Monday, April 29, 2019

สรุปเนื้อหา Final Fantasy XV -The Dawn of the Future- เหตุผลของ Somnus



“ท่านพี่ ท่านไม่เข้าใจอะไรเลย”

เสียงของซอมนัสที่ไม่ได้ยินมาพักหนึ่งแล้ว พูดออกมาอย่างเย็นชา

“ท่านไม่พยายามจะทำความเข้าใจในบทบาทการเป็นผู้นำด้วยซ้ำ”

ไม่ใช่ มันไม่ได้พึ่งจะเริ่มต้นขึ้น นานมากแล้วที่พี่น้องคู่นี้ไม่ได้พูดคุยกันดี ๆ ภายใต้บรรยากาศอันอึมครึม อาร์ดีนนับนิ้วว่าผ่านมากี่ปีแล้วนะนับแต่ที่เขาได้ยินเสียงหัวเราะจากปากซอมนัสเป็นครั้งสุดท้าย

สมัยเป็นเด็กพวกเขาออกจะเข้ากันได้ดีแท้ ๆ ระหว่างพักจากการเรียนและฝึกฝนการใช้อาวุธ พวกเขามักจะเล่นหมากรุกด้วยกัน

ซอมนัสไม่ชอบธรรมเนียมที่ผู้สูงอายุกว่ามักจะต่อตัวหมากให้เท่ากับจำนวนปีที่พวกเขาแก่กว่า เขายืนยันหัวแข็งว่าหากผู้เล่นไม่ได้อยู่ในสภาพเท่าเทียมกันแล้ว ถึงชนะไปก็ไม่ได้อะไร และไม่ว่าซอมนัสจะแพ้สักกี่ครั้ง เขาก็ไม่มีทีท่าจะยอมรับธรรมเนียมนั้นเลยด้วยซ้ำ ซอมนัสพยายามยึดมั่นต่อทัศนคติที่ว่าทุกอย่างต้องเท่าเทียมกันมาตั้งแต่เด็ก และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้อาร์ดีน ภาคภูมิใจในตัวน้องชายคนนี้มาก

ซอมนัสไม่คลาดจากอาร์ดีนไปไหนเลย ไม่ว่าอาร์ดีนไปที่ไหน ซอมนัสจะเดินตามหลังไปตลอด จนคนรอบตัวพากันพูดว่า วันไหนที่เห็นทั้งสองไม่ได้อยู่ด้วยกัน วันนั้นคงฝนตก

ทว่าตอนนี้...

“นายต่างหากที่ไม่เข้าใจ”

อาร์ดีนต้องหยุดยั้งซอมนัสให้ได้ นี่ไม่ใช่เวลาจะมาพูดจาอ้อมค้อม

“นายอนุญาตให้กองทัพสังหารหมู่ได้ยังไง? พวกนั้นไม่ใช่ศัตรูหรือสัตว์ร้าย พวกนั้นเป็นคนของเรานะ”

“คนของเรา? ไร้สาระ พวกมันเป็นมอนสเตอร์ ถ้าปล่อยไว้ พวกมันจะทำอันตราย”

“ผิดแล้ว พวกเขาไม่ใช่มอนสเตอร์หรืออะไรแบบนั้นเลย พวกเขาก็แค่... ใช่แล้ว ก็แค่คนที่เจ็บป่วยจากโรคร้าย”

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีโรคประหลาดแพร่ระบาดแก่ผู้คน ไม่มีวิธีการรักษา ไม่มียาใด ๆ ที่ได้ผล คนที่เป็นโรคและแสดงอาการประหลาดออกมา จะตกอยู่ในก้นบึ้งของความสิ้นหวัง บางครั้งผู้คนก็มองว่ามันเป็นคำสาป บ้างก็อธิบายว่าเป็นการลงโทษจากเทพเจ้า และหวาดกลัวกับมัน

แต่อาร์ดีนรู้ว่านี่ไม่ใช่คำสาปหรือเวทมนต์คาถา ไม่ใช่การลงโทษจากพระผู้เป็นเจ้า มันก็แค่การเจ็บป่วย ถึงยาจะไม่ได้ผล แต่เขารักษามันได้

“พวกเขาทำร้ายคนอื่นก็เพราะความเจ็บปวดทรมานจากโรค พวกเขาไม่ได้ผิดบาปอะไร ดังนั้น ถ้าเราขับไล่ความเจ็บป่วยนั้นไปก่อนได้ พวกเขาก็จะไม่ทำอันตรายแก่ใคร”

อาการประหลาดนั้นคือร่างกายทั้งหมดกลายเป็นสีดำสนิท เหยื่อผู้นั้นจะเสียสติสัมปชัญญะ และโจมตีคนไม่เลือกหน้า กรณีที่ร้ายแรงจะถูกเรียกว่าเดม่อน และก่อนที่จะหนีไปได้ พวกเขาจะถูกกักกัน จับแยก และฆ่าทิ้ง ซึ่งอาร์ดีนก็จะทำการรักษาให้พวกเขากลับสู่สภาพปกติก่อนที่เรื่องแบบนั้นจะเกิดขึ้น

“เหมือนเดิมเป๊ะ” ซอมนัสขัด

“เหมือนเดิมอะไร?”

“ถึงมองว่าเดม่อนคือคนที่เจ็บป่วย แต่พี่คือคน ๆ เดียวที่รักษาได้ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ที่เก่งกาจแค่ไหน ก็ไม่อาจเลียนแบบท่านพี่ได้ใช่มั้ย?”

เป็นอย่างที่ซอมนัสพูด ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ เทพเจ้าได้มอบพลังในการรักษาอาการเจ็บป่วยนี้ให้อาร์ดีนคนเดียวเท่านั้น

“แต่ตัวคนเดียวจะทำอะไรได้?”

“หากว่าข้าสามารถช่วยชีวิตคนได้อีกแม้เพียงสักคน...”

“แล้วสมมติว่า ในขณะที่พี่กำลังช่วยคนอีกสักคนนั้น จำนวนคนป่วยก็เพิ่มขึ้นอีก 5 คน 10 คนล่ะ? ไม่สิ ไม่ได้สมมติ กระทั่งตอนนี้มันก็กำลังเพิ่มขึ้น ไม่ว่าพี่จะพยายามแค่ไหน พี่ก็ไม่มีทางไล่ตามทัน”

“แต่ว่า...”

อาร์ดีนพูดอะไรไม่ออก หลังโดนซอมนัสแทงเข้าประเด็นจัง ๆ

“หากสุดท้ายแล้วเดม่อนเอ่อล้นทั่วทุกพื้นที่ล่ะ? ก็เห็นนี่ว่ามันไม่มีทางอื่นนอกจากต้องฆ่าทิ้ง”

แล้วซอมนัสก็ระเบิดเสียงหัวเราะของผู้ชนะออกมา

“แต่พวกเขาเป็นมนุษย์นะ!”

หวาดกลัวที่ร่างกายของตนเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่ากลัว ดิ้นรนที่จะพยายามรักษาสติสัมปชัญญะของตนจนถึงที่สุด วิญญาณโชคร้ายที่ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่ตกเป็นเหยื่อของโรคร้าย

“นายจะเอาชีวิตผู้บริสุทธิ์ไม่ได้”

“พี่ก็พูดแบบนั้นเสมอ พี่คิดว่าตัวเองจะสามารถสร้างประเทศจากคำพูดมายาสวยหรูได้งั้นรึ!?”

“เพราะงั้นนายเลยเลือกวิธีตื้น ๆ เหรอ!?”

“ท่านพี่!”

ซอมนัสตอกกลับ ด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน

“อยากจะปะเหลาะผู้คนยังไงก็ตามใจพี่เถอะ แต่ข้าขอว่าอย่าได้พูดจาให้เกิดความสับสน ไม่งั้นต่อให้เป็นท่านพี่ ข้าก็จะไม่เว้น...”

อาร์ดีนไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ไม่อาจพูดอะไรได้ สายตาของซอมนัสส่อให้เห็นถึงเจตนาฆ่า นี่เป็นครั้งแรกที่อาร์ดีนรู้สึกว่า ตกอยู่ในอันตรายแล้ว และตระหนกที่ตัวเองไม่ทันระวัง ไม่รู้ตัวให้ไวกว่านี้ เขาน่าจะรู้จักนิสัยและความมุทะลุของซอมนัสดียิ่งกว่าใคร ๆ ซอมนัสพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เป็นคนแบบนั้นมาตลอด เมื่อตัดสินใจอะไรลงไปแล้ว ก็จะทำให้สำเร็จให้จงได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

ฉันต้องไปซ่อน... ฉันจะตายตอนนี้ไม่ได้... ผู้คนที่กำลังเจ็บป่วยและทุกข์ทรมาน รอคอยฉันอยู่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันต้องมีชีวิตรอดไปจนกว่าจะช่วยทุก ๆ คนได้สำเร็จ นั่นคือหน้าที่ของฉัน

*************************

“นายท่าน เราได้ค้นหาทุกซอกมุมแล้ว แต่ไม่เห็นร่องรอยของอาร์ดีนเลย...”

ซอมนัสทำสัญญาณมือให้ทหารหยุดรายงานและออกไปได้ ตั้งแต่ที่เขาทะเลาะกับอาร์ดีนครั้งสุดท้าย ก็ผ่านมาครึ่งปีแล้ว บางทีอาร์ดีนคงรู้ว่าถึงถกเถียงกันต่อไปก้ไม่มีประโยชน์ เลยเลือกที่จะหายตัวไปยังที่อื่นแล้ว

คับข้อง จำยอม และดูแคลน... ซอมนัสยังคงเจ็บปวดอยู่กับสีหน้าของพี่ชายที่เขาเห็นในครั้งสุดท้าย พี่ชายที่ผู้คนเทิดทูนบูชาและปรารถนาให้เป็นกษัตริย์องค์ถัดไป บางทีสีหน้านั้นอาจสะท้อนถึงสิ่งที่อยู่ในใจของประชาชน

ดูเหมือนพี่ชายผู้แสนดีของเขาจะสูญเสียความสามารถในการมองโลกตามความเป็นจริง เขาเชื่อในผู้คนมากจนเกินไป ไม่ใช่แค่กับผู้คนเท่านั้น ซอมนัสอดคิดไม่ได้ว่าอาร์ดีนเอาแต่มองโลกในแง่ดีเพียงด้านดี และหลีกหนีไปจากด้านที่เลวร้าย

ผู้คนและสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้มีแต่ด้านที่งดงาม ยังมีด้านที่เลวร้าย น่ารังเกียจ และสกปรก เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการควบคุม และปกครอง

กษัตริย์มีอยู่เพื่อการนั้นไม่ใช่รึ?

“ใช่แล้ว กษัตริย์จำเป็นต้องมีพลังในการปกครองคน ประเทศจะเข้มแข็งได้อย่างไรหากเอาแต่ปะเหลาะประชาชน?”

ประเทศชาติจะต้องเข้มแข็ง เพื่อที่ชาติจะได้เป็นสถานที่อันปลอดภัย ไม่ให้ใครกล้าเข้ามารุกราน ไม่ใช่แค่ให้เอาคนมารวมกันมั่ว  ๆ ทว่าความเป็นจริงคือชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนบนแผ่นดินนี้ ต่างก็ถูกคุกคามด้วยเดม่อน

แล้วจะเอาอะไรไปรับประกันความปลอดภัยให้พวกเขา? ก็กองทัพที่จะขจัดเดม่อนที่ยืนหยัดขัดขวางพวกเขาไง แล้วตัวเขาเองนี่แหละ ที่จะเป็นคนชุบเลี้ยง ฝึกฝน รวบรวมทหารเหล่านั้นให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 “แต่ท่านพี่ กลับไม่เข้าใจอะไรเลย...”

ท่านพี่บอกว่าอยากจะช่วยคนอีกสักคนให้ได้ก็ยังดี แต่วิธีการของท่านพี่ไม่สามารถช่วยชีวิตทุกคนได้ ในขณะที่ชีวิตหนึ่งรอดตาย ชีวิตอื่นก็สูญเสียไป ท้ายที่สุดแล้ว “ช่วยอีกสักคน” ก็หมายถึงการทอดทิ้งคนที่ไม่ได้ถูกเลือก

วิธีการของท่านพี่นั้นคือวิธีการของคนที่ไม่เคยตระหนักมาก่อนเลยว่าตัวเองเป็นผู้ถูกเลือก พี่ไม่เข้าใจหรอกว่าคนที่ไม่ได้รับเลือกนั้นจะมองผู้ถูกเลือกยังไง นั่นก็เพราะที่ผ่านมาพี่ได้รับความไว้วางใจ ความหวังจากคนรอบ ๆ ตัวพี่ และเป็นผู้ถูกเลือกมาโดยตลอด

“เพราะงั้นนายเลยเลือกวิธีตื้น ๆ เหรอ!?”

วิธีตื้น ๆ แล้วมันผิดตรงไหน? ซอมนัสคิด อย่างน้อยคนที่กลายเป็นเดม่อนก็ไม่ได้มาจากการเลือกปฏิบัติ จะไม่มีใครต้องตายทั้งที่แบกรับความเศร้าโศก อิจฉา ริษยาจากการเป็นคนที่ไม่ได้รับเลือก มันอาจฟังดูโหดร้าย แต่นั่นแหละ คือความเท่าเทียมกัน

“ท่านซอมนัส เราจะไปไหนต่อกัน?”

เสียงดังคล้อยตามหลังเขามา ซอมนัสที่ยังคงเดินอยู่ตอบกลับไป

“ไม่ต้องตามข้ามา”

ในณะนั้น เอร่า โหรคู่หมั้นของท่านพี่ กำลังเก็บตัวอยู่ในวิหาร รอฟังเสียงของเทพเจ้า

ซอมนัสต้องรีบไปพบเธอ พบเธอให้แน่ใจ แล้วก็...

ซอมนัสเหลือบมองลงมาที่มือของตนเอง

“ข้าจะไม่ขอให้ยกโทษ และไม่คาดหวังว่าจะได้รับการอภัย”

ต่อให้สองมือนี้ต้องแปดเปื้อน แต่นั่นก็คือเรื่องที่จะต้องทำให้สำเร็จ...

โนมุระเกรียน! ปล่อยมุกทำแฟนดีใจเก้อกลางงานคอนเสิร์ต

หลังจากเท็ตสึยะ โนมุระ ออกมาพรีเซนต์เรื่อง DLC ReMIND ของ Kingdom Hearts III ในงานคอนเสิร์ต Kingdom Hearts Orchestra -World of Tres- เมื่อวานนี้

มาวันนี้ ท้ายงานคอนเสิร์ต แกก็ออกมาพูดอีกรอบ ท่ามกลางความคาดหวังของแฟน ๆ ว่าจะได้ยินรายละเอียดเพิ่มเติม

โนมุระ : ทุกคนคงรู้ข่าวกันแล้วเนอะ แต่ก็ยังหวังว่าจะได้ยินอะไรเพิ่มใช่มั้ยครับ?

ผู้ชมทั้งฮอลล์ : ห๊ะะะะะ !!!!!!!!!!!

โนมุระ : ผมมีข่าวใหม่ที่ไม่ซ้ำกับเมื่อวาน!!

ผู้ชม : ห๊ะะะะะะะะะะะ~~!!




โนมุระ : โอนิกิริที่ร้านสะดวกซื้อข้าง ๆ เกลี้ยงแล้วครับ!! 

(隣のコンビニのおにぎりは全滅していた。)

https://twitter.com/aitaikimochi/status/1122389860948385792

Sunday, April 28, 2019

สรุปเนื้อหา Final Fantasy XV -The Dawn of the Future- Episode Aranea

(เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่าง Chapter 11-12 ของเกม ก่อนที่พวกน็อคติสจะมาเจออราเนียที่เทเนแบร)


อราเนียในสภาพอิดโรยอดหลับอดนอน กำลังเคี้ยวป๊อปคอร์นที่เจอในร้านค้าที่ถูกถล่มจนจมน้ำไปบางส่วน รสชาติของมันแย่มาก แต่เธอก็ไม่อยากจะปาทิ้ง

ตอนนี้เธออยู่ในห้องบังคับของยานเหาะที่กำลังมุ่งหน้ากลับไปยังจักรวรรดินิฟไฮม์ อราเนียพึ่งเลิกจากงานเก็บกู้ซากเมืองที่อัลทิสเซีย (ถล่มจากการปะทะระหว่างลิเวียธาน ไตตัน กองทัพจักรวรรดิ และพวกน็อคติส) หลังจากทำงานหนักต่อเนื่องมา 35 ชั่วโมง ร่วมกับ บิ๊กส์ เวจด์ และทหารอากาศหน่วยที่ 86 สังกัดกองทัพภาคที่ 3 ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเธอ

มองถุงป๊อปคอร์นไป เธอก็คิดว่านิฟไฮม์ในยุคนี้ไม่มีสิ่งปลูกสร้างอย่างสวนสนุก หรือโรงภาพยนตร์บ้างเลย ทั้งที่ตอนเด็ก ๆ ยังเคยมีสิ่งเหล่านั้นอยู่แท้ ๆ ทว่าหลังจากที่จักรวรรดิมุ่งมั่นกับสงครามและการขยายดินแดน ชีวิตของผู้คนก็ไร้สีสัน งบประมาณและพื้นที่ต่าง ๆ ถูกเอาไปใช้เพื่อพัฒนากองทัพซะหมด

คิดแล้วก็ยิ่งผิดหวังกับการดูแลพลทหารที่ไม่ดีเอาซะเลย แต่ดันไปใส่ใจกับพวกทหารกลและอาวุธชีวภาพ ทั้งที่ลูกน้องของเธอเสียชีวิตที่อัลทิสเซียไปถึงครึ่งหน่วยแท้ ๆ

แต่แล้วยานที่กำลังจะลงจอดที่กราเลีย เมืองหลวงแห่งจักรวรรดิ ก็ถูกยิงด้วยกระสุนจาก Diamond Weapon ที่กำลังอาละวาดบ้าคลั่งอยู่ในเมือง และกองทัพก็กำลังพยายามเอามันลงอยู่

อราเนียลงจากยานเหาะ ไล่ตาม Diamond Weapon ไป แล้วต่อสู้กับทั้งเดม่อนและทหารกลที่ผิดปกติ ขณะที่บิ๊กส์กับเวจด์ก็ช่วยกันอพยพชาวเมืองไปด้วย

Diamond Weapon มุ่งหน้าไปยังซิกนอวตัส (Zegnautus) ปราการสุดแกร่งของจักรวรรดิซึ่งเป็นที่ตั้งของคริสตัล

ระหว่างนั้นเธอก็ได้ยินเสียงอาร์ดีนป่าวประกาศผ่านลำโพงไปทั่วเมืองว่า สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีแห่งนิฟไฮม์ ขอบคุณทุกท่านที่ยังอยู่กับเรา ทว่าจักรวรรดิจะล่มสลายลงในวันนี้ โดยที่ปราศจากทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งจักรพรรดิ

อราเนียฟังแล้วก็นึกได้ว่า จักรพรรดินีได้เสียชีวิตไปไม่นานหลังให้กำเนิดบุตรชาย หลังจากนั้นจักรพรรดิก็ไม่ได้สมรสใหม่ บุตรของพวกเขาก็ตายในการรบไปเมื่อหลายปีที่แล้ว ประชาชนต่างเชื่อกันว่าการจากไปของจักรพรรดินี เป็นเหตุผลให้จักรพรรดิมีนิสัยเปลี่ยนไป... แต่อราเนียเชื่อว่า เป็นเพราะเข้ามาของอาร์ดีนต่างหาก

อาร์ดีนอธิบายอีกว่าจักรพรรดินั้นแสวงหาความเป็นอมตะ อยากจะเป็นจักรพรรดิไปชั่วนิรันดร์ แล้วดูสิว่าเป็นยังไง... แล้วจักรพรรดิอีโดลาสที่ติดเชื้อ กำลังจะกลายเป็นเดม่อน ก็พูดทิ้งท้ายว่า “โซล... ไฮม์... พระอาทิตย์แห่งโซลไฮม์... จะเปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง...”

(ทางนิฟไฮม์พยายามศึกษาอารยธรรมของอาณาจักรโซลไฮม์ที่ล่มสลายไปแล้ว มาฟื้นฟู และหวังว่าจะก้าวข้ามโซลไฮม์ให้ได้มาโดยตลอด)

อราเนียที่ไล่ตามเข้าไปในซิกนอวตัส ก็พบป้อมปราการที่ว่างเปล่า ไร้ผู้คน (กลายเป็นเดม่อนกันไปหมดแล้ว) และยังเจอศพติดเชื้อของอีโดลาสอยู่บนบัลลังค์ (พอศพกลายเป็นเดม่อนโดยสมบูรณ์ ก็ลุกมาสู้กับพวกน็อคติสอีกที) แล้วอราเนียก็ขึ้นไปบนดาดฟ้า เห็นยานเหาะยักษ์บรรทุก Diamond Weapon ออกไป โดยมีอาร์ดีนยืนกัดแอปเปิ้ลพร้อมชมเมืองที่กำลังล่มสลายอย่างรื่นรมย์

อาร์ดีนพูดว่า もったいない แบบเดียวกับตอนที่เขายืนมองดูอินซอมเนียถูกทำลายใน Kingsglaive อราเนียดูสถานการณ์แล้วก็เข้าใจได้ทันทีว่า หมอนี่เองคือคนปล่อย Diamond Weapon ออกมา และทำให้พวกทหารกลคลุ้มคลั่ง

อราเนียพุ่งเข้าไปจะกระซวกอาร์ดีน แต่หอกของเธอกลับได้เพียงจ้วงลม

อาร์ดีนโจมตีสวนกลับทีเดียว ทำให้อราเนียปลิวกระเด็น เธอตกลงมากระแทกพื้นด้วยความเจ็บปวดและไอออกมาอย่างทรมาน อราเนียถามว่าอาร์ดีนจะใช้ Diamond Weapon ทำอะไร? เขาบอกว่าจะให้มันไปอาละวาดถล่มเทเนแบร อยากจะให้มันทำลายทิ้ง ทุกสิ่งทุกอย่าง...

จากวินาทีนั้น อราเนียที่เคยเรียกอาร์ดีนอย่างให้เกียรติว่าเสนาบดี หรือชายคนนั้น... ก็เปลี่ยนเป็น คนน่ารังเกียจโง่เง่าต่ำตม (イカレてる大バカ野郎)

แล้วบิ๊กส์ก็วิทยุเข้ามาบอกพอดีว่า เขาพาผู้อพยพขึ้นรถไฟที่มุ่งหน้าไปยังเทเนแบรแล้วนะ... อาร์ดีนได้ยินเลยยิ่งบันเทิงเข้าไปใหญ่

อราเนียเลยบอกว่าจะจัดการอาร์ดีน แล้วหยุดยั้งพวกเดม่อนเอง แต่อาร์ดีนยั่วว่าถ้าเอาชนะเขาได้ จะยกแอปเปิ้ลที่กินเหลือครึ่งลูกนี้ให้เลย

ว่าแล้วอราเนียก็ประกาศลาออกจากการเป็นทหารจักรวรรดิตรงนั้นเลย อาร์ดีนถามว่าเพราะอะไร? เธอก็ตอบว่าเพราะฉันเกลียดแก แล้วก็ใช้หอก กระโดดหนีออกจากดาดฟ้าไปก่อน

หลังจากหนีจากอาร์ดีนมา อราเนียก็มาเจอโลกิ (ทหารหน้าหล่อบทน้อย ที่โผล่มาใน DLC Assasin’s Festival ด้วย) ที่ขับหุ่นของเขามาด้วย โลกิบอกว่าเขาได้รับคำขอร้องพิเศษจากจักรพรรดิ ว่าให้พาตัวเด็กสาววัย 8 ขวบคนนี้หนีไป แต่เด็กคนนี้ไม่ยอม และบอกว่าอยากจะต่อสู้ร่วมกับทุกคนด้วย อราเนียมองเด็กคนนี้แล้วก็คิดถึงชีวิตของตัวเองในวัยเด็ก แล้วก็บอกเด็กคนนี้ว่ายังเร็วไป 10 ปี

ตอนที่อราเนียยังมีอายุเท่านี้ หมู่บ้านของเธอถูกเดม่อนบุกโจมตี เธอได้รับคำสั่งให้พาพวกเด็ก ๆ ที่อายุน้อยกว่าเธอ หนีไปซ่อนตัวที่ใต้ถุนโบสถ์ โดยปล่อยให้พวกผู้ใหญ่จัดการต่อสู้กันเอง ในวันนั้นอราเนียก็บอกว่าเธออยากจะสู้ด้วย แต่คุณพ่อห้ามไว้และบอกกับเธอว่า “ยังเร็วไป 10 ปี” หลังจากนั้นทั้งพ่อและแม่ของเธอก็ถูกเดม่อนฆ่าตาย

โลกิขอฝากให้อราเนีย ดูแลเด็กคนนี้ต่อ เขากล่าวคำขอบคุณแก่เธออย่างเงียบ ๆ ในขณะที่ฝูงเดม่อนกำลังคุกคามเข้าไปมา อราเนียและเด็กน้อยรีบรุดหน้าไปยังรถไฟที่มุ่งหน้าสู่เทเนแบร เธอหันไปมอง เห็นโลกิขี่หุ่นสู่อย่างเต็มที่ และได้ยินเขาตะโกนกู่ร้อง “เพื่อความรุ่งเรืองของจักรวรรดินิฟไฮม์!!”

อราเนียออกคำสั่งให้ลูกน้องทหารอากาศที่ยังเหลืออยู่ในหน่วยของเธอ ช่วยกันปกป้องเมืองเทเนแบรไว้ให้ได้ นี่คือภารกิจสุดท้ายของทุกคน พวกเขาช่วยกันระดมยิงกระสุนใส่ยานเหาะที่บรรทุก Diamond Weapon จนสามารถสอยยานร่วงลงมาดิ่งพสุธาได้สำเร็จ ทว่า Diamond Weapon กลับไม่ได้เป็นอะไร เดือดร้อนถึงอราเนียที่ต้องคว้าหอกออกไปสู้กับ Diamond Weapon ด้วยตัวคนเดียว

อราเนียต่อสู้กับ Diamond Weapon จนจับจุดได้ว่าต้องไล่ทำลาย Magitek Core (เป็นจุดรวมพิษดวงดาวและศูนย์รวมการควบคุมเดม่อน) ตามจุดต่าง ๆ ในร่างกายของมันให้ได้ครบ โดยบิ๊กส์กับเวจด์ก็ขี่หุ่นตามมาช่วยต่อสู้ด้วย

เมื่อทั้ง 3 ล้ม Diamond Weapon ลงได้ ผู้อพยพก็นั่งรถไฟไปถึงเทเนแบรโดยสวัสดิภาพ ทุกคนอยู่รอดปลอดภัย แต่แล้วยังมีฝูงเดม่อนบินไล่ตามมาอีก พวกอราเนียก็ต้องช่วยกันกำจัดจนหมด

ท้ายที่สุด อราเนียก็ได้มีโอกาสคุยกับเด็กหญิง 8 ขวบคนนั้น เธอบอกว่าเธอชื่อโซล ชื่อเต็มคือ โซลาร่า แอนทิคุม (Solara Antiquum) เป็นหลานลับ ๆ ของจักรพรรดิอีโดลาส (ลูกสาวของลูกชายผู้ล่วงลับไปในการรบ) อราเนียเห็นโซลมีชีวิตที่เหมือนตัวเองตอนเด็ก ก็กอดเธอไว้ พยายามปลอบโยนเธอ และคอยเลี้ยงดูเธอนับจากวันนั้นมา

ตลอดช่วงเวลาที่ความมืดเข้าปกคลุมโลก อราเนียได้เลี้ยงดูและสอนการต่อสู้ให้กับโซล จน 10 ปีต่อมาเธอได้กลายเป็นวัยรุ่นหัวรั้น อราเนียอยากให้โซลทำภารกิจร่วมกับบิ๊กส์และเวจด์ แต่โซลยืนกรานว่าไม่ต้องทำเหมือนกับว่าเธอเป็นเด็ก เพราะสองคนนั้นขี้เป็นห่วง ทำเหมือนกับว่าเธอเป็นไข่ในหินจนเกินไป

บทของอราเนีย จบลงที่เธอกำลังแกะอาหารกระป๋องมาปรุงกิน ขณะที่รอโซลกลับมาจากการทำภารกิจ

(ซึ่งโซลได้ไปเจอลูน่าที่ถูกคืนชีพขึ้นมา)

Saturday, April 27, 2019

Final Fantasy XV -The Dawn of the Future- ตอนจบของอาร์ดีน

ต่อจากเหตุการณ์ที่อาร์ดีนขึ้นไปนั่งบนบัลลังค์กษัตริย์ลูซิส สวมแหวนแห่งลูซิไอ เรียกเหล่าบูรพกษัตริย์มาหา และ 13 บูรพกษัตริย์ได้ทำพิธีชักอาวุธขึ้นมารุมเสียบ เพื่อเป็นการปลิดชีพอาร์ดีนในโลกนี้ แต่มอบพลัง Providence ให้แก่อาร์ดีนในโลกหน้า (対のなす世界)


อาร์ดีนรู้จักสถานที่แห่งนี้ ไม่ใช่เพราะเทพมังกรเคยแสดงนิมิตที่น็อคติสได้สังหารเขาลงในโลกนี้ แต่เพราะวิญญาณของอาร์ดีนเองได้ถูกจองจำอยู่ในที่แห่งนี้มาโดยตลอด ถึงจะไม่เคยเห็นด้วยตาเปล่า แต่เขาก็รู้สึกได้

อาร์ดีนรู้สึกว่าเขากำลังตกลงไปอย่างช้า ๆ ไม่รู้ว่าตกจริง หรือคิดไปเอง บอกไม่ถูกเหมือนกัน

แต่แล้วเทพมังกรก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา พระเจ้าของต่างโลก

“เจ้ามาที่แห่งนี้ทำไม? นี่ไม่ใช่ที่ของเจ้า....” บาฮามุทเอ่ยถาม

“ใช่สิ ใช่ ข้าทราบดี”

อาร์ดีนกำมือข้างที่สวมแหวน แล้วชูกำปั้นออกไปเบื้องหน้าเงียบ ๆ

สายตาของเขายังเรรวน แต่แล้วเหล่าวิญญาณบูรหกษัตริย์ก็ปรากฏขึ้น รวมถึงซอมนัสด้วย

โดยไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ ออกมา ซอมนัสก็ไปยืนหยัดอยู่เคียงข้างอาร์ดีนโดยธรรมชาติ

“แน่ใจนะว่าจะให้ยืมพลัง?” อาร์ดีนเอ่ยถามเพื่อการยืนยัน

“พี่ชาย....”

(ปกติซอมนัสจะเรียกอาร์ดีนว่าท่านพี่ 兄上 แต่ในจุดนี้ซอมนัสเรียกแบบกันเองว่า พี่ชาย 兄さん)

คำพูดนั้นทำให้อาร์ดีนนึกถึงตอนที่พวกเขายังเด็ก ในวันที่พวกเขายังโขกหมากรุกกันอย่างสนุกสนาน ซอมนัสมักจะเดินตามหลังอาร์ดีนไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ จนคนอื่น ๆ บอกว่าถ้าวันไหนเห็นสองคนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน วันนั้นคงฝนตก

“เพียงเท่านี้ เรื่องทั้งหมด ก็จะจบลง”

ความทรงจำของสองพี่น้องที่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข...

ความทรงจำของความบาดหมางที่เกิดจากมุมมองที่แตกต่าง...

ความทรงจำของความเกลียดชังอาฆาตที่มีมาโดยตลอด...

ทุกอย่าง

จะหายไป

พลังจากเหล่าบูรพกษัตริย์ ไหลผ่านเข้าไปทางแหวน ส่งต่อไปในตัวของอาร์ดีน แล้วปะทุขึ้นราวกับว่ามันจะกลืนกินวิญญาณของเขา...

เขาหันมันไปทางเทพมังกรบาฮามุท พลังนั้นได้กลายเป็นหอกหันแหลมคม ศรที่แหวกว่ายไปในอากาศ กระสุนอันดุดัน ที่ฉีกให้เกราะของเทพมังกรแตกเป็นเสี่ยง ๆ แล้วทะลุร่างของมัน

เมื่อร่างของเทพมังกรสั่นเทิ่ม มันก็กำลังจะจบสิ้นลง

“โง่เขลาสิ้นดี... หากเจ้าทำลายข้า คริสตัลก็จะหายไป เทพทั้งหกก็จะสูญสลายไป! แล้วยัง...”

“ข้ารู้ดี...”

ต่อให้เทพจะหายไป คริสตัลจะหายไป หรือตัวเขาเองจะต้องหายไป

“แต่นั่น... คือหน้าที่ของข้า”

จิตสำนึกของเขา วิญญาณของเขา กำลังแผดเผา

ต่อให้เขากลายเป็นผุยผงแล้วสลายไป ก็ไม่เป็นไร

ต่อให้ทุกคนจะลืมเลือนเขาไป ก็ไม่เป็นไร

“ไม่ ต่อให้ทุกคนลืมคุณไป ฉันจะจดจำคุณไว้เสมอ”

“เอร่า!?”

ภาพมายาอีกแล้วหรือ... มโนภาพที่เขาคิดไปเองอีกแล้วหรือ...

ไม่ ไม่ว่าจะเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม ก็ไม่สำคัญอะไรแล้ว

เอร่าก็คือเอร่า

สีทองของเส้นผมที่พลิ้วไหวไปกับสายลม สีของน้ำทะเลที่ประทับอยู่บนดวงตาคู่นั้นของเธอ

บนโลกนี้ นั่นคือสีที่งดงามที่สุดเท่าที่อาร์ดีนเคยเห็นมา

“เอร่า อยู่กับข้าตลอดไปนะ...”

ในห้วงเวลาสุดท้ายก่อนที่เขาจะสลายไป อาร์ดีนก็ได้ยินคำตอบของเธอ...

รายละเอียดแรก DLC ReMIND ของ Kingdom Hearts III

ช่วงท้ายงานคอนเสิร์ต Kingdom Hearts Orchestra -World of Tres- ที่โตเกียววันนี้ คุณโนมุระได้ออกมาเปรยถึงข้อมูลเบื้องต้นของ DLC Kingdom Hearts III ดังนี้



Paid DLC
- DLC ใช้ชื่อว่า KH3 ReMIND (Tentative name/ชื่อยังไม่เป็นที่ยุติ)
- เพิ่ม Scenario REMIND
- เพิ่ม Limit Cut Episode  & บอสใหม่หลายตัว
- เพิ่ม Secret Episode & บอสใหม่ที่ยากจนต้องร้อง
- เปลี่ยนเป็นเสียงภาษาอังกฤษได้
- ยังไม่กำหนดราคาและวันจำหน่าย

Free DLC
- ร่าง Form ใหม่
- คีย์เบลดใหม่

คุณโนมุะบอกว่าจะเผยแพร่ข้อมูลเพิ่มเติมในฤดูฝน ซึ่งคาดว่าก็น่าจะช่วงงาน E3 ในเดือนมิถุนายนนั่นเอง, และบอกว่าแพทซ์ 1.04-1.05 ที่มี Critical Mode เสร็จมาเป็นเดือนแล้ว แต่ไม่สามารถปล่อยออกมาก่อนได้ด้วยเหตุผลหลายอย่าง จึงพึ่งออกมาได้วันก่อน

ทั้งนี้แฟน ๆ ที่เข้าชมคอนเสิร์ตบอกไว้ว่าช่วงครึ่งหลังของคอนเสิร์ต World of Tres เป็นคัตซีนจาก Kingdom Hearts III ทั้งนั้น ดังนั้นคนที่จะเข้าชม ควรจะจบเกมมาก่อน

นอกจากนี้คุณชินจิ ฮาชิโมโตะ ประกาศว่าคุณอิจิโระ ฮาซามะ ก็ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง Executive Producer ให้ซีรีส์นี้ แทนคุณชินจิ ด้วย แต่คุณชินจิยังบอกว่าแกไม่ได้จะลาออกจากบริษัท ม่องห่วง

https://twitter.com/aibo_ac7/status/1122026255363104768

งวดนี้ไม่ใช้ชื่อ Final Mix แฮะ แปลกจัง


ภาพ Concept Art ตอนจบ Final Fantasy XV -The Dawn of the Future- จากหนังสือ Artbook


เป็นภาพที่ออกแบบไว้ ตอนเริ่มวางแผนจะทำ Final Fantasy XV - DLC Season Pass 2 ซึ่งประกอบด้วย Episode Ardyn, Aranea, Luna และ Noctis ขอหยิบมาเฉพาะภาพคอนเซปต์ประกอบเหตุการณ์ช่วงท้ายเรื่อง

1. ภาพลูน่าจาก Episode Luna เป็นลูน่าที่มีร่างกายมีพลังของเดม่อนแบบอาร์ดีน หลังจากตายไป 10 ปี บาฮามุทได้คีนชีพให้ลูน่าพร้อมกับพลังของเดม่อนให้ เพื่อให้ลูน่าไปทำภารกิจสุดท้ายให้สำเร็จ

2. ภาพ Last Battle Image Concept Art จาก Episode Noctis ตอนไปสู้เผด็จศึกสุดท้ายกับบาฮามุท โดยให้สลับบังคับตัวละครที่ง 4 สู้ (น็อคติส ลูน่า อาร์ดีน อราเนีย) สังเกตว่าเป็นปาร์ตี้ 4 คนในแบบฉบับ JRPG ดั้งเดิม มีเจ้าชาย สตรีศักดิ์สิทธิ์ นักรบมังกรหญิง และบุรุษปริศนา

3. ภาพไอเดียฉากจบ The Dawn of the Future เป็นตอนที่ทุกอย่างจบลงแล้ว อรุณแห่งวันใหม่กำลังปรากฏขึ้น ลูน่าก็ฟื้นกลับมา มีชีวิตและอยู่ร่วมกันกับทุกคนอีกครั้ง

4. ภาพไอเดียฉากจบ เป็นการจัดพระราชพิธีถวายเพลิงพระบรมศพให้อาร์ดีน ในฐานะปฐมกษัตริย์แห่งลูซิส จะอยู่ในฉากจบ Episode Noctis

5. ภาพไอเดียฉากจบ น็อคติสและลูน่าอยู่หน้าโลงศพและหมวกของอาร์ดีน เป็นโลงเปล่าที่ไม่มีศพเหลือ

6. ภาพไอเดียฉากจบสุดท้าย ชื่อของเด็กสองคนนั้น... ขอปล่อยให้ทุกคนจินตนาการกันเอง.... หน้าสุดท้ายทิ้งท้ายไว้แบบนั้น

-------------------------------------------------

Few pieces of concept art from FFXV -The Dawn of Future- Artbook

1. Luna from Episode Luna. The Draconian recovered her body with the power of daemon and revived her to fulfill the new mission. She has the power of daemon like Ardyn.

2. Episode Noctis, the last Battle Concept Art. The player has to switch characters between Ardyn, Luna, Noctis, Aranea to defeat Bahamut. With Prince, Oracle, Female Dragonian, Mysterious man, they are party of 4 characters just like traditional JRPG.

3. The Reunion. After Bahamut was defeated. When the first dawn in 10 years comes, Luna wake up and alive again. (By power of Gentiana/Shiva)

4. The Funeral for Ardyn, as the Founder King of Lucis. (初代王の葬儀)

5. Luna and Noctis stand behind Ardyn's casket. It's just empty casket with his hat above.

6. The Ending Image, the name of two children are..... it's left to everyone's imagination.

Friday, April 26, 2019

สรุปนิยาย Final Fantasy XV -The Dawn of the Future-



หลังจากที่หนังสือนิยายออกวางจำหน่ายช่วงเช้าของเมื่อวานนี้ ช่วงค่ำผมก็ได้รับไฟล์สแกนเนื้อหานิยาย  Final Fantasy XV -The Dawn of the Future- บางส่วนจากที่พี่ Beejang ส่งมาให้เพื่อใช้ประกอบการเรียบเรียงเนื้อหานิยาย และผมก็ได้ส่งให้เพื่อน shinya ช่วยแปลให้

ข้อมูลที่สรุปไว้นี้ เป็นเพียงเนื้อหา “เสี้ยวหนึ่ง” ของนิยาย ซึ่งผมได้รับมาประมาณ 20 หน้าจากเนื้อหาเกือบ 400 หน้า ยังมีเนื้อหาอีกจำนวนมากที่ไม่ถูกกล่าวถึง อยู่ในหน้าที่ไม่ได้สแกนมา

ดังนั้น Keep in mind ว่าบทความนี้เป็นแค่การสรุปเนื้อหาเบื้่องต้นเท่าที่ผมมีข้อมูลอยู่ในขณะนี้ (หลังนิยายออก 1 วัน) โดยยังขาดใจความสำคัญอีกมากมาย ซึ่งเมื่อได้ข้อมูลเมื่อไหร่แล้ว ก็จะค่อยเล่าในภายหลังครับ

<<Spoiler Alert!!>>

- นิยายเริ่มจากบทของอาร์ดีน เล่าเรื่องในอดีตกาล 2,000 ปีที่แล้ว เหมือนในแอนิเม Episode Ardyn –Prologue- และต่อด้วยเรื่องราวใน Episode Ardyn แต่มีการขยายความละเอียดขึ้น

- ซอมนัสบอกไว้ว่าโรคแห่งดวงดาวนั้นแพร่ระบาดไปไกลกว่าที่อาร์ดีนจะไล่รักษาได้ทัน แต่อาร์ดีนไม่ยอมรับความจริง เอาแต่พูดจาโลกสวยว่าคนที่ติดเชื้อเป็นเดม่อน ก็แค่ผู้บริสุทธิ์ที่ป่วยไข้ อาร์ดีนเอาแต่พูดจาสวยหรูว่าถ้าช่วยคนเพิ่มได้อีกสักคนก็มีค่ามากแล้ว ซอมนัสเห็นว่าสิ่งที่อาร์ดีนทำ ก็แค่การเลือกว่าจะช่วยให้ใครรอด แต่ไม่ได้แก้ปัญหาโดยรวม อาร์ดีนเป็นผู้ถูกเลือกให้มีพลังพิเศษแท้ ๆ แต่กลับไม่ได้คิดถึงคนที่อาร์ดีนไม่ได้ไปช่วยบ้าง และลักษณะการปฏิเสธไม่มองโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่นิสัยที่กษัตริย์พึงมี

- ว่าแล้วซอมนัสที่ริษยา ก็ทั้งส่งทหารไล่ตามอาร์ดีน กุเรื่องหลอกลวงผู้คน พลาดฆ่าเอร่า ลบชื่ออาร์ดีนไปจากประวัติศาสตร์ แล้วขึ้นเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 1 ของลูซิสเอง

- อาร์ดีนเองมีคิดว่าพลังในการดูดกลืนโรคที่ได้รับมาจากเทพนั้น ทำให้เขาสามารถต้านทานโรคได้มากกว่าคนทั่วไป แต่ตัวเขาเองไม่สามารถขจัดโรคไปจากร่างได้ และโรคนั้นก็ค่อย ๆ กัดกิน ส่งผลต่อเขา หลังจากอาร์ดีนโดนพวกซอมนัสจับล่ามโซ่ที่เกาะแองเจิลการ์ดแล้ว อาร์ดีนถึงคิดได้ว่าถ้าเขาทำแบบนั้นไปเรื่อย ๆ ท้ายที่สุดเขาก็จะกลายเป็นเดม่อนไร้จิตใจเช่นกัน

- หลังโดนล่ามโซ่ไว้หลายร้อยปี มีช่วงนึงอาร์ดีนนึกปลอบตัวเองว่าถ้าวันนั้น เขากับเอร่า หนีออกไปด้วยกัน มันจะเป็นยังไงนะ? แต่ก็หวนคิดได้ว่าเรื่องมันผ่านไปหลายร้อยปีแล้ว ถึงเขาจะเป็นอมตะไม่ตาย แต่ก็ต้องเห็นเธอตายจากไปแล้วอยู่ดี

- เอร่ากับซอมนัสที่อยู่ในทุ่งหญ้ามิติสีเหลือง ๆ ใน Episode Ardyn เป็นความฟุ้งซ่านที่อาร์ดีนคิดขึ้นมาในจิตใจเอง อาร์ดีนพยายามจะไม่คิดถึงซอมนัส แต่เรื่องพวกนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวตลอด และทำให้เขานึกโกรธอยู่เสมอ และคำพูดแย่ ๆ ทั้งหมดที่ซอมนัสพูดในมิตินั้น ก็คือสิ่งที่อาร์ดีน มโนไปเอง... (ผมก็ว่าซอมนัสตัวจริงมันดูสุภาพ มีชั้นเชิงกว่า)



- ในช่วง 2,000 ปีนั้น อาร์ดีนไม่ต้องกินอาหาร แต่ก็เต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย อยู่แล้วประสาทกินฟุ้งซ่าน ที่นั่นในตอนนั้น ไม่มีแม้แต่หน้าต่าง

- หลังเวอร์สไตล์นำทัพไปช้วยอาร์ดีนออกมา อาร์ดีนที่หลงยุคก็งงไปหมดทุกอย่าง ผ่านไป 7 เดือนแล้ว เวลาเจอวิทยุสื่อสารพูดด้วย อาร์ดีนก็ยังรู้สึกระแวง และไม่ชอบใส่เสื้อผ้าสมัยใหม่ และช่วงแรกก็กินแต่ขนมปัง เพราะเป็นอย่างเดียวที่เขาเห็นเป็นอาหารจริง ๆ (เวอร์สไตล์บอกไว้ว่าอาหารอื่น ๆ เป็นเนื้อสังเคราะห์ที่เกิดจาการโคลนเซลล์) ซึ่งจริง ๆ แล้วอาร์ดีนก็ไม่ได้หิว แต่กินไปงั้นเอง

- ระหว่างถูกทดลองและซักถามในศูนย์วิจัย อาร์ดีนก็รู้สึกรำคาญและเคยถึงกับคิดว่าตอนอยู่ใน Angelgard ก็ดีนะที่ไม่มีใครมาเยอะกับเขา

- อาร์ดีนพยายามเก็บความรู้สึกโกรธเกลียดเอาไว้ บอกตัวเองว่าซอมนัสตายไปนานแล้ว ถึงล้างแค้นไปก็ไม่ได้อะไร ถึงจะไม่พอใจการมีอยู่ของอาณาจักรลูซิสในปัจจุบัน แต่ก็คิดว่านั่นเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ควรเอาไปปนกับแผนของเวอร์สไตล์

- หลังอาร์ดีนแพร่โรคเข้าใส่อิฟรีท และดูดกลืนความทรงจำของอิฟรีทมา ก็ทำให้อาร์ดีนอ่านภาษาเทพออก และเห็นความทรงจำของคริสตัล ซึ่งเก็บรวมความทรงจำไว้ให้เทพที่หลับใหลเฝ้าดู และจากความทรงจำนั้น ก็เห็นว่าตอนที่เอร่าสื่อสารกับคริสตัลเพื่อถามว่าตกลงแล้วเทพเลือกให้เป็นกษัตริย์ ก็เห็นภาพนิมิตเป็นหน้าตัวเอง ทำให้อาร์ดีนเข้าใจว่าเทพเลือกตัวเขาเป็นกษัตริย์ แต่ก็งง ๆ ไม่ค่อยแน่ใจ ทั้งนี้คริสตัลมันไม่ได้มีจิตใจหรือความนึกคิดเป็นของตัวเอง ตอนที่อาร์ดีนเอามือแตะคริสตัลในตอนจบของแอนิเม แล้วโดนคริสตัลดีดกระเด็นออกมา ก็เพราะคริสตัลต่อต้านโรคในตัวของอาร์ดีน

- อาร์ดีนรู้ว่าทหารลูซิสก็คือลูกหลานรุ่นใหม่ ไม่ใช่ซอมนัส แต่ด้วยจิตปรุงแต่ง ทำให้อาร์ดีนเห็นและได้ยินเสียงของพวกนั้น เป็นซอมนัสไปหมด (แบบที่เราเห็นใน DLC) เลยยิ่งไม่สามารถระงับสติตัวเองได้ เวอร์สไตล์รู้ก็ยิ่งใส่ไข่ บอกว่าชาวลูซิสทั้งหมดเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของซอมนัส ลูกหลานของซอมนัส

- ใน M.E. 734 ระหว่างที่อาร์ดีนปลอมตัวเข้ามาในอินซอมเนีย ก็แปลงโฉมเป็นนายทหารชาวลูซิสที่ชื่อ Mars อยู่ตลอดเวลา และจากการดูดกลืนความทรงจำของทหารชาวลูซิสคนอื่น ๆ ทำให้อาร์ดีนรู้จักเส้นทางในเมือง และรู้จักบุคคลสำคัญอย่างเรจิสได้

- พออาร์ดีนโดนบาฮามุทอุ้มเข้าโลกอีกด้าน/โลกวิญญาณ (対のなす世界/โลกมิติสีฟ้าที่เห็นในเกม) ก็ได้รู้ว่าตอนแรกเทพเลือกอาร์ดีนเป็นกษัตริย์ เพราะเทพรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา พวกเทพต้องการให้มีร่างสถิตที่รวมโรคแห่งดวงดาวเข้าไว้ด้วยกัน และค่อยให้ราชาผู้ถูกเลือกมากำจัดทิ้ง

- อาร์ดีนไม่ได้เป็นอมตะเพราะมีโรคแห่งดวงดาวอยู่ในตัว แต่เป็นเพราะตอนที่อาร์ดีนสัมผัสคริสตัล คริสตัลได้ดูดวิญญาณส่วนหนึ่งของอาร์ดีนของเข้าไปมีตัวตนอยู่ในโลกอีกด้านที่เชื่อมต่อกับ Eos ผ่านคริสตัล ซึ่งพวกที่มีตัวตนอยู่ในทั้ง 2 โลกแบบนี้ จะต้องถูกทำลายจากทั้ง 2 โลก ถึงจะตายจริง ในฉากจบหลักน็อคติสถึงต้องเข้าไปทำลายวิญญาณของอาร์ดีนในโลกอีกด้านด้วย



- การสนทนาทั้งหมดกับบาฮามุท เป็นภาพมายาที่บาฮามุทสร้างขึ้น รวมถึงเอร่าตัวปลอมที่จ้วงแทงใส่อาร์ดีนด้วย บาฮามุททำก็เพื่อให้อาร์ดีนเจ็บปวดยิ่งกว่าที่ร่างกายจะรู้สึกได้ อาร์ดีนก็สาบานว่าจะฆ่าน็อคติสให้ได้ และกลับมาฆ่าพวกเทพด้วย

- หลังจากนั้น เหตุการณ์ก็ข้ามมาในตอนท้าย Final Fantasy XV ที่อาร์ดีนนั่งรอน็อคติสอยู่บนบัลลังค์ในวังอินซอมเนีย แต่กลายเป็นว่าคนที่เปิดประตูเข้ามา ไม่ใช่น็อคติส แต่เป็นลูน่า...




***********************

สลับมาทางบทของลูน่า

- ลูน่าโดนบาฮามุทปลุกขึ้นมาหลังตายไปแล้ว 10 ปี เพื่อภารกิจชำระล้างความมืดไปจากโลก ซึ่งตอนแรกลูน่าก็ไม่เข้าใจ เพราะตัวเองไม่ได้มีแหวนลูซิไอแบบน็อคติส แต่ลูน่าได้รับพลังใหม่ คือพลังในการดูดกลืนโรคแห่งดวงดาวเข้าสู่ร่างกายแบบอาร์ดีน 

- ลูน่าได้เจอเพื่อนร่วมทางชื่อโซลาร่า แอนทิคุ่ม เรียกสั้น ๆ ว่าโซล เป็นผู้หญิงที่พกอาวุธเต็มตัว มีปืนหลายกระบอก มีดหลายเล่ม และลูกระเบิด โซลนึกว่าลูน่าเป็นศัตรูเลยชักปืนมาขู่ พอรู้ว่าเป็นคน แถมชื่อเหมือนโหรที่ตายไปเมื่อ 10 ปีก่อน ก็ยังไม่กลัว และเรียกให้ลูน่ามาช่วยเธอซ่อมมอเตอร์ไซค์ และบอกว่าลูน่าแรงเยอะกว่าที่เห็น

- เดิมทีแล้วโซลเป็นหลานของอีโดลาส จักรพรรดิผู้ล่วงลับของนิฟไฮม์ หลังเหตุการณ์ที่นิฟไฮม์ล่มสลายเมื่อ 10 ปีก่อน โลกิได้ช่วยโซลไว้ และพาไปหาอราเนีย อราเนียได้เลี้ยงดูโซลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

- ลูน่าคิดคิดในใจว่า น็อคติสมีเพื่อนที่ดี แต่เธอเองก็ได้พบกับมิตรภาพกับโซล ได้เดินทางไปนิฟไฮม์มาด้วยกัน ทำให้ลูน่าคิดได้ว่า อยากจะมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองบ้าง ไม่ใช่เพื่อทำตามชะตากรรมที่ถูกกำหนด หรือตายเพื่อใคร

- ลูน่ายังคงเขียนบันทึกลงไดอารี แล้วให้อัมบราเอาไปให้น็อคติส พอน็อคติสตื่นขึ้นมาและรู้ว่าลูน่าฟื้นขึ้นมาด้วยแล้วก็ร้องไห้ ระหว่างที่น็อคติสใช้นิ้วไล่อ่านตัวอักษรของลูน่าไปเรื่อย ๆ ภาพที่เห็นก็เริ่มพร่าเบลอจากน้ำตา ด้วยความเสียใจที่วันนั้นปกป้องลูน่าไว้ไม่ได้

- พอลูน่าได้เจอกับอาร์ดีนที่รออยู่ที่วังอินซอมเนีย ลูน่าไม่อยากฆ่าอาร์ดีน แต่อยากให้อาร์ดีนร่วมมือกันกำจัดบาฮามุทด้วย ทว่าเธอคุยกับอาร์ดีนแล้วไม่เข้าใจ อาร์ดีนไม่ยอมรับฟังเพราะคิดว่าเป็นแผนของบาฮามุท อาร์ดีนบอกว่าเขาเคยพยายามฆ่าบาฮามุทแล้วแต่ไม่สำเร็จ เพราะบาฮามุทมีตัวตนทั้งโลกมนุษย์และโลกอีกด้าน ต้องฆ่าจาก 2 ฝั่งถึงจะตาย

- อาร์ดีนอัญเชิญอิฟรีทออกมาจะกำจัดลูน่า ทว่าลูน่ากลับหยุดยั้งอิฟรีท และดูดโรคแห่งดวงดาวออกจากตัวอิฟรีทได้ ทำให้อิฟรีทหลุดพ้นจากการครอบงำของอาร์ดีน อิฟรีทจะหันไปจัดการอาร์ดีนแล้ว แต่ลูน่าห้ามไว้ และขอให้อิฟรีททำพิธีกรรมกับเธอ

- น็อคติสตามเข้ามาถึงวันอินซอมเนียทีหลัง และเห็นลูน่ากลายเป็นปิศาจไปแล้วหลังจากที่ดูดพิษแห่งดวงดาวเยอะเกินไป

- บาฮามุทปรากฏตัวขึ้นและไม่พอใจที่ให้พลังพวกมนุษย์ไปใช้ขจัดโรคแห่งดวงดาว แต่กลับเอาไปทำแต่อะไรโง่ ๆ เลยจะรวมพลังความมืดที่ลูน่ารวบรวมมากับพลังของบาฮามุทเอง ยิงเทร่าแฟลร์ทำลายล้างดาวอีออสให้สิ้นซาก

- ลูน่ากลายเป็นปีศาจลอยขึ้นไปบนฟ้า ขับร้องเพลงและส่งพลังงานความมืดให้บาฮามุท

- อาร์ดีนเผยให้น็อคติสฟังถึงแผนของลูน่า และบอกว่าเขาจะไปฆ่าบาฮามุทในโลกอีกด้านเอง แล้วอาร์ดีนกับน็อคติสก็ต่อสู้กัน จนน็อคติสชนะ แต่เขาก็เห็นด้วยกับการมอบแหวนลูซิไอให้อาร์ดีนไปใช้

- บาฮามุทดูดพลังจากลูน่ามาจนหมด และยิงเทร่าแฟลร์ออกมาทำลายโลก แต่ 5 เทพรวมอิฟรีทด้วย มาช่วยกันรับการโจมตีเอาไว้ได้

- ลูน่าที่โดนบาฮามุทดูดพลังไปจนหมด ก็ร่วงลงมาจากฟ้า น็อคติสรับเอาไว้ได้ แล้วลูน่าที่หมดสติก็ฝันถึงทุ่งดอกจีลที่มีน็อคติสวัยเด็กอยู่ด้วย เธอคิดว่านี่อาจเป็นการลาจากกันจริง ๆ และบอกกับน็อคติสว่าเธออยากจะใช้ชีวิตร่วมกันกับน็อคติส

"私は、あなたと、生きたい"

- แล้วเธอก็ค่อย ๆ จมลงไปใต้น้ำ กลีบดอกจีล (Sylleblossom) กระจายและเธอค่อย ๆ เลือนหายไป ลูน่าพยายามเอื้อมมือออกไปหา แต่ครั้งนี้น็อคติสยื่นมากลับมา แล้วพูดตอบอย่างหนักแน่นว่า มาใช้ชีวิตไปด้วยกันเถอะ!

"オレと一緒に生きよう!"

- ด้านอาร์ดีนกำลังเดินขึ้นบันไดก้าวขึ้นไปที่นั่งบัลลังค์อีกครั้ง โดยคิดว่าที่นั่งนั่นไม่เหมาะกับเขามาตลอด เพราะเขาเลือกเส้นทางแห่งความมืดที่ชุ่มโชกเลือด ที่ผ่านมาเขารอให้น็อคติสกลับมาที่นี่มาโดยตลอด ทว่าตอนนี้น็อคติส กลับอนุญาตให้อาร์ดีนนั่ง... ทำให้อาร์ดีนอึ้งว่าอยู่มา 2,000 ปีก็แล้ว แต่ยังมีเรื่องที่คาดไม่ถึงอยู่

- อาร์ดีนนึกถึงประโยคที่น็อคติสบอกว่า

“พูดตามตรง ฉันไม่ให้อภัย ฉันเกลียดนาย”
“แต่กระนั้น ฉันก็อยากจะช่วยทุก ๆ คน”
“และสำหรับฉันตอนนี้ นายก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ฉันต้องช่วยด้วย”

อาร์ดีนรำพึงว่าใครเป็นคนเลี้ยงเจ้าชายผู้อาภัพนี่ขึ้นมาฟะ? ว่าแล้วก็นึกถึงตอนที่เจอน็อคติสครั้งแรกที่กัลดินคีย์ ว่าจากวัยรุ่นคนหนึ่ง น็อคติสก้าวไปถึงจุดที่คนที่อยู่มาร่วม 2,000 ปีก็ยังไปไม่ถึงซะแล้ว และทำให้อาร์ดีนตระหนักถึงความผิดพลาดของตนเอง

- อาร์ดีนหยิบแหวนของลูซิไอขึ้นมาสวม บอกว่าเพื่อที่จะล้างแค้นให้สำเร็จ

“เหล่าบูรพกษัตริย์แห่งลูซิส... จงออกมา!”

- อาร์ดีนยกดาบขึ้นตระหง่านเบื้องหน้า แล้ววิญญาณ 13 บูรพกษัตริย์ปรากฏขึ้น ชักอาวุธกันขึ้นมาหันไปทางอาร์ดีน แล้วก็พุ่งทะยานเข้าหาอาร์ดีน เขารู้สึกเหมือนไฟที่แผดเผาเข้าสู่ร่าง และแม้ว่าจะเผชิญเรื่องเลวร้ายทั้งหมดมาแล้ว แต่นี่กลับเป็นความเจ็บปวดที่แตกต่างจากความเจ็บปวดทั้งหมดที่เคยเจอมา และกระทั่งความเจ็บปวดตอนที่เอร่าตัวปลอมของบาฮามุทเอาตรีศูลแทงเขา ก็ยังไม่เทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดตอนนี้

- แต่ละดาบที่เสียบเข้าไป ทำให้สติของอาร์ดีนเลือนลางลงเรื่อย ๆ ไอ้ที่มีคนเตือนมาก่อนว่าทำแบบนี้แล้วอาจกลายเป็นผุยผงมันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นจริงด้วย... ทว่าอาร์ดีนก็ยังอดทนมาได้จนถึงดาบสุดท้าย

- อาร์ดีนลืมตาขึ้น มองไปด้านหน้า ซอมนัสในชุดเกราะ The Mystic อยู่ต่อหน้าเขา และพุ่งทะยานเข้ามา “ซอม... นัส... สไตรค์” วินาทีที่ดาบของซอมนัสทะลวงร่างของเขา อาร์ดีนได้ยินเสียงอันแผ่วเบาของซอมนัสร้องเรียก “ท่านพี่..”

- สลับไปทางน็อคติส ก็เปิด God Mode เข้าไปลุยกับบาฮามุทที่พลังตกลงหลังจากยิงเทร่าแฟลร์ออกมาแล้ว และเทพทั้ง 5 ก็มาช่วยน็อคติสรุมยำบาฮามุทด้วย จนกระทั่งหน้ากากของบาฮามุทแตกออกมา น็อคติสก็เห็นว่าบาฮามุทมีหน้าตาที่เหมือนกับเขาและซอมนัส โดยซอมนัสและน็อคติสที่เกิดทีหลัง ได้รับมอบหน้าตาที่เหมือนกับบาฮามุท... น็อคติสแอบคิดในใจว่าหรือว่าที่บาฮามุทเปลี่ยนมาเลือกซอมนัสเป็นรัชกาลที่ 1 แทนอาร์ดีน เพราะซอมนัสหน้าตาเหมือนตัวบาฮามุทเองฟะ

- อาร์ดีนที่เข้าไปยังโลกอีกด้านได้สำเร็จ ก็ใช้พลัง Providence เรียกบูรพกษัตริย์ทั้ง 13 พระองค์ออกมา และร่วมกันกำจัดวิญญาณของบาฮามุทได้สำเร็จ ซึ่งบาฮามุทบอกไว้ว่าการทำแบบนี้ เทพทั้ง 6 จะตายหมด คริสตัลจะแตกสลาย อาร์ดีนก็ตายด้วย แต่อาร์ดีนก็ไม่แคร์

- น็อคติสและ 5 เทพร่วมกันปราบบาฮามุทในโลกจริงได้สำเร็จ คริสตัลได้ดูดกลืนความมืดและพิษเดม่อนที่ยังหลงเหลืออยู่บนโลกเข้าไปแล้วแตกกระจาย

- หลังชนะบาฮามุทได้ ลูน่าที่ไม่มีพลังของบาฮามุทค้ำจุนแล้วก็อาจจะตายตามไปด้วย 

- แต่แล้วศิวะ ในร่างเจนเทียน่าก็เข้ามาหาน็อคติส บอกว่าถึงเวลาที่ต้องจากลากันแล้ว ต่อจากนี้ไปจะเป็นโลกของเหล่ามนุษย์ โลกที่ไม่มีเทพและคริสตัลอีกต่อไป แล้วเจนเทียน่าก็ได้ให้ของขวัญก่อนลาจาก ไม่ใช่ในฐานะเทพผู้พิทักษ์ดวงดาว แต่เป็นของขวัญจากลาในฐานะเพื่อน เธอไล้บริเวณดวงตาของหญิงสาว แล้วลูน่าก็ฟื้นคืนสติขึ้นมา

- เจนเทียน่าอวยพรให้ทั้งคู่มีใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ทำให้ทั้งสองนึกถึงสมัยเด็กในเทเนแบร เจนเทียน่าเคยบอกกับน็อคติสว่า ราชาและคันนากิ/โหร จะต้องอยู่เคียงคู่กัน พูดด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน แล้วเจนเทียน่าก็หายตัวไป ส่วนน็อคติสก็จับมือของลูน่าไว้ แล้วกล่าวสาบานในใจว่า จะไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือไปไหนอีกแล้ว

- แสงสีขาวเส้นบาง ๆ เริ่มปรากฏขึ้นที่ปลายขอบฟ้า ลูน่าก็แบบ นั่นมัน..? แล้วกลาดิโอก็ชิงพูดขึ้นมาว่า แสงแห่งรุ่งอรุณไงล่ะ  (夜明け) น็อคติสแม่มก็ตบมุกว่า “แย่งพูดก่อนทำไมวะะะะ” ตอนจบคือ น็อคติสพูดงอน ๆ ใส่กลาดิโอที่แย่งบทพูด แล้วอิกนิสก็ขำ น็อคติส กลาดิโอ พรอมท์ ลูน่าก็เลยหัวเราะด้วย เป็นยามเช้าที่ห่างหายไปนานหลายปี ซึ่งฉาบไว้ด้วยเสียงหัวเราะของความยินดี



- ในบทส่งท้าย หลังจากนั้นมีการจัดพิธีอภิเษกสมรสขึ้นใหม่ที่โบสถ์อัลเทเมเรีย ในเมืองอัลทิสเซีย  มีนายกฯ คาเมเลีย เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ ลูน่าใส่ชุดแต่งงานแบบเดียวกับของที่ออกแบบไว้เมื่อ 10 ปีก่อน โดยตอนที่ชาวเมืองอัลทิสเซียอพยพหนีไปยังเมืองเลสทัลลัม (หลังเหตุการณ์นิฟไฮม์ปะทะลิเวียธาน และความมืดเข้าปกคลุมโลก) ช่างฝีมือได้หอบแบบของชุดไปด้วย แล้วก็ตัดเย็บชุดกันขึ้นมาใหม่ ส่วนเค้กแต่งงาน ก็ใช้สูตรของแม่ครัวค็อคทูราที่กัลดินคีย์ทำให้


Her Story Begins When the Myth Ends



จบบริบูรณ์

KHUχ ตอนราฟแห่ง Niceland

สรุปเนื้อเรื่อง Kingdom Hearts Union χ ตอนล่าสุด ที่อัปเดตเมื่อวานนี้



เป็นอีกตอนที่เนื้อหาสั้น ๆ ไม่มีอะไรมาก แต่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้เล่น เพราะเป็นครั้งแรกที่เปิดตัวโลก Wreck-it-Ralph ในซีรีส์ Kingdom Hearts

เรื่องราวต่อจาก 2 สัปดาห์ก่อน ที่เรากับเอเฟเมร่ามาถึง Game Central Station เพื่อหาเบาะแสว่าทำไมโลกนี้ถึงเชื่อมต่อมายัง Daybreak Town และทำให้เกิดปรากฏการณ์ Glitch ขึ้นมา

พอมาถึงแล้ว เราเห็น Block Noise เข้าไปยังเกม Fix-it Felix Jr. และเห็น Darkling เข้าไปในเกม Hero's Duty



เรากับเอเฟเมร่าเลยแยกกันไปสำรวจ เราเข้าไปในเกม Fix-it Felix Jr. ส่วนเอเฟเมร่าเข้าไปในอีกเกม

เรามาถึง Niceland แต่หา Block Noise ไม่เจอแล้ว ทว่าเห็นฮาร์ทเลสรุมป้วนเปี้ยนรอบแมนชั่น เลยเข้าไปสำรวจแล้วเจอราฟทุกตึกอยู่ด้านบน



เราขึ้นไปบนยอดตึก ราฟจะสงสัยว่าเราเป็นใคร และบอกว่าอย่ามาใช้ Turbo ในเกมของเขา แล้วก็เข้ามาสู้กับเราแบบงง ๆ ไม่มีปี่มีขลุ่ย

เราชนะและฟาดราฟร่วงตกตึกไป แล้วได้คีย์เบลด Bad Guy Breaker มา แล้วเฟลิกซ์ก็โผล่มาบอกว่าจะเข้ามาป่วนเกมคนอื่นแบบนี้ไม่ได้นะ ถึงราฟเป็นวายร้าย แต่เป็นวายร้ายที่สำคัญต่อเกมนี้ คนที่จะปราบราฟได้ต้องเป็นเขาเท่านั้น แต่สงสัยผู้เล่นจะไม่รู้ ดังนั้นคราวนี้เขาไม่ว่าอะไร แต่ต่อไปให้ระมัดระวังละกัน แล้วเฟลิกซ์ก็ลาไปเตรียมตัวเพื่อไปงานปาร์ตี้



ราฟมานอนหงอยอยู่นอกแมนชั่น บอกว่าอยากเป็นฮีโร่แบบเฟลิกซ์บ้างจัง

จบตอนแบบไม่มีสาระอะไร.... แต่ทำแฟน ๆ กรี๊ดรอบโลก ซึ่งก็ดีแล้ว ดีกว่าตอนเบรนออกมาอธิบายโครงสร้างจักรวาลแล้วทำแฟน ๆ สติแตกไปตาม ๆ กันเหมือน 2 สัปดาห์ก่อน

Thursday, April 25, 2019

FFXV ประกาศยุติการใช้งาน Line@Account


วันนี้ LINE Official Account ของ Final Fantasy XV ส่งข้อความมาโปรโมตหนังสือนิยาย The Dawn of the Future แล้วบอกว่า.... นี่เป็นข้อความสุดท้ายแล้ว หลังจากนี้ Line@Account นี้ก็จะยุติการใช้งาน! ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเป็นเพื่อน แล้วไว้เจอกันใหม่ในสักวันนึง ขอบคุณที่ให้การสนับสนุน Final Fantays XV กันมาโดยตลอด

สรุปว่าจบบริบูรณ์แน่แท้ สิ้นสุดกันที่นิยายเล่มนี้แหละจ้ะ

Wednesday, April 24, 2019

KH III อัปเดต Critical Mode พร้อมเพิ่มไอเทมใหม่ และแก้ Glitch Out of Bound บางฉาก


คุณ 13th Vessel ที่ทำคลิป Tutorial การใช้ Glitch Out of Bounds ใน Kingdom Hearts III ได้ไล่เช็คการใช้ Glitch ดังกล่าวแล้วพบว่า

- ดาวส่วนใหญ่ยังใช้ Glitch Out of Bounds บินออกนอก Map ได้ รวมถึง Scala ad Caelum ด้วย (ตัวอย่างการใช้ Gltich : https://youtu.be/-MWtWieIxLA)

- แต่ที่ Keyblade Graveyard ไม่สามารถใช้ Glitch นี้ได้แล้ว

ส่วนอันนี้ หน้า End Screen หลังจบโหมด Critical กับไอเทมรางวัลไว้อวดโชว์ว่าจบโหมด Critical มาแล้ว : https://twitter.com/ligero_miguel/status/1120900590555549696

นอกจากนี้ยังมีไอเทม Proof of Promise เพิ่มขึ้นมา เป็นหลักฐานว่าเก็บ Lucky Emblem ครบให้ด้วย : https://twitter.com/gat18dk/status/1120898509048172546

-------------------------------------------------


วิ่งสปีดใน Kingdom Hearts III Critical Mode มา 1 ชั่วโมง 10 นาที เล่นแบบ skip ทุกคัตซีน แต่ไล่เก็บของเปิดหีบตามทาง พึ่งออกมาถึง World Map

เล่นแบบตั้ง Favourite Deputy ขึ้นมาเป็นคีย์หลักเพื่อฟาร์มไอเทมดรอป, Honey เป็นคีย์รองไว้สลับมาตอนเก็บ Ingredient เพื่อให้ได้ของเยอะขึ้น และพอเจอบอสหรือตัวที่รู้ว่าไม่มีของดรอปที่ต้องการ ก็งัด Ultimaweapon มาจ้วงม่างเลย~

เราเลือดลดลง โดนบอส รองบอส ตีทีสองทีตาย

ตอนแรกผมวิ่งเข้าไปบวกกับกระทิง บวกกับไตตันเลยก็ดับสนิท แต่ก็ได้รู้ว่ามันอัดเราทีเดียวร่วง

พอเปลี่ยนมาถอยห่างดูเชิง หาจังหวะเข้า ๆ ออก ๆ ก็ไม่ยาก

ยิ่งมี Ultimaweapon ยิ่งสบาย พุ่งเข้าไปเหลาศัตรูชุดนึง เลือดไหลเป็นน้ำ

ส่วนศัตรูลูกจ๊อกตามทางก็งึกงัก อืดอาดเหมือนเดิม

สรุปว่าไม่ได้ยากเว่อร์อะไร แต่เป็น Difficulty ที่ควรจะเป็นแต่แรกของเกมนี้แล้วครับ

-------------------------------------------------


หลายวันก่อน.... ได้ยินฝรั่งบอกว่าใน PlayStation Store ของ Sony พอเรากดเข้าไปดูราคา Kingdom Hearts III แล้ว มันกลับขึ้นเทรลเลอร์ Final Fantasy XV ขึ้นมาโชว์แทน

ผ่านมาหลายวันแล้ว เมื่อกี้ผมว่าง ๆ เลยลองกดเข้าไปพิสูจน์ศรัทธา....

มันก็ยังขึ้นโชว์เทรลเลอร์ Final Fantasy XV อยู่จริง ๆ ด้วย...

โนมุระะะะ!! นายจะสื่ออะไรกับเราาาาาาาา

Tuesday, April 23, 2019

KH III เผยรายละเอียด Patch 1.04, 1.05



Square Enix ลงกำหนดการ และรายละเอียด Patch 1.04 และ 1.05 ของ Kingdom Hearts III ที่จะมาวันพรุ่งนี้ละจ้า

กำหนดออกแพทซ์วันที่ 24 เมษายน 2019 เวลา 09.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

- แพทซ์ 1.04 จะออกมาก่อน และเวลาห่างกันไม่นาน 1.05 จะออกตามมา

- หลังอินสตอลล์ 1.05 เสร็จแล้ว ค่อยกดเริ่มเกม

Patch 1.04

- เพิ่ม Critical Mode ให้เลือก มีอบิลิตี้ใหม่ให้ใช้
- ปรับ A.I. ตัวละครศัตรูบางตัว
- สามารถเช็คสมบัติที่เก็บในมินิเกม Frozen Slider ไปแล้ว ได้จากหน้า Result หลังเล่น และจากในเมนูกุมิโฟนแล้ว
- ในเมนูผสมไอเทมร้านม็อค ไอเทมไหนผสมได้แล้ว จะมีเครื่องหมายบอก เราไม่ต้องจดเองแล้ว
- เพิ่มข้อความอธิบายเกมตามจุดต่าง ๆ
- แก้บั๊คต่าง ๆ
- เมื่ออินสตอลล์เกมเวอร์ชั่นนี้แล้ว เซฟเกมจะอัปเกรดกลายเป็นเวอร์ชั่นใหม่ (เอากลับใช้กับ Patch เก่าไม่ได้ ซึ่งก็เป็นปกติอยู่แล้ว)

Patch 1.05

- สามารถกด New Game โดยเอาคีย์เบลดและของอื่น ๆ จากเซฟที่เล่นจบแล้ว มาใช้ต่อได้ (โอเค งั้นตรูเล่น Critical ด้วยเซฟอัลเทม่าเวพ่อนเนี่ยล่ะ)
- เปลี่ยนรายละเอียดในระบบถ่ายภาพ ทำให้บันทึกภาพได้ถึง 200 ภาพแล้ว
- แก้บั๊คต่าง ๆ ต่อ

https://support.jp.square-enix.com/news.php?id=7922&la=0&n=2&drt=1556010000&tag=2def4814c9c3775c55987ba6e8e6380ba8924340

รายละเอียด Critical Mode

- HP, MP เหลือครึ่งนึงของปกติ
- โอกาสออก Situation Command และเวทย์ขั้นสูง ลดลง
- Action Ability ที่ใช้ได้ตอนเริ่มเกมมีมากขึ้น

https://automaton-media.com/articles/newsjp/20190423-90575

SQEX เผยรายการสินค้าที่จะจำหน่ายในคอนเสิร์ต KHO -World of Tres- รอบโตเกียวสิ้นเดือนนี้


รายการสินค้าที่ Square Enix จะนำไปขายในงานคอนเสิร์ต Kingdom Hearts Orchestra -World of Tres- รอบการแสดงที่โตเกียว วันที่ 27-28 เมษายน 2019 นี้

แผ่น CD อัลบั้ม Kingdom Hearts Orchestra -World of Tres- รวมเพลงจาก KH I~III 11 เพลง ราคา 3,500 เยน

โบรชัวร์ 48 หน้า 2,500 เยน

ไม้บาตองรูปคีย์เบลด Oblivion และ Oathkeeper 6,500 เยน

เสื้อยืด 3,000 เยน

ถุงผ้าลดโลกร้อน 2,600 เยน

โปสเตอร์ 1,200 เยน

พวงกุญแจ 1,700 เยน

Friday, April 19, 2019

KHUχ อัปเดตความสามารถ 2 เมดัลเก่ายอดนิยมให้กลับมาใช้ได้อีกครั้ง


ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2019 ที่ผ่านมา ทางทวีตภพของ Kingdom Hearts Union χ ทั้งเซอร์เวอร์ญี่ปุ่นและอินเตอร์ ได้สอบถามแฟน ๆ ว่าในบรรดาเมดัลทั้งหมดในเกมนั้น แฟน ๆ ชอบเมดัลไหนมากที่สุด?

แม้จะไม่ได้มีการประกาศผลคะแนนโหวตออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ก็พอสังเกตเห็นได้ว่าเมดัล Roxas ตอนถือคีย์เบลดสองเล่มนั้น ได้รับความนิยมจากแฟน ๆ มากเป็นพิเศษ ถัดมาก็เมดัลภาพอาร์ทคู่ Sora & Riku ที่คุณโนมุระวาดขึ้นในโอกาสครบรอบ 2 ปีของการให้บริการ KH Unchained χ ต่อมาก็พวกตัวละครออริจินอลอย่าง Aqua, ถ้าหากเป็นตัวละครจาก Final Fantasy แน่นอนว่า Cloud กับ Sephiroth ก็จะได้รับความนิยมเป็นพิเศษ

ในโอกาสเอาใจแฟน ๆ นี้ เมื่อวานทีมงานเลยออกแพทซ์เกมใหม่ ที่อัปเกรดความสามารถของเมดัลเก่าที่ได้รับความนิยมจากแฟน ๆ ให้เอากลับมาใช้ได้ใหม่

เมดัล Sora & Riku และ Roxas คีย์เบลดคู่ เป็นสองตัวแรกที่ได้รับผลบุญจากกระแสนิยมนั้น

ผลคือ :-

- จากเมดัล Tier 7 กลายเป็นเมดัล Tier 9 ค่าพลังเสริม (กิลท์) เมื่อใช้อบิลิตี้เพิ่มขึ้นจาก 200% เป็น 280%

- STR ของทั้ง 2 เมดัล เพิ่มจากขีดจำกัดแถว ๆ 13,000  มาเป็น 20,000 (ยัดชิปเดลแล้ว แต่ไม่รวม trait)

- ตัวคูณดาเมจของอบิลิตี้ เพิ่มจากสูงสุด x25.68 เป็น x58.76

- เปลี่ยนอบิลิตี้บัฟ ให้อยู่ในระดับทัดเทียม ใกล้เคียงกับเมดัล Top Tier ในปัจจุบัน

- พลังแซงหน้า SB Sephiroth ไปแล้ว...



🙂 นับว่าเป็นแผนเอาใจคนเล่นที่น่าสนใจดีนะครับ อันไหนคนชอบกันมาก ก็อัปเกรดให้มันเก่งขึ้นจนเอากลับมาใช้ใหม่ได้... แต่อีกมุมนึง ผมก็แอบสงสัยว่า ถ้าทีมงานประกาศแต่แรกว่าจะเอา 2 เมดัลที่แฟน ๆ โหวตให้เยอะที่สุด มาปัดฝุ่นอัปเกรดความสามารถให้ จากที่แฟน ๆ จะโหวตจากความชอบอย่างเดียว ก็จะคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่างเพิ่มขึ้นด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้น ผลโหวตจะเปลี่ยนไปมั้ยนะ?

Thursday, April 18, 2019

Square Enix ประกาศคอนเสิร์ต FINAL FANTASY VII - A Symphonic Reunion



จู่ ๆ Square Enix ก็ประกาศคอนเสิร์ต FINAL FANTASY VII - A Symphonic Reunion เป็นคอนเสิร์ตแบรนด์ใหม่ และบอกว่าเป็นคอนเสิร์ตอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ Final Fantasy VII

โดยจะแสดงในวันที่ 9 มิถุนายน 2019 ที่ Hollywood’s Dolby Theatre, Los Angeles (รอบ Worldwide Premiere) คุณอาร์นี รอธ เป็น Conductor เช่นเคย

เริ่มซื้อตั๋วได้ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2019 ที่ : https://www.wildfaery.com/shop/en/

เว็บไซต์ของงานคอนเสิร์ต : http://www.wildfaery.com/info/en/final-fantasy-vii

ทั้งนี้วีดีโอที่ฉายประกอบการแสดงคอนเสิร์ต จะเป็นคลิปจาก Final Fantasy VII เวอร์ชั่นออริจินอลครับ ยังไม่ใช่เวอร์ชั่น Remake






-------------------------------------

ขณะเดียวกันทาง คุณอาร์นี รอธ ก็สนใจมาแสดงคอนเสิร์ตที่ไทยในปี 2020 เช่นกัน โดยคาดว่าจะมาในแบรนด์ Distant Worlds และแสดงเพลงและวีดีโอจาก Final Fantasy VII เวอร์ชั่น Remake

หมายความว่าในขณะที่งานในแบรนด์ A Symphonic Reunion เล่นเพลงและวีดีโอจาก FFVII เวอร์ชั่นออริจินอล แต่งานในแบรนด์ Distant Worlds ที่จะจัดแสดงปีหน้า จะเป็นเวอร์ชั่น Remake นั่นเอง

ตอนนี้ทางฝั่งผู้จัดงานในไทย ก็กำลังทำรีเสิร์จ หายอดผู้สนใจคอนเสิร์ต Distant Worlds ที่จะจัดในปี 2020 และความต้องการด้านต่าง ๆ ของลูกค้า

ใครที่สนใจงานคอนเสิร์ตและยังไม่ได้เข้าไปตอบแบบสอบถาม ก็เข้าไปตอบกันครับ ทีมงานจะได้เอาข้อมูลตัวเลขเหล่านี้มาใช้ประกอบการจัดงานได้ครับ :)

แบบสอบถามสำหรับผู้สนใจเข้าร่วมงานคอนเสิร์ต Distant Worlds : music from Final Fantasy VII Remake ในปี 2020 : https://forms.gle/5YyjETGiCdDoa41BA

Wednesday, April 17, 2019

โทโมฮิโระ ฮาเซกาวะ ลาออกจาก Square Enix ตามทาบาตะไปอยู่ JP Games


นั่งไถทวีตอยู่ พึ่งเห็นข่าวว่าคุณ โทโมฮิโระ ฮาเซกาวะ อดีต Art Director ในส่วนการทำ Monster ของ Final Fantasy XV ตามคุณ ฮาจิเมะ ทาบาตะ ไปอยู่บริษัทใหม่ JP GAMES แล้วจ้า...

https://twitter.com/_nightcruising_/status/1116596468993781762

แฟน ๆ รุ่นหลัง อาจจะพึ่งจดจำแกได้แค่ในฐานะ 1 ใน Art Director ของ Final Fantasy XV ที่ดูแลด้านมอนสเตอร์

แต่แฟนรุ่นเก่ากว่านั้นหน่อย จะจดจำแกได้ในฐานะ หนึ่งในลูกทีมเคียงข้างคุณเท็ตสึยะ โนมุระ ที่ช่วยคุณโนมุระทำเกมมามากมาย โดยแกทำหน้าที่ Art Director และ Art Supervisor ให้ Kingdom Hearts หลายภาค ปกติจะดูแล Art ด้าน Texture กับตัวละคร

แต่แกก็มีรับหน้าที่ Co-director อยู่ 2 เกมคือ Kingdom Hearts -358/2 Days- (เกมที่ไม่เคยมีอยู่จริง) ที่กำกับร่วมกับคุณโนมุระ และ Subarashiki Kono Sekai กำกับร่วมกับทัตสึยะ คันโดะ



ในยุคเดียวกัน ก็มีส่วนร่วมในการทำ Art ให้ Crisis Core: Final Fantasy VII, Dirge of Cerberus: Final Fantasy VII, Final Fantasy X, Front Mission Evolved, Dissidia: Final Fantasy

แต่ถ้าแบบแฟนพันธุ์แท้เลยนะ จะจำได้ว่าแกเข้ามาอยู่ใน Square ตั้งแต่ 1996 แล้ว และแกก็เป็นคนออกแบบมอนสเตอร์ใน Final Fantasy VIII และ SaGa Frontier



ในความรู้สึกผมแล้ว ด้วยความที่คุณฮาเซกาวะ อยู่กับ Square มานานถึง 23 ปี มีส่วนร่วมในการทำ Art ในเกมมากมาย และผมก็ได้เล่น 90% ของเกมที่แกทำให้กับค่าย จู่ ๆ พอมารู้ว่าแกโบกมือลา ไปอยู่ JP GAMES ตามคุณทาบาตะไปแล้ว ก็ใจหายนะ....

ยังไงก็ขอให้แกโชคดีมีชัย กับหน้าที่การงานในบริษัทใหม่ และผลิตผลงานที่มีคุณภาพ มาให้เราเล่นกันต่อไปครับ



ดูเครดิตผลงานเก่า ๆ ของคุณฮาเซกาวะได้ที่
- https://www.mobygames.com/developer/tomohiro-hasegawa/credits/developerId,34359/
- https://www.imdb.com/name/nm2112830/

Tuesday, April 16, 2019

KH Union χ พวกเขาจะกลับมาพบกันใน Wreck-it-Ralph



[Fact]

1. คุณโนมุระให้ข้อมูลไว้ในหนังสือ Kingdom Hearts III Ultimania ว่าปัจจุบัน Master of Masters อยู่ในโลก Verum Rex

2. มาเลฟิเซนต์ในตอนท้ายของภาค KH1 ได้ย้อนอดีต โดยตั้งใจจะย้อนกลับไปสิงร่างของตนเองในเวอร์ชั่นที่ดำรงอยู่ในกาลเวลาแรกสุด ซึ่งควรจะเป็นแค่หลายสิบปีก่อนภาคแรก แต่เธอดันไปโผล่ใน Data World ของ Enchanted Dominion ที่ Master of Masters สร้างทิ้งไว้ในสมัย Union χ ซึ่งมันเกิดหลายร้อยปีก่อนภาคแรก | คุณโนมุระก็ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า มาเลฟิเซนต์จะได้รู้เรื่องกล่องดำจากยุคนี้ และจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้เธอคิดว่าในกล่องดำมีตำราพยากรณ์อยู่ หลังจากนั้นเธอถึงได้กลับอนาคตไป และไปโผล่ในตอนเริ่ม KH2

3. Kingdom Hearts Union χ ซึ่งอัปเดตเนื้อเรื่องตอนล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อน มีการเปิดเผยว่าโลกในยุคโบราณนั้น ถูกเชื่อมต่อด้วยโลกของ Wreck-it-Ralph ซึ่งสภาพของโลกนั้นมันเป็น Data World ในตัวของมันเอง และเบรนยังบอกว่ามันเป็นโลกที่ "อยู่นอกกาลเวลา"

4. ใน Kingdom Hearts 3 โซระได้เครื่องรางสำหรับใช้พลังของ Ralph หลังออกมาจาก Data World ของ Verum Rex ทั้งที่ดูเผิน ๆ แล้ว Ralph ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับโลกนั้นกันได้



[Opinion]

จากข้อ 4 นั้น ทำให้พอสันนิษฐานได้ว่า Data World ของ Verum Rex และ Data World ของ Wreck-it-Ralph มีการเชื่อมต่อกันอยู่ และ Ralph เองก็อาจจะเคยก้าวย่างเข้าไปในโลก Verum Rex มาแล้ว ถึงได้ทิ้งเครื่องรางไว้แบบนั้น

และนั่นก็จะทำให้เข้าใจได้ว่า Master of Masters ไปยังโลก Verum Rex โดยใช้ทางผ่านจากโลก Wreck-it-Ralph เส้นทางเดียวกับที่ตัวผู้เล่นใน Union χ กำลังทำอยู่นั่นเอง...

ยิ่งสภาพของโลก Wreck-it-Ralph ตามที่เบรนบอกว่า "อยู่นอกกาลเวลา" ด้วยคอนเซปต์แบบนี้ยิ่งทำให้คิดได้ว่า ถ้าไปถึงโลก Wreck-it-Ralph ได้แล้ว ก็จะสามารถก้าวออกมายังยุคสมัยใดก็ได้ รวมถึงอนาคต

ดังนั้น วิธีที่มาเลฟิเซนต์ที่มาจากยุค KH1 แล้วกำลังติดแหงกอยู่ใน Union χ จะกลับไปยังยุค KH2 ตามที่คุณโนมุระเล่าไว้ได้ เธอก็จะต้องแวะมาที่โลก Wreck-it-Ralph ก่อน

เหตุการณ์ที่ทำให้เธอได้รู้เรื่องกล่องดำ และคิดว่าในกล่องดำมีตำราพยากรณ์ รวมถึงได้เห็นคนอื่น ๆ ที่กำลังจะข้ามกาลเวลามาเหมือนกัน ก็อาจจะเกิดในโลก Wreck-it-Ralph นี้เอง

ดีไม่ดี.... อัปเดตในภายภาคหน้าของ KH Union χ หลังจาก Ralph ออกมาแล้ว อาจจะมีเหตุการณ์ที่เราได้ไปถึงโลก Verum Rex กันในภาค Union χ เลย ได้เห็น Ralph ไปทำอะไรที่นั่น แหละเจอ Master of Masters อีกครั้งในช่วงท้ายของ Union χ ไปเลย

เอเฟเมร่า
มาเลฟิเซนต์
ราฟ
มาสเตอร์ออฟมาสเตอร์
และ... โยโซระ

ตัวละครจากคนหลากเรื่องที่ไม่น่าจะมาเจอกันได้ กำลังจะไดโคจรมาพบกัน

ภาพอธิบายสถานะของโลกใน Kingdom Hearts Union χ โดย KHinsider

เมื่อคืนทางเว็บไซต์ KHinsider ได้ทำภาพขยายความ ที่อ้างอิงจากเนื้อเรื่อง Kingdom Hearts Union χ ตอนล่าสุด ซึ่งเบรนได้อธิบายสถานะของโลกในแต่ละยุคเอาไว้ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ซึ่งทาง KHinsider ก็ทำมาได้ชัดเจนดีมาก (จริง ๆ มันควรจะทำแบบนี้ในเกมด้วยซ้ำ) เลยหยิบมาช่วยแปลและขยายความนำเสนอ เพื่อความเข้าใจของคนที่ติดตามซีรีส์นี้ครับ




(ภาพ 1) สภาพของโลกก่อนเกิดสงครามคีย์เบลด : โลกนั้นประกอบด้วยโลกเล็ก ๆ มากมายเชื่อมต่อเป็นแผ่นดินเดียวกัน คิดซะว่าดาวเล็ก ๆ นั้นก็คือประเทศต่าง ๆ บนโลกใบนี้

**พูดภาษาผมคือ จักรวาลก่อนเกิดสงครามคีย์เบลดมีดาวแค่ดวงเดียว แต่ดาวนั้นประกอบด้วยโลก Disney ย่อย ๆ มากมาย ทั้งหมดเชื่อมต่อเป็นแผ่นดินเดียวกัน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยายของไคริพูดไว้ในภาคแรก และเอเฟเมร่า เคยพูดไว้ในมิชชั่น 362 ก่อนแล้ว

(ภาพ 2) ผู้ใช้คีย์เบลด จำเป็นต้องเดินทางไปยังโลกอื่น ๆ เพื่อเก็บรวบรวมแสงสว่าง (Lux) แต่โลกเหล่านั้นมันอยู่ไกล ไปถึงยาก พวกโหรและ MoM ที่อยู่ใน Daybreak Town นี้ จึงใช้ตำราพยากรณ์ Project โลกในอนาคตของโลกที่เกิดขึ้นมาในปัจจุบันแล้ว ออกมาเป็น Hologram Projection (เอเฟเมร่าเคยพูดไว้ในมิชชั่น 362 เช่นกัน)

ตัวอย่างเช่น ในยุคนี้ โลก Agrabah ของจริงได้เกิดขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่ถึงยุคที่อาละดินจะเกิด ทว่าตัวผู้เล่นได้ไปผจญภัยในโลก Agrabah ในอนาคตที่เป็น Hologram ก็เลยเจออาละดินได้



(ภาพ 3) หลังสงครามคีย์เบลด : โลกที่เคยเชื่อมต่อเป็นแผ่นดินเดียวกัน ได้แตกกระจายออกจากกันเป็นดวงดาวต่าง ๆ แบบที่เราเห็นใน Kingdom Hearts ตั้งแต่ภาค Birth by Sleep และภาค 1 เป็นต้นมา

(ภาพ 4) Master of Masters รู้ว่าหลังสงครามคีย์เบลดจบลง จะไม่เหลือใครในยุคนี้ที่ทำ Hologram Projection ต่อไปได้ จึงเปลี่ยนวิธีใหม่ ด้วยการเอา Data ของโลกอนาคตที่มีอยู่ มาสร้างเป็น Data World 

การจะเข้าไปยัง Data World นั้นต้องเข้าผ่าน Daybreak Town ของจริง พอเข้าไปแล้วก็จะไปถึง Data Daybreak Town ก่อน แล้วจึงจะเข้าไปยัง Data ของดาวอื่นได้



(ภาพ 5) โลกบางโลก ที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงก่อนสงครามคีย์เบลด ถูกสร้างขึ้นเป็น Data และเชื่อมต่อกับ Data Daybreak Town ไว้

- Castle of Dreams จะเกิดขึ้นในอนาคต

- Enchanted Dominion จะเกิดในอนาคต, ที่ Master of Masters ไม่ทำ Hologram Projection ของดาวนี้ขึ้นมาก่อนสงครามคีย์เบลด เพราะไม่อยากให้มาเลฟิเซนต์ที่ย้อนอดีตมา ไปโผล่ในยุคนั้น

- Game Central Station (Wreck-it-Raplh) อยู่นอกกาลเวลา

(ภาพ 6) เบรนบอกว่าปรากฏการณ์ Bug/Glitch อาละวาดที่กำลังเกิดขึ้นกับ Daybreak Town ที่พวกเขาอยู่ (ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าเป็น Daybreak Town ของจริงหรือ Data แต่ก็ต้องทำให้ปรากฏการณ์นี้หายไปให้ได้) เกิดขึ้นเพราะ Daybreak Town ของพวกเขาถูกเชื่อมต่อเข้ากับ Game Central Station

แต่ก็ไม่รู้ว่า เป็นแบบไหนระหว่าง

ก. การเชื่อมต่อกับ Game Central Station ทำให้ Daybreak Town ของจริงที่พวกเอเฟเมร่าอยู่ เกิดปรากฏการณ์ประหลาด

ข. การเชื่อมต่อกับ Game Central Station ทำให้พวกเอเฟเมร่า ถูกวาร์ปไปใน Data Daybreak Town โดยไม่รู้ตัว และก็กำลังผจญปรากฏการณ์ประหลาดใน Data World

Monday, April 15, 2019

เกร็ดข้อมูลน่าสนใจจาก Data Log ใน Final Fantasy XV -Episode Ardyn-



[Rakshasa Blade]

ดาบที่อยู่เคียงข้างอาร์ดีนมาร่วม 2 พันปี ถูกสร้างขึ้นพร้อม Blade of the Mystic ของซอมนัส

ดาบทั้งสองเล่มนี้มีพลังต่างกัน เมื่อใช้ร่วมกันจะเกิดพลังทำลายล้างมหาศาล ผู้คนเชื่อว่าดาบทั้งสองนั้นอาบไว้ซึ่งความหวังว่าสองพี่น้องไคลัมจะปกครองแผ่นดินร่วมกันไป .
ทว่าด้วยความริษยาและความทะเยอทะยาน ก็ทำให้ทั้งสองต้องแยกจากกัน

[ภาพ The Prophecy]

ภาพวาดซึ่งไม่ปรากฏผู้วาด ที่พรรณาถึงคำทำนายในตำนานของ Cosmogony และถูกส่งต่อลงมาในตระกูลลูซิส

ภาพนั้นเล่าถึงชายคนหนึ่งซึ่งเป็นราชาผู้ถูกเลือก ร่วมมือกับเทพธิดาผู้เลอโฉม ชำระล้างโรคภัยไปจากโลก และนำแสงแห่งสันติสุขกลับคืนมา

[Angelgard]

เกาะที่ตั้งอยู่ห่างไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของแผ่นดินใหญ่ลูซิส ว่ากันว่าเกาะนี้มีความเกี่ยวข้องกับวายุเทพ รามู .
เกาะนี้เป็นเขตหวงห้ามที่ราชวงศ์ลูซิสไม่ให้คนทั่วไปเข้า แต่ก็ไม่อาจต้านทานการบุกรุกของเวอร์สไตล์ในปี 721 ได้ .
เวอร์สไตล์ปลดปล่อยอาร์ดีนจากคุกหิน และพาออกไปยังศูนย์วิจัยที่ชานเมืองกราเลีย ปีต่อมาอดีตนักโทษถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น อาร์ดีน อิซึเนีย และได้รับเข้าเป็นพลเมืองของจักรวรรดิ

[ซอมนัส]

ซอมนัสเป็นทั้งน้องชายของอาร์ดีน เป็นปฐมกษัตริย์ของลูซิส และเป็นบรรพบุรุษของกษัตริย์เรจิสในทุกวันนี้

ด้วยความริษยาที่มีต่อพลังที่พี่ชายได้รับพรมา ซอมนัสทำให้ผู้คนพากันกบฎต่ออาร์ดีนโดยการตราหน้าว่าอาร์ดีนเป็นมอนสเตอร์ และซอมนัสก็แย่งชิงบัลลังค์มาเป็นของตนเอง

ทว่าบันทึกในประวัติศาสตร์นั้นกลับเล่าเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยเล่าว่าซอมนัสได้ร่วมมือกับโหรเดินทางไปทั่วโลกและขจัดความมืดที่สร้างภัยพิบัติแก่ดวงดาว

หลังจากสวรรคตไปแล้ว แทนที่จะถูกเปิดโปงเรื่องการแย่งชิงราชบัลลังค์ ซอมนัสกลับถูกเรียกขานว่าเป็น "The Mystic" เนื่องจากความเกรียงไกรในการต่อสู้ และเขาก็กลายเป็นอมตะ อยู่ในรูปปั้นยักษ์ คอยเฝ้าดูเมืองหลวงนี้ตลอดไป



[เอร่า]

คู่หมั้นของอาร์ดีน บรรพบุรุษของตระกูล Fleuret

เอร่าถูกเลือกโดยบาฮามุทให้มาเป็นโหรคนแรก เธอได้รับพลังในการสื่อสารกับเทพ และเดินทางไปทั่วโลกพร้อมตรีศูลในมือ และเผยแพร่ความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าให้กับผู้คนทั้งหลายที่เธอพบเจอ

[อิฟรีท]

หนึ่งในหกเทพ เป็นอัคคีเทพ และแม้จะเคยมอบเพลิงแห่งปัญญาแก่มวลมนุษย์ แต่ด้วยความโอหังก็ทำให้มนุษย์หันมาแว้งกัดอิฟรีทที่เคยอุ้มชูพวกเขา เป็นต้นเหตุของจลาจลที่นำไปสู่สงครามระหว่างเทพ

ในท้ายที่สุด อิฟรีทก็พ่ายแพ้ต่อดาบของบาฮามุท จนร่างร่วงลงไปนอนแผ่หลาอยู่บนยอดเขาราวาโท และหลับใหลนับแต่นั้นมา

[Royal Guard]

หน่วยรบพิเศษที่ขึ้นตรงต่อราชวงศ์ลูซิสก่อนที่จะมีการก่อตั้งหน่วย Kingsglaive ขึ้นมา

Royal Guard ทำงานเป็นกลุ่มทีละ 4-5 คน ตั้งชื่อรหัสกันตามกัปตันทีม (เหมือนทีมตำรวจของไลท์นิ่งใน FFXIII) โดยมีทีมนิมบัส และคุนมิ (ชื่อจากลูซิของจักรวรรดิมิลิเทส FF Type-0) เป็นสองทีมที่โดดเด่นที่สุด

[Guardian]

รูปปั้นหินแบบ Mass Product ถูกสร้างขึ้นเพื่อคุ้มกันแอมป์กระจายสัญญาณให้บาร์เรียร์เมืองหลวง  มีทั้งโมเดลที่ถูกสร้างตาม The Fierce และ The Rogue

มีข่าวลือว่าวิญญาณของกษัตริย์โบราณองค์อื่น ๆ อาศัยอยู่ในรูปปั้น และวิญญาณเหล่านั้นก็พร้อมที่จะจัดการใครก็ตามที่คิดร้ายต่ออาณาจักรลูซิส

[กำแพงเก่า/กำแพงชั้นเอก - The Mystic]

รูปปั้นหินยักษ์ที่มีวิญญาณของซอมนัส ปฐมกษัตริย์แห่งลูซิสสถิตอยู่ แม้ปกติรูปปั้นนี้จะอยู่นิ่งเฉย แต่รูปปั้นนี้จะตื่นขึ้นจากการหลับใหลเมื่ออาณาจักรตกอยู่ในอันตราย

ตลอด 2 สหัสวรรษที่ซอมนัสคอยเฝ้าดูอาณาจักรมา ไม่เคยมีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นมาก่อน จวบจนกระทั่งวันนี้

Sunday, April 14, 2019

บันทึกของเวอร์สไตล์ใน FFXV -Episode Ardyn-


[21 ส.ค. ปี 715] | บาฮามุท

ในบรรดาเทพทั้งหมด ตัวที่มีข้อมูลน้อยที่สุดคือบาฮามุท แทบไม่มีชื่อเขาปรากฏอยู่ในบันทึกต่าง ๆ เลย

บางตำนานกล่าวว่าบาฮามุทได้เลือกราชามาปกครองลูซิส และมอบแหวนในตำนานกับคริสตัลให้แก่ผู้ถูกเลือก

เวอร์สไตล์คิดว่าเรื่องพวกนี้ฟังดูเหมือนนิทานที่ราชวงศ์ลูซิสแต่งขึ้นเพื่อแสดงถึงพลังอำนาจของพวกเขา ทว่าถ้าได้ไปเยี่ยมเยียนคนสนิทของตระกูลลูซิสที่เทเนแบร (ตระกูล Fleuret) ก็อาจจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดียิ่งขึ้น

[9 เม.ย. ปี 716] | เดม่อน

เวอร์สไตล์ในวัยเด็กเจอเดม่อนครั้งแรก เป็นหมาปิศาจธรรมดาที่พลาสโมเดียมผิดเพี้ยน แต่แทนที่จะกลัว ใจของเขาดันปกคลุมด้วยความตื่นเต้นยินดี ราวกับพิษ Miasma ที่แพร่กระจายปลิดชีวิตและแสงสว่างทั่วแผ่นดิน

บางคนหาว่าเขาวิกลจริต ประณามที่เขาทดการวิจัยเรื่องโรคระบาดร้ายที่เป็นแล้วตายสถานเดียว

แต่เวอร์สไตล์คิดว่าการทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราหวาดกลัว ทั้งเทคโนโลยีมาจิเทคของยุคโบราณ และทั้งเรื่องเดม่อนในทุกวันนี้ ล้วนเป็นก้าวสำคัญไปสู่ความหยั่งรู้

[2 พ.ค. ปี 716] | ทูตสวรรค์ (The Messenger)

มีบันทึกเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่เขียนถึงทูตสวรรค์หลงเหลืออยู่

คณะขุดสำรวจของพวกเขาที่ไปยัง Taelpar Crag ได้ค้นพบข้อมูลที่น่าสนใจผ่านการบอกเล่าปากต่อปากจากการสำรวจรอบดินแดนนั้น

จากที่ได้ยินมา เทวดาเหล่านั้นได้ต่อสู้เคียงข้างเทพที่ตนรับใช้ในสงครามแห่งเทพ

โดยเทวดาผู้ติดตามอัคคีเทพอิฟรีทผู้ทรยศ ได้ถูกลบจากหน้าประวัติศาสตร์ไปหลังพ่ายแพ้ต่อน้ำมือของเทพองค์อื่น นอกจากนั้นเราก็แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับทูตสวรรค์ แต่เวอร์สไตล์ตั้งใจจะแสวงหาข้อมูลเรื่องนี้ต่อไป

[21 มี.ค. ปี 717] | โรคแห่งดวงดาว

โรคระบาดที่ทำลายดวงดาวแห่งนี้เมื่อหลายศตวรรษก่อนได้หายสาบสูญไปนานแล้ว พร้อมกับความรู้เกี่ยวกับมอนสเตอร์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมา

แต่เมื่อมีการค้นพบพลาสโมเดียมกลายพันธุ์ในใต้ดิน คำว่าเดม่อน จึงกลับเข้ามาอยู่ในพจนานุกรมของพวกเราอีกครั้ง

เวอร์สไตล์สงสัยว่าทำไมจู่ ๆ โรคระบาดนั้นถึงกลับมาได้ล่ะ? และตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า น่าจะเป็นเพราะการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในช่วงครึ่งหลังของสหัสวรรษ

แม้ว่าการนำเทคโนโลยีมาจิเทคมาใช้จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วจักรวรรดิเป็นอย่างมาก แต่การขยายพรมแดนออกไป อาจไปกระตุ้นให้พลาสโมเดียมที่อยู่สงบนิ่งมาอย่างยาวนานกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว การระบาดที่แท้จริงของโรคแห่งดวงดาว คงพึ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

[6 ต.ค. ปี 719] | มังกรแห่ง Taelpar

ทีมงานที่ถูกส่งไปยังหุบเขา Taelpar Crag ไดกลับมาพร้อมรายงานที่น่าทึ่ง : ยานของพวกเขาถูกโจมตีโดยมังกรบินทันทีที่เข้าไปยังหุบเขาแห่งนั้น

พอได้ยินแล้วเวอร์สไตล์ก็นึกถึงเนื้อหาเรื่องนักดาบในตำนาน (กิลก้าแมช) ที่ปกป้องปฐมกษัตริย์แห่งลูซิส ด้วยดาบในมือและมีมังกรอยู่ข้างกาย (Enkidu ของภาคนี้) หมายความว่าสิ่งที่พวกนั้นเจอ ได้ปกป้องหุบเขาแห่งนั้นมานานร่วม 2 สหัสวรรษ

และหากว่าตำนานของลูซิสเรื่องนี้เป็นความจริงแล้ว บางทีพวกนิทานต่าง ๆ ของลูซิสอาจไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวลือ รวมถึงเรื่องของ "ผู้ที่ไม่มีวันตาย" ด้วย


[12 พ.ย. ปี 720] | ยอดเขา Ravatogh

หลังได้รับข้อมูลจากเพื่อนมาเป็นการส่วนตัว เวอร์สไตล์จึงส่งทีมขุดค้นไปยังยอดเขา Ravatogh

ในขณะที่พวกเขาไม่สามารถเคลื่อนย้ายร่างไตตันที่ Disc of Cauthess ได้ แต่การเคลื่อนย้ายร่างของอิฟรีทไม่น่ามีปัญหาใด ๆ หากทีมของเขาสามารถไปถึงยอดเขาได้สำเร็จ

ตำนานกลาวไว้ว่าในสมัยโบราณ อิฟรีทได้มอบเปลวไฟให้แก่มนุษย์ และเพลิงแห่งปัญญานั้นได้สร้างรากฐานของอารยธรรมโซลไฮม์ขึ้นมา และเมื่อเขาได้เพลิงในตำนานไว้ในกำมือแล้ว ก็เป็นก้าวแรกสู่การเป็นเทพของเวอร์สไตล์

[9 ธ.ค. ปี 720] | การต่อสู้กับเวทมนต์ของชาวลูซิส

การที่ทหารลูซิสต้องพึ่งพาพลังเวทย์จากราชวงศ์นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ และเวอร์สไตล์ก็เชื่อว่ากองทัพลูซิสคงไม่เปลี่ยนแปลงกลยุทธใด ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย

ดังนั้น พวกเขาก็น่าจะวางแผนหาทางยับยั้งความสามารถดังกล่าวนั้น เวอร์สไตล์คิดหาวิธีสะกดพลังเวทย์ของลูซิสมานาน และว่าจะสร้างอุปกรณ์แทรกแซงการส่งพลังเพิ่มเข้าไปในคลังอาวุธมาจิเทค (สุดท้ายก็ออกมาเป็นเรื่องคลื่นทลายกำแพง ที่ปรากฏใน Chapter 12-13)

แต่คงต้องใช้เวลาอักสักระยะกว่าจะทำตัวต้นแบบเสร็จ ข้อมูลจากการต่อสู้นั้นจะช่วงทำให้การพัฒนาเสร็จเร็วขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับพวกเทพ (ภายหลังในปี 745 ศิวะก็แพ้จักรวรรดิ เพราะผลจากอุปกรณ์นี้ไปลดทอนพลังของเทพได้ด้วย)

[17 ม.ค. ปี 721] | อดาเจียม

เวอร์สไตล์เลิกล้มความสนใจเรื่องอดาเจียมไปนานแล้วเพราะคิดว่าเป็นแค่นิทานไร้สาระธรรมดา

ทว่าล่าสุดหลังค้นพบตำราโบราณในสุสานกษัตริย์ลูซิสแห่งหนึ่ง ตำรานั้นกลับยืนยันว่าอดาเจียมมีตัวตนอยู่จริง

ตำรานั้นบอกว่าอมนุษย์ที่ถือกำเนิดจากความมืด มีชีวิตอยู่ในเกาะ Angelgard มาราว 2 สหัสวรรษ และชาวลูซิสหวาดกลัวต่อพลังเหนือมนุษย์ และศักยภาพในการทำลายล้างของมัน

เวอร์สไตล์คิดว่าการปล่อยพลังแบบนั้นไว้เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไร เป็นการโคตรเสียโอกาส ป่านนี้พวกกองทัพก็กำลังเย้ยหยันนักวิจัยอย่างเวอร์สไตล์ ที่ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องทหารมาจิเทคและการศึกษาเดม่อนอย่างเป็นรูปธรรม เวอร์สไตล์จึงคิดว่าถ้าจับอดาเจียมมา และควบคุมความลับที่มันกำไว้ได้ ก็จะได้เป็นฝ่ายหัวเราะในท้ายที่สุด

[27 ก.ย. ปี 721] | ทัดเทียมกับความเป็นเทพ

เวอร์สไตล์รู้สึกตื่นเต้นตกใจมาก เมื่อพบว่ามอนสเตอร์ที่เรียกว่าอดาเจียมนั้น แท้จริงแล้วก็คือ อาร์ดีน ลูซิส ไคลัม พี่ชายของปฐมกษัตริย์แห่งลูซิส

การได้คุยกับคนที่มีชีวิตอยู่มาหลายร้อยปีแบบนี้ ทำให้เขาปลาบปลื้มยินดีเหนือคำบรรยายใด ๆ

อาร์ดีนแสดงพลังที่น่าทึ่งออกมาให้เห็นเรื่อย ๆ ไม่เพียงแต่อาร์ดีนจะสามารถดูดซับพิษเดม่อน (Daemonic Miasma) เข้าไปในร่างได้แล้ว ยังสามารถส่งต่อโรคร้ายนี้เข้าไปยังตัวผู้อื่นได้ด้วย

อาร์ดีนยังบอกไว้ว่าเวลาทำแบบนั้น เขาจะเห็นความทรงจำแวบหนึ่งจากจิตใจของคน ๆ นั้นด้วย ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ก็แปลว่าชายคนนี้ได้รับพรทั้งชีวิตอันเป็นนิรันดร์ และความรู้อันเป็นอนันต์ นี่มันเทพชัด ๆ!