Friday, April 30, 2021

KHUχ ความมืดทั้ง 6 และจุดอ่อนของยามิ

 EN : https://youtu.be/l6-BSZfqhLQ

ขยายความ Kingdom Hearts Union χ ตอนล่าสุด

..................................................

[ด้านนอกห้องพัก]

จากตอนที่แล้วที่เวนบอกว่าจะทำให้ยามิมีร่างอีกครั้ง แปลว่าเวนน่าจะทำให้ยามิ สิงกลับเข้าไปในร่างตัวเองอีกรอบ ลอวเรียมกำลังเฝ้าดูแลเวนตุสที่หมดสติไปคนเดียว โดยคนอื่น ๆ รออยู่นอกห้อง

เรา เอเฟมร่า สคูลด์ ยืนคุยกัน

เอเฟเมร่าบอกว่า อวาเคยสอนว่าเมื่อโลกปกคลุมด้วยความมืด ก็จะเพียงเข้าสู่การหลับใหล (ไม่ใช่ว่าจะจบสิ้นลง) อาจจะไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เขายังมีหวังอยู่

แล้วก็มีคนเดินมาทักเรา 3 คน


[ภายในห้องพักที่เวนนอนอยู่]

ภายในห้อง ลอวเรียมขอโทษเวนที่หลับอยู่ เขารู้อยู่แล้วว่าเวนไม่ได้เป็นคนผิด เขาก็แค่โกรธ และอยากหาเป้าหมายที่จับต้องได้ในการระบาย ซึ่งที่จริงคนผิดก็คือยามิ มันอาจฟังดูเห็นแก่ตัว แต่ก็เป็นอารมณ์ที่เกินกว่าเขาจะแบกรับไหว

ลอวเรียมยังถามเวนที่หลับอีกว่า ยามิหายไปแล้ว หรือเพียงกลายเป็นส่วนหนึ่งของนายอย่างที่นายพูดไว้ หากว่าเป็นงั้น ฉัน....

แล้วลอวเรียมก็เหมือนได้ยินเสียงของสเตรลิตเซีย พูดขึ้นว่าความโกรธ เกลียด เศร้า นั่นคือสิ่งที่พวกมันต้องการนะ พี่ต้องปล่อยวางไปให้ได้

แล้วเอเฟเมร่าก็เคาะประตูเข้ามา บอกว่ามีคนมาหา


เอลเรน่าคือคนที่มาหา เธอบอกว่าไม่กี่วันก่อน จิริธีเห็นคนที่อาจเป็นสเตรลิตเซีย ใส่ชุดคลุมสีขาว เดินจากเนินเขาลงสู่ตัวเมืองไปพร้อมกับคนชุดดำ

เอเฟเมร่างงว่า ชุดดำที่ว่าคือคีย์เบลดมาสเตอร์สักคนรึเปล่านะ?

จิริธีก็ว่าอาจจะเป็นมาสเตอร์ฯ หรือลูซูก็ได้

เบรนแย้งว่ามาสเตอร์ฯ ไม่น่าจะอยู่ที่นี่ (ใน Data World) ต่อให้ที่นี่เป็นโลกจริงก็เถอะ (แกก็น่าจะฟ้าวไปอนาคตหรือโลกเบื้องหลังแล้ว)

แล้วเบรนก็นึกได้ว่า Data World ถูกสร้างขึ้นเป็น Back up ของโลกจริง เก็บข้อมูลโลกก่อนเกิดสงครามคีย์เบลดไว้ ข้อมูลของสเตรลิตเซียก็ด้วยเหมือนกัน

ลอวเรียมงงว่า ไม่ใช่ว่าเก็บข้อมูลเฉพาะสถานที่ แต่ไม่รวมผู้คนเหรอ? ไม่งั้นแปลว่าก็ต้องมีข้อมูล Data ของพวกเขาอยู่ด้วยสิ

เบรนบอกว่าใช่ ข้อมูลพวกเราก็อยู่ด้วย (ถึงได้สู้กับร่าง Data Version ของคนอื่นใน PvP ได้ไง) มันอาจจะถูกล็อกอยู่แล้วไม่มีใครไปแตะต้อง งี้เอลเรน่า ก็อาจจะเห็นร่าง Glitch ของสเตรลิตเซีย หรืออาจจะมีใครสักคนสามารถเข้าถึงข้อมูลของสเตรลิตเซียได้

ลอวเรียมบอกกุงง ถ้ามีข้อมูลของเธออยู่ แปลว่าเราสามารถเอาเธอกลับมาได้ใช่มั้ย

เบรนบอกกุก็ไม่รู้

สคูลด์งงว่าจะเป็นฝีมือใครได้ ก็มาสเตอร์ฯ ออกไปกันหมดแล้ว

ลอวเรียมว่าถ้าเรากลับไปยังโลกจริงกัน อาจจะได้เบาะแสมากขึ้น

เบรนบอกงั้นก็ต้องใช้อาร์คที่ชั้นใต้ดิบกลับไปยังโลกจริง แต่มันอาจจะเชื่อมโยงกับจุดจบของโลก


[โลกแห่งความจริง ห้องเก็บอาร์ค]

ด้านยามิอีกตัว กำลังงงว่าลูซูส่งร่างใครไปยังอนาคต แต่นั่นก็ทำให้อาร์คบนโลกจริงเหลือแค่ 5 ลำ ใครจะได้ใช้กันนะ

ลูซูถามว่าแกไม่ได้อ่านตำรามาแล้วเหรอ ยามิบอกมันไม่ใช่ส่วนที่เขาสนใจ

ยามิถามว่าฝึกพวกผู้ใช้คีย์เบลดนี้มาตั้งนาน เพียงเพื่อจะขังและทิ้งไว้ใน Data World เนี่ยนะ? เพราะอะไรล่ะ?

ลูซูบอกว่า ใครจะไปรู้ว่ามาสเตอร์ฯ คิดอะไรอยู่

ยามิถามว่าแล้วยังจะทำตามเนี่ยนะ? ลูซูถามว่าทำไมจะไม่ทำล่ะ ถึงแม้จะไม่รู้เหตุผลทุกอย่าง แต่เขาก็พอเดาได้

ยามิแย้งว่า แต่ก็ไม่แน่ใจในว่าเดาถูกรึเปล่าไม่ใช่เหรอ?

ลูซูก็บอกว่าไม่แน่ใจ แต่เขาแน่ใจอย่างนึงว่า มาสเตอร์ฯ ไม่ใช่พวกของยามิ

ยามิบอกว่าพวกกุก็ไม่ชอบแสงสว่าง และก็จะแพร่กระจายไปทั่ว Data World แล้วติดตามผู้ถูกเลือกไปยังอนาคต ไปยึดครองโลกที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นมา

ลูซูว่า ไม่ว่าจะไปยังโลกไหน เวลาใด ก็จะเจอแกสินะ แล้วก็เลยเรียกคีย์เบลด No Name ขึ้นมา

ยามิบอกว่าแกถูกสั่งห้ามแทรกแซง ห้ามช่วยแดนดิไลออนไม่ใช่เหรอ?

ลูซูก็บอก เขาไม่ได้ทำเพื่อพวกนั้น เขาทำเพื่อตัวเอง

ยามิบอกว่าเขาไร้รูปร่าง ทำลายไม่ได้หรอก

แต่ลูซูบอกยิ่งพวกแกอยู่แบบไร้ร่างจับต้องได้นานเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสลายหายไปมากขึ้น... สมัยที่มาสเตอร์ฯ เป็นเด็ก ยามิมีรูปร่างใช่มั้ย แต่พวกแกทิ้งร่างเพื่อเอาชนะแสงสว่าง ตอนนั้นพวกแกยังเป็นหนึ่งเดียว แต่แล้วก็ค่อย ๆ รู้สึกตัวว่าพอไม่มีร่างแล้ว ก็ไม่สามารถรักษาเจตจำนงค์ให้ยังคงเป็นหนึ่งเดียวกันไปตลอดได้ ดังนั้น ยังไงเสียพวกแกก็ยังต้องการกายหยาบ พวกแกเรียกว่าการติดเชื้อและแพร่เชื้อ แต่ที่จริงพวกแกก็แค่ช่วงชิงร่างกายที่มีหัวใจอยู่ พวกแกพูดเหมือนเป็นแผนใหญ่โต ที่จริงก็แค่น่าสมเพช โดยที่พวกแกไม่รู้แผนที่แท้จริงของมาสเตอร์ฯ ด้วยซ้ำ


แล้วลูซูก็ถามว่านอกจากแกแล้ว (ยามิตัวที่ช่วยมาเลฟิเซนต์) ยังมีเงามืดอีก 5 คนที่มีเจตจำนงค์ต่างกันใช่มั้ย, อย่างน้อยตัวนึงอยู่ใน Data World แล้วอีก 4 ตัวอยู่ไหน?

ยามิก็บอกว่าหลังสงครามคีย์เบลดพวกเขาทั้ง 6 อยู่ใน Data World ส่วนเขากลับออกมามาโลกจริงพร้อมมาเลฟิเซนต์

ลูซูก็บอกว่างั้นมีแกคนเดียวที่ขวางชั้นอยู่ ยามิบอกว่าสำหรับเขาก็เช่นกัน แล้วววว ยามิก็เข้าโหมดเตรียมต่อสู้

(น่าจะเข้าไปสิงร่างลูซู)


[Data World ห้องเก็บอาร์ค]

ใน Data World ชั้นใต้ดิน ทุกคนมาถึงแล้ว เอเฟเมร่านับอาร์คได้เพียง 6 ลำ

ลอวเรียมบอกมาเลฟิเซนต์ใช้ลำที่ 7 ไปแล้ว

เอเฟเมร่านับสมาชิกว่าพวกเรามี 7 คน แต่เหลือยาน 6 ลำ ก็ขาดไป 1

ส่วนเบรนบอกว่ายานเสียไป 1 ทำให้เดินทางไปได้แค่ 5 คน


เบรนเช็คคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้เห็น Daybreak Town ของจริงที่กำลังถูกพายุถาโถมและ Glitch อาละวาด

สคูลด์และเราแย้งว่า ถ้าพวกเราออกไป แล้วแดนดิไลออนคนอื่น ๆ นอกจากพวกเราที่ออกไปไม่ได้ล่ะ?

เบรนบอกว่าพวกเขาก็จะเข้าสู่การหลับใหล ก็เหมือนคอมพิวเตอร์ใน Sleep Mode อย่างที่อวาสอนไว้ว่าเมื่อทุกอย่างปกคลุมด้วยความมืด โลกจะเข้าสู่การหลับใหล มาสเตอร์ฯ จึงสร้าง Data World เป็น Back Up เป็นสถานที่หลบภัยที่พวกเราจะอยู่ได้อย่างปลอดภัย และถ้ามีอะไรทำให้โลกนี้หยุดนิ่งลง ก็สามารถ reboot และ restore ขึ้นมาใหม่ได้ ดังนั้นจุดจบของโลกนี้จึงไม่เหมือนจุดจบจริง ๆ มันก็เป็นแค่ sleep mode

(ถึงตรงนี้ผมชักคิดว่าในตอน KH2 ทั้งร็อคซัส ริคุ แอ็คเซล อันเซม ยังเข้าออก Data World ได้ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากเลย)

เอเฟเมร่าทวนว่างั้นก็ไม่ต้องห่วงโลกนี้ (Data World) สินะ

เบรนบอกว่าแล้วเมื่อเราใช้อาร์คกลับไปยังโลกจริงแล้ว ก็ต้องใช้อาร์คของโลกจริงอีกรอบ เพื่อไปยังที่ ๆ เราต้องไล่ตามไป แต่การหลบหนีมันใช่คำตอบที่ถูกต้องรึเปล่านะ?

ลอวเรียมว่าจะอยู่รึไป มันก็เหมือนการวัดดวง

เบรนบอกว่าถ้าไม่มีใครไปเลย ก็จะไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ Data World นี้ ก็จะไม่มีใครช่วยคนที่ถูกทิ้งไว้ที่นี่ได้

เบรนก็ว่างั้นเขากับเอเฟเมร่าควรจะแบ่งทีมกัน

เอเฟเมร่าเห็นด้วย แล้วบอกว่าเบรนควรจะออกไปยังโลกจริง แล้วช่วยทุกคน แบบนั้นน่าจะทำให้ทุกคนมีโอกาสรอดมากที่สุด


สคูลด์บอกว่าพวกเธอที่เป็นแกนนำรุ่นสองควรต้องรับผิดชอบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้น เอลเรน่า เวนตุส กับตัวเรา กลับไปยังโลกจริงเถอะ

ส่วนลำสุดท้าย สคูลด์บอกให้ลอวเรียมใช้เถอะ ถ้าในอนาคตมีโอกาสที่สเตรลิตเซียจะกลับมา ลอวเรียมก็ควรไปอยู่ที่นั่นเพื่อเธอ

เอลเรน่าจะบอกว่าเธอไม่ควรได้ไปเลย แต่ลอวเรียมปลอบว่าสมควรสิ เธอเป็นคนทำให้เขามีความหวัง ดังนั้น ได้โปรดช่วยเขาตามหาสเตรลิตเซียด้วยเถอะ

เบรนบอกว่า เมื่อเขาออกไปแล้ว เขาสัญญาว่าจะหาทางช่วยทุกคนที่อยู่ใน Data World ให้ได้

แล้วตัวเราก็บอกว่า เราจะอยู่ที่นี่ เราเองไม่ได้เป็นแดนดิไลออนด้วยซ้ำ (แค่โดนเอเฟเมร่ากับสคูลด์ช่วยพาเข้ามา) จะอยู่ใน Data World นี้ต่อในฐานะเพื่อนของเอเฟเมร่า ถ้านายอยู่ ชั้นก็อยู่ แล้วก็ไม่อยากจะต้องรอคอยนายอีกแล้ว

สคูลด์บอกว่าเธอเองก็จะไม่ทิ้งสองคนไว้

เบรนว่า งั้นอาร์คลำสุดท้าย ก็เก็บไว้ก่อนละกัน บางทีเขาอาจค้นพบวิธีช่วยพวกนายสามคนพร้อมกันก็ได้

แล้วเอเฟเมร่า ก็ให้ลอวเรียม พาเวนตุส และเอลเรน่าขึ้นยานไป

ส่วนเบรน ก็ทำพิธีสืบทอดคีย์เบลด Master Keeper ให้กับเอเฟเมร่า แล้วยังให้ตำราพยากรณ์ที่เขาได้มาอีกด้วย เบรนบอกว่าท้ายที่สุดเขาก็ไม่ได้เปิดดูเลย ถ้าจนตรอกจริง ๆ แล้ว อย่าลังเลที่จะเปิดดูล่ะ มันจะช่วยเหลือนายในคราวคับขัน

เอเฟเมร่าบอกว่าเขาจะรับไว้ แต่เขาก็รู้สึกวามันเป็นของเบรน มาสเตอร์อวา มอบให้เบรน ก็เพราะเหตุผลบางอย่าง

เบรนบอกว่านึกว่าจะดีใจซะอีก เห็นอวาบอกว่าเอเฟเมร่าอยากจะอ่านตำราฯ นี้มานานแล้ว นอกจากนี้ที่อวาให้ฉันมา ก็เพราะรู้ว่าฉันจะเอามาให้นายต่อแบบนี้ ขอให้หัวใจเป็นกุญแจนำทางนะเอเฟเมร่า แล้วเขาจะกลับมาช่วย

เบรนก็ขึ้นไปในอาร์คลำสุดท้าย

แล้วเอเฟเมร่า ก็ถามเราว่าแน่ใจนะที่ไม่ไปด้วย เราก็บอกว่าเราอยู่ในที่ ๆ อยากอยู่แล้ว


เอเฟเมร่าก็ปิดประตูอาร์ค แล้วกดเดินเครื่องส่งเพื่อนทั้ง 4 กลับสู่โลกแห่งความจริง

SaGa Frontier Remastered เนื้อเรื่อง Fuse-T260G

เนื้อเรื่องฟิวส์-T260G


คล้าย ๆ กับเส้นเรื่องเดิมของ T260G ต่างกันแค่ฟิวส์เป็นคนไปช่วยไธม์จากมาเฟียในดาวสแครป

แล้วตอนท้ายเรื่องลีโอนาร์ดก็เรียกฟิวส์ ให้ตามไปสมทบที่ฐานของ RB3 เลย

หลังชนะ Core ของยานอวกาศที่สร้างมาเพื่อทำลายล้างจักรวาลได้ ลีโอนาร์ดที่บันทึกภาพไว้ตลอด ก็บอกว่าพวกเราน่าจะปล่อยคลิปการต่อสู้ระหว่างพวกนายกับ RB3 ออกไปเผยแพร่ให้โลกรู้นะ ทุกคนจะได้ยกย่องเป็นฮีโร่

ทว่าเก็นบอกว่าเขาอยากจะอยู่แบบไม่เป็นที่รู้จักมากกว่า เรื่องเหล่านี้ เพียงเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีก็พอแล้ว

ส่วนฟิวส์บอกว่าถ้าพวกคนดีรู้ว่าจักรวาลเกือบสูญสลายแล้ว คงวิตกจริตกันมากกว่า นอกจากนี้ สำหรับตำรวจแล้ว เรื่องพวกนี้มันเกิดขึ้นเป็นกิจวัตรประจำวันอยู่แล้ว


ลีโอนาร์ดกับ T260G ฟังแล้วก็ทึ่งเลยว่าพวกตำรวจจักรวาลนี่วัน ๆ มันต้องไปพัวพันกับอะไรบ้างนะ

ว่าแล้วฟิวส์ก็ชวนลีโอนาร์ดเข้า IRPO

ส่วน T260G ก็จะกลับไปปกป้องไธม์กับโรส ในการขุดสำรวจหาของตามเดิม ซึ่งเก็นก็ชมว่า T260G มันเป็นคิดอ่านพูดจาเป็นมนุษย์ขึ้นทุกนาที

จนกว่าจะพบกันใหม่

Wednesday, April 28, 2021

SaGa Frontier Remastered เนื้อเรื่อง Fuse-Lute

จบละเนื้อเรื่อง ฟิวส์-ตอนของลูท (ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเกมมันหยิบตอนนี้มาให้ผมเล่นก่อน ทั้งที่ผมจบเนื้อเรื่องลูทเป็นลำดับที่ 5)

โดยสรุปมันคือการพล็อตที่เขียนไว้แล้ว และไม่ได้เล่าไว้ในภาค 1997 ด้วยเหตุผลนานัปการ แต่ได้อธิบายไว้ในหนังสือ The Essence of SaGa Frontier หมดแล้วนั่นแหละ มาทำเป็นเนื้อเรื่องใหม่

----------------------------------------

ฟิวส์ตามสืบเรื่องของมอนโด คนที่พึ่งขึ้นเป็นผู้บัญชาการคนใหม่ขององค์กร Trinity แทนยารุโตะที่พึ่งถูกปลดไป

ฟิวส์มาสืบเรื่องที่เซ็นทรัลเกทในดาวแมนฮัตตัน ก็เห็นว่าตอนที่ยานของมอนโดลงจอดที่ดาวนี้ ลูทก็ลงจากยานมาด้วย ฟิวส์ก็แปลกใจว่าทำไมชาวบ้านธรรมดาถึงไปขึ้นยานของมอนโดได้ ก็เลยเข้าไปคุยแล้วเตือนลูท


จากนั้นแร็บบิท หุ่นยนต์ข่าวสารของ IRPO ก็บอกว่าจากแฟ้มประวัติ มอนโดนั้นเป็นเพื่อนของเอียน (พ่อของลูท) ซึ่งเอียนเป็นหัวหน้ากลุ่มต่อต้าน Trinity แต่แล้วมอนโดก็หักหลังเอียน ทำให้กลุ่มต่อต้านล่มสลาย แล้วมอนโดก็ไปเข้าร่วมกับ Trinity (เล่าแบบที่ฮามิลตันเล่าให้ลูทฟัง)

ด้วยความสนใจ ฟิวส์จึงตามลูทไปจนถึงดาวสแครป แล้วก็ไปเจอกับแก็งอันธพาลหน้าร้านเหล้า ลูท ฟิวส์ และเก็นที่เป็นลูกค้าประจำของร้านจึงร่วมกันกำจัดอันธพาล และคุยกันถูกคอ ในร้านนั้นฟิวส์ก็ได้รู้จักกับเหม่ยหลิง ริกิ และ T260G ด้วย

จากนั้นฟิวส์ก็ได้รับแจ้งจากแร็บบิท ว่าเกิดเหตุระเบิดที่เซ็นทรัลเกทในดาวแมนฮัตตัน


พวกฟิวส์ก็ตามไปถึงเซ็นทรัลเกท แล้วเจอหุ่นยนต์ที่ใส่ความทรงจำของลีโอนาร์ดไว้ ลีโอนาร์ดจำฟิวส์ได้ว่านี่คือคนที่มาจิบกาแฟร้านเดียวกันบ่อย ๆ แล้วก็เผยว่าการระเบิดที่เกิดขึ้นไม่ใช่อุบัติเหตุ และเขาเองก็ไม่ใช่เป้าหมายของการวางระเบิด แท้จริงแล้วมอนโดนั้นต้องการทำลายข้อมูลประวัติต่าง ๆ ที่จะเอาผิดเขาเองได้ ซึ่งลีโอนาร์ดเคยไปอ่านมาและได้แบ็คอัปไว้

ข้อมูลนั้นรวมถึงเรื่องที่มอนโด สมัยอยู่ฝ่ายข่าวกรอง ปั้นเรื่องว่าดาววาคาซึจะลุกฮือขึ้นโค่นล้ม Trinity จึงนำไปสู่การที่ Trinity เข้ารุกรานและปราบวาคาซึก่อน หลังจากนั้นก็มีการส่งเสบียงและข้าวของต่าง ๆ เข้าไปสร้างฐานทัพลับที่นั่น

ถึงตรงนี้ฟิวส์ก็เข้าใจละว่ามอนโด กำลังซ่องสุมกองกำลังของตนเอง เพื่อยึดอำนาจทั้ง Trinity และครอบครองทุกอย่างในจักรวาลไว้เอง นี่มันเผด็จการยึดอำนาจดี ๆ นี่เอง


*ระหว่างนี้สามารถไปเก็บอเซลลัสเข้าพวกได้ที่บาร์ในดาวเนลสัน เธอจะหนีการตามล่าของออร์ลูจน์อยู่ ถึงแม้เธอจะใจสู้ แต่การได้อยู่กับตำรวจอย่างฟิวส์ก็น่าจะปลอดภัย / แล้วก็ไปเก็บเรดได้ที่ท่าอากาศยานแมนฮัตตัน / ดอลล์ที่ท่าอากาศยานชิงโกรว

----------------------------------------


พอทุกคนตามไปถึงฐานทัพลับของมอนโดที่วาคาซึ ลูทก็ถามขึ้นก่อนเลยว่า "เรื่องที่พ่อตายเพราะปกป้องนายไว้ เป็นเรื่องจริงเหรอ?" ซึ่งผมงงมากว่าลูทมันไปเอามาจากไหนนนน ในเกมมันยังไม่มีใครพูดแบบนั้นเลยย แต่ตามพล็อตที่แต่งไว้ ก็ใช่แหละ

มอนโดก็เฉลยว่าเอียน (พ่อของลูท) เห็นว่า Trinity ทรงอำนาจเกินไป จึงจำเป็นต้องทำลายจากข้างใน เอียนจึงจัดฉากทั้งหมด ทำให้ดูเหมือนมอนโดทรยศหักหลังขายเอียนให้ทรินิตี้ ทั้งหมดเพื่อส่งให้มอนโด เข้ามาเป็นคนใน Trinity ได้

เก็นก็บอกว่า ต่อให้คิดดียังไง แต่สิ่งที่มอนโดทำ ก็ทำให้วาคาซึบ้านเกิดของเขาต้องล่มสลาย!

มอนโดก็บอกว่า เมื่อถึงวันที่ Trinity ล่มสลายตามเจตจำนงค์ของพวกเขาแล้ว โลกจะไม่มีวันลืมความเสียสละของดาววาคาซึเลย

แล้วมอนโดก็ขึ้นไปขี่หุ่น Spriggan ตามแล้ว แล้วบอกว่าเขาจะทำลาย Trinity นำอิสรภาพกลับคืนสู่จักรวาล และด้วยพลังอำนาจของเขา จะไม่มีใครกล้ามารบกวนความสงบสุขของจักรวาลอีก นี่แหละคือโลกที่เขาและเอียนวาดหวังไว้ แล้วจะไม่มีผู้รอดชีวิตจากวาคาซึ หรือตำรวจหน้าไหนหยุดยั้งเขาได้ทั้งนั้น

แล้วมอนโดก็บอกลูทว่า แกในฐานะลูกชายของเอียน ควรจะดีใจ แล้วไปบอกพ่อของแกในสวรรค์ด้วยยยย

----------------------------------------

หลังเอาชนะมอนโดได้ ฟิวส์ก็บอกว่ามอนโดก็แค่โลภ แกก็แค่อยากยึดครองจักรวาล แกลืมอุดมคติที่พ่อลูทอุทิศชีวิตเพื่อจะสร้างมันขึ้นมา ทรยศต่อความทรงจำของเอียน

แล้วเก็นก็ถือแป๊ปเหล็กมาง้าง ย่างสามขุมเข้าไปบอกมอนโดว่าชาววาคาซึรอพวกเราอยู่ พอแค่นี้แหละมอนโด... 

แต่ว่าฟิวส์กับลูท กลับโผเข้าไปขวางเก็นไว้

ลูทบอกว่าเก็นกะจะฆ่ามอนโด แล้วฆ่าตัวตายตามไปด้วยใช่มั้ย ถ้าเป็นอย่างงั้นเขาคงเสียใจมาก เขารู้ว่าเก็นต้องเสียใจกล้ำกลืนน้ำตามาโดยตลอด (ที่เพื่อนร่วมดาวเด๊ดห่ากันหมด) แต่ถึงกระนั้นเวลาที่เก็นได้อยู่กับพวกเขา กับเพื่อนพ้อง เก็นก็ยังสามารถดื่มดำกับความสุขได้นี่ มาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีความสุขด้วยกันเถอะนะ...

ส่วนฟิวส์ก็บอกว่าถ้าเก็นตาย จะไม่มีใครรู้อีกเลยนะว่าเกิดอะไรขึ้นกับชาววาคาซึมาก่อนบ้าง (ประวัติศาสตร์ของวาคาซึก็จะหายไปตลอดกาล) เขารับปากเองว่าจะตรวจสอบและเปิดโปงเรื่องทั้งหมดที่มอนโดและ Trinity ทำกับวาคาซึให้ เพื่อนายเลย

เก็นก็แย้งว่าคิดว่านั่นจะบรรเทาความรู้สึกของเขาได้เหรอออ แต่ฟิวส์ก็บอกว่าเราทุกคนต่างมีเรื่องทุกข์ใจ ที่ต้องแบกรับกันให้ได้ ด้วยกันทั้งนั้น

ส่วนมอนโดนั้น ฟิวส์บอกว่าเขาจะจับส่งคุก Despair ขังไปอีกล้านปีเลยยยย

ถึงตรงนี้ เก็นถึงยอมหยุดลง....


------------------------------------------------
Epilogue
------------------------------------------------

จากการสอบสวนและเปิดโปงเรื่องราวทั้งหมด ทุกคนได้ทราบถึงความพยายามในการยึดอำนาจของมอนโด

Trinity จำเป็นต้องปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ให้มีความโปร่งใสมากขึ้น (เพื่อไม่ให้มีใครทำแบบมอนโดได้อีก) อำนาจสูงสุดที่ผู้บัญชาการเคยมี จึงถูกแบ่งออก และกระจายไปยังรัฐบาลของแต่ละดาวที่ตั้งขึ้นมาใหม่ ซึ่งดาว Yorkland ก็ส่งลูทไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษให้แก่ Trinity

ทว่าลูทนั้นเป็นพวกอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ คณะกรรมการทั้งหลายแหล่จึงตามตัวลูทลำบาก กระทั่งทาง IRPO เองก็มักได้รับคำขอให้ช่วยลากตัวลูทมาประชุมหน่อย แต่ฟิวส์ก็กะจะปล่อยลูทให้มันลอยชายไปเรื่อย ๆ แบบนี้แหละ

Tuesday, April 27, 2021

บทสัมภาษณ์ล่าสุด Shin Subarashiki Kono Sekai จาก Dengeki PS และ 4Gamer

เท็ตสึยะ โนมุระ : ออกแบบตัวละครบางตัว + ครีเอทีฟ
ทัตสึยะ คันโดะ : ผู้กำกับภาคแรก + ผู้กำกับซีรีส์
ฮิโรยูคิ อิโตว : ผู้กำกับภาคนี้
โทโมฮิโกะ ฮิราโนะ : ผู้อำนวยการ


----------------------------------------------------
Dengeki PS
----------------------------------------------------

- คุณฮิราโนะ บอกว่าสมัย 14 ปีก่อนที่ออกภาคแรกบน NDS ทีมงานก็อยากจะทำภาคต่อ และมีเสียงเรียกร้องจากแฟน ๆ แต่ด้วยความที่เกมนี้มันยูนีคมาก ในสถานการณ์ตอนนั้นมันก็ยากที่จะทำภาคต่อควบคู่ไปกับเกมอื่น ๆ ตอนที่ทีมงานได้กลับมารวมกันทำภาค Final Remix เราถึงก้าวมาทำภาคต่อได้

- คุณคันโดะบอกว่าทีมงานถกกันมายาวนานว่าภาคต่อควรจะเป็นอย่างไร ท้ายที่สุดก็ตัดสินว่าจะเป็น Shin Subarashiki Kono Sekai ไปเลย แทนที่จะเป็นเนื้อเรื่องภาค 2 ที่เอาเนกุกลับมาโฟกัสอีกครั้ง ด้วยกลุ่มตัวละครใหม่ ก็อยากสร้างเกมที่ผู้เล่นจะสนุกได้แม้พึ่งมาเริ่มเล่นภาคนี้ จึงใช้คำว่า Shin แทน 2 นั่นเอง ทว่าแฟน ๆ ของภาคแรกก็สามารถคาดหวังจะได้เจอตัวละครที่คุ้นเคยได้

- โนะบอกว่าเขาคิดว่าคอนเซปต์และธีมของเกมนั้น ควรยกต่อมาจากภาคแรก และอยากให้เกมสเกลใหญ่ขึ้น มีตัวละครมากขึ้น เขาบอกสตาฟฟ์ตั้งแต่แรกแล้วว่าอยากให้สู้กันเป็นทีม ส่วนเรื่องชื่อเกมนั้นก็มีตัดสินกันลำบากมาก เขาพึ่งตัดสินใจได้ก่อนประกาศชื่อเกมไม่นาน

- คุณคันโดะเผยว่าทีมงานก็เคยมีความคิดว่าจะเปลี่ยน Location ของเกมไปยังย่านอื่น แต่ชิบุยะนั้นเป็นย่านไอค่อนของโตเกียว ก็เลยตัดสินว่าถ้าไม่ใช่ชิบุยะ ก็ไม่ใช่ Subasekai, อีกก่อนหน้าก็เคยคิดว่าจะใช้ชินจูกุนะ แต่คนที่เล่นภาค Final Remix มาคงรู้ว่าชินจูกุนั้น.... อย่างที่รู้กัน (หัวเราะ)

- คุณอิโตวบอกว่าชิบุยะเองเป็นเมืองใหญ่ แต่ละแอเรียก็มีลักษณะเฉพาะของตนเอง ทำให้ประทับใจสุดแล้วแหละ

- โนะบอกว่าตอนทำภาคแรก เขาก็บอกตัวเองอยู่แล้วว่ายังไงเกมภาคต่อ ก็ต้องเป็นชิบุยะเหมือนเดิม

- คุณคันโดะบอกว่า อิโตวเป็นผู้เชี่ยวชายด้านโปรแกรมมิ่งและวางแผนแบ็คกราวด์ จึงเหมาะสมแล้วที่จะเป็นหัวหน้าทีมพัฒนาภาคนี้ เขาจึงฝากฝังบทบาทผู้กำกับให้ ตอนนี้เราก็ทำภาค Shin ร่วมกับสตูดิโอ h.a.n.d. ที่อยู่ในฮอกไกโด และอิโตวเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ส่วนตัวคุณคันโดะเองก็ดูแล World View และทิศทางของเกม

- คุณคันโดะบอกว่าในภาคก่อน เกมยมทูตของชิบุยะได้จบลงแล้ว ส่วนอีเวนต์ A New Day ได้ทำให้ยมทูตจากชินจูกุมายังชิบุยะ ภาค Shin ก็เป็นเรื่องราวหลังจากนั้น และเกิดเป็นเกมยมทูตที่ยมทูตจากชิบุยะและชินจูกุ ผสมกัน

- คุณคันโดะบอกว่าในภาคแรก ไม่ได้ถ่ายทอดแอเรียฝั่งสถานีชิบุยะตะวันออกออกมา แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็มีการสร้างแลนด์มาร์กขึ้นในชิบุยะของจริง คราวนี้ก็ได้ใส่แอเรียนั้นลงไปในภาคใหม่ แล้วยังได้สร้างแอเรียฮาราจุกุ ถนนทาเคชิตะด้วย

- คุณอิโตวบอกว่าชิบุยะเป็นเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา สำหรับตึกที่กำลังก่อสร้างอยู่นั้น พวกเขาต้องไปเอาแปลนมาดู แล้ว render ตึกเวอร์ชั่นที่เสร็จแล้วจากจินตนาการ ซึ่งมันเป็นงานที่ลำบากพอตัว

- คุณคันโดะบอกว่าถึงเกมจะออก 2021 แต่มันคือเมืองชิบุยะในปี 2020 แหละ อย่างประตูทางออกของสถานีชิบุยะฝั่งตะวันตก มันก็เปลี่ยนไปเยอะ พวกเขาก็ไม่มีเวลาที่จะเปลี่ยนมันตาม

- โนะบอกว่าเกมในช่วงหลังนี้ มีตัวละครเยอะ ดังนั้นก็ต้องใช้ทีมคนออกแบบเยอะขึ้น และเพื่อให้มันกลมกลืนกัน เขาจึงเป็นคนกำกับดูแลการออกแบบเฟร็ทและนากิในช่วงวางคอนเซปต์ 

- โนะบอกว่าในกลุ่มยมทูตชินจูกุ เขาวาด 2 คน

- คุณคันโดะบอกว่ารินโดวไม่ได้ Introvert เท่าเนกุ แต่เป็นคนไม่ค่อยแสดงออก เขาไม่ได้ปฏิเสธคนรอบข้าง เพียงแต่ไม่ชอบเป็นคนเริ่ม แล้วยังถูกพวกเฮฮาปาร์ตี้อย่างเฟร็ทลากไปง่าย รินโดวไม่ค่อยแสดงตัวตนออกมา แต่ก็มีช่วงเวลาในเกมที่เขาต้องตัดสินใจ ไฮไลต์ของเกมนี้จึงเป็นการดูว่ารินโดวจะทำอย่างไรเมื่อเจอสถานการณ์เช่นนั้น และพลังไซคิดของเขาจะส่งผลอย่างไร...

- โนะบอกว่าเฮดโฟนของเนกุ เป็นสัญลักษณ์แสดงความห่างเหินจากคนอื่น เขาก็อยากสร้างไอค่อนแบบเดียวกันให้รินโดว ซึ่งโนะก็เห็นวัยรุ่นมากมาย ชอบใส่หน้ากากเล่นโทรศัพท์ในชิบุยะ เลยตัดสินใจให้รินโดวทำแบบนั้น หน้ากากนี่ก็ให้ความรู้สึกห่างเหินจากผู้อื่นได้เหมือนกัน

- คุณคันโดะบอกว่าโนะดีไซน์รินโดวไว้หลายปีแล้ว มันจึงไม่เกี่ยวกับการระบาดของไวรัส โนะเคยบอกไว้แล้วในทวีตภพ Official ของเกมนี้ มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญจริง ๆ (ที่ทุกวันนี้คนใส่หน้ากากกันเป็นปกติไปแล้ว)

- โนะบอกแฟนต่างประเทศบางคนโกรธตอนเห็นดีไซน์รินโดวแล้วบอก "อย่าใส่หน้ากากไว้ที่คางสิฟะ!!" โนะคิดว่ามันควรจะเป็นแบบนั้นหากเขาดีไซน์ตัวละครนี้หลังไวรัสระบาด แต่เขาดีไซน์ไว้ก่อนว้อยยย

- คุณอิโตวบอกว่าเขาอยากให้ตัวละครในทีม Wicked Twisters มีการพูดคุยที่มีชีวิตชีวา พอคิดแบบนั้นตัวละครแบบนากิจึงเป็นคนที่จำเป็นต้องมี

- โนะบอกว่า NDS เป็นเครื่องเกมที่ยูนีค และเราก็ได้ใส่ฟีเจอร์ลงไปมากมายในภาคแรกที่ทำได้แค่ใน NDS เท่านั้น (เป่าไมค์ เล่นสองจอ พับตบจอ ควบคุมตัวละครสองตัวผ่านสไตตัสตัวนึงและ D-pad อีกตัวนึง ฯลฯ) ส่วนภาคใหม่นี้ทำลงหลายเครื่องเกม มันเลยยากที่จะเอาฟีเจอร์เฉพาะของแต่ละเครื่องออกมาใช้ โนะก็เลยถามสตาฟฟ์ว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง ก็อยากให้การควบคุมมันอิมแพคท์แบบภาคแรก

- โนะว่าในส่วนตัวละคร เขาได้ให้คำแนะนำไปมากมาย เขามีไอเดียไว้อยู่แล้วว่าถ้าจะทำภาค ตัวละครนั้นควรจะเป็นแบบนี้ และตัวละครนี้ควรจะเป็นแบบนั้น การที่มินามิโมโตะมาร่วมปาร์ตี้ตัวเอก ก็เป็นหนึ่งในคำแนะนำของเขา

- โนะบอกว่าอิโตวบอกเขาว่าการต่อสู้ในภาคนี้ เป็นการควบคุมตัวละครปาร์ตี้ทั้งหมดพร้อมกัน ไม่ใช่การสลับการควบคุมไปมาระหว่างสมาชิกปาร์ตี้ แต่ควบคุมทุกคนพร้อมกันจริง ๆ ตอนแรกโนะฟังแล้วก็ไม่เก็ต แต่พอได้ยินรายละเอียด ถึงได้เข้าใจว่ามันเป็นยังไง ซึ่งแค่ดูจากเทรลเลอร์คงยากที่จะเข้าใจ มันจะเป็น Rare Action Game ที่คุณควบคุมตัวละครหลายตัวพร้อมกัน ก็ขอให้รอดูข้อมูลกันต่อไป

- โนะบอกว่าตัวเกมภาคออริจินอลก็ 14 ปีแล้ว มีแฟน ๆ มากมายเรียกร้องภาคต่อกันมาโดยตลอด ในที่สุดเราก็สามารถสนองคำขอนั้นได้แล้ว เขาเองยังไม่อยากเชื่อว่าจะได้ทำภาคต่อแล้ว ซึ่งเกมนี้ก็จะนำเสนอทั้งความแปลกใหม่และความสนุกเหมือนภาคแรก ก็โปรดรอการวางจำหน่ายกัน

https://dengekionline.com/articles/77314/

----------------------------------------------------
4Gamer
----------------------------------------------------

- คุณอิโตวบอกว่าติดเข็มกลัดอันเดียวกัน ให้ตัวละครหลายตัวพร้อมกันได้ ถ้าทำแบบนั้นแล้ว จะเป็นการควบคุมตัวละครหลายตัวด้วยปุ่ม ๆ เดียว (คือกดแล้ว ตัวละครทั้งหมดที่ติดพินนั้น ก็จะใช้ไซคิกของเข็มกลัดไปพร้อมกันหมด)

- คุณอิโตวบอกว่านอกจากในเนื้อเรื่องหลักแล้ว ยังมีคนมากมายในชิบุยะ ที่รินโดวสามารถไปผูกสัมพันธ์ด้วยได้ ทำให้ไดอาแกรมความสัมพันธ์เติบโต Skill Map พัฒนา (ตกลงจะเรียกว่า Skill Map, Skill Board หรือ Skill Tree ฟะ เห็นเรียกแต่ละครั้งไม่ซ้ำกันเลย) เช่นถ้าซื้อของจากร้านใดร้านหนึ่งเยอะ ๆ ก็จะทำให้ Skill Map กับพ่อค้าแม่ค้าร้านนั้นพัฒนา และได้ความสามารถที่เกี่ยวข้องกันมา

- คุณอิโตวบอกว่าเงื่อนไขการพัฒนาความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละคร ก็แตกต่างกันออกไป, คุณคันโดะเสริมว่าเช่นดำเนินเนื้อเรื่อง ทำซับเควสต์ ฯลฯ

- คุณฮิราโนะบอกว่าในภาคแรก เราแค่เอาชื่อของร้านต่าง ๆ ในชิบุยะมาใช้ แต่ภาคนี้เขาได้ขออนุญาตบริษัทชื่อดังทั้งหลายแหล่เพื่อเอาสถานที่มาใช้ในเกมจริงจังด้วย ดังนั้นก็จะได้เห็นสถานที่ในชิบุยะอย่างที่สมจริงขึ้น

- คุณคันโดะเสริมว่าเราได้รับอนุญาตจากทางโตเกียวแล้วว่าให้เอาตึกแลนด์มาร์ก 109 ไปใช้ได้ แต่การที่เราบิดเลขเป็น 104 นั้นก็ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของเกมไปแล้ว ก็เอาไว้งี้แหละ

- คุณคันโดะบอกว่าในติวโตเรียล จะโชว์ดีไซน์ของพินในภาคก่อน แต่ภาคนี้จะมีพินใหม่กว่า 300 อันดีไซน์เพิ่มเข้ามา

- คุณอิโตวพูดเรื่องเล่นปกติ 50 ชั่วโมงจบอีกรอบ แล้วคุณคันโดะเสริมว่าถ้าเล่นทุกซอกทุกมุม ก็ขึ้นเลข 3 หลักแน่นวล มันมีอะไรให้สะสมมากมาย ทั้งการเก็บโปรไฟล์ตัวละคร สะสมพิน ชาเลนจ์ในการต่อสู้ต่าง ๆ ตามล่าสติ๊กเกอร์กราฟิตี้ที่ผู้เล่นสามารถเอาไปแปะกำแพงที่อุดากาวะได้

https://www.4gamer.net/games/539/G053986/20210422177/

Shin Subarashiki Kono Sekai จะเล่น 50 ชั่วโมงจบ

 บทสัมภาษณ์ล่าสุด Shin Subarashiki Kono Sekai จากแฟมิซือ


เท็ตสึยะ โนมุระ : ออกแบบตัวละครบางตัว + ครีเอทีฟ
ทัตสึยะ คันโดะ : ผู้กำกับภาคแรก + ผู้กำกับซีรีส์
ฮิโรยูคิ อิโตว : ผู้กำกับภาคนี้
โทโมฮิโกะ ฮิราโนะ : ผู้อำนวยการ

----------------------------------------------------------
ย่อสั้น
----------------------------------------------------------

1) เล่นปกติ 50 ชม.

2) ประมาณ 50 เพลง

3) สู้เป็นทีม บังคับหลายตัวละครพร้อมกัน

4) Skill Board พัฒนาตามความสัมพันธ์ตัวละคร

5) ทำตลาดทั้งผู้เล่นเก่า ผู้เล่นใหม่ และคนที่ตามมาจากแอนิเม

6) ยมทูตจากชินจูกุเข้ามาในชิบุยะ

----------------------------------------------------------
ไม่ย่อ
----------------------------------------------------------

- คุณคันโดะบอกว่าด้วยข้อจำกัดของความยาวภาคแอนิเม องค์ประกอบและเซตติ้งบางอย่างจึงเปลี่ยนไปจากเกม แต่โครงเรื่องมันก็เหมือนเกม

- คุณโนมุระบอกว่าพวกเขา PR ไปว่าเกมนี้เป็นภาคต่อของแอนิเม ก็มีคนท้วงว่าไม่ใช่ภาคต่อของเกมเหรอ? แต่สำหรับพวกเขาแล้ว ฉบับแอนิเม มันก็คือแอนิเมของเกมภาคแรก ดังนั้นจะพูดว่าภาคต่อของเกมหรือภาคต่อของแอนิเม มันก็ค่าเท่ากัน เขาไม่มีเจตนานอกจากนั้น

- คุณคันโดะบอกว่า แฟน ๆ พูดกันว่า "นี่ไม่ใช่เนื้อเรื่องเกมภาค 2" ก็อยากแจงว่าเกมนี้เป็นเรื่องราวของทีมทวิสเตอร์ที่มีตัวเอกคนใหม่อยู่ และต้องเผชิญกับเกมยมทูต การที่เขาใช้คำว่าภาค 新 หรือ Neo นำหน้าชื่อ ก็เพื่อจะสื่อว่าคนทั่วไปสามารถเล่นเกมนี้ได้ โดยไม่ต้องรู้เรื่องภาคแรกมาก่อน

- โนะบอกว่าเกมภาคก่อน มันก็อายุเกิน 10 ปีมาแล้ว ถ้าไปตั้งชื่อภาคใหม่ว่า "2" คนจำนวนมาก คงไม่ค่อยรู้จักกัน ตัวเขาเองอยากให้คนที่ไม่เคยเล่นภาคแรกมาก่อนได้มาเล่นภาคใหม่กันเยอะ ๆ สาเหตุที่ใช้ตัวเอกคนใหม่ก็เหมือนกัน เลยใช้คำว่า 新 เพื่อให้รู้ว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่

- โนะบอกว่าเรื่องการออกแบบ เนกุมีเฮดโฟนเป็นไอค่อนเตะตาไปแล้ว ตัวเอกคนต่อไป ก็ต้องมีไอค่อนที่เตะตาคนอีกเช่นกัน (จึงเป็นที่มาของผ้าปิดปาก)

- โนะบอกว่ารินโดว เป็นตัวละครที่ไม่ชอบพูดออกมาตรง ๆ แต่พูดผ่าน Social Network ดังนั้นหน้ากากจึงเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งนั้น ทว่าในเกมจริง ๆ ด้วยอิทธิพลจากเฟร็ท (ที่ชวนคุยเก่ง) รินโดวจึงไม่ได้แสดงนิสัยชัดแบบนั้น

- แฟมิซือถามว่าดีไซน์ของรินโดวที่ใส่หน้ากาก ได้อิทธิพลมาจากไวรัสโคโรน่าที่ระบาดทั่วโลกรึเปล่า? โนะบอกว่าเขาดีไซน์ไว้ก่อนจะมีไวรัสระบาด (ก่อนหน้านี้เคยพูดไปแล้ว) หน้ากากนั้นเป็นการแสดงความห่างเหินต่อผู้อื่น ก็เหมือนเฮดโฟนของเนกุ ตอนดีไซน์รินโดวก็ไม่ได้คิดเลยว่าโลกจะมาถึงจุดที่คนใส่หน้ากากกันเป็นปกติได้

- คุณคันโดะบอกว่าในเนื้อเรื่อง A New Day ของภาค Final Remix เราได้รู้ว่าชินจูกุได้หายไปแล้ว ส่วนในภาคนี้ยมทูตจากชินจูกุก็ได้เข้ามายังชิบุยะ เนื่องจากชิบุยะมีจำนวนยมทูตลดลงเพราะผลจากการต่อสู้กับพวกเนกุ ซึ่งกติกาของเกมยมทูตซึ่งมีชิบะเป็นเกมมาสเตอร์ ก็จะต่างจากกติกาภาคก่อน 

- คุณคันโดะบอกว่าเพราะกติกาต่างกัน ดีไซน์ของเข็มกลัดตรายมทูต (เข็มกลัดกะโหลกแดง) จึงแตกต่างกันด้วย

- รินโดว มีพลังจิตในการ Restart เหตุการณ์ ขณะที่เพื่อนร่วมทีมและคนที่เล่นเกมยมทูตคนอื่น ๆ ก็มีพลังจิตที่แตกต่างกันออกไป, โนะบอกว่าตั้งชื่อพลังของแต่ละคนตามชื่อถนน

- แฟมิซือแซวว่านากินี่ดูรสนิยมดี~~~~~~ (หัวเราะ) โนะก็บอกว่าตอนให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ นากิก็ได้รับความนิยมน่าดู คนออกแบบนากิคือ มิกิ ยามาชิตะ ที่พึ่งเข้ามาร่วมงานในภาคนี้, ส่วนคุณเก็น โคบายาชิ ออกแบบเฟร็ท, การได้ออกแบบด้วยกัน 3 คน ทำให้เกิดไอเดียอันหลากหลายที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยตัวคนเดียว

- แฟมิซือถามว่าแล้วในภาพปกเกม มีโชวกะที่เป็นยมทูตฝั่งชินจูกุอยู่ด้วย ใครวาดเธออ่ะ?

- โนะตอบว่าเค้าเอง~ แฟมิซือก็ถามต่อว่าแล้วทำไม (ตัวละครฝั่งยมทูต) ถึงไปอยู่บนปกได้ล่ะ?? โนะก็หันไปมองทางคุณฮิราโนะ แล้วบอกว่า "เห็นมั้ยล่ะ?" (ว่าต้องโดนถาม) แล้วโนะก็บอกว่าคราวนี้เขามีปัญหาในการออกแบบปกมากเลย เพราะมีตัวละครเยอะ เนื้อเรื่องก็มีความลับมากมาย... 

- แล้วทีม PR ก็ขัดขึ้นว่า "พอแค่นี้ดีกว่าาา" (หัวเราะ)

- แฟมิซือถามว่าภาคนี้ต่อสู้กันเป็นทีม ในเทรลเลอร์เห็นว่าสู้พร้อมกัน 4 คนเลยเหรอ? โนะบอกว่าได้มากกว่า 4 คนขึ้นไป

- สตาฟฟ์อีกคนบอกว่า สมาชิกแต่ละทีม มีจำนวนไม่เท่ากัน

- แฟมิซือถามว่าเวลาทีมสู้กัน ต้องสู้ด้วยจำนวนเท่ากัน แบบ 3vs3, 4vs4 อะไรแบบนั้นเปล่า? คุณคันโดะบอกว่าไม่ใช่

- คุณอิโตวบอกว่าภาคแรก การใช้พลังจิตแต่ละอัน เป็นการกดจิ้มที่เข็มกลัดเลย แต่ภาคนี้เป็นการตั้งค่าว่าจะให้ปุ่มไหนแทนการใช้เข็มกลัดอันใด อยากใช้อันไหนต่อเนื่อง ก็กดปุ่มนั้นรัว, แบบกดค้างก็มี, สามารถใช้พลังจิตพร้อมกันหลายอันได้ด้วย, มันให้ฟีลสู้กันเป็นทีมแบบ real-time มีคอมโบงัดขึ้นและทุบลงมาด้วย

- โนะเสริมว่า ควบคุมตัวละครทุกตัวในทีมพร้อมกันได้

- มุมกล้องจะปรับให้เหมาะสมกับตัวละครที่เรายืนอยู่และศัตรู ทำให้จดจ่อกับการควบคุมได้และเอ็นจอยกับการต่อสู้ที่วูบวาบไปด้วย

- ภาคนี้พวกของสวมใส่ ก็เอาระบบเดิมมาต่อยอด ถ้าใส่ข้าวของแบรนด์แฟชั่นตามเงื่อนไข ก็จะใช้อบิลิตี้ของชุดได้

- มีระบบใหม่ที่เรียกว่า "Character Board" หรือผังความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน พอเนื้อเรื่องเดินหน้า ได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากมาย เคลียร์ซับอีเวนต์ Skill Tree ก็จะเติบโต

- พอแฟมิซือถามว่าเอาไอเดียมาจากไหน? อิโตวบอกว่าเขาแค่อยากได้ Skill Board ที่ต่างไปจากปกติหน่อย (หัวเราะ) ส่วนคันโดะบอกว่าค่าความสัมพันธ์ตัวละคร เป็นสิ่งที่ไม่ได้เจาะลึกในภาคแรก พอได้มาใส่ในภาคนี้มันก็เป็นข้อดีที่น่าสนใจ, ส่วนโนะบอกว่าระบบใหม่ ๆ คือสิ่งที่ซึบาเซไคต้องมีอยู่แล้ว

- คุณอิโตวทิ้งท้าย บอกว่าเล่นแบบไม่โอ้เอ้ ก็ 50 ชั่วโมงจบ ปริมาณเนื้อหากำลัง Perfect เลย

- คุณฮิราโนะบอกว่า คุณทาเคฮารุ อิชิโมโตะ เป็นคนทำเพลงให้เหมือนเดิม มีเพลงใหม่ 30 เพลง และเพลงดังในอดีต 20 เพลง แล้วเอ้อ เกมภาคแรกฉบับ Final Remix แบบดิจิทัล ลดราคาถึง 5 เดือน 5 ถ้าสนใจก็ไปสอยมาด้วยล่ะ

- คุณคันโดะทิ้งท้าย ชินซึบาเซไคจะวางจำหน่ายหลังภาคแอนิเมจบ ขอให้เล่นโดยที่ยัง hype กันอยู่ เขาคิดว่าทั้งผู้เล่นหน้าใหม่ ทั้งแฟนภาคเก่า และคนที่พึ่งมาตามจากแอนิเม จะสามารถสนุกไปกับเกมได้ โปรดติดตามกัน

- โนะทิ้งท้าย ระบบเกมมันก็ยังมีความเป็น Novel อยู่ ถึงแม้จะเผยตัวละครใหม่ไปเยอะแล้ว แต่ก็ยังมีตัวละครที่ยังไม่ได้ปล่อยออกมา ยังไงก็รอติดตามข่าวและข้อมูลหลังจากนี้อีกที!

https://www.famitsu.com/news/202104/26218588.html

บันทึกการเล่น SaGa Frontier Remastered วันที่เก้า เนื้อเรื่อง Blue

เนื้อเรื่อง SaGa Frontier ที่ผมเล่นเป็นคนที่ 7 บลู


ในวันที่บลูจบการศึกษาวิทยาลัยเวทยมนต์ในดาว Magic Kingdom แล้วรูจที่เป็นฝาแฝดก็จบการศึกษาเช่นกัน



วิทยาลัยไม่ต้องการให้มีจอมเวทย์ที่ไม่สมบูรณ์สองคน แต่ต้องการคนที่เก่งที่สุดคนเดียว ซึ่งเชื่อว่าคนนั้นคือบลู (ซึ่งผมว่า เขาก็คงพูดแบบนี้กับรูจเช่นกัน)

ทางวิทยาลัยจึงบอกให้บลู ออกเดินทางไปร่ำเรียน ศึกษาการใช้เวทย์แขนงอื่น ๆ จากดวงดาวทั้งหลายในจักรวาลซะ แล้วฆ่ารูจทิ้ง



---------------------------------

บลูกับรูจ ก็ไปร่ำเรียนฝึกเวทมนต์กันคนละสาย แล้วสุดท้ายก็มาเผชิญหน้าสู้กันตัวต่อตัว สู้กันให้ตายไปข้างนึง



ไม่ว่าใครจะชนะ วิญญาณของผู้แพ้ก็จะเข้าไปสิงในร่างของผู้ชนะ ทั้งสองคนก็รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน กลายเป็น "ร่างต้น" (เหมือน ต้ากงอ้วง กับ หวังเทียนจิ้น ในตำนานเทพประยุทธ์)


แล้วบลูก็กลับไปที่วิทยาลัยเวทมนต์เพื่อต้องการจะรู้ชาติกำเนิดที่แท้จริงของตนเองให้ได้ แต่เขากลับพบว่าดาวของเขาล่มสลายเละเทะ ปิศาจจำนวนมากปรากฏตัวออกมาเต็มดาว


พอสอบถามจากอาจารย์ที่เหลือรอดอยู่ ถึงค้นพบความลับที่ทุกคนปิดบังมานาน

นั่นคือบลูกับรูจ แท้จริงแล้วเป็นคน ๆ เดียวกันตั้งแต่แรก แต่ก็จับแบ่งแยกวิญญาณออกเป็นสองคน ให้แข่งขัน ร่ำเรียนเวทมนต์กันคนละสาย เพื่อที่วันนึงจะได้ฆ่าแกงกัน แล้วกลับมารวมเป็นคนเดียวกัน ให้กลายเป็นจอมเวทย์สูงสุดที่สามารถใช้เวทมนต์ได้ทุกสาย ไม่ว่าจะเป็นสายที่ขัดกันเองอย่างสว่าง-มืด มิติ-เวลา ฯลฯ

ทั้งหมดก็เพราะ Magic Kingdom นั้นเชื่อมต่อกับนรก แล้วจอมเวทย์ก็ช่วยกันผนึกทางเข้าออกไว้ ทว่าระหว่างช่วงที่บลูกับรูจไม่อยู่ ผนึกนั้นก็ถูกทำลาย แล้วเหล่าปิศาจจากขุมนรกก็โผล่ขึ้นมาทำลายล้างดวงดาว และจะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง



'ร่างต้น' เองก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วย และรู้สึกว่าทุกคนเห็นแก่ตัวกันมาก ที่ทำกับชีวิตของเขาแบบนี้ แยกวิญญาณเขาเป็นสองส่วน แล้วให้เขาต้องฆ่าตัวเอง เพื่อจะมาต่อการกับปิศาจจากขุมนรกนี้

ว่าแล้วร่างต้นก็โดดเข้าไปในนรก (ที่มันดีไซน์ไม่เหมือนนรก แต่เหมือนสวรรค์มากกว่า) แล้วก็เข้าไปจนถึงส่วนที่ลึกที่สุด ต่อสู้กับ Abyss Lord หรือยมราช


ในความรู้สึกผม Hell's Lord เก่งมาก เกราะก็หนา เป็นตัวที่ผมแพ้ยับในรอบแรก โดนใช้เวทย์โจมตี 400+ หมู่ซัดเข้าไป 2 เทิร์นติดกัน (ซวย) นอนยาว เลยต้องไปแก้เซตติ้งใหม่ เลือกทีมที่ดีที่สุด และใช้เวทเสริม DEF รัว ๆ

แล้วก็จบแบบ T260G STR99 MOB99 CON99 VIT99 INT99 กำลังอะต๊า ๆ ต่อยยมราชด้วยท่าพยัคฆ์พิโรธ (Tiger Rampage) ตายคามือ แล้วฉากก็เฟดขึ้นเป็นสีเงิน


เป็นฉากจบที่เลื่องชื่อแต่โบราณ ซึ่งสมัยก่อนเขาตีความกันว่าบลูได้ใช้เวทย์หยุดเวลา ผนึก Hell's Lord และนรกแห่งนี้ไว้ไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับภพมนุษย์ได้อีก

(แต่จะเป็นอย่างงั้นจริงรึเปล่า ผมก็ไม่รู้ ต้องรอเล่นเนื้อเรื่องฟิวส์ต่อ เห็นว่ามัน Happy Ending)

---------------------------------------------------

Q&A จาก The Essence of SaGa Frontier

---------------------------------------------------

- วันที่บลูจบการศึกษา รูจก็จบเช่นกัน และได้รับคำสั่งให้มาฆ่ากันเองเหมือนกัน โดย Magic Kingdom นั้นมีสองสถาบัน เรียกว่า Overt Academy (แจ่งแจ้ง) กับ Covert Academy (แอบแฝง) การมีอยู่ของ Covert Academy นั้นเป็นความลับสุดยอดของอาณาจักร ซึ่งทั้งสองก็เติบโตมาในคนละ Academy กัน

- เรย์กับคิลินนั้นรู้จักกัน ตัวเรย์นั้นเป็นเด็กอายุ 10~12 ปี (ในเนื้อเรื่องอเซลลัสจะบอกว่าเธอฆ่าตัวตายตอนเป็นมิสติก แล้วหนีมาเกิดใหม่) ซึ่งเคยไปอยู่ในภพของคิลินก่อนที่จะมาอยู่ศาลเจ้าที่เดวิน (Devin) คิลินยังช่วยเธอซ่อนตัวจากการตามลาของพวกออร์ลูจน์ จึงเป็นเหตุผลที่เรย์พาเราไปหาคิลินได้ และเธอเสียใจที่คิลินตาย

- ตอนวางแผนระบบกัน ตั้งใจว่าจะให้มีชอยส์เลือกเส้นทางการเดินทาง เช่น เริ่มมาก็ให้เลือกว่าจะไปที่ดาวเดวิน หรือดาวลูมินอส ถ้าไปที่เดวินก่อน บลูก็จะเลือกได้ว่าจะฝึกเวทย์ Arcane หรือเวทย์ Rune แต่หลังจากนั้นพอไปยังลูมินอส ก็พบว่ารูจได้เลือกเรียนเวทย์สว่างหรือมืดไปแล้ว บลูจึงเรียนได้แต่เวทย์ฝั่งตรงข้ามที่เหลืออยู่ ทว่าการสร้างตัวละครได้ตามใจนึกนั้นคือเสน่ห์ของซีรีส์ SaGa เมื่อไอ้ระบบนี้มันไปสร้างข้อจำกัดเกินไป เลยตัดมันทิ้งดีกว่า

- บลูสบถต่อหน้ารูปปั้นเทพธิดาว่า "เทพธิดาจอมปลอม" เพราะความโกรธแค้นที่มีต่อความลับที่ถูกผนึกและซ่อนไว้ใต้ Academy โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบลูกับรูจ (ที่ไม่ใช่แฝดตามธรรมชาติกันจริง ๆ ซึ่งสถานที่แบ่งวิญญาณของเขากับรูจก็คือในรูปปั้นนั้น)

- ทำไมในนรกถึงเต็มไปด้วยเทวดา? เพราะในสมัยโบราณ Magic Kingdom ได้ใช้แหวนในตำนานจากเนื้อเรื่องของริกิ สร้างดินแดนแห่งนั้นขึ้นมา พวกเขาอยากจะสร้างสรวงสวรรค์ แต่มันกลับกลายเป็นสวรรค์ที่มีสารพัดสิ่งจากนรกอาศัยอยู่ มันจึงถูกผนึกไว้ในใต้ดินนับแต่นั้นมา

Sunday, April 25, 2021

บันทึกการเล่น SaGa Frontier Remastered วันที่แปด เนื้อเรื่อง Asellus

เนื้อเรื่อง SaGa Frontier ที่ผมเล่นเป็นคนที่ 6 อเซลลัส เด็กสาวชาวดาวชไรค์

วันหนึ่งป้าให้อเซลลัส ปั่นจักรยานเอาหนังสือไปส่งที่บ้าน ดร.โอโคโนงิ ผู้เป็นพ่อของเรด

ขากลับ อเซลลัสเจอขบวนรถม้าของจ้าวแห่งมิสติก ออร์ลูจน์ (Orlouge) ที่กำลังซิ่งไล่ล่าเจ้าหญิงเรย์ที่หนีไป ชนเข้าให้

อเซลลัสปางตาย ออร์ลูจน์เลยพาไปรักษาที่ดินแดนฟาซินาทูรู แดนแห่งมิสติก แล้วทำการถ่ายเลือดของออร์ลูจน์เข้าไปให้

12 ปีผ่านไป อเซลลัสฟื้นขึ้นมา กลางเป็นคนที่มีเลือดสีม่วง คือเลือดมนุษย์สีแดง ผสมกับเลือดมิสติกสีน้ำเงิน


ออร์ลูจน์ ฝากให้เจ้าหญิงกุหลาบขาว เจ้าหญิงคนที่ 46 ของฟาซินาทูรู เป็นคนสอนเรื่องธรรมเนียมของชาวมิสติกให้อเซลลัส และให้อิลดอน ฝึกสอนการใช้พลังของมิสติกให้

แต่แล้วอเซลลัสก็ฟ้าวโลด หนีออกจากฟาซิทาทูรู เพื่อกลับบ้านเกิดที่ชไรค์ โดยที่เจ้าหญิงหิมะขาวขอตามไปดูแลด้วย




พออเซลลัสกลับไปถึงบ้าน ก็รีบเข้าไปทักทายป้า ทว่าป้าของอเซลลัสตกใจที่เธอไม่แก่ขึ้นเลย แถมยังกลายเป็นผมสีเขียว ป้าคิดว่านี่ต้องเป็นมิสติกปลอมตัวมาเป็นอเซลลัสเพื่อหลอกป้าแน่ ๆ ก็อเซลลัสน่ะตายไปตั้ง 12 ปีแล้ว ว่าแล้วก็ป้าก็วิ่งออกจากบ้านไป ท่ามกลางความผิดหวัง โลกทั้งใบพังทลายของอเซลลัส...


อีกฝั่งหนึ่ง ทางออร์ลูจน์ จ้าวแห่งมิสติกก็ไม่พอใจ เขาเองก็อยากปล่อยดูว่าอเซลลัสจะทำอะไรต่อไป แต่เขายอมให้เจ้าหญิงกุหลาบขาว หนึ่งในฮาเรมของเขา ออกไปจากฟาซินาทูรูอีกคนไม่ได้

ว่าแล้วออร์ลูจน์ก็ส่งลูกสมุนคนแล้วคนเล่า มาใช้กำลังตามพวกอเซลลัสกลับไป

แต่กลายเป็นว่าลูกสมุนเหล่านั้น เจอกลุมพันธมิตร Fontier.... เก็น เอมิเลีย ลูท เฟยหลง ธันเดอร์ แอนนี ฯลฯ กระทืบยับกลับไปไม่มีชิ้นดี

จนออร์ลูจน์ต้องให้เจ้าหญิงไลออน เจ้าหญิงลำดับที่ 44 ของฟาซินาทูรู ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งและกล้าหาญที่สุด มาสู้กับพวกอเซลลัสด้วย


แต่ไม่วาย ไลออนเจอลูทจับทุ่ม DSC ปลิวหายไปอีก

ไลออนที่พ่ายแพ้ ก็บอกว่าเธอเข้าใจความคิดของพวกอเซลลัส เธอเองก็เคยคิดแบบเดียวกัน (อยากมีอิสรภาพ)

จากนั้นอิลดอน มิสติกที่ออร์ลูจน์เคยฝากให้เป็นผู้ฝึกสอนวิชาให้อเซลลัส ก็ตามมาช่วยและเตือนว่าเซียโต้ (Ciato) มือขวาของออาร์ลูจน์กำลังจะมาตามอเซลลัสกลับไป

หลังจากนั้นเซียโต้ ก็มาสู้อีกคน แต่ก็โดนตบยับกลับไปอีกเช่นเคย แล้วเซียโต้ก็หายไปเลย โดยอิลดอนบอกว่านั่นคือจุดจบของมิสติก เมื่อเผชิญกับจิตตานุภาพ (Willpower) ที่ของมิสติกที่สูงกว่า ก็จะทำให้มิสติกที่อ่อนชั้นกว่าหายไปได้ ทุกคนกลัวเกรงออร์ลูจน์ก็เพราะออร์ลูจน์ทำให้ทุกคนหายไปได้นั่นเอง

เมื่อลูกสมุนทั้งหมด ไม่มีใครตามอเซลลัสกับเจ้าหญิงกุหลาบขาวกลับไปได้เลยสักคน ออร์ลูจน์จึงใช้เวทมนต์สร้างมิติมืด (Dark Labyrinth) ขึ้นมากักขังอเซลลัสและพวก

ในมิติมืดนั้นเป็นเขาวงกต ที่ทุกคนไม่มีทางออกไปได้ เว้นแต่จะมีใครคนหนึ่งยอมเสียสละ ขังตัวเองไว้ในนั้นหนึ่งคน

ซึ่งในมิติมืดนั้นเอง พวกอเซลลัสก็เจอกับมอนสเตอร์ตัวหนึ่งชื่อ Turnip ที่โดนทิ้งไว้เฝ้ามิติมืด

แต่แล้วกลายเป็นว่าเจ้าหญิงกุหลาบขาว ยอมกักขังตัวเองอยู่ในมิติมืดนั้นแทน แล้วส่งทุกคนออกมาสู่โลกภายนอก พร้อมบอกให้อเซลลัส จงใช้ชีวิตอย่างมีอิสระ

Turnip ที่ได้หลุดพ้นจากมิติมืดออกมาด้วย ก็รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณพวกอเซลลัส จึงขอติดตามไปด้วย อีกทั้งซอสม่ายังตามมาช่วยอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น

---------------------------------------------------

[เนื้อเรื่องที่ถูกตัดทิ้งไปในปี 1997 แต่ใส่กลับเข้ามาใหม่]

1) ซอสม่าจะบอกว่าที่ศูนย์วิจัยชีวภาพในดาวชไรค์ มีการจับมิสติกชั้นต่ำมาทดลอง อยากให้อเซลลัสลองไปดู

พอไปถึง อเซลลัสจะเจอนาชีร่า (Nasheera) แนะนำตัวว่าเธอเป็นหัวหน้าศูนย์แห่งนี้ เราทำการทดลองเรื่องปริศนาของชีวิต และเธอจะขอตรวจสอบพลังชีวิตของอเซลลัสหน่อย พอตรวจดูก็พบว่าอเซลลัสมีพลังเยอะมาก จนเชื่อว่าต้องเป็นมิสติกระดับสูงสุดแน่

แล้วนาชีน่าก็พาไปดูว่า เธอจับพวกมิสติกมาขังเพื่อสูบพลังชีวิตไปเก็บไว้ อีกทั้งในชั้นใต้ดิน ก็มีการขังมนุษย์ไว้ เพื่อสูบพลังชีวิตมนุษย์ไปซัพพอร์ทหล่อเลี้ยงให้มิสติกเหล่านั้นอีกทอด


อเซลลัสก็จะโวยว่าทำแบบนี้กับชีวิตคนอื่นได้ไง แต่นาชีน่าอธิบายว่ามนุษย์เหล่านี้ ได้ยอมขายชีวิตตนเองเพื่อแลกกับเงินก้อนโต ก่อนเซ็นสัญญากันพวกเขาได้อ่านคำอธิบายหมดแล้ว แต่ก็ยอมตกลงรับงงานนะ

ถึงแม้จะดูโหดร้าย แต่การทดลองเหล่านี้คือสิ่งที่จำเป็นต้องทำ มันคือการทดลองเพื่อหาทางทำให้มนุษย์มีชีวิตที่เป็นอมตะ (ดึงพลังจากมิสติกมาเก็บไว้ แล้วหาทางมอบให้แก่มนุษย์) ซึ่งเธอจะไม่ทำให้ชีวิตของพวกมนุษย์ทดลองต้องสูญเปล่า เธอจะทำให้สำเร็จให้ได้

นอกจากนี้ หัวหน้าของชาวมิสติก (น่าจะหมายถึงออร์ลูจน์) ยังบอกนาชีร่าเองว่า จะจับพวกมิสติกชั้นต่ำไปทำการทดลองเท่าไหร่ก็ได้ เขาไม่ว่า

ถึงตรงนี้ถ้าอเซลลัสไม่พอใจ นาชีร่าก็จะขอให้อเซลลัสช่วยเข้ารับการทดลองแทนสิ คนและมิสติกพวกนั้นก็จะได้ไม่ต้องทำ

ถ้าอเซลลัสตกลง นาชีร่าจะพาอเซลลัสไปเข้าแคปซูลทดลอง เพื่อสูบพลังของอเซลลัสไป ในแคปซูลนี้พวกมนุษย์จะไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าเป็นมิสติกจะรู้สึกเจ็บ ซึ่งอเซลลัสพออยู่ในแคปซูลก็เจ็บปวดมาก

อเซลลัสโดนสูบพลังบางส่วนไป แล้วนาชีร่าก็เอาพลังนั้นสร้างเป็นกุหลาบยักษ์ออกมา แล้วมันก็กลายเป็นกุหลาบสีม่วง เหมือนสีเลือดของอเซลลัส

แต่แล้วอเซลลัสก็พังแคปซูลออกมา แล้วบอกว่านาชีร่าทำให้คนมากมายต้องเจ็บปวดและอยู่ในอันตราย เพียงเพื่อจะสร้างกุหลาบแค่นี้เนี่ยนะะะะะ (นาชีร่าก็บอกว่าจะกุหลาบหรือคน มันก็สิ่งมีชีวิตเหมือนกันโว้ยยย)

แล้วอเซลลัสก็ไล่ปลดปล่อยคนกับมิสติกที่ถูกทดลองอยู่ ให้หนีไป.... ส่วนนาชีร่าก็ปล่อย Earth Dragon สุดโฉดมาสู้กับเรา ซึ่งเราก็ต้องปราบแล้วหนีไปจากศูนย์วิจิยนี้ให้ได้

2) ซอสม่าบอกว่าที่คูรอง มีหมอที่ทำการรักษาโรคแปลก ๆ ทั้งหลายอยู่ อเซลลัสเลยลองตามหาดูแล้วพบ ดร.นูซาคาน แล้วขอให้เขารักษาเธอให้


ดร. ก็สาธิตการผสมสีให้ดู โดยเอาสีแดงเทลงใส่สีน้ำเงิน กลายเป็นสีม่วง แล้วบอกว่าการผสมสีมันง่าย แต่การจะแยกกลับให้เป็นสีน้ำเงินกับแดงมันยาก ถึงโอดครวญไปก็ไม่ได้อะไร เขาอยากให้ยอมรับชะตากรรม

อเซลลัสถามด๊อกเตอร์ว่า แล้วการที่เธอได้รับเลือดมิสติกมา มันทำให้เธอเปลี่ยนไปรึเปล่า? ดร. ตอบว่าเขาก็ไม่รู้ แต่ก็น่าจะมีผลแหละ

ดร. บอกว่าเขามาอยู่ที่นี่ก็เพื่อศึกษาวิจัยโรคแปลก ๆ ส่วนอเซลลัสก็บอกว่าคนที่ (จิต) ป่วยแถวนี้ ก็มีแต่ ดร. เนี่ยแหละ

แล้ว ดร. ก็มองว่าอเซลลัสน่าจะเป็นกรณีศึกษาที่ดี จึงขอตามติดชีวิตไปด้วย

3) ซอสม่าบอกอเซลลัสว่าเฟอร์โด เป็นมิสติกชั้นต่ำที่คิดค้นวิธีโค่นมิสติกชั้นสูง ดังนั้นถ้าอเซลลัสอยากช่วยเจ้าหญิงกุหลาบขาว รวมถึงกลับเป็นมนุษย์ด้วย อเซลลัสก็ต้องโค่นออร์ลูจน์ให้ได้ ดังนั้นก็น่าจะไปศึกษาดูว่าเฟอร์โดมันคิดค้นวิธีอะไรขึ้นมา


พออเซลลัสไปที่บ้านของเฟอร์โด ก็เจอเฟอร์โดรอต้อนรับอยู่ แล้วเขาก็ชวนเข้าไปดูบ้านของเขา เฉพาะอเซลลัสคนเดียว


ในบ้านนั่น มีรูปปั้นหินของทุกสรรพสิ่งอยู่เต็มไปหมด แต่แท้จริงแล้ว มันโดนสาปให้กลายเป็นหินไว้

พอตามไปถึงห้องทำงานของเฟอร์โดด้านในสุด เขาก็เผยว่า วิชาของเขาคือการสาปให้ทุกสรรพสิ่งกลายเป็นหิน ไอ้รูปปั้นหินทั้งหมดในปรากฏ มันก็คือสิ่งมีชีวิตทั้งนั้นแหละ ซึ่งอเซลลัสเห็นแล้วก็โกรธ เฟอร์โดเองรู้ว่าอเซลลัสมีเลือดของออร์ลูจน์อยู่ ก็อยากลองวิชาว่ามันจะใช้ได้ผลกับอเซลลัสรึเปล่า

อเซลลัสก็ดวลตัวต่อตัวกับเฟอร์โด ซึ่งมันจะชอบสาบให้เป็นหิน กับใช้ Glass Shiled วิชาสะท้อนท่า Melee

พอชนะแล้ว ซอสม่าก็พึ่งตามมช่วย แล้วบอกว่าพวกชั้นต่ำริอาจมาลองดีกับของจริง ก็กลับบ้านเก่าไปแบบนี้แหละ

---------------------------------------------------

จากนั้นซอสม่าก็แนะนำให้นั่งยานกลับไปยิงดินแดนฟาซินาทูรู พอไปถึงอเซลลัสก็ทราบว่าจีน่า สาวชาวบ้านร้านตัดเย็บเสื้อผ้าโดนจับไปขังไว้ในปราสาท อเซลลัสต้องไปช่วยออกมา

ในปราสาทนั้น นอกจากช่วยจีน่าแล้ว อเซลลัสยังต้องต่อสู้กับลูกสมุนมากมาย ต้องปราบผีเซียโต้ ไลออนอีกครั้ง และเผชิญหน้ากับผีราสตาบัน

ถ้าเลือกจะจบแบบมนุษย์ - อเซลลัสเผชิญหน้ากับราสตาบัน แล้วรู้ว่าราสตาบันอยากให้เธอโค่นล้มออร์ลูจน์เพื่อประโยชน์ของราสตาบันเอง ซึ่งราสตาบันก็ยอมรับว่าใช่ และขอให้อเซลลัสขึ้นเป็นประมุขคนใหม่แห่งฟาซินาทูรู แต่อเซลลัสปฏิเสธว่าไม่ เธอจะปราบออร์ลูจน์เพื่อตัวเองแล้วกลับเป็นมนุษย์ ราสตาบันเลยเย้ยว่าเขาคงประเมินสติปัญญาของอเซลลัสสูงเกินไป งั้นเขาจะกำจัดอเซลลัสและออร์ลูจน์เอง

ถ้าเลือกจะจบแบบลูกครึ่งมิสติก - ทั้งสองไม่ต้องสู้กัน

จนสุดท้ายอเซลลัสก็เข้าไปถึงตัวออร์ลูจน์ที่รออยู่

ตรงนี้จะมีบทสนทนา 3 แบบ แล้วแต่ว่าเราเลือกจบแบบไหน ถ้าเป็นแบบยอมรับชะตากรรมที่จะเป็นลูกครึ่งมิสติก อเซลลัสก็จะบอกว่าเธอโดนมนุษย์รังเกียจ โดนเหล่ามิสติกถากถาง แต่เธอก็จะมุ้ฟอรยอมรับ

ออร์ลูจน์ก็ผิดหวังว่าเขาอุตส่าห์ช่วยชีวิตอเซลลัสมา แต่อเซลลัสกลับไม่เห็นคุณค่า ทั้งที่อเซลลัสมีพลังความมืดที่จะครองทั้งจักรวาลได้แต่กลับไม่ทำ นั่นคือความผิดพลาดของเขาจริง ๆ


เข้าสู่การต่อสู้ตัดสินกับออร์ลูจน์

---------------------------------------------------

ฉากจบเกมมี 3 แบบ


A) แบบลูกครึ่งมิสติก (Canon Ending) จีน่าในวัยชราเล่าเรื่องของอเซลลัสให้ลูกหลานฟัง แล้วอเซลลัส อิลดอน ซอสม่า เจ้าหญิงกุหลาบขาวก็มาเยี่ยม

จีน่าบอกว่าอิลดอนเปลี่ยนไปมาก กลายเป็นคนอ่อนโยนขึ้นเยอะ และจีน่าก็ขอให้อเซลลัสมาเยี่ยมปีละครั้งจนกว่าเธอจะแก่ตาย

B) จบแบบมนุษย์ เป็นเวลาที่ล่วงเลยผ่านไปนาน อเซลลัสตายไปแล้ว แต่เธอได้จากไปอย่างมีความสุข แล้วภาพก็ย้อนชีวิตเธอหลังกลับเป็นมนุษย์ ได้เลี้ยงหมา เที่ยวเล่นกับเพื่อน แต่งงาน มีลูกสองคน ใช้ชีวิตจนแก่ และจากไปอย่างมีความสุข

มิสติกทั้งหลายกล่าวขานถึงเธอในแบบที่แตกต่างกันไป ซอสม่าบอกว่าอเซลลัสคือคนที่กล้าทิ้งชีวิตอมตะ เรย์บอกว่าคือดอกไม้ที่งดงามที่สุดก่อนจะร่วงโรย เมซาร์ธิมบอกว่าเหมือนไฟที่สว่างวาบก่อนจะลับหายไป

ท้ายที่สุดแล้ว อเซลลัสก็ได้จากไปในฐานะของมนุษย์ พร้อมกับรอยยิ้มของเธอ





C) จบแบบมิสติกเต็มตัว อเซลลัสขึ้นครองราชเป็นประมุขคนใหม่ของฟาซินาทูรู แล้วสั่งให้ทำให้พวกเจ้าหญิงรุ่นก่อนที่เป็นฮาเรมของออร์ลูจน์ หลับไม่ตื่นอีกเลย แล้วเธอก็ทำให้จีน่ากลายเป็นเจ้าหญิงคนแรกในยุคสมัยของเธอ



***เหมือนในเรื่องมีประเด็นที่ราสตาบัน ไปท้าทายสู้กับเซียโต้แล้วแพ้ แต่เกมกลับขึ้นว่าเป็นแผนของราสตาบัน แล้วตอนหลังราสตาบันยังไปจับจีน่ามาขังไว้ที่ปราสาท ทำให้อิลดอนงงมากว่าทำไปทำไม...

เมื่อประกอบกับการที่ราสตาบันพูดกับอเซลลัสว่า เวลาของฟาซินาทูรูหยุดเดินมานานแล้ว และอเซลลัสคือคนที่จะมา reset เวลานั้น

ผมเลยมองว่าราสตาบัน ทำทุกอย่างเพื่อเค้นให้อเซลลัส ต้องมาเผชิญหน้ากับออร์ลูจน์ แล้วโค่นล้มยุคสมัยของออร์ลูจน์นะ

---------------------------------------------------

Q&A จาก The Essence of SaGa Frontier

---------------------------------------------------


- ในวัยเด็ก อเซลลัสทำงานอยู่ที่ร้านหนังสือของป้าในดาวชไรค์ ระหว่างที่เธอปั่นจักรยานกลับจากการส่งหนังสือที่บ้าน ดร.โอโคโนงิ ก็โดนขบวนรถม้าของออร์ลูจน์ชนเข้าให้ ฉากนี้ถูกตัดออกไป

- Turnip ไปทำให้ออร์ลูจน์โกรธ เลยโดนขังอยู่ในมิติมืด


- เดิมวางเนื้อเรื่องให้อเซลลัสสามารถหนีออกจากฟาซินาทูรูได้หลายวิธี อีกวิธีคือการโดดลงเตาเผา แล้วจะออกไปยัง Mosperiberg โดยคุเรไน ที่เป็นคนดูแลเตาเผา เป็นผู้บอกเรื่องนี้แก่อเซลลัส (เนื้อเรื่องนี้เอากลับมาใน Ver.2021)

- โกซารุส ใช้ความเพียรพยายามหนักในการสร้างผลงานที่ดีออกมา ทว่าในสังคมของมิสติกนั้นไม่ให้ค่ากับความพยายามและการเรียนรู้ เรียกว่าพวกมิสติกให้ค่ากับ "พรสวรรค์โดยกำเนิด" ส่วน "พรแสวง" ที่มาจากการทุ่มเทแรงกายใจของโกซารุสนั้น ไม่มีใครให้ค่า

- เจ้าหญิงในฮาเรมของออร์ลูจน์มีด้วยกัน 100 คน โดยเรย์ไม่มีหมายเลข ส่วนเจ้าหญิงคนสุดท้ายหมายเลข 99 นอกจากนี้เฉพาะไลออน (44) และกุหลาบขาว (46) เท่านี้ที่มีการตั้งชื่อไว้

- มิสติกนั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวรักใคร่แก่กัน แล้วก็ไม่ได้ผูกสัมพันธ์แบบเพื่อน แต่อิลดอนกับราสตาบันก็ยังไปด้วยกันได้ดี ทีมงานไม่ได้เขียนพล็อตว่าสองคนนี้มีอดีตอะไรกันมา เชิญจิ้นกันเองตามสะดวก

- เวลานากาจิมะเจออเซลลัส เขาจะอึ้ง แล้วบอกว่ามันทำให้เขานึกถึงลูกสาวของตนเอง? ....แท้จริงแล้วสองคนนี้ไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่ผู้ชายในวัยเดียวกับนากาจิมะ พอเจอเด็กสาว ก็จะชอบพูดประโยคทำนองนั้นออกมาแหละ


- ภาพมิสติก 3 คนที่ปรากฏในศึกสุดท้ายตอนสู้กับออร์ลูจน์ พวกเธอไม่ใช้เจ้าหญิง แต่เป็นภาพสัญลักษณ์แทนคุณสมบัติ 3 ประการที่มิสติกเชิดชู นั่นคือ "ทำให้ผู้อื่นหลงสเน่ห์ในความงาม" "ทำให้ผู้อื่นยำเกรงด้วยความหวาดกลัว" และ "จงทรนงไม่ยอมจำนนต่อผู้ใด"

- เดิมวางแผนให้หลังจากเจ้าหญิงกุหลาบขาวออกจากปาร์ตี้ไปแล้ว ซอสม่าจะพาอเซลลัสไปหามนุษย์และมิสติกหลายคน เพื่อให้เธอได้เรียนรู้และตัดสินใจได้ว่าจะใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์ มิสติก หรืออย่างไรต่อไป ในโลกนี้มีมนุษย์ที่โหดร้ายแบบนาชีร่า, ยารุโตะ (ผบ. Trinity คนก่อนหน้ามอนโด) แล้วก็มี ดร.นูซาคานที่อยู่ร่วมกับสังคมมนุษย์ได้ การกระทำทั้งหมดของอเซลลัสก็จะส่งผลกับฉากจบ แต่เหตุการณ์เหล่านี้ก็ถูกตัดทิ้งไป (แล้วใส่กลับมาใน Ver.2021) เนื่องจากข้อจำกัดของเวลาในการพัฒนา ส่วนระบบ Multi-Ending นั้นก็ถูกลดความซับซ้อนลงอย่างที่เห็นในตัวเกมฉบับที่เสร็จแล้ว