Friday, July 4, 2014

บทสัมภาษณ์วาตานาเบะ ไดสึเกะ ส่งท้าย Reminiscence -tracer of memories-


ใน Reminiscence -tracer of memories- ตอนที่ 10 ซึ่งเป็นตอนสุดท้าย มีเนื้อหาโดยย่อว่า แอเด้ได้ขึ้นรถไฟเพื่ออกเดินทางไกลไปหาใครบางคน พอขึ้นไปแล้วเธอก็เห็นไลท์นิ่งอยู่บนรถไฟขบวนนั้น ตัวไลท์นิ่งเองก็รู้ว่าแอเด้คือนักหนังสือพิมพ์ที่ทุกคนเล่าให้ฟัง นั่นหมายความว่าไลท์นิ่งยังคงติดต่อกับเพื่อน ๆ ของเธออยู่ผ่านช่องทางใดทางหนึ่ง แอเด้พยายามจะเข้าไปหยุดไลท์นิ่งเพื่อขอสัมภาษณ์ แต่ไลท์นิ่งซึ่งกำลังจะลงจากรถไฟในสถานีถัดไปย่อมไม่สะดวกที่จะให้สัมภาษณ์ แอเด้เลยตัดสินใจว่าไว้คราวหน้าเธอจะขอสัมภาษณ์ไลท์นิ่งให้ได้ ไลท์นิ่งได้ยินก็ยิ้มและบอกว่ามันอาจจะไม่มีทางเกิดขึ้น แอเด้เลยยืนกรานว่างั้นเดี๋ยวเธอจะขอลงรถไฟไปพร้อมกับไลท์นิ่งด้วย แต่แล้วแอเด้ก็ชะงัก แล้วคิดได้ว่าเธอได้รู้เรื่องทั้งหมดที่อยากรู้มาแล้ว และเธอก็ไม่อยากให้คำถามต่าง ๆ จากอดีตที่ยากลำบากต้องมาเป็นภาระแก่ไลท์นิ่ง แอเด้เลยยอมแพ้แล้วปล่อยให้ไลท์นิ่งไปตามทางของเธอ ไลท์นิ่งยิ้มอีกครั้งและก้าวออกจากรถไฟไป แอเด้คิดว่าถึงตอนนี้ไลท์นิ่งก็ดูมีอิสรภาพอย่างเต็มที่ มีอิสระที่จะทำทุกสิ่งตามที่ใจต้องการ มีอิสระที่จะไปพบใครตามที่เธอนัดไว้ในสถานีนั้นก็ได้ ในที่สุดไลท์นิ่งก็ได้รับชีวิตของเธอกลับคืนมาอีกครั้ง

“ในโลกที่ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าอีกต่อไปแล้ว ว่ากันว่าความตั้งใจของมนุษย์นั่นแหละคือสิ่งที่จะกำหนดชะตากรรมของโลก หากเป็นเช่นนั้น ฉันขอเลือกที่เชื่อมั่นในความปรารถนาอันแรงกล้า ให้อนาคตที่สว่างไสวยิ่งกว่ารอคอยเธอผู้นั้นอยู่ ขอให้สตรีผู้นี้ คนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดั่งประกายแสง (閃光) ให้กับโลกใบนั้น ได้พบพานกับความหวัง (希望) นี่คือคำภาวนา ความปรารถนาของฉัน”

ด้านผู้กำกับเกม คนแต่งเรื่อง คุณโมโตมุ โทริยามะ ก็ทิ้งท้ายไว้ในบทสัมภาษณ์ของแฟมิซือว่า “ผมเชื่อว่าไลท์นิ่งกำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง เธอได้มีความสุข และจะมีความสุขต่อไป ผมหวังว่ารอยยิ้มของเธอจะไม่มีวันจางหายไปจากหัวใจของพวกคุณ”

นอกจากนี้ในท้ายนิยายเล่มที่ 3 ยังได้ลงบทสัมภาษณ์คุณวาตานาเบะ ไดสึเกะ ซึ่งเป็นคนเขียนสคริปต์ให้กับเกม และเป็นคนแต่งนิยายเล่มนี้เอาไว้ ซึ่งมีเนื้อหาส่วนที่น่าสนใจย่อได้ดังนี้

แฟมิซือ : คุณรู้สึกแบบนี้นี่เอง (หัวเราะ) มีท่อนไหนหรือตอนไหนอีกมั้ยที่คุณประทับใจ? คุณชอบฉากไหนเป็นพิเศษรึเปล่า?

วาตานาเบะ : สำหรับ LRFFXIII ก็ช่วงจบเกม เริ่มตั้งแต่การต่อสู้กับบอสสุดท้ายไป บอกตามตรง เวลาผมเขียนสคริปต์นี่ผมทำงานช้ามาก ๆ ซึ่งมันทำให้คนอื่นทำงานลำบากไปด้วย ผมเลยคิดว่า “ตรูต้องเขียนอะไรที่มันเหลือเชื่อให้ได้ ให้สมกับที่ตรูลำบากมาตลอด!” มันก็ทำให้ในที่สุด ผมก็สามารถเขียนสิ่งที่ผมจะยอมรับออกมาได้ มีตัวละครมากมายที่ผมรู้จักมายาวนาน เวลาที่เขียนบทพูดให้พวกเขามันเหมือนเราได้ท่องลึกลงไปในความทรงจำ ในบรรดาสิ่งเหล่านั้น เรื่องของสโนวเป็นสิ่งที่ประทับใจผมมากเป็นพิเศษ จนถึงตอนนี้ เขามักต้องรับบทที่ไม่น่าชื่นชมเลยเป็นประจำ เพราะว่าผมไม่ได้เขียนฉากที่จะทำให้เขาดูเท่ลงไปให้เขาเลย ทว่าความสัมพันธ์ของเขากับไลท์นิ่ง... ผมชื่นชอบความรู้สึกถึงระยะห่างระหว่างเขาทั้งสองคน ใน FFXIII มีฉากที่พวกเขาไปที่บ้านของโฮป หลังจากสโนวตื่นขึ้นมาก็มีคุยกันนิดหน่อย ตอนที่ไลท์นิ่งกล่าวขอโทษ สโนวตอบกลับไปว่า “ถ้ายอมบอกชื่อจริงของเจ๊มา ผมอาจจะยอมยกโทษให้” แทนที่จะพูดจาหล่อ ๆ ทำนองว่า “ผมให้อภัย” ไลท์นิ่งที่กำลังสลดอยู่เลยต้องตอกกลับมาว่า “อย่าให้มันมากนัก” แล้วบรรยากาศอันตึงเครียดก็หายไป… ผมสนุกมากเวลาที่ได้เขียนเรื่องราวความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนระหว่างผู้ชายและผู้หญิง ให้กับสโนวและไลท์นิ่ง แล้วยังมีโฮปอีกคน โฮปเป็นคนที่ทำให้คาแรคเตอร์ของไลท์นิ่งนั้นสมบูรณ์ได้ ถ้าไลท์นิ่งไม่ได้พบกับโฮปในช่วงต้นของ FFXIII เธอก็ยังคงเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์ บางทีเธออาจหน้ามืดตามัวไปลุยกับกองทัพแล้วก็เสียชีวิต

วาตานาเบะ : โฮปติดตามไลท์นิ่งไป ผมจะว่าไงดี นั่นเป็นจุดเปลี่ยนให้ไลท์นิ่งกลายเป็นผู้พิทักษ์* (หัวเราะ) รอยยิ้มที่ไลท์นิ่งเผยให้เห็นตอนโฮปผลอยหลับไปที่ไวลด์พีคส์** ช่วงที่พวกเขาอยู่ระหว่างการหลบหนี ผมเขียนลงไปในสคริปต์ว่า “นี่เป็นครั้งแรกในเกมที่ไลท์นิ่งยิ้มออกมา” ตรงนั้นแหละคือจุดเปลี่ยน ส่วนตัวแล้วผมว่ารอยยิ้มนั้นแหละคือช่วงเวลาที่คาแรคเตอร์ไลท์นิ่งสามารถยืนหยัดเป็นตัวเองได้ในที่สุด***

*保護者 สามารถแปลได้ทั้ง ผู้พิทักษ์ ผู้ปกครอง พ่อแม่ คนที่คอยดูแลปกป้องคุ้มครองผู้อื่น

**รอยยิ้มแรกที่กล่าวถึงนั้น มีแต่ในตัวเกมเวอร์ชั่นญี่ปุ่นเท่านั้น เวอร์ชั่นอเมริกาไม่ยิ้มในฉากเดียวกัน

***หมายถึงในที่สุดตัวละครนั้นก็มีบุคลิกภาพที่สมจริง ถูกขัดเกลาจนมีคุณสมบัติที่โดดเด่น เป็นตัวของตัวเองที่แตกต่างจากคนอื่น

แฟมิซือ : นิยายนี้ยังบอกใบ้ว่าบางที โฮปอาจยังไม่ได้พบกับไลท์นิ่ง ไว้ด้วยนะ

วาตานาเบะ : ผมไม่ชอบเขียนว่า “เรื่องมันเป็นอย่างงั้นอย่างงี้” แล้วเขียนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังฉากจบออกมาอย่างเป็นทางการ เลยมีบางส่วนในนิยายที่ผมทิ้งไว้ให้ผู้อ่านได้ตีความและใช้จินตนาการกันเอง แต่ถ้าผมปล่อยให้มันคลุมเครือจนเกินไป มันจะกลายเป็นการไม่รับผิดชอบเอาได้ มันเลยเป็นการยากที่จะหาจุดสมดุล นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมลำบากมาตลอด คราวนี้ก็เช่นกัน ผมผมตั้งใจทิ้งหลายสิ่งหลายอย่างไว้ให้กับผู้อ่าน ตัวอย่างเช่น ผมแทบไม่ได้บรรยายลักษณะภายนอกของตัวละครเลย

แฟมิซือ : ผมว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้การนำเสนอในรูปแบบนิยายนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แล้วยังมีจุดไหนในนิยายอีกมั้ยที่คุณใส่ใจเป็นพิเศษ?

วาตานาเบะ : ถ้าต้องเลือกสักจุด ก็คือประโยคสุดท้าย ส่วนที่เริ่มต้นว่า... “ได้พบพานกับความหวัง...”

แฟมิซือ : …รู้นะว่าหมายความว่าอะไร!

วาตานาเบะ : ผมไม่ชอบเขียนอะไรลงไปในกระดาษ ให้มันเป็นทางการมากนัก (หัวเราะ) ผมอยากให้คนอ่านได้จินตนาการกันเองว่าเธอจะไปพบใครต่อไป ผมหวังว่าทุกคนจะสนุกกับเรื่องราวเหล่านี้กันครับ

----------------------------------------------------

เน้นซะขนาดนี้.... คงไม่ต้องตีความ ไม่ต้องใช้จินตนาการกันแล้วครัฟฟฟฟฟฟ

No comments:

Post a Comment