Saturday, December 28, 2019

ฮาวทูทิ้ง เรื่องจริงที่ทุกคนต้องตระหนักในช่วงหนึ่งของชีวิต


[Life][บ่น] ตั้งแต่แวบแรกที่ได้ดูเทรลเลอร์ของฮาวทูทิ้ง ผมก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้พยายามสื่อถึงแนวคิดอะไรบางอย่าง ที่มนุษย์ทุกคนล้วนต้องตกผลึกมันขึ้นมาเองให้ได้ ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต

ย้อนกลับไปตอนสมัยผมพึ่งเรียนจบ ป.ตรี ใหม่ ๆ มีอยู่ช่วงนึงที่ผมเป็นภูมิแพ้ไรฝุ่น และมีอาการหายใจไม่ออกบ่อยมาก

เรื่องแบบนี้ถึงกินยาไปก็ไม่ค่อยจะช่วยอะไร ที่สำคัญคือต้องปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมในการใช้ชีวิตด้วย มันถึงจะหาย

ทีนี้ด้วยความที่บ้านผมอยู่ติดถนนใหญ่ มีฝุ่นควันจากริมถนนพัดผ่านตลอด แถมบ้านยังเป็นระบบครอบครัวจีนโบราณ ถือค่านิยมในการเก็บรักษาทุกสรรพสิ่งที่ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีประโยชน์แล้วไปจนกว่าจักรวาลจะดับสูญ มันก็ทำให้บ้านกลายเป็นที่แออัดด้วยของเก่าและฝุ่นมากมาย

สำหรับห้องของผมเอง แม้ว่าผมจะเป็นคนเก็บรักษาของเป็นระเบียบ แต่ผมก็พยายามเก็บของทุกอย่างที่ได้มาตั้งแต่เด็กไว้ทั้งหมด และใช้สอยพื้นที่ทุกตารางนิ้วในห้องให้คุ้มค่าที่สุด ผลคือสิ่งต่าง ๆ ในห้องแม้จะถูกเรียงอย่างเป็นระเบียบมุมฉาก แต่มันก็พ่วงด้วยความแออัดและรกแน่นด้วยฝุ่น

ตอนนั้นเอง ผมถึงเริ่มต้องมาทำความสะอาดห้องและพื้นที่ใช้สอยส่วนตัวใหม่อย่างจริงจัง เพื่อจะรักษาตัวเองจากโรค

แล้วก็คิดได้ว่า พอมีข้าวของมาถึงจุดนึง คนเราก็ต้องทำการ "สะสาง" สิ่งต่าง ๆ ให้เรียบร้อย

สะสางในที่นี้ กินความหมายรวมทั้ง "ทิ้ง บริจาค ขาย ยกให้" คนอื่น ๆ ต่อไป

ของที่ทิ้ง เท่าที่นึกออกก็เช่น

- กองนิตยสาร Mega/Mega Month ที่ซื้่อทุกฉบับมา 20 ปี, หนังสือคู่มือเกมเก่า ๆ จำนวนมหาศาล (เหลือเก็บไว้แค่ FF และ KH), พวกแผ่นก๊อปเกมทั้งหมด

- นาฬิกาข้อมือ กระเป๋าตังค์ นาฬิกาปลุก พวกของที่เคยใช้ตอนประถม มัธยม และคงไม่ได้ใช้แล้ว

- ของที่ระลึกกระจุกกระจิก ของที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ มักจะได้มาตอนที่คนอื่นไปเที่ยวแล้วซื้อมาฝาก หรือได้มาจากพวกงานจับสลากแลกของ 

- ฟิกเกอร์สนู๊ปปี้ ของสะสมต่าง ๆ จากชุดแฮปปี้มีลแมคโดนัลด์ รวมถึงพวกของเล่นของสะสมเด็กแบบนั้น

- รูปถ่ายจำนวนหนึ่ง

- ฯลฯ (นึกไม่ค่อยออก ที่ผ่านมาก็พยายามจะไม่ทบทวนให้ตัวเองเจ็บปวด)

ที่ปวดหัวที่สุดคือ พ่อผมเป็นคนที่ชอบเอาภาพถ่ายไปใส่กรอบวิทยาศาสตร์ แล้วก็เอามาตั้งเรียงให้มันรกบ้าน แล้วก็ชอบเอาภาพผมไปอัดใส่กรอบมาเผื่อแผ่เต็มห้องไปหมด.... ตอนนั้นผมก็รู้สึกว่าเราไม่ควรจะเอารูปไปอัดใส่กรอบแบบนั้นพร่ำเพรื่อเลย มันกินพื้นที่ ถ้าเก็บเป็นภาพกระดาษเล็ก ๆ มันยังเก็บง่ายกว่า

ซึ่งทุกครั้งที่ต้องสะสางของออกไป ผมก็รู้สึกเจ็บปวด... กระทั่งทุกวันนี้เวลานึกถึงพวกของเหล่านั้น ที่ไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว ก็ยังคงเศร้าและเจ็บปวด

อ่าวเฮ่ย พูดถึงบรรทัดนี้ ก็นึกถึงรองเท้าของแฟนเก่า ที่แม้เลิกกันไปแล้วผมก็ยังเก็บไว้ในห้องอีกนาน แต่วันนั้นก็ถึงคราตัดใจต้องทิ้งไป

แม้จะเจ็บปวดกับการลาจาก แต่ผมก็อยากจะเชื่อว่าทุกความเจ็บปวดนั้น ล้วนทำให้เราเติบโตมากขึ้น

ยังไงซะ เราก็ต้องสะสาง เพื่อให้พื้นที่มันสะอาด -> พอสะอาดแล้วจะได้ไม่มีเชื้อโรค ทำให้ทำความสะอาดง่าย แล้วเราก็จะหายจากภูมิแพ้

ถ้าสะสางแล้ว มีพื้นที่ว่างมากขึ้น -> เราก็จะพร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ให้เข้ามาในชีวิตได้มากขึ้น

วันที่ตัดสินใจแบบนั้นได้ ผมก็รีบลงมือจัดการทำให้เสร็จ... ทั้งบ้านก็ตกใจมากเพราะจากเดิมผมพยายามเก็บรักษาของทุกอย่างไว้ แต่พอถึงวันที่คิดจะทิ้ง ก็รีบลงมือทิ้งไปหมดเลย

จากนั้นมา... ในแต่ละปีผมก็ต้องหาวัน "สะสาง" ของตัวเอง แล้วก็มานั่งจัดระเบียบข้าวของต่าง ๆ อันไหนไม่ใช้ก็ทิ้งไป, พวกสินค้าจำพวกชุด Collection ก็เลิกซื้อมันแล้ว ซื้อเท่าที่ได้เล่น-ได้ใช้ประโยชน์จริง ๆ และส่งมอบต่อไปให้คนอื่นได้ดีกว่า

ผมกลายเป็นพวกพยายามจะเลิกสะสมวัตถุ และก็เริ่มเห็นว่าหากแนวคิดนี้ได้แพร่กระจายไปยังคนในครอบครัว+คนในที่ทำงานด้วย มันก็คงจะดีนะ..... ไอ้สภาพบ้านและที่ทำงานที่รกเละไปด้วยของเก่าเก็บ หากทุกคนช่วยกันสะสาง มันก็คงจะดี

------------------------------------------

[Movie] อืม... หนังเรื่องนี้มันถ่ายทอด Struggle ที่คนซึ่งกำลังพยายามสะสางจะต้องเผชิญ

ไม่ว่าจะทิ้งสิ่งของ ทิ้งเพื่อน ทิ้งแฟน ทิ้งคนในครอบครัว หรือการเป็นคนที่ถูกทิ้งก็ตามที

ทุกอย่างมันมีอุปสรรค เอาแค่เราจะสะสางของ ๆ เราเองในบ้านเราเอง ก็ต้องมีหลายครั้งหลายหนที่คนในครอบครัวมาห้ามยั้งไว้

ทุกการสะสางแม้จะเจ็บปวด แต่ผมก็เชื่อว่ามันได้ทำให้เราเติบโตขึ้น และพร้อมที่จะก้าวต่อไป สู่สิ่งใหม่ ๆ ได้

แต่ว่าเราก็ไม่จำเป็นจะต้องหักดิบ ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไปเลย... มันก็เป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องหาความพอดีให้กับตัวเองว่า เมื่อไหร่และอะไร ที่คุณจะทิ้ง....

สำหรับผมเอง ตอนนี้ยังไม่สามารถทำใจทิ้งพวก กระดาษที่พ่อแม่หรือคนสำคัญเขียนอวยพรให้เราด้วยความรัก, เกมบอยคัลเลอร์ที่พ่อพาไปซื้อที่สะพานเหล็กให้ตอน ม.ต้น พวกของที่เป็นหลักฐานว่าในช่วงเวลาหนึ่งเขาเคยรักเรามากขนาดไหน ของพวกนี้ผมมีไม่เยอะเท่าไหร่ และก็ยังไม่พร้อมจะสะสางไป

สรุปแล้ว ก็เป็นหนังที่พยายามสื่อถึงแนวคิดของเรื่องการสะสางสิ่งต่าง ๆ รอบตัวในชีวิต... ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องตกผลึกให้ได้ในสักวันนึง

แม้จะไม่ใช่หนังแนวสนุก แต่ก็เป็นหนังที่เป็นประโยชน์กับทุกคน และอาจช่วยกระตุ้นให้คนที่ยังไม่ตกผลึก ได้ตกผลึกไวขึ้น... ก็อยากแนะนำให้ทุกคนไปดู เผื่อจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการสะสางบ้านและที่ทำงานของคุณให้สะอาดมากขึ้น.... ผมจะได้ไม่ต้องเป็นไอ้บ้านักสะสางอยู่คนเดียววว ขอบคุณครับบบบ

Friday, December 27, 2019

คิตาเสะ ยก Death Stranding เป็นเกมสุดประทับใจในปี 2019

คุณโยชิโนริ คิตาเสะ, ชินจิ ฮาชิโมโตะ และอาคิโตชิ คาวาสึ 3 ผู้บริหารอาวุโสใน Square Enix พร้อมใจยกให้ Death Stranding ของฮิเดโอะ โคจิม่า เป็นเกมสุดประทับใจในปี 2019 จากการสัมภาษณ์ของเว็บไซต์ 4Gamer

โดยในส่วนคุณคิตาเสะ อดีตผู้กำกับ Final Fantasy VII ภาคออริจินอล บอกว่าเกมนี้ดราม่าเข้มข้นตั้งแต่เริ่ม ดึงให้ผู้เล่นดำดิ่งเข้าสู่โลกของเกมไปในทันที พอตัดเข้าสู่ช่วง Gameplay แล้วก็ยังเข้มข้น แถมยังมอบความรู้สึกที่ไม่สามารถพบได้ในเกมใด ๆ ที่ผ่านมา และยังมีสิ่งน่าสนใจอื่น ๆ อีกมากมาย ส่วนดราม่ากับส่วนของเกมก็ผสมกันได้อย่างกลมกลืน

ด้านคุณฮาชิโมโตะ ชมสั้น ๆ ว่าไอเดียของเกมนี้มันบียอนด์ล้ำข้ามขีดจำกัดของเกมที่มีมาไปแล้ว กราฟฟิกกับซาวนด์ก็โคตรน่าทึ่ง

ในขณะเดียวกัน คุณนาโอคิ โยชิดะ ผู้กำกับและผู้อำนวยการ Final Fantasy XIV ยกให้ Apex Legend เป็นเกมสุดประทับใจในปีนี้ของเขา

ปิดท้ายด้วยคำถามเดียวกัน เมื่อไปถามคุณฮาจิเมะ ทาบาตะ ก็ได้คำตอบกลับมาว่า ....ปีนี้ไม่ได้เล่นเกมเลย (今年はゲームを遊べませんでした。)

Wednesday, December 25, 2019

แชนแนล Memoria เสนอทฤษเฎาการกลับมาของเหล่าโหรในฉากจบ KH III


แชนแนล Memoria Haven นำเสนอทฤษเฎาล่าสุดของ Kingdom Hearts ซึ่งในคลิปที่ยาวร่วมสิบนาทีนั้น ส่วนใหญ่เป็นการทบทวนเรื่องข้อมูลที่ปล่อยมาล่าสุดในช่วง 1 เดือนหลังให้ฟัง ทั้ง Xigbar Story และเรื่องอาร์คใน KH Union X ตอนล่าสุด

ทฤษเฎาที่แกนำเสนอใหม่นั้นจริง ๆ มีแค่สั้น ๆ และตรงกับสิ่งที่ผมผุดคิดขึ้นมาได้วันนี้พอดี

กล่าวคือในตอนนี้หากคนที่ตามข้อมูลซีรีส์ทันจนหมด ย้อนกลับมาดูฉากจบ KH III ใหม่ ทุกคนย่อมคิดได้ตรงกันโดยไม่ต้องนัด ว่า 4 โหรนั้นมาถึงยุคปัจจุบัน โดยใช้ Ark ที่ไม่สมบูรณ์ลำหนึ่งเดินทางมา

โดยการใช้ยาน Ark ที่ไม่สมบูรณ์ไปยังยุคอนาคต ยามิบอกไว้ว่าในอนาคตนั้นต้องมี "สื่อกลาง" เป็นสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับคนที่จะเดินทางข้ามเวลา และอนาคตนั้นต้องมี "คนที่จดจำ" คนที่จะเดินทางข้ามเวลาด้วยวิธีนี้ได้ รออยู่พร้อมกัน

ในฉากจบนั้นมันก็ครบเงื่อนไขเลย

ลูซูคือคนที่ต้องจดจำโหรคนอื่น ๆ ให้ได้ ดังนั้น มันเลยต้องเสียสละมีชีวิตอยู่ตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบันเพื่อทำหน้าที่นี้

ส่วนสื่อกลาง (ซึ่งผมตัวผมเองคิดไม่ออกว่าคืออะไร) แชนแนลนี้นำเสนอว่ามันคือกล่องดำนั่นเอง

(ซึ่งเอาจริง ๆ ผมไม่เห็นด้วย เพราะผมคิดว่ากล่องดำคืออาร์คที่สมบูรณ์ที่เดินทางข้ามกาลเวลามาเหมือนกันมากกว่า)

เท่ากับว่าผมคิดเห็นตรงกับทฤษเฎานี้ครึ่งนึง แต่แค่นั้นก็เพียงพอที่จะช่วยกระตุ้นความคิด และทำให้มั่นใจในครึ่งนึงที่เราคิดเห็นตรงกันนั้น....

ป.ล. ทฤษเฎา เป็นศัพท์ประยุกต์โดยคุณ Worapat Key, ก่อนหน้านี้ผมชอบใช้คำว่าทฤษเดา แต่ภายหลังเปลี่ยนมาใช้ทฤษเฎาตามเขา เพราะมันศิวิไลกว่า

Tuesday, December 24, 2019

KHUχ ตอนเรือ Ark ที่จะแล่นข้ามไปสู่อนาคต


เบรนกลับมายังห้องของเหล่าแกนนำยูเนียน หยิบตำราพยากรณ์ และกระดาษซึ่งเขียนชื่อเด็ก 5 คนที่มาสเตอร์ออฟมาสเตอร์เลือกให้มาเป็นแกนนำยูเนียนรุ่นที่ 2 พร้อมทั้งคนที่มาสเตอร์ฯ ขอให้อวา เอาตำราพยากรณ์ไปมอบให้

เบรนอ่านจนพูดออกมาว่าเข้าใจแล้ว จากนั้นเขาก็เรียกจิริธีของตัวเอง ที่ใส่หมวกสีดำ สะพายกระเป๋าสีดำออกมา (อิมเมจเหมือนตัวเบรนเอง เพื่อให้ดูง่ายว่าเป็นจิริธีของเบรน) แล้วบอกให้จิริธีช่วยไปจัดการธุระให้หน่อย

--------------------------------------------

สลับมาทางป้ามะลิ (ที่ผมไม่ได้เป็นตั้งฉายานี้เอง แต่เพื่อน ๆ เขาเรียกกันมานานแล้ว) หรือมาเลฟิเซนต์ ที่ได้ยามิ ช่วยพาออกจาก Data World ของ Enchanted Dominion มายัง Data World ของ Daybreak Town

ยามิบอกว่าป้ามะลิต้องไปที่หอนาฬิกาของเมือง แล้วหาตำแหน่งที่ซ่อนของ 箱舟 (ปกติแปลว่าเรือ Ark, แต่ 箱 มันมีความหมายถึงกล่องด้วย จึงอาจเกี่ยวข้องกับกล่องดำได้) ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหอนาฬิกาในโลกจริง

(แปลว่าป้ามะลิลองหาตำแหน่งใน Data World ก่อน แล้วค่อยไปเอายานในโลกจริง)

ยามิเล่าให้ฟังว่าเดิมทีแล้ว Ark ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เดินทางข้ามอวกาศ แต่ก็ยกเลิกการสร้างไปกลางคัน ทำให้มันไม่สมบูรณ์, จุดหมายของการใช้ยานก็คือไปยังโลกอนาคต แต่เนื่องจากมันไม่สมบูรณ์ ร่างเนื้อของผู้โดยสารจะไม่สามารถทนต่อความเร็วในการเดินทางได้ ทำให้ร่างกายหลุดออกไป เหลือเพียงแต่หัวใจที่จะยังคงอยู่ใน Ark เฉพาะหัวใจของป้าเท่านั้นที่จะเดินทางด้วยความเร็วแสงทะลุบาร์เรียร์กาลเวลาได้

ป้ามะลิเลยถามว่า แล้วถ้าไม่มีร่างกายแล้ว จะให้กลับไปยังยุคของป้า ในสภาพผีรึไง?

ยามิก็บอกว่าที่อนาคตนั้น ขอให้มี "สื่อกลาง" ที่จะสร้างร่างเนื้อให้ใหม่ กับมีคนที่จดจำคุณได้ ขอแค่ 2 อย่างนี้ หัวใจของคุณก็จะสร้างร่างกายกลับขึ้นมาใหม่ และแล่นกลับเข้าไปในร่างได้...

(ขอแนะนำให้ย้อนดูฉากที่ป้ามะลิคืนชีพใน KH2 แล้วคุณจะพบว่าเจ้าอีกาเดียโบล มันหิ้วผ้าคลุมของมาเลฟิเซนต์มากองตรงหน้าป้านางฟ้าสามสี พอป้าจำได้ว่านี่เป็นผ้าคลุมของมะลิ ป้ามะลิก็ได้ร่างกายกลับมา https://youtu.be/QdOHS__OWCk)

ป้ามะลิก็บอกว่าพูดมันง่าย แต่จะมั่นใจได้ไงว่าในอนาคตจะมีปัจจัย 2 อย่างที่ว่านั่นรออยู่?

ยามิก็บอกว่าได้สิ ก็ตามตำราพยากรณ์แล้ว มาเลฟิเซนต์ยังมีชีวิตต่อไปในอนาคต.... ตัวเขาเองก็พอจะรู้เนื้อหาในตำราฯ อยู่บ้าง แม้ว่าจะไม่ทั้งหมดน่ะนะ

--------------------------------------------

สลับมาทางด้านเบรน ที่นัดเอเฟเมร่า มาคุยบนเนินของเมือง Daybreak Town ใน Data World ตัวต่อตัว

เอเฟเมร่าทักก่อนว่าไอ้การเรียกออกมาคุยที่นี่ และคุยกันส่วนตัวแบบนี้ ดูไม่เหมือนเป็นวิธีการของเบรนเลย

เบรนก็บอกว่าอวาเคยแต่งตั้งให้เขาเป็นแกนนำยูเนียนรุ่นที่ 2 ที่นี่, เอเฟเมร่าก็บอกว่าเขาเองก็ที่นี่เหมือนกันเลย

แล้วเบรนก็เริ่มเข้าเรื่อง อธิบายเรื่องกระดาษซึ่งมาสเตอร์ฯ เขียนชื่อแกนนำรุ่นที่ 2 จำนวน 5 คน พร้อมทั้งวงแดงชื่อของคนที่ควรจะรับมอบตำราพยากรณ์ไว้ ให้เอเฟเมร่าฟัง

เบรนบอกว่าแม้ว่า Data World จะถูกพวกมาสเตอร์ฯ สร้างกันไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว แต่การมีตำราพยากรณ์นี้ ก็เป็นเสมือน Master Data ของ Data World, เป็นใบรับประกันว่าในกรณีเลวร้ายที่สุดหากว่า Data ของ Data World พังทลายขึ้นมา พวกเราก็ยังใช้ตำราพยากรณ์ที่เป็น Master Data และเสมือนใบกรมทัณฑ์ประกันภัย สร้าง Data World ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ทุกคนอาศัยอยู่และรวบรวมแสงสว่างต่อไปได้

เบรนส่งกระดาษแผ่นที่ว่าให้เอเฟเมร่าดู ...แล้วบอกว่าตามโพยนี้ เขาไม่ใช่คนที่ควรได้รับตำราพยากรณ์ (มาสเตอร์ฯ วงแดงรอบชื่อคนอื่น) ไม่เพียงเท่านั้น ในแกนนำรุ่นที่ 2 ยังต้องมีน้องนก (สเตรลิตเซีย) น้องสาวของลอวเรียมด้วย

เบรนแยกให้ฟังว่าเรื่องนี้มี 2 ประเด็น ประการแรก อวาคือคนที่ถือวิสาสะเปลี่ยนตัวคนรับตำราพยากรณ์มาเป็นเบรนแทนคนที่มาสเตอร์ฯ ตั้งใจจะให้แต่แรก เพราะอวาคงอยากเดิมพันกับความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงอนาคตที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เป็นการขัดขืนชะตากรรม นั่งคงเป็นสิ่งที่อวาอยากจะบอกกับเบรนมาตลอด

ส่วนประการสอง... เบรนคิดว่า อวาไม่ใช่คนที่ถือวิสาสะเปลี่ยนตัวแกนนำยูเนียนรุ่นที่ 2 เอง .... ก็เลยอยากจะขอคุยเอเฟเมร่าตัว ๆ กันเรื่องนี้ ถึงคนที่มาสเตอร์ฯ ไม่ได้เลือกให้เป็นแกนนำรุ่นที่สองแต่กำลังเนียนอยู่ในกลุ่มพวกเรา....

--------------------------------------------

ตัดไปทางด้านเวนตุสและสคูลด์ ที่เดินเล่นอยู่ด้วยกันกลาง Daybreak Town (Data) อากาศเย็นลงจนหิมะเริ่มตกลงมา สคูลด์บอกว่าเธอไม่ชอบอากาศหนาว แล้วก็สงสัยว่าตอนนี้ใน Daybreak Town ของจริง หิมะกำลังตกอยู่เหมือนกันรึเปล่านะ?

เวนสงสัยขึ้นว่าตอนนี้คนอื่น ๆ ทำอะไรกันอยู่นะ? สคูลด์ก็บอกว่าเบรนกับเอเฟเมร่าคงช่วยกันคิดหาทางทำให้พวกเรากลับโลกจริง? ลอวเรียมก็คงตามหาเงื่อนงำเรื่องน้องสาว

แล้วเวนตุสก็ชวนสคูลด์ปั้นตุ๊กตาหิมะ สคูลด์ก็บอกว่าเอาสิ รู้สึกเหมือนลืมความสนุกไปนานแล้ว

พึ่งเกริ่นกันแท้ ๆ ยังไม่ได้ทันจะได้เริ่มปั้นตุ๊กตาหิมะ... จิริธีของเบรนก็โผล่มาบอกว่าเขาตามหาทั้งสองคนทั่วหอนาฬิกาเลย มาอยู่ที่นี่กันเอง! อยากให้ช่วยตามเขาไปหน่อย...
--------------------------------------------

จบตอนแบบ ก็ยังไม่รู้ว่ามาสเตอร์ฯ ตั้งใจจะมอบตำราพยากรณ์ให้ใคร (ที่ไม่ใช่เบรน) และก็ยังไม่รู้ว่าคนที่กำลังสวมรอยเป็นแกนนำแทนน้องนก คือใครในกลุ่ม?

https://www.khinsider.com/news/Union-X-The-ark-to-the-future-16317

FFVII Remake กับปัญหาระบบ Party ใน Part ต่อ ๆ ไป


เมื่อคืนระหว่างอาบน้ำ นึกเรื่องน่าสงสัยสำหรับ FFVII Remake มาได้อย่างนึง

คือในตัวเกมออริจินอลเนี่ย เราจะบังคับตัวละครหลัก (ซึ่งปกติเป็นคลาวด์) เดินในแมพคนเดียว แล้วพอเข้าสู่ Event Scene ก็จะมีเพื่อนร่วมทีมอีก 2 คน "แยกร่าง" ออกมาจากคลาวด์เพื่อพูดคุยร่วมในเหตุการณ์ หลังจบเหตุการณ์ ก็กลับ "รวมร่าง" เข้าไป

อีกทั้งบทสนทนาใน FFVII ออริจินอลมันค่อนข้างหลากหลายมาก ในแต่ละอีเวนต์ เพื่อนแต่ละคนก็จะออกมาพูดไม่เหมือนกัน ถ้าเปลี่ยนเพื่อนร่วมทีมเป็นคนอื่น บทสนทนาก็เปลี่ยนไป

ตอน FFXIII ออกมาใหม่ ๆ ผมยังเคยเอา Complete Script (บทสนทนาของตัวละคร) ของ FFXIII ไปกดนับจำนวนคำ แล้วเทียบกับของ FFVII ถึงพบว่าบทสนทนาใน FFVII มันเยอะกว่า FFXIII ร่วม 5 เท่าตัวได้

---------------------------------

พูดถึงออริจินอลไปแล้ว สลับมาในภาครีเมค

ไอ้ระบบให้คลาวด์เดินคนเดียว แล้วค่อยแยกร่าง-รวมร่างเวลาเข้าสู่ Event Scene คงไม่มีอีกแล้ว ตอนนี้มีแต่การที่เพื่อนร่วมทีม เดินเคียงข้างและบ่นให้เราฟังไปตลอดทาง แบบที่ทุกคนเห็นกันใน FFXV และ FFVII Remake Demo แล้ว

คำถามแรกที่เกิดขึ้นคือ... งี้พอถึงช่วงที่เรามีเพื่อนร่วมปาร์ตี้ 5.. 6.. 7.. 8.. 9.. คน... ซึ่งก็คงเป็น Part 2 แล้ว จะเป็นยังไงล่ะ? คงไม่ได้ให้ยกโขยงตบเท้าเดินคุยกันไปบนแมพ 9 คนใช่มั้ย? นึกภาพคลาวด์ยกพวก 8 คน เดินเข้าไปทำความรู้จักกับซิดที่หมู่บ้านร็อคเก็ต แล้วก็ยืนเบียดเสียดแออัดกันในบ้านซิด มันคงตลกน่าดู....

แล้วจะทำยังไงให้มันสมจริง? เขียนซีนาริโอใหม่ที่ FIX ไปเลยมั้ยว่าในแต่ละช่วงผู้เล่นถูกบังคับไปเลยว่ามีตัวละคร 3-4 ตัวไหนบ้างที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ แล้วตัวละครอื่นก็กำหนดไปเลยว่าแยกไปทำอะไรที่ไหน?

หรือจะเอาไอ้ระบบแยกร่าง-รวมร่างตัวละคร แล้วให้คนเล่นกดจิ้มได้ว่าจะเอาใครเข้า-ออกกลุ่ม กลับมา?

Part แรกคงยังไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่เพราะเพื่อนยังน้อย กว่าจะถึงจุดที่มีเพื่อน 5 คน ก็ตอนเจอแมนยูท้ายมิดการ์เลย

ซึ่งผมว่าถ้าให้เป็นปาร์ตี้ 5 คนเดินไปพร้อมกันบนตึกชินระจนหนีออกมาจากมิดการ์ มันเป็นซีนาริโอสั้น ๆ เท่านั้น ก็น่าจะพอทำได้โดยไม่เป็นปัญหาอะไรเท่าไหร่

แต่ทีนี้... หลังจากที่จบเกม ตบ Motor Ball และบอสใหญ่ ดูฉากจบหมดแล้ว ผมค่อนข้างเชื่อว่าเราจะได้กลับมาเล่นต่อยังจุดเซฟใดจุดหนึ่งนอกตึกชินระ และสามารถออกสำรวจไปรอบเมืองมิดการ์เพื่อเก็บเควสต์ย่อยได้

โดยมีข้อแม้ว่า... เวลาในเกมจะ "ย้อนกลับ" ไปก่อนที่เราจะได้แมนยูเข้ามาเป็นพวก (เพราะในเกมออริจินอล พอแมนยูเข้าพวกแล้วก็หนีออกจากตึกชินระเลย มันไม่มีบทสนทนาที่แกได้มีโอกาสวิ่งเล่นสำรวจหรือพรรณาถึงมิดการ์ในตอนนั้น) ทำให้ช่วงเก็บเควสต์ย่อย endgame นั้น เราไม่มีแมนยูอยู่ในกลุ่มด้วย

ทำแบบนี้ก็จะเป็นการลดภาระในการสร้างเกม ทำให้ไม่ต้องเขียนบทสนทนาของแมนยูเยอะ ไม่ต้องทำ function ให้ Playable ก็ได้ แค่ให้แมนยูวิ่งเล่นและสู้ด้วย A.I. ง่าย ๆ ได้ในช่วงเหตุการณ์ท้ายเกมสั้น ๆ เท่านั้นก็พอ

ทีมงานน่าจะออกแบบโครงสร้างเกมมาแบบนี้ ก็เลยเป็นเหตุให้ไม่ต้องเปิดตัวแมนยู หรือทำ Wallpaper ออกมาสักที

ก็ไว้ลองเดากันเล่น ๆ ดูครับว่าใน Part ต่อ ๆ ไป เมื่อได้เพื่อนครบทีม 9 คนแล้ว ระบบเกมมันจะเป็นไงน้อ? ส่วนตัวผมค่อนข้างเชื่อว่าเขาจะเขียนซีนาริโอใหม่ ที่ไม่ให้อิสระผู้เล่นในการเลือกสมาชิกปาร์ตี้แล้ว แต่ fix สมาชิกในแต่ละช่วงเหตุการณ์ไปเลย แล้วทำให้ซีนาริโอมัน depth ขึ้น แบบนี้น่าจะง่ายในการสร้าง ในการพากย์ และลดความวุ่นวายในการเขียนบทสนทนาหลาย ๆ แบบลงไป

เลื่อนคลาสเป็น VIP แล้ว~!!


วันนี้เป็นวันอีเวนต์สุดท้ายของค่าย Cm Cafe ที่จัดในกรุงเทพฯ สำหรับปี 2019 หลังจากนั้นค่ายจะแว้บหายไปเตรียมงานและทำ MV ใหม่ยาวเลย กลับมาจัดอีกทีก็งาน Japan Expo ปลายมกราคม-ต้นกุมภาพันธ์ 2020

หลังจากที่ผมตกเป็นทาสอารยธรรมของวงนี้มาได้ครึ่งปี แรกเริ่มจากเปลี่ยน Job เป็น โอตะ Lv.1 ในเดือนกรกฎาคม แล้วก็ฟาร์มเลเวลและ EXP เรื่อยมา จนเดือนก่อนมาเพิ่ม Sub Job ตากล้องลงไปด้วย

บัดนี้เป็นได้เวลาอันเป็นมงคลฤกษ์แล้ว ผมก็ได้เลื่อนขั้นเป็น VIP เรียบร้อย (บัตร VIPอยู่ในภาพประกอบ)

การได้เริ่มต้นความสนใจใหม่ ๆ เข้าสู่วงการใหม่ ๆ ได้รู้จักพบเจอเพื่อนใหม่ดี ๆ เยอะแยะ ในสังคมที่ไม่มีใครรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อเรามาก่อน ทำให้เราได้เป็น Newbie โดยสมบูรณ์ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากเลยครับ

อารมณ์เหมือนได้กดเล่น New Game เกมใหม่ ซึ่งเราสามารถเอาพื้นฐานจากสังคมวงการอื่น ๆ มาใช้ประยุกต์ในการวางตัวได้ มันก็ทำให้หลายสิ่งหลายอย่าง ดำเนินคืบหน้าไปได้ไว

ใกล้คริสต์มาสแล้ว ขอให้มีความสุขกันนะครับ : )

Friday, December 20, 2019

NHK จัดโหวต All Final Fantasy ครั้งใหญ่ที่สุดในปฐพี!


เห็นเว็บไซต์ NHK กำลังจัดกิจกรรมการโหวตครั้งใหญ่ที่สุดในปฐพี!! ของ All Final Fantasy (รวมทุกภาคแยกย่อย) โดยมีการโหวตแบ่งเป็น 4 หมวดคือ

- ภาคที่ชอบที่สุดใน Series
- Character ที่ชอบที่สุด
- Boss & Summon ที่ชอบที่สุด
- Music ที่ชอบที่สุด

พึ่งลองจิ้มเข้าไปดูแล้วโคตรบันเทิง เพราะอย่างหมวดตัวละครนี่ ทั้งตัวละครกี๊ ๆ แยกย่อยของภาคนั้น ๆ ก็มีให้โหวตกัน ผมลองเข้าไปดูภาค 11 มีตัวละครให้โหวตได้ 698 ตัว ขณะที่ภาค 14 มี 444 ตัว

ทีนี้ในการโหวต มันไม่ได้แค่จิ้มโหวตเฉย ๆ แต่ Require ให้คุณต้องกรอกเหตุผล, ชื่อเล่น, อายุ, เพศ, จังหวัดที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นด้วย (แต่ก็มีตัวเลือก 'นอกญี่ปุ่น' ให้กรอกนะ)

กิจกรรมนี้โหวตได้ตั้งแต่วันนี่ ถึงคืนวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2020 และจะประกาศผลวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2020

ใครสนใจไปอวยภาค / ตัวละคร / บอส / เพลง ที่ตัวเองชื่นชอบ เข้าไปอวยได้ตามลิงก์

https://www.nhk.or.jp/anime/ff/index.html





Wednesday, December 18, 2019

ครบรอบ 32 ปีกับการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของฮิโรโนะบุ ซากากุจิ


จากความสำเร็จของ Dragon Quest ภาคแรก เป็นจุดเริ่มต้นให้มีผู้พัฒนาเกมมากมายเกิดแรงบันดาลใจ อยากจะท้าทายตัวเองด้วยการก้าวตามรอยเท้าอันยิ่งใหญ่นั้นไปสู่ความสำเร็จ

"Final Fantasy ก็เป็นหนึ่งในนั้น" - ฮิโรโนบุ ซากากุจิ เปิดใจไว้ในบทสัมภาษณ์ Famitsu ฉบับฉลองครบรอบ 20 ปี Final Fantasy ปี 2007

คุณซากากุจิ เริ่มต้นพัฒนา Final Fantasy ขึ้นมา แล้วก็หิ้ว ROM ของเกมที่อยู่ในระหว่างการพัฒนา ไปเสนอบรรณาธิการของนิตยสาร Family Computer Magazine เพื่อให้ช่วยโปรโมตเกมให้

เดิมแกคิดว่าในเมื่อ DQ กรุยทางให้เกม RPG มาถึงขนาดนี้แล้ว เกมที่พยายามตามรอยเดียวกันมาก็คงจะได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี

ทว่าแกกลับคิดผิด ทางนิตยสาร Family Computer Magazine ในตอนนั้นไม่ให้ความสนใจใน Final Fantasy ที่แกนำมาเสนอสักเท่าไหร่ ทำให้คุณซากากุจิ จำชื่อนี้ฝังใจเรื่อยมา

แต่แล้วโชคก็ยังเข้าข้าง เมื่อมีนิตยสาร Famitsu เนี่ยแหละ ที่ให้ความสนใจในผลงานของแก และให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี....

จนบางคนคงคิดว่าอาจจะดีเกินไปด้วย เพราะ Famitsu ก็ช่วยสนับสนุน ผลักดัน Final Fantasy ทั้งในยามที่รุ่งเรืองหรือในวันที่เลวร้าย เรื่อยมาตลอดจวบจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งคุณซากากุจิก็ยังคงซาบซึ้งในบุญคุณของ Famitsu ไม่รู้ลืม

คุณซากากุจิเปิดใจว่า การพัฒนา Final Fantasy นั้นไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่ ตอนนั้นทีมงานประกอบด้วยสมาชิก 7 คน ซึ่งสมัยนั้นทีมงาน 7 คนถือว่าไม่น้อย...

แต่มันน้อยเมื่อเทียบกับทีมอื่น ๆ ในบริษัท โดยตอนนั้นคุณฮิโรมิจิ ทานากะ (ทีมงานผู้ร่วมออกแบบเกมภาค 1-3 และเป็น Producer ภาค 11) ถูกย้ายไปอยู่ทีมอื่นที่มีกันอยู่แล้วร่วม 20 คนด้วยซ้ำ

สถานการณ์ตอนนั้น คนก็น้อย ปัจจัยแวดล้อมไม่ดี ทำให้คุณซากากุจิในวัย 23-24 ปีเกิดความคิดขึ้นว่า

"ถ้าเกมขายไม่ดี จะลาออกจากวงการ แล้วกลับไปเรียนมหาลัยต่อ"

ซึ่งแกก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น เพราะการกลับไปเรียนมหาลัยตอนนี้ ก็เหมือนไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยวัยที่แตกต่างจากคนอื่น แกกลัวว่าจะต้องไปเรียนหนังสือต่อหลายปีโดยที่ไม่มีเพื่อน มันดูอับจนหนทางจริง ๆ

ว่าแล้วพอถึงช่วงที่ต้องตั้งชื่ออย่างเป็นทางการให้กับเกม คุณซากากุจิเริ่มต้นจากไอเดียที่ว่า แกจะตั้งชื่อให้เกมใหม่มีตัวย่อว่า FF (エフエフ) เพื่อให้คนญี่ปุ่นเรียกสั้น ๆ ว่า "เอฟุเอฟุ" และคิดชื่อเต็มขยายขึ้นมาจากตัวย่อนั้นว่า Fighting Fantasy (ファイティングファンタジー)

ทว่าพอไปเช็คทะเบียนเครื่องหมายการค้า มันดันมีบอร์ดเกมที่ใช้ชื่อ Fighting Fantasy อยู่ก่อนแล้ว ทำให้จดทะเบียนชื่อนั้นไม่ได้ คุณซากากุจิเลยต้องกลับมาคิดตั้งชื่อใหม่

อยู่มาวันนึง แกคิดว่าส่วนตัวแล้วในเมื่อเกมนี้คือการดิ้นรน "เฮือกสุดท้าย" (Final) ของแกเอง หากไม่สำเร็จก็จะต้องถอยกลับไปเรียนมหาวิทยาลัย ก็เลยตั้งชื่อใหม่เป็น "Final Fantasy"

ภายหลังในปี 2015 ในงานสัมมนาเกมสัญชาติญี่ปุ่นที่ก้าวไกลสู่สากล ถึงซากากุจิก็ได้มีช่วงจับไมค์บรรยายถึงจุดกำเนิดของ Final Fantasy
.
ซึ่งเมื่อแกถูกถามว่า คิดยังไงกับการที่โลกพากันเชื่อว่า "Final Fantasy เกิดขึ้นในช่วงที่ Square กำลังจะประสบภาวะล้มละลาย บริษัทกำลังยืนอยู่ต่อหน้าปากเหวแห่งความหายนะ แต่ก็พอจะเหลือทุนก้อนหนึ่งเอาไว้ทำเกม เกมสุดท้าย เกมที่จะเดิมพันชะตากรรมความอยู่รอดของบริษัท จึงได้ตั้งชื่อเกมนั้นว่า Final Fantasy"

คุณซากากุจิก็ขอปฏิเสธทฤษฎีความเชื่อนั้น และบอกว่า "จริงอยู่ว่าสถานการณ์ตอนนั้นมันหลังชนฝา แต่จะเป็นคำที่ขึ้นต้นด้วย F คำไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละ" (「確かに当時は背水の陣だったけれど、Fで始まる単語ならなんでもよかった」と、その説を否定した。)

จึงสรุปว่าตอนแรกแกก็จะตั้งชื่อเกมนี้ว่า Fighting Fantasy แต่มันซ้ำและจดทะเบียนไม่ได้ คุณซากากุจิเลยตั้งชื่อใหม่ พอคิดว่าถ้าทำแล้วแป้กก็จะออกจากวงการเพื่อไปเรียนต่อแล้ว ก็เลยตั้งชื่อให้เกมนี้ว่า "Final Fantasy"

คุณซากุจิยังได้เล่าต่อไปว่า สมัยนั้น (ค.ศ. 1987) การผลิตตลับเกมต้องใช้เวลานานถึง 2-3 เดือน ดังนั้น การผลิตเกมล็อตแรกก็ควรจะผลิตให้ได้พอดีกับยอดที่เกมน่าจะขายได้ ซึ่งเดิม Square ประเมินไว้ว่า Final Fantasy น่าจะขายได้เพียง 2 แสนตลับในญี่ปุ่น

แต่คุณซากากุจิ ไปขอร้องต่อรองให้ทำออกมา 4 แสนตลับวัดกันไปเลย ซึ่งก็ใช้เวลาต่อรองนานเพราะ Square ก็คิดว่าการผลิตเกมจำนวนขนาดนั้นก็ใช้ต้นทุนเยอะ ถ้าแป้กก็เจ็บตัวเยอะ

แต่สุดท้าย Square ก็บริหารจัดการให้ผลิตออกมาได้สำเร็จ และเกมทั้ง 4 แสนตลับนั้นก็ขายได้จนหมด...

เป็นเหตุผลให้การดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของคุณซากากุจิ ประสบความสำเร็จ และทำให้ซีรีส์นี้ ได้ออกเดินต่อไปสู่ก้าวที่ 2 3 4 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน...

...............................

หากถามซากากุจิว่า Final Fantasy มีความหมายกับเขาขนาดไหน คุณซากากุจิได้บอก Famitsu ไว้ในปี 2007 ว่า

"ย้อนไปตอนนั้นใจของเราไม่ได้คิดว่ากำลังผลิตสินค้า แต่กำลังสร้างสิ่งประดิษฐ์ แล้วทุ่มเทจิตวิญญาณของเราลงไปในผลงานนั้น ทุ่มเทไอเดียทั้งหมดของเราลงไปในเกมนั้น รวมถึงไอเดียที่ปิ๊งขึ้นมาระหว่างการพัฒนา ไม่มีกั๊กเหลือสิ่งใดไว้สำหรับทำภาคต่อ"

"เมื่อทำสำเร็จ เราจะเคว้งคว้างว่างเปล่า ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป แต่ด้วยการผลักดันตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้า ก็จะพบเจอกับสิ่งใหม่ ๆ"

"คงเป็นเรื่องดีนะหากว่าจิตวิญญาณนั้นยังคงส่งต่อไปใน Final Fantasy นับจากนี้ไปสืบไป"

...............................

คุณซากากุจิยังบอกอีกว่าตั้งแต่ Final Fantasy V เป็นต้นมา เขากับคุณโยชิโนริ คิตาเสะ ได้พยายามเปลี่ยนแปลง Final Fantasy ด้วยไอเดียที่ไร้ขอบเขต

ถึงแม้ทุ่มไอเดียทั้งหมดไปจนว่างเปล่าแล้ว ครั้งถัดไปก็จะพยายามทุ่มเทไอเดียทั้งหมดที่มีลงไปใหม่ และ "เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง"

ด้วยความคิดนั้น จึงเป็นที่มาของประโยคสุดคลาสสิคที่คุณซากากุจิเคยพูดว่า "ขอแค่ยังมีกล่องข้อความสีน้ำเงินอยู่ (ทีมงาน) อยากจะทำเกมยังไงก็เอาเลย"

"ตราบใดที่ยังมีกล่องสีน้ำเงินและมีข้อความอยู่ข้างใน เกม ๆ นั้นจะยังคงเป็น Final Fantasy อยู่เสมอ"

--------------------------------------------------------

[อ้างอิง]

[1] บทสัมภาษณ์ Famitsu ฉบับฉลองครบรอบ 20 ปี Final Fantasy ปี 2007
https://www.mcvuk.com/sakaguchi-discusses-the-development-of-final-fantasy/

[2] ซากากุจิบรรยายในงานสัมมนาเกมสัญชาติญี่ปุ่นที่ก้าวสู่สากลปี 2015
https://www.famitsu.com/news/201505/24079276.html
https://kotaku.com/debunking-the-final-fantasy-naming-myth-1707389344
http://blog.gamekana.com/archives/8187822.html
https://www.thegamer.com/false-facts-about-final-fantasy-that-everyone-believed/

[3] บทสัมภาษณ์แฟมิซือในปี 2014
https://kotaku.com/what-final-fantasy-is-according-to-its-creator-1672622214

ครบรอบ 10 ปี Final Fantasy XIII


วันที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบ 10 ปีการวางจำหน่ายของ Final Fantasy XIII บน PS3

ที่ผ่านมา เวลาพูดถึงเกมนี้ทีไร ก็จะมีทัวร์ลง คนมาช่วยกันลงแขกเยอะแล้ว ผมเลยแทบไม่ค่อยพูดตำหนิไรเกมมากนัก เพราะก็มีคนพูดแทนอย่างหนักหน่วงรุนแรงเยอะแล้ว บทบาทของผมเลยมักเป็นการบอกเล่าถึงมุมดี ๆ สิ่งดี ๆ ในเกมทั้งการกำกับซีน และดนตรีประกอบ เพื่อให้ผู้เล่นอย่างน้อยก็จะสามารถแสวงหาความสุขจากผลงานดังกล่าวได้

และก็เป็นวัฏจักรของเกมที่โดนด่าหนัก ๆ อย่างนึงว่า พอเกมมันผ่านไปอีกทศวรรษนึง ไปถึงอีกยุคสมัยนึง ด้วยทัศนคติของคนเล่นเดิมที่เปลี้ยนแปลงไป ผสมกับทัศนคติจากคนที่ได้มาเล่นทีหลัง มันอาจทำให้มุมมองที่คนเล่นมีต่อเกมนั้น ๆ เปลี่ยนไป

สมัยตอน FFVIII ออกบน PS1 ก็เคยโดนด่ายับมาก่อน ทั้งเรื่องไม่แฟนตาซี ระบบกาก ไม่ใช่ไฟนอลฯ กลายเป็นภาคนอกคอกที่ถ้าแฟน ๆ ไม่รู้จะคุยอะไรก็หยิบภาคนี้ขึ้นมาด่าก่อน ก่อน ก่อน ก่อนที่ FFXIII จะมารับไม้ต่อของสถานะนั้นในอีก 10 ปีให้หลัง ขณะที่ภาพลักษณ์ FFVIII ก็ดีขึ้นมาทันตา

และปัจจุบัน FFXV ก็มารับไม้ต่อจาก FFXIII ไป (นานแล้ว) ก็ไว้มาดูกันว่าในอนาคตจะมีภาคไหนมารับไม้ต่อของสถานะนี้ไปจาก FFXV ถึงตอนนั้น มุมมองที่คนเล่นพูดถึง FFXV ก็คงเปลี่ยนไป เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับ FFVIII และ FFXIII มาแล้ว

ด้านล่างนี่คือ ผมเขียนตอบในอีกโพสต์นึงครับ ไม่เคยเขียนบ่นถึง FFXIII ยาว ๆ มาก่อนเลยนะ 5555 ปกติจะเลี่ยงไปใช้คำพูดถนอมน้ำใจตลอดเพราะเห็นคนด่าเยอะ แต่วันนี้ไม่เห็นคนเปิด นาน ๆ ทีเลยเปิดเองสักหน่อย พิมพ์ในมือถือ ขุดเอาจากความทรงจำในอดีตเนี่ยแหละ

----------------------------

นอกจากคุณ Kemo ไม่มีคนช่วยเปิดให้เลย นาน ๆ ทีขอเปิดเองซะหน่อย

ข้อเสีย (FFXIII)

- Map เกมเป็นเส้นตรงเกือบทั้งหมดในเกม ขาดอิสระและความสนุกในการ explore พื้นที่ จนกระทั่งมาถึง Gran Pulse ช่วงท้ายเกม แต่ถึงจะมีทางแยกย่อยใน Gran Pulse บ้าง ทว่าหากเทียบกับภาคอื่น ๆ แล้วภาคนี้น่าจะเป็นหนึ่งในภาคที่มอบอิสระในการออกสำรวจให้ผู้เล่นน้อยที่สุด

- ศัตรูตามทาง fix มาให้สู้แล้ว เป็นระบบ symbol encounter ดังนั้นเล่นใหม่กี่รอบก็เจอศัตรูตามทางชุดเดิม

- HP ฟื้นกลับมาเต็มทุกครั้งหลังสู้จบ ทำให้แทบไม่ต้องบริหารการใช้ไอเทมฟื้นพลังแบบภาคอื่น ๆ

- ไม่มี MP ทำให้ยิงเวทย์ได้แบบแทบไร้ข้อจำกัด ไม่ต้องกังวลหรือกั๊ก mp และ ether ไว้ในการสู้บอส

- แต่ละ chapter มีกั๊กขีดจำกัดในการพัฒนาตัวละครไว้แล้ว ว่าไปได้ถึง crystarium เท่าไหร่

- ระบบพัฒนาตัวละครแบบ crystarium แทบไม่ให้อิสระในการพัฒนาตัวละคร ถึงมีทางอัปแยก แต่อัปไปนิดนึงก็ตัน มีทางแยกก็เหมือนไม่มี แบบนี้ไม่ต่างอะไรกับระบบเลเวลแบบโบราณที่ได้สกิล อบิลิตี้และความสามารถใหม่ตามเลเวล

- ผลจากหลายข้อด้านบนรวมกัน ทำให้เมื่อเราเอาชนะศัตรูชนิดนึงเป็นแล้ว เวลาสู้ครั้งต่อไปจะโคตรน่าเบื่อ เพราะเราเล่นตามสเต็บเดิมเป๊ะก็ผ่าน เราไม่ต้องลุ้นว่า MP จะพอไปถึงบอสมั้ย? ไอเทมฟื้นพลังจะพอใช้มั้ย? มันไม่ต้องบริหารและคำนวณค่าพวกนี้แล้ว ซึ่งถ้าเป็นภาคก่อน ๆ เรายังต้องบริหารของและ mp ไปตลอดเส้นทางด้วย

- ระบบ Optima (ชื่อออริจินอล) ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมาก สุดท้ายเกมมีแค่บัฟเรา ดีบัฟฝั่งตรงข้าม ทำเชน เบรก ทุบ แค่นั้นก็ชนะศัตรูทั้งเกมแล้ว ถ้าเจอเต่าก็แค่ guard 3 คน ดาเมจก็ลดเหลือ 30% คอนเซปต์เกมมันมีแค่นี้

- ไม่มีหมู่บ้านที่เป็นหมู่บ้านจริง ๆ ให้สำรวจ ชาวบ้านที่จะให้คุยกันจริงจังก็ไม่มี สถานที่ฉากเก่าก่อน Gran Pulse ก็ย้อนไปสำรวจไม่ได้

- เล่าเนื้อหาไม่รู้เรื่อง, คนทั้งโลกอ่าน Analect แล้วก็งงเป็นไก่ตาแตก ตีความกันไม่เหมือนกัน บทสรุปต่างประเทศก็เขียนอธิบายเนื้อหาไปกันคนละทาง ตอนนั้นเราเข้าใจได้แค่ว่าฟัลซิฝั่งลินด์เซย์ อยากทำให้โคคูนตกลงแกรนพัลส์ ให้คนทั้งโคคูนตาย แล้วลินด์้เซย์จะได้กลับมา แต่ก็เกิดคำถามมากมาย เช่น ลินด์เซย์กับพัลส์ต้องการอะไรกันแน่? มันทำอะไรไว้? ทำไมถึงจากโลกนี้ไป? Term The Maker ในภาค eng ครอบคลุมแค่ไหน? ทำไมพวกฟัลซิถึงอยากให้ลินด์เซย์กลับมามากจนขนาดที่ออฟานยังต้องเชื้อเชิญลูซิให้มาฆ่าตัวมันเองเพื่อให้โคคูนสูญเสียแหล่งพลังงานได้ แบบนั้นแล้วออฟานจะได้อะไร? แล้วเอโทรเกี่ยวข้องกับพวกนั้นยังไง? เอโทรจะทำอะไรกันแน่? ฯลฯ

สุดท้าย คำถามทั้งหมดมาเฉลยในคลิปเปิดตำนาน Fabula Nova Crystallis ในงานสถาปนาฝ่าย 1st production department premiere ที่อธิบาย prologue ก่อนเข้าสู่ FF13 ทุกอย่างเลยกระจ่าง...... กุจะบร้าาา

Friday, December 13, 2019

Xigbar's Story เรื่องราวจากหนังสือ KH Series Character Files


ตัดตอนจากหนังสือ Kingdom Hearts Series Character Files หน้า 88-89 ซึ่งเป็นหน้าพรีวิวของหนังสือที่มีราคา 3,080 เยน จะวางจำหน่ายวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2020 (หลัง DLC Re: Mind ออกเดือนนึง)

ดูรายละเอียดหนังสือได้ที่ https://store.jp.square-enix.com/item/9784757564930.html

**Spoiler Alert - มีการเปิดหาเนื้อหาสำคัญท้ายเรื่อง Kingdom Hearts III

-------------------------------

"Xigbar's Story"

น๊านนานมาแล้ว

คนบนโลกใช้ชีวิตอยู่กันอย่างสงบสุข ภายใต้แสงสว่างอันอบอุ่น ทว่าท้ายที่สุดการประชันกันระหว่างแสงสว่างก็บังเกิดขึ้น แล้วผลลัพธ์ที่ตามมาคือการที่ทุกสรรพสิ่งกลับคืนสู่ความว่างเปล่า ทว่า...

ถ้าถามว่าเรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็เป็นเรื่องที่น๊านนานจนไม่มีใครรู้ มาคิดดูตอนนี้ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่น๊านนานก็ได้ มองแบบนี้ท่าจะงงสิว่าฉันพูดอะไรอยู่? ก้อนะ ตอนนี้ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไรหรอก ถึงจะไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร

เข้าใจเนอะว่าการตัดสินกันจากเพียงแค่ตาเห็นมันงี่เง่า? บางทีรูปลักษณ์ของกล่องก็อาจจะเหมือนกัน กล่องดำที่ว่ามันดำจริง ๆ เหรอ? ดำแบบไหนล่ะ? ดำจริงรึเปล่า? คนโง่ก็เอาแต่มองหากล่องดำ ๆ ไปเรื่อย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้ว่ากล่องดำมันเป็นยังไง และมีอะไรอยู่ข้างในนั้น

"สมมติว่าแพะดำส่งแพะขาวไปหาจดหมายที่แพะดำซ่อนไว้เองล่ะ คิดว่าเขาจะทำไปเพื่ออะไร?"

**เป็นคำพูดที่ refer ถึงเพลง Yagisan Yuubin ของญี่ปุ่น ซึ่งแพะดำและแพะขาวเขียนจดหมายหากัน แต่พอส่งไปถึงมืออีกฝ่ายแล้ว อีกฝ่ายก็กินจดหมายทันทีโดยไม่เคยได้อ่าน https://youtu.be/ziMacmOZBmM

เคยมีคนนึงถามฉันแบบนั้น เป็นคนแบบที่จะสงสัยว่ากล่องนั่นมันดำจริงมั้ย? หรือบางทีเขาอาจจะ "รู้" อะไรบางอย่าง ซึ่งระหว่าง "เข้าใจ" กับ "รู้" มันก็แตกต่างกันโขอยู่

แล้วหมอนั่นเป็นใครน่ะเหรอ โอ๊ย อันนั้นฉันพูดกับตัวเอง

กลับมาว่ากันถึงเรื่องกล่อง ทำไมกล่องมันหายไป? ตั้งแต่ยุคโบราณ....กล่องที่ได้รับการปกป่องจากผู้ใช้คีย์เบลดเพื่อน๊านนานมาแล้วได้สูญหายไปที่ไหนสักแห่ง ทำไมถึงตามหามันน่ะรึ? มันก็เป็นเรื่องที่ย๊าวยาว จะถามไปทำไมกันล่ะ?

เป็นเรื่องเมื่อตอนที่ฉันใช้ชื่ออื่นรึเปล่าเหรอ? ใช่แล้ว เคยมีช่วงที่ฉันใช้ชื่ออื่นมาก่อน

ลูซู คือชื่อที่ว่านั้น ถ้าลืมไปแล้วล่ะ? จะไปลืมได้ยังไง ไม่ใช่เรื่องที่จะลืมกันได้ซะหน่อยเนอะ

เคยมีโหรอยู่ด้วยกัน 6 คน โหรคืออะไร โหรคืออะไรเหรอ? ก็คือคนที่ทำนาย... ไม่สิ ที่จริงก็คือคนที่ได้รับมอบตำราพยากรณ์มา ช่วงเวลานั้นมันเป็นช่วงที่สนุก แต่นี่เป็นเรื่องราวก่อนที่ช่วงเวลานั้นจะสิ้นสุดลง กระทั่งฉันเองก็เคยมีช่วงที่เคยฝึกวิชาเหมือนกัน อย่างมองด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อแบบนั้นสิ

นี่ ถ้ามีคนบอกว่าโลกกำลังจะถึงจุดจบ แกจะทำยังไง? จะคิดว่าไม่มีทางทำอะไรได้ หรือคิดว่าต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง? จำที่ฉันพูดเรื่องกล่องดำได้มั้ย ไม่มีใครที่เข้าใจจริงว่ากล่องดำมันเป็นยังไง แล้วจุดจบของโลกในตอนแรกล่ะ จะเป็นสีดำบริสุทธิ์ หรือสีขาวบริสุทธิ์กันนะ? ไม่มีใครเข้าใจจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ว่า ก็มีอยู่คนนึง คนที่รู้จริง คนที่มอบภารกิจและตำราพยากรณ์ให้กับโหร ภารกิจแต่ละงานนั้นแตกต่างกันออกไป ไม่รู้เขาคิดยังไงถึงมอบภารกิจนี้กับฉันมา และก็ไม่รู้ว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้องรึเปล่านะ 


https://www.twitlonger.com/show/n_1sr3bd4

Tuesday, December 10, 2019

KH III Re: Mind ประกาศราคาและรายละเอียดการวางจำหน่าย


งาน State of Play ของ PlayStation ที่จัดขึ้นเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา มีการเปิดเทรลเลอร์ล่าสุดของ Kingdom Hearts III -Re: Mind- ในแบบเสียงภาษาญี่ปุ่นแล้ว (ก่อนหน้านี้มีตัวเสียงอังกฤษ Leak มาก่อน)

ขณะนี้ยังไม่มีการอัปคลิปเสียงญี่ปุ่นแบบเดี่ยว ๆ แยกออกมา ใครอยากชม เข้าไปดูจากลิงก์ของงาน State of Play ในคลิปและช่วงเวลาตามลิงก์นี้ได้เลย


Kingdom Hearts III -Re: Mind- เป็น DLC ขนาด 6.42 GB ซึ่งต้องเล่นร่วมกับตัวเกม Kingdom Hearts III หลัก โดย DLC มีกำหนดวางจำหน่ายสำหรับเวอร์ชั่น PS4 วันที่ 23 มกราคม 2020 และ Xbox One 25 กุมภาพันธ์ 2020

---------------------------------------------------------------

[DLC] Re : Mind จะวางจำหน่ายในราคา $29.99 หรือ 3,800 เยน (ยังไม่รวมภาษี) โดยใน DLC ประกอบไปด้วย

1. Additional story: Re Mind
เนื้อเรื่องหลังจากที่โซระปราบเซอานอร์ทได้ และใช้ Power of Waking เพื่อย้อนเวลากลับไปช่วยไคริ โหมดนี้จะเข้าเล่นได้หลังจบเกมรอบนึงก่อน และเราจะได้เล่นเป็นตัวละครอื่นนอกจากโซระด้วย

2. Limitcut episode and 13 boss battles
ตีกับพวก Data ตัวละครต่าง ๆ เวอร์ชั่นโหด

3. Secret episode and boss battle
ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด

4. Data greeting feature
ฟีเจอร์จัดฉาก วางตัวละคร วางพร็อบ โพสท่า วางเอฟเฟคท์ เพื่อถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึก 

5. Slideshow feature
ฟีเจอร์ เอาภาพถ่ายที่บันทึกไว้ มาทำ Slideshow ที่เราสามารถปรับแต่ง transition และ BGM ได้

6. Premium menu (diverse difficulty settings and gameplay challenges)
ระบบปรับแต่งความยาก ที่สามารถปรับให้โซระพลังโจมตีเพิ่มแบบสุดโต่ง หรือจะปรับให้ใช้เวทย์ ใช้ไอเทมไม่ได้ ทำให้ฮีลไม่ได้ ทำให้ใช้นั่นนู่นนี่ไม่ได้

นอกจากนี้จะมี [DLC] Re : Mind + Concert Video เป็นบันทึกการแสดงคอนเสิร์ต Orchestra World of Tres รอบวันที่ 30 พฤศจิกายน 2019 ที่เล่น 19 เพลง มัดรวมขายมาในราคา $39.99 หรือ 4,800 เยน (ยังไม่รวมภาษี)

---------------------------------------------------------------

[Patch Ver 1.07] อันนี้แพทซ์ฟรี
- Main story update
- New abilities added
- Keyblades Oathkeeper and Oblivion + new formchanges added
- Sharing features expanded

รีวิว Life is Strange 2 เรื่องราวแห่งการเดินทางหนีคดีด้วยเส้นทางธรรมชาติ


หลังจากโอ้เอ้มาสัปดาห์นึง เมื่อคืนผมก็ได้เล่น Life is Strange 2 Episode 5 (จบภาค) จนจบละครับ เลยอยากจะบรรยายความประทับใจ และเชิญชวนให้แฟน ๆ ภาคแรกที่ยังลังเล มาเล่นเกมในภาคที่ 2 นี้กันต่อ

[1. บทนำเรื่อง]

Life is Strange 2 เป็นเรื่องราวการเดินทางของสองพี่น้อง ชอนและแดเนียล ที่วันหนึ่งไปมีเรื่องทะเลาะกับเพื่อนบ้าน ตำรวจพยายามเข้ามาระงับเหตุ พ่อของทั้งสองพยายามเข้ามาปรามแต่แล้วก็โดนตำรวจยิงร่วงต่อหน้าต่อตา

ความตระหนกตกใจต่อเหตุการณ์นั้น ทำให้แดเนียล เด็กประถมวัย 9 ขวบ ได้รับพลังพิเศษและปลดปล่อยออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ทำให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่บริเวณนั้น และทำให้ตำรวจเสียชีวิต

ด้วยความตื่นตกใจ และกลัวการถูกจับกุมเข้าซังเต ชอนที่เป็นพี่ชายวัย 16 ปีจึงพาน้องชายหนีไปจากที่เกิดเหตุโดยเร็วที่สุด

ชอนเสนอความคิดว่าทั้งสองน่าจะเดินทางข้ามพรมแดนอเมริกาไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เม็กซิโกซึ่งเป็นบ้านเกิดของพ่อ ถ้าหนีไปที่นั่นแล้วก็จะรอดพ้นจากการจับกุมได้

แล้วการเดินทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม ที่พี่ชายวัยรุ่นต้องคอยปกป้องและสั่งสอนน้องชายให้ใช้พลังไปในทางที่ถูกต้อง ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

[2. การเดินทางที่แสนเจ็บปวด]

ในขณะที่ผมรู้สึกว่า Life is Strange ภาคแรก เป็นเรื่องราวที่มีทั้งสุขและทุกข์ปนกัน แต่เนื้อเรื่องในภาค 2 นี้กลับค่อนข้างหนักไปทางเจ็บปวดและรวดร้าว

ตลอดเส้นทางสู่เม็กซิโก สองพี่น้องจะเจอเรื่องเศร้า การเหยียดชาติพันธุ์ การทำร้ายร่างกาย การหลอกลวง การพลัดพราก

แม้จะพบเจอคนดี ๆ และได้รับมิตรภาพมากมายด้วยเหมือนกัน แต่ความเจ็บปวดแต่ละอย่างที่ได้รับนั้น ผมเชื่อว่ามันได้กลายเป็นแผลบาดลึกลงไปในทั้งร่างกายและจิตใจของสองพี่น้อง

[3. คำถามต่อจารีต-ค่านิยมในสังคม]

ในขณะที่ Life is Strange ภาคแรกเป็นเรื่องราวในโรงเรียน ตัวละครตลอด 5 Chapter ของภาคแรกก็เป็นตัวละครชุดเดิม ที่จะค่อย ๆ เผยมิติและเรื่องราวใหม่ ๆ ให้เราเรียนรู้และลุ้นตามไปเรื่อย ๆ ในแต่ละตอน

แต่การผจญภัยใน Life is Strange 2 เป็นการเดินทางไปเรื่อย ๆ ที่เราจะได้พบเจอคนมากมายผ่านเข้ามาตลอดเส้นทาง ได้มีช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันระยะหนึ่งให้ได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนน้ำใจหรือสร้างภัยปัญหาให้แก่กัน ก่อนที่จะแยกจากกันไป

เนื้อเรื่องภาคนี้ค่อนข้างเน้นเรื่องความแตกต่างของปัจเจกบุคคล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนเรามีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ มีรสนิยมที่แตกต่างกัน

ตัวละครมากมายในเรื่อง นำเสนอถึงความเป็นขบถทางความคิดในรูปแบบต่าง ๆ... เอ่อ ผมหมายถึงพวกเขาปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามจารีต-ค่านิยมของสังคม

จารีตที่เป็นประเด็นในเรื่องอย่างเช่น... ชายต้องรักหญิง หญิงต้องรักชาย ทรงผมต้องถูกระเบียบ เป็นเด็กต้องตั้งใจเรียน เรียนจบมาแล้วต้องก้มหน้าก้มตาทำงานหนัก ทำงานแล้วก็แต่งงานมีครอบครัว มีลูก เป็นสามี/ภรรยาที่ดี แล้วจะได้รับการยอมรับจากสังคมว่าคุณเป็นคนดีมีความสุข...

ซึ่งไอ้จารีตหรือค่านิยมเหล่านี้ มันไม่ได้ทำให้ชีวิตของทุกคน เป็นชีวิตที่ดีได้เสมอไป....

การจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามจารีตเหล่านั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดเสมอไป... หากแต่เมื่อคุณไม่ปฏิบัติตาม สังคมก็จะประณามหยามเหยียดและชิงชังคุณ นั่นคือสิ่งที่ตัวละครมากมายในเรื่องเผชิญกันมา

มันก็ชวนให้ตั้งคำถามนะครับว่า... ทุกวันนี้เรากำลังเดินตามจารีตอะไรที่ทำให้เราไม่มีความสุขอยู่รึเปล่า? หรือเราไปประณามใครเพียงเพราะเขาไม่ทำตามค่านิยมของสังคมรึเปล่า?

[4. เกมเพลย์ที่ไม่มีกิมมิคย้อนเวลา]

เนื่องจากเนื้อเรื่องภาคนี้เราไม่ได้เล่นเป็นผู้มีพลังพิเศษ แต่เราเล่นเป็นพี่ชายของผู้ที่มีพลังพิเศษ

ไอ้ลูกเล่นแบบกิมมิคกดย้อนเวลาได้ด้วยพลังพิเศษ อย่างเกมในภาคแรกนั้น จึงไม่มีในเกมนี้แล้ว

มันเลยทำให้ Life is Strange 2 กลายเป็นเกมที่เดิน ๆ - เลือกตอบคำถาม - สำรวจข้าวของภาพถ่าย/บันทึกเพื่อเรียนรู้เนื้อเรื่องในอดีต - เสพสุนทรีย์ของอาร์ตในเรื่อง - รอดูผลลัพธ์จากการตัดสินใจต่าง ๆ ของเรา

พูดจริง ๆ ว่าพอไม่มีพลังพิเศษให้เรากดใช้เองแบบภาคแรกแล้ว มันก็ลดทอนความสนุกของการเล่นลงไปบ้าง แต่ทีมงานก็พยายามผลักดันส่วนอื่น ๆ ของเกมขึ้นมาทดแทนสิ่งเหล่านั้น

[5. ฉากจบ 7 แบบ]

ในขณะที่ Life is Stange 1 มีฉากจบ 2 แบบ และขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในช่วงสุดท้ายของเรา แต่ภาคนี้ทางผู้พัฒนาออกมาประกาศเองว่ามีฉากจบด้วยกัน 7 แบบ ซึ่งพอเราเล่นไปแล้ว ก็จะได้พบเจอฉากจบที่เหมาะกับนิสัยของเรามากที่สุด

โดยการจะได้พบฉากจบแบบไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับทั้งการตัดสินใจในช่วงสุดท้ายของเราที่ควบคุมชอน, การผูกสัมพันธ์กับคนในเรื่อง และการที่เราเลือกจะสอนแดเนียลให้เป็นคนอย่างไรในตลอดเวลาที่ผ่านมา

ผมได้ฉากจบที่แว้บแรกรู้สึกถึงความเหงา ไม่มีคำบรรยายใด ๆ มีแต่เสียงดนตรีบรรเลงคลอ แต่ก็รู้สึกได้ถึงความสุนทรีย์ และความอบอุ่น ความหวังที่อยู่ห่างไกล....

[6. พลังพิเศษของแดเนียล]

ขณะที่อีแมกซ์ เอ่อ... ก็แมกซ์ หรือแมกซีน ในภาคแรกนั่นแหละครับ มีพลังในการย้อนเวลา

แต่แดเนียล มีพลัง Telekinesis.... หรือการใช้พลังจิตควบคุมการเคลื่อนไหวของวัตถุ

หากเจาะลึกลงไปกว่านั้น ผมว่าแดเนียลมีพลังแบบเดียวกับเล็วล์ (Layle) ใน Final Fantasy Crystal Chronicle -The Crystal Bearers-

พลังของพวกเขาคือการปล่อยแรงดูด-ผลักออกจากอวัยวะ ซึ่งปกติจะใช้มือเป็นสื่อนำพลัง... ในเบื้องต้นก็จะใช้พลังหยิบฉวยหรือผลักวัตถุให้กระเด็นออกไปได้

แต่ถ้าพัฒนาทักษะจน Advance ขึ้น ก็จะกลายเป็นปล่อยแรงระเบิด หรือสร้างบาร์เรียร์ให้ตนเองได้

[7. เรื่องราวที่เชื่อมโยงถึงภาคแรก]

ในตอนเริ่มเกมภาคนี้ เราจะถูกถามว่าตอนจบภาคแรก เราได้ช่วยเมือง Arcadia Bay ไว้รึเปล่า? ซึ่งพอเราเดินทางผ่านไปยังเมืองนั้น ก็จะได้เห็นเมืองที่สมบูรณ์หรือเมืองที่กลายเป็นซาก แล้วแต่เราเลือก

ทว่าในช่วงท้ายเกม เราจะได้พบตัวละครตัวหนึ่งที่ปรากฏในภาคแรก และอาจได้ยิน/ได้เห็น ได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวละครในภาคแรก

แฟนภาคแรก บอกเลยว่าเจอมุกนี้เข้าไป.... แม่งตื้นตันนนน T3T อยากให้ไปลองเล่นแล้วเจอด้วยตัวเองครับ

[8. Life is Strange ชีวิตที่ยังต้องดำเนินต่อไป]

โดยรวมแล้วผมว่า Life is Strange 2 ไม่ค่อยถูกจริตผมเท่าไหร่ เล่นแล้วเจอเรื่องให้หดหู่เยอะ.... กิมมิคแบบภาคแรกก็ไม่มี แถมเป็นเกมที่ต้องอ่านเยอะ สำรวจเยอะ และเราเรียนรู้เนื้อเรื่องส่วนใหญ่จากการสำรวจข้าวของเนี่ยแหละ

โอเคว่าข้อเสียมันใหญ่ แต่ข้อดีของมันก็ดี ทั้งเพลงที่เพราะ การถ่ายทอดเรื่องราวและซีนต่าง ๆ ในแบบที่สุนทรีย์อาร์ต ๆ

ท้ายที่สุด เกมก็ใส่ฉากจบมาเยอะถึง 7 แบบ โดยเงื่อนไขการออกฉากจบใด ก็ขึ้นกับทั้งการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของเรา, การผูกสัมพันธ์ตัวละครในเรื่อง การสอนสั่งแดเนียลตลอดเวลาที่ผ่านมา ตรงนี้ผมถือว่าทีมงานทำได้ดีขึ้นกว่าภาคแรกที่มีฉากจบแค่สองแบบ

ไหนจะลูกเล่นการเชื่อมโยงและเล่าถึงตัวละครในภาคแรก ในแบบที่แฟน ๆ ต้องร้องเฮ่ย!!

ผมอาจพูดไม่ได้ว่า Life is Strange 2 เป็นเกมที่ดี หรือเกมที่สนุก... เต็ม 10 ก็เอาไปแค่ 7 พอหรืออาจจะต่ำกว่านั้น

แต่ผลงานที่ออกมา มันทำให้ผมเชื่อมั่นว่าทีม DONTNOD เป็นทีมงานที่มีศักยภาพจะทำเกมที่ดีออกมา และเมื่อจักรวาล Life is Strange ขยายออกไปมากกว่านี้ เมื่อทีมงานมีประสบการณ์และมีทุนมากกว่านี้ พวกเขาจะต้องทำงานที่ดีขึ้น และเป็นที่ประทับใจของใครหลายคน แบบ Life is Strange ภาคแรกได้อีกแน่

ก็อยากจะสนับสนุน DONTNOD ต่อไป เพื่อให้พวกเขาได้สร้าง Life is Strange 3 ขึ้นมา...

แค่คิดว่าในอนาคต คงจะมีสักภาคที่ตัวละครหลักผู้มีพลังพิเศษทั้งหมดได้มาเจอกัน... และร่วมกันไขปริศนาว่าพลังพิเศษของพวกเขามาจากไหน และมีไว้เพื่ออะไรกันแน่...

ก็ตื่นเต้น และอยากให้วันนั้นมาถึงเร็ว ๆ ครับ : )

Saturday, December 7, 2019

Kingdom Hearts III -Re: Mind- หลุดปล่อยเทรลเลอร์ใหม่ออกมาก่อนกำหนด

เช้าที่ผ่านมาเหมือนว่าทีม PR ของ Square Enix จะเผลอปล่อยคลิปเทรลเลอร์ของ Kingdom Hearts III -Re: Mind- ที่จริง ๆ ควรจะฉายในงาน Jump Festa 2020 วันที่ 21-22 ของเดือนธันวาคมนี้ Leak ออกมาก่อนซะแล้ว แต่พอรู้ตัวก็รีบเปลี่ยนค่า Privacy ของคลิปให้กลายเป็น Private ไป

ซึ่งแน่นอนว่านักแคปทั่วทั้งโลกก็ดูดคลิปมาเก็บไว้และรีอัปโหลดกันโจ่งครึ่มไปเรียบร้อย

เทรลเลอร์ - https://www.youtube.com/watch?v=bIehnOox7t0

สติผมหลุดตั้งแต่เห็นหน้าเจ๊แอ เลออน ยุฟฟี่แหละครับ ในเนื้อเรื่องหลักคุณโนมุระบอกว่าไม่รู้จะยัดบทตรงไหนให้แล้ว ตอนนี้เลยได้บทเป็น NPC ที่ริคุมาขอคำปรึกษาในการตามหาโซระ

ส่วนโซระที่หลังจบเรื่องก็ย้อนเวลาไปแก้ไขเหตุการณ์ใหม่ ก็เจอเหตุการณ์ใหม่ ๆ เต็มเลย

Re Mind - the other tale that unfolded during the climax of KINGDOM HEARTS III. Determined to rescue Kairi, Sora travels to the Keyblade Graveyard a short time before the final battle was to take place. Lacking a corporeal form, he traces the hearts of the seven guardians of light. Through experiencing their personal battles firsthand, Sora is about to discover truths that he has never before imagined.

DLC Re: Mind จะวางจำหน่ายให้ PS4 23 มกราคม 2020 และ Xbox One 25 กุมภาพันธ์ 2020 หลัง Dragon Ball Z - Kakarot 1 สัปดาห์


วิเคราะห์เทรลเลอร์ล่าสุด Kingdom Hearts III -Re: Mind- [DLC]

***Spoiler Alert***
มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของ Kingdom Hearts III

------------------------------------------------------
1. แอริธ ยุฟฟี่ เลออน ที่เห็นเป็นเพียงแค่คัตซีนฯ
------------------------------------------------------

หลังปราบเซอานอร์ทได้ และโซระบอกว่าจะไปช่วยไคริ โซระหายตัวไป [ฉากจบ 1] ริคุไม่รู้ว่าโซระไปไหน จึงเดินทางไปเรเดียนการ์เดน ปรึกษาพวกเลออน แอริธ ยุฟฟี่ในบ้านของเมอร์ลิน

แต่ด้วยความที่เรเดียนการ์เดนไม่ใช่ Playable Area โดยเนื้อเรื่องหลักเราก็เห็นเรเดียนการ์เดนแค่ในแบบคัตซีนเท่านั้น การสร้างแมพของที่แห่งนี้ก็ไม่ได้ทำโครงสร้างไว้สมบูรณ์ นั่นจึงหมายความว่าถ้าคุณโนมุระไม่ได้สั่งพัฒนาดาวเรเดียนการ์เดียนจนเป็น Playable Area ขึ้นมา บางทีเราอาจจะได้เจอเลออน แอริธ ยุฟฟี่ แค่ในแบบคัตซีนฯ ที่ผ่านมาแล้วจบไปเท่านั้น

------------------------------------------------------
2. โซระที่ย้อนเวลาโดยล่องลอยตามหัวใจของ 7 ผู้พิทักษ์แสงสว่าง
------------------------------------------------------

การย้อนเวลาของโซระ ไม่เหมือนการขี่ไทม์แมชชีน และโซระเลือกสถานที่ลงจอดไม่ได้

โซระใช้คีย์เบลด เปิดเส้นทางให้หัวใจของตัวเอง ล่องลอยไปตามหัวใจของ 7 ผู้พิทักษ์แสงสว่างในอดีต โดยหัวใจของผู้พิทักษ์แต่ละคนนั้นเชื่อมโยงถึงกัน แปลว่าก็ต้องไล่ตามไป สัมผัสเหตุการณ์กับเหตุการณ์ที่ผู้พิทักษ์แต่ละคนพบเจอในสุสานคีย์เบลด พอเจอผู้พิทักษ์อีกคนหนึ่ง ก็ค่อยล่องลอยไล่ตามหัวใจของอีกคนไป จนกระทั่งไปถึงหัวใจของไคริ

ในเทรลเลอร์นั้น โซระย้อนเวลาโดยเริ่มจากการตามหัวใจของเวนตุสไปก่อน (ซึ่งเทรลเลอร์อาจจะทำมาหลอก จริง ๆ โซระอาจไล่ตามหัวใจคนอื่นไปก่อนก็ได้) ซึ่งสาเหตุที่เป็นเวนตุส อาจจะเพราะว่าเป็นหัวใจที่อยู่ใกล้ชิดกับโซระมานานที่สุด แต่พอตามไปแล้ว แทนที่จะเจอเวนตุส ดันเจอกับ Dark Inferno ผู้ลี้ลับ (ถ้าเทรลเลอร์ไม่หลอก) ความมันส์จึงบังเกิด

งวดนี้เราอาจจะได้รู้กันแล้วว่า Dark Inferno เป็นใคร

------------------------------------------------------
3. อควอที่เห็นภาพหลอนของ Demon Tide เป็นตัวเอง
------------------------------------------------------

ในขณะที่เราและโซระเห็น Demon Tide เป็นฝูงมดชาโดว์ฮาร์ทเลสจำนวนมหาศาล อควอดันเห็นความมืดเหล่านั้นเป็นภาพของตัวเองตอนถูกความมืดครอบงำมาตลอด

พอเห็นตัวเองในสภาพที่เลวร้ายทีสุดในชีวิตอยู่ด้วยกันเป็นฝูง อควอเลยยิ่งกลัวและสิ้นหวัง แต่เธอก็พยายามเก็บงำความรู้สึกนั้นไว้ไม่บอกใคร

------------------------------------------------------
4. เทอร์ร่านอร์ท สัมผัสรับรู้และคุยกับโซระที่ย้อนเวลามาได้
------------------------------------------------------

หลังจากตามรอยหัวใจของเวนตุส อควอ งวดนี้น่าจะมาถึงการตามรอยหัวใจของเทอร์ร่าและเกราะผีแล้ว

ด้วยความที่เทอร์ร่านอร์ทก็เป็นหัวใจที่มาจากช่วงเวลาอื่นเหมือนกัน นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขามองเห็นโซระก็เป็นได้

------------------------------------------------------
5. Replica Xehanort ที่โผล่เข้ามาขัดขวางผู้พิทักษ์
------------------------------------------------------

ภายใต้ Kingdom Hearts สีม่วงซึ่งถูกย้อมด้วยความมืดมิด โซระ โดนัลด์ และกู๊ฟฟี่ได้เปิด Portal ไล่ตามเข้าไปสู่ Scala ad Caelum ภายในหัวใจของเซอานอร์ท

ขณะที่ ริคุ มิคกี้ ซิออน ร็อคซัส ลีอา เวนตุส อควอ เทอร์ร่า ที่พยายามจะขับไล่ความมืดที่ปกคลุม KH อยู่ ก็ต้องเจอกับกองทัพ Replica Xehanort ที่พยายามเข้าขัดขวางพวกเขา แสดงว่าพวกมันไม่ได้มีตัวตนอยู่แค่ในจิตใจของเซอานอร์ทเท่านั้น และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาตามไปช่วยโซระช้า กว่าจะไปช่วยได้ เป็ดจ้าวยุโรปก็ยิงเซอานอร์ทดับไปแล้ว

------------------------------------------------------
6. หัวใจของผู้พิทักษ์คนสุดท้ายที่โซระตามรอยไป คือริคุ
------------------------------------------------------

หลังจากไล่ตามหัวใจของผู้พิทักษ์แต่ละคน ผมเชื่อว่าโซระจะได้ตามรอยหัวใจของริคุเป็นคนสุดท้าย และหัวใจของริคุก็จะนำทางไปสู่ไคริ ด้วยความที่ 3 คนนี้ผูกพันกันมากที่สุดนั่นเอง

------------------------------------------------------
7. โซระช่วยไคริได้ และร่วมกันสู้กับ Armored Xehanort
------------------------------------------------------

Final World หรือ Owari no Sekai เป็นสถานที่สุดท้ายที่ประชิดกับความตาย หากเดินไปทางหนึ่งก็จะเป็นความตาย หากเดินไปอีกทางก็จะเป็นการหลับใหลในลานแห่งการตื่นขึ้น (Station of Awakening / Destati)

แต่เมื่ออกมาจาก Destati ตื่นขึ้น และกลับสู่ความเป็นจริงแล้ว ก็ยังพบ Kingdom Hearts ที่ยังคงถูกฉาบด้วยพลังงานความมืดสีม่วงอยู่ และพบ Armored Xehanort ที่เป็นเซอานอร์ทที่รวมพลังจาก Replica Xehanort 13 ตัวเข้าไปแล้ว กลายเป็น Armor Xehanort ที่ใช้คีย์เบลด 13 เล่มพร้อมกัน

------------------------------------------------------
8. อควอกลับไปทำอะไรอีกที่ Land of Departure?
------------------------------------------------------

ริคุไปส่งอควอที่ Land of Departure และเหมือนว่าเธอตัดสินใจจะทำอะไรบางอย่างที่อาจเป็นอันตรายกับตัวเธอเอง

-----------------------------------------------------
9. Yozora ท้องฟ้ารัตติกาล =the 3rd Story line ?
------------------------------------------------------

จิริธีเตือนโซระไว้ว่าแม้จะช่วยไคริได้แล้ว แต่โซระจะหายไปจากโลก และเมื่อใช้พลังแบบเดิมไม่ได้แล้ว (พลังหายไปไหน?) โซระก็จะกลับไปสู่โลกปกติไม่ได้

หัวใจของโซระถูกดึงกลับมาสู่ Final World อีกครั้ง... โซระที่ตื่นขึ้นมาที่นี่อีกครั้ง สับสนว่านี่คือความจริงหรือฝันไป

คราวนี้ท้องฟ้าของ Final World ที่ควรสดใส กลับเป็นท้องฟ้ายามค่ำคืน ให้สมเป็นการพบกันครั้งแรกและหว่างโซระ (นภา) กับโยโซระ (ท้องฟ้ายามค่ำคืน)

โซระที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว ตะโกนออกไป และเหมือนได้ยินเสียงใครบางคนตอบกลับมา

เขาเงี่ยหูฟัง และวิ่งไล่ตามเสียงนั้นไป ก่อนจะพบชายคนหนึ่งที่พูดประโยคเดียวกันกับเขา ชะตากรรมเดียวกับเขา ด้วยความสับสนเหมือนกันขึ้นมา...

"I've been having these weird thoughts lately... like is any of this for real or not?"

โยโซระ พูดประโยคเดียวกับที่โซระพูดในฉากเปิดเกม Kingdom Hearts 1 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด....

บางทีเนื้อเรื่อง 3rd Line ของ Kingdom Hearts ที่คุณโนมุระพูดไว้ในโอกาสครบรอบ 4 ปีเกม Kingdom Hearts Unchained χ  | Union χ  ว่าได้เริ่มต้นพัฒนาแล้ว (ถัดจากเรื่องราวที่มีโซระเป็นศูนย์กลาง เอเฟเมร่าเป็นศูนย์กลาง)

หากว่าเรื่องราวของ DLC มันจบลงที่ตรงนี้ 3rd Line ที่จะเริ่มต้นด้วยตัวละครชุดใหม่ ก็คือเรื่องราวที่มีโยโซระเป็นจุดศูนย์กลาง

Final Fantasy VII Remake จับมือโคลาโบกับ Tokyo Sky Tree

Final Fantasy VII Remake จับมือโคลาโบกับ Tokyo Sky Tree ระหว่างวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2020 - 22 เมษายน 2020 เพื่อต้อนรับการวางจำหน่ายของเกมที่จะวางตลาดในวันที่ 3 มีนาคม 2020



โดยข้างใน Skytree จะตกแต่งเป็นธีมของเกมดังกล่าว และใน Skytree Round Theatre ก็จะฉายคอนเทนต์จากเกมที่หาดูได้จากที่นี่เท่านั้น

นอกจากนี้ข้างในจะมีการขายสินค้าและเมนูอาหารจาก Final Fantasy VII ด้วย

*ในลิงก์ข่าวยังระบุว่าจนถึงปัจจุบัน Final Fantasy VII ออริจินอล ขายรอบโลกไปได้แล้ว 12.3 ล้านชุด

http://www.tokyo-skytree.jp/press/post/399
http://www.tokyo-skytree.jp/pdf/pressreleases/a462e36f335c2c33310f4db5a7dc362c59062620191112.pdf

ขณะเดียวกันเว็บไซต์หลักของเกมดังกล่าวได้อัปเดต Wallpaper ชิ้นที่ 2 ที่เป็นรูปของแบร์เร็ตแล้ว

https://ffvii-remake.square-enix-games.com/en-us/downloads/

NieR เตรียมเปิดคอนเสิร์ตครบรอบ 10 ปีของซีรีส์ในญี่ปุ่น


ปี 2020 ซีรีส์ NieR จะฉลองครบรอบ 10 ปี โดยนอกจากจะมีการจัด NieR Orchestra Concert re: 12018 ขึ้นในประเทศอเมริกา อังกฤษ และไทยแล้ว

ล่าสุดฝั่งญี่ปุ่นเองก็ประกาศว่าจะฉลองด้วยการจัดงาน NieR Theatrical Orchestra 12020 ในโตเกียววันที่ 28-29 มีนาคม 2020 และที่โอซาก้าวันที่ 25 เมษายน 2020

https://www.jp.square-enix.com/music/sem/page/nier/orchestra12020/
https://twitter.com/sem_sep/status/1202207893564485633

Monday, December 2, 2019

ขอบคุณมาก และอยู่ด้วยกันต่อไปนาน ๆ นะ CM Cafe


กลับสู่ช่วง ตามติดชีวิตไอดอลประจำสัปดาห์... ที่แว้บหายไป 2 สัปดาห์ 555

ตอนนี้รู้สึกเหมือนมาถึงจุดที่มุกเริ่มต้น หลังจากนี้ถึงเจออะไรในวงการนี้ก็คงไม่รู้สึกปิ๊งว๊าวเอ็กไซต์  ไม่แปลกใจอีกแล้ว

หลังจากเจอคุณไข่มุกในงาน Mobile Idol Game Expo เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว, ได้เริ่มติดตามค่าย CM Cafe อย่างจริงจังมา 5 เดือนและแปลงร่างตัวเองเป็นโอตะ Lv.1, ติดตามน้องมีมี่เมื่อ 2 เดือนเศษ และก็เริ่มซื้อกล้องมาถ่ายรูปจริงจัง

จากช่วงแรกที่เต็มไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่ไม่ได้สนใจมาก่อน ได้พบเจอผู้คนและสังคมใหม่

อาจจะเป็นเวลาไม่นาน แต่ตอนนี้ความรู้สึกตื่นเต้นนั้นได้หายไป หากทว่ากลับทดแทนเข้ามาด้วยความรู้สึก ผูกพัน....

ครึ่งปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผมได้รับจากการติดตามวงการไอดอลคือ

1. ได้รู้จักเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ ๆ

เมื่อเข้าสู่แวดวงอะไรใหม่ ๆ ก็ตาม เราก็จะได้เพื่อนใหม่ สังคมใหม่มา จริงอยู่ว่าในสังคมโอตะ คนที่เพี้ยน ๆ พูดจาไม่รู้เรื่องก็เยอะ คนที่กร่างวางตัวเป็นเจ้าที่ก็มี คนที่กลิ่นปากลอยโชยมา หรือทำให้เราตกอยู่ในสถานการณ์ที่อับไปด้วยกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ก็บ่อย

หากทว่าคนที่อัธยาศัยดี คนที่มีวุฒิภาวะ คนที่อ่อนน้อม คนที่ยินดีให้ความช่วยเหลือและแนะนำกันและกัน ก็มีอยู่มากเหมือนกัน

จากเดิมที่ผมมีแต่เพื่อนที่อยู่ในวงการเกม ก็ค่อย ๆ ทำให้ได้เพื่อนใหม่ ๆ และพบเจอมิตรภาพใหม่ ๆ เพิ่มมาทุกงาน

2. ได้มีงานอดิเรกใหม่

จริงอยู่ว่างานอดิเรกมันไม่ได้ทำให้เรามีชีวิตรอดในแต่ละวัน แต่มันก็เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยง... ทำให้ชีวิต มีคุณค่าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปมากขึ้น

การได้พบเจอน้อง ๆ ไอดอล, สตาฟฟ์แอดมิน, เพื่อนโอตะ ทำความรู้จักกันมากบ้างน้อยบ้าง เห็นชีวิตและพัฒนาการของแต่ละคน ได้เรียนรู้ความแตกต่างของปัจเจกบุคคล ได้เห็นวิธีปฏิบัติต่อแฟน ๆ ด้วยสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป

รวมถึงได้เข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมเชกิ กรุ๊ปช๊อต จับมือ เย็ดไทก้า การไปแคมป์ นั่งดูการเก็บสะสมแต้ม การตามล่า SSR ... มันอาจจะมีทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่ไม่ดี แต่ทั้งปวงแล้ว เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับผมมาก

3. ได้หัดถ่ายรูป!!

พึ่งจะซื้อกล้องมาถ่ายรูปจริงจังได้ไม่นาน ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองที่เป็นคนเหนียมสุด ๆ จะบ้าบอถล่มสตางค์ตัวเองได้ถึงเพียงนี้

แต่การได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ได้เห็นตัวเองค่อย ๆ เข้าใจเรื่อง F, ISO, Shutter Speed, การตั้งค่าทั้งหมดขึ้นมา ได้นั่งดูคลิปสอนถ่ายรูป โดยเฉพาะของช่อง SiiKA Photo และกอล์ฟมาเยือนไปร่วม 50 คลิป มันทำให้มีความสุขมากจริง ๆ

------------------

ตอนนี้ผมฝังตัวเองอยู่ในวงการมาได้เกือบครึ่งปีแล้ว ได้วิ่งตามทุกงานของ CM Cafe (ยกเว้นงานที่ไปจัดที่ภูเก็ตและเชียงใหม่) หลัง ๆ ก็อย่างที่บอกว่าเจออะไรก็ไม่ค่อยเอ็กซต์แล้ว แต่ก็รู้สึกผูกพัน....

และมันก็ช่วยทำให้ผมที่ช่วงนั้นกำลังเบื่อชีวิต (มิ.ย.) เจอมรสุมรุ้มเร้าทั้งจากปัญหาเรื่องงาน ครอบครัว เรื่องส่วนตัว ได้มีความรู้สึกดี ๆ ที่คอยเข้ามาหล่อเลี้ยงหัวใจ ให้มีกำลังใจมาก จนผ่านมาถึงวันนี้ได้




ไม่รู้จะปิด Entry นี้ยังไง เอาเป็นว่า ถึงเพื่อนใหม่... ทั้งโอตะ สตาฟฟ์ และน้อง ๆ ไอดอล ที่เริ่มรู้จักผมในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาจากการติดตามวงการไอดอลเหมือนกัน ได้ช่วยเหลือแบ่งปันน้ำใจกันและกันมาโดยตลอด

ขอบคุณมาก และอยู่ด้วยกันต่อไปนาน ๆ นะ :)

Sunday, December 1, 2019

อัปเดตล่าสุด DLC Kingdom Hearts III -Re: Mind- จากคอนเสิร์ตที่โอซาก้า


จากคอนเสิร์ต KINGDOM HEARTS Orchestra -World of Tres- ที่จบลงในวันที่ผ่านมา ในช่วงท้ายงานคุณเท็ตสึยะ โนมุระ (ผู้กำกับซีรีส์ KH), มิยุ อิริโนะ (ผู้พากย์เสียงโซระ) และโยโกะ ชิโมมุระ (ผู้ประพันธ์เพลง) ได้ขึ้นเวที และคุณโนมุระได้พรีวิวข้อมูลใหม่ของ DLC Re: Mind ของ Kingdom Hearts III ไว้ดังนี้

[DLC Re: Mind]

1. เพิ่ม Photo Mode ที่ผู้เล่นสามารถหยิบตัวละครในเกม ทั้งฝั่งอัปไรท์และรีเวิร์ส มาโพสท่าเล่นตามใจชอบ และสามารถเลือกพร็อบประกอบ เลือกฉาก และใส่เอฟเฟคท์ลงไปได้ด้วย 

2.  เพิ่ม Slideshow Mode สามารถเอารูปถ่ายที่บันทึกไว้ มาดูแบบ Slide Show ได้ โดยเลือก bgm, transition จากในเกมได้ตามใจชอบ ซึ่งคุณโนมุระก็เปิด Slideshow ภาพที่สร้างจาก Photo Mode ดังนี้

- โซระ ริคุ ไคริ ดรีมอีทเตอร์ค้างคาวโควโมริ ดรีมอีทเตอร์เนโกะแคท วางกับแพนเค้กยักษ์

- แอ็คเซลและซิออน เผชิญหน้ากันหน้าคฤหาสน์แบบเดียวกับเหตุการณ์ที่ตอนแอ็คเซลไปตามซิออนกลับมาใน KH 358/2 Days

- ให้โซระทำหน้าตื่นเต้นที่ถูกเจ้าหญิงทั้ง 7 ของภาคนี้รายล้อม

- มาสเตอร์เซอานอร์ท (แก่) กำลังเต้นยึกยือด้วยกันกับโนบอดี้ดัสก์ โดยมีโซระมองอยู่ หน้าม็อคช็อบในทไวไลท์ทาวน์

- วานิทัศถือไอศกรีนเกลือทะเล วิ่งหนีเวนตุส ใน Land of Departure

- มาสเตอร์เซอานอร์ทเล่นกับวันดาเนียน / โซระเล่นกับดรีมอีทเตอร์

- วันดาเนียนนั่งจ้องไอศกรีมเกลือทะเลที่ปักอยู่ในหาดทราย

- ฮาร์ทเลสมารวมตัวกันตามโต๊ะอาหารในภัตตาคาร (เข้าใจว่าร้านของลุงสกรู๊จแหละ)

3. ในระหว่างเล่นเกม ผู้เล่นสามารถกดเข้า Premium Menu ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ได้ ในเมนูนี้จะมีให้ปรับเป็น

3.1 Fast Pass ทำให้โซระแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาลจนโจมตีศัตรูทีเดียวตายหมู่ได้, สามารถ stack พวกท่าพิเศษได้สูงสุดถึง 7 ชั้นเหนือคำสั่ง Attack

3.2 Black Code ทำให้สามารถเลือกปรับเพิ่มอุปสรรคในการต่อสู้ขึ้นมาเป็นอย่าง ๆ ได้ เช่นตั้งค่าให้ไม่สามารถใช้ Cure, ห้ามใช้ไอเทม, ห้ามใช้ระบบ Link, ลด MaxHP/MP , ทำให้ HP และ MP จะค่อย ๆ ลดลงเองเรื่อย ๆ 

พอพรีเซนต์ถึงตรงนี้ คุณอิริโนะ ก็หันไปถามคุณโนมุระว่า "なんでそんなことするの" ทำไปเพื่อออ แล้วก็ได้แต่ขำกัน

4. คุณโนมุระบอกว่าจะปล่อยเทรลเลอร์ใหม่ของ DLC: Remind ในเดือนธันวาคม แต่เทรลเลอร์นั้นจะไม่ได้โชว์ระบบใหม่ ที่แกพรีเซนต์ไปในวันนี้ (นอกจากนี้ยังมีผู้ชมบางส่วนบอกว่า วันวางจำหน่าย DLC ก็จะประกาศในเดือนธันวาคมนั่นแหละ แต่ข้อมูลตรงนี้ยังพูดกันแค่บางคน จึงขอให้รอการยืนยันจาก Official อีกที)

5. ระหว่างการพรีเซนต์ คุณโนมุระย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามถ่ายรูป!! ในงานที่เขาพยายามนำเสนอข้อมูลและภาพแบบ exclusive ให้กับผู้ชมโดยเฉพาะแบบนี้ ถ้ามีใครถ่ายรูปแล้วรูปหลุดออกไปเผยแพร่ ในอนาคตก็จะไม่มีการประชาสัมพันธ์แบบนี้อีก และจะไม่ให้จัดออร์เคสตราอีกด้วย



อันนี้ลิงก์ข่าวเก่าไว้ทบทวน - http://re-ffplanet.blogspot.com/2019/09/kingdom-hearts-iii-re-mind.html