Wednesday, September 3, 2014

ทาบาตะเผยความชื่นชอบประวัติศาสตร์ รับอยากสร้างเกมจากประวัติศาสตร์จริง


คุณ สเปนเซอร์ นักข่าวจากเว็บไซต์ Siliconera ได้สัมภาษณ์คุณ ฮาจิเมะ ทาบาตะ ผู้กำกับเกม Final Fantasy Type-0 HD ภายในงาน PAX Prime 2014 ซึ่งมีเนื้อหาการสัมภาษณ์ดังต่อไปนี้

สเปนเซอร์ : ก่อนอื่นก็ขอเริ่มต้นด้วยคำถามทั่วไปก่อนครับ ทำไมคุณถึงเลือกที่จะนำเกมนี้มาสู่ PS4 และ Xbox Ome แทนที่จะเป็น PS3 และ Xbox 360? (คำถามนี้ซ้ำกับที่ Kotaku ถามไปแล้ว)

ทาบาตะ : อย่างแรกที่สำคัญที่สุด ผมอยากจะเล่นและเห็นเกมนี้ปรากฏบนเครื่องเกมชั้นยอด เราอาจพิจารณาถึง PS3 และ Xbox 360 ได้เหมือนกัน ถ้าเครื่องเกมเหล่านั้นทำให้เราสามารถมอบเกมไปสู่ผู้เล่น (ได้ในคุณภาพเดียวกับ PS4 และ Xbox One ทำได้) มันก็อาจเป็นไปได้ แต่ในตอนนี้ เรามุ่งหมายที่จะนำเกมนี้มาสู่ PS4 และ Xbox One และโฟกัสทั้งหมดอยู่ตรงนั้น

ทาบาตะ : ยังไงซะมันก็ดูดีกว่า และเล่นได้ดีกว่าบนเครื่องเกมเหล่านั้น นอกจากนี้ผมเองก็กำลังทำ Final Fantasy XV ให้กับ PS4 และ Xbox One อยู่ ดังนั้นผมจึงคุ้นเคยที่จะสร้างเกมบนเครื่องเหล่านั้นมากกว่า

ทาบาตะ : แต่ทั้งนี้ ส่วนตัวเลยนะ พูดตรง ๆ ว่าผมไม่ค่อยมีประสบการณ์ (ในการพัฒนาเกมให้) กับ PS3 และ Xbox 360 บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดว่าทำไมมันถึงไปสู่ PS4 และ Xbox One คือผมก็เป็นมนุษย์นะครับ แน่นอนว่าผมก็ย่อมอยากจะสร้างเกมให้กับเครื่องที่ผมคุ้นเคยกว่า

หมายเหตุ : เท่ากับว่าเหตุผลที่เคยบอกมาแล้วทั้งหมดคือ เพิ่มฐานผู้เล่นให้ PS4 และ Xbox One และทำให้แฟน FF มาสู่ทั้งสองเครื่องมากขึ้นเพื่อปูทางให้ FFXV, และเป็นการสร้างเกมให้กับเครื่องที่มีความคุ้นเคยอยู่แล้วบ้างเพราะคุณทาบาตะก็กำลังเรียนรู้การทำเกมให้ PS4 และ Xbox One ถ้าให้เรียนรู้การทำเกมลง PS3 และ Xbox 360 ไปพร้อมกันอีกด้วยก็จะยุ่งยากขึ้น

สเปนเซอร์ : จากที่คุณพูดถึง Final Fantasy XV แล้ว เรารู้ว่า Type-0 และ XV นั้นเป็นส่วนหนึ่งของเทพนิยาย Fabula Nova Crystallis ผมสงสัยว่าตัวเกมมันมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร หลังจากวางจำหน่ายด้วยชื่อเกมที่ไม่แปะตรา XIII ต่อท้ายแล้ว?

ทาบาตะ : อย่างแรกที่สำคัญ ตอนที่เราประกาศเกมในเครือเทพนิยาย Fabula Nova Crystallis เราได้อิสระที่จะสร้างเกมยังไงก็ได้บนรากฐานของเทพนิยายนั้น เราก็สร้างตามใจของแต่ละคนไป โปรเจคท์มันเริ่มต้นขึ้นแบบนั้น

ทาบาตะ : ในตอนแรก ช่วงแรกเราก็สร้างในสิ่งที่เราคิดว่ามันดีที่สุด สร้างเนื้อเรื่องในอย่างที่เราอยากให้เป็นกันจริง ๆ ตัวผมเองก็ไม่ได้สนใจเทพนิยายมันนักจนกระทั่งทำเนื้อเรื่องไปครึ่งทางแล้ว ในตอนนั้นผมรู้ว่าผมอยากจะให้เนื้อเรื่องมันอุดมไปด้วยสงครามระหว่างประเทศ และเล่าเรื่องราวของผู้คนที่ติดอยู่ในโลกใบนั้น แต่แล้วก็มีคนบอกผมว่า "เอ่อ เฮ้ย! มันไม่ค่อยจะเกี่ยวกับ Fabula Nova Crystallis สักหน่อยเลย..."

หมายเหตุ : คุณทาบาตะเคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาเป็นคนคิดเนื้อเรื่องในส่วนของสงคราม และให้ทีมงานคนอื่นคิดเนื้อเรื่องให้มันสอดคล้องกับ Fabula Nova Crystallis นอกจากนี้เขาพูดมาตั้งแต่หลัง FFXIII ออกว่าในขณะที่ FFXIII เกี่ยวข้องกับพัลส์และลินด์เซย์ เกมของเขาจะเกี่ยวกับมนุษย์ที่ติดอยู่ในโลก (ที่เป็นผลมาจากพัลส์และลินด์เซย์) - อ้างอิง

ทาบาตะ : เราเลยเพิ่มองค์ประกอบเหล่านั้นลงไปในเนื้อเรื่อง ผมได้ขอให้คนเขียนบทช่วยสร้างโลกที่เกี่ยวข้องกับเทพนิยายมากขึ้น จวบจนถึงตอนนั้นเองที่ผมตั้งเป้าว่าจะสร้างเกมในแบบสารคดีประวัติศาสตร์

สเปนเซอร์ : มันให้ความรู้สึกว่าเหมือนสารคดีประวัติศาสตร์จริง ๆ ทำไมคุณถึงอยากสร้างเกมสไตล์นั้นล่ะ?

ทาบาตะ : ส่วนตัวแล้วผมชอบประวัติศาสตร์ และอยากสร้างอะไรที่มันเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์จริง ๆ แต่การต้องใส่วิทยาการสมัยใหม่เข้าไปในเนื้อเรื่อง และถ่ายทอดออกมา มันทำให้ผมไม่สามารถทำทุกอย่างที่อยากทำกับ Type-0 ได้ แต่มันกลับเหมือนกับงานของเด็ก ๆ ซะกว่า ผมจึงอยากใช้มันทดสอบว่ามันจะได้รับเสียงตอบรับจากผู้เล่นดีหรือไม่

ทาบาตะ : ท้ายที่สุด ผมก็อยากจะสร้างบางสิ่งบางอย่างที่อิงจากประวัติศาสตร์จริง เป็นเกม Final Fantasy ที่อิงอยู่บนประวัติศาสตร์จริง ตัวอย่างเช่น อาจใช้สงครามกลางเมืองของอเมริกาเป็นปูมหลัง แล้วในเบื้องหลังเหตุการณ์นั้นก็มีตัวละคร Final Fantasy ใช้พลังพิเศษต่อสู้ ผมกระหายที่จะสร้างอะไรอย่างนั้น เกมแบบนั้น นั่นแหละคือสิ่งที่ผมอยากจะสร้างจริง ๆ

สเปนเซอร์ : ช่วยเล่าให้ฟังสักหน่อยได้มั้ยว่าการที่คุณสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์นี้ มันมีความเป็นมายังไง?

ทาบาตะ : เมื่อไหร่เหรอ? ตั้งแต่เด็ก! พ่อของผมเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ เราเลยมีหนังสือประวัติศาสตร์กองอยู่เต็มบ้าน ผมก็ชอบเอามาอ่านในเวลาว่าง แล้วมันก็มีเรื่องใหม่ ๆ ให้อ่านอยู่เสมอ โดยรสนิยมส่วนตัวของผมเนี่ย ไม่มีละครดราม่าไหนหรอกที่จะเหนือกว่าเรื่องจริงไม่อิงนิยายไปได้ ผมเลยอยากที่จะเห็นเกมที่ไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นเพียว ๆ แต่มีองค์ประกอบทั้งสองอย่าง (ทั้งส่วนที่แต่งขึ้น และส่วนที่มาจากประวัติศาสตร์จริง)

สเปนเซอร์ : เมื่อกี้คุณพูดถึงสงครามกลางเมืองของอเมริกา แล้วมีเหตุการณ์ไหนอีกที่คุณอยากเจาะลึกเข้าไปสำรวจในรูปแบบของเกม?

ทาบาตะ : ก็อย่างที่ผมพูดไปแล้ว ผมอยากเรียนรู้เรื่องสงครามกลางเมืองของอเมริกา และผมอยากเห็นมันกลายเป็นเกม

หมายเหตุ : เหมือนตอบไม่ตรงคำถามเท่าไหร่ คาดว่าล่ามอาจจะแปลคำถามได้ไม่ดี ทำให้คุณทาบาตะตอบไม่ตรงคำถาม

สเปนเซอร์ : ทำไมคุณถึงสร้างเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการสิ้นสุด ของวัฏจักรที่ไม่มีที่สิ้นสุด?

ทาบาตะ : สำหรับคำถามข้อหลัง เรื่องโลกที่เป็นลูป... ที่จริงอันนั้นไม่ใช่การตัดสินใจของผม ส่วนตัวผมไม่ชอบคอนเซปต์แบบนั้น ทว่าไอเดียดังกล่าวก็ถูกรวมเข้าไปโดยฝีมือของคนเขียนบท ตอนที่เราพยายามทำให้มันเกี่ยวข้องกับเทพนิยาย Fabula Nova Crystallis พวกเขาพยายามจะเอาเนื้อเรื่องที่มีอยู่รวมกับเทพนิยายเข้าด้วยกัน

ทาบาตะ : เหตุผลที่ผมคิดว่ามันจะไปกันได้กับ Type-0 ก็เพราะเกมนี้มันดึงเอาองค์ประกอบความเป็นเอเชียมาใช้ซะมาก ตัวอย่างเช่น ชื่อเกมก็เขียนเป็นตัวคันจิ คอนเซปต์ของวัฏจักรที่ไม่สิ้นสุด ของลูป ผมเลยว่ามันน่าจะเหมาะกับโลกที่ผมสร้างขึ้นมาก่อน

สเปนเซอร์ : ทำไม Type-0 ถึงมุ่งเน้นไปที่เรื่องของนักเรียน? ไหงไม่เป็นผู้ใหญ่อย่างคุราซาเมะ? พวกผู้ใหญ่ที่ถูกฝึกฝนมาแล้วไม่เหมาะจะเป็นผู้กอบกู้โลกมากกว่าเหรอ?

ทาบาตะ : มันก็มีละครประวัติศาสตร์ชื่อดังของญี่ปุ่นที่เอาแรงบันดาลใจมาจากสงครามที่ไม่ได้มีเพียงผู้ใหญ่ที่ต่อสู้ แต่มีเด็ก ๆ สู้ด้วยเหมือนกัน เหล่าทหารหนุ่มที่ต้องพัวพันกับสงครามอันโหดร้าย ชะตากรรมอันแสนเศร้า การได้ดูเหล่าทหารหนุ่มใช้ชีวิตกันในช่วงเวลานั้น ผมว่ามันมีความงดงามและแรงบันดาลใจให้กับเรานะ

ทาบาตะ : ผมอยากจะจับไปที่ความรู้สึกของนักเรียนทหารที่ต้องเข้าสู่สงคราม โดยทั่วไปเราเข้าใจกันอยู่แล้วว่าผู้ใหญ่จำเป็นต้องเข้าร่วมสงคราม แต่มันจะเป็นอีกมุมมองที่แตกต่างออกไป เมื่อคุณมองคนหนุ่มเหล่านั้นต่อสู้ฟันฝ่าความสับสน และต้องลิขิตทางเลือกของตนเองในช่วงเวลาอันเข้มข้น ความจริงที่ว่าพวกเขาไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่นั้นเป็นเรื่องที่เอกลักษณ์อันโดดเด่น ไม่เว้นแม้แต่ในญี่ปุ่นก็ตาม

ที่มา : Siliconera

No comments:

Post a Comment