พาธสตอรี เรื่องราว 22 ปี กว่าจะถึงบทสรุป


วันนี้ไปกินเลี้ยงกับทีมงานคอนเสิร์ตมาครับ

ระหว่างกินเลี้ยง ก็คุยกันถึงแผนปีหน้า นิดหน่อย


แล้วก็สักพักเริ่มลามไปเรื่องความเห็นของอาจารย์โทริชิมะ - ดราก้อนบอลฉันจบตั้งแต่ดาวนาเม็กแล้ว

แล้วก็มาเรื่องซึบาสะ ว่ามันจะเป็นยังไงต่อ ตกลงเรื่องมันจะจบแล้วจริง ๆ เหรอ? แล้วซานาเอะจะตายมั้ย? ซานาเอะท้องแก่อีก 3 วันจะคลอดแล้วแต่ดันตกสะพานลอยเพราะแผ่นดินไหวซะก่อน?


ถ้าเราเป็นซึบาสะ เกิดชนะสเปนมาได้ แต่อีก 3 วันจะต้องแข่งกับบราซิล? เรา ๆ จะบินกลับญี่ปุ่นไปหาเมีย หรือจะยังตามล่าความฝัน อยู่ที่มาดริด สเปน?


แล้วก็มาถึงช่วงเล่นเกม วันนี้เล่น

- Super Street Fighter II

- Super Bomberman R2

- Super Smash Bros. Ultimate

- Mario Kart World


หากจำกันได้ สัก 2-3 ปีก่อน ผมสิงอยู่ในเกม Bomberman Online แบบปั่นแรงก์ จนไปถึง Master แล้วรู้สึกว่าตัวเองมาได้แค่นี้ แล้วก็เลิกไป


แต่นั่นยังไม่เข้าประเด็นของโพสต์นี้ครับ!


-------------------

ประเด็นของโพสต์นี้คือ

-------------------


พอถึงวัยนี้ ที่ Gen Y มีลูกกันแล้ว ลูกก็ยังอยู่ประถม แต่ละคนก็จะคุยแลกเปลี่ยนพัฒนาการของลูกกันว่า


ลูกอยู่ชั้นไหนแล้ว?

ลูกดื้อแค่ไหน?

มีการใช้เหตุผล ต่อต้านยังไงบ้าง?

การเล่นเกมเป็นอย่างไร?

เราให้เวลา ทำกิจกรรมกับลูกกันแค่ไหนบ้าง?


ตลอดการสนทนาเรื่องพวกนี้ ผมเงียบ

บางคน อาจเข้าใจว่าเพราะผมไม่ได้มีลูกเมีย ก็เลยไม่ได้ออกความเห็นใด


แต่อย่างท่าน ๆ ที่ติดตามผมมานาน จะทราบว่าผมถูกชะตากรรม ลักพาชีวิตให้ข้ามไปเล่นสเตจนั้นมาก่อน แล้วเล่นจนจบแล้ว ไปอยู่ในจุดที่ คุยกับใครไม่ได้แล้ว


ผมกำลังพูดถึงเรื่องหลานสาว ที่เคยเล่าให้ฟังมาตลอดจนถึงสักปี 2019


ตอนผมอายุ 16 ปี มีหลานสาวอายุ 6 เดือนที่พ่อแม่เค้าทิ้ง มาอยู่ในบ้านด้วย 


พอผมอยู่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย (18-22 ปี) ผมเริ่มไปรับ-ส่ง หลานที่โรงเรียนอนุบาล และนั่งสอนดูแลไม่มาก


ตอนช่วงเรียน ป.ตรี จบ เป็นช่วงที่ผมมีเรื่องเศร้าเสียใจในชีวิต และหลานสาวเข้า ป.1 สภาวะเด็กตอนนั้นคือพูดได้ดี ใช้ตรรกะได้ สอนอะไรไปก็เข้าหัวหมดแล้ว แต่ยังไม่มีประสบการณ์ต่อโลก คลังศัพท์ในหัวยังน้อย ความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีและอุปกรณ์ยังเป็นศูนย์ ช่วงนั้นมาหลานสาวเริ่มกลายเป็นเสาหลักค้ำจุนในจิตใจของผม ผมรักในจิตใจบริสุทธิ์ของเด็ก ความที่เขายังอ่อนต่อโลก ความที่เรายังต้องสอนอะไรมากมายให้เขาที่ใฝ่รู้ได้เรียนรู้ ผมเริ่มกลายเป็น responsibility-first คือเด็กต้องมาก่อน


ป.2 ต้องสอนหลานทำรายงาน แม่งมีทำรายงานเป็นเล่มส่งแล้ว เราเริ่มต้องเข้ากลุ่ม line ผู้ปกครอง


ปีนี้หลานเล่นโปเกมอนด้วย จนเกิดเรื่องราว "จับลูเกียไม่ได้" ผมพยายามสอนวิธีจับโดยสาธิตให้ดู พอผมจับได้ ผมก็ปิดทิ้ง ให้เขาไปพยายามเอง แต่มันเป็นภาพที่ทำร้ายจิตใจหลานมาก


ป.3 ผมเริ่มทำงานประจำ เลยต้องให้หลานไปกลับรถโรงเรียน, หลานเริ่มต้องทำวีดีโอฝัง subtitle, เริ่มมีการบ้านผู้ปกครองมากมาย ที่โรงเรียนตั้งมาให้เด็กทำกับผู้ปกครอง


ในขณะที่เพื่อนร่วมงานคนอื่นที่ยังโสด พอเลิกงานก็ไปกินข้าวกัน เที่ยวเล่น ตีแบด ออกกำลังกาย เดินห้าง ตีกอล์ฟ ตีดอท ฯลฯ แต่ผมทำตัวเหมือนคนมีครอบครัวแล้ว คือกลับบ้าน ไปยืนรอรับหลานที่กลับมาจากรถโรงเรียน แล้วหาข้าวให้กิน รับฟังเรื่องราวในชีวิตประจำวัน สอนการบ้านและทุกอย่างที่ควรรู้ เล่นเกม ใช้เวลาด้วยกันตลอด ผมพยายามเต็มที่ด้วยความรู้สึกว่า ไม่อยากให้เขารู้สึกว่าชีวิตมันขาดพ่อแม่ไป


แต่พยายามยังไงก็ถมได้ไม่สำเร็จหรอก ตราบใดที่มันยังมีพิธีกรรมวันพ่อ-วันแม่ ที่ให้เด็กแต่งเรียงความอวยพ่อแม่ตัวเองมาส่ง วันพวกนี้มันก็กระทืบใจเด็กพวกนั้นให้มลายสิ้นซาก เป็นผมไปชั่วชีวิต


ป.4 เริ่มทำการบ้าน photoshop เบื้องต้น, อ่า ผมเริ่มเก็บเงิน จ่ายค่าเทอมหลานเป็นเทอม ๆ ด้วยล่ะ


ป.5 เริ่มทำการบ้าน animation, หลานมาเล่น Bio 6 ด้วยกัน, หลานเล่น The Last of Us ด้วย (จริง ๆ ผมให้เล่นเร็วกว่าวัยไปมาก แม้จะคอยอธิบายและให้คำแนะนำตลอด แต่ภายหลังผมก็คิดว่ามันไม่เหมาะอยู่ดี)


อ่อ แล้วเค้าก็เล่น FFX จนจบด้วยนะ


ป.6 เริ่มทำ photoshop แบบล้ำ ๆ ในยุคนั้น แล้วผมก็ต้องสอนหนังสือหลานถึง 4-5 ทุ่มทุกวัน เพื่อให้ได้เข้าห้อง Gifted ของโรงเรียนที่หวังไว้ ซึ่งหลานเขาก็ตั้งใจเรียนอยู่แล้วเลยไม่มีปัญหา


ทุกวันนี้ผมยังเก็บใบคะแนนสอบเข้า ม.1 ที่มาจากการพร่ำสอนกันถึง 4-5 ทุ่มทุกวันไว้


อ่อ โรงเรียนเริ่มให้เด็ก เอามือถือมาถ่าย slide ของอาจารย์ ในยุคนี้ด้วย


ม.1 หลานเข้าเรียนห้อง Gifted แล้วมันคือการขยำเอาเนื้อหารวมของ ม.ปลายในยุคผม เอาข้อสอบเอนทรานซ์เก่า มาสอนเนี่ยแหละ ผมไปเปิดเอาหนังสือรวมข้อสอบเอนท์ฟิสิกส์เก่า มันคือแบบนั้นเลย ผมเลยต้องมานั่งสอนแตกเวคเตอร์ แมตริกซ์ และสารพัดเลข ฟิสิกส์ เคมี ม.ปลาย แบบหืดจับ จนรู้สึกว่าผมเองก็แทบไม่ไหวเหมือนกัน แค่ทำงานแล้วรีบกลับมาบ้านก็แย่แล้ว ยังต้องรบกลับโจทย์พวกนั้น


แต่มองย้อนไป ช่วงหลานอยู่ประถมปลาย ถึง ม.ต้น คือช่วงที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิตเลย เด็กมันยังเป็นมนุษย์ตรรกะ คุยกันรู้เรื่อง พร้อมเรียนรู้และเติมเต็ม ยังไม่เข้าสู่วัยต่อต้านน่ะเอง


จำได้ ม.1 หลานเล่น Tomb Raider 1 (Remake) แล้วเริ่ม multiplayer competitive เกมแรกเกมนี้

แล้วเค้าก็เล่น Biohazard Dark Chronicle จนเก่งกว่าผมด้วยล่ะ

ซื้อโน๊ตบุ๊กส่วนตัว ให้เขาใช้เครื่องแรก สเปกดีกว่าที่ผมใช้ด้วย


ม.2 ผมสอนหลานไม่ไหวแล้ว โจทย์แต่ละข้อ ผมใช้เวลา 45 นาทีกว่าจะได้ข้อสรุปว่าทำได้ หรือทำไม่ได้ มันเป็นการใช้เวลาที่ไม่ efficiency เลยต้องจ่ายเงินส่งหลานไปเรียนพิเศษแทน แล้วผมก็ให้เงินค่าขนมรายวัน/สัปดาห์ นับแต่นั้นมา


ช่วง ม.2 จำได้หลานเล่น NieR Automata, Overwatch


ม.3 นั่งดู FFXIV : Daddy of Light ด้วยกันทุกตอน


หลังจากนั้น ช่วงชีวิต ม.ปลาย ที่หลานเข้าสู่วัยรุ่น มันเริ่มดาร์กยิ่งกว่าจักรวาล DC ผมเลยแทบไม่ได้เล่าลงในเพจอีก แต่ก็นั่นแหละ ปัญหาวัยรุ่นอารมณ์ร้อน กลายเป็น feeling driven ที่มากับการเรียกร้องสิทธิการปกครองตัวเองเต็มตัว


ตอน ม.5 ปิดเทอม มีไปดู Brave Father Online : our story of Final Fantasy XIV ในโรงด้วยกันด้วยกัน


ม.6 หลานมีแฟนคนแรก แล้วก็มีเล่น Kingdom Hearts III อ่า ลืมพูดเรื่องต้องคอยขับรถ รับส่งที่เรียนพิเศษไปเลย


หลังจากนั้นพอเข้ามหาวิทยาลัย และพอเปิดจากโควิด (2022) เป็นช่วงที่หลานเข้าปี 2 เท่านั้นแหละ มหันตภัยพายุอุกกาบาตถล่มหัวหมา ก็บังเกิดขึ้นกับผมและครอบครัว ไม่ได้หลับ ไม่ได้นอน ผมปิดเงียบไว้ มีเพื่อนประมาณ 10 คนถ้วนเท่านั้นที่รู้ แล้วมันก็เป็นแบบนั้นเรื่อยมา จนหลานเรียนจบ

เกมสุดท้ายที่เราเล่นด้วยกัน คงเป็น Biohazard 6 บน PS4 ในปี 2023 เล่นกันใหม่จนจบทุกเนื้อเรื่อง และโหมด Mercenary ด้วย


ตอนนี้หลานสาวเรียนจบไปแล้ว และเขาก็แยกออกไป มีชีวิตส่วนตัวแล้ว


ส่วนผมก็เหมือนพ่อแม่ที่ ลูกโตแล้ว... และได้ชีวิตตัวเองกลับมา


พอได้ชีวิตตัวเองกลับมานี่ ทั้งเงิน พลัง เวลา ที่เคยต้องมอบให้หลานไป เราได้ตรงนี้คืนกลับมาเยอะเลยนะ


--------------------

Epilogue

-------------------


จนผมรู้สึกว่า เออ ถ้าเป็นเกม กูก็โดนลักพาตัวมาเล่นสเตจ "ผู้ปกครองบุตร" เป็นเวลาตั้ง 22 ปี และก็เล่นมันจนจบแล้ว ตอนนี้กูมาอยู่ในสเตจอะไรของชีวิตก็ไม่รู้แล้ว แต่ที่นี่ ๆ ในช่วง 22 ปีนั้น เราได้สร้างคนขึ้นมาด้วย "เงิน พลัง เวลา และโอกาสมากมายในชีวิตที่ไม่ย้อนกลับคืนมา"


เพราะผมผ่านช่วงชีวิตนั้นมา การเป็นผู้ใหญ่สำหรับผม มันเลยเป็นการเลิกคิดถึงความสุขและความเจริญของตัวเองมาก่อน เราไม่ต้องมีความสุขความเจริญเต็มที่ก็ได้ แต่คนที่เรารัก คนสำคัญของเรา คนที่เราต้องรับผิดชอบ ต้องมีสิ่งนั้นแทนเรา


เอาจริง ๆ ผมก็เสียดาย "เงิน พลัง เวลา และโอกาส" ที่เข้ามาในชีวิตตลอด 22 ปีนั้นนะ แต่ผมก็ทิ้งไปหมด เอาความสำคัญไปให้กับหลานก่อนอย่างเดียว และถ้าย้อนเวลากลับไป ผมก็จะทำเหมือนเดิม เพราะผมเห็นว่า มันคือสิ่งที่ควรทำ (แม้ว่าท้ายที่สุด หลานมันก็จะไม่เข้าใจอยู่ดีว่าการสร้างคนขึ้นมา มันต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง)


พอวันนี้ได้ยินเพื่อน ๆ และทีมงานคุยกันเรื่องลูกวัยประถมของตัวเอง


ผมเลยได้แค่ยิ้มอ่อน


และไม่รู้จะหยิบตรงไหนในประสบการณ์ของตัวเองมาพูดดี

รู้สึกเหมือนคนที่เล่นเกมจบแล้ว และไม่รู้จะสปอยล์ทั้งเรื่องยังไงเลย....


แต่ถ้าหากมีโอกาส ก็อยากพูดสั้น ๆ ว่า


ช่วงเวลาที่คิดว่าเหนื่อยที่สุดในชีวิต วันหนึ่งมันอาจเป็นช่วงเวลาที่ล้ำค่าที่สุด

ลูกเค้าจะเป็นลูกเราแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ถึงจุดนึงเขาก็จะไปจากเรา

วันนี้เราแชร์ชีวิตร่วมกันกับเขา วันหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างจะได้ชีวิตตัวเองกลับมา

ขอให้โชคดี ขอให้รักลูก และขอให้ลูกรักทุกคนนะ

ไม่มีความคิดเห็น