Monday, March 9, 2020

Riku's Story เรื่องราวจากหนังสือ KH Series Character Files


ตัดตอนจากหนังสือ Kingdom Hearts Series Character Files ซึ่วางจำหน่ายวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2020 (หลัง DLC Re: Mind ออกเดือนนึง)

ดูรายละเอียดหนังสือได้ที่ https://store.jp.square-enix.com/item/9784757564930.html

--------------------------------

Riku's Story
"My Childhood Friend"

ที่จริงแล้ว โซระ... ฉันอิจฉานาย

ขณะนั่งลงบนหาดแห่งความมืดเคียงข้างโซระ ฉันก็นึกสงสัยขึ้นมาว่าตัวเองเริ่มรู้สึกแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่

ตั้งแต่ตอนที่โซระกลายเป็นผู้ใช้คีย์เบลดรึเปล่านะ?

หรือว่าย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนที่พวกเราเป็นเด็ก ๆ บนเกาะ?

สำหรับฉันแล้วคงไม่แปลกเลยที่จะคิดว่าตัวเองเหนือกว่าโซระ ยิ่งกว่านั้นตอนที่เราเป็นเด็ก การโตกว่า 1 ปีก็นับว่าเป็นช่องว่างที่ต่างกันมากแล้ว ฉันเลยรับบทเป็นพี่ชายที่พาโซระไปไหนมาไหนด้วยกันทุกที่ แต่แล้วมันแปรเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่นะ?

เรากำจัดเซมุนัส แต่โลกนี้ยังคงเต็มไปด้วยความมืด ไม่ว่าจะโค่นฮาร์ทเลสลงไปมากเท่าไหร่ มันก็ยังคงปรากฏตัวคืบคลานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่เรี่ยวแรงกำลังจะหมดลง ฉันล้มทรุด

“ริคุ!”

โซระเข้ามาช่วยฉันไว้

“โซระ... ฉันคงไม่....”

จะหายใจยังลำบาก ฉันคิดว่าตัวเองคงเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว! มันยังไม่จบ ยังไม่จบ”

โซระดึงแขนของฉันไปพาดบนไหล่ของเขา แล้วประคองฉันขึ้นมา ในช่วงเข้าตาจนแบบนี้ โซระคือคนที่ไม่เคยยอมแพ้

“พูดแบบนั้นได้ไง? ต่อให้ยังเดินต่อไปได้... แต่ดูสิว่าพวกเราอยู่ที่ไหน”

ฉันคิดว่านั่นเป็นการประเมินสถานการณ์อย่างใจเย็นแล้ว แต่โซระกลับยิ้มแล้วมองตรงไปยังเส้นทางด้านหน้า

“โอ่ยยย ไม่เอาน่า ริคุ นายไปอ้อยอิ่งอยู่ในความมืดนานเกิ๊น พยายามมองโลกในแง่ดีบ้างสิ!”

แล้วโซระก็ออกเดิน ฉันเกาะโซระแล้วปล่อยให้ขาที่หนักอึ้งลากตามไป ฉันเดินไม่ไหวแล้ว... ไม่อยากเดินอีกต่อไปแล้ว

“โซระ?”

“หืม?” โซระตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้ม

สถานการณ์แบบนี้ยังจะส่งยิ้มให้อีก? ฉันไม่มีทางเลือกนอกจากยอมตามเขา ฉันเงยหน้าขึ้น มองให้ไกลเกินกว่าความมืดเบื้องหน้าไป อย่างที่โซระทำ

“นายนำทางเลย”

“จัดไป”

ฉันพยักหน้าให้โซระ แล้วเขาก็ลากฉันเดินไปข้างหน้า

ฉันไม่รู้ว่าความมืดนี้จะทอดยาวไปถึงไหน ฉันเคยเดินบนเส้นทางแห่งความมืดมาทุกรูปแบบ แต่นี่คงเป็นครั้งแรกที่ได้เดินบนเส้นทางที่มองไม่เห็นทางออก แต่กระนั้น โซระก็ไม่ท้อถอย

“รู้มั้ย...”

โซระเปรยตามามองฉันอีกครั้ง พอได้เห็นสีหน้าของเขา ฉันถึงรู้ว่าเขาเองก็กระเสือกกระสนอยู่เหมือนกัน นั่นจึงทำให้ฉันยิ่งปวดใจ แต่แล้วฉันก็ตัดสินใจที่จะสารภาพอะไรบางอย่างที่ไม่เคยพูดออกมาให้โซระฟัง – ประมาณว่าสำนึกผิด

“ฉันคิดว่าฉันเจ๋งกว่านายมาโดยตลอด”

“จริงเหรอ?”

โซระไม่ได้มีปฏิกิริยาในแบบที่ฉันคิดไว้เลย ราวกับเขาจะบอกว่าเขาไม่ได้สนใจในเรื่องที่ฉันพูดออกไปด้วยซ้ำ

“นายบ้ารึเปล่า?” ฉันพูดแหย่โซระ ทำให้เขาหยุดเดิน

“ไม่นี่ ฉันก็คิดว่านายเหนือกว่าฉันในทุก ๆ ทางเหมือนกัน”

อ่า ทุกคนก็คิดแบบนี้รึเปล่านะ? ถึงฉันจะโตกว่าโซระนิดหน่อย แต่ก็ยังรู้สึกภูมิใจที่เขาพูดแบบนี้ออกมา

แล้วโซระก็เงยหน้าขึ้น มองตรงไปข้างหน้า

“ริคุ ดูสิ นั่นแสงอะไรน่ะ?”

ฉันเงยหน้าขึ้นมองตาม

ไกลออกไป ฉันเห็นประกายแสงจาง ๆ เราจึงรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย พยายามเดินไปหาแสงนั้น

ทว่ามันไม่ใช่ทางออก มันเป็นแค่แสงที่ล่องลอยอยู่บนฟ้าราวกับดวงจันทร์ ประกายจาง ๆ อยู่เหนือหาดแห่งความมืด

ในที่แห่งนี้เราได้ยินเสียงของคลื่นเหมือนกับตอนที่อยู่บนเกาะ - บ้านของพวกเรา แต่เราไม่ได้ยินเสียงอย่างอื่นเลย มันปกคลุมไว้ด้วยความเงียบอย่างสมบูรณ์

“สุดทางแล้วเหรอ?”

“อื้อ”

โซระพยักหน้าตอบคำถามของฉันอย่างเรียบ ๆ

“ปล่อยได้ละ ฉันเดินไหว” ฉันบอกเขา โซระจึงปล่อยแขนฉันออกจากไหล่ของเขา แล้วยืนขึ้นมา

โซระก้าวไปทางชายหาด ฉันก็จับจ้องมองด้านหลังของเขา ฉันไม่เห็นทางออกเลย แต่ทั้งที่มองเห็นแค่ด้านหลัง ฉันก็รู้ว่าโซระเหนื่อยล้ามากแล้ว

“รู้เปล่า... บางทีฉันเองก็อาจจะเสียท่าให้ความมืดแล้วเหมือนกัน” โซระพึมพำ

โซระคงจะกำลังยอมแพ้ที่จะออกไปจากที่นี่ ตอนนั้นเองฉันก็รู้สึกเวียนหัว เข่าทรุดลงบนทราย แล้วก็ล้มไปข้างหน้า

ฉันขยับตัวไม่ได้แล้ว

“ริคุ!”

โซระวิ่งเข้ามาช่วยดึงฉันขึ้น

“โลกนี้มันเหมาะกับฉันที่สุดแล้ว ถ้านี่คือสภาพความเป็นจริงของโลก... บางที ฉันก็ควรจะจางหายกลับสู่ความมืดมิด”

“ริคุ...”

“หากโลกนั้นประกอบด้วยแสงสว่างและความมืด... เราก็จะเป็นความมืด”

โซระนั่งลงข้าง ๆ ฉัน แล้วเหยียดขาออกไป

“อื้อ อีกฟากหนึ่ง... โลกแห่งแสงสว่างปลอดภัยดีแล้ว ไคริ ราชา และคนอื่น ๆ ก็อยู่ที่นั่น”

“ฉันหมายถึงแบบนั้นแหละ นี่โซระ... ช่วยฉันหน่อยสิ? ฉันอยากลงไปที่ผิวน้ำ”

โซระพยักหน้าอีกครั้ง แล้วดึงแขนฉันไปพาดบนไหล่ ยืนขึ้นพาฉันเดินไปทางทะเลอย่างช้า ๆ สภาพขาฉันตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากกิ่งไม้แล้ว

“อย่างน้อยเสียงของคลื่นก็เหมือนกัน” ฉันบ่นพึมพำไม่ได้สติ

มันคงไม่เลวร้ายนักหากเราจะพบจุดจบในสถานที่ซึ่งทำให้เรารำลึกถึงบ้าน ว่าแล้วฉันก็พูดเรื่องที่คาไว้ต่อ

“ที่ก่อนหน้านี้พูดว่า... ฉันคิดว่าตัวเองเจ๋งกว่านาย...”

“หืมม?” โซระตอบทั้งที่ตายังจ้องมองไปยังโพ้นทะเล

“ที่จริงแล้ว โซระ... ฉันอิจฉานาย”

แล้วโซระก็หันมามองที่ฉัน

“ทำไมอ่ะ?”

ฉันคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเปิดปากพูดออกมา

นี่เป็นการสารภาพผิด

ฉันตกสู่ความมืดก็เพราะฉันอิจฉาโซระ

แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของโซระ ฉันมันอ่อนแอเอง

“ฉันแค่อยากใช้ชีวิตอย่างนาย ปล่อยตัวเองไปตามหัวใจ”

“อืม เหรอ ฉันก็มีปัญหาคล้าย ๆ กัน” โซระตอบกลับมาขณะที่จ้องมองไปยังเส้นขอบฟ้า

“ยังไงล่ะ?” ฉันถามโซระ ที่กำลังยิ้มมุมปาก

“ก็... อยากจะเป็นเหมือนนายไง”

“เอาสิ”

ฟังแล้วแอบเศร้าอยู่หน่อย แต่ฉันก็พยายามตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสดใสเท่าที่จะทำไหว

“อืม แต่การเป็นฉันนะ ก็มีข้อดีอย่างนึง... เป็นสิ่งที่นายไม่มีวันลอกเลียนได้”

“จริงเหรอ? อะไรอ่ะ?”

“ก็มีนายเป็นเพื่อนไง”

โซระตะลึงไปชั่วขณะนึง ก่อนจะถอนหายใจออกมา

“งั้นฉันว่า... เป็นตัวฉันแบบนี้ก็ดีแล้ว ฉันเองก็มีบางอย่างที่นายไม่มีวันเลียนแบบได้เหมือนกัน” โซระตอบด้วยรอยยิ้ม ขณะที่มองออกไปยังเส้นขอบฟ้า มองดวงจันทร์ที่ส่องแสงจาง ๆ อยู่บนฟ้าไกล – ในโลกที่เราจะพบจุดจบ

เราต่างมีเรื่องที่อีกฝ่ายไม่สามารถทำได้ หัวใจของเราต่างเอ่อล้นไปด้วยความสุขในชั่วขณะนั้น

ฉันดีใจที่มีโซระเป็นเพื่อน

“แสงสว่าง”

ดวงตาของฉันหรี่แคบลงตามสัญชาตญาณเมื่อได้เห็นแสงสว่าง ที่เป็นเหมือนกับดวงอาทิตย์ ซึ่งปรากฏขึ้นต่อหน้าพวกเรา

“ประตูสู่แสงสว่าง... เราไปกันเถอะ!”

โซระยืนขึ้นแล้วยื่นมือมาที่ฉัน

“อื้อ” ฉันตอบพร้อมก้าวเดินออกไปกับโซระ

https://keijitranslates.tumblr.com/post/610890682047053824/my-childhood-friend-riku-character-file

No comments:

Post a Comment