Saturday, April 18, 2020

ทฤษเฎาตอนจบ Rebuild of Final Fantasy VII


ทฤษเฎาตอนจบ Rebuild of Final Fantasy VII
"Cruel One-Winged Angel's Thesis"
จินตนากาวโดย FFplanet

**Spoiler Alert!!! เนื้อหาบรรทัดถัดไปนี้ คือการ Full Spoil Final Fantasy VII Remake ขอให้เล่นให้จบก่อน จึงค่อยเข้ามาอ่านครับ**

---------------------------------------
เรียงข้อมูลที่ได้มา
---------------------------------------

ก่อนจะเข้าสู่บทสรุป ผมอยากเรียงหลักฐานและข้อมูลเด่น ๆ ที่รวบรวมกันมาได้ก่อน

(a) การมีอยู่ของ Timeline ที่ 3

หากนับว่า FFVII Original คือ Timeline ที่ 1, FFVII Remake คือ Timeline ที่ 2 แล้ว ภาพฉากจบเกมแซ็คที่ก้าวข้ามพรหมลิขิตและโกงความตาย เอาชนะทหารนับพันนายมาได้ แล้วก็มีถุงมันฝรั่งซึ่งมีเจ้าหมา Stamp แบบที่เราไม่คุ้นหน้าปลิวผ่านอย่าง Close Up - Slow Motion การที่หมาเป็นคนละพันธุ์นั้น คือหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกว่าโลกนี้เป็นโลกคนละ Timeline กับ 1 และ 2 ซึ่งผมขอเรียกว่าเป็น Timeline ที่ 3 นั่นเอง

คำถามน่าสนใจที่เกิดขึ้นคือ แล้วคุณโนมุระ โชว์การมีอยู่ของ Timeline ที่ 3 ขึ้นมาทำไม?

(b) แอริธที่ยังไม่มุ้ฟอรจากแซ็ค

ตัวแอริธใน Timeline Remake นี้มีนิสัยค่อนข้างต่างจากตัวออริจินอล โดยประเด็นที่น่าสนใจหนึ่งคือ เธอแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอยังไม่มุ้ฟอรจากแซ็ค

เหตุการณ์ที่คลาวด์และแอริธคุยกันที่สนามเด็กเล่นใน Chapter 8 ช่วงประโยคจากภาคออริจินอลที่คลาวด์ถามแอริธถึงรักแรกว่า "คบกันจริงจังงั้นรึ?" แล้วแอริธตอบ "เปล่านะ แค่ชอบอยู่พักนึง" มันโดนตัดทิ้งไป... แล้วถัดมาตอนคลาวด์ถามว่าคนที่เป็นรักแรกของเธอชื่ออะไร จากออริจินอลที่แอริธตอบว่า "ช่างมันเถอะ" ในภาครีเมคนี้แอริธกลับตอบมาเต็มปากเต็มคำว่า "แซ็ค" เพียงแต่คลาวด์โดนเซลล์เจโนว่ากลบให้ไม่ได้ยิน หลังจากนั้นเธอยังพูดกับตัวเองอีกว่า "ต้องมองไปข้างหน้า ไม่ย้อนกลับสินะ"

ถัดมาในเหตุการณ์ต้น Chapter 14 ที่แอริธพูดกับคลาวด์ในความฝันว่า "จะรักฉันไม่ได้นะ ต่อให้เธอคิดว่ารัก แต่นั่นมันไม่ใช่รักจริง...."

แล้วจบที่ Chapter 18 ซึ่งแอริธรู้สึกได้ถึงแซ็คอีก Timeline นึง... แล้วเธอก็พูดขึ้นว่า "ฉันคิดถึง... ท้องฟ้าเหล็กนี้" ซึ่งจากบริบทที่เธอกำลังรู้สึกถึงแซ็คในอีก Timeline ที่กำลังเดินเข้าสู่มิดการ์ มันก็อาจแปลได้ว่าเธอคิดถึงแซ็ค และช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันในเมืองมิดการ์

หรือในเวอร์ชั่นญี่ปุ่นซึ่งแอริธพูดว่า "เกลียดท้องฟ้าจัง" ภายใต้บริบทที่ฝนกำลังตกลงมาอยู่นั้น ก็อาจสื่อว่าแอริธปรารถนาจะอยู่กับท้องฟ้าที่แจ่มใส (Fair) ซึ่งก็คือสื่อถึงแซ็คอยู่ดี ก็อาจสื่อถึงการที่ท้องฟ้าเคยพรากคนสำคัญไปจากเธอ อย่างที่เธอเคยพูดเอาไว้ (อ้างอิง) ซึ่งเท่ากับว่าเป็นคำพูดที่สื่อถึงแซ็คอยู่ดี

(c) ฉากจบส่วนที่ยังไม่ได้นำมาใช้

ฉากดวลกับเซฟิรอธบนซากเมืองมิดการ์แบบ FFVII -Advent Children- ถูกเอามาใช้ใน FFVII Remake แล้ว, ส่วนฉากที่ Spirit Energy ของคลาวด์ โดน Spirit Energy ของเซฟิรอธเรียกไปสู้ด้วยในตอนจบของออริจินอล ก็ถูกเอามาสร้างใหม่ใน FFVII Remake เป็นการต่อสู้กันใน Edge of Creation แล้ว, ไหนจะภาพมาร์ลีนตอนจบ FFVII Remake ที่เหมือนกับของออริจินอลอีก

ส่วนตัวผมคิดว่าซีนที่ถูกนำมาสร้างใหม่ไปแล้ว จะไม่ถูกนำกลับมาทำซ้ำแบบเดิมใน Part ต่อ ๆ ไปอีก

ดังนั้นถ้าจะสร้างฉากจบของภาค Remake ก็อาจจะต้องไปหยิบฉากจบของภาคอื่น อย่างเช่นฉากจบ Advent Children ที่ยังไม่ได้ใช้มาเป็นต้นแบบแทน

(d) เจเนซิสยังไม่ปรากฏตัว

ในหนังสือ Crisis Core -FFVII- Ultimania ช่วง Q&A กับ Scenario Staff มีการอธิบายไว้ว่าเจเนซิสผนึกตัวเองอยู่ในห้องลับใต้ดินของเมืองมิดการ์ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภยันตรายที่จะมาถึงในอนาคต ซึ่งบนโลกที่ไม่มีเซฟิรอธและแองจีลแล้ว เจเนซิสคิดว่าเขาคือคนเดียวที่จะปกป้องโลกใบนี้ต่อไปได้

(e)  Destiny's Crossroad เปิด

ในตอนท้ายของภาคนี้ Destiny's Crossroad ซึ่งเป็นทางแยกของชะตากรรมถูกเปิดออก จาก Destiny's Crossroad นั้นแอริธรู้สึกถึงการมีอยู่ของ Timeline อื่นได้

แล้วจะเป็นไปได้มั้ย... หาก Destiny's Crossroad จะเปิดออกมาอีกครั้งในตอนจบของ Timeline ที่ 2?

---------------------------------------
Cruel One-Winged Angel's Thesis
---------------------------------------

ทฤษเฎาที่ผมอยากจะนำเสนอคือ

1. เรื่องราวหลังจากออกจากมิดการ์ไปแล้ว พวกคลาวด์จะยังคงเดินทางไล่ไปตาม Location ของ Timeline ออริจินอล ก็คือเข้าเมืองคาล์ม ฟาร์มโจโคโบะ ป้อมแร้ง จูน่อน คอสต้าเดลโซล ฯลฯ ไล่ตามหาเซฟิรอธจนไปถึงหลุมทางเหนือนั่นแหละ

สาเหตุที่ควรเป็นแบบนั้นก็เพราะ... เอ่อ ก็ภูมิประเทศมันเรียงกันแบบนั้นน่ะ แถมแต่งเรื่องให้เดินทางไปตามสถานที่เดิมก็ง่ายดี เพียงแต่อาจจะดัดแปลงอีเวนต์ในแต่ละสถานที่ใหม่หน่อย แบบนี้มันทำให้ทำงานง่าย แถมในภาค Remake Part 1 ช่วงครึ่งเกมหลังมาทีมงานก็ได้ทำในลักษณะนั้นมาแล้ว

ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการเดินทางตามชะตากรรมเดิม แบบนี้ผู้คุมชะตาเองก็คงไม่รู้สึกขัดใจแต่อย่างใด

2. แอริธจะไม่ตายในนครที่ถูกลืมเลือน

บอกก่อนว่า ส่วนตัวผมยังไม่อยากเชื่อว่าประโยคที่เซฟิรอธบอกว่า มีเวลา 7 วินาทีก่อนจะจบ น่าจะพอสำหรับแก แต่แกจะทำยังไง? ไว้มาดูกัน" จะเป็นการเตือนถึงเวลาที่คลาวด์มีโอกาสป้องกันความตายให้แอริธ

แต่ส่วนตัวผมรู้สึกว่าการเขียนพล็อตให้คลาวด์ ผิดพลาดแบบเดิมซ้ำ 2 จนเป็นเหตุให้แอริธตาย "มันน่าเบื่อไป" มันไม่ Impact แล้ว และมันไม่เซอร์ไพรส์ และควรท้าทายด้วยการสร้างสิ่งที่แตกต่าง ให้มันลงตัวให้ได้มากกว่า

ดังนั้น ผมจึงเชื่อว่าคราวนี้ในช่วงเวลาเดิมที่แอริธควรจะตาย คลาวด์จะปกป้องเธอไว้ได้สำเร็จ

3. แต่คลาวด์จะสติแตก และสูญเสียสิ่งสำคัญยิ่งกว่าเดิม

ถึงป้องกันชีวิตของแอริธไว้ได้ แต่ผมว่าชะตากรรมที่คลาวด์จะต้องสติแตก ตกลงไปสู่จุดที่ตกต่ำที่สุดของชีวิต และต้องมุ้ฟอร ก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบาก และลุกขึ้นมาให้ได้ นั่นคือชะตากรรมที่ต้องคงอยู่ และนั่นคือจุดสำคัญที่จะทำให้คลาวด์กลายเป็นคนที่เติบโตและแข็งแกร่งได้ (และคุณโนมุระก็ชอบที่คลาวด์ตกสู่จุดตกต่ำที่สุดของชีวิต และกลับมายืนได้)

ใน Timeline ออริจินอล คลาวด์สูญเสียแอริธไป และโดนเซฟิรอธหลอกว่าตัวเองไม่ใช่คลาวด์ แต่เป็นร่างย้อนรวมที่เซลล์เจโนว่า ลอกเลียนความทรงจำของคลาวด์ตัวจริงมา ทำให้คลาวด์สับสน ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร หลงคิดว่าตัวเองเป็นเพียงร่างทดลอง แล้วก็เป็นบ้า

ใน Timeline Remake ถึงคลาวด์จะปกป้องแอริธได้ แต่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียสิ่งสำคัญยิ่งกว่าเดิม (ซึ่งผมว่าก็ไม่ใช่ชีวิตของทิฟาหรอก) และก็ต้องสติแตกหนักกว่าเดิม คราวนี้จะโดนหลอกยังไงไม่รู้ แต่ต้องเป็นปมปัญหาที่หนักยิ่งไปกว่าเดิม มันถึงจะ Impact ผู้ที่เล่นภาคออริจินอลมาได้

4. Final Battle

อย่างแรกผมเชื่อว่าแอริธจะอยู่ในปาร์ตี้เราไปจนถึงสู้บอสใหญ่

ซึ่งบอสใหญ่อาจจะเป็นเซฟิรอธก็ได้, แต่หากไม่ใช่เซฟิรอธ หากมีตัวละครใหม่ที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าเซฟิรอธไปอีก เจเนซิสที่ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล จะปรากฏตัวขึ้นมาเพื่อร่วมหยุดยั้งมัน

ทั้งนี้ผมเชื่อว่าก่อนจะไปถึง Final Battle อาจจะต้องมีการ Time Skip ด้วย เพราะตามประวัติศาสตร์ออริจินอลแล้ว ช่วงที่เจเนซิสตื่นขึ้นมาคือปี 0010 หรือ 3 ปีหลังจากภาคออริจินอล บางทีคุณโนมุระก็อาจจำเป็นต้องทำให้ทำให้คลาวด์สลบและหลับไปนาน ๆ (อาจเป็นช่วงสติแตกนั่นแหละ) พอตื่นขึ้นมาเวลาก็ผ่านไปหลายปีแล้ว ซึ่งก็คือมุกเดียวกับ Rebuild of Evangelion 3.00

ซึ่งด้วยระยะเวลาที่ห่างกันขนาดนั้น พอตื่นมาแล้วเวลาผ่านไปหลายปี ก็จะสามารถเอาองค์ประกอบจากภาค Advent Children และ Dirge of Cerberus มายำลงรวมกันไปได้ด้วยนั่นเอง

5. แอริธจะข้ามไปอยู่ Timeline ที่ 3

ในตอนจบของ Part 1 ผมเกิดคำถามขึ้นทันทีว่าคุณโนมุระจะโชว์ Timeline ที่ 3 ขึ้นมาทำไม? แต่เมื่อผมเห็นว่าแอริธยังไม่มุ้ฟอรจากแซ็ค มันก็ทำให้ผมเกิดความคิดขึ้นว่า...

คุณโนมุระโชว์ Timeline ที่ 3 เพื่อแสดงการมีอยู่ของ Timeline ที่แอริธคนนี้จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข

ถ้าแอริธข้าม Timeline ไปแล้ว จะเกิดผลดีกับใครบ้าง

- เธอคนนี้มีความสุขที่ได้อยู่กับแซ็ค
- แซ็คก็มีความสุข
- ผู้คุมชะตาก็ดีใจที่ไล่นังนี่ออกไปได้
- Timeline เป็นไปตามเดิม พวกปาร์ตี้ของคลาวด์ก็เหลือคนอยู่เหมือนเดิม ไม่มีแอริธเหมือนเดิม

ในเมื่อแอริธอยากให้เราปกป้องโลกจากเซฟิรอธให้ได้ หากเราทำได้สำเร็จแล้ว เธอจะหมดห่วง และสามารถจากโลกนี้ไปได้อย่างสบายใจ ผมจึงรู้สึกว่า... เธอจะไม่ได้อยู่กับพวกของคลาวด์ในตอนจบ

6. ฉากจบเกมแบบ Advent Children

ผมเชื่อว่ายังไงในช่วงท้ายเกม Destiny's Crossroad สีขาว จะเปิดขึ้นมาอีกครั้ง... และน่าจะเปิดตั้งแต่ก่อนจะ Final Battle

ระหว่างสู้กับบอสใหญ่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเป็นใคร ตอนแรกคลาวด์จะสู้ไม่ได้ แล้วแซ็คจาก Timeline ที่ 3 จะปรากฏตัวขึ้นมา ถามคลาวด์แบบใน Advent Children Complete ว่า... "ต้องให้ช่วยมั้ย?"

แล้วคลาวด์ก็ปฏิเสธความช่วยเหลือแบบเดิม และเข้าไปสู้จนเอาชนะบอสใหญ่ได้ (ตามสูตร)

จากนั้นในช่วงจากลา แอริธที่หมดห่วงแล้ว ก็จะเข้าใจและร่ำลากับทุกคน...

เธอเดินเข้าไปใน Destiny's Crossroad อันสว่างวาบที่เชื่อมไปยัง Timeline ที่ 3 ซึ่งแซ็คยืนรออยู่

แล้วก็หันมายิ้มให้คลาวด์... ซึ่งคลาวด์ก็ยิ้มตอบ แล้ว Destiny's Crossroad ก็ปิดลง

จากนั้นไปคือ Timeline ที่ 2 ที่คลาวด์และพรรคพวก ก็ได้ใช้ชีวิตกันต่ออย่างมีความสุข คลาวด์เองก็สบายใจแล้ว และได้อยู่กับทิฟาของ Timeline นี้อย่างลงตัว ไม่ทำให้เธอปวดหัวแล้ว




ภาพสุดท้ายก็คือภาพถ่ายหมู่ของทุกคนหน้าบาร์ Seventh Heaven ในเมืองเอจด์ และตัดไปยังภาพ Buster Sword ที่ถูกนำไปปักไว้ภายในโบสถ์ตามเดิม

No comments:

Post a Comment