Thursday, December 31, 2015

FFIX เวอร์ชั่นใหม่ เตรียมวางจำหน่ายบนสมาร์ทโฟนและ PC ปี 2016


Square Enix เตรียมนำ Final Fantasy IX เวอร์ชั่นใหม่ วางจำหน่ายบนสมาร์ทโฟนและ PC โดยมีกำหนดวางจำหน่ายภายในปี 2016 และมีรายละเอียดของสิ่งที่ปรับปรุงใหม่ดังนี้

- อัพสเกลภาพ

- ฉาก CGI จะ Widescreen เต็มจอ, แต่ฉาก Gameplay ยังเป็น 4:3 เหมือนเดิม

- CGI ไม่แตกจนผมรู้สึกว่าน่าเกลียดแบบภาค 7 ที่พึ่งวางจำหน่ายบน PS4

- Interface ใหม่

- แก้ไขโมเดลตัวละคร

- มี Booster และ Fast Mode



หมายเหตุ - คุณ Alex ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า บางฉากที่เห็นเป็น Widescreen แท้จริงแล้วมันเป็นแค่การ Crop ภาพมา


Tuesday, December 29, 2015

สนทนาประสาไฟนอลฯ 7 [35]

ไปยังหมู่บ้านร็อคเก็ต พวกชินระได้มาถึงและนำฮิวจ์มาเทเรียจากนีเบิลไฮม์ บรรจุเข้าไปในจรวดแล้ว ด้วยความตั้งใจที่ยิงจรวดซึ่งบรรทุกฮิวจ์มาเทเรียนี้ พุ่งทำลายล้างเมเทโอ



พวกคลาวด์ตามไปขัดขวาง และเจอกับรู๊ด เราจึงจัดการรู๊ดแล้วเข้าไปในจรวด

ด้านในนั้นจะพบว่าพวกคนงานจะเต็มใจช่วยกันบรรทุกฮิวจ์มาเทเรียเข้าไปในจรวด เขาเห็นด้วยกับแนวทางการยอมสละจรวดเพื่อทำลายเมเทโอและช่วยเหลือทุกคน โดยกะจะใช้ระบบ Auto-pilot บินเข้าไปโจมตี ทว่าระบบ Auto ของยานดันเสีย และเชร่ากำลังซ่อมมันอยู่

(ซิดคิดว่าขืนให้เชร่าซ่อม อีก 100 ปีก็ไม่เสร็จ)

ซิดจะบอกว่าไม่ต้องห่วงระบบ หลังจากนี้เขาจะจัดการกับจรวดเอง ซึ่งพวกคนงานก็เชื่อใจซิดจึงถอยออกจากยานไป

คลาวด์จะถามซิดว่าจะเอายังไงดี ในฮิวจ์มาเทเรียนั้นมีพลังและภูมิปัญญาที่สั่งสมมาแต่โบราณ เราต้องใช้มันปกป้องโลกจากเซฟิรอธ จะยอมเสียมันไปแบบนี้ไม่ได้

ซิดบอกว่าเขาเข้าใจดีว่ามาเทเรียสำคัญแค่ไหน เข้าใจว่าคลาวด์คิดอะไร แต่ตอนนี้เขาไม่สนทั้งนั้น ไม่ว่าจะวิทยาศาสตร์หรือเวทมนต์คาถาก็ตาม

ซิดพยักหน้า แล้วกล่าวต่อ



"ไม่สิ ถ้าต้องเลือกจริง ๆ ฉันคงขอเดิมพันกับพลังแห่งวิทยาศาสตร์"

"มนุษย์ที่คุ้นเคยอยู่กับบนดิน บัดนี้พวกเขาสามารถบินได้แล้ว!"

"และในที่สุด เราก็กำลังจะก้าวออกนอกอวกาศ"

"วิทยาศาสตร์คือ 'พลัง' ซึ่งสร้างสรรค์และพัฒนาโดยมนุษย์ และวิทยาศาสตร์ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ช่วยดวงดาวไว้ได้"

ซิดยกมือขึ้น กำมือไว้แน่น

"ฉันมีชีวิตอยู่ได้ ก็เพราะวิทยาศาสตร์ ดังนั้นสำหรับฉันแล้ว ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่กว่ามัน"

"ดังนั้น เลิกกังวลกับสิ่งที่ชินระทำเถอะ!"

"ฉันไม่อยากมาเสียใจทีหลังว่าไม่ได้ทำมันลงไป"

คลาวด์จะพยายามแย้งซิด แต่ยังไม่ทันได้พูดไรมาก ซิดก็ตะคอกกลับแล้วบอกว่า

"ไม่ฟังว้อย!! ได้เวลาทำงานแล้ว ใครไม่เกี่ยวก็ออกไป!"

แต่แล้วจู่ ๆ จรวดก็สั่นไหว มีเสียงจากพัลเมอร์ติดต่อเข้ามา พัลเมอร์บอกว่าเขาได้ยินจากทีมงานว่าซ่อมระบบ Auto-pilot เสร็จแล้ว ดังนั้นจะปล่อยจรวดละนะ

ซิดจะตกใจมากว่าทำไมวันนี้เชร่าซ่อมไวนักฟะ! แถมจะกดหยุดการทำงานก็ไม่ได้ แผงควบคุมโดนล็อคไว้แล้ว



ว่าแล้วจรวดก็ถูกส่งขึ้นฟ้าโดยที่พวกคลาวด์ไม่ทันตั้งตัว

ตอนนี้จรวดโดนเซ็ตให้พุ่งชนเมเทโอ ยานโดนล็อคเส้นทางไว้ ไม่สามารถเปลี่ยนไปที่อื่นได้

คลาวด์ถามขึ้นว่าฉิบหายแล้วไง นี่เราจะตายกันหมดเหรอ? แต่ซิดจะบอกว่าพูดอะไรกัน แกยังหนุ่มยังแน่น อย่าถอดใจง่าย ๆ แบบนั้นสิ! ฉันไม่ยอมแหลกไปกับเมเทโอหรอก

ว่าแล้วซิดก็หันไปกดที่แผงควบคุม แล้วหันมาบอกว่าเขาเก็บยานลี้ภัยเอาไว้ในจรวด ก็เผื่อกรณีฉุกเฉินแบบนี้แหละ เขาปลดล็อคแล้ว เราจะหนีออกไปก่อนที่จรวดจะปะทะกับเมเทโอ

ถึงตรงนี้วินเซนต์ถามขึ้นว่า แล้วจะเอายังไงกับฮิวจ์มาเทเรียล่ะ?

ซิดอึ้งไปพักนึง แล้วก็ตอบว่าตามใจละกัน อยากจะเก็บเอาไปหรือไม่ก็แล้วแต่

***ถ้าเป็นจรวดบรรทุกฮิวจ์มาเทเรีย ก็ย่อมมีโอกาสทำลายเมเทโอได้มากกว่าสิว้อย!

ซิดรู้ตัวว่าตัวเองกำลังพูดและทำอะไรอยู่ แต่บางทีสิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ อาจเป็นเพียงการออกไปยังอวกาศ

ทั้งกลุ่มปีนบันไดขึ้นมายังห้องด้านบนของจรวด เพื่อมาเก็บฮิวจ์มาเทเรีย

หลังปลดล็อคและเก็บฮิวจ์มาเทเรียได้ ทุกคนจะวิ่งไปยังห้องเก็บยานลี้ภัย แต่จะเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทำให้ชิ้นส่วนยานระเบิดแล้วกระเด็นมาทับขาของซิด

คลาวด์กับวินเซนต์พยายามช่วยกันยกชิ้นส่วนขึ้น แต่ก็ยกไม่ไหว ซิดจะรีบบอกให้หนีไปขึ้นยานก็ที่จรวดจะพุ่งชนเมเทโอ

"...ฉันจะทิ้งเพื่อนไว้ไม่ได้"

คลาวด์พยายามออกแรงเต็มที่ แต่ก็ได้แค่ขยับ เขาไม่สามารถยกชิ้นส่วนนั้นออกไปได้

ซิดจะพยายามไล่คลาวด์ไปอีกครั้ง แต่คลาวด์ยังไม่ยอมถอดใจ ซิดเลยยิ่งด่าคลาวด์รัว ๆ

ระหว่างนั้นซิดจะบอกว่าแทงค์หมายเลข 8 มันระเบิดออก แสดงว่ามันผิดปกติจริง ๆ ด้วย เขาจะรู้ตัวแล้วว่าเชร่าพูดถูกจริง ๆ (เชร่าเคยสงสัยว่าแทงค์นี้มันผิดปกติ) แต่นี่คงเป็นจุดจบของเขาแล้ว



แต่แล้วตอนนั้นเอง ประตูก็เปิดออก เชร่าที่ไม่น่าจะอยู่ในยานได้โผล่ออกมา ซิดจะด่าเชร่าที่ดันมาอยู่ในยานในเวลาแบบนี้ได้ แต่เชร่าก็ไม่สนใจ และช่วยยกชิ้นส่วนที่ทับขาซิดอยู่ขึ้น ด้วยแรงของคนสามคน ก็ทำให้พวกเขาช่วยซิดได้สำเร็จ

ทุกคนวิ่งต่อมาจนถึงยานลี้ภัย ซิดจะสงสัยขึ้นว่ามันบินได้แน่เหรอ? แต่เชร่ายืนยันว่าชัวร์ เธอเช็คมาดีแล้ว ซิดเลยบอกว่างั้นเขาก็สบายใจได้ (เป็นการยอมรับกลาย ๆ ว่าเชร่าตรวจสอบอุปกรณ์ได้ละเอียดกว่าเขาอีก)

ยานลี้ภัยหนีออกมาจากจรวดได้สำเร็จ ซิดบอกลากับจรวดชินระหมายเลข 26 ที่กำลังพุ่งเข้าใส่เมเทโอ
ขณะนั้นทั้งโลกก็ช่วยกันภาวนาให้จรวดสามารถทำลายเมเทโอได้สำเร็จ จังหวะที่จรวดและเมเทโอปะทะกันนั้นเกิดแสงสว่างวาบไปทั่วฟ้า

แต่แล้วผลลัพธ์ของการปะทะ กลับเป็นว่าเปลือกนอกของเมเทโอได้แตกออกเพียงบางส่วน ทว่ามันก็ยังพุ่งเข้ามาโดยมีเป้าหมายคือโลกของเราเหมือนเดิม ทำให้ชาวโลกที่ดูอยู่พากันทรุดลงกับพื้น ด้วยความสิ้นหวัง



ตัดมาทางพวกคลาวด์ที่หนีมาขึ้นไฮวินด์แล้ว คลาวด์บอกว่าสุดท้ายแผนของรูฟัสและคนอื่น ๆ ก็ล้มเหลว (จริง ๆ รูฟัสไม่ได้คิดอะไรเลย มีแต่สั่งลูกน้องไปคิด)

***ผมแอบคิดว่าที่มันล้มเหลวก็เพราะพวกคลาวด์ชิงฮิวจ์มาเทเรียทั้ง 4 ลูก จากนีเบิลไฮม์ คอเรล ป้อมนกแร้ง และจูน่อน ไปเก็บไว้เองหมดเนี่ยแหละ ถ้าส่งทั้ง 4 ลูกพุ่งปะทะเมเทโอ อาจได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่านี้

หลายคนในกลุ่มจะพากันสิ้นหวัง แต่ทิฟาจะบอกว่าอย่าพึ่งถอดใจ ช่วยกันคิดหาทางอื่นสิ ซิดเองก็จะเห็นด้วยและบอกว่าถ้ากังวล ทุกอย่างก็จะมีแต่แย่ลง

แบร์เร็ตถามว่ามีความคิดดี ๆ แล้วเหรอ? ซิดบอกว่าเขาคิดมาตลอดแหละตั้งแต่ออกนอกอวกาศ ได้ย้อนกลับมาดูดาวของตัวเอง คิดเรื่อยมาจนกระทั่งยานลี้ภัยตกลงสู่ทะเล

คลาวด์เองก็บอกว่าเขาก็คิดเหมือนกัน ทั้งจักรวาล... ดวงดาว... และมหาสมุทร มันช่างกว้างใหญ่ไพศาล ไม่ว่าเราไปที่ไหนหรือทำอะไร เราก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงมันได้

ซิดบอกว่าอาจจะใช่ แต่เขาคิดแล้วได้ข้อสรุปที่แตกต่างออกไป เขาคิดอยู่เสมอว่าดวงดาวนั้นยิ่งใหญ่มาก แต่เมื่อมองดูมันจากอวกาศ ก็พบว่ามันเล็กนิดเดียว

"เราก็แค่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางความมืด ....จนรู้สึกไร้เรี่ยวแรง"

"เหนือสิ่งอื่นใด มันโดนเซฟิรอธชอนไชจากข้างใน จนรู้สึกป่วย"

"ดังนั้น ฉันจึงจะบอกว่าดาวดวงนี้มันก็เป็นแค่เด็กตัวน้อย"

"เด็กที่ป่วยและสั่นไหว ท่ามกลางจักรวาลอันกว้างใหญ่"

"ใครสักคนคน ต้องปกป้องมัน"

"เห็นด้วยป่ะ? ใครสักคนที่ว่านั้น ก็คือพวกเรา"

***เป็นวาทกรรมที่ยอดเยี่ยมมาก แต่ไม่เห็นจะบอกวิธีปกป้องมาด้วยเลยว้อยยย

ทิฟาจะเดินเข้ามาบอกซิดว่าคิดได้ยอดไปเลย แบร์เร็ตเองก็เห็นด้วย แต่ก็ถามว่าแล้วเราจะปกป้องดาวดวงนี้ยังไงฟะ?

ซิดจะหันหน้าไปมองเพื่อน ๆ ทุกคนทีละคน แล้วเกาหัว จากนั้นก็เดินไปนั่งแล้วบอกว่า "...ยังคิดไม่ออกเลยฟ่ะ"

เพลงปลุกใจที่บรรเลงอยู่ชะงักลงกลางคัน ทุกคนเบือนหน้าหนีแล้วก็แยกย้ายกันไปคนละทาง

แต่แล้วจู่ ๆ เรดเธอทีน จะเรียกให้ทุกคนฟังเสียงประหลาด เหมือนเป็นเสียงกรีดร้องของดวงดาว

คลาวด์ถามขึ้นว่าเราจะรู้ได้ไงว่าเป็นเสียงของดวงดาวจริง ๆ แต่ทิฟาจะบอกว่าเรื่องพวกนี้บูเก้นฮาเก้นเคยบอกไว้แล้วไง

ถึงตรงนี้เรดเธอทีนจึงชวนให้ทุกคนไปปรึกษากับบูเก้นฮาเก้น เขาอาจจะสามารถเสนอแนวทางดี ๆ ให้ทุกคนได้

หากคลาวด์ไปคุยกับเคทซิธ เขาจะบอกว่ารู้กันแค่สองคนนะว่าบูเก้นฮาเก้นเคยเป็นคนงานของชินระ แต่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องอาวุธและมาโค

แบร์เร็ตเองก็บอกว่าเขาคิดว่าบูเก้นฮาเก้นเป็นพวกอนุรักษ์ธรรมชาติ-ธรรมชาตินิยม แต่กลับเชี่ยวชาญเรื่องเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ ดี



วินเซนต์เองก็บอกว่าพวกเครื่องจักร (เครื่องจำลองจักรวาลแบบ 3D โฮโลแกรม) ในคอสโม่แคนย่อน เป็นของขวัญจาก ดร.กัสต์ ทั้งวิทยาศาสตร์และดวงดาวเป็นสิ่งที่อยู่เคียงข้างกันในใจของชายคนนั้น

--------------------------------------------------

เล่าแบบอีกเวอร์ชั่นนึง

นั่งทวนสคริปต์ FFVII แล้วก็งงเรื่องการขัดขวางแผนส่งจรวดที่บรรทุกฮิวจ์มาเทเรีย 4 ลูกไปทำลายเมเทโอ

เรื่องเริ่มต้นจากเคทซิธ ให้พวกแบร์เร็ตฟังเสียงการประชุมของชินระ จนรู้ว่าพวกนั้นวางแผนรวบรวมฮิวจ์มาเทเรีย 4 ลูก (ที่แต่ละลูกมีพลังมากกว่ามาเทเรียธรรมดา 330 เท่า) ยัดใส่จรวด แล้วส่งไปบะคู้มเมเทโอ

แบร์เร็ตฟังจบ... ดันค้านขึ้นมาทันทีว่าจะให้ชินระเอาฮิวจ์มาเทเรียไปไม่ได้ ...เมื่อคลาวด์กลับมา ฉันจะทำให้คลาวด์ช็อคกับฮิวจ์มาเทเรียในมือพวกเรา...

ตอนนั้นเข้าใจได้ว่า แบร์เร็ตมันอคติกับชินระอยู่แล้ว ไม่ว่าตระกูลชินจะทำอะไร แบร์เร็ตก็มองแง่ร้ายและคัดค้านไว้ก่อน โดยไม่ต้องมีเหตุผลรองรับ คนแบบนี้เราก็เห็นกันบ่อย ๆ

พวกคนอื่น ๆ ในกลุ่มก็ดูไม่ได้คิดอะไรมาก เป็นพวกแกนนำว่าไงก็ว่าตามกัน (หรืออาจคิดว่าเอาเหตุผลไปค้านพวกอคติลำบาก) คิดแค่ว่าฮิวจ์มาเทเรียเป็นสิ่งสำคัญ ต้องรักษาไว้ แล้วก็พากันไปปล้นชิงฮิวจ์มาเทเรียมา โดยไม่ได้คิดเลยว่าพวกเอ็งกำลังขัดขวางแผนทำลายเมเทโออยู่ โดยพวกเขาในตอนนั้น (ยังไม่รู้เรื่องโฮลี่) ก็ไม่มีทางออกอื่นที่ดีกว่าแผนยิงจรวดด้วยซ้ำ

แล้วเรื่องมันก็มาสะดุดตอนที่ฮิวจ์มาเทเรียลูกสุดท้าย ถูกบรรทุกขึ้นจรวดหมายเลข 26 และเตรียมยิงออกไปปะทะเมเทโอ

จรวดกำลังจะออกตัวแล้ว ฮิวจ์มาเทเรียลูกสุดท้ายอยู่ในจรวดนี่แล้ว พวกคลาวด์จะเอาไงล่ะ?

พวกคนงานที่ดูแลจรวด ต่างก็คาดหวังกันเต็มประดา ว่าจรวดที่บรรทุกฮิวจ์มาเทเรีย จะทำลายเมเทโอได้

คลาวด์ถามซิดว่าเอาไงดีฟะ? แต่เราต้องใช้ฮิวจ์มาเทเรียปกป้องโลกจากเซฟิรอธนะ! จะเสียมันไปแบบนี้ไม่ได้ (อะไรของเอ็ง!! ไอ้ที่ชินระจะยิงฮิวจ์มาเทเรียไปปะทะเมเทโอ มันก็ปกป้องโลกเหมือนกันเฟ้ย แถมมีแผนเป็นรูปธรรมมากกว่าพวกแกอีก)

ซิดครุ่นคิดในหัวอยู่พักนึง (ก่อนหน้านี้ตอนเริ่มวางแผนปล้นฮิวจ์มาเทเรีย ซิดดันนั่งหลับตลอด) กระทั่งตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด แล้วก็เข้าโหมดเผด็จการ

ซิดเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ อยากจะขอเดิมพันกับวิทยาศาสตร์ แล้วก็พูดวาทกรรมซึ้ง ๆ ออกมาเพื่อโน้มน้าว (แกมบังคับ) ทุกคนให้ยอมปล่อยจรวดสู่อวกาศ

คลาวด์ยกมือขึ้น ยังไม่ทันจะได้พูดแย้ง... ซิดรีบปิดโอกาสด้วยการตะคอกใส่ "ไม่ฟังว้อย!! ได้เวลาทำงานแล้ว ใครไม่เกี่ยวก็ออกไป!"

โดยที่ทั้งกลุ่มไม่ทันตั้งตัว จรวดก็ถูกส่งขึ้นฟ้า.... วินเซนต์รีบหันมาถามเข้าประเด็นว่า "สรุปแล้วเราจะเอายังไงกับฮิวจ์มาเทเรีย?" (ลูกสุดท้ายที่อยู่ในจรวดนี้)

ซิดอึ้งไปพักนึง แล้วก็ตอบแบบปัดภาระว่า "ตามใจละกัน อยากจะเก็บเอาไปหรือไม่ก็แล้วแต่"

อันที่จริง ถ้าเป็นจรวดที่บรรทุกฮิวจ์มาเทเรีย ก็ย่อมมีโอกาสทำลายเมเทโอได้มากกว่าสิว้อย!

ท้ายที่สุด ตามเนื้อเรื่อง canon จรวดเปล่าที่ไร้ซึ่งฮิวจ์มาเทเรีย ก็พุ่งชนเมเทโอ ผลลัพธ์ที่ได้ก็แค่ทำให้เปลือกนอกของเมเทโอแตกออกไปบางส่วน แต่มันก็ยังพุ่งเข้าหาโลกอยู่ดี

พวกของคลาวด์พากันกลับมาชุมนุมบนเรือเหาะไฮวินด์... แล้วพูดว่า "ท้ายที่สุดแผนของรูฟัสและคนอื่น ๆ ก็ล้มเหลว"

มันล้มเหลวเพราะพวกเอ็งนั่นแหละว้อยยยยย =[]=!! ไอ้พวกผู้ก่อการร้ายยย ยังไม่สำนึกอีกกกกก ถ้าใส่ฮิวจ์มาเทเรีย 4 ลูกเข้าไปในจรวด ผลลัพธ์มันต้องดีกว่านี้ เมเทโออาจเล็กลงมาก เบี่ยงวิถี หรือกระจุยไปแล้ววว!!

ผมคิดว่าถ้าจรวดมีฮิวจ์มาเทเรีย 4 ลูก ต่อให้ไม่มีอานุภาพเท่าไลฟ์สตรีม + โฮลี แต่ก็น่าจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าการส่งจรวดเปล่าไปได้ - การที่พวกคลาวด์สักแต่ค้านไว้ก่อน โดยไม่มีแผนทำลายเมเทโอที่ดีกว่าแผนนี้ ผมเลยว่ามันเป็นกระบวนการคิดที่ผิด (ถ้าพวกคลาวด์มีแผนที่ดีกว่านั้น หรือมีหลักฐานแน่ชัดว่าถึงยิงไป 4 ลูกก็ไร้ผล แบบนั้นผมจะไม่ขัดเลย)

แต่เรื่อง "ถึงหยุดเมเทโอลูกแรกได้ เซฟิรอธก็อาจเรียกลูกที่ 2 3 4 ตามมาได้" อันนี้ผมลืมคิดไปจริง ๆ ..... ปกติมาเทเรียในเกมมันก็ใช้ซ้ำได้เรื่อย ๆ อยู่แล้ว (เป็นการยืมพลังดวงดาวมาใช้ ถ้าไลฟ์สตรีมเหลือมากพอก็ยังเรียกได้อีก) ดูจากฉากจบแล้วดวงดาวก็ยังเหลือพลังงานมากพอจะเรียกเมเทโอลูกที่ 2 มาได้เป็นอย่างน้อย ดังนั้น แผนสังเวยฮิวจ์มาเทเรีย 4 ลูกไปในการหยุดเมเทโอลูกแรก ก็อาจจะสูญเปล่าจริง ๆ

ตอนนี้ผมเลยคิดว่า การตัดสินใจปล้นฮิวจ์มาเทเรียที่อุตริขึ้นมาโดยแบร์เร็ต น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว..... แต่ที่ผิดคือวิธีคิดของพวกนั้น เรียกว่าเป็นวิธีคิดผิด ๆ แต่ดันบังเอิญไปสู่คำตอบที่ถูกได้ละมั้ง

ป.ล. ช่วงที่วุ่นเรื่องชิงฮิวจ์มาเทเรีย ทั้งชินระและพวกคลาวด์ กลับไม่มีใครพูดเรื่องเวพ่อนออกมาเลย ตอนรูฟัสเรียกประชุมก็คุยเรื่องเมเทโอและเซฟิรอธ แต่ไม่คุยเรื่องเวพ่อน ราวกับว่าเรื่องเวพ่อน มันถูกเพิ่มแทรกเข้ามาภายหลังยังไงยังงั้น

Monday, December 28, 2015

สนทนาประสาไฟนอลฯ 7 [34]

 

กลับมาตามหาฮิวจ์มาเทเรียต่อ ตอนนี้เรามีฮิวจ์มาเทเรีย 2 ลูกซึ่งได้จากคอเรลและป้อมนกแร้ง แต่ลูกที่นีเบิลไฮม์ถูกเจ้าหน้าที่จากสำนักงานใหญ่หอบไปที่จูน่อนแล้ว และเจ้าหน้าที่ก็กำลังมาเอาฮิวจ์มาเทเรียจากเตาปฏิกรณ์ใต้น้ำของจูน่อนด้วยเช่นกัน ได้ยินว่าหลังเก็บฮิวจ์มาเทเรียจากที่นี่ได้แล้ว ชินระจะเอาฮิวจ์มาเทเรียทั้งหมดมาบรรทุกลงเครื่องบินเกลนิก้า แล้วมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านร็อคเก็ต

ระหว่างเดินอยู่ คลาวด์จะรู้สึกว่าอะไรบางอย่างมันหายไป (ปืนใหญ่น่ะเอง)

ลงไปด้านใน จะเห็นเรือดำน้ำสีขาวกับสีแดง แล้วเห็นเครนหยิบฮิวจ์มาเทเรียจากข้างในเตาปฏิกรณ์ ไปบรรทุกลงเรือดำน้ำสีแดง

 

พวกคลาวด์ไล่ตามไป แต่เจอเรโน่ขัดขวางไว้ เขาส่งหุ่นยนต์แครีอาเมอร์มาสู้กับเราแล้วตัวเองก็หนีไปดูแลฮิวจ์มาเทเรีย

หลังชนะได้ เรือดำน้ำสีแดงจะขับหนีไปแล้ว แต่เราก็รีบวิ่งไปยึดเรือดำน้ำสีขาวเพื่อจะใช้ไล่ตาม

พอเข้าไปในเรือดำน้ำแล้ว คลาวด์ที่เคยเป็นพวกเมาเรือเมารถง่ายมาก่อนจะเริ่มวิตกจริต (ตอนมโนว่าตัวเองเป็นโซลเยอร์ดันไม่เคยเป็น)

เขาชะงัก หันหลังให้แท่นบังคับ แล้วย่อตัวลงกอดเข่า



"ใครก็ได้ช่วยที... ฉันไม่ไหวแล้ว"

"ที่ก็แคบ ยานก็สั่นไหว เสียงเครื่องก็ระห่ำกังวานขนาดนั้น"

อาการแม่มออกทันที!!

หันไปมองยุฟฟี่ เจ๊เองก็ออกอาการเมาเรือด้วยอีกคน !@#$%^&

แต่เพื่อน ๆ ในตอนนั้น ทั้งวินเซนต์และซิดจะช่วยเปิดสวิตซ์ควบคุมเรือ และเชียร์ให้คลาวด์ทำได้ มันไม่ได้ยากอะไรเลย คลาวด์จึงเริ่มได้สติ และรู้สึกว่ามันไม่ได้เมามึนเหมือนแต่ก่อนแล้วนี่หว่า (เซลล์เจโนว่า ช่วยให้หายเมารถเมาเรือได้ด้วยเว้ย!?) เขาจึงหันกลับไปควบคุมยานได้อีกครั้ง

......................................................

***หมายความว่าหลังจากคลาวด์ถูกจับไปทดลอง พอได้สติกลับมา ก็ไม่มีอาการ Motion Sickness อีกแล้ว ตอนก่อนที่คลาวด์บอกว่าช่วงที่เขามโนว่าตัวเองเป็นโซลเยอร์ เขาไม่มีอาการเมาเลย ผมเลยคิดว่าการมโนว่าตัวเองเก่งช่วยข่มอาการเมาของคลาวด์ไว้ตลอด ทว่าตอนนี้คลาวด์เลิกมโนแล้วแต่ก็ไม่ได้กลับไปเมาเรือเหมือนตอนแรก แปลว่าเขาน่าจะหายขาดจาก Motion Sickness แล้ว

ไม่รู้ว่าเพราะเซลล์เจโน่ว่าที่ผสมผสานเข้าไปในร่างกายจนแข็งแกร่งขึ้น หรือเพราะประสบการณ์ตอนที่มโนว่าตัวเองเป็นโซลเยอร์และคุ้นเคยกับการนั่งยานพาหนะโดยไม่เมา ทว่าท้ายที่สุดคลาวด์ก็เอาชนะ Motion Sickness ได้เด็ดขาด

......................................................

พวกคลาวด์ใช้เรือดำน้ำสีขาว ยิงจนเรือดำน้ำสีแดงจมสู่ก้นทะเล ทั้งกลุ่มตั้งใจว่าเดี๋ยวจะออกค้นหาฮิวจ์มาเทเรียจากเรือดำน้ำนั้นกัน

ยังไม่ทันไร สัญญาณวิทยุในยานก็ดังขึ้น เจ้าหน้าที่ชินระติดต่อเข้ามา คลาวด์จึงแอ๊บเนียนสวมบทเป็นทหารชินระตอบกลับไป เจ้าหน้าที่ที่ติดต่อมาบอกว่าให้รีบเอายานหมายเลข 2 (ลำนี้แหละ) กลับเข้าฝั่ง หลังจากนั้นให้คนที่มีไม่มีหน้าที่ ช่วยกันคุ้มกันการขนฮิวจ์มาเทเรีย (ลูกที่เอามาจากนีเบิลไฮม์) จากสนามบินไปที่อื่นต่อ



พวกคลาวด์รีบกลับไปยังสนามบินในจูน่อน แต่ไม่ทันแล้ว พวกเขาเห็นเครื่องบินเกลนิก้าบินออกไปต่อหน้าต่อตา โดยมีหมู่บ้านร็อคเก็ตเป็นจุดหมาย



เก็บกู้ฮิวจ์มาเทเรียจากเรือดำน้ำสีแดง

สำรวจเครื่องบินเกลนิก้าที่อัปปาง (คนละลำกับที่ไปหมู่บ้านร็อคเก็ต) ด้านในจะเจอเรโน่กับรู๊ด ซึ่งเรโน่บอกว่าที่นี่เก็บอาวุธและมาเทเรียที่พัฒนามาเพื่อกำจัดเซฟิรอธโดยเฉพาะ แต่มันถูกเวพ่อนโจมตี (อ้ลเทม่าเวพ่อนแหงม) ทำให้จมสู่ก้นทะเล พวกเขาเลยมาเก็บของจากที่นี่เพื่อไปกำจัดเซฟิรอธ



พวกเรโน่ไม่อยากให้ของเหล่านี้ตกอยู่ในมือพวกเรา จึงสู้ขัดขวาง แต่สู้ไม่ไหวเลยต้องหนีไป ในการต่อสู้นี้เราสามารถขโมย Ziedrich มาจากรู๊ดได้

หลังจากนั้นเมื่อเราใช้เรือดำน้ำเดินทางไปเจอถ้ำที่ลุเครเซียอาศัยอยู่ตัวคนเดียว แล้วจะเห็นเหตุการณ์ในหลายสิบปีก่อนที่พวกโฮโจ กัสต์ ลุเครเซีย มาทำการทดลองที่คฤหาสน์ชินระจนนำไปสู่การกำเนิดของเซฟิรอธ

 

เธออยากจะตาย แต่เจโนว่าในตัวเธอ ไม่ยอมให้เธอตาย ช่วงหลังมานี้เธอก็ฝันถึงเซฟิรอธประจำ (น่าจะเป็นผลจากการรียูเนียน อีกทั้งเซฟิรอธยังสื่อสารไปยังผู้มีเซลล์เจโนว่าทั้งหมด ลุเครเซียจึงรู้สึกถึงเขา)



ลุเครเซียบอกว่าตั้งแต่เซฟิรอธเกิดมา เธอยังไม่เคยได้อุ้มเขาเลย สักครั้งเดียวก็ไม่เคย นี่เป็นบาปของเธอ

วินเซนต์จะเดินเข้าไปหา จะช่วยปลอบลุเครเซีย แต่เธอกลับบอกให้วินเซนต์ถอยไป

ลุเครเซียจะขอให้วินเซนต์บอกเธอว่าเซฟิรอธ ยังมีชีวิตอยู่ใช่มั้ย ถึงข่าวจะออกมาว่าเขาตายไปเมื่อ 5 ปีก่อน แต่ลุเครเซียกลับรู้สึกถึงเซฟิรอธ และรู้ว่าเขาไม่มีทางตายง่าย ๆ แน่ ก็เหมือนกับตัวเธอที่ถึงอยากตาย เซลล์เจโนว่าก็ไม่ยอมให้ตาย

คลาวด์ก้าวขาออกมา ยกมือขึ้น พยายามจะบอกความจริง แต่วินเซนต์ยกมือขึ้นห้ามไว้ และโกหกไปว่าเซฟิรอธตายไปแล้ว

อาจจะเพราะเขาอยากให้ลุเครเซียสบายใจ เลิกคิด เลิกกังวลกับเซฟิรอธ หากเธอรู้ว่าเซฟิรอธยังอยู่ ลุเครเซียคงจะทำทุกวิถีทางให้ได้ลูกชายเพียงคนเดียวของตนอีกครั้ง และเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น อาจะทำให้เธอทุกข์ใจยิ่งกว่าเดิม

สนทนาประสาไฟนอลฯ 7 [33]

หลังความทรงจำที่แท้จริงของคลาวด์กลับมาแล้ว ลองกลับไปยังนีเบิลนีเบิลไฮม์ เผื่อจะรู้อะไรเพิ่มขึ้นมาอีก



ที่เปียโนในห้องนอนของทิฟา ข้างในชีทเพลง จะพบจดหมายของอาจารย์ซานกัน

อาจารย์เขียนจดหมายนี้ขึ้นหลังเหตุการณ์เผานีเบิลไฮม์จบลงแล้ว เขาเล่าว่าตอนนั้นเขาพยายามจะช่วยชาวบ้านออกจากกองไฟแล้ว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เขาโกรธจัดจึงไล่ตามเซฟิรอธไปยังเตาปฏิกรณ์ จะไปปลิดชีวิตมัน

ปรากฏว่าอาจารย์ดันไปเจอทิฟานอนหมดสติอยู่ และเห็นว่าการช่วยชีวิตทิฟาไว้สำคัญกว่าการตามเอาชีวิตเซฟิรอธ ก็เลยรีบพาทิฟาออกมา

ระหว่างโกยออกจากเตาปฏิกรณ์ พวกทหารชินระก็กำลังบุกเข้ามาข้างในพอดี ตอนนั้นโฮโจเองก็มาด้วยและสั่งให้ทหารรวบรวมผู้รอดชีวิตทั้งหมดไปทำการทดลอง (ใน Before Crisis, Crisis Core, Last Order จะมีเหตุการณ์ช่วงนี้ให้ดู)

อาจารย์ไม่รู้ว่าพวกนั้นจะทำการทดลองอะไร แต่ยังไงก็ไม่ยอมให้เอาทิฟาไปเด็ดขาด เขาแบกทิฟาขึ้นหลัง วิ่งลงเขากลับมายังหมู่บ้าน พยายามใช้เวทย์รักษาหลายต่อหลายครั้งแต่ไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่ จึงออกเดินทางไปมิดการ์ ตามหาหมอที่จะมารักษาทิฟา

อาจารย์ไม่ค่อยชอบมิดการ์สักเท่าไหร่ และก็ไม่อยากอยู่ที่นั่นนาน จึงกลับมายังนีเบิลไฮม์อีกครั้ง แล้วก็ตกใจตาเหลือกเมื่อเมืองที่น่าจะเป็นธุลีไปหมดแล้ว กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

ยกเว้นก็แต่พวกคนประหลาดที่ใส่ชุดคลุมดำ เดินเพ่นพ่านรอบเมือง (พวกผู้รอดชีวิตที่โดนเอาไปทำลอง Copy Project)

เมืองนั้นอบอวลไปด้วยพวกชินระ ทิฟาอาจจะคิดว่าเขาหนีจากพวกมัน แต่ส่วนตัวเขาแค่ไม่อยากยุ่งกับพวกมันอีกแล้ว

เขาหวังว่าสักวันนึง ทิฟาจะค้นพบจดหมายและของขวัญชิ้นนี้ เขาหวังว่ามันจะมีประโยชน์ ตอนนี้เขากระโดดไม่ไหวแล้วด้วยซ้ำ (คงบาดเจ็บจนได้แต่เดินธรรมดา) แต่ก็หวังว่าทิฟาจะสามารถฝึกฝนทักษะเองได้ต่อไป และโปรดจดจำบทเรียนทั้งหลายที่เขาเคยสั่งสอนไว้ไม่รู้ลืม

ถึงศิษย์ผู้เป็นที่รักยิ่ง จากซานกัน



(ของขวัญที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้ คือกระบวนท่าไม้ตาย Final Heaven)

จากนั้น พอกลับเข้าไปยังห้องสมุดภายในคฤหาสน์ชินระ คลาวด์ก็จะนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่เขาโดนจับใส่ตู้ทดลองได้

วันหนึ่งขณะที่นักวิจัยกำลังจะเอาอาหารมาให้ แซ็คที่ได้สติแล้วก็ออกจากตู้มาต่อยนักวิจัย แล้วเปิดตู้ของคลาวด์ออกมา ตอนนั้นคลาวด์ยังแทบไม่ได้สติ ได้แต่กองกับพื้น แซ็คก็ไปหาบัสเตอร์ซอร์ดของตนคืนมา แล้วพาคลาวด์หนีออกมาจากหมู่บ้าน พร้อมเปลี่ยนชุดใหม่ให้คลาวด์ด้วย (ตามเหตุการณ์ใน Crisis Core คือแซ็คสู้กับทหารที่แห่กันเข้ามาในหมู่บ้าน พอเหตุการณ์สงบแล้วจึงกลับมาพาเสื้อผ้าในคฤหาสน์ชินระเปลี่ยนให้คลาวด์ แล้วค่อยพาหนี)

จากที่แห่งนั้น แซ็คพาคลาวด์ออกเดินทาง ขอติดรถกระบะของลุงคนนึงที่กำลังมุ่งหน้าเข้าเมืองมิดการ์ไปด้วย

ระหว่างทาง แซ็คจะชวนคลาวด์คุยว่าพอถึงมิดการ์แล้วนายจะไปทำอะไร คลาวด์ที่กำลังเป๋ออยู่ไม่สามารถตอบกลับมาได้

ที่จริงแล้วแซ็คมีที่ ๆ อยากแวะไปก่อน (ก็องกาก้า - บ้านเกิด) แต่ถ้าไปแล้วพวกชินระอาจจะซุ่มทำร้ายเขา และพ่อแม่เขาอาจเดือดร้อนไปด้วย ก็เลยแวะไปไม่ได้

แซ็คคิดว่าไม่ว่าจะทำอะไร ก็ต้องใช้เงินก่อน เลยหันไปถามลุงคนขับว่าทำอะไรดี? ลุงบอกว่าพวกคนหนุ่ม ก็ควรจะลองทำมันดูทุกอย่างแหละ และค้นหาสิ่งที่ชอบเอง

ระหว่างทาง แซ็คก็ซิทอัพบนท้ายรถไปด้วย จนคิดได้ว่าจะไปเป็นทหารรับจ้าง ทำมันทุกอย่างเพื่อเงิน (ซึ่งลุงคนขับก็บอกว่าเขาไม่ได้หมายความแบบนั้นว้อยย ให้ลองทำหลาย ๆ อย่าง ไม่ใช่ยอมทำทุกอย่างเพื่อเงิน)

แซ็คแหย่ถามคลาวด์ที่ยังเป๋ออยู่ว่าแล้วนายจะไปทำอะไร? แต่สักพักก็บอกว่าล้อเล่นนา... ยังไงก็ไม่ทิ้งคลาวด์ที่ยังเป๋ออยู่หรอก



"เราเป็นเพื่อนกันใช่มะ?"

"ทหารรับจ้างไงคลาวด์ นายกับฉันจะไปเป็นแบบนั้นกัน"

หลังจากนั้นก็เป็นฉากที่ทั้งสองหนีการไล่ล่าจากทหารชินระ มันเป็นช่วงที่ฟ้ามืดมน สายฝนตกกระหน่ำลงมา แซ็คพยายามพาคลาวด์ไปซ่อนแล้วออกมาสู้เอง แต่แล้วแซ็คก็เสียท่าโดนรุมยิงพรุน ส่วนคลาวด์ที่หมดสภาพอยู่แล้วนั้นถูกพวกทหารไว้ชีวิต (เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็คงตายไปเอง)



สักพักนึงคลาวด์เป๋อจึงค่อย ๆ คลานไปหาแซ็คด้วยร่างอันสั่นเทิ้ม เขาจับดาบของแซ็คขึ้นแล้วมองไปที่ดาบแบบงง ๆ

เมื่อเห็นร่างแซ็คที่เสียชีวิตลงแล้ว คลาวด์ก็เงยหน้า ชูดาบขึ้นฟ้า แล้วกรีดร้องลั่น



มุมกล้องแพนขึ้น ฉายให้เห็นเมืองมิดการ์ที่อยู่เพียงเบื้องหน้าแล้วนี่เอง

Saturday, December 26, 2015

ความสัมพันธ์ระหว่าง KH χ และ Unchained χ จะถูกเฉลยในภาค χ Back Cover

หลังงาน D23 Expo ในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2015 ที่ผ่านมา เหล่าตัวแทนจาก Kingdom Hearts Community ของฝั่งตะวันตก นำโดย Churro ได้มีโอกาสเขียนคำถามเกี่ยวกับซีรีส์ดังกล่าว ส่งให้คุณ เท็ตสึยะ โนมุระ เป็นผู้ตอบ ซึ่งจากเนื้อหาที่เฮียแกตอบมาก็มีเรื่องที่น่าไฮไลต์ไว้ดังนี้

- เรื่องกระบวนการเลือกดาวในภาค χ คุณโนมุระบอกว่าจะเลือกโดยให้ความสำคัญกับดาวของเจ้าหญิงทั้ง 7 ขึ้นมาก่อน (ดังนั้น ก็น่าจะได้เห็นดาวของเจ้าหญิงทั้ง 7 ครบ)

- คุณโนมุระยังยืนยันเหมือนเดิมว่าตัวเกมภาค χ และ Unchained χ ไม่ใช่เกมเดียวกันซะทีเดียว จากอัพเดทหลัง ๆ ของภาค χ ก็มีการกล่าวถึงคีย์เวิร์ด Unchained ขึ้นมาในเรื่องแล้ว แต่เขายังไม่ขออธิบายว่าแท้จริงแล้วทั้งสองเกมมีสถานะระหว่างกันอย่างไร เพราะยังไงมันก็เป็นการสปอยล์เรื่อง ทว่าเหตุผลเบื้องหลังเหล่านั้น จะถูกเล่าถึงในภาค χ Back Cover (คนที่เล่นถึงตอนนี้ น่าจะรู้แล้วว่ามันมีเรื่องโลกจริง กับโลกแห่งความฝันมาเกี่ยวข้อง)

- เนื้อหาตอนที่มิคกี้ได้ท่องไปในโลกแห่งความมืด ตามหา Kingdom Key D+ และได้พบกับอควอ เป็นเรื่องที่คุณโนมุระอยากจะเล่ามานานมากแล้ว (เท่าที่ผมจำได้ แกบอกไว้ครั้งแรกในบทสัมภาษณ์ Another Report หลัง KH II พึ่งวางจำหน่าย ว่ามีเนื้อเรื่องอีกหลายส่วนที่อยากเล่าถึง หนึ่งในนั้นคือช่วงที่มิคกี้ผจญภัยในโลกแห่งความืด) แต่สาเหตุว่าทำไมมิคกี้ถึงไม่ปริปากพูดเรื่องนี้ออกมาจนถึงบัดนี้ ผู้เล่นจะได้รู้กันในภาค 0.2 (ทว่าจากบทสนทนาในฉากจบลับ Re:coded เราจะรู้ว่ามิคกี้ได้บอกเรื่องเจออควอ ให้เยนซิดรู้ตั้งนานแล้ว ส่วนที่ไม่ได้บอกคนอื่น ๆ ผมคิดว่าเพราะมิคกี้ก็รู้ว่าพวกนั้นไม่รู้จักคนที่ชื่ออควอ)

- จากบทสนทนาระหว่างเอราคุสและเซอานอร์ทตอนหนุ่ม ๆ จะรู้ว่าเอราคุสนั้นถูกเล็งไว้ให้เป็นมาสเตอร์และผู้สืบทอดคนถัดไป ทว่าหากสังเกตท่าทางและน้ำเสียงของเซอานอร์ท จะเห็นว่าเซอานอร์ทไม่ได้สนใจเรื่องความเป็นมาสเตอร์นั้น แต่เป้าหมายของเขาอยู่ที่สิ่งอื่น (มีฉากที่มันจ้องไปยังคีย์เบลดในตำนาน เล่มแรกของจักรวาลด้วย)

- เรื่องศัตรูที่ปรากฏในดาวแต่ละดวง เขาจงใจเลือกศัตรูที่จะทำให้ผู้เล่นเดาได้ว่า "ใคร" ที่มาเยือนดาวแห่งนั้น (งั้นโนบอดี้ที่ใช้เคียว ก็น่าจะหมายความว่าหมอนั่น อยู่ในดาวดวงนั้นสินะ)

รายละเอียดเต็ม ๆ ลองอ่านในลิงค์เองครับ 

Louis Vuitton จับไลท์นิ่งเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าซีรีส์ใหม่


Louis Vuitton ร่วมกับทีม Visual Works ของ Square Enix ร่วมกันจัดทำคลิปโฆษณาสินค้าซีรีส์ 4 ขึ้นมา โดยใช้พรีเซนเตอร์เป็น ไลท์นิ่ง

อนึ่ง... เมื่อปี 2012 ก๊วนเพื่อนเจ๊เคยไปเป็นพรีเซนเตอร์ให้ Prada มาแล้ว นี่จึงถือเป็นงานพรีเซนเตอร์ครั้งที่ 2 ของเจ๊เลยทีเดียว

Thursday, December 24, 2015

คิตาเสะยก Mobius -FF- เกมในดวงใจปี 2015 ด้านทาบาตะให้ Super Mario Maker


นิตยสารแฟมิซือเล่มล่าสุด มีอันดับเกมในดวงใจของผู้พัฒนาเกมชื่อดังหลายคนไว้ ในที่นี้ขอตัดตอนเฉพาะความเห็นของทีมงานใน Square Enix มานะครับ

ความเห็นของโยชิโนริ คิตาเสะ (ผู้ล่าสุดอำนวยการสร้าง Mobius -Final Fantasy- และ Final Fantasy VII Remake)

อันดับ 5 - FIFA 16 (ไอ้ ไอ้... ไอ้คนตาถั่วว ไอ้คนไม่รักชาติ)

อันดับ 4 - The Last of Us Remastered (เดี๋ยว!!! นั่นมันเกมที่ออกปีที่แล้วว้อยยย)

อันดับ 3 - Splatoon

อันดับ 2 - Factorio

อันดับ 1 - Mobius -Final Fantasy- (นี่เฮียแก ยกเอาเกมที่ตัวเองสร้าง เป็นอันดับ 1 เลยเหรอออ!?)



ส่วนอีกคนก็ความเห็นของคุณฮาจิเมะ ทาบาตะ (ปัจจุบันกำกับ Final Fantasy XV และเกมใหม่ที่ยังไม่เปิดตัว)

อันดับ 3 - Disney Tsum Tsum (...................)

อันดับ 2 - Metal Gear Solid V: Phantom Pain

อันดับ 1 - Super Mario Maker

ขอบคุณภาพสแกนจากแอดมินเว็บไซต์ : http://www.allgamesbeta.com/

Wednesday, December 23, 2015

จูเลียนเผยสารพันปัญหาที่เกิดขึ้นสมัย SQEX พัฒนา FF Versus XIII

ทางทีมงานเว็บไซต์ DualShockers ได้เข้าร่วมฟังบรรยายที่ Cité des Sciences et de l’Industrie ในกรุงปารีส ในงานนี้คุณ จูเลียน เมอร์ซิลอน อดีต Worldwide Technology Director ของ Square Enix ที่พึ่งลงข่าวว่าออกจาก Konami ไปอยู่ Bandai Namco แล้วนั้น ได้เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่าง Final Fantasy Versus XIII ไปยัง Final Fantasy XV ให้ผู้แก่ผู้เข้าฟัง

คุณจูเลียนเล่าว่าในสมัยที่เขากำลังร่วมพัฒนา FFXIII-2 อยู่นั้น คอนเซปต์ของ FF Versus XIII ก็มีการพัฒนาอยู่ต่อเนื่อง แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนาน เทคโนโลยีที่ทีม Versus ใช้ในการพัฒนาเกมตอนนั้นมันก็ค่อย ๆ ไม่เหมาะสมกับโปรเจคท์ยิ่งขึ้น เนื่องจากคอนเซปต์ของเกมได้เปลี่ยนแปลงไปมาก Versus กลายเป็น Open World แล้ว ทีมงานจึงต้องสร้างเทคโนโลยีที่ใช้ในการสร้างฉากขึ้นมาใหม่ ต้องใส่การ Stream ฉากและฟีเจอร์อื่น ๆ ลงไป ซึ่งนั่นทำให้เกิดปัญหามากมายขึ้นกับทีมงาน

ในตอนนั้น FFXIV เวอร์ชั่นแรกเองก็ฉิบหายพอกัน วิกฤตตอนนั้นเหมือนเป็นการปลุก Square Enix ให้ตื่นขึ้นเพื่อทำอะไรสักอย่าง จึงนำไปสู่การจ้างคุณโยชิฮิสะ ฮาชิโมโตะ จาก SEGA พร้อมกับลูกทีมของเขาให้มาช่วย ซึ่งพวกเขามีความรู้เรื่อง Physically-based Lighting เป็นอย่างมาก (คุณโยชิฮิสะมาเป็น Chief Technology Officer ที่ Square Enix) และนั่นก็นำไปสู่การตั้ง Luminous Studio และการปรับแต่งเอนจิ้นพิเศษขึ้นใหม่สำหรับ FFXIV -A Realm Reborn-

หลังจากนั้นทีมงานทั้งหลายก็ได้พูดคุยกันถึงปัญหาของ Versus จนพบทางออก โดยใช้แนวทางแบบ Ubisoft ซึ่งก็คือการสร้าง Approximate System ซึ่งจะทำให้เกิด Real-time Rendering ระหว่าง Editing ได้ (ก็คือระหว่างปรับแต่งองค์ประกอบ ระบบก็จะประมวลผลภาพคร่าว ๆ ออกมาให้ดูว่าจะเป็นยังไง) ทีมงานก็สามารถทำกราฟฟิกและแอนิเมชั่นต่อไปได้ หลังจากนั้นก็ทำ Cinematic Editor, Special Effect และ Particle นอกจากนี้ยังมีการใส่ระบบควบคุมอีเวนต์ ทำให้เกิดอีเวนต์หลากหลายรูปแบบขึ้นระหว่างฉาก Cinematic, หรือตอนเปลี่ยนจากซีนหนึ่งไปอีกซึนได้ ด้วยแนวทางนั้นเกมก็พัฒนาต่อมาเรื่อย ๆ อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้

คุณจูเลียนปิดท้ายว่าเขาไม่ค่อยเห็นนักพัฒนาเกมไม่ว่าจะฝั่งตะวันตกหรือฝั่งญี่ปุ่นที่พึงพอใจกับผลงานเกมที่ออกมาได้อย่างเต็มที่ เวลาที่ทำโปรเจคท์เสร็จแล้ว พวกเขามักจะรู้สึกว่ามันยังไม่สมบูรณ์ มันยังสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมลงในจุดนั้นจุดนี้ได้ เกิดความปรารถนาที่จะกลับไปปรับปรุงงานอยู่เสมอ ซึ่งสมัยก่อนอาจจะทำไม่ได้ แต่ปัจจุบันพวกเขาสามารถทำออกมาในรูปแบบ Patch ของเกมกันได้แล้ว ดังนั้น ในช่วงที่เกมพึ่งวางจำหน่ายออกมา ทีมงานเองก็คงยังไม่สามารถพึงพอใจกันได้อย่างเต็มที่หรอก แต่ความรู้สึกที่ว่ามันยังดีไม่พอ ดีไม่สุด ก็จะนำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงจนทำให้เกิด FFXVI อันยอดเยี่ยมได้ในท้ายที่สุด


Tuesday, December 22, 2015

ครบรอบ 10 ปี Kingdom Hearts II


วันนี้ เป็นวันครบรอบ 10 ปี การวางจำหน่าย Kingdom Hearts II ครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น เลยอยากจะหาประเด็นพูดถึงสักหน่อย

ด้านเนื้อเรื่องนั้น เคยเอ่ยถึงไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นที่ไม่ค่อยพูดถึงกันบ้าง อย่างเช่น "ชื่อชั่วคราว" ที่แฟน ๆ ใช้เรียกตัวละครกัน

มากกว่า 10 ปีมาแล้ว หลัง Kingdom Hearts ภาคแรก, Chain of Memories วางจำหน่าย ตามด้วยการโปรโมตเทรลเลอร์ช่วงแรกของ Kingdom Hearts II มีตัวละครปริศนามากมายโผล่ออกมาในเทรลเลอร์และฉากจบลับ

ในบอร์ดต่างประเทศนั้น พวกเขาก็ต้องการพูดคุยกันว่าตัวละครปริศนาซึ่งมีด้วยกันหลายตัวนั้นเป็นใคร ซึ่งในช่วงแรกต่างคนต่างก็เรียกตัวละครต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันก็เกิดเป็นชื่อเรียกกลาง ๆ สำหรับตัวละครแต่ละตัว ให้ฝรั่งใช้เรียกตัวละครปริศนานั้นแบบง่าย ๆ ขึ้น

ตัวอย่างเช่น เมื่ออาร์ทเวิร์คของสาวผมแดงที่ยืนหันหลังปรากฏออกมาเป็นครั้งแรก หลายคนเดาว่าเธอน่าจะเป็นไคริ แต่ระหว่างที่ยังไม่มีการยืนยันว่าเธอคือไคริจริง ก็จะฟันธงว่าเธอคือไคริไม่ได้ ก็เลยต้องเรียกเธอแบบกลาง ๆ ไปก่อนว่า "Red-Haired Girl" ซึ่งต่อมาเวลาพิมพ์ เขาก็ย่อกันเหลือแค่ "RHG"

ในช่วงนั้น หากคุณเข้าไปในบอร์ดฝรั่ง ก็จะเจอตัวย่อบ้างไม่ย่อบ้าง ที่สังคมของพวกเขาตั้งกันขึ้นมาเพื่อความสะดวกในการเรียกชื่อตัวละครต่าง ๆ เอาที่ผมจำได้หลัก ๆ ก็เช่น

1. BHK
2. EM
3. Red Coat Unknown
4. Blindfoded Unknown
5. Glowing Eye Unknown
6. ES

ข้อ 3 กับ 4 นั้นผมว่าทุกคนคงรู้ว่าหมายถึงตัวละครใด แต่ใครว่าง ๆ ลองเดามาเล่น ๆ ก็ได้ครับว่าข้อ 1 2 5 6 นั้นหมายถึงตัวละครใดบ้าง

ทุกวันนี้เวลาเข้าไปในบอร์ดฝรั่ง ก็จะเจอตัวย่อใหม่อีกเยอะแยะครับ อย่าง MX (Master Xehanort) และ YMX (Young Master Xehanort) ซึ่งพวกเขาก็คงจะใช้ตัวย่อแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ

เวลาหมุนผ่านไปหลาย 10 ปี และยังคงเดินหน้าต่อไป ตัวย่อใหม่ ๆ ก็เกิดขึ้นมา บางคนอาจจะออกจากคอมมูนิตี้เหล่านั้นไปแล้ว แต่อีกหลายคนก็ยังวนเวียนอยู่ สำหรับผมแล้วการได้เห็นผู้คนที่คุยกันมานับสิบปีเติบโตขึ้น สามารถยึดโยงเหตุผลได้ดีขึ้น ระดับการสนทนาที่พัฒนา ผู้คนที่วิเคราะห์เนื้อเรื่องไว้ล่วงหน้าหลายต่อหลายปีและคาดเดาได้ถูกต้องเสมอ  ตัวย่อมากมายที่เกิดขึ้น เลิกใช้ หรือยังคงใช้ต่อไป

ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นประวัติศาสตร์อันน่าจดจำ ซึ่งผมดีใจที่ได้เรียนรู้และเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์นั้น

สรุปบทสัมภาษณ์ FFVII Remake จากเดนเกคิ PS

สัปดาห์นี้นิตยสาร เดนเกคิ PS เล่มใหม่ ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์คุณเท็ตสึยะ โนมุระ และโยชิโน คิตาเสะ ในเรื่องของ Final Fantasy VII Remake (หลังจากที่สัปดาห์ก่อนแฟมิซือพึ่งลงไป) ณ ที่นี้บล็อก Esuteru ได้ตัวเล่มนิตยสารมาอ่านก่อน และสรุปเนื้อหาไว้ดังนี้

- เรื่องเสียงพากย์ คุณโนมุระบอกว่าจะทำเป็น Full Voice (มีเสียงพากย์ทุกตัว) ทว่าตัวละครที่ยังไม่มีบทในภาค AC ก็คงต้องหาคนพากย์ใหม่ (ในบทสัมภาษณ์สัปดาห์ก่อนของแฟมิซือบอกว่าโดยหลักแล้ว ก็จะใช้คนพากย์เดิมจาก AC แต่น่าจะเปลี่ยนเสียงของ Red XIII ที่เดิมเป็นแค่ Cameo)

- คุณคิตาเสะบอกว่าตัวเกมยังคงมีอีเวนต์เดทที่โกลด์ซอเซอร์เหมือนเดิม โดยเหตุการณ์ดังกล่าวก็จะเป็น Full Voice และเนื่องจากเกมมันออกมานานมากแล้ว สภาพสังคมมันก็เปลี่ยนไป การจะเอาออริจินอลอีเวนท์มาทำใหม่ ก็ต้องพิถีพิถันระมัดระวังเป็นพิเศษ คุณโนมุระบอกว่ากรณีของซ่องผึ้งน้อยก็เช่นกัน (หมายถึงซ่องนั้นน่าจะโดนปรับเปลี่ยนนั่นเอง)

- พอเดนเกคิถามว่าตัวเกมจะทำเป็น Open World มั้ย? คุณคิตาเสะบอกว่ายังคลุมเครือ แต่ก็ไม่อยากยึดติดกับการเป็น Open World หรือ Sand Box ซะทีเดียว ตอนนี้คุณโนมุระกำลังมุ่งเน้นกับการสร้าง Background อยู่ จึงอยากสร้างสภาพแวดล้อมที่แอ็คชั่นของตัวละคร ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมได้

- เรื่องมินิเกม คุณคิตาเสะบอกว่าพวกมินิเกมที่แฟน ๆ ประทับใจทั้งหลายก็อยากจะใส่เข้ามาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณโนมุระเสริมว่าเนื่องจากมินิเกมในภาคนี้มีเยอะมาก ทั้งสเกลเล็กและใหญ่ การจะสร้างมินิเกมทั้งหมดด้วยเทคโนโลยีล่าสุดหรือไม่นั้น ก็ต้องหารือกันต่อไป คุณคิตาเสะเองก็ห่วงอยู่มากว่าทีมงานจะทำยังไงกับมินิเกมเหล่านี้

- ตัวเกม พึ่งผ่านขั้นต้นไปเอง แต่ก็เรียกว่าได้ทำกันจริง ๆ จัง ๆ แล้ว หนทางยังอีกยาวไกล

- พอเดนเกคิถามว่า FFVII จะครบรอบ 20 ปีของการวางจำหน่ายในปี 2017 ทีมงานคิดจะวางจำหน่ายในวันที่ 31 มกราคม เหมือนตัวออริจินอลบ้างมั้ย? ทั้งสองบอกว่ายังไม่ขอพูดอะไรในตอนนี้

- ในปี 2016 ก็จะมีเกมที่โนมุระมีส่วนร่วมวางจำหน่ายออกมาถึง 2 เกมคือ KH 2.8 และ World of FF ยังไง FFVII Remake ก็ต้องรอหลังจากนั้นแน่นวล

Monday, December 21, 2015

สนทนาประสาไฟนอลฯ 7 [32]

ทุกคนกลับมาพร้อมหน้ากันอีกคน บนห้องบัญชาการของเรือเหาะไฮวินด์ คลาวด์บอกทุกคนว่าเขาไม่รู้จะพูดยังไงดี

เรดเธอทีนบอกว่าไม่ต้องพูดอะไรแล้ว นายขอโทษมาตลอดวันไม่หยุดเลยเนี่ย

ว่าแล้ว คลาวด์ก็เริ่มสารภาพความจริงที่เขาค้นพบ


"ฉันไม่เคยเป็นโซลเยอร์"

"ฉันปั้นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อนขึ้นมา รวมถึงเรื่องที่ฉันเป็นโซลเยอร์"
"ฉันออกจากหมู่บ้านไปตามหาเกียรติยศ แต่ก็ไม่เคยได้เข้าเป็นโซลเยอร์"
"ฉันอับอายกับความอ่อนแอของตัวเอง จนฉันได้ยินเรื่องราวเหล่าจากนี้เพื่อนที่ชื่อแซ็ค..."
"แล้วฉันก็สร้างมายาภาพของตนเองขึ้นจากสิ่งที่ได้เห็นมาในชีวิต"
"ฉันก็เล่นละครไปโดยคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง"

"ในทางกายภาพแล้ว ฉันถูกสร้างแบบเดียวกับพวกคนในโซลเยอร์"

"แผนการโคลนเซฟิรอธของโฮโจไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก"
"ก็แค่กระบวนการเดียวกับที่พวกมันใช้ตอนสร้างสมาชิกโซลเยอร์"

"ผู้คนในโซลเยอร์ไม่ได้เพียงแต่ถูกอาบด้วยพลังงานมาโค"
"ร่างกายของพวกเขายังถูกฉีดเซลล์เจโนว่าเข้าไป..."

"ไม่ว่าจะดีจะร้าย เฉพาะคนที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะเป็นโซลเยอร์ได้"
"แต่นั่นมันเกี่ยวกับการรียูเนียนของเจโนว่า"

"แต่คนที่อ่อนแอ... อย่างฉัน จะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป"

"เซลล์เจโนว่า เจตจำนงค์ของเซฟิรอธ ผนวกกับความอ่อนแอของฉันเอง ได้สร้างตัวฉันขึ้นมา"

"คนที่ทุกคนรู้จัก ฉันที่ชื่อ... คลาวด์"
"...จ้าวแห่งโลกมายาของตัวเอง"

"แต่ฉันจะติดอยู่ในภาพมายาต่อไปอีกไม่ได้"

"ฉันจะมีชีวิตโดยไม่เสแสร้งอีกต่อไป"

เคทซิธถามว่าหลังจากนี้จะเอายังไงต่อ นายคงไม่สละเรือไปหรอกนะ?

คลาวด์บอกว่าเขาคือเหตุผลที่ทำให้เมเทโอกำลังพุ่งมาหาทุกคน ดังนั้น เขาต้องทำทุกอย่างสุดกำลังเพื่อสู้กับมัน

แบร์เร็ตได้ยินก็กำมือ ชูหมัดขึ้น ดีใจที่คลาวด์จะกลับมาปกป้องโลกตามอุดมการณ์เดิม
แล้วคลาวด์ ทิฟา และแบร์เร็ต ก็ตะโกนขึ้นมาพร้อมกัน "ขึ้นรถไฟมาด้วยกันแล้ว ไม่มีทิ้งกันไปเด็ดขาด"

ทุกคนแยกย้ายกันไปประจำการตามหน้าที่ ด้านลูกเรือคนหนึ่งเข้ามาคุยกับคลาวด์ บอกว่าเขาอินและซาบซึ้งกับเรื่องของคลาวด์มาก เขาเองก็เป็นคนที่่อ่อนแอ จึงเข้าใจความรู้สึกของคลาวด์ดี

คลาวด์เดินมายังสะพานเรือ เคทซิธรีบอธิบายทันทีว่าตอนนี้ทุกคนอยู่ระหว่างภารกิจตามล่าฮิวจ์มาเทเรีย ซึ่งที่จูน่อนมีเตาปฏิกรณ์ใต้น้ำ นั่นเป็นที่เดียวที่ฮิวจ์มาเทเรียเหลืออยู่ ไปที่นั่นกัน


เมื่อคลาวด์ไปคุยกับยุฟฟี่ที่เมาเรือ ยุฟฟี่จะขออยู่ตามลำพัง แต่คลาวด์บอกว่าเขาเข้าใจดี ก่อนหน้านี้เขาก็เคยเมาเรือมาก่อน แต่ตอนที่มโนว่าตัวเองเป็นโซลเยอร์ เขาก็ลืมอาการเมาเรือนั่นไปเลย

(การมโนว่าตัวเองเป็นโซลเยอร์ผู้เก่งกาจ ทำให้หายเมาเรือได้ =[]=!!)

ยุฟฟี่ถามว่ามีวิธีป้องกันการเมาเรือดี ๆ มั้ย? คลาวด์บอกว่าอย่างแรกถ้ามีเรื่องกังวลใจอยู่มาก ๆ ก็จะไม่เมา แต่คนเราคงหาเรื่องกังวลตลอดไม่ได้

คลาวด์เสนอไอเดียต่อว่า เรือแห่งนี้มีที่กว้างมาก ระหว่างทางเราก็ควรจะเคลื่อนไหวไปมา (คลาวด์ทำท่าลุกนั่ง) มันก็พอจะช่วยได้และเป็นการยืดกล้ามเนื้อไปในตัวด้วยเหมือนกัน แต่สมัยก่อนเขาต้องนั่งรถบรรทุกบ่อย (หมายถึงที่แคบ มันก็เลยลุกนั่งไม่ได้) อ่อ แล้วอีกอย่างคืออย่าอ่านหนังสือไปด้วยเด็ดขาด

ยุฟฟี่จะบ่นต่อว่าเมื่อไหร่จะถึงที่หมาย ไปให้ไวกว่านี้ไม่ได้หรือไง ช่วยลากเธอลงจากเรือไปด้วยยยยย...

สนทนาประสาไฟนอลฯ 7 [31]

รถไฟที่ขนฮิวจ์มาเทเรีย กำลังวิ่งออกจากเตาปฏิกรณ์ที่คอเรล พวกซิดจึงต้องตามไปหยุดขบวนรถไฟ และชิงฮิวจ์มาเทเรียออกมา

หลังตบตีกับทหารบนรถไฟ และเบรกรถไฟได้สำเร็จ ชาวคอเรลจะมาขอบคุณแบร์เร็ต ที่ช่วยหยุดรถไฟไม่ให้พุ่งชนเมืองพวกเขาได้ทัน (เอิ่ม... จริง ๆ คนบังคับคือซิดนะ) และบอกว่าพวกเขาเป็นชาวเหมือง ยังไงก็จะขุดอุโมงค์เพื่อซ่อนตัวจากเมเทโอ

จากนั้นจะมีเด็กบอกว่าเก็บหินประหลาดได้จากบ่อน้ำ แล้วเอามาให้แบร็เร็ต ปรากฏว่ามันคือมาเทเรียอัลเทม่า

มีชาวบ้านคนนึง ขอมอบของที่ระลึกของสามีให้ เพื่อให้แบร์เร็ตใช้หยุดยั้งเมเทโอ มันคือลิมิต 4 ของแบร์เร็ตเอง

จากนั้นพวกซิดก็จะขับไฮวินด์บึ่งไปยังป้อมนกแร้ง ชาวบ้านจะบอกว่าชินระตั้งใจจะทำลายเตาปฏิกรณ์ และชิงฮิวจ์มาเทเรียไป

พวกซิดจึงช่วยกันสู้ขัดขวาง ภายหลังขับไล่พวกชินระไปได้ แร้งยักษ์ก็จะใช้พลังกกไข่จนฟัก แต่แล้วก็เหมือนกับว่าอายุขัยมันจะสิ้นลงทันที มันหมดพลังแล้วพลัดตกจากยอดเตาปฏิกรณ์ไป ส่วนไข่ที่มันเฝ้ากกมานาน ก็ฟักเป็นลูกนกยักษ์ตัวใหม่สีเหลืองอร่าม มันบินขึ้นฟ้าไป ทิ้งไว้แต่มาเทเรียนกฟินิกซ์ให้เราเก็บ

หลังจากนั้นพอเราเดินลงมาชาวบ้านก็จะมอบฮิวจ์มาเทเรียที่เอามาจากเตาปฏิกรณ์ของป้อมนี้ให้กับเรา

นอกจากนี้ชาวบ้านยังบอกว่านอกจากฮิวจ์มาเทเรียของนีเบิลไฮม์, คอเรล และป้อมนกแร้งที่เราได้มาแล้ว ชินระยังมีฮิวจ์มาเทเรียเก็บอยู่ที่เตาปฏิกรณ์ใต้น้ำที่จูน่อน

เสร็จงานนี้แล้ว ซิดก็จะเสนอให้กลับไปเช็คอาการคลาวด์และทิฟา ซึ่งเขาเป็นห่วงอยู่


กลับไปที่สถานพยาบาล นางพยาบาลจะบอกว่าทิฟาคอยเฝ้าดูคลาวด์ไม่ห่างเลย อาการของคลาวด์ไม่ดีขึ้น ทว่าทิฟานั้นกลับดูอิดโรยแล้ว หากปล่อยไว้แบบนี้เธอจะป่วยได้

ด้านทิฟาก็จะเริ่มท้อ เธอถามซิดว่าเธอควรทำยังไงดี หากว่าคลาวด์เป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิตเลยจะทำยังไง???
ทันใดนั้น ก็เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขึ้น

ทิฟาล้มลงไปก้นจ้ำเบ้ากับพื้น ซิดพยายามทรงตัวเอาไว้ แต่แล้วคลาวด์ที่ยังพูดจาไม่รู้เรื่อง ก็เงยหน้าขึ้น เอ่ยปากขึ้นมา

"...กำลังมา... พวกมัน... กำลังมา..!!"

แล้วก็คอพับลงไปเหมือนเดิม

นาทีนั้นอะไรมาไม่รู้แหละ ซิดรีบโกยออกไปนอกสถานพยาบาล เขาพบว่าไลฟ์สตรีมจากใต้เปลือกโลกกำลังพยายาลปะทุขึ้นมา

ทิฟาจะวิ่งออกมาด้านนอก ถามว่ามีอะไรให้เธอช่วยมั้ย? แต่ซิดจะบอกทิฟาให้กลับไปดูแลคลาวด์ ทางนี้เขาจะจัดการเอง

และแล้วที่กลางหมู่บ้าน อัลเทม่าเวพ่อน สัตว์ประหลาดยักษ์สีครามก็ปรากฏตัวขึ้นบนฟากฟ้า กางปีกบินไปมา ราวกับว่ามันกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง แต่แล้วมันก็พุ่งเข้ามาหาซิด


เมื่อสู้กับอัลเทม่าไปสักพัก มันจะบินหนีไป แล้วจู่ ๆ ไลฟ์สตรีมใต้เปลือกโลกก็สงบลง แผ่นดินหยุดไหวไปชั่วครู่

แต่ยังไม่ทันไร แผ่นดินก็เริ่มไหวตัวขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ผืนดินสั่นไปมาโครมคราม รุนแรงกว่าตอนแรก เรดเธอทีนบอกว่าคลื่นไลฟ์สตรีมที่รุนแรงกว่าตอนแรกกำลังจะปะทุขึ้นมา

ซิดบอกให้เผ่นโลด!! เรดเธอทีนแย้งว่าแล้วคลาวด์กับทิฟาล่ะเฮ้ย!? ซิดเลยบอกว่านี่ไม่ใช่เวลามาเป็นห่วงใครนอกจากตัวเอง เราไม่รู้ว่าไลฟ์สตรีมจะปะทุขึ้นมาเมื่อไหร่แล้ว...

ทั้งกลุ่มเห็นด้วยกับคำพูดของซิด แล้วก็ฟ้าวโลดออกจากเมืองไปทันที ซิดได้แต่ตะโกนตามหลังว่าเผ่นโลดเลยทิฟา!! คลาวด์!!

ภายในสถานพยาบาล หมอแนะนำทิฟาให้พอคลาวด์ออกไปยังที่โล่งก่อนที่อาคารจะถล่มลงมา


ทิฟารีบเข็นรถเข็นของคลาวด์ออกมาจากสถานพยาบาล แต่ยังไม่ทันจะไปไหนได้ไกล แผ่นดินไหวก็ทำให้บ้านเรือนในเมืองมิดีลถล่มลง ผืนดินกลางเมืองกำลังแยกออกกว้างจนเผยให้เห็นไลฟ์สตรีมใต้เปลือกโลก ทิฟาพยายามเข็นรถเข็นที่มีคลาวด์นั่งอยู่หนีแต่ก็ไม่ทัน สุดท้ายทั้งเธอและเขาก็พลัดตกสู่ไลฟ์สตรีมใต้เปลือกโลกไป

 

ทิฟาพลัดหลงเข้ามาภายในจิตใต้สำนึกของคลาวด์ เธอรู้สึกว่าคลาวด์กำลังค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตนเอง เธอจึงตัดสินใจที่จะร่วมค้นหาไปด้วยกัน

ทั้งสองเริ่มต้นจากการทบทวนความทรงจำเรื่องเหตุการณ์ที่นีเบิลไฮม์ 5 ปีก่อน ทิฟาสารภาพว่าในวันนั้น โซลเยอร์สองคนที่มาถึงเมือง คือเซฟิรอธ กับชายอีกคนที่ไม่ใช่คลาวด์ เธอรู้เรื่องนี้นานแล้วแต่ไม่กล้าพูดออกไป เพราะกลัวว่าหากพูดไป เรื่องเลวร้ายอาจจะเกิดขึ้น (คลาวด์อาจสติแตกหรือหนีไป) แต่เธอจะไม่ปิดบังอีกแล้ว ตอนนั้นเธอเฝ้ารอคลาวด์ แต่คลาวด์ก็ไม่ได้มา

จากนั้นทั้งสองก็นึกถึงความทรงจำวัยเด็ก คืนที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาวสุกสกาว แม้เซฟิรอธจะบอกว่าคลาวด์ลอกเลียนความทรงจำมาจากเธอ แต่เธอไม่คิดว่าคลาวด์จะจินตนาการท้องฟ้าที่สุกสกาวแบบนี้ขึ้นมาได้ คลาวด์น่ะ เคยเห็นท้องฟ้าคืนนั้น และจำเรื่องราวนี้ได้เองต่างหาก ดังนั้นเธอจึงเชื่อว่าคลาวด์คนนี้คือคลาวด์ตัวจริง

 

ทิฟาบอกว่าความทรงจำ คือสิ่งที่สติระลึกถึงได้ ซึ่งบ้างครั้งมันก็อาจจะพลาดหรือผิดไป ทว่าหากคลาวด์จำได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกมา แล้วทิฟาก็จำได้เช่นกัน ความทรงจำนั้นก็คือความจริงไม่ผิดแน่

เธอพยายามกระตุ้นคลาวด์ ให้คลาวด์นึกเรื่องที่เคยพูดออกมาอีก เธอถามว่าทำไมคลาวด์ถึงอยากเป็นโซลเยอร์ เธอว่ามันเป็นการตัดสินใจที่กะทันหันมาก

คลาวด์ตอบว่า ตอนนั้นเขาเหลวแหลก แต่เขาอยากให้ผู้คนจดจำเขาได้ ถ้าเขาเก่งกาจขึ้น ใครบางคนจะได้จดจำเขาไว้

ทิฟาถามว่าใครบางคนนั้น คลาวด์หมายถึงใคร? ซึ่งคลาวด์ตอบว่า "เธอ"

คลาวด์ในวัยเด็กโผล่ออกมา เขาบอกว่ามีความทรงจำหนึ่งที่สำคัญกับเขามาก มันเป็นเรื่องที่เขาไม่อยากจะเอ่ยถึง

 

ในวัยเด็ก เขามักจะมองจากภายนอก เข้าไปในหน้าต่างห้องของทิฟา เราอยู่บ้านติดกัน แต่คลาวด์คิดว่าเขาไม่ค่อยรู้จักทิฟาเท่าไหร่ แต่ทิฟากลับบอกว่าเธอคิดว่าเธอกับคลาวด์สนิทกัน

ทิฟาจำไม่ได้ว่ามีเหตุการณ์สมัยเด็กที่คลาวด์เข้ามาในห้องของเธอด้วยเหรอ? แต่คลาวด์บอกว่าทิฟามีกลุ่มเพื่อนของตนเองที่มักรายล้อมทิฟาอยู่เสมอ คลาวด์คิดว่าตาเด็กพวกนั้นมันงี่เง่า ทำอะไรเด็ก ๆ หัวเราะกับเรื่องโง่ ๆ

ทิฟาจึงแย้งว่า แต่นั้นทุกคนเป็นเด็กนี่... จะทำแบบนั้นไม่เห็นแปลก... คลาวด์จึงบอกว่าเขาเข้าใจ เขาเองต่างหากที่เป็นคนงี่เง่า

เขาอยากจะเข้ากลุ่มเล่นกับทุกคน แต่เขาเข้ากับกลุ่มไม่ได้ หลังจากนั้นเขาก็เริ่มคิดว่าเขาต่างจากเด็กไม่รู้จักโตคนอื่น คืนที่เขาชวนทิฟาออกไปที่บ่อน้ำ เขาคิดว่าทิฟาจะไม่มาแล้ว เขาคิดว่าทิฟาเกลียดเขา

ทิฟาตอบว่าตอนนั้นมันกะทันหันไปหน่อย เธอแปลกใจ จริงอยู่ว่าเราไม่ได้สนิทอะไรกันขนาดนั้น แต่หลังจากที่คลาวด์ออกจากเมืองไป เธอคิดถึงคลาวด์หลายต่อหลายครั้ง คิดว่าคลาวด์ทำอะไรอยู่ เข้าเป็นโซลเยอร์ได้รึยัง? เธอเริ่มอ่านหนังสือพิมพ์ ด้วยความหวังว่าจะได้เห็นข่าวของคลาวด์

แล้วทิฟาก็ถามว่า วันที่คลาวด์มาห้องทิฟาครั้งแรก มันเป็นวันพิเศษยังไงเหรอ? แต่แล้วทิฟาก็จำขึ้นมาได้เองว่า มันคือวันที่แม่ของเธอจากไป

ตอนนั้นเธอวิ่งนำเพื่อนวัยเด็กออกไปยังภูเขานีเบิล ที่ซึ่งมีคนเคยเสียชีวิตมากมาย ว่ากันว่าไม่เคยมีใครข้ามภูเขานี้ไปได้ ทิฟาคิดว่าบางทีคนที่ตายไปแล้วอย่างแม่ของเธอ อาจต้องข้ามผ่านภูเขาลูกนี้ไป เธออยากเจอแม่ ก็เลยเดินทางเข้าไปในภูเขา

ระหว่างทาง พวกเพื่อนวัยเด็กก็ค่อย ๆ หนีกลับบ้านไปทีละคน เหลือแต่คลาวด์ที่แอบสตอล์กตามมาห่าง ๆ กระทั่งเธอและเขาพลัดเขาลงมา
คลาวด์บอกว่าตอนนั้นทิฟาก้าวพลาด เขาพยายามวิ่งเข้าไปรับแต่ไม่ทัน เราทั้งคู่เลยพลัดตกผา เขามีแผลถลอกเล็ก ๆ ที่หัวเข่า

พอมีคนมาช่วยเท่านั้นแหละ คลาวด์ที่นอนเจ็บอยู่ก็โดนดุด่าว่าทำไมถึงพาทิฟามายังที่แห่งนี้ หากทิฟาตายขึ้นมาจะทำยังไง!?

ตอนนั้นทิฟาบาดเจ็บสาหัส โคม่าอยู่ 7 วันเต็ม ๆ ทุกคนคิดว่าทิฟาน่าจะไม่รอดแน่...

นั่นเป็นเหตุให้คลาวด์โทษตัวเองว่า หากตอนนั้นเขาช่วยเธอไว้ได้ล่ะก้อ...

คลาวด์ในวัยเด็ก จึงคิดมากและโกรธแค้นต่อความอ่อนแอของตน เขาคิดว่าทิฟาต้องโทษเขาแน่ เขาสติแตก และเริ่มหาเรื่องกับทุกคน ตอนนั้นเองที่คลาวด์ได้ยินเรื่องของเซฟิรอธ เขาคิดว่าหากเขาแข็งแกร่งเหมือนเซฟิรอธ... ทิฟาก็คงจดจำเขาได้

ทิฟาบอกว่าเธอจำเรื่องราวเหล่านั้นได้ไม่ค่อยชัด แต่พอจำได้ว่าเรื่องมันเกิดตอนพวกเธออายุ 8 ขวบ การที่คลาวด์จำเรื่องได้ละเอียด เป็นหลักฐานว่าคลาวด์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อนแน่

จากนั้น ทั้งสองกลับไปทบทวนความทรงจำเรื่อง 5 ปีก่อนอีกครั้ง ที่เตาปฏิกรณ์... คลาวด์จำได้แล้วว่าตอนนั้น เขาไปกับ "แซ็ค"

 

ทิฟาบอกว่าใช่แล้ว คนที่มากับเซฟิรอธเมื่อ 5 ปีก่อน ก็คือแซ็ค แต่แล้วแซ็คก็ถูกเซฟิรอธอัดกระเด็นไปกองอยู่บนตู้แคปซูล ตอนนั้นเองทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามาห้องข้างใน เธอเห็นทหารคนนั้น

คลาวด์บอกว่าใช่แล้ว เขาเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ทหารคนนั้นวิ่งเข้ามาหยิบบัสเตอร์ซอร์ดไปจากแซ็ค แล้ววิ่งไปในห้องเก็บเจโนว่าด้านในสุด ใช้โอกาสที่เซฟิรอธกำลังเพ้อถึงแม่ กระซวกเขาด้วยบัสเตอร์ซอร์ดจากด้านหลัง

"เอาแม่... ทิฟา... เมืองของฉัน... กลับคืนมา..."

ทหารคนนั้นดึงดาบออกจากร่างเซฟิรอธแล้วกล่าวต่อ

"ฉันเคยเคารพนับถือนาย... ชื่นชมนาย..."

ด้วยเสียงอันเย็นสั่น ปนกับเสียงหายใจหอบฮั่ก ทหารคนนั้นถอดหมวกทหารออกมา... ผมสีทองอร่ามเด้งขึ้น เขาคือคลาวด์นั่นเอง

ตอนนั่งรถมายังนีเบิลไฮม์ด้วยกัน แซ็คบอกคลาวด์แล้วว่าถ้ามันอึดอัดก็ให้ถอดหมวกออก ซึ่งคลาวด์ก็ถอดหมวกมาตลอดทาง แต่คลาวด์บอกทุกคนว่าจะออกจากหมู่บ้านไปเป็นโซลเยอร์ แต่เขายังไม่ได้เป็น จึงอับอายไม่กล้าสู้หน้าทุกคน พอเข้ามาในหมู่บ้านเห็นทิฟานั่งรออยู่ เขาก็รีบวิ่งกลับไปใส่หมวกทันที

 

หลังทะลวงเซฟิรอธได้ คลาวด์ก็วิ่งออกมาอุ้มทิฟาออกไปพัก ตอนนั้นทิฟาดีใจมากที่คลาวด์มาช่วยตามสัญญาจริง ๆ

ทว่าเซฟิรอธ กลับเดินเซออกมาจากห้องพร้อมกับหัวของเจโนว่า และกำลังจะหนีไป แซ็คที่นอนหมดสภาพอยู่รีบตะโกนบอกให้คลาวด์จัดการเซฟิรอธซะ คลาวด์จึงตามออกมา

เขาโดนเซฟิรอธเอามาซามุเนะแทงสวนเข้าไป เซฟิรอธใช้ดาบยกร่างของคลาวด์ลอยขึ้น แต่คลาวด์ทิ้งน้ำหนักตัวลงมาได้ ทั้ง ๆ ที่โดนดาบแทงทะลุร่างกายอยู่ คลาวด์ก็จับดาบนั้น แล้วเหวี่ยงเซฟิรอธจนพลัดตกลงมาโคไป..


ความทรงจำทั้งหมดเป็นกระจ่าง ในที่สุดความสับสนทั้งหมดของคลาวด์ก็คลี่คลายลง กลับสู่ตัวตนที่แท้จริงของตนเอง

"ใช่แล้ว... ทิฟา..."
"ในที่สุด... เราก็ได้พบกันอีกครั้ง..."

"ตาบ้าเอ้ย!! ทำให้ทุกคนเป็นห่วงแทบแย่!!"

 

จากภายในไลฟ์สตรีมใต้ผิวโลก ทิฟาก็พาคลาวด์ลอยกลับขึ้นมาบนบก เธอสลบไป แต่แล้วเพื่อนพ้องทั้งหมดก็ค้นพบร่างของเธอและเขา
เมื่อพวกแบร์เร็ตมาพบ ตอนนั้นทิฟากำลังสะลึมสะลือ ทิฟาซึ่งยังไม่แน่ใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความจริงหรือฝันไป เธอบอกกับแบร์เร็ตว่าเธอเห็นคลาวด์ในไลฟ์สตรีม เธอไม่ได้หาเขาพบ แต่คลาวด์ต่างหากที่ค้นพบตัวเองได้ในที่สุด

"คนเรามีเรื่องราวมากมายที่เก็บงำไว้กับตัว"
"เรื่องราวมากมายที่ไม่มีวันลืมได้ลง"


ไม่ทันพูดอะไรมากไปกว่านั้น ทิฟาก็หมดสติไป