Wednesday, April 29, 2020

เปิดเผยข้อมูลชุดสองจาก FFVII Remake Ultimania


ข้อมูลเบ็ดเตล็ดจากหนังสือ FFVII Remake Ultimania ที่วางจำหน่ายเมื่อวานนี้

**แนะนำให้อ่านเฉพาะคนที่เล่นเกมจบแล้วเท่านั้น**

--------------------------------------------------------

11. Section ปริศนาของแอริธ

ปริศนาใหม่ได้ก่อเกิดขึ้น
"แอริธรู้อะไรกันแน่?"

ยังไม่ทันที่คลาวด์จะแนะนำชื่อของตนเอง แอริธก็รู้ว่าเขาคืออดีต SOLDIER และเป็นพวกรับจ้างสารพัด (なんでも屋/Mercenary) แถมเธอยังรู้ว่ามาร์ลียอยู่ที่ไหนก่อนที่ทิฟาจะบอก ด้วยเหตุผลกลใด แอริธถึงได้รู้เรื่องที่เธอไม่น่าจะรู้ ตอนที่แอริธสัมผัสมาร์ลีนและเรด XIII ทั้งสองต่างก็แสดงท่าทีประหลาดใจออกมา ต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในยามที่เธอสัมผัสตัวผู้อื่น
https://twitter.com/aitaikimochi/status/1255333286152372224

12. ชัยชนะของแซ็คหมายความว่าอย่างไร?

ชินระที่กำลังไล่ล่าแซ็คและล้อมเขาที่บริเวณชานเมืองมิดการ์ ได้รุมยิง (กระหน่ำ) ใส่เขา นั่นคือวาระสุดท้ายของแซ็คที่เขียนไว้ใน FFVII Original (ภาค Inter) รวมถึงในภาคย้อนอดีตอย่าง Crisis Core

ทว่าในภาค Remake แซ็คสามารถกำจัดทหารชินระและมีชีวิตอยู่ต่อไป ซึ่งจะนำไปสู่เรื่องราวที่ไม่คาดฝัน

ฉากจบนั้นยังแสดงถึงแซ็คที่ประคองคลาวด์ที่ไม่ได้สติ และเดินสวนผ่านคลาวด์กับแอริธที่พึ่งหลบหนีออกมาจากมิดการ์ในภาคนี้ ซึ่งจะมีคลาวด์ที่แตกต่างกัน 2 คนอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันได้อย่างไร มันไม่เมคเซนส์เลย?

การที่คลาวด์สองคนจะไม่รู้ถึงการมีอยู่ของกันและกัน ก็สันนิษฐานได้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในมิติและเวลาเดียวกัน ทว่านอกจากนั้น ก็ยังคงเป็นปริศนา

ในฉากที่แซ็คเอาชนะเหล่าชินระได้สำเร็จ ภาพของหมาสแตมป์ได้ปลิวผ่านเข้ามา ทว่าสแตมป์เวอร์ชั่นนี้กลับขัดกับภาพดีไซน์ที่เห็นอยู่ในเกม มันหมายความว่ายังไงกันนะ....?

Buster Sword ที่คลาวด์ใช้เคยเป็นของแซ็คมาก่อน ทว่าในฉากนี้พวกเขากลับมีดาบเล่มเดียวกัน หากแซ็คยังคงมีชีวิตอยู่ คลาวด์ก็ไม่ควรจะมีดาบเล่มนี้สิ ทว่า...?

https://twitter.com/aitaikimochi/status/1255342772153966593

ท้องฟ้าเหรอ ไม่ชอบเลย - I miss it. The Steel sky.


<Spoiler Alert> โพสต์นี้ไม่ได้อ้างอิง Ultimania, แต่เป็นการบันทึกความคิดถึงคำพูดหนึ่งในฉากจบของ FFVII Remake

(ภาพสีซีเปีย) ย้อนไปประมาณ 10 ปีก่อน ช่วงปี 2010 ที่ Kingdom Hearts Birth by Sleep ออกมา ยุคนั้นเป็นช่วงที่หูผมพึ่งจะอัป FW ขึ้นมาฟังภาษาญี่ปุ่นได้บ้าง...

ซึ่งหลังจากที่เล่นภาคญี่ปุ่นจบไปตั้งแต่ช่วงแรกแล้ว เมื่อไปเล่นภาษาอังกฤษ ผมถึงได้ตระหนักว่าสคริปต์อังกฤษที่ผ่านการ Localize ไปแล้ว มันมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปเยอะ

เยอะจนผมอึ้ง ๆ ว่าอย่าง

つながる心がオレの力だ! มันกลายเป็น My friends are my power!

つながっている! ที่คุณเมงุมิโดนคุณโนมุระจับพากย์ 50 เทค กลายเป็น There is always a way...

หรืออย่างมุกในดาวเฮอร์คิวลิส ที่แซ็คจะพูดว่าเขาอยากจะเป็น 英雄 ส่วนเฮอร์คิวลิวอยากจะเป็น Hero, พอมาในอังกฤษ ก็ Localize ก็ต้องแปลของแซ็คว่าอยากเป็น Hero แล้วแปลงของเฮอร์คิวลิสว่าอยากจะเป็น True Hero แทน

ตอนนี้เหลือตกค้างอยู่ในสมองเท่านี้แหละ แต่สมัยก่อนผมเคยเอาประโยค JP/Eng มาเทียบให้น้อง ๆ ดูกันเป็น Line แล้วชี้ว่าความหมายหลายจุดมันเพี้ยนเปลี่ยนไปขนาดไหน ดังนั้นถ้าอยากจะคุยกับแฟนทั้งหมดให้รู้เรื่อง ก็ต้องจำสคริปต์ที่แตกต่างกันทั้ง 2 ภาษาให้ได้

ระหว่างที่ผมบ่นเป็นต่อยหอย... ก็มีน้องคนนึงทักขึ้นมาว่า "ในการสื่อสารกันแต่ละครั้ง มันมีสิ่งที่เรียกว่า 'ใจความ' อยู่ ซึ่งในบางกรณีที่เมื่อเราแปลเป็นภาษาอื่นไปตรง ๆ ตามตัวอักษรแล้ว มันอาจทำให้ใจความนั้นเสียหายไปได้ การ Localize ก็จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงความหมายตามตัวอักษรบ้าง เพื่อรักษาใจความอันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าให้คงอยู่และถูกถ่ายทอดออกไป"

จริง ๆ ตอนนั้นผมก็ฟังผ่าน ๆ ไม่ค่อยจะเก็ตหรอก แต่เวลาผ่านไป... ผมว่าผมก็ค่อย ๆ เข้าใจขึ้นเรื่อย ๆ มั้ง

-----------------------------------------------------

ตัดภาพกลับมาปี 2020 และฉากจบของ FFVII Remake ตามลิงก์ : https://youtu.be/9W2fhjSkIew?t=4357

คืนที่ผมเล่นจบ ผมเห็นแอริธที่สัมผัสถึงแซ็ค > แอริธชะงัก > ยกมือขึ้นรับน้ำฝน > "I miss it. The steel sky"

ในบริบทนั้นซึ่งแอริธพึ่งสัมผัสถึงแซ็ค ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรออกมา ผมเชื่อว่าเธอจะต้องสื่อถึงแซ็คโดยอ้อมแน่ ๆ โดยที่ไม่พูดชื่อหรือสื่อออกมาโดยตรง ก็เพราะพวกของคลาวด์ไม่รู้จักชื่อแซ็ค และการสื่อสารโดยอ้อมให้ต้องแปลความนั้น มันกินใจกว่า

แล้วกาวในสมองผมก็แปลความให้เสร็จสรรพว่า แอริธที่ใน Chapter 8 เคยบอกว่าไม่ได้รังเกียจสลัมใต้ท้องฟ้าเหล็กเหมือนคนอื่น ๆ... เมื่อเธอพูดว่าคิดถึงท้องฟ้าเหล็ก ความหมายในฉากหน้าที่หากพวกคลาวด์ได้ยิน ก็คือเธอคิดถึงมิดการ์

แต่ความหมายในฉากหลังที่ซ่อนไว้ส่งไปให้คนเล่น ก็คือการที่เธอคิดถึง ช่วงเวลา 22 ปีที่เติบโตมาในมิดการ์ ได้อยู่กับเอลมัยร่า ได้มีรักครั้งแรก ได้รู้จักแซ็ค ได้มีความหวัง ความสุข แถมสัมผัสถึงแซ็คใน Timeline อื่นที่มีชีวิตรอด เมื่อประกอบกับน้ำฝนที่หยดลงมาดั่งช่วงเวลาที่เขาเคยจากเธอไป ในภาพรวมแล้ว ใจความของซีนนั้นคือ "เธอคิดถึงแซ็ค"

เมื่อประกอบกับคำพูดอื่น ๆ ใน Chapter 8 ที่แตกต่างจากออริจินอลอย่างมีนัยยะสำคัญ และคำเตือนอย่าได้รักเธอใน Chapter 14 นั้น ผมก็เข่าอ่อนแล้วทรุดลง......

(ก่อนที่สักพักนึงสมองจะเริ่มประมวลผลภาพรวมของเกมแล้วกลับมาหัวเราะร่วนกับ End Credit ได้)




แต่แล้ว เมื่อมีเพื่อน ๆ ทักว่าเวอร์ชั่นญี่ปุ่นแอริธพูดต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยแอริธพูดว่า "空、嫌いだな" (ท้องฟ้าเหรอ ไม่ชอบเลย) - ซึ่งใน Crisis Core แอริธก็เคยบอกว่าเธอกลัวท้องฟ้าเอาไว้แล้ว

บางคนตีความว่าการที่เธอพูดในฉากจบว่าเกลียดท้องฟ้า มันไม่น่าจะเกี่ยวกับแซ็ค, บางคนมองว่ามันเป็นการ Localize ที่แย่และเพี้ยนจากต้นฉบับไปไกล...

ส่วนผมในตอนนั้น หยิบสกูบาและตีนกบ ถลำลงน้ำ และกาวออกไปว่า แอริธพูดว่าไม่ชอบท้องฟ้าเนื่องจากในขณะนั้นฝนมันตก... เธอจะสื่อว่าเธอชอบท้องฟ้าที่แจ่มใสหรือ Fair ที่เป็นนามสกุลของแซ็คมากกว่างัยยย

มาคิด ๆ ดู ก็ช่วยดูแท่งนี้ แล้วลืม ๆ สิ่งที่ผมพูดในวันนั้นไปเถอะครับ 555555555555





ทีนี้ เมื่อวานซืนเรามาย้อนรำลึกกันได้ว่า แอริธเคยพูดมาก่อนในนิทรรศการครบรอบ 30 ปีของ Final Fantasy ที่รปปงหงิฮิลล์ โมริอาร์ตเซ็นเตอร์ ว่า "空、嫌いだな。  大切な人、連れてっちゃうから。" (“ท้องฟ้าเหรอ ไม่ชอบเลย เพราะมันจะพาตัวคนสำคัญของชั้นไปนี่นา”) (อ้างอิง - http://re-ffplanet.blogspot.com/2018/01/30-final-fantasy.html)

มันก็ทำให้ผมกลับมาคิดได้ว่า เอออ งั้นประโยคในตอนจบ FFVII Remake ของเธอ มันก็ควรจะตีความแบบนั้นแหละว่า เธอไม่ชอบท้องฟ้า เพราะท้องฟ้ามันได้เคยพรากคนสำคัญของเธอไปแล้ว... ซึ่งก็จะไปคล้องกับตอนจบ Crisis Core ที่แซ็คลอยขึ้นไปบนฟ้า

เพื่อนหลายคนเมื่อได้รับข้อมูลว่าแอริธเคยพูด "ท้องฟ้าเหรอ ไม่ชอบเลย เพราะมันจะพาตัวคนสำคัญของชั้นไปนี่นา" ก็เริ่มคลอนแคลน จากที่ไม่คิดว่า 空、嫌いだな สื่อถึงแซ็ค ก็เริ่มสงสัยว่าหรือมันอาจจะใช่....?

หากการตีความแบบนั้นถูกต้อง ก็จะหมายความว่าเธอพูด 空、嫌いだな อันเป็นคำพูดเรียบ ๆ ทั่วไป ที่มีความหมายแฝงซ่อนถึงแซ็๋คอยู่ดี....


แล้วผมก็คิดว่า งั้น "ใจความ" ของฉากนี้คือ 'การพูดอ้อม ๆ ด้วยประโยคธรรมดาที่พวกคลาวด์ฟังแล้วไม่นึกสงสัยอะไร แต่คนเล่นฟังแล้วจะได้รู้ว่าเธอกำลังคิดถึงแซ็ค'

หากว่าผมตีความใจความของฉากได้อย่างถูกต้อง... ผมก็อยากปรบมือให้กับทีมงานที่ Localize ประโยคนี้จริง ๆ

จาก "空、嫌いだな" กลายเป็น "I miss it. The steel sky"

เป็นการ Localize ที่เปลี่ยนความหมายตามตัวอักษรในฉากหน้าของประโยคไปโดยสิ้นเชิง แถมยังกล้าเปลี่ยนกริยาของประโยคจาก "ไม่ชอบ" กลายเป็นคำว่า "คิดถึง" (ซึ่งอาจหวังผลว่า การใช้คำว่า 'คิดถึง' โดยตรงจะทำให้ English Speaker เข้าถึงความหมายแฝงของประโยคได้ง่ายกว่าการใช้คำว่าไม่ชอบ ที่อ้อมค้อมกว่า)

แต่ท้ายที่สุดก็ทำให้คนเล่นอย่างน้อยก็ผมล่ะ ที่ฟัง I miss it. The steel sky แล้วรับใจความและความหมายแฝงของฉากนั้น (หากตีความถูก) ได้ทันทีว่า เธอคิดถึงแซ็ค

....ถึงตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าผมตีความถูกรึเปล่านะ 555 นี่ก็ลุ้นให้มีบทสัมภาษณ์ใน Ultimania มันเฉลยไป จะได้ปิดเคส ให้สิ้นเรื่องสิ้นราว....

/ปิดไดอารี แล้วไปปกป้องฮานามุระต่อล่ะครับบบ

เปิดเผยข้อมูลชุดแรกจาก FFVII Remake Ultimania

ข้อมูลเบ็ดเตล็ดจากหนังสือ Final Fantasy VII Remake Ultimania ที่พึ่งออกเช้าวันนี้

-------------------------
หมายเหตุก่อนอ่าน
-------------------------

- ผมยังไม่ได้หนังสือหรือสแกนมาไว้ในมือ ดังนั้นตอนนี้เลยยังไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาด้วยตัวเองได้

- ปกติข้อมูลที่แฟนทั่วโลกคุยกันในช่วงวันแรก ๆ ที่หนังสือออก มันจะเป็น Rough Translation ที่อาจแปลพลาดบ้าง แปลคลาดเคลื่อนบ้าง หรือบางทีก็เจอคนใส่ไข่ไปบ้าง เลยต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านกันก่อน และสุดท้ายเมื่อผมได้หนังสือมาแล้วก็จะตรวจสอบความถูกต้องและเรียบเรียงข้อมูลใหม่ด้วยตัวเองอีกทีหนึ่ง


-------------------------
เนื้อหาเท่าที่เจอคนพูดถึง
-------------------------

1. โนมุระบอกว่าคุณฮามากุจิเป็นคนเสนอว่าอยากให้การต่อสู้กับ Last Boss อยู่ในมิดการ์ แล้วก็ทำให้เกิดคำถามมากมาย ที่เขายังไม่สามารถเฉลยได้ในตอนนี้เนื่องจากมันยังไม่จบ ส่วนฉากสุดท้ายที่ตัวละครนั้นรอดตายมาได้ในตอนจบ ก็ขอให้เป็นปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของซีนาริโอกันต่อไปก่อน

คิตาเสะบอกมีอิมเมจในใจแล้วว่าเกมจะยาวขนาดไหน แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ สถานการณ์ตอนนี้ยังฟันธงไม่ได้ แต่รู้ว่าแฟน ๆ เดาไปในทางเดียวกันว่ามี 3 Part

โนมุระตอบคำถามว่า Part ต่อไปจะมาเมื่อไหร่? ถ้าซอยหยาบ (แต่ละ Part ยาว) ก็ใช้เวลาทำนาน ถ้าซอยย่อย (แต่ละ Part สั้น) ก็จะใช้เวลาทำไม่นาน ส่วนตัวเขาแล้วอยากทำออกมาให้ไวที่สุด
https://twitter.com/aibo_ac7/status/1254935720768139264

2. หน้า Profile ตัวละคร เซฟิรอธ เขียนว่า 不明 เป็นปริศนาเกือบทั้งหมด
https://twitter.com/aibo_ac7/status/1254959647145877504

3. โนมุระบอกว่าเขายังไม่สามารถเฉลยให้ทุกคนรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของชื่อ Remake ได้ในตอนนี้ เอาไว้อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ค่อยมาถามเขาใหม่ (หัวเราะ)
https://twitter.com/DKHF_/status/1254988238575464448

4. อายุตัวละครจาก Profile
รูฟัส 30 ปี

เส็ง 30 ปี (แปลว่าแก่กว่าแอริธ 8 ปี.... งั้นตอนที่แอริธ 7 ขวบแล้วเส็งมาล่อลวงให้กลับชินระ ก็อายุแค่ 15 เองสิ)

เรโน่ 28 ปี

รู๊ด 30 ปี
https://twitter.com/aitaikimochi/status/1254963967090241536

5. คิตาเสะบอกว่าถ้า Part ต่อไปทำออกมาคุณภาพระดับนี้ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำออกมาภายใน 1 ปีนับจากนี้
https://twitter.com/DKHF_/status/1254984246201966592

6. คิตาเสะตอบคำถามว่าเนื้อเรื่องภาค Remake จะแตกต่างไปจากออริจินอลขนาดไหนว่า - "ทีมงานไม่ได้เปลี่ยนเนื้อเรื่องไปอย่างสุดโต่ง ไม่ได้ทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่แตกต่างจากออริจินอลโดยสิ้นเชิง แต่ว่ามันก็คือ Remake อยากให้เข้าใจว่าเรื่องราวของ FFVII ก็จะดำเนินต่อไปอย่างที่ FFVII เคยเป็นมา"
https://twitter.com/aitaikimochi/status/1255007941452689408

7. ฟิลเลอร์ (フィーラー/Whisper) 3 ตัวที่ ฟิลเลอร์พราเอโก (フィーラー=プラエコ/Whisper Harbinger) เรียกออกมา มีชื่อว่า Rosso/Rubrum (แดง), Verde/Virdi (เขียว), Giallo/Croceo (เหลือง) เป็นการนำสไตล์ต่อสู้ของพวกเขามาจาก FFVII Advent Children ที่เป็นเรื่องราว 2 ปีหลัง FFVII Original โดยเอาสไตล์มาจาก คาดาจ ยาซึ รอซ

ทั้งนี้ท่าโจมตี Velvet Nightmare ของตัว Giallo ก็เอามาจากชื่อปืนของยาซึนั่นเอง
https://twitter.com/harucode_9425/status/1255022981987708928 (private)

8. ตารางตัวตนของเซฟิรอธที่เราเห็นในรีเมค ซึ่งมีอยู่ 4 แบบ



8.1 ภาพมายาที่มีแค่คลาวด์เท่านั้นที่เห็น [สีเขียวในตาราง] ปรากฏตัว Chapter 2 (เห็นนีเบิลไฮม์ไหม้+ตอนเจอแอริธ), 4, 8, 13, 16, 18 (เซฟิรอธที่คลาวด์เห็นบนไฮเวย์ตอนแรก)

 เซฟิรอธที่เป็นภาพมายา (สีเขียวในตาราง) ก็ยังมี 2 รูปแบบ คือ
- เซฟิรอธที่ภายในตัวคลาวด์เรียกหา
- เซฟิรอธที่ไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงมาเรียกหา

8.2 ชายสวมผ้าคลุมดำที่มีรอยสักเลขต่าง ๆ (ร่างย้อนรวม / Sephiroth-clones / セフィロス・コピー) ที่ทำให้เราเห็นเป็นเซฟิรอธ [สีดำในตาราง] ปรากฏตัว Chapter 3, 8, 16, 17

ถึงจะเป็นการที่ชายชุดคลุมดำกลายร่างเป็นเซฟิรอธด้วยเซลล์เจโนว่า แต่ก็มีบางกรณีที่มีแค่คลาวด์เท่านั้นที่เห็นเป็นเซฟิรอธ

ส่วนคนที่กลายร่างเป็นเจโนว่า Beat (Dreamweaver) คือชายชุดคลุมดำหมายเลข 49 หรือ มาร์คาร์ท (マルカート/Marco) ที่อยู่ห้อง203 ในอพาร์ตเมนต์ที่ทีฟากับคลาวด์ไปอาศัยอยู่นั่นเอง ส่วนตัวที่เจอในสลัม 5 คือหมายเลข2 เป็นคนที่อุ้มร่างเจโนว่าแล้วดิ่งพสุธา

8.3 ภาพย้อนอดีต [สีน้ำเงินในตาราง] ปรากฏตัวใน Chapter 13, 16

8.4 เซฟิรอธที่ไม่ใช่ชายชุดคลุมดำ และคนอื่นนอกจากคลาวด์ก็มองเห็นด้วย คนที่เล่นออริจินอลมาก็ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร [สีแดงในตาราง] ปรากฏตัวใน Chapter 18 เท่านั้น คนที่พวกคลาวด์เจอที่ทางเข้าทางแยกแห่งชะตากรรม / คนที่พวกคลาวด์รุมต่อสู้ด้วย / เซฟิรอธคนที่คลาวด์เจอที่สุดขอบโลก (世界の先端/Edge of Creation) อัลติมาเนียตั้งข้อสังเกตว่าเซฟิรอธคนนี้ใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า 俺 เหมือนก่อนที่เขาจะพบกับเจโนว่าเมื่อ 5 ปีก่อน (หลังพบเจโนว่าแล้วสติแตก เปลี่ยนไปใช้ 私)

https://twitter.com/harucode_9425/status/1255017589417209856 (private)

9. รีฟอายุ 35 ปี
https://twitter.com/aitaikimochi/status/1255051219988385792

10. อังเดรีย (アニヤン/Andrea) กับเจ๊จู (ジーナン/Jules) เป็นพี่น้องกัน โดยอังเดรียเป็นพี่ เจ๊จูเป็นน้อง
https://twitter.com/aitaikimochi/status/1255034591636680706

-----------------------------

ขอบคุณเดซี่ (ชินยะซัง) ที่ช่วยแกะข้อ 7, 8 มาให้ครับ

Tuesday, April 28, 2020

แพลตละจ้า Final Fantasy VII Remake


เรียบร้อยละ เบ็ดเสร็จ 84 ชั่วโมง

45 ชั่วโมงแรกเล่นแบบ Blind ทำไป 24 เควสต์เท่าที่จะทำได้เต็มที่ในรอบแรก แล้วก็เล่นมินิเกมจนได้ High Score ถ้วยเด้งหมด ยกเว้นก็แต่มินิเกมขี่แมงกะไซ ที่มารู้ทีหลังเล่นจบไปแล้วว่ามันมีถ้วยด้วย (ทั้งนี้เป็นเวลากด Pause เกม นั่งคิด พิมพ์บันทึก เปิด Ref อ้างอิงอีกประมาณ 5 ชั่วโมง ทำให้เล่นไปจริงราว ๆ 40 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น)

หลังจบรอบแรกสงสัยอะไร ก็มาเปิด https://www.powerpyx.com/final-fantasy-vii-remake-trophy-guide-roadmap แล้วก็ค่อย ๆ เก็บตามไปทีละอย่าง เริ่มจากถ้วยแมงกะไซ, ชุดเดรส 9 ชุด, EnemySkill, ถ้วยตี Proud Clad Proto Type .... ที่ตอนออริจินอลเคย Localize เป็น Proud Clod ....มาในเวอร์ชั่นนี้มันกลายเป็น Pride and Joy.... ยิ่งหลุดออกไปไกลใหญ่

แล้วก็มาเก็บสุดท้ายคือถ้วยจบ Hard Mode... ซึ่งไหน ๆ แล้วก็เก็บ Manuscript ทั้งหมดพร้อมกันไปด้วย...

พรุ่งนี้เช้าหนังสือ FFVII Remake Ultimania จะวางจำหน่ายแล้ว เราก็จะได้อ่านข้อมูลเพิ่มเติมชุดใหม่ ทีนี้ก็จะได้เคลียร์กันไปว่าประเด็นอะไรที่อธิบายจบในหนังสือ และประเด็นอะไรที่ค้างคาไว้ให้รอคอยคำตอบกันต่อ...

อีกไม่นานนนน จะได้กลับจักรวาลฮานามุระ KH วินนิ่งฯ ไอดอลแล้ว เย้~~~~

-------------------------------------------------------

ผมน่ะไปชกกับบอส 7 ดาวมาก่อน แล้วก็ได้ Götterdämmerung (เครื่องประดับลิมิตขึ้นไว) มาก่อน หลังจากนั้นค่อยมาเก็บถ้วย Hard Mode เป็นถ้วยสุดท้าย

อ่อ ตอนก่อนจะไปชกกับบอส 7 ดาว ผมก็คิดว่าอยากมี HP 9999 MP เกินร้อย ก็เลยไปซื้อ HP plus มาครึ่งโหล MP plus อีกครึ่งโหล (ซื้อได้ chapter หลัง ๆ) ติดให้เพื่อนแต่ละคนอย่างละ 2 ลูก แล้วก็ไปปั๊มมาเทเรียแป๊ปนึงที่โคลอสเซียม (chapter 14) เอาให้มันขึ้นเป็น 4 ดาวก็พอ (ขี้เกียจรอมัน 5 ดาว ปั๊ม 4 ดาวมันใช้เวลาสั้นกว่ามาก)

พอมี Götterdämmerung กับ HP Plus MP Plus อย่างละครึ่งโหล ผมว่ามันก็เล่น Hard Mode ได้แบบไม่ยากแล้วอ่ะครับ เจอศัตรูตามทางก็สาดลิมิตใส่ทันที ทีเหลือก็เอาทิฟาชาร์จแล้วชกเอา

พอเจอเซฟี่ฮาร์ด ด้วย setting แบบนั้น, มาถึงสาดลิมิต 2 คลาวด์ใส่, ร่าย regen-all, ทิฟาก็ชาร์จแล้วชก, แอริธคอยสนับสนุน คลาวด์ก็ใช้ท่า counterstance รอ...พอเซฟี๋โดนเคาเตอร์ทีก็ทรุดที เพื่อนก็รุมตีนสบาย แป๊ป ๆ คลาวด์ก์ใช้ลิมิตซ้ำ

ตอนเซฟี่มันนับ 9 ผมเก็บลิมิตคลาวด์กับทิฟาไว้ง้างรอพอดี แต่พอให้คลาวด์ปล่อยไปชุดเดียวมันก็ตายแล้ว ยังไม่ทันให้ทิฟาซ้ำเบย ^^"

Saturday, April 25, 2020

นิยายหญิงสาวผู้ท่องไปในดวงดาว Final Fantasy VII


มีคนถามเกี่ยวกับเนื้อหาในนิยาย Hoshi o Meguru Otome (The Maiden Who Travels the Planet) หรือหญิงสาวผู้ท่องไปในดวงดาว ที่อยู่ในหนังสือ Final Fantasy VII Ultimania Omega มา ความยาวของนิยายแค่ 15 หน้าเท่านั้น

ปกหนังสือเป็นรูปคลาวด์กับเซฟิรอธตามภาพที่ 2 แล้วก็วางจำหน่ายตั้งแต่ปี 2005 หรือ 15 ปีก่อนครับ


สมัยนั้นกลุ่มเพื่อนผมใน All-Final ก็ได้อ่านกัน ใครอ่าน Jp ออกก็อ่านจากต้นฉบับ ใครถนัด Eng มากกว่า ก็มี Fan Translation ออกมาให้หลังหนังสือออกไม่นาน

ผมจำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นผมอ่านเวอร์ชั่นที่ฝรั่งคนไหนแปลไว้ แต่เอาเป็นว่าเมื่อกี้ไปขุดลิงก์ เจอเวอร์ชั่นที่ Xcomp เป็นคนแปล (ชื่อคุ้นอยู่) มีลิงก์ตามนี้

(Part 1) https://new-shinra87.livejournal.com/73135.html
(Part 2) https://new-shinra87.livejournal.com/73464.html

------------------------------------------------
หมายเหตุ
------------------------------------------------

ภายหลังนิยายฉบับนี้มีประเด็นข้อถกเถียงกันเรื่อง Canonicity ว่านิยายดังกล่าวถือเป็นเนื้อหา Canon ของซีรีส์ได้หรือไม่? เนื่องจากนิยายฉบับนี้แต่งโดยคุณ Benny Matsuyama หนึ่งในทีมงานของ Studio BentStuff ซึ่งเป็นผู้เรียบเรียงเนื้อหาในหนังสือ Ultimania อยู่แล้ว และแกก็ยังได้รับเกียรติให้แต่งนิยาย FFX, FFX-2, FFXII และ FFXIII ลง Ultimania Omega ด้วย ซึ่งแม้ทาง Studio BentStuff จะได้รับข้อมูล Official จาก Square Enix มาใช้ในการจัดทำข้อมูลในหนังสือและนิยาย แต่ข้อความในนิยายดังกล่าวมันก็เป็นการแต่งและเรียบเรียงของคุณ Benny ซึ่งไม่ใช่ทีมงาน Square Enix โดยตรง สถานะของนิยายดังกล่าวมันเลยเป็น "Official Fan-fiction" ซึ่งแม้ว่าใจความของนิยายมันจะมาจาก Official ...แต่คนที่เขียนมันขึ้นมาก็ไม่ใช่ Official โดยตรง

ดังนั้น เราอาจหยิบความเข้าใจหรือคอนเซปต์ต่าง ๆ ที่ได้จากนิยายไปใช้ตีความต่อไปได้ แต่ตัวนิยายฉบับนี้ อาจใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงไม่ได้ซะทีเดียว

-----------------------------------
เนื้อหาน่าสนใจในนิยาย เท่าที่ผมจำได้
-----------------------------------

1. เป็นเรื่องแอริธหลังจากเสียชีวิต และ Spirit Energy ของเธอได้ไหลลงสู่ไลฟ์สตรีมไปแล้ว ได้ไปเจอ บิ๊ก เวจด์ เจสซี ดายน์ เพรสซิเดนท์ โฮโจ และแซ็ค

2. แอริธนำเสนอไอเดียว่า เวลาคนเราตายก็เหมือนเลือดที่หยดลงบนแม่น้ำ ตอนแรกหยดเลือดก็จะเกาะตัวกัน แต่ในไม่ช้าก็จะแตกกระจาย หลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำ นั่นคืออัตตาหายไปอย่างถาวร

3. ทว่าชาวเซทร่าอย่างเธอ เปรียบไปแล้วก็เหมือนหยดเลือดที่มีความเข้มข้นสูงกว่าคนธรรมดามาก ตอนไหลลงสู่ไลฟ์สตรีม วิญญาณเลยแตกกระจายช้ากว่า มีเวลาที่จะคงรักษาอัตตาของตัวเองไว้นานกว่าคนปกติ (แต่ท้ายที่สุดก็จะสลายไปอยู่ดี)

4. Spirit Energy ของคนเรา มีส่วนที่เรียกว่า Spirit Core ตราบใดที่ Spirit Core ยังไม่สลายไป เธอสามารถรวบรวม Spirit Energy ที่แตกกระจายของคนนั้นกลับมายัง Spirit Core ได้ เธอก็ทำแบบนั้นกับพวกที่ตายไปแล้ว ก็เลยสามารถคุยกับแซ็คและคนอื่น ๆ อีกครั้งได้

5. ผมกับกลุ่มเพื่อนประหลาดใจมาก ที่นิยายนี้บรรยายความรู้สึกรักใคร่ห่วงหาที่แอริธมีต่อคลาวด์ ออกมาอย่างชัดเจนมาก ในระดับที่สคริปต์ออริจินอลที่เขียนโดยคุณโนจิมะ ไม่มีทางใช้การพรรณาแบบนี้โดยเด็ดขาด

6. ตอนที่คลาวด์เป๋อกับทิฟาตกลงไปในไลฟ์สตรีมด้วยกัน แอริธเป็นคนนำพาจิตของทิฟาเข้าไปในหัวใจของคลาวด์ ที่จริงแอริธอยากจะเป็นคนทำให้ตัวตนที่แท้จริงของคลาวด์กลับมาเอง แต่เธอไม่อยู่ในสภาพที่จะทำได้ เลยต้องฝากความรู้สึกทั้งหมดในใจให้ทิฟา คนที่จะได้มีชีวิตอยู่ต่อไปร่วมกับคลาวด์แทน และตอนที่ทิฟาทำสำเร็จ แอริธก็ดีใจ แต่ก็นึกอิจฉาเธอ

7. แซ็คบอกแอริธว่าในบรรดาสาว ๆ ที่เขาคุยด้วยทั้งหมด แอริธคือคนที่ดีที่สุดแล้ว แต่แอริธแซวกลับว่าคนที่คุยกับคนไปทั่ว ไม่สามารถรักใครได้จริงหรอก นั่นเป็นข้อเสียของแซ็ค และที่สำคัญแซ็คไม่ซื่อบื้อและเงอะงะแบบคลาวด์... แซ็คก็ย้อนถามว่าแล้วเธอชอบคน (ซื้อบื้อและเงอะงะ) แบบนั้นเหรอ? แอริธก็บอกว่า "ไม่รู้สิ ผ่านมา 5 ปีแล้วอะไร ๆ ก็เปลี่ยนกันได้" แซ็คก็เหวอไปแป๊ป แต่ในพริบตาก็กลับมายิ้มอย่างแจ่มใสได้ตามเดิม แอริธก็คิดว่านั่นแหละคือรอยยิ้มแบบที่ทำให้เธอในวัย 17 ปีหลงรักแซ็ค


8. ตอนเมเทโอตกใส่โลก แล้วโฮลี่ยันไว้ไม่อยู่ แอริธกรีดร้อง ปลุกจิตวิญญาณของคนที่ยังหลงเหลือจิตกันอยู่ในไลฟ์สตรีม ช่วยกันลุกฮือ พาไลฟ์สตรีมพวยพุ่งขึ้นมาบนผิวโลก เพื่อต้านทานเมเทโอ


9. แซ็คถามว่าแอริธเห็นท่าไม้ตาย (Omnislash) ที่คลาวด์ใช้พิฆาตเซฟิรอธมั้ย? ไอ้นั่นมันเพลงดาบของฉันที่คลาวด์ก๊อปปี้ไปเอง สุโก้ยเปล่า? หลงสเน่ห์เลยใช่มั้ยล่ะะะ!? (ภาพประกอบที่ 3)

----------------------------------------------

ภายหลังในปี 2009 มีหนังสือนิยายอีกเล่มหนึ่งชื่อ Final Fantasy VII: On the Way to a Smile ฉบับสมบูรณ์ออกมาพร้อมกับ [Blu-ray] Final Fantasy VII: Advent Children Complete ซึ่งนิยายฉบับหลังนี้ แต่งโดยคาสึชิเงะ โนจิมะ คนเขียนสคริปต์ของเกม ซึ่งเป็น Official จริง ๆ แล้วโดยในนิยายนั้นจะแบ่งเป็นตอนของตัวละครหลาย ๆ คน และก็มีตอน "Lifestream: Black" และ "Lifestream: White" ซึ่งเป็นเรื่องของเซฟิรอธและแอริธที่ยังคงเร่ร่อนต่อในไลฟ์สตรีมหลังจบเรื่องราวในภาคออริจินอลไปแล้ว โดยเซฟิรอธก็เริ่มแผนการรอยปานดวงดาว และวางแผนจะกลับคืนชีพมาใหม่โดยใช้พลังจากเจโนว่าและความช่วยเหลือจากร่างอวตารทั้งสาม ส่วนแอริธเองก็หาทางยับยั้งไป และคิดว่าอยากจะปรากฏตัวให้คลาวด์เห็นในแบบที่คลาวด์จะจำเธอได้ทันที ไม่เอาแบบร่างอวตาร 3 ช่าของเซฟิรอธ

นิยายฉบับหลังนั้น ไปอ่านเวอร์ชั่นย่อได้ที่ - https://thelifestream.net/novels-novellas/on-the-way-to-a-smile-lifestream-black-and-lifestream-white/



ซึ่งในย่อหน้าสุดท้ายของ Lifestream: White ตอนที่ 1 (ภาพประกอบภาพสุดท้าย) ก็มีการพูดจากมุมมองของแอริธหลังจบเรื่องไปแล้วว่าคลาวด์เป็นมากกว่าเพื่อน เป็นคนที่เธอรัก เป็น symbol of everything she held dear. หรือในต้นฉบับก็ใช้คำว่า "恋人のように" **ซึ่งก็ทำเอาผมกับเพื่อน มึนกันว่าสองคนนี้เรียกว่าเป็น 恋人 กันได้ตั้งแต่เมื่อไหร่....

แต่เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะทั้งนิยายเล่ม 1 ที่แต่งโดยคุณ Benny และเล่ม 2 ที่แต่งโดยคุณโนจิมะ (Official) ก็มีใจความเหมือนกันว่าแอริธในประวัติศาสตร์ออริจินอลนั้น รักคลาวด์....

Friday, April 24, 2020

Rebuild of Evangelion เปิดให้ดูฟรีแล้ว!


เห็นวันก่อนคุณ Pakorn Pete ส่ง Inbox มาให้ดูว่าตอนนี้ทาง khara inc.official อัปโหลด สุดยอดแอนิเมชันอิหยังวะ Rebuild of Evangelion ทั้ง 3 ภาค เวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่น ให้ได้ดูกันฟรี ๆ ทาง Youtube แล้วนะครับ ทดแทนหนังภาค 4 ที่เลื่อนฉายจาก 27 มิ.ย. 2020 ออกไปไม่มีกำหนดเพราะการแพร่ระบาดของไวรัส


หากจำกันได้ ผมเองบอกไว้ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมว่าจากคำบอกใบ้ของคุณโนมุระที่ว่า FFVII Remake จะไม่ได้เป็นการเขียนทับเนื้อหาออริจินอล แต่มันเป็น 新しい FFVII นับแต่วันนั้นมาผมก็ได้กลิ่นกาวตุ ๆ ออกมา... และเชื่อว่าคุณโนมุระน่าจะได้อิทธิพลจาก Rebuild of Evangelion และเอาองค์ประกอบจาก Kingdom Hearts ของตัวเอง มาใช้ผสมลงไป ไม่มากก็น้อย

ถึงตอนนี้ทุกคนคงได้คำตอบแล้วว่า FFVII Remake ของแก มีอะไรที่เหมือนกับ Rebuild of Evangelion บ้าง...

เพื่อที่จะตามจินตนากาวของแกทันต่อไป ใครที่ยังไม่เคยดู Neon Genesis Evangelion (ภาคต้นฉบับ) และ Rebuild of Evangelion (ภาคที่เหมือนจะรีเมค แต่ไม่ใช่รีเมค) ผมก็อยากแนะนำให้ลองดูครับ 😂 เผื่อจะช่วยให้ไหวตัวทันมุกของแก หรือคิดตามตรรกะประหลาดของแกได้มากยิ่งขึ้น 

อันที่จริง Neon Genesis Evangelion (1995) แต่เดิมที่ผมได้ดูในวัยประถม ก็ทำให้ประทับใจมากแล้ว แต่พออันโนะ ฮิเดอากิ ทำ Rebuild of Evangelion ออกมา โดยมันเริ่มต้นภาค 1.00 เหมือนจะเป็นการรีเมคจริง ๆ จัง ๆ ...แต่จนถึงจุดหนึ่งเฮียแกก็ไถลแหกโค้งออกไป แล้วก็ไม่เลี้ยวกลับมาาา มันทำให้ผมประทับใจแกมากจริง ๆ ที่กล้าทำอะไรใหม่ ๆ แบบนี้

แน่นอนว่าส่วนที่ประทับใจ (ถูกจริต) ที่สุดคือตอนท้ายของ Part 2 ...เอ่อ 2.22 นั่นแหละครับ ที่ชินจิพยายามจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของอายานามิ ให้สำเร็จ.....

ใครที่เคยดูมาแล้ว ไว้มีโอกาสลองย้อนกลับไปดู หรือแคปภาพไปเล่นก็ได้ครับ ไหน ๆ อุตส่าห์มีให้ดูฟรีกันแล้วเนอะ!

FFVII Remake Ultimania ใกล้วางจำหน่ายในอีก 4 วันข้างหน้า


อีก 4 วัน (28 เม.ย. 2020) หนังสือ Final Fantasy VII Remake Ultimania ความยาว 752 หน้าก็จะวางจำหน่ายแล้ว

ใน Ultimania นั้นจะเป็นหนังสือรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับเกม ทั้งในด้านเนื้อเกม เกมเพลย์ รายละเอียด เมคานิค ค่าพารามิเตอร์ ประวัติการสร้างและ Creation & Development ต่าง ๆ เรียกได้ว่าเป็นหนังสือที่แฟนฮาร์ดคอร์ของเรื่องนั้น ๆ จะต้องมีไว้อ่าน และเพื่อใช้เปิดอ้างอิงเป็นหลักฐานในการถาม-ตอบ ต่อไปในอนาคต

จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของ Ultimania คือ มันจะมีคอลัมน์บทสัมภาษณ์ตอบคำถามปริศนาในเนื้อเรื่อง และบทสัมภาษณ์ทีมงานรายบุคคล ซึ่งในนั้น มักจะมีการตอบคำถามประเด็นที่แฟน ๆ สงสัย หรือทีมงานจงใจทิ้งไว้ให้ค้างคาอยู่ในเรื่อง รวมถึงการเกริ่นนำไปยังอนาคต ซึ่งโดยปกติแล้วเกมของคุณโนมุระ ก็มักจะจงใจเล่าให้ค้างคา และมาอธิบายต่อในบทสัมภาษณ์ลงแฟมิซือ และ Ultimania

ตัวอย่างบทสัมภาษณ์เด่น ๆ ใน KH III Ultimania
- สัมภาษณ์คุณโนมุระ เฉลยปริศนาในเนื้อเรื่อง http://re-ffplanet.blogspot.com/2019/03/kh-iii-ultimania.html
- สัมภาษณ์โนมุระในส่วนการพัฒนา http://re-ffplanet.blogspot.com/2019/03/kh-iii-ultimania_16.html
- สัมภาษณ์ทาอิ ยาสึเอะ เรื่องการพัฒนา http://re-ffplanet.blogspot.com/2019/03/kh-iii-ultimania_12.html

ใครที่รู้จัก Ultimania อยู่แล้วก็คงตั้งตารอ ตอนนี้ ก็ลุ้นกันแค่ว่าคุณโนมุระแกจะเฉลยประเด็นไหนเลยบ้าง และจะกั๊กประเด็นไหนไว้ให้แฟน ๆ ตั้งทฤษเฎากันต่อไปบ้าง

เก็บตกประเด็นความวิปริตของโฮโจใน FFVII


<Spoiler Alert - เนื้อหาด้านล่างนี้ใจความหลักเหมือนออริจินอลแหละ แต่มีเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย ทว่าคนยังเล่นไม่ถึง หรืออยากไปรู้ด้วยตัวเอง ข้ามไปก่อนก็ได้ครับ>



ชินยะซัง แปลช่วงที่โฮโจพูดในที่ประชุมบอร์ดชินระใน Chapter 16 จากเวอร์ชั่นญี่ปุ่นมาให้ ซึ่งเนื้อหาผมตรวจสอบแล้ว ใจความก็เหมือนเวอร์ชั่นอังกฤษแหละ แต่อาจปรับเปลี่ยนลักษณะการพูดปลีกย่อยบ้าง ซึ่งเดี๋ยวจะหมายเหตุไว้

เพรสซิเดนท์ : ศจ.โฮโจ... /ผายมือ

โฮโจ : ผลการตรวจสอบ ก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้... ค่าตัวเลขต่าง ๆ ด้อยกว่าคนแม่ที่เป็นสายเลือดแท้ แต่ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นชนโบราณเหมือนกัน

เพรสซิเดนท์ : จะได้ความเรื่องดินแดนแห่งพันธะสัญญาเมื่อไหร่

โฮโจ : ในเรื่องนั้น พอมีแผนอยู่ จะลองใช้วิธีการบีบบังคับเพื่อ (ให้ตัวทดลอง) ยอมให้ความร่วมมือเองดีไหม? ... (ตัวทดลอง) เป็นชนโบราณที่แสนล้ำค่า เพราะฉะนั้นจะควบคุมให้อยู่ในระดับที่ไม่ทำให้เสียหายไปซะก่อน

สการ์เลตต์ : ถ้าเรื่องเค้นความลับ ให้ชั้นจัดการเอง

**สการ์เลตต์ (Eng) : ส่วนตัวไม่เคยมีปัญหากับการทรมานคนอื่นอยู่แล้ว

ไฮเดคเกอร์ : ถ้าต้องใช้กำลังทางทหารร่วม ฉันจะให้ความร่วมมือด้วย

โฮโจ : ฉันชอบวิธีการทำร้ายจิตใจมากกว่าการทำร้ายร่างกายนะ

พัลเมอร์ : /หลุดขำ

เพรสซิเดนท์ : ใช้วิธีการของแกได้เลย แต่ห้ามให้เป็นแบบเคสคนแม่เด็ดขาด

โฮโจ : อ้อ~ ในเรื่องนี้นั้น มีเรื่องที่คิดเอาไว้อยู่พอดี...กล่าวก็คือ ต้องขยายพันธุ์ชนโบราณ... ถ้าเจอตัวชนโบราณเพศชายก็ดีไป แต่มันคงเป็นความหวังที่ลางเลือน...ฉันเลยกะว่าจะเริ่มจากการใช้พวกโซลด์เยอร์ก่อน แน่นอนว่าจะทดลองกับพวกรูปแบบ S และรูปแบบ G ด้วย... นอกเหนือไปจากนั้น ในตอนนี้ ถ้าเอาตามรสนิยมของฉันก็คือการผสมข้ามสายพันธุ์... จะเป็นยังไงน้า~ น่าสนใจใช่มั้ยล่ะ

**โฮโจ (Eng) : สำหรับเรื่องนั้นนะ คุณเพรสซิเดนท์ ผมปิ๊งไอเดียว่าเราจะลดความเสี่ยงได้ยังไงแล้ว เราก็แค่ขยายพันธุ์ชนเผ่าโบราณ แต่เมื่อไม่มีตัวทดลอง (ชนเผ่าโบราณ) คนที่สอง เราก็ต้องเลือกคู่ผสมพันธุ์จากตัวเลือกอื่น โดยเริ่มเลือกแคนดิเดตจาก SOLDIER แน่นอนว่ารวมถึงพวก (SOLDIER) Type S และ G ด้วย แต่บอกตามตรง ไม่มีใครรู้ว่าลูกผสมข้ามสายพันธุ์ที่ออกมาจะมีคุณสมบัติยังไงบ้าง ฉะนั้นนนน...." (กำลังจะขออนุญาตจับผสมข้ามสายพันธุ์)

----------------------------------------------------

ซึ่งถ้าคนดูสคริปต์ญี่ปุ่น จากคำว่า 'นอกเหนือไปจากนั้น' ทำให้รู้ว่าการผสมข้ามสายพันธุ์ ไม่ได้หมายถึง Ancient + S/G Type SOLDIER ที่กำลังพูดแล้ว แต่หมายถึงเผ่าพันธุ์ของเรด Lab rat dog (ตามที่เจ้าตัวเรียกประชดตัวเอง) นั่นแหละ

ส่วนคนเล่น Eng พอใช้คำเชื่อมเป็น Quite frankly แทน "นอกเหนือไปจากนั้น" ก็อาจทำให้ตีความพลาดไปว่า การผสมข้ามสายพันธุ์ที่พูดหมายถึง Ancient + S/G Type SOLDIER ได้

ทว่าเมื่อดูจากปฏิกิริยาที่ตามมา...

/สการ์เล็ตต์เบือนหน้าหนี เอนตัวพิงเบาะด้านหลัง ถอนหายใจ

/ไฮเดคเกอร์หมุนเก้าอี้ไปทางขวา หลบหน้า หลับตาหยี

/เพรสซิเดนท์ พ่นควันหนึ่งที

/คลาวด์กับทิฟาที่แอบดูอยู่จากช่องลมด้านบน ถอยรูด

"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เลิกประชุม!" แล้วเพรสซิเดนท์ก็เดินออกไปเลยยย

ก็ทำให้เข้าใจได้ว่า การผสมข้ามสายพันธุ์นั่นคืออะไร และก็เป็นสิ่งที่กระทั่งในบอร์ดชินระกันเอง คนอย่างสการ์เลตต์ที่เชียร์ให้ทรมานหรือ ไฮเกเกอร์ที่ให้ใช้กำลังทหาร ก็ยังเอือมที่จะคุยด้วยนั่นเอง
.

ปฏิทินโลกของ FFVII Remake

จาก Timeline ของ FFVII Original เดิม วันที่คลาวด์และอวาแลนซ์ไปวางระเบิดเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 คือวันที่ 9 ธันวาคม ศักราชนิวเอร่า 0007

(โดยก่อนหน้านั้นโลกในเกมใช้ศักราช 'มิว' เอร่ามาจนถึงปี 2000 แต่แทนที่จะขึ้นปี 2001 ก็เปลี่ยนศักราชเป็น 'นิว' เอร่า แล้วเริ่มนับ 0001 ใหม่)

จริง ๆ ผมคิดมาตลอดว่าศักราชมิวเอร่าของโลก FFVII มันก็เทียบเคียงกับคริสตศักราชของโลกเราเนี่ยแหละ อย่างแอริธเกิด 7 ก.พ. มิวเอร่า 1985 มันก็อารมณ์เดียวกับ ค.ศ. 1985



แต่เมื่อกี้ผมลองไปเดินดูภาพปฏิทินในเกมภาค Remake จำได้ว่าเห็นที่บ้านเจสซีทีนึงแต่แคปมาไม่ทัน คราวนี้เจอใน Wall Market ซึ่งพวกคลาวด์ก็มาถึง Wall Market ไม่กี่วันหลังระเบิดเตาเนี่ยแหละ มันก็น่าจะยังอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม

จากภาพเราจะไม่เห็นชื่อเดือน แต่ก็รู้ว่าปี 0007 แน่นวล แล้วก็มี 31 วัน โดยมีคำว่า Holiday คร่อมระหว่างวันที่ 17-21 แล้วก็มี note สักอย่างที่ผมอ่านไม่ออก แปะไว้บนวันที่ 24

ซึ่งดู ๆ แล้วก็น่าจะเป็นเดือนธันวาคมนั่นแหละ ดังนั้น วันเวลาการเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็น่าตรงกับ Timeline ของออริจินอล

แต่ที่ผมสงสัยขึ้นมาอีกอย่างคือ... วันที่ 1 ธ.ค. นิวเอร่า 0007 ในปฏิทินมันเป็นวันอังคาร ซึ่งไม่ตรงกับ 1 ธ.ค. ค.ศ. 2007 ของโลกเราที่เป็นวันเสาร์... แปลว่ามันเอาวันปฏิทินโลกเราไปเทียบวันจันทร์/อังคาร/พุธ.... กันตรง ๆ เลยไม่ได้....

เอ... ในเมื่อไม่ตรงกันแล้ว งั้นการที่เขาเอา 1 ธ.ค. นิวเอร่า 0007 เป็นวันอังคารเนี่ย ทีมงานเขาเทียบเอาจากปีไหนนน้า.....




แล้วก็สังหรณ์ใจว่าก็น่าจะเป็นปี ค.ศ. 2020 เนี่ยแหละ ว่าแล้วลองหมุนปฏิทินไปดู ก็ใช่จริงด้วย... Orz

Wednesday, April 22, 2020

ความลับของแชดลีย์ใน FFVII Remake

<พึ่งไปเอาถ้วยตีบอสมาเมื่อกี้>

***คลิปนี้เป็น Spoiler เนื้อหาหลังตีบอสในห้อง Combat Simulator ตัวสุดท้ายของเกม เนื้อหามันไม่ได้สำคัญอะไรเท่าไหร่ แต่ถ้าใคร sensitive เรื่องการ Spoil ก็ข้ามไปก็ได้ครับ


ในต้นเรื่องเราจะพบแชดลีย์ที่เป็นนักวิจัยของชินระ เขาอยากให้เราช่วยรวบรวมข้อมูลการต่อสู้มาให้เขาวิจัย โดยเจ้าตัวบอกว่าเขาเป็นหนอนบ่อนไส้ของชินระ จะใช้ข้อมูลพวกนั้นสร้างนวัตกรรมที่ล้มชินระให้ได้

อีกทั้งเจ้าตัวยังพยายามประดิษฐ์มาเทเรียมนต์เรียกอสูร ซึ่งตามทฤษฎีของ Lore เดิมแล้วมันไม่น่าจะเป็นไปได้ มาเทเรียอสูรต้องเกิดตามธรรมชาติเท่านั้น แต่เจ้าตัวคิดว่าถ้าสังเคราะห์องค์ประกอบขึ้นจากข้อมูลการต่อสู้ ก็น่าจะสามารถสร้างมาเทเรียเรียกอสูรได้เหมือนกัน ซึ่งเขาก็ทำได้สำเร็จ เลยเกิดมาเป็นมาเทเรียเรียกอสูรให้เราใช้ใน Timeline นี้

ทีนี้ในตึกชินระ อย่างที่มีแนะนำไว้ตั้งแต่ภาค Crisis Core ว่ามันมีห้อง Combat Simulator แบบที่แซ็ค แองจีล เซฟิรอธ เจเนซิส ไปใช้ฝึกซ้อมกัน ซึ่งในที่นั้นก็มีพวกสุดยอดชีวอาวุธไว้ฝึกพวก 1st Class SOLDIER

หลังเล่นในห้องนั้นจนผ่านทุกด่าน แชดลีย์ก็จะบอกเราว่าคลาวด์ซังได้ปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริงในตัวเองออกมาหมดแล้ว จากนี้ไปงานวิจัยของเขาก็เสร็จสมบูรณ์ และถึงเวลาที่เขาจะบอกความจริง...

แท้จริงแล้วแชดลีย์ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็น "ไซบอร์ก" ที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นผู้ช่วของโฮโจ ก็เลยมีพลังและสติปัญญาที่ล้ำเหนือมนุษย์ แต่เขาก็ไม่มีเจตจำนงค์อิสระ ได้แต่ทำตามคำสั่งที่โฮโจโปรแกรมเอาไว้

แต่ตอนที่ได้พบคลาวด์ซัง เขาก็รู้สึกว่าเขาพบอะไรบางอย่างที่จะปลดปล่อยพันธนาการให้ตัวเองได้ การวิจัยศึกษาศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของคลาวด์ซัง มันก็เป็นไปตามทิศทางที่เขาถูกโปรแกรมไว้ แต่ขณะเดียวกันก็ได้ไล่ตามแผนที่จะแยกตัวเองออกมาอย่างลับ ๆ ด้วย ข้อมูลที่ได้มาก็จะนำไปใช้ปรับปรุงฟังค์ชั่นพื้นฐานของเขา

ท้ายที่สุดด้วยการวิจัยและความช่วยเหลือจากคลาวด์ ในที่สุดเขาก็เป็นอิสระจากการเป็นขี้ข้าของโฮโจ ในที่สุดก็จะได้มีชีวิตเป็นของตัวเองแล้วโว้ยยยย

คลาวด์ซังก็ถามว่าแล้วจากนี้ไปเอ็งจะไปทำอีหยังวะ?

แชดลีย์บอกก็ยังไม่รู้เหมือน ทั้งเรื่องของตัวเอง... ทั้งเรื่องของอนาคต...

ก่อนจะเดินออกไป เจ้าตัวก็หันมาทิ้งท้าย.... "การไม่รู้เนี่ย สนุกจังเนอะ"

ผมว่าอีไซบอร์กของโฮโจเนี่ย ภาคหน้ามันต้องน่ากลัว และกุมกุญแจอะไรหลาย ๆ อย่างไว้แน่ ๆ....

Tuesday, April 21, 2020

FFVII Remake ทำยอดเปิดตัว 3 วันแรก 3.5 ล้านชุด


Square Enix เปิดเผยยอดเปิดตัว 3 วันแรกของ Final Fantasy VII Remake ซึ่งเป็นการรวมกันระหว่างยอด Shipment กับยอดขายเกมแบบ Digital ซึ่งปรากฏว่าทำยอดเปิดตัวได้ไป 3.5 ล้านชุดทั่วโลก

แม้ว่าจำนวนดังกล่าวจะเป็นจำนวนที่น้อยกว่าทั้ง Kingdom Hearts III และ Final Fantasy XV ที่พากันทำยอดเปิดตัวแรกด้วยจำนวน 5 ล้านชุดทั้งสองเกม แต่ในสถานการณ์โลกที่ไม่ปกติจากการแพร่ระบาดของเชื้อ การขนส่งสินค้าและการเดินทางที่ลำบากขึ้น อีกทั้งด้วยสถานะของเกมที่ปะหน้าว่าเป็นเกมฉบับ Remake (ที่แม้จะไม่ได้ Remake อย่างชื่อจริง)  ยอดเปิดตัว 3.5 ล้านชุดทั่วโลก ก็ถือเป็นจำนวนที่น่าพอใจและต้องยินดีด้วยแล้ว


------------------------------------------------------------

Ref ข่าวตอน FFXV เปิดตัว 5 ล้าน

Ref ข่าวตอน KHIII เปิดตัว 5 ล้าน

รวมการแปลแปลกพิสดารและอาจผิดพลาดใน FFVII Original


หลงเข้าไปอ่านเจอบทวิเคราะห์ เรื่อง Mistranslations ศัพท์เฉพาะใน Final Fantasy VII Original (PS1)

เนื่องจากมันเป็นบทวิเคราะห์ที่ไม่มี Official Reference ดังนั้นมันก็ใช้อ้างอิงต่อไปไม่ได้ ก็ต้องฟังหูไว้หู โปรดใช้จักรยานประกอบการรับชมเอาเอง

1. ชื่อ Ifalna (イファルナ) แม่ของแอริธ เป็น anagram (การสลับตัวอักษร) ในคาตาคานะ มาจากคำว่า Final (ファイナル) ที่เป็นชื่อของเกมและขณะเดียวกันก็อาจสื่อถึงการที่เธอเป็น Pure Blood Ancient คนสุดท้ายของโลก

2. Gast Faremis ชื่อพ่อของแอริธ จริง ๆ แล้วเป็นการถอดอักษรจากคาตาคานะ (ガスト) ที่ผิด ชื่อจริง ๆ ควรจะสะกดว่า Gusto ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ร้านอาหารในญี่ปุ่น คำว่า Faremis (ファレミス) จริง ๆ แล้วก็คือ anagram ของ ファミレス หรือการย่อคำของ Family Restaurant นั่นเอง ดูเว็บร้านได้ที่ - https://www.skylark.co.jp/en/gusto/

3. Hart (ハット) ที่เป็นผู้ช่วยของผู้ว่าเมืองมิดการ์ (Domino) แท้จริงแล้วควรจะแปลชื่อเขาว่า Hut ที่มาจาก Pizza Hut นั่นแหละ.... เนื่องจากเมืองมิดการ์เองก็ถูกออกแบบมาในรูปลักษณ์ของพิซซ่า 8 ชิ้น ดังนั้นตัวผู้ว่ากับผู้ช่วย เลยตั้งชื่อเป็น Domino กับ Hut ตามแบรนด์พิซซ่านั่นเอง

4. Midgar Zolom อีงูยักษ์หน้ามิดการ์ อันนี้ชัดเจนว่าจริง ๆ มันควรจะเรียก Midgardsormr หรือ Jormungand

5. Bizarro Sephiroth หรือบอสใหญ่ร่างแรก แท้จริงแล้วโรมันจิของมันเขียนว่า Ribāsu Sefirosu (リバース・ セフィロス) ซึ่งผู้แปลไปถอด リバース ว่ามาจาก Reverse แล้วก็แปลเป็น Bizarro ไป ทว่าในบริบทนี้ที่เซฟิรอธได้คืนชีพขึ้นมาใหม่ อีกทั้งในการต่อสู้นั้นยังใช้เพลง Birth of a God ประกอบ ฉะนั้นคำว่า リバース จริง ๆ จึงต้องถอดว่า Rebirth

หมายความว่าจริง ๆ แล้วชื่อจริง ๆ ของมันควรจะเป็น Rebirth Sephiroth (โนมุระเป็นคนวาด artwork และเขียนชื่อเป็นคาตาคานะให้เอง มีปรากฏใน Ultimania) หรือถ้าจะเขียนให้ถูกแกรมม่า ก็ต้องเป็น Reborn Sephiroth

6. Safer Sephiroth (เยอรมันแปลงเป็น Savior Sephiroth / อิตาลีแปลงเป็น Seraph Sephiroth) บอสใหญ่ร่างสอง ซึ่งในโรมันจิคือ Sēfa Sefirosu (セーファ・セフィロス) ที่จริงแล้ว セーファ ต้องถอดว่า Sepher หรือรวม ๆ กันแล้วคือ Sepher Sephiroth ที่หมายถึง หนังสือกันดารวิถี (Book of Numbers) หนังสือเล่มที่ 4 ในเบญจบรรณ เนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของวงศ์วานอิสราเอลที่มุ่งหน้าสู่ Promised Land - https://en.wikipedia.org/wiki/Book_of_Numbers

7. W-Magic, W-Item, W-Summon อันนี้แปลมาตรง ๆ ทื่อ ๆ ไม่ผิดอะไร แต่ชาวโลกไม่เก็ตกันว่า W มันคืออีหยังวะ? ทำไมต้องใช้ W ....ในเว็บต้นทางบอกว่ากรณีชื่อนี้คือ the perfect example of why localization is necessary: The names are translated perfectly, but fail to take into consideration cultural differences.

โดยเหตุผลคือ คนญี่ปุ่นใช้ตัว W ในความหมายของ Double กัน แต่ English-speaking player เขาไม่ได้ใช้ ก็เลยอีหยังวะกันเป็นแถบ ดังนั้นถ้าแปลใหม่ ก็ควรจะ Localize ไปใช้คำอื่นแทน ไม่ใช่ W ตรง ๆ แบบออริจินอล

https://www.frontlinejp.net/2020/04/20/safer-sephiroth-w-materia-and-more-7-mistranslations-and-other-oddities-in-final-fantasy-vii/

Monday, April 20, 2020

FFXV กับปัญหาการแปลที่สคริปต์ Eng ให้ข้อมูลมากกว่า Jp


นึกย้อนไปถึงวันที่ Final Fantasy XV -Episode Ignis- ออกมา

ผมกับแบงค์ (Atelier bank-Ultima​) โหลดมาเล่นตอนคืน Day 1 และออก start จากตอน 4 ทุ่มที่เปิดเล่นได้พร้อมกัน และเล่นขนานกันไป โดยผมเล่นสคริปต์ Eng, แบงค์เล่นสคริปต์ Jp เพื่อที่ว่าจบแล้ว จะได้เอาข้อมูลมารีเช็คกัน และแลกเปลี่ยนความแตกต่างระหว่างข้อมูลที่ได้รับมาจาก 2 ภาษา

พอเล่นจบแล้วก็มาคุยแลกเปลี่ยนกัน 

จนมาสะดุดที่ประเด็นนึงซึ่งผมยกขึ้นว่า "ตกลงอาร์ดีนเป็นพี่ชายของปฐมกษัตริย์ลูซิสเหรอ?"

แบงค์ก็งงว่า ผมไปเอาเรื่องปฐมกษัตริย์มาจากไหน

(บอกเผื่อคนที่ไม่ได้ติดตามข้อมูลใกล้ชิดว่า ณ ขณะนั้นยังไม่มีการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงอย่างชัดเจน บทสัมภาษณ์ที่ยืนยันว่าอาร์ดีนเป็นพี่ชายของปฐมกษัตริย์นั้น ตามมาหลังจาก Episode Ignis ออกมาแล้ว)

ผมก็บอกว่า ก็ตอนอาร์ดีนแนะนำตัวว่าตัวเองชื่อ อาร์ดีน ลูซิสไคลัมไง แล้วอิกนิสก็ถามกลับไปว่า "แกเป็นปฐมกษัตริย์เหรอ?" แล้วอาร์ดีนก็ตอบ "เปล่า นั่นมันน้องชายสุดเลิฟ ที่ชิงบัลลังค์และเนรเทศฉันออกมา" - https://youtu.be/TnvnhF9Vdhg?t=43

ส่วนแบงค์ก็บอกเดี๋ยวว ในสคริปต์ต้นฉบับ JP อิกนิสถามกลับไปว่า "ลูซิส ไคลัม?" แล้วอาร์ดีนก็ตอบ "ฉันที่ควรขึ้นเป็นกษัตริย์ลูซิสโดนน้องแท้ ๆ ฆ่าชิงบัลลงค์ไป" - https://youtu.be/SZwHtfvHEJo?t=5912 มันไม่มีคำว่าปฐมกษัตริย์สักหน่อย

อ่าว อิหยังวะเนี่ยยยย.... แล้วงี้เราจะเชื่อสคริปต์ Eng เรื่องปฐมกษัตริย์ได้มั้ยเนี่ย?

เพื่อหาข้อสรุป ผมเลยทักไปถามลูกพี่ที่คุณก็รู้ว่าใครใน Square Enix.... ว่าตกลงอาร์ดีนเป็นพี่ของปฐมกษัตริย์ใช่หรือไม่? พร้อมแจงความแตกต่างระหว่าง 2 สคริปต์ไป

แล้วลูกพี่ก็ตอบกลับมาว่า... "ไม่ว่าสคริปต์แต่ละภาษาจะเขียนไปยังไง เอาเป็นว่า อาร์ดีนก็คือพี่ชายของปฐมกษัตริย์"

อืมมมมมมม นะ... ในขณะนั้นแบงค์เองก็ไม่อยากเชื่อสคริปต์ Eng แต่ในเมื่อทีมงานตอบมาแบบนั้นเอง ก็ต้องยึดถือตามนั้น เพียงแต่ในตอนนั้น แบงค์ก็ไม่อยากอ้างอิงสคริปต์ Eng เท่าไหร่ เพื่อให้ข้อมูลมันมีน้ำหนักยิ่งขึ้น ก็ควรจะอ้างอิงเรื่องการสอบถามทีมงานนั่นแหละ

หลังจากนั้นไม่นาน เกมก็มีบทสัมภาษณ์ตามมายืนยันว่าอาร์ดีนเป็นพี่ชายของปฐมกษัตริย์ลูซิส อีกทั้งยังมี Episode Ardyn ออกมาเล่ารายละเอียดทั้งหมดจนกระจ่าง

-------------------------------------

จากเหตุการณ์นั้น ผมกับแบงค์ ซึ่งปกติเราต่างก็เป็นคนที่ยึดสคริปต์ต้นฉบับภาษาของเกมเป็นหลัก (ในที่นี้คือ Jp) ก็ได้ข้อคิดขึ้นว่า... เกม Jp เรายึดสคริปต์ Jp เป็นหลักได้..... แต่ก็จะละเลยสคริปต์ภาษาอื่นไปซะทีเดียวไม่ได้ บางครั้ง (อย่างไอ้เกมนี้ที่คนรับหน้าที่แปลเป็นภาษาอื่น ๆ ก็ได้รู้ Lore ทั้งหมดของเรื่องอยู่แล้ว) สคริปต์ภาษาอื่นก็อาจให้ข้อมูลที่ถูกต้องและมากกว่าสคริปต์ภาษาต้นฉบับได้

อีกทั้งก่อน Episode Ignis จะออก ผมกับแบงค์ที่เล่น เนื้อเรื่อง Multiplayer Comrades เหมือนกัน และได้พบว่ามันมีเนื้อหาประวัติตัวละครหลายส่วน โดยเฉพาะประวัติบาฮามุท ที่แต่ละภาษา ดันทะลึ่งให้ข้อมูลมาก-น้อย ไม่เท่ากัน คนที่อยากจะเก็บรายละเอียดทั้งหมด ก็จำเป็นที่จะต้องลองดูสคริปต์ทุกภาษา หรืออย่างน้อยก็ส่องพวกกระทู้ที่ฝรั่งเขาแปลเทียบความแตกต่างของข้อมูลในแต่ละภาษามาให้ เช่นกระทู้นี้เป็นต้น - https://gamefaqs.gamespot.com/boards/932981-final-fantasy-xv/76019179

โดยปกติแล้ว ตั้งแต่เด็กผมและเพื่อนรุ่นเดียวกันหลายคน เวลาเล่นเกมไหนจริงจัง ก็จะเล่น JP 1 รอบเป็นอย่างน้อย และ Eng อีก 1 รอบเป็นอย่างน้อย เพื่อเทียบความแตกต่างระหว่างข้อมูลที่ได้ 2 ภาษาอยู่แล้ว ซึ่งสมัยก่อนหากมีจุดที่ให้ข้อมูลไม่ตรงกัน เราก็มักจะให้น้ำหนักกับสคริปต์ต้นฉบับของเกม (ซึ่งมักเป็น Jp) มากกว่า แต่ทุกวันนี้ก็เริ่มระแวงว่าจะละเลยไอ้สคริปต์ภาษาอื่นไปเลยไม่ได้ซะทีเดียว

ทว่าด้วยวัยที่ล่วงเลยขึ้นมาก และภาระหน้าที่การงานที่ทับถม จะเผาเวลาไปกับการเล่นเกมมากเหมือนเด็ก ๆ ก็ไม่ได้ ดังนั้น.... การที่เรากับเพื่อนเล่นสคริปต์กันคนละภาษา (เหมือนที่ผมกับแบงค์แบ่งกันดู) แล้วมาแลกเปลี่ยนกันเนี่ยแหละ คือวิธีที่จะไปสู่การรับรู้ข้อมูลทั้งหมด ได้ไวที่สุดแล้ว...

โอเคหมดเวลา ผมกลับฮานามุระ ไปเก็บเพชรประจำวัน และออเซาะไอดอลต่อล่ะครบ....

Saturday, April 18, 2020

สารบัญบันทึกการเล่น FFVII Remake

วันที่ 10 : เริ่มเกม - Air Buster

วันที่ 11 : คลาวด์ตกมายังโบสถ์ - หน้า Wall Market

วันที่ 12 : Wall Market - ถล่มเพลท 7

วันที่ 13 : กลับไปบ้านแอริธ - เตรียมออกเดินทาง

วันที่ 14 : Wall Market - ปีนขึ้นตึกชินระ

วันที่ 15 (1) : เข้าตึกชินระ - เจอเรด

วันที่ 15 (2) : ห้องของแอริธ - ออกจากตึกชินระ

วันที่ 16 : Destiny's Crossroad

ทฤษเฎาตอนจบ Rebuild of Final Fantasy VII


ทฤษเฎาตอนจบ Rebuild of Final Fantasy VII
"Cruel One-Winged Angel's Thesis"
จินตนากาวโดย FFplanet

**Spoiler Alert!!! เนื้อหาบรรทัดถัดไปนี้ คือการ Full Spoil Final Fantasy VII Remake ขอให้เล่นให้จบก่อน จึงค่อยเข้ามาอ่านครับ**

---------------------------------------
เรียงข้อมูลที่ได้มา
---------------------------------------

ก่อนจะเข้าสู่บทสรุป ผมอยากเรียงหลักฐานและข้อมูลเด่น ๆ ที่รวบรวมกันมาได้ก่อน

(a) การมีอยู่ของ Timeline ที่ 3

หากนับว่า FFVII Original คือ Timeline ที่ 1, FFVII Remake คือ Timeline ที่ 2 แล้ว ภาพฉากจบเกมแซ็คที่ก้าวข้ามพรหมลิขิตและโกงความตาย เอาชนะทหารนับพันนายมาได้ แล้วก็มีถุงมันฝรั่งซึ่งมีเจ้าหมา Stamp แบบที่เราไม่คุ้นหน้าปลิวผ่านอย่าง Close Up - Slow Motion การที่หมาเป็นคนละพันธุ์นั้น คือหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกว่าโลกนี้เป็นโลกคนละ Timeline กับ 1 และ 2 ซึ่งผมขอเรียกว่าเป็น Timeline ที่ 3 นั่นเอง

คำถามน่าสนใจที่เกิดขึ้นคือ แล้วคุณโนมุระ โชว์การมีอยู่ของ Timeline ที่ 3 ขึ้นมาทำไม?

(b) แอริธที่ยังไม่มุ้ฟอรจากแซ็ค

ตัวแอริธใน Timeline Remake นี้มีนิสัยค่อนข้างต่างจากตัวออริจินอล โดยประเด็นที่น่าสนใจหนึ่งคือ เธอแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอยังไม่มุ้ฟอรจากแซ็ค

เหตุการณ์ที่คลาวด์และแอริธคุยกันที่สนามเด็กเล่นใน Chapter 8 ช่วงประโยคจากภาคออริจินอลที่คลาวด์ถามแอริธถึงรักแรกว่า "คบกันจริงจังงั้นรึ?" แล้วแอริธตอบ "เปล่านะ แค่ชอบอยู่พักนึง" มันโดนตัดทิ้งไป... แล้วถัดมาตอนคลาวด์ถามว่าคนที่เป็นรักแรกของเธอชื่ออะไร จากออริจินอลที่แอริธตอบว่า "ช่างมันเถอะ" ในภาครีเมคนี้แอริธกลับตอบมาเต็มปากเต็มคำว่า "แซ็ค" เพียงแต่คลาวด์โดนเซลล์เจโนว่ากลบให้ไม่ได้ยิน หลังจากนั้นเธอยังพูดกับตัวเองอีกว่า "ต้องมองไปข้างหน้า ไม่ย้อนกลับสินะ"

ถัดมาในเหตุการณ์ต้น Chapter 14 ที่แอริธพูดกับคลาวด์ในความฝันว่า "จะรักฉันไม่ได้นะ ต่อให้เธอคิดว่ารัก แต่นั่นมันไม่ใช่รักจริง...."

แล้วจบที่ Chapter 18 ซึ่งแอริธรู้สึกได้ถึงแซ็คอีก Timeline นึง... แล้วเธอก็พูดขึ้นว่า "ฉันคิดถึง... ท้องฟ้าเหล็กนี้" ซึ่งจากบริบทที่เธอกำลังรู้สึกถึงแซ็คในอีก Timeline ที่กำลังเดินเข้าสู่มิดการ์ มันก็อาจแปลได้ว่าเธอคิดถึงแซ็ค และช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันในเมืองมิดการ์

หรือในเวอร์ชั่นญี่ปุ่นซึ่งแอริธพูดว่า "เกลียดท้องฟ้าจัง" ภายใต้บริบทที่ฝนกำลังตกลงมาอยู่นั้น ก็อาจสื่อว่าแอริธปรารถนาจะอยู่กับท้องฟ้าที่แจ่มใส (Fair) ซึ่งก็คือสื่อถึงแซ็คอยู่ดี ก็อาจสื่อถึงการที่ท้องฟ้าเคยพรากคนสำคัญไปจากเธอ อย่างที่เธอเคยพูดเอาไว้ (อ้างอิง) ซึ่งเท่ากับว่าเป็นคำพูดที่สื่อถึงแซ็คอยู่ดี

(c) ฉากจบส่วนที่ยังไม่ได้นำมาใช้

ฉากดวลกับเซฟิรอธบนซากเมืองมิดการ์แบบ FFVII -Advent Children- ถูกเอามาใช้ใน FFVII Remake แล้ว, ส่วนฉากที่ Spirit Energy ของคลาวด์ โดน Spirit Energy ของเซฟิรอธเรียกไปสู้ด้วยในตอนจบของออริจินอล ก็ถูกเอามาสร้างใหม่ใน FFVII Remake เป็นการต่อสู้กันใน Edge of Creation แล้ว, ไหนจะภาพมาร์ลีนตอนจบ FFVII Remake ที่เหมือนกับของออริจินอลอีก

ส่วนตัวผมคิดว่าซีนที่ถูกนำมาสร้างใหม่ไปแล้ว จะไม่ถูกนำกลับมาทำซ้ำแบบเดิมใน Part ต่อ ๆ ไปอีก

ดังนั้นถ้าจะสร้างฉากจบของภาค Remake ก็อาจจะต้องไปหยิบฉากจบของภาคอื่น อย่างเช่นฉากจบ Advent Children ที่ยังไม่ได้ใช้มาเป็นต้นแบบแทน

(d) เจเนซิสยังไม่ปรากฏตัว

ในหนังสือ Crisis Core -FFVII- Ultimania ช่วง Q&A กับ Scenario Staff มีการอธิบายไว้ว่าเจเนซิสผนึกตัวเองอยู่ในห้องลับใต้ดินของเมืองมิดการ์ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภยันตรายที่จะมาถึงในอนาคต ซึ่งบนโลกที่ไม่มีเซฟิรอธและแองจีลแล้ว เจเนซิสคิดว่าเขาคือคนเดียวที่จะปกป้องโลกใบนี้ต่อไปได้

(e)  Destiny's Crossroad เปิด

ในตอนท้ายของภาคนี้ Destiny's Crossroad ซึ่งเป็นทางแยกของชะตากรรมถูกเปิดออก จาก Destiny's Crossroad นั้นแอริธรู้สึกถึงการมีอยู่ของ Timeline อื่นได้

แล้วจะเป็นไปได้มั้ย... หาก Destiny's Crossroad จะเปิดออกมาอีกครั้งในตอนจบของ Timeline ที่ 2?

---------------------------------------
Cruel One-Winged Angel's Thesis
---------------------------------------

ทฤษเฎาที่ผมอยากจะนำเสนอคือ

1. เรื่องราวหลังจากออกจากมิดการ์ไปแล้ว พวกคลาวด์จะยังคงเดินทางไล่ไปตาม Location ของ Timeline ออริจินอล ก็คือเข้าเมืองคาล์ม ฟาร์มโจโคโบะ ป้อมแร้ง จูน่อน คอสต้าเดลโซล ฯลฯ ไล่ตามหาเซฟิรอธจนไปถึงหลุมทางเหนือนั่นแหละ

สาเหตุที่ควรเป็นแบบนั้นก็เพราะ... เอ่อ ก็ภูมิประเทศมันเรียงกันแบบนั้นน่ะ แถมแต่งเรื่องให้เดินทางไปตามสถานที่เดิมก็ง่ายดี เพียงแต่อาจจะดัดแปลงอีเวนต์ในแต่ละสถานที่ใหม่หน่อย แบบนี้มันทำให้ทำงานง่าย แถมในภาค Remake Part 1 ช่วงครึ่งเกมหลังมาทีมงานก็ได้ทำในลักษณะนั้นมาแล้ว

ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการเดินทางตามชะตากรรมเดิม แบบนี้ผู้คุมชะตาเองก็คงไม่รู้สึกขัดใจแต่อย่างใด

2. แอริธจะไม่ตายในนครที่ถูกลืมเลือน

บอกก่อนว่า ส่วนตัวผมยังไม่อยากเชื่อว่าประโยคที่เซฟิรอธบอกว่า มีเวลา 7 วินาทีก่อนจะจบ น่าจะพอสำหรับแก แต่แกจะทำยังไง? ไว้มาดูกัน" จะเป็นการเตือนถึงเวลาที่คลาวด์มีโอกาสป้องกันความตายให้แอริธ

แต่ส่วนตัวผมรู้สึกว่าการเขียนพล็อตให้คลาวด์ ผิดพลาดแบบเดิมซ้ำ 2 จนเป็นเหตุให้แอริธตาย "มันน่าเบื่อไป" มันไม่ Impact แล้ว และมันไม่เซอร์ไพรส์ และควรท้าทายด้วยการสร้างสิ่งที่แตกต่าง ให้มันลงตัวให้ได้มากกว่า

ดังนั้น ผมจึงเชื่อว่าคราวนี้ในช่วงเวลาเดิมที่แอริธควรจะตาย คลาวด์จะปกป้องเธอไว้ได้สำเร็จ

3. แต่คลาวด์จะสติแตก และสูญเสียสิ่งสำคัญยิ่งกว่าเดิม

ถึงป้องกันชีวิตของแอริธไว้ได้ แต่ผมว่าชะตากรรมที่คลาวด์จะต้องสติแตก ตกลงไปสู่จุดที่ตกต่ำที่สุดของชีวิต และต้องมุ้ฟอร ก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบาก และลุกขึ้นมาให้ได้ นั่นคือชะตากรรมที่ต้องคงอยู่ และนั่นคือจุดสำคัญที่จะทำให้คลาวด์กลายเป็นคนที่เติบโตและแข็งแกร่งได้ (และคุณโนมุระก็ชอบที่คลาวด์ตกสู่จุดตกต่ำที่สุดของชีวิต และกลับมายืนได้)

ใน Timeline ออริจินอล คลาวด์สูญเสียแอริธไป และโดนเซฟิรอธหลอกว่าตัวเองไม่ใช่คลาวด์ แต่เป็นร่างย้อนรวมที่เซลล์เจโนว่า ลอกเลียนความทรงจำของคลาวด์ตัวจริงมา ทำให้คลาวด์สับสน ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร หลงคิดว่าตัวเองเป็นเพียงร่างทดลอง แล้วก็เป็นบ้า

ใน Timeline Remake ถึงคลาวด์จะปกป้องแอริธได้ แต่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียสิ่งสำคัญยิ่งกว่าเดิม (ซึ่งผมว่าก็ไม่ใช่ชีวิตของทิฟาหรอก) และก็ต้องสติแตกหนักกว่าเดิม คราวนี้จะโดนหลอกยังไงไม่รู้ แต่ต้องเป็นปมปัญหาที่หนักยิ่งไปกว่าเดิม มันถึงจะ Impact ผู้ที่เล่นภาคออริจินอลมาได้

4. Final Battle

อย่างแรกผมเชื่อว่าแอริธจะอยู่ในปาร์ตี้เราไปจนถึงสู้บอสใหญ่

ซึ่งบอสใหญ่อาจจะเป็นเซฟิรอธก็ได้, แต่หากไม่ใช่เซฟิรอธ หากมีตัวละครใหม่ที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าเซฟิรอธไปอีก เจเนซิสที่ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล จะปรากฏตัวขึ้นมาเพื่อร่วมหยุดยั้งมัน

ทั้งนี้ผมเชื่อว่าก่อนจะไปถึง Final Battle อาจจะต้องมีการ Time Skip ด้วย เพราะตามประวัติศาสตร์ออริจินอลแล้ว ช่วงที่เจเนซิสตื่นขึ้นมาคือปี 0010 หรือ 3 ปีหลังจากภาคออริจินอล บางทีคุณโนมุระก็อาจจำเป็นต้องทำให้ทำให้คลาวด์สลบและหลับไปนาน ๆ (อาจเป็นช่วงสติแตกนั่นแหละ) พอตื่นขึ้นมาเวลาก็ผ่านไปหลายปีแล้ว ซึ่งก็คือมุกเดียวกับ Rebuild of Evangelion 3.00

ซึ่งด้วยระยะเวลาที่ห่างกันขนาดนั้น พอตื่นมาแล้วเวลาผ่านไปหลายปี ก็จะสามารถเอาองค์ประกอบจากภาค Advent Children และ Dirge of Cerberus มายำลงรวมกันไปได้ด้วยนั่นเอง

5. แอริธจะข้ามไปอยู่ Timeline ที่ 3

ในตอนจบของ Part 1 ผมเกิดคำถามขึ้นทันทีว่าคุณโนมุระจะโชว์ Timeline ที่ 3 ขึ้นมาทำไม? แต่เมื่อผมเห็นว่าแอริธยังไม่มุ้ฟอรจากแซ็ค มันก็ทำให้ผมเกิดความคิดขึ้นว่า...

คุณโนมุระโชว์ Timeline ที่ 3 เพื่อแสดงการมีอยู่ของ Timeline ที่แอริธคนนี้จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข

ถ้าแอริธข้าม Timeline ไปแล้ว จะเกิดผลดีกับใครบ้าง

- เธอคนนี้มีความสุขที่ได้อยู่กับแซ็ค
- แซ็คก็มีความสุข
- ผู้คุมชะตาก็ดีใจที่ไล่นังนี่ออกไปได้
- Timeline เป็นไปตามเดิม พวกปาร์ตี้ของคลาวด์ก็เหลือคนอยู่เหมือนเดิม ไม่มีแอริธเหมือนเดิม

ในเมื่อแอริธอยากให้เราปกป้องโลกจากเซฟิรอธให้ได้ หากเราทำได้สำเร็จแล้ว เธอจะหมดห่วง และสามารถจากโลกนี้ไปได้อย่างสบายใจ ผมจึงรู้สึกว่า... เธอจะไม่ได้อยู่กับพวกของคลาวด์ในตอนจบ

6. ฉากจบเกมแบบ Advent Children

ผมเชื่อว่ายังไงในช่วงท้ายเกม Destiny's Crossroad สีขาว จะเปิดขึ้นมาอีกครั้ง... และน่าจะเปิดตั้งแต่ก่อนจะ Final Battle

ระหว่างสู้กับบอสใหญ่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเป็นใคร ตอนแรกคลาวด์จะสู้ไม่ได้ แล้วแซ็คจาก Timeline ที่ 3 จะปรากฏตัวขึ้นมา ถามคลาวด์แบบใน Advent Children Complete ว่า... "ต้องให้ช่วยมั้ย?"

แล้วคลาวด์ก็ปฏิเสธความช่วยเหลือแบบเดิม และเข้าไปสู้จนเอาชนะบอสใหญ่ได้ (ตามสูตร)

จากนั้นในช่วงจากลา แอริธที่หมดห่วงแล้ว ก็จะเข้าใจและร่ำลากับทุกคน...

เธอเดินเข้าไปใน Destiny's Crossroad อันสว่างวาบที่เชื่อมไปยัง Timeline ที่ 3 ซึ่งแซ็คยืนรออยู่

แล้วก็หันมายิ้มให้คลาวด์... ซึ่งคลาวด์ก็ยิ้มตอบ แล้ว Destiny's Crossroad ก็ปิดลง

จากนั้นไปคือ Timeline ที่ 2 ที่คลาวด์และพรรคพวก ก็ได้ใช้ชีวิตกันต่ออย่างมีความสุข คลาวด์เองก็สบายใจแล้ว และได้อยู่กับทิฟาของ Timeline นี้อย่างลงตัว ไม่ทำให้เธอปวดหัวแล้ว




ภาพสุดท้ายก็คือภาพถ่ายหมู่ของทุกคนหน้าบาร์ Seventh Heaven ในเมืองเอจด์ และตัดไปยังภาพ Buster Sword ที่ถูกนำไปปักไว้ภายในโบสถ์ตามเดิม

บันทึกการเล่น FFVII Remake วันที่ 16 (Ending)


เป็นบันทึกการเล่นของผมที่เขียนใส่ notepad ไปด้วยระหว่างเล่น ช่วงคืนวันที่ 15 ถึงเวลา 3 นาฬิกาของวันที่ 16 เม.ย. 2020 ครับ 

บทนี้เป็นเนื้อหาที่ถูกแต่งใหม่ขึ้นมา เกือบทั้งหมด ดังนั้นจึงเป็น Spoiler ล้วน ๆ นะครับ



============================
<<<Spoiler Alert !!!>>>
<<<ATTENTION>>>
<<<ส่วนด้านล่างนี้ Spoil แล้ว>>>
============================

เพื่ออรรถรสสูงสุดในการเล่น ขอให้คนที่ sensitive เรื่องการสปอยล์ข้ามไปนะครับ

**ตอนนี้เนื่องจากรายละเอียดมันเยอะ เพื่อความละเอียด ผมผมเลยเอาบันทึกระหว่างเล่นเวอร์ชั่น Eng มาแก้ไข โดยผมไปดูคลิปเวอร์ชั่น JP แล้วผสมบทสนทนาบางส่วนจาก JP ที่เห็นว่าเหมาะสมกว่าแทรกเข้าไปด้วย มันจึงเป็นการผสมใจความ 2 ภาษา

1. พวกคลาวด์นั่งรถหนีออกมาจากตึกชินระ แต่ออกมาไม่ทันไร แบร์เร็ตเรียกให้ทุกคนหันกลับไปดู เห็นผู้คุมชะตาจำนวนมหาศาลอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน บินวนเวียนรอบตึกชินระเต็มไปหมด

2. รูฟัสที่มองเห็นผู้คุมชะตาได้ มองตามผู้คุมที่บินผ่านหน้าเขา และถามขึ้นว่า "นี่มันอะไรเนี่ย?" แล้วก็เดินออกไปมองนอกหน้าต่างที่เห็นผู้คุมโผล่มาบินวนรอบตึกอย่างโกลาหล (ถ้าเป็นผมคงสติแตกไปแล้ว) เส็งที่เดินมาด้วยถามว่ามีอะไรผิดปกติเหรอ? รูฟัสทำหน้าแปลกใจที่เส็งมองไม่เห็น แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา จากนั้นรูฟัสก็บอกให้เรียกสมาชิกบอร์ดชินระเข้าพบเขาเลย

3. แบร์เร็ตสงสัยว่าเวจด์จะยังติดอยู่ในตึกชินระมั้ย ทิฟาก็บอกว่าคงติดอยู่แน่เลย แต่ขอให้เขาปลอดภัยเถอะ

4. ทหารชินระโผล่มาไล่ตามพวกคลาวด์ ทุกคนบึ่งรถหนี และต่อสู้กับ Motor Ball จนชนะได้

5. รถของแบร์เร็ตจะเกือบชนกับเฮลิคอปเตอร์ที่ตกลงมา แต่ผู้คุมชะตาจะมาป้องกันไว้ให้อีก เรดก็บอกว่าผู้คุมมันช่วยให้เป็นไปตามชะตากรรมน่ะ

6. ขับไปจนเกือบสุดทาง เจอเซฟิรอธ (ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าร่างย้อนรวมเบอร์ 2 แปลงกายมานั่นแหละ) ยืนรออยู่ แอริธจะบอกว่าคุณน่ะผิดแล้ว (ผิดอะไรฟะะะ ไอ้พวกรู้อนาคตสองคนนี้ไปคุยอะไรกันมาก่อนนน พูดให้รู้เรื่องบ้างเซ่!!) ทุกอย่างของคุณน่ะผิดหมด

7. เซฟิรอธบอกว่าชีวิตทั้งหมดเกิดขึ้นมาจากดวงดาว ถ้าล้มล้างดวงดาวได้ ทุกอย่างก็จะจบสิ้น คลาวด์ก็ตอบไปว่าโลกจะไม่หายไป แต่ไอ้ที่ต้องจบสิ้นน่ะ คือแก!! (ควักปังตอออกมา)

8. มิดการ์โดนผู้คุมชะตาโผล่มาปกคลุมเต็มไปหมด พวกมันต่างพร้อมใจกันกรีดร้องโหยหวนดังสนั่นไปทั่ว และปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง


9. ในตอนนั้นเองแอริธ รู้สึกได้ถึงแซ็คที่กำลังเผชิญหน้ากับทหารนับพันนายอยู่หน้าเมืองมิดการ์ (เหตุการณ์ปลายกันยายน นิวเอร่า 0007 ตอนจบของ Crisis Core หรือราว 3 เดือนก่อนวันนี้) ซึ่งเมืองมิดการ์ที่แซ็คเห็นเป็นตอนกลางวันและมีผู้คุมจำนวนมากล้อมเมืองอยู่เหมือนกัน แซ็คบอกว่าอุตส่าห์ลากสังขารมาถึงนี่ ต้อนรับกันแบบนี้รึ? แล้วแซ็คก็ภาวนา ก่อนจะพุ่งเข้าไปอิรัชชัยมาเสะะะะะะ ซัดกับทหารนับพัน

10. พอเสียงโหยหวนหยุดลง เซฟิรอธเอาดาบฟันผ่าผู้คุมที่ขวางทางออกจากเมืองไว้ เกิดเป็นมิติพิศวงสีดำ แล้วก็หันมาบอกมาบอกให้รีบตามมาเร็ว ๆ นะ คลาวด์ (ภาคอังกฤษจะบอกว่าฉันรออยู่นะคลาวด์)

11. คลาวด์จะเดินเข้าไปแล้ว แต่แอริธดึงแขนไว้ และเดินแซงขึ้นมา เธอส่งพลังเข้าไปในมิติพิศวง ทำให้มิติสีดำ กลายเป็นมิติสีขาว... (for what!?)

12. แอริธเตือนว่านี่เป็นจุดที่ไปแล้วจะถอยกลับมาไม่ได้ นี่คือทางแยกของชะตากรรม ข้างนอกนั้นมีเสรีภาพอันไร้ขอบเขตจนน่าสะพรึงรอยู่ ก็เหมือนท้องฟ้าที่ยิ่งใหญ่ไม่มีสิ้นสุด เสียงที่เราได้ยินกันอยู่นี้คือเสียงของดวงดาว เสียงของคนที่เกิด เติบโต ตายจาก และหวนกลับคืนสู่โลก กำลังโหยหวนอย่างเจ็บปวด คำพูดของพวกเขาส่งไปไม่ถึงเซฟิรอธ

13. แอริธเปรียบเปรยว่าช่วงเวลาทั้งหมด ความทรงจำทั้งหมด สิ่งสำคัญต่าง ๆ ที่เสียงเหล่านั้นโหยหวนมา คล้อยผ่านไปอย่างสูญเปล่าราวกับฝนที่หยดลงและไหลผ่านด้านหลังของเซฟิรอธไป และเมื่อผ่านไปแล้ว เซฟิรอธก็ไม่สะทกสะท้านรู้สึกรู้สาอะไรเลย เซฟิรอธเฝ้าบอกว่าสิ่งเดียวที่เขาแคร์ก็คือดวงดาว (เขาไปบอกหล่อนตั้งกะเมื่อไหร่!? หล่อนช่วยพูดมาให้ชัดว่าไปคุยกันในมิติไหน ชาติภพไหนม๊าาา) ทำทุกอย่างเพื่อปกปักรักษาดวงดาว แต่นี่ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง... ศัตรูที่แท้จริงของดวงดาวก็คือเซฟิรอธ เราต้องหยุดเซฟิรอธให้ได้ ดังนั้นฉันจึงอยากให้คลาวด์ และทุกคนช่วยกัน เราทุกคนจะช่วยกันได้ แต่เมื่อเราทำแล้ว ตัวเราจะเปลี่ยนไปยิ่งกว่าชะตากรรม ถ้าเราทำสำเร็จ ถ้าเราชนะ เราจะเปลี่ยนไป... ดังนั้น ขอโทษนะ ฉันถึงได้ลังเล

14. คลาวด์เองก็บอกว่าเขาจะต้องไปฆ่าเซฟิรอธให้ได้ (เวอร์ชั่น Eng ใช้แค่คำว่า Stop พอ) และน่าแปลกที่ตัวเขาเองก็ได้ยินเสียงโหยหวนแบบนี้มาทั้งชีวิตแล้ว

15. เรดสงสัยว่าพวกเรามีชะตากรรมที่จะต้องขัดขืนชะตากรรมรึเปล่านะ? ทิฟาก็บอกว่าพวกเราควรไป (หยุดเซฟิรอธ) แอริธก็ขอบคุณคลาวด์และบอกว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันก็โอเค ตราบใดที่เรายังอยู่ด้วยกัน


16. ทุกคนเดินเข้ามาในมิติพิศวงสีขาว ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า Destiny's Crossroad (ทางแยกแตกแขนงไปสู่ชะตากรรมแบบต่าง ๆ) แล้วก็เจอมิดการ์ในอีกโลกนึง มีทั้งฟ้าผ่า ลมพายุ ทุกอย่างโกลาหลไปหมด แล้วพวกผู้คุมชะตาจำนวนมากก็มารวมตัวกัน กลายเป็นร่างผู้คุมชะตายักษ์ (ที่มีรูปร่างและคอนเซปต์บางอย่างเหมือนฮาร์ทเลส Darkside ใน KH) ซึ่งตัวละครในเกมนี้จะเรียกมันว่า Arbiter of Fate แต่ถ้ากดสแกนมันจะขึ้นชื่อว่า Whisper Harbringer... เจ้าผู้คุมยักษ์ก็ปล่อยพลัง ทำลายเมือง ทำลายทาง หมายจะปลิดชีพพวกคลาวด์


17. ผู้คุมยักษ์ เสกผู้คุมย่อยมาอีก 3 ตัว ซึ่งมีชื่อว่า Whisper Rubrum, Whisper Virdi, Whisper Croceo ซึ่งทั้ง 3 ตัวลองกดสแกนแล้วจะได้ข้อมูลใกล้เคียงกัน บอกว่าพวกมันคือตัวตนจากอนาคต ซึ่งปรากฏตัวในปัจจุบัน ต่อสู้เพื่อปกป้องอนาคตที่พวกมันจะได้มีตัวตนอยู่ (แปลว่าถ้าชนะพวกมันได้หมดแล้ว เปลี่ยนแปลงชะตากรรมได้ จะไปสู่อนาคตที่พวกมันไม่ได้เกิดมางั้นรึ?)

18. ผู้คุมยักษ์ก็โจมตีกวนตีนเราไปด้วย ท่าโจมตีมันก็บ้าอำนาจเหลือเกิน มีทั้ง Correction / Intercession / Determination / Reformation / Indomitable

19. ระหว่างต่อสู้ ผู้คุมยักษ์จะส่งภาพนิมิตอนาคตตามชะตากรรมที่ถูกต้อง เข้าสู่สมองพวกคลาวด์โดยตรง มีทั้งอนาคตที่โลกเขียวชอุ่มและเรดได้วิ่งเล่นกับลูกหลาน อนาคตตอนเมเทโอพุ่งชนโลก แต่แอริธบอกว่าอนาคตมันควรจะเป็น Blank Page (ให้มนุษย์ทุกคนได้มีสิทธิลิขิตชะตากรรมของตัวเอง)

20. Whisper Rubrum, Virdi, Croceo รวมร่างกันเป็น Whisper Bahamut เข้ามาสู้ด้วย จากนั้นคลาวด์จะยังเห็นอนาคตที่ตัวเองสู้กับเซฟิรอธที่หลุมทางเหนือ / อนาคตที่แอริธใช้โฮลี แล้วเกิดเรื่องจนมาเทเรียขาวตกน้ำ / อนาคตที่ตัวเองเอาร่างแอริธไปลอยน้ำ

21. ชนะแล้วทุกคนจะช่วยกันย่ำยีผู้คุมยักษ์ โดยเรดใช้ท่า Stardust Ray ที่เป็น Limit 2 ขั้น 2 ในภาคออริจินอล


22. นึกว่าจะจบ... ท้องฟ้ากลับเปิดออก เผยให้เห็นเมเทโอโผล่มากลางฟ้า โดยมีเซฟิรอธที่ลอยอยู่หน้าเมเทโอ ดูดเอาผู้คุมวิญญาณจำนวนมหาศาลเข้าไปในร่างตัวเอง (ซึ่งผมก็คิดว่าตานี่ ก็เป็นร่างย้อนรวมเบอร์ 2 ที่เดินล่วงหน้าเข้ามาก่อน)

23. พายุ คลื่นลม พลังปราณ ทำลายมิดการ์ยับ เฉดสีภาพกลายเป็นสีเทา ๆ แบบ Advent Children เลย ทุกคนกระเด็นไปคนละทาง แต่เซฟิรอธเข้ามาหาคลาวด์ และคลาวด์ก็บอกว่ามาทำให้มันจบลงตรงนี้ เพลง One Winged Angel ก็บรรเลงขึ้น โดยเซฟิรอธร่างนี้มี HP 65,157

24. ระหว่างต่อสู้ด้วยมุมกล้องและท่วงท่าแบบภาค AC ทิฟากับแบร์เร็ตจะกระโดเข้ามาช่วยกันรุมทึ้งด้วย..... ซึ่งผมโคตรฟินเวลาได้เห็นแบร์เร็ตเรียกเซฟิรอธว่า Assholesss!!! แล้วก็พุ่งเข้าไปชก ทุบ กระโดดตุ๊บบบบบ แม่งอิ่มมมม

25. เซฟิรอธเริ่มเสียเปรียบหนัก ลอยขึ้นฟ้า เร่งพลังเรียกเมเทโอมา แถมยังร่าย Shadow Flare ไปด้วย... มึงติด W-Materia มาเหรออ!? มันก้ยังอุตส่าห์ใจดี นับเวลาถอยหลังให้เรา.... แต่พอเรารีบกำจัดมันได้ เมเทโอทีถูกเรียกมาก็หายไปกลางอากาศดื้อ ๆ


26. เซฟิรอธที่ยืนเซแล้ว ปล่อยผู้คุมวิญญาณบางส่วนที่ดูดกลืนไปออกมาจากร่าง ให้มาโจมตีขัดขวางพวกคลาวด์ แต่แอริธกับเรดตามมาช่วยป้องกันไว้ แอริธบอกพวกเราจะทำได้ เปลี่ยนแปลงมัน ทำให้ถูกต้องได้ ทุกคนช่วยกันโจมตีเปิดทางให้ ทำให้คลาวด์พุ่งเข้าไป... เซฟิรอธยืนยิ้ม แล้วปล่อยให้คลาวด์ฟาดเข้าไปจัง ๆ ร่าง (โดยไม่ยกดาบขึ้นมาป้องกัน!?) ทำให้เซฟิรอธตัวแตกกก ผู้คุมวิญญาณมหาศาลที่ดูดเข้าไปพุ่งกระจายออกมา แต่แทนที่จะกระจายหายไป ดันพุ่งเข้าล้อมจุดที่คลาวด์อยู่ จนเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ขึ้น

27. คลาวด์โดนสูบเข้าไปในพิศวงอีกครั้ง คราวนี้มาโผล่บนดาวประหลาดกลางอากาศ (โดยภาพตอนล่องลอยเข้าไปเหมือนฉากตอนสุดท้ายของออริจินอล ที่ Spirit Energy ของคลาวด์ โดน Spirit Energy ของเซฟิรอธเรียกไปสู้กัน) คลาวด์มาถึงจะเจ็บหัวอีกแล้ว... เซฟิรอธก็เดินเข้าไปมาพูดแปลก ๆ ว่าระวังหน่อย "That which lies ahead... does not yet exist" ก็คือเตือนว่าไอ้ภาพนิมิตที่คลาวด์เห็นตอนเจ็บหัว มันยังไม่เกิดขึ้นจริง


28. คลาวด์รีบดึงมือออกมาแล้วกระโดดถอย เซฟิรอธก็มองขึ้นไปยังอวกาศ แล้วบอกว่าสักวันหนึ่งดาวของพวกเราก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน (ซึ่งตอนผมเล่น ผมคิดแค่ว่าก็คือกลายเป็นขยะอวกาศในสักวันนึง แค่นั้นนะ... แต่อาจจะตีความว่าเป็น Cosmic being ซัมติงก็ได้) เซฟิรอธบอกว่าเขาจะไม่ยอมจบสิ้น และก็จะไม่ยอมปล่อยให้คลาวด์จบสิ้น... ที่ ๆ เรายืนอยู่นี่คือ Edge of Creation... (ถึงตรงนี้ผมเริ่มรู้สึกว่า ไอ้นี่ไม่ใช่ร่างย้อนรวมเบอร์ 2 ละ แต่เซฟิรอธในที่แห่งนี้ น่าจะเป็นตัวจริง)

29. เซฟิรอธจะพูดดี ๆ ขอความร่วมมือจากคลาวด์ มาต่อต้านชะตากรรมด้วยกัน (แล้วก็ยื่นมือออกมา) ซึ่งผมมองว่า... ยังไงไอ้คนที่เคยพูดว่า Shall i give you despair? และถามว่าอะไรคือสิ่งสำคัญของแก จะช่วงชิงมาให้หมด มันไม่มีทางญาติด้วยแน่นอนนน มันมีแต่จะครอบงำ ควบคุม หลอกใช้ อย่างที่ทำมาตลอด...

30. คลาวด์ตกใจ แขนยกขึ้นมานิดนึงแล้ว แต่รีบตั้งสติกำหมัด แล้วจับดาบบอก "ไม่มีวันนน"

31. คลาวด์และเซฟิรอธดวลกัน โดยมุมกล้องซูมที่หน้าแบบตอนจบภาคออริจินอล... ซึ่งคลาวด์โดดไปมาเป็นลิงและพุ่งเข้าโจมตี ในขณะที่เซฟิรอธยืนอยู่กับที่อย่างเดียว และคอยตั้งรับป้องกันการโจมตีเป็นหลัก (ราวกับว่าไม่กะจะเอาชนะเลย) จนเซฟิรอธบอกว่ายังไม่พอ แล้วก็ฟาดดาบในมือคลาวด์กระเด็นไปไกล

32. คลาวด์ที่ไม่มีดาบในมือ เจอเซฟิรอธกระซิบข้างหู "มีเวลา 7 วินาทีก่อนจะจบ น่าจะพอสำหรับแก แต่แกจะทำยังไง? ไว้มาดูกัน" (ซึ่งผมเล่นครั้งแรกก็งงแดกว่าอะไรวะ!? แต่เห็นมีหลายคนคิดว่า มันคือเวลาที่เซฟิรอธกระโดดลงมาโจมตีปลิดชีพแอริธ อาจจะเป็นการเตือนก่อนว่ามีเวลาป้องกันเธอ 7 วินาที... แต่ผมยังไม่อยากซื้อไอเดียนี้เท่าไหร่ เซฟิรอธไม่น่าจะมาเตือน เจาะจง หรือให้ความสำคัญกับประเด็นนี้)


--------------------------------------------------------

[Ending]

33. ไฮเด็กเกอร์มาเรียกรูฟัสว่าท่านรองประธาน แต่เส็งเดินมาเรียกว่าท่านประธาน รูฟัสก็ตอบแบบนี้ถึงจะถูก แล้วรูฟัสก็เดินไปนั่งเก้าอี้ประธานชินระ ให้พวกสมาชิกบอร์ดมารายงานตัว

34. ที่ห้องทดลองของโฮโจ ลูกน้องกำลังโกลาหลที่เจโนว่าหายไป ส่วนโฮโจก็หัวเราะร่วนที่ Jenova Reunion Theory ของแกถูกต้อง


35. ทางด้านแซ็คที่กำจัดทหารร่วมพันคนได้หมด ก็มีถุงมันฝรั่ง ปลิวผ่านด้านหลัง โดยมุมกล้อง Close up - slow motion ไปที่ถุง เผยให้เห็นโลโก้หมาสแตมป์ที่หันคนละทาง และเป็นหมาคนละพันธุ์กับที่เราเห็นกันมาทั้งเกม... อ่ออ อันนี้วิญญาณชาว KH ทำให้ผมเก็ตทันทีว่า มันคือคนละ Timeline กับภาค Remake และ Original.... หรือจากนี้ไปจะเรียกว่า "Timeline ที่ 3"

36. แซ็คบอกว่าหมดแล้วเหรอ? เฮ่ยคลาวด์ เห็นเปล่าวววะ!? แล้วก็เกิดแรงระเบิดขึ้นมาจากทางมิดการ์... เหล่าผู้คุมวิญญาณที่ปกคลุมเมืองอยู่สลายไป กลายเป็นอนุภาคแสงสีขาวตกลงมาจากฟ้า


37. ชาวสลัม 7 ที่รอดชีวิต กำลังต่อคิวรับอาหารจากร้านที่ทำแจกฟรี, มีการช่วยเหลือคนเจ็บ, มีคนกำลังช่วยกันเคลียร์ซากเมืองที่ถล่มลงมา, เด็กเข้ามากอดหมาที่รอดชีวิต, เด็ก ๆ กำลังวิ่งเล่นกัน, ผู้ชาย 6 คนช่วยกันยกป้ายบาร์ 7th Heaven ลงมาท่ามกลางรอยยิ้มของป้า Marle


38. ที่บ้าน Leaf House ในสลัมเขต 5 บนชั้น 2 บิ๊กที่รอดตายจากเหตุการณ์เสาค้ำเพลทถล่ม กำลังนอนพักอยู่ รู้สึกตัวและลืมตาขึ้นมาาาาา (ช็อคกุ~~~~)


39. มาร์ลีนที่ตอนนี้อยู่บ้านเอลมัยร่า กำลังรดน้ำต้นไม้ และรู้สึกได้ถึงแบร์เร็ตที่อยู่ไกลออกไป... (Easter Egg ซีนฉากจบภาคออริจินอล) แบร์เร็ตเองที่ตอนนี้ออกมานอกเมืองมิดการ์และถอดแว่นแล้ว ก็ยื่นมือมาทางเมือง แล้วบอกว่าเขาจะกลับมา (หัวใจสื่อถึงกันแบบนี้ โนมุระสั่งมาแน่นอนนน)

40. พวกคลาวด์ยืนอยู่บนเนินหน้าเมืองมิดการ์ ทิฟาถามว่าเอาไงต่อ? แอริธส่ายหัว คลาวด์ที่ยังสะพาย Bustwer Sword อยู่ก็บอกว่าตราบใดที่เซฟิรอธยังอยู่... (แบร์เร็ตงงว่านึกว่าปราบไปแล้วซะอีก)


41. แอริธก็สปอยล์ว่าพวกเราทำได้ และจะไปทำ (ปราบเซฟิรอธ) ทิฟาก็เอาด้วย เรดก็บอกว่าเชื่อใจจมูกนักล่าเขาได้เลย แบร์เร็ตก็บอกมีคนระยำตำบอนจะทำลายโลกใช่มั้ย? ศัตรูของโลก ก็คือศัตรูของอวาแลนซ์!!

42. คลาวด์หันมายิ้มให้แบร์เร็ต พยักหน้า จังหวะ Bromance แมน ๆ คุยกันแบบนั้น ท้องฟ้าก็วิปริตแปรปรวนทันใด แล้วฝนก็โปรยลงมาทันที เพลงจบ Hollow ก็ดังขึ้น

43. ....ในสถานที่เดียวกัน (เนินหน้าเมืองมิดการ์) แต่ต่าง Timeline กัน... คลาวด์ของ Timeline Remake (Timeline ที่ 2) กำลังเดินไปด้านหน้า โดยแอริธที่ตามหลังมา รู้สึกได้ว่าแซ็คจาก Timeline ที่ 3 ที่เป็นช่วงเวลาประมาณ 3 เดือนก่อนกำลังพยุงคลาวด์ของ Timeline นั้นสวนเข้าไปทางเมืองมิดการ์


44. แอริธชะงัก เธอยกมือขวาขึ้นมารับสายฝนที่ตกลงมาสู่มือ และพูดขึ้นว่า "ฉันคิดถึง... ท้องฟ้าเหล็กนี้" (I miss it. The steel sky.)

ซึ่งในความหมายเปลือกหน้า ก็แปลว่าเธอคิดถึงสลัมเมืองมิดการ์ที่ปกคลุมด้วยเพลท เมืองที่เธอเติบโตมาตั้งแต่เด็กจนอายุ 22 ปี เมืองที่เธอใช้ชีวิตอยู่กับแม่เลี้ยงเอลมัยร่า (ยังไม่ได้กลับมาไปบอกเอลมัยร่าเลยว่าปลอดภัยแล้ว) และเมืองที่เธอได้พบกับรักแรกอย่างแซ็ค

แต่ในความหมายลึกกว่านั้น... ผมที่เป็นเรือแอค้าว รู้สึกจุกเหมือนเรือผมโดนขีปนาวุธจากเรือหลวงยิงใส่ แล้วกำลังจมอย่างมิอาจขัดขืนต่อต้านใด ๆ ได้

จำได้มั้ยว่าใน Chapter 8 ประโยคจากภาคออริจินอลที่คลาวด์ถามว่า "คบกันจริงจังงั้นรึ?" แล้วแอริธตอบ "เปล่านะ แค่ชอบอยู่พักนึง" โดนตัดไป.... ซึ่งตอนนั้นผมก็งงว่าตัดไปทำไม... แต่ต่อมาก็สังเกตเห็นว่า ตอนคลาวด์ถามว่ารักแรกของเธอชื่ออะไร จากออริจินอลที่แอริธตอบว่า "ช่างมันเถอะ" ในภาครีเมคนี้แอริธกลับตอบมาเต็มปากเต็มคำว่า "แซ็ค" เพียงแต่คลาวด์โดนเซลล์เจโนว่ากลบให้ไม่ได้ยิน หลังจากนั้นเธอยังพูดกับตัวเองอีกว่า "ต้องมองไปข้างหน้า ไม่ย้อนกลับสินะ"

ไหนจะเหตุการณ์ใน Chapter 14 ที่แอริธพูดว่าคลาวด์ "จะรักฉันไม่ได้นะ ต่อให้เธอคิดว่ารัก แต่นั่นมันไม่ใช่รักจริง...."

ทั้งหมดทั้งมวล... มันสื่อว่าแอริธคนนี้ ใน Timeline ที่เราเห็นอยู่นี่... เธอยังไม่มุ้ฟอรจากแซ็คคคคคคคคคคคคคคคคคคค

ดังนั้น จากบริบทที่เธอรู้สึกได้ถึงแซ็คใน Timeline ที่ 3... กำลังมุ่งหน้าเข้าไปยังเมืองมิดการ์ และเธอพูดว่า "ฉันคิดถึง... ท้องฟ้าเหล็กนี้"



ความหมายจริง ๆ ของมันคือ... "ฉันคิดถึงแซ็ค"

แล้วเพลงมันก็ดังขึ้นมา

"Would you be here, in my embrace?
Shine bright, once more
Guide me, to you
Smile bright, once more
This time, I will never let you go"

"But I, I know
That you're, long gone
But I, I will
Go on, howling and hollow"

อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก~ (เสียงกรีดร้องของคนเรือล่ม)

ก็ไหนคุณโนมุระบอกในแฟมิซือว่าเพลงนี้แทนความรู้สึกของคลาวด์ แต่มันไม่ใช่อ่ะะะ นี่มันคือความรู้สึกของแอริธตอนนี้ชัด ๆ - https://www.famitsu.com/news/202003/02193727.html

***จบเกมใช้เวลารวม 45 ชั่วโมง เป็นเวลาหยุดพิมพ์, คิด และเปิด Ref รวมกันราว 5 ชั่วโมงได้ (ทำไป 24 เควสต์ครบสำหรับรอบแรก)

----------------------------------------

แต่หลังจากนั้น ผมก็ประกอบความคิดในหัวนิดหน่อย แล้วรู้สึกว่าสิ่งที่คิดขึ้นมามันลงตัวมาก จนเกิดทฤษเฎาตอนจบสุดท้ายของ Timeline ที่ 2 นี้ขึ้นมาได้ทันที ซึ่งผมเกิด Strong Feeling ว่ามันต้องใช้แน่ ๆ และคนที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ก็อาจจะคิดในสิ่งเดียวกันกับผมขึ้นมาได้ทันที ว่าแล้วผมก็เลยหัวเราะไม่หยุด ซึ่งทฤษเฎานั้น ก็จะอยู่ในคลิปที่จะเผยแพร่ช่วง 5 โมงเย็นวันนี้ครับ เป็นคลิปที่ผมให้สัมภาษณ์ไว้ตอนวันพฤหัสบดี ก็คือนอนตื่นมาแล้วก็ให้สัมภาษณ์สื่อเจ้านึงเลย

Friday, April 17, 2020

เจเนซิส จะกลับมาใน Final Fantasy VII Remake Part ต่อ ๆ ไป


Did you know? ในหนังสือ Crisis Core Final Fantasy VII Ultimania ที่วางจำหน่ายในเดือนตุลาคม 2007 หรือ 13 ปีที่แล้ว...

ตั้งแต่หน้า 542 เป็นต้นไป เป็นส่วน Q&A กับ Scenario Staff  ซึ่งไม่ได้มีการระบุว่าใครเป็นคนตอบคำถาม (แต่ก็น่าจะช่วยกันตอบ แล้วค่อยเรียบเรียงขึ้นมา)

ในส่วน Section 6 ที่เป็นตอบคำถามเรื่องของเจเนซิส ได้มีการอธิบายไว้ว่า (คัดลอกจากที่ผมแปลไว้ตอนปี 2008 : http://web.archive.org/web/20140803133314/http://ffplanet.exteen.com/20080402/q-a-crisis-core-ffvii-ultimania-6)

"หลังจากเจเนซิสเกิดมาแล้ว ชินระก็ส่งเขาไปให้เจ้าของที่ดินของหมู่บ้านบาโนล่าเลี้ยงดู เจ้าของที่นั้นได้รับหน้าที่ให้คอยสังเกตดูพฤติกรรมและการเติบโตของเจเนซิส ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี การได้ใช้ชีวิตร่วมกันก็ทำให้เจ้าของที่ดินนั้นรู้สึกรักเจเนซิสเหมือนกับลูกแท้ ๆ จริง ๆ ตัวเขานั้นคิดที่จะทรยศ ให้ข้อมูลเท็จกับชินระเพื่อปกป้องเจเนซิสด้วยซ้ำ (ในเกมพอลาซาร์ดติดต่อไปว่าเจเนซิสอยู่ที่บาโนล่ารึเปล่า พวกเขาก็โกหกว่าเปล่า) อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่ความรักและความจริงใจนี้ไม่ได้ถูกส่งผ่านเข้าไปในหัวใจของเจเนซิสแม้แต่น้อย เมื่อเจเนซิสรู้เรื่องชาติกำเนิดของตัวเอง และรู้ว่าผู้ที่เลี้ยงดูเขามาเป็นแค่คนที่ถูกสั่งให้ทำหน้าที่คอยจับตาดูเขา เขาจึงฆ่าพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงของเขาทิ้ง"

"เป้าหมายของเจเนซิสก็คือการรักษาอาการเสื่อมสภาพของตนเอง เขาได้พยายามค้นหาวิธีหลาย ๆ วิธีเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยของตน ในตอนท้ายเขาไม่สามารถเอาเซลล์ของคลาวด์ออกมาได้ แถมฮอลันเดอร์ก็ดันมาตายไปซะอีก เจเนซิสจึงได้พยายามตีความหมายของบทกลอนใน Loveless เพื่อหาว่าแท้จริงแล้วของขวัญจากเทพธิดาคืออะไร แล้วเขาก็ได้ความว่าผิวน้ำในบทกลอนนั้นต้องหมายถึงไลฟ์สตรีมแน่ๆ แสดงว่าของขวัญจากเทพธิดามันต้องเกี่ยวข้องกับไลฟ์สตรีม เขาจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากไลฟ์สตรีมแทน"

"ต้นฉบับบทสุดท้ายของ Loveless นั้นเป็นสิ่งที่สูญหายกระจัดกระจายไปก่อนที่จะมีการตีพิมพ์ มันจึงไม่มีอยู่จริงบนโลกของ FFVII มีผู้เชี่ยวชาญมากมายพยายามสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับตอนจบของ Loveless ขึ้นมา ซึ่งก็รวมถึงเจเนซิสด้วย คำกล่าวในตอนจบที่เป็นฉากกระดาษปลิวไปปลิวมา นั่นคือบทสรุปของวรรณกรรม Loveless ตามทฤษฎีของเจเนซิส"

"การได้ต่อสู้กับแซ็คและพ่ายแพ้อย่างสมศักดิ์ศรี ทำให้เจเนซิสรู้สึกว่าเขาได้รับความภาคภูมิใจในฐานะของโซลเยอร์คนหนึ่งกลับคืนมา หลังจากนั้นเขาก็เริ่มคิดว่าในเมื่อเซฟิรอธและแองจีลตายไปแล้ว ก็เหลือแต่เขาเพียงคนเดียวที่จะสามารถปกป้องโลกใบนี้ต่อไปได้ และเพื่อการเตรียมพร้อมสำหรับวันที่วิกฤตจะมาเยือนโลกอีกครั้ง เจเนซิสก็ได้ผนึกตัวเขาเองอยู่ในห้องลับด้วยความตั้งใจของตัวเขาเอง การที่เขาจะผนึกตัวเองนี่ก็คือความหมายที่แท้จริงของตอนจบ Loveless ในทฤษฎีของเจเนซิสน่ะเอง และนี่ก็คือความหมายที่แท้จริงของตอนจบภาค DC ด้วย"

ในขณะที่ Section 7 ที่เป็นหัวข้อ G SOLDIER ก็มีการลงท้ายไว้ว่า (คัดลอกจากที่ผมแปลไว้ตอนปี 2008 : http://web.archive.org/web/20140803132851/http://ffplanet.exteen.com/20080404/q-a-crisis-core-ffvii-ultimania-7)

"คนที่เล่นเฉพาะภาค DC อาจเข้าใจฉากจบลับในทำนองว่า 'วายร้ายหลุดจากการผนึกออกมาคุกคามโลกอีกแล้วเหรอเนี่ย!!' แต่ถ้าได้ลองกลับไปดูฉากนั้นอีกครั้งหลังจากที่เล่นภาค CC จบแล้ว พวกเขาคงต้องตีความฉากจบนั่นไปในทางตรงกันข้ามกันเลยทีเดียว"

--------------------------------------------------

อันนั้นคือส่วนของ [Fact] ที่ทีมงานให้ไว้ ที่จริงแล้วเหมือนมีบทสัมภาษณ์อีกจุดหนึ่งที่จะเสริมสิ่งที่ผมกำลังอยากจะสื่อ แต่ผมนึกไม่ออกว่าบทสัมภาษณ์นั้นเผยแพร่ในช่วงเดือนปีอะไร....

แต่เอาเป็นว่า ณ ตอนนั้นแฟนฮาร์ดคอร์ของ Compilation of FFVII ที่ได้ติดตามข่าวสารจาก Ultimania เล่มนี้แล้ว ต่างเข้าใจตรงกันหมดว่า... เจเนซิสปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับชินระต่อไปแล้ว เขาได้หนีไปซ่อนตัวและผนึกตัวเองไว้ การที่เจเนซิสตื่นขึ้นในตอนจบของ Dirge of Cerberus นั่นก็เพราะเขาสัมผัสได้ถึงภยันตรายที่ร้ายแรงที่สุดที่กำลังจะมาเยือนโลก ซึ่งบนโลกที่ปราศจากเซฟิรอธและแองจีลแล้ว คนที่จะหยุดยั้งมหันตภัยนั้นได้... ก็มีแต่ชายเสื้อแดงเจ้าบทเจ้ากลอนอารมณ์ศิลปินคนนี้ คนเดียวเท่านั้น...

ดังนั้น ในส่วนหนึ่งของทฤษเฎาเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตของ Timeline - Remake ซึ่งผมว่าอาจจะเขียนลงได้พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้.... ผมคิดว่าถ้ามีบอสใหญ่ตัวใหม่ ที่อยู่หลังเซฟิรอธไปอีก ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างชัดเจนเมื่อไหร่...

เจเนซิสจะกลับมา เพื่อร่วมต่อกรกับภยันตรายที่ร้ายแรงที่สุดนั้น ในฐานะของศิลปินคนนึง ที่คลั่งเรื่องความฝัน เกียรติภูมิ และการมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างสง่างามเหมือนกับทุก ๆ คน