่อจริงๆ แต่มาร์ลอนก็ส่งเงินให้เขามาตลอด

ไปหาโรนาเรฟ มาร์ลอนจะเดินมาบอกว่าวันนี้แป้งหมดเลยทำขนมปังให้ไม่ได้ โรนาเรฟบอกว่าไม่เป็นไร พรุ่งนี้ขอพิเศษก็ได้ แต่มาร์ลอนบอกว่าไม่ต้องรอนานขนาดนั้น เดี๋ยวเขาจะกลับมาเอาให้ใหม่

ไลท์เล่าให้ฟังตามจริง แล้วถามว่าจะให้ลัทธิจัดการ หรือจะลงมือเอง โรนาเรฟบอกว่าเขาคงไม่ทำอะไร เขาคงแค่อยากใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ แล้วเราก็เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว

ไลท์ถามว่าจะให้อภัยเหรอ? โรนาเรฟบอกว่าไม่ แต่มาร์ลอนไม่ควรรู้เรื่องนี้ ถ้าเขารู้ว่าพ่อเขาเป็นฆาตกรก็คงแย่ รอยยิ้มของมาร์ลอนเป็นสิ่งที่ผลักดันให้เขามีชีวิตมาได้ตลอด มิตรภาพเหล่านั้นช่วยเขาไว้ เขาไม่อยากเป็นเหตุผลให้มาร์ลอนต้องเสียพ่อไป

ไลท์ก็โอเค คดีมันปิดเรื่องไปแล้ว ไม่มีเหตุผลต้องรื้อฟื้น

โรนาเรฟบอกว่าครอบครัวของเขาก็คงอยากให้เป็นแบบนี้ เขาเองก็ไม่อยากให้มาร์ลอนต้องหยุดทำขนมปัง เขาจะบันทึกเหตุการณ์ลงบันทึกของเขาต่อไป แต่จะบันทึกเรื่องความทรงจำดีๆ ที่มีร่วมกันกับภรรยาและลูกสาวของเขา อยากจะบันทึกไว้เป็นหลักฐานว่าพวกเขาเคยมีชีวิตอยู่

ไลท์บอกว่าโรนาเรฟ ไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ เขาแค่ต้องการคนที่จะกระตุ้นเรียกความกล้าหาญในตัวของเขาออกมา

เขากล้าที่จะแบกรับมันไว้ ไม่ให้ส่งผลกับใคร บางทีหนทางนี้อาจทะให้เขาได้พบสันติ

พอเอาไปบอกเรดดิก เขาจะงงว่าแล้วเขาจะทำไง อุตส่าห์เตรียมใจรับการพิพากษา เขาจะสำนึกในบาปเขาได้ยังไง หรือว่านี่ก็คือคำพิพากษาของเขา มีชีวิตที่ไร้ความหมายนี้ต่อไปจนถึงจุดจบของโลก จนกว่าจะตาย

[ยูสนัน]

เรื่องของเลนเนท

เลนเนท นัดแฟนไว้ที่ร้านภัตตาคารหรูที่ยูสนัน กว่าจะจองได้ลำบากมาก แต่แฟนจะมาทำให้เสียเปล่า เลยชวนไลท์ให้มาเสียบแทน ไลท์ไม่ปฏิเสธ ต้องกลับมาที่ร้านช่วง 7-11 pm แล้วเขาจะเลี้ยงข้าว

ไลท์นิ่งมาตามนัดและยืนยันว่าเธอมาแค่กินสเต๊ก เลนเนทบอกว่าเราแค่มาดูพลุและกินข้าวกัน แฟนคงจะไม่ว่าอะไรเขา ไลท์ถามว่าทำไมถึงเรียกว่าแฟนในเมื่อถูกทิ้งแล้ว เลนเนทเลยอธิบายว่าจริงๆ เขาแต่งเรื่องขึ้น ความจริงคือเขากำลังจะแต่งงานกับแฟน แต่แล้วเธอชิงตายไปกอย่างกะทันหัน เขาตกใจมาก ทำใจไม่ทัน แต่แล้วไลท์กลับโผล่มาพอดี แล้วยังมาตามนัด เขากับแฟนรอคอยวันนี้มาตลอด กะว่าจะมาดูพลุด้วย กัน เธอเคยบอกว่ามันจะทำให้เธอลืมจุดจบของโลกลงได้ แต่แล้วเธอกลับจากไป เขาคิดว่าเธอคงชักนำไลท์ให้มาที่นี่ เพื่อที่เราจะได้อิ่มเอมกับพลุด้วยกัน

แล้วเจ้าตัวก็บอกว่าอย่าเข้าใจผิด นี่ไม่ใช่การเดทจริงๆ เขายังคงรักแฟนของเขา

ไลท์ชักคิดว่าที่สโนวสั่งให้มีโชว์พลุแบบนี้ทุกคืน เพื่อเป็นการเยียวยาความเจ็บปวดจากการเสียเซร่าห์รึเปล่านะ?

[ไวล์แลนดส์]

เรื่องของม็อค

บ้านม็อคเคยอยู่ในทะเลแห่งกาลเวลา (ใน FFXIII-2) แต่ถูกเคออสดูดกลืนเข้าไป

ไลท์นิ่งบอกม๊อคว่า ตอนที่เซร่าห์กลับมา ไลท์มีโอกาสจะไม่ได้อยู่พบเซร่าห์ เลยอยากให้ม็อคอยู่แทน (เป็นการบอกใบ้ถึงการเตรียมใจของไลท์นิ่งแล้ว ไลท์เองก็พอจะเดาได้ว่าบูจังต้องการให้เธอเป็นเทพธิดาแห่งความตายคนใหม่)

500 ปีที่ผ่านมา ม็อคโดนเคออสดูดกลืนซัดไปนู่นมานี่ กระทั่งไป Void Beyond จนเจอเพื่อนๆ ที่สูญเสียบ้านมาเช่นกัน ก็ไปร่อนเร่ด้วยกันผ่านทะเลทราย หุบเหว จนมาเจอป่านี้ เลยสร้างหมู่บ้านใหม่แทนที่เก่า แบบเดียวกับที่พวกเซร่าห์สโนวเคยทำนิวโบดัม

ม็อครู้สึกว่าตัวเองเคยพบเทพแห่งวาลฮัลล่ามาก่อน ตั้งแต่ตอนอยู่ในวาลฮัลล่าแล้ว แต่นึกไม่ออกว่าเจอกันยังไงตอนไหน

พอม็อคตัวหนึ่งบอกว่าพวกเพื่อนๆ เขาหายไป ไลท์บอกว่าพวกแกจะหลงได้ไง ในเมื่อบินขึ้นฟ้าก็น่าจะรู้แล้วว่าต้องไปทางไหน ... Moggel บอกว่าเออ นั่นสิ พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อน พวกเขามักบินเรียดพื้น ไม่กล้าทะยานขึ้นฟ้า.... พอไลท์นิ่งเจอม็อคที่หายไป พวกนั้นก็บอกว่าไม่กล้าบินขึ้นฟ้า เลยเหวี่ยงขึ้นฟ้าให้

โฮปแซวว่าปาม็อคได้ไกลกว่าที่เซร่าห์ปาอีก ลองคำนวณแล้วน่าจะไปตกกลางหมู่บ้านพอดีด้วยซ้ำ

หลังจบเควสต์ตามหาพวกม็อคที่หายไป ไลท์นิ่งจะคิดว่าไว้เซร่าห์กลับมาแล้ว น่าจะชวนเล่นปา-รับม็อคกันสักหน่อย น่าจะเป็นเกมกระชับสัมพันธ์ฉันพี่น้องที่ดี

โฮปพูดถึงที่เจ๊ดีดม็อคกระเด็นว่าท่าทางม็อคจะเจ็บ เจ๊บอกว่าทำไปตามสัญชาตญาณ ไม่ชอบให้ใครมากอด โฮปเลยบอกว่าจริงๆ แล้วชอบ แต่ทำแบบนั้นไปเพื่อปกปิดความเขินอายล่ะสิ เจ๊เลยสวนไปว่าพอเถอะ เอาใหญ่แล้วนะ

เรื่องครอบครัวของซาราล่า

ครอบครัวของซาราล่า แม่หายตัวไปนานแล้ว พ่อยังไม่อยากเชื่อว่าแม่ตายเลยมักจะออกไปตามหาแม่ โดยอ้างว่าออกไปหาปุ๋ย บางทีก็ไปนานแล้วไม่กลับมา คราวนี้ก็เช่นกัน ไลท์นิ่งเลยไปตามหา ได้ข่าวจากชายที่หน้าหมู่บ้านยักด์ว่าโคลตายไปแล้ว ก่อนตายก็บอกคนที่มาพบว่าให้ซาราล่าขุดข้างดอกไม้ พอไลท์นิ่งมาบอกให้ซาราล่าขุด ก็เจอจดหมายอำลา ที่พูดความในใจว่าจากนี้ไปฟาร์มเป็นของเธอ ฝากเธอดูแล และช่วยดูแลดอกไม้ที่ไม่เคยบานด้วย ซาราล่าไม่เข้าใจ กระทั่งดอกไม้มันก็มาบานในจังหวะที่กำลังอ่าน มันคือต้นซาราล่าที่จะบานทุก 500 ปี ดอกไม้ที่หมายถึงความโชคดี เจริญรุ่งเรือง

ที่อายัส (Aryas) เราเห็นเชฟเรียกชายคนหนึ่งว่าโคล ซึ่งชายคนนั้นคือคนที่ยืนอยู่หน้าหมู่บ้านยักด์ แล้วบอกเราว่าโคลตายไปแล้ว (แถมยังใช้ให้เราไปรวบรวมปุ๋ยมา แบบที่เราได้ยินว่าโคลออกไปหาปุ๋ย) โคลถามว่าตอนที่ซาราล่าอ่านจดหมายลาตาย เธอร้องไห้บ้างมั้ย ไลท์บอกว่าซาราล่ายิ่งกว่าร้องไห้อีก โคลบอกว่าเธอเสียแม่ของเธอไปตั้งแต่เธอยังเด็ก ซาราล่าเลยโตมาแบบต้องพึ่งพาโคลตลอด ติดโคลตลอด เธอต้องเรียนรู้ที่จะยืนด้วยขาตนเองบ้าง เธอไม่เชื่อในฝีมือตนเอง ทั้งที่เธอเป็นชาวไร่ที่มีความสามารถ เลยคิดว่าถ้าพ่ออย่างโคลแกล้งทำเป็นตายไปแล้ว ก็จะดีต่อเธอ แล้วตัวโคลเองก็อยากออกจากหมู่บ้าน ไปตามหาภรรยาที่หายไปตั้งนานแล้ว คนทั่วไปก็บอกว่าตายไปแล้ว แต่โคลเชื่อว่าเธอยังอยู่ที่ไหนสักที่ ไลท์บอกว่าเธอเองก็เสียน้องสาวไป ถ้าโคลอธิบายให้ซาราล่าฟังถึงเหตุผลที่ต้องออกจากหมู่บ้านไปตามหาภรรยา ซาราล่าน่าจะเข้าใจ ไม่เห็นต้องหลอกว่าตัวเองตายไปแล้วให้เธอเศร้าเลย

แต่แล้วโคลกลับบอกว่าเขาเคยลองแล้วแต่ผลลัพธ์ตรงข้าม คือซาราล่าไม่ยอมปล่อยให้เขาออกจากหมู่บ้าน ตัวโคลเองก็ช่วยตัวเองได้ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะโคลเคยพึ่งพาพ่อของโคลตลอดจนกระทั่งพ่อของโคลตายไป พ่อเขาเป็นคนที่ดื้อด้าน แล้วเชี่ยวชาญด้านการปลูกผัก แล้วโคลก็ขอให้ไลท์นิ่งอย่าไปบอกซาราล่า แต่ไลท์นิ่งสงสัยว่าตาแก่หัวดื้อที่ว่า น่าจะเป็นคนที่เธอเคยเจอมาก่อน

ปรากฏไลท์นิ่งไปหลอกตาแก่ว่าโคลตายแล้ว ตาแก่เลยตกใจว่าเทพธิดามารับตัวลูกชายของเขาไปก่อนได้ไง ไลท์นิ่งเลยมั่นใจทันทีว่านี่เป็นพ่อของโคล... ตาแก่ก็พยายามจะปฏิเสธ แต่ไม่ทันละ แล้วไลท์นิ่งก็อธิบายว่าพ่อลูก เหมือนกันเป๊ะเลย พอไลท์นิ่งเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับโคลและซาราล่า ตาแก่ก็บอกว่าอยากจะบีบคอโคลซะเดี๋ยวนี้ ที่กล้าทิ้งหลานสาวไว้คนเดียว ไลท์นิ่งเลยย้อนว่าตาแก่ก็ทำแบบนี้กับโคลมาเหมือนกัน แต่ตาแก่บอกว่าไม่เหมือนกัน เขาทำเพื่อให้ลูกชายของเขาเติบโตขึ้น ในโลกแห่งนี้ที่คนไม่แก่ขึ้น ความตายก็เป็นสิ่งทื่เกิดขึ้นได้ยาก พ่อแม่ก็ยังคงเป็นพ่อแม่วันยังค่ำ เด็กก็ยังเป็นเด็ก ที่ต้องพึ่งพาไปตลอด ไม่เปรแปลี่ยน ไม่รู้จักเอาตัวรอดเอง เอาแต่พึ่งพาพ่อแม่ เขาเลยต้องแกล้งตายเพื่อให้โคลรู้จักที่จะยืนด้วยตัวเอง

ไลท์นิ่งเลยอธิบายว่าตอนนี้ซาราล่า ไม่มีทั้งปู่ แม่ แล้วยังจะเสียพ่อไป เหลือเพียงตัวคนเดียวอยากให้เธอเป็นแบบนั้นรึไง ตาแก่เลยยอมรับว่าเขาไม่อยากเห็นซาราล่าเสียใจ คงต้องไปพูดกับทั้งสองคนละ แล้วจะได้เริ่มต้นครอบครัวกันใหม่ เขามีแผนจะล่อโคลไปที่ๆ ร้านอาหารที่หมู่บ้านอายัส แล้วให้ไลท์นิ่งล่อซาราล่าไปด้วย

พอไปรวมกันได้ พ่อของโคลก็อธิบายให้ซาราล่าฟัง แล้วโคลก็บอกว่าเขาอยากจะไปตามหาแม่ที่หายไปจริง แล้วเชฟเจ้าของร้านก็จะเชิญให้นั่งปรับความเข้าใจกัน ซาราล่าก็อวยพรให้โคลหาแม่ให้เจอ แล้วกลับมาอยู่ด้วยกัน

เรื่องของนาเดีย

นาเดียที่หมู่บ้านยักด์ เคยเป็นคุณหนูสุขสบายในยูสนัน แต่อยากมาผจญชีวิตลำบาก เลยมาถึงไวล์แลนดส์ ผจญป่าอยู่สามวัน สลบไปในป่าด้วยความหิ้วน้ำ เจอโจโคโบะมาพบ โจโคโบะมันคาบดอกไม้ยูลมาด้วย แล้วพูดว่ารอเดี๋ยวก่อน แล้วมันก็ไปเรียกคนจากหมู่บ้านยักด์มาช่วย ตอนนี้นาเดียเลยคิดว่าถ้าแกล้งตายอีก โจโคโบะตัวนั้นอาจจะยอมพูดภาษาคนกับเธออีก โจโคโบะมอบความกล้าที่จะมีชีวิตต่อไปให้เธอ เธอเลยอยากให้มันพูดกับเธออีก แล้วเธอก็คิดว่าในตอนแรกที่เธอได้ยินเสียงของมัน เธออาจจะคิดไปเอง แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงโจโคโบะที่นั่งอยู่ด้านหลังพูดกับเธอ (ที่จริงเป็นเจ้าไลลาไปนั่งแอบพุดจากด้านหลังของโบะ) บอกว่าดีแล้ว เธอจะได้พบกับสิ่งที่ตามหา บางครั้งเส้นทางชีวิตอาจสูงชัน เราอาจจะตกลงมา แต่หนทางมันก็อยู่ข้างหน้า นาเดียจะได้พบกับความหมายชีวิตที่ตามหาแน่ ก็แค่ก้าวเดินต่อไป

ไลลาบอกว่าตอนแรกที่นาเดียเข้าใจว่าโจโคโบะพูดกับเธอ ไลลาก็นั่งอยู่บนหลังโบะ แต่นาเดียไม่เห็นมัน.... เอิ่ม ไลลาบอกว่าสงสัยนาเดียคงอ่านนิทานมากไป แล้วบอกไลท์นิ่งว่าอย่าไปบอกความจริงกับนาเดีย ไลท์นิ่งตกลงและบอกว่าไลลาพูดดีแล้วที่ว่าบลาๆๆ ....แต่ไลลาบอกว่าเธอพูดแค่ว่า "ดีแล้ว เธอ (นาเดีย) จะได้พบกับสิ่งที่ตามหา" ส่วนไอ้ท่อนหลังจากนั้นเธอไม่ได้พูด.... (อ่าว!?) ไลลาถามว่าไลท์นิ่งคิดไปเองรึเปล่า? หรือเจ้าโบะมันพูดได้จริงๆ

เรื่องของยูลและไคอัส

ไคอัสบอกว่า They ไม่ยอมปล่อยให้เขาตาย หมายถึงยูลจำนวนมากนั่นเอง

ยูลที่เจอในวิหารคนแรกบอกว่าอยากให้ช่วยไคอัส ไคอัสเสียหัวใจอมตะไปแล้ว ไม่อยากมีชีวิต อยากจะตาย แต่เคออสพันธนาการให้ให้เขามีชีวิตต่อไป

ไคอัสอยู่ที่วิหารเพราะยูล แต่ยูลมาอยู่ที่นี่ทำไม? หรือว่ายูลเป็นส่วนหนึ่งของเคออส? หรือเป็นภาพมายาที่เกิดขึ้นโดยพลังของวิหาร? หรือเป็นอะไรที่เลวร้ายกว่านั้น? เธอเกิดมาครั้งแล้วครั้งเล่าจนไคอัสทำลายวัฏจักร (เกิดใหม่ไม่ได้แน่ๆ) เธอน่าจะตายไปแล้ว แต่กลับมีชีวิตอยู่ในเคออส

เจอยูลที่มีหมอกดำรอบตัว มีความคิดอยากจะอยู่กับไคอัสตลอดไป จึงมอบพลังแห่งเคออสให้ (พันธนาการไม่ให้ไคอัสตาย) เพื่อความปรารถนานั้น แต่เธอเข้าใจผิด พอให้ชีวิตอมตะไป ไคอัสกับปฏิเสธ และแสวงหาทางยุติ

โฮปตรวจจับยูลไม่ได้ ดังนั้นยูลในที่นี้คือส่วนนึงของเคออส การสำแดงของเคออสแน่ๆ

ยูลอีกคนบอกว่าไคอัสทรมานเพราะพวกเธอ อยากให้ช่วยไคอัส ลูมิน่าบอกว่ายูลแต่ละคนแตกต่างกัน ไลท์นิ่งก็ว่ายูลแต่ละคนถึงขัดกันเอง ยูลบางคนไม่อยากให้เขาตาย เลยทำให้มีชีวิตต่อไป แต่คนอื่นๆ ก็อยากให้เขาตาย วิญญาณของเขาถึงจะได้รับการช่วยเหลือ ไลท์นิ่งเห็นแล้วก็ไม่อยากยุ่งด้วย

ยูลบางคนบอกว่าไลท์นิ่งไม่สามารถช่วยวิญญาณของเธอได้ หมายความว่ายูลเหล่านั้นก็ปฏิเสธการช่วยเหลือ

ยูลอีกคนบอกว่านี่คือพลังของเคออส ความมืดในวิญญาณของพวกเรา เป็นต้นเหตุของการกระทำที่ผิดของพวกเธอ ทำให้ไลท์นิ่งเจ็บปวด ไคอัสฝันร้าย

ยูลเหล่านี้คือเคออสดั้งเดิม ที่ปะทุมาจากโลกที่มองไม่เห็น ยูลบอกว่าทุกครั้งที่พวกเธอตาย ก็อยากเจอไคอัสอีก ในการตายแต่ละครั้ง คำภาวนาของพวกเธอก็สิ้นหวังมากขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นมวลความมืดมิด ก็คือเคออสที่มองไม่เห็น เมื่อมันถูกสร้างขึ้นมา ก็ไม่อาจหยุดมันได้ มันออกไปลากไลท์นิ่งจากภพอื่น ทำลายเขื่อนกาลเวลาของเทพธิดา ทำลายเขตแดนระหว่างภพ ทั้งหมดเกิดขึ้นจากการที่ยูลไม่ยอมจากไคอัสไป ยูลกลัวที่จะต้องอยู่คนเดียว ความกลัวนั้นกลายเป็นความชั่วร้าย ยูลอยากจะอยู่กับไคอัส ให้ชีวิตไคอัสทั้งที่ไคอัสอยากจะตาย แต่ยูลบางคนก็อยากจะให้เขาได้พบความสงบในท้ายที่สุด นี่เป็นความขัดแย้งที่หาจุดลงตัวไม่ได้

ไลท์นิ่งอธิบายกับโฮปว่าความรู้สึกและความคิดของพวกยูล กลายเป็นส่วนหนึ่งของเคออส ทำให้มันทรงพลังขึ้น มอบจุดหมายให้มัน และใช้มันได้ดั่งใจ

ไลท์นิ่งบอกว่าต้องทำตามที่ยูลขอให้ช่วยไคอัส เคออสจะได้สงบลง อยู่ใต้การควบคุม

แม้ไคอัสฆ่าตัวตาย แต่ยูลก็ทำให้เกิดใหม่ ยูลอยากให้ไคอัสได้รับการช่วยเหลือ ยูลพูดจากใจจริง แต่ยูลก็ปล่อยไคอัสไปไม่ได้ จากใจจริงเช่นกัน

ไคอัสบอกว่าพลังของยูลนั้นรุนแรงไป แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่แค่มีอยู่ก็บิดเบือน บิดงอความเป็นจริง ดังนั้นถ้าเอาตัวไปโลกใหม่ที่พระเจ้ากำลังสร้าง มันจะดีจริงรึ? ไคอัสกับยูลจึงควรอยู่ที่นี่ ถูกทำลายไปพร้อมกับโลกนี้ ไคอัสจะสละร่างนี้ให้เคออส กลายเป็นคนดูแลวิญญาณทั้งมวล อยู่ในความมืดมิด ไม่เกิดใหม่อีก

ไลท์นิ่งถามว่าเพื่อไถ่บาปเหรอ? ไคอัสเอาแต่หึ ส่วนยูลก็บอกว่าอยากจะอยู่กับไคอัส เมื่อพวกนี้ปฏิเสธการช่วยเหลือก็ช่วยไม่ได้

แต่แล้วยูลคนสุดท้ายก็บอกว่าเธอได้สัญญาว่าจะไปพบโนเอลอีกครั้ง

สรุปแล้วเคออสที่มองไม่เห็นคือการรวมตัวกันของวิญญาณมากมายของยูลทุกยุคสมัย ยูลเหล่านั้นมีความปรารถนาร่วมกันที่จะได้เจอไคอัสอีก ความปรารถนานั้นทำให้วิญญาณของ พวกเธอรวมตัวกัน เป็นเคออสเข้มข้น ไม่อาจแยกจากกันไดอีก ถ้าไคอัสไปยังโลกใหม่ ยูลก็ตามไป แล้วโลกก็จะล่มสลายเหมือนเดิม ไม่แน่ชัดว่าไคอัสอยากจะอยู่ที่นี่ เพื่อประโยชน์ของโลกใหม่ หรือเพราะเขาไม่อยากจากยูลไป

เรื่องสมบัติแห่งวาลฮัลล่า

ในเควสต์เกรลออฟวาลฮัลล่า สุดท้ายแล้วเกรลนั้นก็คือตัวไลท์นิ่ง ที่เป็นภาชนะที่ได้รับพรจากเทพธิดามา ไลท์นิ่งคิดว่าถ้าเธอเป็นภาชนะ หมายความว่าข้างในเธอนั้นว่างเปล่า ตั้งแต่ตื่นขึ้นมา เธอก็รู้สึกว่าความเป็นมนุษย์ของเธอนั้นหายไป ไม่รู้ว่านั่นเป็นเหตุผลที่เธอถูกเลือกให้เป็นคนปกป้องมนุษยชาติ? หรือเธอกำลังถูกปรุงแต่งให้มาแทนที่เพธิดากันแน่?

เรื่องของเธอทีน

ทิลด้าเป็นด๊อกเตอร์อีกคนที่แคมป์วิจัย หมาหลงที่เธอเจอมีอาการป่วย เธอเลยไปให้เธอทีนมาดูอาการแล้วเขียนวัตถุดิบที่ต้องใช้ผสมยา ซึงทิลด้าผสมเองได้ เราแค่ไปหาวัตถุดิบมาให้ (ผสมเป็น Animal Potion)

คลอวเดีย ชื่อจริงของเธอทีน ด๊อกเตอร์กีซาลขี้เกียจจำชื่อเลยเรียกว่าเธอทีน

ทิลด้า ให้เราหาของมาผสมเป็นของให้ด๊อกเตอร์ชีพ ที่ชื่อจริงว่าดีทท์ (Deatt) ทั้งสองเป็นพี่น้องที่พลัดกันตั้งแต่ตอนเคออสปะทุ 500 ปีก่อน ใครๆ ก็เรียกดีทท์ว่าด๊อกเตอร์ ทิลด้าเลยไม่แน่ใจว่าใช่พี่ชายเธอมั้ย เลยใช้การเอาของมาให้ เป็นข้ออ้างในการพบหน้า

ด๊อกเตอร์กีซาล ชอบพูดว่าไม่ถนัดจำชื่อคน แต่จริงๆ คือเป็นคนแคร์คนและสัตว์อื่นๆ มาก และเสียใจทุกครั้งที่คนอื่นจากไป เลยรักษาระยะห่างด้วยการไม่จำชื่อ เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้สนิทสนมกับคนเหล่านั้นมากไป แต่เธอทีนคิดว่าเธอไม่เก่งพอ ด๊อกเตอร์เลยไม่จำชื่อเธอ แต่กลายเป็นว่าในขณะที่เธอทีนพูดแบบนี้ ด๊อกเตอร์ก็เรียกชื่อจริงเธอ (คลอวเดีย) ขึ้นมา และบอกว่าให้มาให้คำแนะนำเขาหน่อย ก็คือด๊อกเตอร์ชื่นชมยอมรับเธอจริง เธอทีนเลยดีใจรีบไปหาทันที (ด๊อกเตอร์บอกว่ามีโจโคโบะบาดเจ็บมาจากป่ายักด์ มาให้คำแนะนำหน่อย)

ด๊อกเตอร์มอบชื่อหมายเลขให้ผู้ช่วย ตามลำดับการเข้ามาเป็นผู้ช่วย แต่หลายคนจากไปด้วยสาเหตุต่างๆ ตอนนี้เหลือแค่เซเว่นกับเธอทีน

เซเว่นบอกว่า ตอนแรกมีกัน 12 คน แต่จากไปหมดจนเหลทอแต่เขา แล้วเธอทีนค่อยเข้ามา

หลังจากผ่านเควสต์ของเธอทีนนี้ ก็จะเกิดเหตุการณ์ที่โจโคโบะอีทเตอร์ปรากฏตัวขึ้นพร้อมเคออส ด๊อกเตอร์บอกว่าระหว่างรักษาโจโคโบะที่มาจากยักด์อยู่ ตัวอีทเตอรืก็ออกมา หลังปราบได้จะพบว่าเราช่วยพวกโบะที่บาดเจ็บไม่ทัน ไลท์นิ่งก็ได้แต่ภาวนาให้พวกมันได้พบความสงบ โบะโอดินกรีดร้องเรียกเพื่อน ไลท์นิ่งก็ได้แต่ปลอบ บอกว่าเธอช่วยทุกคนไม่ได้ อาจสิ้นหวังแต่เธอก็จะสู้ต่อไป แล้วโบะโอดินก็ปลดปล่อยความทุกข์ในใจออกมา

เรื่องของแดจซ์

แดจซ์หลับไปตั้งแต่เคออสออกมา ถ้ารวบรวมชิ้นส่วนวิญญาณของแดจซ์มาได้ แดจซ์จะตื่น แต่ซัสซ์หาไม่เจอเลย

ชิ้นส่วนวิญญาณในส่วนรอยยิ้ม อยู่ในตัวโจโคลิน่า พอคลายทุกข์ให้เธอแล้ว (ด้วยการหาเหรียญที่เธอทำหาย) ก็จะได้มา

เอาชิ้นส่วนวิญญาณทั้ง 5 ใส่ลงกล่อง แล้วชิ้นส่วนจะรวมเป็นหนึ่ง เปิดกล้องแล้ววิญญาณจะกลับเข้าสู่แดจซ์ ซัสซ์เปิดกล่องไม่ออกเพราะยังมีความทุกข์เครียดในใจ แต่พอพยายามสละความทุกข์นั้นไป กลับมามีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แดจซ์ถึงตื่นมาอีกที

ซัสซ์รู้เรื่องที่โจโคลิน่าแปลงร่างเป็นคนได้

เรื่องของโอดิน

หลังจากไลท์นิ่งแพ้ในวาลฮัลล่า เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโอดิน แต่แท้จริงแล้วโอดินได้เกิดใหม่เป็นเทพแห่งวาลฮัลล่า

หลังโบะฟื้นเต็มที่ กลับไปหาม็อค ม็อคจะจำได้ว่าโบะขาวนี้คือโอดิน และเล่าว่าสมัยอยู่วาลฮัลล่าเคยสู้กัน ม็อคโดนอัดเด้งไปทั่ววาลฮัลล่า ไลท์นิ่งก็บอกว่าตอนเธอเจอครั้งแรกก็สู้กัน สูสีมาก ถ้าไม่มีโฮปช่วยคงแย่

ไลท์นิ่งบอกว่าโอดินมาเกิดใหม่เป็นเทพแห่งวาลฮัลล่าเพื่อมาช่วยเธอ โฮปถามว่าสิ่งมีชีวิตที่มีวิญญาร สามารถเลือเกิดได้ด้วยเหรอว่าจะเกิดที่ไหนเมื่อไหร่? หรือขึ้นกับชะตากรรม?

เรื่องของคอร์เนเลีย

ด๊อกเตอร์แกะ เป็นเพื่อนคู่แข่งกับคอร์เนเลีย ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์เหมือนกัน

คอร์เนเลีย ออกตามแกะตอนกลางคืน เพื่อศึกษากระบวนการแพร่พันธุ์ แต่พอตามไปทีไรก็เจอมอนสเตอร์ป่วนตลอด เลยให้ไลท์นิ่งตามไปคุ้มกันแกะ สังเกตพฤติกรรมแล้วมารายงาน

พวกแกะไปรวมตัวกันที่ซากโบราณสถาน แล้วจะพบไข่ คอร์เนเลียจะตามมาด้วย แล้วบอกว่าเราได้ค้นพบไข่แกะ แล้วที่แกมันต้องกลับรังทุกคืนก็เพื่อมากกไข่ที่เย็นในตอนค่ำคืน คอร์เนเลียจะขอไข่นั้นไป แล้วเมื่อมันฟักตัวออกมา การค้นพบของเธอก็จะสมบูรณ์

[เด๊ดดูนส์]

เรื่องของโทเบียสและราม่อน

โทเบียส เจ้าของธุรกิจร้านค้าที่ทะเลทราย ทุกวันนี้ไม่มีคู่แข่งเลยให้บริการแย่ลง แต่ก่อนเคยแข่งกับราม่อน เป็นคู่แข่งกัน

คาราวานพ่อค้า ซึ่งรวมถึงภรรยาของราม่อน (ชื่อโมนิก้า) ไปผจญภัยในทะเลทราย แล้วก็โดนมอนสเตอร์ล้อมรุมตาย ก่อนตายภรรยาได้เขียนจดหมายลาไว้ อวยพรให้ราม่อนโชคดี

หลังเหตุการณ์นี้ราม่อนก็ยังไม่ออกจากทะเลทราย ยังตามหา Arithmometer (เครื่องคิดเลขโบราณ) ของภรรยา ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค้าของพวกเขา ภรรยามักจะกดเครื่องนี้พร้อมบอกเขาว่าเดือนหน้ารวยเละแน่

พอเอามาให้ราม่อนที่นั่งแกร่วอยู่ เขาบอกว่าใจหนึ่งเขาอยากไปจากทะเลทรายนานแล้ว แต่อีกใจก็ไม่อยากจะไปจากที่ๆ ภรรยาเคยใช้ชีวิตอยู่ เขาไม่รู้จะทำไง ไลท์นิ่งเลยให้คิดว่าโมนิาก้าอยากจะให้เขาทำอะไรล่ะ? ราม่อนบอกว่าภรรยาคงอยากให้เขาเป็นพ่อค้าต่อไป ไลท์นิ่งเลยบอกให้เขาปเดร้านค้าอีกครั้ง แล้วเธอจะเป็นลูกค้าคนแรกเอง

โทเบียสจะดีใจที่ราม่อนกลับมาขายแข่งกับเค้า และบอกว่าจะปรับปรุงร้านให้ดีกว่าเดิมจนราม่อนอยู่ไม่ได้เลย

ไลท์นิ่งคิดว่าการมีคู่แข่งเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต เมื่อเราดิ้นรนที่จะเอาชนะคู่แข่ง เราก็จะไปถึงจุดที่เราไม่สามารถก้าวไปด้วยตัวคนเดียว แต่เราส่วนใหญ่ไม่เคยตระหนักถึงคุณค่าของคู่แข่ง จนกว่าเราจะเสียเขาไป มันแปลกที่จะยอมรับ แต่สำหรับเธอแล้ว สโนวคือคนที่รับบทบาทนั้น ตอนที่เจอกันครั้งแรก และรู้ว่าเซร่าห์เลือกสโนวแทนที่จะเลือกเธอ ไลท์จึงรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าจะต้องเหนือกว่าหมอนี่ในทุกๆ ด้านให้ได้

เรื่องของเอลเมอร์

เอลเมอร์มีพ่อเป็นมหาโจร แต่ก็มีทักษะด้านวิชาการโดยเฉพาะการประเมินค่าของ ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดให้เอลเมอร์ แต่หลังจากที่พ่อของเขาหายไป และยุคของการขุดสุสานก็หยุดบูม คนก็เลิกเอาของมาให้ประเมินราคา ความฝันของเอลเมอร์ก็พังลง เอลเมอร์ก็เลยเสียใจ พาลเอาของๆ พ่อไปทิ้ง ไลท์นิ่งไปพบแว่นขยายของพ่อเอลเมอร์ เลยเอามาให้ เป็นการช่วยกระตุ้นให้เขานึกถึงวันเวลาที่อยากเป็นนักวิชาการเพื่อคลี่คลายปริศนาต่างๆ ให้ได้

เรื่องของเจมุส

156 ปีก่อนเจมุสพาเด็กๆ ลงไปยังโบราณสถาน สำรวจตามปกติ แต่แล้วพวกโครงกระดูกผีก็ฆ่าเด็กๆ ส่วนเขาได้แต่หนีหางจุกตูดมาซบเหล้า ช่วยกำจัดพวกโครงกระดูกให้สาบสูญไปจากโลกทั้งหมดด้วย

พอทำได้ เขาบอกว่าก็รู้สึกดีขึ้น แต่ก็ไม่เหมือนได้เด็กๆ กลับคืนมา คงไม่หายเศร้า แต่ก็กล้าเผชิญหน้าดูโลก ไม่ต้องจมกับขวดเหล้า แล้วก็จะไปเยี่ยมหลุมศพเด็กๆ

เรื่องของโนแลน

โนแลนบอกว่า เมื่อสมดุลเสีย โลกจะถูกเคออสกลืนกิน อสูรร้ายถึงจะเผยร่างจริง ตามบันทึกของเขา มันเคยโผล่เมื่อ 500 ปีก่อนทีนึงแล้ว ในวันที่กาลเวลาหยุดลงและโลกกำลังจะพังทลาย แต่มันปรากฏตัวแค่แวบเดียวแล้วหายไป คงเพราะโลกไม่ได้จบสิ้นลงในวันนั้น เขาอยากพิสูจน์ว่าทฤษฎีของเขาเป็นจริง ช่วยค้นพบและกำจัดมันที เขาคิดว่าอสูรนี้มาจากนอกมิติที่พังทลาย ร่างกายของมันไม่ได้รับผลกระทบบิดเบือนไปตามผลที่เกิดกับมิติเรา เลยอยากได้ตัวอย่างชิ้นเนื้อของมันมาทดลอง บางที โลกเองต่างหากที่สร้างอสูรกายนี้ขึ้นเพื่อฟื้นฟูสมดุลที่เสียไป

พอเอาชิ้นเนื้อมาให้ โนแลนบอกว่าเขาจะเอาไปทดสอบด้วยการกิน มันมีบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งร่างกายที่ไร้อายุขัยของพวกเรา ขาดหายไป ถ้าเขากินเนื้อมันเข้าไป ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งเดียวกับเขา เขาอาจจะหลุดพ้นจากภาวะไม่แก่ตายนี้ได้ ให้ร่างกายได่เหี่ยวตายไปตามกาลเวลา เขาโชคดีที่ได้เกิดมา มีชีวิต และอยากประสบทุกอย่างของการมีชีวิต ดังนั้นถึงอยากจะแก่ตัวและตายไป ไลท์บอกว่าถ้าคิดแบบนั้นความตายก็ไม่น่ากลัวเท่าไหร่ แต่เขาบอกว่าสิ่งที่น่ากลัวก็คือรสชาติมันเนี่ยแหละ ไลท์บอกว่าให้ลิ้มรสทุกคำของมันให้ดี เป็นอีกประสบการณ์ของชีวิตเลยนะ เค้าบอกว่างานต่อไปของเขาคือหาทางปรุงให้มันอร่อย จะต้มหรือย่างดี? เขาจะพยายามลิ้มรสประสบการณ์ของโลกนี้ให้เต็มที่ก่อนจะไปลิ้มรสประสบการณ์ของโลกใหม่

เรื่องของภักดี

ในโบราณสถานใต้ดิน เจอภักดี หุ่นสำรวจพเนจร มีหลายเรื่องอยากเล่า อยากจะช่วยเพื่อน แต่พลังงานจะหมด

โฮปบอกว่าภักดีเป็นหุ่นใช้ช่วยทำแผนที่ (ใช้ในการสำรวจ) ไม่น่าเชื่อว่าจะยังทำงานได้อยู่ เขาคิดว่ามันไม่มีโปรแกรมสนทนาแบบนี้ คงมีคนดัดแปลงมัน

หุ่นที่พบในเมืองโบราณ และอยู่ในสภาพดี จะถูกนำมาดัดแปลงให้มาเป็นหุ่นสำรวจนำทางในโบราณสถานของเดดดูนส์ วานิลล์เองก็มีเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงไว้ตัวหนึ่งเมื่อ 1,700 ปีก่อน (จริงๆ คือ 1,000+666)

ภักดีบอกว่าเขาไม่ได้ทำงานนาน อาจมีการฝืดเคืองบ้าง เขาอิจฉามนุษย์ที่ไม่ต้องมีการซ่อมบำรุงก็อยู่ได้ แต่ไลท์บอกว่ามนุษย์ก็เจ็บได้ และต้องการการพักผ่อน ถึงจะดีขึ้น

ภักดีบอกว่าใช่ แต่มนุษย์ทุกวันนี้ ไม่แก่ขึ้น และไม่ตาย แต่หุ่นยนต์นั้นถ้าพังแล้วก็ไม่มีคำว่าดีขึ้นได้ มนุษย์เลยมีโอกาสมากมายนับอนันต์

ไลท์เลยถามว่าแล้วเพื่อนที่ต้องไปช่วยล่ะ? ภักดีพอมีพลังงานแล้วก็เจาะปลดล็อคประตูได้ แต่ต้องให้คนผลักเข้าไปให้ ไลท์เลยผลักให้ พอเข้าไปแล้วภักดีจะทักทายบอกให้เพื่อนออกไปได้ ทุกคนเป็นอิสระ แต่ไม่มีใครตอบกลับมา ภักดีถามว่าพวกเขาหลับอยู่รึเปล่า?

ไลท์ถามว่าเพื่อนเขาเชื้อเพลิงหมดรึเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้นเดี๋ยวไปหาเชื้อเพลิงมาเติมให้เต็มถังก็ได้ แต่ภักดีกลับบอกว่าเพื่อนของเขาคือมนุษย์

พอเข้าห้องไป จะเห็นแต่โครงกระดูกที่มุมห้อง ภักดีบอกว่าทุกคนเปลี่ยนไปจนเขาจำไม่ได้ ทำไมถึงผอมบางขนาดนั้น ทะเลทรายอันแห้งเหือดดูดความชื้นจากร่างกายไปหมดเหรอ? ถ้าพวกเขาเสีย เขาก็จะไปรวบรวมชิ้นส่วนมาซ่อมพวกเขา ไลท์เลยบอกว่าพวกเขาจากไปแล้ว เราซ่อมมนุษย์ไม่ได้ เมื่อพวกเขาตาย ก็ไม่มีทางฟื้นขึ้นอีกได้

ภักดีบอกว่าฟื้นไม่ได้เหรอ? แต่เราอุตส่าห์ได้เจอกันอีกครั้งแล้ว หลังจากที่จากกันมายาวนาน อุตส่าห์บริหารพลังงานเป็นอย่างดี เพื่อที่จะดูจุดจบของโลกพร้อมกับเพื่อนๆ ที่เขารักที่สุด เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่ามนุษย์ก็ต้องการเติมพลังงานเหมือนกัน พวกเขาต้องคิดว่าภักดีทิ้งเขาไปแน่ๆ

ไลท์บอกว่าพวกเขาต้องรู้ว่าภักดี ได้ทำทุกอย่างเพื่อช่วยพวกเขาแล้ว และต้องนึกขอบคุณเป็นแน่

ภักดีขอบคุณในความใจดีของมนุษย์ และบอกว่าเขารักเพื่อนมนุษย์ของเขาจากใจจริง ลาก่อน พวก....

แต่ก่อนมนุษย์นั้นมีชีวิตที่จำกัด เลยเข้าใจว่าหุ่นยนต์เป็นอมตะ แต่ 500 ปีก่อน ความเชื่อนั้นก็เปลี่ยนไป ท้ายที่สุดหุ่นยนต์ก็สึกหรอและพัง มีเพียงมนุษย์ที่ดำรงต่อไปโดยไม่แก่ขึ้น ภักดีนั้นใช้พลังงานทั้งหมดเพื่อจุดประสงค์เดียวในการจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่เขารัก เชื่อว่าเพื่อนๆ ยังมีชีวิตอยู่ หลังจากที่ติดอยู่หลังห้องหินมานานหลายร้อยปี มันทายไม่ยากว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไลท์ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องเศร้า ผู้คนเหล่านั้นตายไปโดยรู้ว่าเพื่อนหุ่นยนต์ของเขาปลอดภัย ไม่ว่าจะผู้ที่มีชีวิตอันจำกัดหรือไม่จำกัด มีชีวิตหรือเป็นหุ่นยนต์ วาระสุดท้ายของพวกเขาก็ไม่มีความแตกต่างกัน

หลังจบเควสต์ โฮปบอกว่าภักดีถึงขีดจำกัดแล้ว ระบบการทำงานปิดตัวหมด ไลท์ถามโฮปว่าหุ่นยนต์มีวิญญาณได้ด้วยเหรอ? โฮปบอกว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างหุ่นยนต์ แต่มนุษย์เป็นคนสร้าง แต่เขาเชื่อว่าความรู้สึกที่ภักดีมีต่อเพื่อนนั้นเป็นของจริง ดังนั้น บางทีสายสัมพันธ์ระหว่างกัน อาจจะทำให้เกิดบางสิ่งที่คล้ายกับวิญญาณขึ้นมา

แฟงก์ไม่รู้เหมือนกันว่าหุ่นยนต์จะมีวิญญาณมั้ย แต่เธอก็หวังว่าวิญญาณของภักดีจะได้พบกับเพื่อนๆ อีกครั้ง

จดหมายที่เพื่อนๆ ทิ้งไว้ บอกว่าไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร ติดอยู่ที่นี่ พวกเขาคงตายแน่ ถ้าใครได้มาอ่านก็เอาทรัพย์สินของพวกเขาไปได้เลย และช่วยฝังศพให้ดีๆ ด้วย และถ้าได้พบกับหุ่นยนต์ที่อยู่อีกฟากของกำแพง ถ้ามันหยุดทำงานไปแล้ว ช่วยฝังมันพร้อมกับพวกเรา แต่ถ้ามันยังทำงาน ช่วยซ่อมและหาบ้านใหม่ให้มันด้วย พวกเราอาจเป็นไอ้งี่เง่าที่เป็นห่วงหุน่ยนต์เก่าๆ ในวาระสุดท้าย แต่ภักดีไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ธรรมดา เขาคือมิตร สหาย เพื่อนที่ดีที่สุดของเรา

ที่ฐานโจร จะเจอคนที่รู้เรื่องของภักดี เขาถึงได้รู้ว่าเขาเป็นเพียงคนเดียวที่ทิ้งเพื่อนมา ส่วนภักดีมันก็เฝ้าเพื่อนมันมาตลอด ภักดีมีความเป็นคนมากกว่าเขาอีก

เรื่องของแฟงก์

วันแรกๆ ที่แฟงก์ตื่นขึ้นมา ก็อยู่ในโบสถ์กับวานิลล์ แต่หลังจากนั้นก็ออกไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก

แฟงก์เคยอยู่ดูแลวานิลล์ที่โบสถ์ระยะหนึ่ง แต่ก็ออกมาตามหา clavis แต่หาไม่พบ อยากจะได้มันมาก่อนพวกลัทธิ เลยขอไลท์ให้ร่วมมือด้วย
ว่าแล้วแฟงก์ก็ออกไปแนะนำไลท์นิ่งให้ลูกน้องรู้จัก และบอกให้พวกทุกคนที่ตัดใจจาก Clavis ไปแล้ว มุ่งไปยังโบราณสถานและช่วยกันเอาสมบัติขึ้นมา

ไลท์นิ่งเชื่อว่าแฟงก์เป็นพวกเดียวกัน แต่อาจมีอะไรที่ปิดบัง ยังไม่พร้อมบอก เช่นเรื่องที่ว่าทำไมถึงออกจากโบสถ์มา จะเอา Clavis ไปทำไม เธอจะรอให้แฟงก์บอกเอง

ไลท์ถามแฟงก์ว่าจะเอา Clavis ไปทำไม แฟงก์บอกว่าเธอไม่รู้จะเอาไปทำไม วานิลล์ต่างหากที่ต้องใช้ ตอนที่ตื่นขึ้นมา วานิลล์ได้พลังวิเศษใหม่ในการได้ยินเสียงผู้ตาย เหมือนว่าฟังเสียงวิญญาณนับพันพร้อมๆ กัน พลังนั้นทำให้ลัทธิสนใจเธอ ถ้าเธอใช้ Clavis ก็จะเรียกวิญญาณทั้งหมดมาหาได้

ไลท์เลยถามว่างั้นลัทธิต้องการให้วานิลล์เรียกวิญญาณทั้งหมดมาทำไมล่ะ? เพื่อช่วยงั้นเหรอ?

แฟงก์บอกไม่ต้องแกล้งโง่น่า ไลท์น่าจะรู้อยู่แล้ว และไลท์มาด้วยคำสั่งของลัทธิใช่มั้ยล่ะ?

แต่ไลท์ปฏิเสธ แล้วถามว่าแฟงก์ไม่ถูกกับพวกลัทธิงั้นสิ เพราะอะไรล่ะ?

แต่แฟงก์บอกว่าไว้คุยกันทีหลัง เรื่องมันยาว

แฟงก์คำนวณแล้ว เธอหลับเป็นคริสตัลไป 666 ปี พอตื่นมาทำหน้าที่ลูซิก็หลับไปอีกเกือบพันปี ตอนนี้เรียกว่าเป็นป้าที่แก่ที่สุดในดาวได้เลย

แฟงก์บอกว่าระหว่างที่เธอหลับเป็นคริสตัลไปนั้น ไม่ได้หลับไปเฉยๆ แต่ยังเห็นความเป็นไปของโลกสลัวๆ เห็นไลท์หายไป เห็นการผจญภัยของเซร่าห์ แล้วก็เห็นเวลาหยุดลง เห็นโลกล่มสลาย

แฟงก์บอกว่าการไปอุ้มเสาโคคูนไว้ ไม่ได้เป็นเรื่องฮีโร่อะไรนัก มันก็แค่การไถ่บาปสำหรับชีวิตที่พวกเธอเคยทำลาย วานิลล์เองคงคิดเหมือนกัน จริงๆ แล้วสำหรับแฟงก์แล้วเรื่องที่มันจบแล้วก็จบเลย แต่วานิลล์คงยอมรับไม่ได้ คงลบเลือนไปไม่ได้

พอไปถึงห้องเก็บ Clavis กำลังจะเอา Clavis พวกลัทธิก็บุกเข้ามาพอดีแถมพกอาวุธมาพร้อม โฮปบอกว่าโทษทีที่พึ่งพบ พวกมันคงจะซ่อนตัวกันในเคออส ไลท์กำลังหันไปเรียกแฟงก์ เห็นว่าแฟงก์กำลังจะทำลาย clavis ไลท์พยายามห้าม แฟงก์บอกว่าถ้าใช้ไปวานิลล์จะตาย ที่บอกว่าจะชำระล้างผู้ตาย ให้ได้พักผ่อนชั่วนิรันดร์ นั่นหมายถึงแลกด้วยชีวิตของวานิลล์

พวกลัทธิโผล่มา เรียกมอนสเตอร์มาด้วย แล้วบุกเข้าไปแย่งชิง clavis หลังปราบมอนสเตอร์ได้ พวกมันก็หนีไปแล้ว

ไลท์ถามว่า Clavis นั้นไว้ทำอะไรกันแน่ ก็แค่เอาไว้บรรเทาทุกข์ให้วิญญาณผู้ตายไม่ใช่เหรอ? แฟงก์บอกว่าพวกมันจะให้วานิลล์ใช้ Clavis เรียกวิญญาณมาแล้วทำลายทิ้ง ไม่มีวิญญาณก็ไม่มีความเจ็บปวด วานิลล์ "รู้ว่าจะเป็นการทำลายวิญญาณ รู้ว่าเธอเองก็ต้องตาย" แต่ยังจะทำ บอกว่าเป็นหนทางเดียวจะยุติเสียงร้องที่เธอได้ยิน ทางเดียวที่จะช่วยพวกเขา

แต่แฟงก์ไม่อยากให้ตาย เลยมาตามหา Clavis คนเดียว เพื่อไม่ให้เธอได้มันไป ถ้าลัทธิได้มันไป วานิลล์ก็จะต้องตายเพื่อคำโกหกนั้น แฟงก์เลยมาที่นี่ ดูแลโบราณสถาน ตราบใดที่ไม่มีใครพบมัน ก็โอเค ที่แฟงก์มาด้วยที่นี่ก็เพื่อจะได้มั่นใจว่าไลท์จะไม่ส่งมันให้ลัทธิ

แล้วลูมิน่าก็ออกมาเผยว่าเธอเป็นคนช่วยพวกลัทธิให้เขามาหาห้องนี้ได้โดยที่โฮปไม่รู้ ลูมิน่าบอกเธอรอดูพิธีกรรมที่วิญญาณของผู้ตายจะถูกชำระหายไปชั่วนิรันดร์ แลกด้วยชีวิตของวานิลล์ กระทั่งวิญญาณของเซร่าห์ ก็จะหายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน พิธีกรรมจะเริ่มในวันสุดท้ายเมื่อระฆังกังวาน (ลูมิน่าช่วยเปิดประตูที่พวกลัทธิล็อคให้)

ไลท์บอกว่าเธอช่วยวานิลล์ไม่ได้ เธอช่วยวิญญาณด้วยการทำความปรารถนาให้เป็นจริง แต่ถ้าวานิลล์ปรารถนาความตาย ก็ต้องปล่อยไปแบบนั้น ทำอะไรไม่ได้ ถ้าวานิลล์ไม่เปลี่ยนใจ ....แต่แฟงก์ที่เข้าใจวานิลล์ดีกว่า จะเป็นคนเดียวที่ช่วยได้

โฮปบอกว่าจะรีบตามพวกนั้นไปก็ได้ แต่พวกนั้นคงกลับไปลุคเซริโอได้ครึ่งทางแล้ว ยังไงซะก็ไม่ต้องรีบ เพราะพวกนั้นต้องทำพิธีในวันสุดท้ายเท่านั้น
(Clavis ใช้เรียกวิญญาณ แล้วพิธีกรรมจะทำลายวิญญาณเหล่านั้น วานิลล์เข้าใจแค่ว่าพิธีกรรมจะบรรเทาทุกข์แก่วิญญาณคนตาย และทำให้เธอตาย แต่วานิลล์ไม่รู้ว่าบรรเทาทุกข์ที่ว่าคือทำให้พวกเขาดับสูญไป นอกจากนี้ยังทำให้ไลท์นิ่งเสียเซร่าห์ไปตลอดกาล)

แฟงก์พยายามจะพาวานิลล์หนีด้วยกันตั้งแต่อยู่ในลุคเซริโอ ทั้งไซโค ใช้กำลัง แต่วานิลล์ไม่ไป เพราะอยากไถ่บาป ส่วนพลังฟังเสียงคนตาย ก็คิดว่าพระเจ้าลงโทษเธอ วานิลล์อยากจะตาย คิดว่าตัวเองสมควรตาย ที่ไปทำลายโคคูน แต่แล้วมันได้ประโยชน์อะไร ก็แค่ทำให้มีคนตายอีกคน ไม่ได้ทำให้ใครกลับมา

แล้วแฟงก์ก็จะขอแยกทาง เธอจะยุบแก็ง แล้วบอกว่ามีที่ๆ ต้องไป เจอกันที่ลุคเซริโอ ในวันสิ้นโลก

เบื้องหลังของเทพ - ความจริงจากโบราณสถาน

ลินด์เซย์ใช้ปัญญา เอาเลือดของเอโทรสร้างมนุษย์คนแรก (สร้างร่างของมนุษย์ ส่วนวิญญาณมาจากเคออสที่เติมเต็มเข้าไปในร่างภาชนะ เมื่อตาย วิญญาณก็จะกลับไปยังวาลฮัลล่า โลกที่มองไม่เห็นที่เอโทรปกครอง แล้วเอโทรก็ให้ชีวิตใหม่)

ส่วนพัลส์เองก็ไม่ต่างกัน หลอกใช้พวกมนุษย์ รวมๆ แล้วแปลว่าพวกเทพนี้เชื่อถือไม่ได้เลย

แฟงก์หลับกันมาหลายพันปี พอตื่นมาวานิลล์ก็โดนให้ฟังเสียงของคนตาย พระเจ้าคิดใช้พวกเราเป็นตัวหมาก แต่แฟงก์จะไม่ยอมเป็นหมากให้พระเจ้าอีก จบเกมกันที

เราถูกสร้างมาบนโลก ทำตามบัญชาของพระเจ้า แล้วก็ตาย แต่แล้วเคออสกับทะลักเข้ามา ทุกอย่างบิดเบี้ยว การตายเป็นเพียงทางเลือกหนึ่ง

ทีแรกเราคิดว่าราเป็นอมตะ ไม่แก่ขึ้น แต่ก็ยังตายด้วยโรคภัยได้ แล้วเราก็ขยายพันธุ์ไม่ได้ ไม่มีใครเกิดใหม่

แฟงก์เชื่อมาตลอดว่าความตายไม่ใช่จุดจบของคนเรา วิญญาณนั้นไม่ได้หายไป แล้วต้องกลับมาใหม่ในสักวัน ดังนั้นแฟงก์ถึงไม่กลัวที่จะตายเพื่อสิ่งที่เชื่อมั่น

แต่ตอนนี้ เธอชักคิดว่าถ้าตายแล้วจะต้องตายไปจริงๆ ไม่มีหวังของการเกิดใหม่ วิญญาณจะหลงอยู่ในเคออสไปตลอดกาล ไม่มีชีวิตใหม่

นี่คือสภาพที่วานิลล์อยากยุติ เธอคิดว่านี่คือหนทางในการช่วยวิญญาณที่สาบสูญ

ภาพสุดท้ายในโบราณสภาพ ภาพพระเจ้าแห่งแสง อวยพรแด่ผู้ถูกเลือกที่จะนำพาวิญญาณของผู้ไร้เดียงสาและบริสุทธิ์ไปสู่การช่วยเหลือ เมื่อโลกเก่าพังทลาย เสียงระงมของความเศร้าโศกหยุดลง การปกครองครั้งใหม่ของเขาก็จะเริ่มต้นขึ้น

วิญญาณที่แข็งแกร่งพอจะอยู่จนถึงวันสุดท้าย จะได้เกิดใหม่ในโลกใหม่ ความตายที่รออยู่ในจุดจบของโลกคือพร ของขวัญจากพระเจ้า

ส่วนวิญญาณอ่อนแอที่เสียศรัทธา จะหายไปสู่โลกที่มองไม่เห็น และร่อนเร่ชั่วนิรันดร์ในทะเลแห่งเคออส ผู้ตายที่หันหลังให้แก่พระเจ้า จะถูกสาปชั่วนิรันดร์ เพราะพระเจ้ามองว่าความตายทำให้วิญญาณแปดเปื้อน สกปรก

ลัทธิบูชาพระเจ้าบอกว่า พิธีกรรมนี้ทำให้คนตายได้พักผ่อน (rest) และบรรเทาทุกข์แก่วิญญาณที่ทรมานของพวกเขา วานิลล์ก็ต้องการแบบนั้น แต่แฟงก์ไม่ยอม

โฮปบอกว่าถ้ามันช่วยเหลือดวงวิญญาณของผู้ตายได้ ไลท์ก็น่าจะช่วยพวกลัทธิ

ในวันสุดท้าย จะมีการทำพิธีเพลงวิญญาณในโบสถ์ เพื่อชำระล้างและทำให้วิญญาณของผู้ตายได้พักผ่อน (rest) พิธีกรรมนี้ต้องการ clavis ที่จะเรียกวิญญาณมารวมกัน มีเพียงพิธีกรรมนี้ที่จะบรรเทาความเต็บปวดของวิญญาณร้อยล้านดวงที่ร่อนเร่ในเคออส ทนทุกข์ทรมานในความมืด และมีแต่วานิลล์ ที่ได้ยินเสียงของผู้ตายเท่านั้นที่จะทำได้ ลัทธิต้องมีทั้ง clavis และวานิลล์ จึงจะทำได้สำเร็จ

สรุปประเด็นของภาคนี้แบบง่ายๆ

โลกในเกมนี้ มีการเวียนว่ายตายเกิด แต่แล้วไคอัสก็ไปฆ่าเอโทร เทพแห่งความตาย ทำให้โลกภพนี้กับภพหน้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน วัฏจักรเวียนว่ายตายเกิดจึงพังทลายลง คนที่ตายไปแล้วก็กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน กรีดร้อง ไม่ได้รับการชำระล้าง ไม่ได้รับชีวิตใหม่ ส่วนคนที่มีชีวิตอยู่ก็อยู่ไปเรื่อยๆ ไม่แก่ลง แต่ยังสูญเสียร่างกาย กลายเป็นวิญญาณร้ายได้

เมื่อจักรวาลนี้ดับสูญลง พระเจ้าจะสร้างจักรวาลใหม่ขึ้นมา และย้ายวิญญาณคนจากจักรวาลเก่าไปยังจักรวาลใหม่ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะถูกย้ายมา พระเจ้าได้มีกระบวนการคัดกรองตามรสนิยมของพระเจ้า กล่าวคือพระเจ้ายอมรับแต่วิญญาณบริสุทธิ์ วิญญาณของคนที่รอดชีวิตมาจนถึงวันสิ้นโลก ส่วนคนที่ตายไปก่อนหน้านั้นแล้วกลายเป็นวิญญาณร้ายเร่ร่อนจมทุกข์ พระเจ้ามองว่าวิญญาณเหล่านั้นแปดเปื้อน มีมลทิน จึงจะทำให้ดับสูญไป กล่าวคือหลุดไปจากวัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด ไม่ได้รับชีวิตใหม่อีกต่อไป

ในเกมนี้มีคอนเซปต์ด้วยว่า วิญญาณที่ดับสูญไปแล้ว เรื่องราวของพวกเขาก็จะหายไปจากความทรงทรงจำของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ในทางกลับกันก็เช่นกัน ถ้าคนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ลืมผู้ตายไปแล้ว วิญญาณของพวกเขาก็จะดับสูญไป กล่าวคือ การดับสูญและการหายไปจากความทรงจำของทุกคน เป็นสิ่งเดียวกัน

ในเกมพวกบูชาเอโทรที่ยังมีชีวิตอยู่ประกาศตัวว่าไม่ต้องการได้รับชีวิตใหม่ในจักรวาลใหม่ พวกเขาต้องการดับสูญไปกับวันสิ้นโลก พวกลัทธิบูชาพระเจ้าก็บอกว่าคนที่ตายไปแล้ว ทนทุกข์ทรมาน ต้องการดับสูญไป - แต่พอเราได้ฟังเสียงของวิญญาณทั้งหมดที่ตายไปแล้วจริงๆ กลับพบว่าพวกเขาเหล่านั้น ไม่มีใครที่อยากดับสูญไป ทุกคนล้วนต่างมีความหวัง อยากที่จะได้รับโอกาสมีชีวิตใหม่ ในจักรวาลใหม่ ด้วยกันทั้งนั้น.... ทุกคนปฏิเสธโอกาสที่จะดับสูญไป

ก็เป็นแนวคิดที่ปลูกฝัง ให้คนสู้ชีวิต พยายามมีชีวิตอยู่ต่อไป ถึงจะยากลำบากเพียงไร ก็ให้มองหาความหวัง และอยู่ต่อไป

สุดท้ายไลท์ก็สามารถโค่นพระเจ้าลงได้ แต่ชะตากรรมของพระเจ้า ก็ยังคงเป็นปริศนา อาจจะดับสูญไป? หรือตกสู่การหลับใหลอันยาวนาน? สักวันหนึ่ง พระเจ้าอาจจะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แต่เมื่อถึงวันนั้น มนุษย์ก็จะเอาชนะพระเจ้า ได้อีกครั้ง

การปราบ Aeronite ด้วยกลยุทธตามที่เขียนในหนังสืออัลติมาเนีย

การเซตติ้ง

1. ชุดมิค็อตเต้ - ใส่เวท Thundara - เซตยังไงก็ได้ให้พลังโจมตีเกิน 2,500/โหมดฮาร์ดต้องเซตให้พลังโจมตีเกิน 5,000 (ขอเสริมว่าให้ใส่แหวนเพิ่มพลังโจมตีระยะประชิดที่ดรอปจากลาสต์วันของนกเตะด้วย)

2. ชุดอิเล็คโทรนิก้า หรือ โรทันนู - ใส่เวทดีเชล - ถือรีเวนจ์ดาบออฟเคออส สวมแหวนกันฟ็อก (ขอเสริมว่าให้ใส่สร้อยแม่มดแห่งโรซาริโอ ที่จะช่วยเพิ่มเกดจ ATB ของสไตล์อื่นๆ ด้วย)

3. ชุดคานารุการ์เดียน - ใส่ Ruin และ Imperil - ใส่สร้อยกันเวท 75% และแหวนรูนที่กันเวท 10%

วิธีสู้

- เปิดด้วย Deshell และ Imperil จากนั้นใช้ Thundara, Thuder+ และ Ruin สลับกัน
- เวลาโดนการโจมตีด้วยเวทมนต์ ให้ใช้คานารุการ์เดียนออกมารับ
- ถ้าเจอท่าแบล็คโฮลให้การ์ดเอาไว้
- เมื่อมันใช้ท่า "เมก้าตันเบรค" กับ "เฮลแฟลร์" ให้ทำจัสการ์ดให้ได้ (อัลติมาเนียมันเขียนแบบนี้จริงๆ)
- พอมันเบรคถึงขั้น 4 ให้ร่าย Deshell, Imperil แล้วบัฟธาตุให้ตัวเอง จากนั้นใช้ Magic Slash ฆ่ามัน
- สามารถฆ่ามันได้โดยไม่จำเป็นต้อง Overclock

เจตจำนงค์ของผู้ตาย

วันที่ 12 เจอร่างของซิด ร่างของซิดบอกว่าวิญญาณของซิดได้ละลายไปกับวังวนแห่งเคออสแล้ว เขาแค่เอาร่างของซิดมาใช้เพื่อให้ง่ายต่อการแสดงออก เขาเป็นแค่ตุ๊กตาเท่านั้น เขาเป็นแค่ผู้แทนของวิญญาณมากมายที่อยู่ในเคออส วานิลล์มีความจริงที่ไม่รู้ ความจริงเกี่ยวกับโลกที่มองไม่เห็น เมื่อคนเราตายก็จะกลับไปยังเคออส แต่แค่ชั่วคราว วิญญาณของเขาหลอมรวมไปกับเคออส แต่ไอเดียของเขา ยังคงครบถ้วน แล้วก็มาเกิดใหม่ในโลกของสิ่งมีชีวิต นั่นคือพลังที่มองไม่เห็นในตัวของพวกเราทุกคน คือเคออสในใจของพวกเรา

ไลท์ทวนว่า วิญญาณของพวกเราสร้างขึ้นจากเคออส เลยกลับสู่เคออสเมื่อตายงั้นเหรอ? แล้วก็อยู่ที่นั่น รอร่างใหม่ หมายความว่าเพื่อเกิดในโลกใหม่
- ซิดบอกว่าวานิลล์ช่วยได้ แต่ลัทธิปิดบังความจริงจากวานิลล์ไว้ ลัทธิจะช่วยแต่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ พิธีกรรมจะทำลายล้างผู้ตาย และทำให้คนเป็นลืมตัวตนของคนตายไป อยากให้ไลท์ไปหยุดวานิลล์ แล้วชี้ให้เห็นว่าพลังของวานิลล์ทำอะไรได้ (นำพาคนตายไปสู่โลกใบใหม่ - นั่นคือสิ่งที่ผู้ปลดปล่อยเองก็ทำไม่ได้ เพราะผู้ปลดปล่อยช่วยแต่คนเป็น) แต่นั่นไม่ใช่ประสงค์ของพระเจ้า ถ้าไลท์ทำตามคำขอของพวกเขา นั่นคือการขัดคำสั่งพระเจ้า คนที่ปฏิเสธพระเจ้า ก็จะถูกควบคุม และทำลายทิ้งในท้ายที่สุด ดั่งซิดเรนส์

เคออสอยู่ในตัวเราทุกคน วิญญาณเราสร้างจากเคออส และเป็นเหตุผลที่คนตายยังคงอยู่ในใจของพวกเรา

เคออส ทำให้มนุษย์เป็นหนึ่งเดียว เป็นสายในของสรรพชีวิต เป็นพลังที่พระเจ้ามองไม่เห็น ศักยภาพของมันไร้ขีดจำกัด และมีพลังมากกว่าพระเจ้า

ไลท์สงสัยว่าเราแทบจะใช้มันไม่ได้ใช่มั้ย

ซิดบอกว่าไม่มีใครคุมได้ แต่ถ้าอยากให้พลังนั้นเป็นของเรา ก็ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ที่อยู่ข้างใน เธอรู้ว่าต้องทำอย่างไร ต้องหาวิญญาณใครให้พบ (เซร่าห์) ด้วยเคออส อะไรก็เป็นไปได้ ค้นหาสายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นระหว่างคนเป็นและคนตาย แล้วเธอจะได้พลังทั้งหมดที่เธอต้องการ

จะใช้เคออสชนะบูจังได้ ต้องให้เซร่าห์ช่วยเป็นสื่อกลาง ให้เคออสของคนตายยอมเป็นพลังให้บู๊

ถ้าตกสู่อเวจี ร่ำร้องหาเซร่าห์ เซร่าห์จะได้ยินมั้ย...ไลท์คิด

ซิดปฏิเสธฟัลซิด ขัดขืนที่จะกลายเป็นซีธ และกลายเป็นคริสตัลด้วยความตั้งใจของตนเอง

ไลท์คิดว่าเซร่าห์อยู่ในเคออส โฮปบอกว่าสำหรับพระเจ้า เคออสคือโลกที่มองไม่เห็น พระเจ้าหาเซร่าห์ไม่พบ แต่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้

ไลท์สงสัยว่างั้นก็ไม่เหมือนตัวจริงสิ? โฮปบอกว่าไม่เชื่อพระเจ้าเหรอ? จริงอยู่ว่าพระเจ้าเอาวิญญาณเซร่าห์ออกจากเคออสไม่ได้ แต่วิญญาณเซร่าห์ออกจากตัวไลท์ได้

(แปลว่าเวลาคนเราตาย วิญญาณส่วนนึงไปอยู่ในเคออส วิญญาณอีกส่วนไปอยู่ในใจคนอื่น)

หารือกับโฮป

ไลท์บอกว่าเธอได้คุยกับวิญญาณจากอดีตมากมาย แต่กลับไม่ใกล้จะได้เจอเซร่าห์เลย โฮปสงสัยว่าไลท์อาจได้เจอแล้ว แต่บางอย่างทำให้เซร่าห์พูดกับไลท์ไม่ได้ อาจจะอยู่ใกล้เกินไป สามารถคุยกับคนอื่นได้ แต่ไม่อาจคุยกับไลท์ได้

ไลท์ถามว่าทำไมโฮปไม่ไปหาให้มั่ง โฮปบอกว่าเขาออกจากอาร์คไปไม่ได้

โฮปบอกว่าถ้าเขาตายไปก่อน ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด เขาจะพยายามหาเซร่าห์ในเคออส และพาทางให้เซร่าห์ได้พบไลท์อีกครั้ง

ก่อนลงไปยังโลกในวันที่ 12 โฮปบอกว่าใกล้จะถึงจุดจบแล้ว ไลท์บอกว่าโลกมันใกล้ตายมา 500 ปีแล้ว แต่โฮปตอบกลับว่าเขาไม่ไดหมายถึงโลก แล้วก็บอกให้ไลท์รีบไป เวลาเหลือน้อยแล้ว

การทดลองของพระเจ้า

วันที่ 13 ต้นอิกดราซิลออกผลและเปล่งแสงที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เราได้เวลาที่หายไปคืนมา 12x2 = 24 = 1 วันพอดี เวลาที่เคยหายไป จริงๆ ตอนที่มันหายไป มันก็คงอยู่ในที่ใดที่ไหนของสายใยแห่งกาลเวลา แต่พอเอราเดียที่ไลท์นิ่งสะสมมาก มันมากพอจะซ่อมแซมกาลเวลาที่บิดเบือนไปได้ เลยได้เวลาคืนมา 24 ชม.

โฮปพบดันเจี้ยนในเด๊ดดูนส์ ซึ่งปรากฏขึ้นพร้อมเวลาที่เสียไป มันคือสถานที่ซึ่งไม่ได้ไปของมิตินี้ (มาจากมิติอื่น) จากมิติที่สาบสูญ ในสถานที่แห่งนี้เวลาไม่หยุดลงระหว่างการต่อสู้

โฮปบอกว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ไลท์จึงบอกว่าพระเจ้าอาจซ่อนอยู่ที่นี่ โฮปบอกว่าอาจจะใช่ เขาพบพลังงานมหาศาล

ชาวโบราณได้ทำนายถึงการปรากฏตัวของโบราณสถานแห่งนี้ พวกเขาเรียกมันว่าดินแดนแห่งการทดสอบของพระเจ้า พระเจ้าได้ทำการทดลองสร้างเผ่าพันธุ์ใหม่ๆ แล้วนำมาประลองต่อสู้กัน วัตถุดิบที่พระเจ้าใช้ในการทดลองก็คือ Soul Seed (ก็คือสร้างชีวิตต่างๆ ขึ้นมาจาก Soul Seed)

ไลท์วิจารณ์ว่าการสร้างมอนสเตอร์มอนสเตอร์มาฆ่ากัน เป็นงานอดิเรกที่เฮงซวยจริงๆ คิดทดลองสร้างเผ่าพันธุ์ใหม่มาทดแทนมนุษย์รึไงกัน?

โฮปบอกว่าพระเจ้าได้พยายามสร้างชีวิตใหม่ขึ้นมา แต่ที่ปรากฏในที่แห่งนี้คือผลงานที่ล้มเหลว แล้วคลุ้มคลั่งเพราะเคออส

ไลท์บอกว่าล้มเหลวเหมือนพวกเรา ล้มเหลวที่แปดเปื้อนเคออสซึ่งมอบวิญญาณและหัวใจให้ ทำให้พวกเราต่อสู้ บ้าคลั่ง และบางครั้งก็ถึงขั้นหันหลังให้พระเจ้า

โฮปสงสัยว่าพระเจ้าพยายามสร้างอสูรกายที่มีหัวใจและจิตใจเหมือนมนุษย์ แต่ไม่แปดเปื้อนเอโทร ขึ้นมาใช้ไม่มั้ย? (ก็คือจะสร้างสิ่งที่คล้ายมนุษย์ เลียนแบบเอโทร แต่ไม่พึ่งเอโทร)

ไลท์คิดว่าพระเจ้าคงต้องการสร้างสิ่งที่เหนือกว่ามนุษย์ขึ้นไปอีก สิ่งที่มีเคออสและมีความเป็นไปได้ที่มนุษย์ไม่มี ที่ใจกลางโบราณสถานคงมีอสูรกายที่แข็งแกร่งที่สุด อสูรกายที่ใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบที่สุดของพระเจ้า

โฮปไม่เข้าใจว่าจะสร้างมอนสเตอร์พรรค์นั้นขึ้นมาทำไม? ไลท์บอกว่าสำหรับพระเจ้า มนุษย์ก็เป็นเครื่องมือ ก็คงต้องการเครื่องมือที่ทนทานกว่าเดิม โฮปบอกว่า งั้นถ้าพระเจ้าเบื่อหน่ายกับปัญหาของมนุษย์ ในอนาคต สิ่งนี้ก็จะถูกนำมาแทนที่พวกเรา ไลท์บอกว่าไม่ต้องห่วง ฉันสามารถจัดการมันได้ ฉันจะทำลายสุดยอดผลงานของพระเจ้า และพิสูจน์ให้เห็นความสามารถของมนุษย์

หลังชนะได้

กระทั่งในโลกที่กำลังจะตาย ผู้คนมากมายก็ยังเชื่อมั่นในพระเจ้า พวกเขาเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ ที่พระเจ้ารักใคร่อย่างไม่มีเงื่อนไข เชื่อมั่นว่าพระเจ้าดูแลอยู่

พระเจ้านั้นมีอยู่จริง แต่ไม่ได้สร้างโลกนี้และใส่พวกเราเข้าไป เพราะว่ารักพวกเรา

พวกเขาเพียงต้องการสร้างเครื่องมือใหม่ขึ้นมา

โฮปบอกว่า แต่แล้วเครื่องมือนั้นก็ได้กำจัดอสูรกายของพระเจ้า ชัยชนะนี้ ทำให้พระเจ้าต้องหันมาตระหนักถึงความแข็งแกร่งของมนุษย์ ตัวของคุณคือหลักฐานของคำมั่นและความสามารถของมนุษย์ คุณได้ช่วยเหลืออนาคตของมนุษยชาติ

ไลท์คิดว่าแต่พลังที่เธอใช้กำจัดอสูรนั่น ไม่ใช่พลังของมนุษย์เลย ฉันชนะก็จริง แต่ฉันยังเป็นมนุษย์ เป็นคนอยู่งั้นเหรอ?

ไลท์สรุปเรื่องว่าเธอเข้าไปในดินแดนแห่งการทดสอบของพระเจ้า สถานที่ซึ่งพระเจ้าใช้เลี้ยงข้ารับใช้ที่เกิดจากเคออส ดูเหมือนเราจะไม่ใช่คนโปรดของพระเจ้าอีกต่อไป ถ้าอยากมีชีวิตต่อไป เราก็ต้องเลือกระหว่าง พิสูจน์ว่าเรามีค่ามากพอให้พระเจ้าเมตตา หรือล้มล้างพระเจ้าเสีย จากนั้นเราจะได้ไม่ต้องตอบคำถามพระเจ้าอีกต่อไป

การร่ำลากับโฮป

วันสุดท้าย ตอนจะกลับขึ้นอาร์ค โฮปสงสัยว่าเมื่อวานิลล์ทำพิธี วิญญาณของโฮปจะเป็นยังไงกันนะ....

พอขึ้นมาถึงอาร์ค โฮปจะแทรกเข้ามาในจิตใจของไลท์ (ไหงก่อนหน้านี้ไม่เคยทำได้มาก่อน!?) โฮปมาบอกลา และรับว่าเขาเป็นหูตาให้พระเจ้ามาตลอด ตอนนี้พระเจ้าไม่ต้องการแล้ว เขากำลังจะหายไป โฮปอยากให้ไลท์ช่วยบอกวานิลล์ ถ้าวานิลล์รู้ความจริง ก็จะรู้ว่าต้องทำอะไร

ไลท์บอกว่าเธอไม่ได้พยายามจะเข้าใจโฮปเลย ไม่เชื่อใจโฮป และพยายามจะปิดบังโฮป (เรื่องที่คุยกับลูมิน่า)

โฮปบอกว่าไลท์ทำถูกแล้ว นั่นไม่ใช่ตัวเขาจริงๆ ไลท์ไม่ควรเชื่อใจเขาในสภาพนั้น ก็แค่หมากของพระเจ้าเท่านั้น ไลท์ได้ยินแบบนั้นก็ขอโทษ แต่โฮปบอกว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยท้ายที่สุดในวาระสุดท้าย เขาก็ได้เป็นตัวเขาจริงๆ อีกครั้ง โฮปรำลึกถึงที่ไลท์พูดตอนเจอกันแรกๆ ว่า ให้โฮปมองไปข้างหน้า เธอจะระวังหลังให้ ไลท์ก็ขอโทษที่เธอทำแบบนั้นให้ไม่ได้

แต่โฮปบอกว่าไลท์ทำได้ ทำไปหลายครั้งแล้วโดยไม่รู้ ตราบใดที่ไลท์ยังอยู่กับเขา เขาก็ไม่ต้องกลัวอะไร กระทั่งตอนนี้ก็ไม่ได้กลัว เพราะไลท์อยู่ที่นี่

ไลท์คิดในใจว่าขอบคุณที่โฮปต่างหากที่ระวังหลังให้เธอมาตลอด

เมื่อโฮปหายไปแล้ว ม็อคจะโผล่มาบอกว่ามีข้อความจะมาบอกไลท์ นั่นคือให้มองไปข้างหน้า ม็อคจะระวังหลังให้เอง

ลูมิน่า ทวนเรื่องราวให้ฟังครั้งสุดท้าย

ลูมิน่าบอกว่าทุกคนต้องตายแล้ว เป็นหนทางเดียวที่จะไปสู่โลกใหม่ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ไป คนที่ตายในอดีตก็จะถูกลบให้หายไป ปัญหาคือวิญญาณของคนตายเชื่อมกับความทืทรงจำของเรา เพราะเรายังจดจำเขาได้อยู่ เขาจึงยังอยู่ในเคออส (อยู่ในใจของเรา และใจของเราก็เชื่อมกับเคออส) เราเป็นผู้อารักขาพวกเขาเข้าไว้ หน้าที่ของเราก็คือแผดเผาพวกเขาไปจากความทรงจำ (ก็คือให้หายไปจากเคออสในใจ พวกนั้นก็จะหายไปจากเคออส ดับสูญไป)

ไลท์บอกว่านี่เป็นเหตุผลที่วิญญาณไม่ยอมหลอมรวมไปกับเคออส พวกเรายังจดจำเขาได้อยู่ พวกเขามีตัวตน ทำให้พวกเขายังคงดำรงอยู่

ลูมิน่าบอกว่าถ้าเราลืมพวกเขาไป พวกเขาก็จะหายไปถาวร ไม่มีวันกลับมาได้อีก ในทางกลับกันก็เช่นกัน (ถ้าหายไปจากเคออสถาวร ก็จะหายไปจากความทรงจำเช่นกัน) ถ้าวิญญาณของผู้ตายถูกทำลาย พวกเขาก็จะหายไปจากความทรงจำของเรา ราวกับไม่เคยมีมาก่อน

วานิลล์มีพลังที่จะเรียกวิญญาณทั้งหมดมา ในตอนนั้นลัทธิก็จะใช้ Clavis ทำลายวิญญาณทั้งหมดเสีย

ไลท์สงสัยว่าทำไมต้องทำลายตัวตนในอดีตด้วย

ลูมิน่าบอกว่าเพื่อกำจัดความเศร้า ความลังเล ความเสียใจทั้งหลายที่รั้งเราไว้ ทำให้เราอ่อนแอ เขาอยากให้เริ่มต้นใหม่หมดจด เราจะได้อยู่อย่างเข้มแข็งกันในโลกใหม่ และนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าต้องการเหมือนกัน แต่วานิลล์ไม่ได้รู้ทั้งหมด ลัทธิปิดบังไว้บ้าง วานิลล์รู้แค่ว่าเธอต้องปลดปล่อยผู้ตายจากความทรมาน

ไลท์สรุปว่าวานิลล์ไม่รู้ว่า ทำแบบนี้ไป พวกคนตายจะหายไป เราก็จะลืมพวกเขาไปด้วย

ไลท์นึกถึงที่เซร่าห์สั่งลาไว้ว่าให้จดจำเธอไว้ แล้วเราจะได้เจอกันอีกครั้ง ไลท์จึงเข้าใจว่าถ้ายอมให้ทำพิธีกรรม ก็จะเสียเซร่าห์ไปตลอดกาล จึงตัดสินใจจะเข้าไปหยุดยั้ง

ลูมิน่ารั้งไว้ บอกว่าอย่าไป อย่าเอาทุกคนไปด้วย แต่ไลท์สะบัดทิ้งแล้วหนีไป ลูมิน่าร้องไห้ว่าอย่าทิ้งเธอไว้คนเดียว (ใน Data Log บอกว่าเธอกำลังจะหายไปในเคออส)

ไลท์คิดว่าวิธีนี้ช่วยคนตายไม่ได้ วานิลล์ต่างหากที่จะช่วยชี้นำคนตายให้ไปยังโลกใหม่ด้วย

ความช่วยเหลือจากโนเอล

ชาวบ้านหน้าโบสถ์บอกว่านักล่าแห่งความมืด ถูกเรียกเป็นนักล่าแห่งแสงไปแล้ว

โนเอลบอกว่าไลท์เป็นข้ารับใช้ของพระเจ้า แปลกไปหน่อยมั้งที่มาขวางพิธีกรรม

ไลท์บอกว่าเธอไม่ใช่พวกบ้าลัทธินี่ มันกำลังจะทำพิธีกรรมบ้าๆ เธอจะขัดขวาง ถ้าโนเอลจะสู้กับเธอ เธอก็พร้อม

โนเอลถามย้ำว่าจะขัดขวางแผนของพระเจ้าเหรอ ไลท์ยืนยัน

โนเอลบอกว่าพระเจ้าให้ไลท์กลับมาทำภารกิจศักดิ์สิทธิ์ แต่เธอกลับหันหลังให้ เขารู้ว่าไลท์มีเหตุผลเดียวที่จะหักหลังพระเจ้า นั่นคือหนทางในการช่วยเซร่าห์

ถึงตรงนี้ทหารถึงตกใจว่าสองคนนี้เป็นพวกเดียวกัน

ระหว่างวิ่งไปห้องพิธี ไลท์ได้ยินเสียงสวดดังขึ้นเรื่อยๆ วิญญาณเริ่มมารวมตัวกันแล้ว

ความจริงของผู้ตาย - ไม่มีใครอยากดับสูญไป

พวกลัทธิยังคงบอกว่าพิธีกรรมนี้จะทำให้วิญญาณคนตายได้ rest และหลุดพ้นจากความเจ็บปวด

ไลท์รีบยิงเข้าประเด็นว่าพิธีกรรมนี้จะทำลายวิญญาณผู้ตายให้หายไป และเราจะลืมพวกเขาไปจากความทรงจำอย่างถาวร แฟงก์เสริมว่าลัทธิหลอกลวงวานิลล์มาตั้งแต่ต้น

ลัทธิบอกว่านี่คือความต้องการของพระเจ้า พระเจ้าต้องการแต่วิญญาณบริสุทธิ์ คนที่ไม่สามารถทนอยู่มานานหลายศตวรรษได้ ไม่อยู่ในแผนของพระเจ้า

แฟงก์เลยบอกว่า พวกมันก็แค่ต้องการทางรอดให้ตัวเอง แล้วให้คนอื่นสาบสูญไป

ไลท์รู้ว่าวานิลล์อยากทำอะไรเพื่อเป็นการไถ่บาป แต่อยากให้ฟังเสียงของคนตายก่อนว่า พวกเขาอยากให้วานิลล์เสียสละตัวเองจริงเหรอ?

วานิล์ลองฟังเสียงคนตาย ได้ยินเสียงแล้วทรุดลงไป ลัทธิบอกว่าเป็นเพราะเสียงของคนตายแปดเปื้อนเต็มไปด้วยคำโป้ปดและชิงชัง เต็มไปด้วยความเศร้าโศก หัวใจบิดเบี้ยว แล้วสั่งให้วานิลล์สังเวยตัวเอง เพื่อปลดปล่อยวิญญาณเหล่านั้นจากความทรมาน

แฟงก์สวนกลับว่า พวกแกต่างหากที่โกหก แกคิดทำลายพวกเขาเพื่อความสะดวกสบายของตนเอง และพวกเขาต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม

วานิลล์บอกว่าคนตาย พูดถึงความเศร้า ความเสียใจ แต่ก็พูดถึงความหวัง พวกเขาร้องขอให้ความเจ็บปวดสิ้นสุดลง แต่ไม่ว่าพวกเขาจะเจ็บปวดสักแค่ไหน พวกเขา ไม่มีใครสักคนอยากจะถูกทำลาย แม้แต่คนเดียว พวกเขาต้องการอนาคต ต้องการจะมีชีวิตใหม่อีกครั้ง

ไลท์บอกว่า เสียงของความสิ้นหวังที่แท้จริง ก็คือความเงียบงัน เมื่อสูญเสียความหวังไปหมด ผู้คนก็จะหยุดเกรี้ยวกราดต่อชะตากรรม แต่ผู้ตาย ยังคงกรีดร้องต่อชะตากรรม ก็เพราะว่าพวกเขายังไม่ยอมแพ้ พวกเขายังมีหวัง

วานิลล์รับว่าเธอไม่เคยได้ยินแบบนี้มาก่อน และเกือบทำลายพวกเขาไปซะแล้ว

ไลท์บอกว่าเรายังช่วยพวกเขาได้ นำทางพวกเขาไปยังอาร์ค แล้วพวกเขาจะได้ไปเกิดในโลกใหม่

แฟงก์บอกว่าอาจต้องเสี่ยงชีวิต แต่เราสองคนจะช่วยกันนำทางพวกเขา

วานิลล์ตกลง บอกว่าจะไม่ทำพิธีแล้ว แต่จะนำทางพวกเขาแทน ให้วิญญาณทั้งหมดได้เกิดในโลกใหม่

พวกลัทธิขัดขืนสู้ แต่สโนวโดดลงมาจากฟ้า (มีรูอยู่กลางหลังคาโบสถ์พอดี!?) แฟงก์ปาหอกขึ้นไปให้สโนวใช้ทิ่มลงใส่ Clavis ซึ่งกำลังจะสาดแสงทำลายวิญญาณ

วานิลล์พูดกับวิญญาณผู้ตายว่าโลกกำลังจะหายไปถาวร เมื่อเสียงระฆังกังวาน ให้ลอยขึ้นไปบนฟ้า ไปยังอาร์ค แล้วทุกคนจะได้เกิดใหม่ ทั้งคนเป็นและคนตาย มนุษยชาติทั้งหมด มาอยู่ร่วมกัน มองขึ้นไปบนฟ้า และค้นพบโลกใหม่

วิญญาณทั้งหลาย ลอยขึ้นไปบนฟ้าผ่านทางรูหลังคาโบสถ์ วิญญาณของพวกเขาได้รับการช่วยเหลือ เช่นเดียวกับแสงแห่งวิญญาณของวานิลล์และแฟงก์ ที่ลอยออกมาเข้าสู่ตัวไลท์

แล้วเสียงระฆังก็ดังขึ้น

ยูลปรากฏตัวขึ้นบอกว่าเวลาสิ้นสุดลง แล้วสิ่งที่เคยมีอยู่ก็จะไม่มีอีกต่อไป

ลูมิน่าบอกว่าถึงเวลาที่ไลท์จะได้เธอคนนั้นคืนไปแล้ว เธออยู่ในตัวลูมิน่ามาตลอด

ยูลบอกว่า ไลท์เป็นคนสร้างลูมิน่า ไลท์ได้สร้างหลุมศพที่จะเก็บความทรงจำของใครบางคนให้คงอยู่ไว้ ตอนที่ไลท์ตื่นขึ้นในฐานะผู้ปลดปล่อย เซร่าห์ก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกต่อไป (ไม่ได้อยู่ในตัวไลท์)

ลูมิน่าบอกว่าตอนที่ไลท์นิ่งเป็นคริสตัล เซร่าห์ก็อยู่กับไลท์นิ่งมาตลอด จนกระทั่งบูนิเบลเซ่ตัดออกไป เซร่าห์ทำอะไรไม่ได้ พออยู่ตัวคนเดียวก็จะถูกหลอมรวมไปกับเคออส ลูมิน่าจึงรับมาดูแลให้ เราอาจเป็นแค่เศษฝุ่นที่พระเจ้าไม่สนใจ แต่เธอแคร์เซร่าห์ จึงได้ช่วยให้เซร่าห์ปลอดภัย

ไลท์ถามว่าลูมิน่าเป็นใครกันแน่ เธอตอบว่าเป็นคนที่ไม่ควรมีตัวตนอยู่ เป็นแค่ภาชนะ แต่หน้าที่ของเธอก็จบลงแล้ว

ยูลสัมผัสลูมิน่าที่ก้มหน้าลง แล้วลูมิน่าก็กลายเป็นเซร่าห์ (ใน Data Log บอกว่าเป็นวิญญาณของเซร่าห์จริงๆ) แต่ไม่ทันไรก็หายไป

เสียงระฆังครั้งสุดท้ายดังกึกก้อง พระเจ้าตื่นขึ้นแล้ว ในร่างของโฮปที่ลืมตาขึ้นมา บูนิเบลเซ่ย่อและช่วงชิงวิญญาณของเซร่าห์กับพวกแฟงก์เข้าไปไว้ในกำมือ แล้วเรียกให้ไลท์นิ่งตามไปดูโลกใหม่ด้วยกัน

ไลท์สงสัยว่าบูนิเบลเซ่จับพวกนั้นไปเป็นตัวประกันเหรอ แต่เธอไม่แคร์ เธอจะทวงพวกนั้นกลับมาให้ได้

ใน Data Log บอกว่าลูมิน่าไม่ใช่เซร่าห์ แต่เป็นส่วนหนึ่งในใจไลท์นิ่งที่ถูกตัดออกไป ส่วนที่เธอคิดว่าสูญเสียไป กลายเป็นภาชนะที่เรียกว่าลูมิน่า ซึ่งคอยเก็บวิญญาณของเซร่าห์ไว้จนกว่าไลท์จะพร้อมเอากลับไป

จุดพักสุดท้าย

ม็อคเข้ามา บอกว่าที่นี่เป็นห้องแห่งการทดสอบผู้ปลดปล่อย ส่วนพระเจ้าอยู่อีกฟากของประตูแห่งการสร้าง กำลังสร้างจักรวาลของตนเอง

ไลท์บอกว่าเมื่อเธอเข้าไป ก็จะไม่ได้อยู่ในภพของมนุษย์อีกต่อไป จะไปสู่ภพของพระเจ้า และเธออาจไม่ได้กลับมาอีก

ไลท์บอกว่าไม่รู้ว่าพวกแฟงก์จะมา แต่ก็หวังว่าพวกเขาจะมา มีศรัทธานิดหน่อย โลกใบใหม่จะต้องเป็นของมนุษย์ ไม่ใช่ของพระเจ้าอีกต่อไป

พวกห้องแห่งการทดสอบ มองเห็นวิวเก่าๆ เหมือน Type-0 เลย
1. ห้องแห่งการช่วยเหลือ วิวแฮงก์เอดจ์
2. ห้องพิพากษา วิวโอลบา
3. ห้องกำเนิด วิววาลฮัลล่า
4. ห้องไถ่บาป วิวเอเดน

หลังผ่านการทดสอบ ก็เอาดาบไปซ่อมที่แท่นบูชากลางห้องได้ เสียงของลูมิน่าดังขึ้นบอกว่าเป็นของขวัญจากเซร่าห์ เซร่าห์ฝากบอกว่าใช้มัน เอาทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกช่วงชิงไปกลับคืนมา ไลท์บอกว่าเธอจะเอาทุกอย่างกลับคืนมา รวมถึงเซร่าห์ด้วย