Kingdom Hearts - Dark Road : Episode 4-7


Episode 4

64 ปีหลังจบ Dark Road

มาสเตอร์เซอานอร์ทกลับไปหากระจกวิเศษ กระจกวิเศษจำได้ว่าเป็นหนุ่มน้อยที่เคยเจอกันเมื่อนานมาแล้ว แม้ผมจะหายหมดก็ตาม

เซอานอร์ทก็บอกว่าเป็นหลักฐานของความตั้งมั่นน่ะ

แล้วเซอานอร์ทก็ถามเรื่อง พวกเด็กหนุ่มสาวที่เขาไม่เคยเจอ แต่มักฝันถึง จนตอนนี้ก็ยังหาไม่พบ ไม่รู้ชื่อด้วยซ้ำ แต่เห็นหน้าในฝัน อยากรู้ว่าไอ้คนพวกนั้นนั่นมีจริงมั้น หรือเป็นแค่จินตนาการเลื่อนลอยของเขา

กระจกบอกมีอะไรอีกมาก นอกโลกของเรา นอกกาลเวลาของเรา บางคนก็อยู่ในโลกนี้แหละ แค่ชะตาอาจยังไม่ปรากฏชัด (ลอวเรียมจะมาฟื้นที่ป่าคนแคระ)

เซอานอร์ทตาโต ถามว่ารู้ได้ไงอ่ะ ทั้งที่แกไม่รู้ชื่อพวกเขาด้วยซ้ำ

กระจกบอกว่าหัวใจของเจ้ากระจ่างยิ่งกว่าคำพูด

เซอานอร์ทถามว่างั้นพวกเขาอยู่ไหน

กระจกบอกว่าท่ามกลางมหาสมุทรของกุญแจ ในดินแดนแห้งแล้ง มีไอ้หนุ่มที่มีทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่และความมืดอยู่

เซอานอร์ทรู้ทันทีว่าหมายถึงสุสานคีย์เบลด



Episode 5

54 ปีหลังจบ Dark Road

มาสเตอร์เซอานอร์ท มาหาเอราคุส  เพราะต้องการ X-blade


เอราคุสเชื่อว่าที่บรรพชนไม่ให้พวกเรารู้เรื่องนี้ มันต้องมีเหตุผลบางอย่าง แล้วจะปล่อยให้เซอานอร์ท นำจักรวาลกลับคืนสู่ความมืดไม่ได้

เซอานอร์ทยังแสดงความอยากรู้ ว่าเกิดอะไรขึ้นในสงครามคีย์เบลดโบราณกันแน่ ได้ยินว่าในวิกฤตนั้นมันมีแสงสว่างกลับมา แล้วถ้าเกิดสงครามคีย์เบลดขึ้นอีกครั้งล่ะ? เราจะพบแสงนั้นอีกครั้งมั้ย ต้องสร้าง x-blade แล้วก่อสงครามคีย์เบลดขึ้นอีกครั้ง

เอราคุสก็จะด่าว่าเพราะความอยากรู้อยากเห็น เลยเอาทุกคนมาเสี่ยงเนี่ยนะ เขาไม่มีวันยอม

แต่เซอานอร์ทบอกว่า ความมืดมันเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุด โลกแห่งแสง พวกเราทุกคนก็เกิดมาจากความมืด

เอราคุสจะเข้าไปหยุดเซอานอร์ท แต่ก็เจอยิงคลื่นพลังใส่หน้าจนเป็นแผลเป็น

เอราคุสถามว่าความมืดเกาะกินแกแล้วเหรอ

เซอานอร์ทบอกว่าไม่ใช่เรื่องของแก


7 ปีหลังจบ Dark Road

เซอานอร์ทกับเอราคุส สอบเป็นมาสเตอร์ผ่านมาได้ 1 ปี ผ่านทั้งคู่ (แปลว่าผ่านประมาณปีที่ 6 หลังจบเรื่องบัลเดอร์)

แต่เอราคุสเลือกเป็นผู้สืบทอดของ Scala ad Caelum เพียงคนเดียว

เซอานอร์ทถือ No Name มา เตรียมออกจาก Scala โดยบอกว่า Kingdom Hearts คือหนทางเดียวในการปกป้องจักรวาลนี้... 

เอราคุสบอกว่าเซอานอร์ทก็ได้สืบทอดคีย์เบลดมาจาก Lost Master ก็ควรสืบทอดอาวุธและปณิธานของพวกเขา

เซอานอร์ทบอกว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้ 9 ปีแล้ว (แปลว่ามาอยู่ 2 ปีก่อนเริ่ม Dark Road) ก็คิดได้ว่าจะปกป้องโลก ต้องทำยังไง กว่าจะตัดสินใจนั้นไม่ง่ายเลย

แล้วทั้งสองก็เข้าปะทะกัน



1 ปีหลังจบ Dark Road 

ก่อนเซอานอร์ทเข้าสอบเป็นมาสเตอร์

เซอานอร์ทได้ใส่ชุดเกราะ เดินทางไปที่ต่าง ๆ เพื่อขยายวิสัยทัศน์ตามธรรมเนียมก่อนสอบเป็นมาสเตอร์

ปกติแล้ว นี่จะเป็นครั้งแรกที่พวกผู้ใช้คีย์เบลดจะได้ออกจาก Scala แต่เซอานอร์ทได้ออกมาแล้วตอนไปตามหาพวกศิษย์คลาสเอก

จนเซอานอร์ทเดินใน Corrior of Darkness  แล้วสัมผัสถึงกระแสอารมณ์ปั่นป่วนเกินใครจะรับไหว จนอาจโดนความมืดกลืนกินได้

ซึ่งเกราะที่ใส่อยู่มันช่วยป้องกันไม่ให้ความมืดซึมเข้าหัวใจ

แต่เซอานอร์ทสงสัยว่าหัวใจของเขาแข็งแกร่งพอจะทนได้รึยัง...

ก็เลยลองถอดเกราะออก

แล้วก็ร่วงทันที

ทว่า MoM ก็ผ่านมาเห็นแล้วบอกว่านายคือ Singularity สินะ



Episode 6

1 ปีหลังจบ Dark Road

MoM พาเซอานอร์ทออกจาก Corridor of Darkness

เซอานอร์ทจะถามว่านายเป็นใคร?

MoM บอกว่าถึงแนะนำว่าตัวเองชื่อ ธีโอดอร์ (Theodore) หรือแจ็ค (Jack) ก็พิสูจน์ไม่ได้หรอก มันไม่มีประโยชน์ รู้แค่ว่าเขาช่วยชีวิตนายไว้ก็พอแล้ว ตอนนั้นกำลังเดินเล่น แล้วก็เห็นนายหมดสติไปโดยไม่มีอะไรป้องกัน คงคิดว่าหัวใจตัวเองแข็งแกร่งพอจะต้านทานความมืดได้ล่ะสิ แล้วทำอีท่าไหนไปโผล่ตรงนั้น หลงทางเหรอ? หรือไปเที่ยว?

เซอานอร์ทลุกขึ้นถามกลับว่า คุณต่างหากที่ไปทำอะไรตรงนั้น

MoM ก็ชวนให้นั่งด้วยกันก่อน แล้วบอกว่าเขาเคยเป็นผู้ใช้คีย์เบลด

เซอานอร์ถามว่าจะเชื่อได้ไง

MoM เลยโชว์การแย่งการครอบครองคีย์เบลดไปถือได้ในพริบตา

MoM เตือนว่าอย่าเดินผ่าน Corridor of Darkness แบบตัวเปล่าแบบนั้น แล้วก็จะมอบเสื้อโค้ดดำให้ มันอาจไม่เท่เท่าชุดเกราะ แต่ต้านทานความมืดได้ดีกว่า ชุดเกราะมันเหมาะกับการต่อสู้มากกว่า 

เซอานอร์ทก็เล่าให้ฟังว่าเขาอยู่ระหว่างพิธีเดินทาง ก่อนสอบเป็นมาสเตอร์

ซึ่ง MoM ไม่รู้จัก ไม่รู้ว่าการจะเป็นมาสเตอร์ฯ ในยุคนี้ มีธรรมเนียมพิธีการเยอะแยะ

MoM ฝากเซอานอร์ท ไปเดินทางแล้วกลับมาสรุปให้หน่อยว่าใจคนเรานี่มันยังไง อย่างความรู้สึกรัก มันก็ไม่ได้เป็นความรู้สึกดี ๆ ล้วน มันมีทั้งบวกและลบ งั้นอารมณ์รักคือแสงสว่างหรือความมืด? แล้วคนเรา มีทั้งคนที่มีพลัง และคนที่ไร้พลัง คนที่มีพลังก็ตัดสินกดขี่คนอื่น นั่นก็ความมืด คนที่ไร้พลังก็อิจฉาและอยากแย่งชิง นั่นก็ความมืด ตกลงแล้วใจคนเรานี่มันยังไง? รวมถึงเซอานอร์ทล่ะเป็นคนแบบไหน? มีพลังหรือไม่มี? แข็งแกร่งหรืออ่อนแอ?

วันนั้นเซอานอร์ทบอกว่า อย่าไปแบ่งสุดโต่งแบบนััน (ถ้า localize ก็คือโลกนี้ไม่ได้มีแค่ขาวและดำ) ต่อให้เขาเข้าข่ายอย่างใดอย่างนึง ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องมีเจตนาร้ายอะไร

MoM เลยบอกว่า งั้นไปเดินทางเปิดวิสัยทัศน์นะ แล้วมารายงานให้ฟังด้วย เขาจะนั่งรออยู่ตรงนี้


สลับกลับเข้าช่วงเหตุการณ์ในปีเนื้อเรื่อง

ก่อนที่นักเรียนคลาสเอกจะเข้าพิธีออกเดินทางไปยังดาวต่าง ๆ ขยายวิสัยทัศน์ก่อนสอบเป็นมาสเตอร์ อาจารย์โอดินให้เดินทางไปยังจักรวาล ที่บอกว่าให้ไปเปิดวิสัยทัศน์ หมายถึงให้ไปท่องจักรวาล ดูกฎ/กติกา/มารยาท/ธรรมเนียม ที่แตกต่างกันไปในแต่ละโลก ซึ่งแม้เด็ก ๆ อาจไม่เห็นด้วย อาจมองว่ากติกาแต่ละที่มันขัดแย้งกันเอง แต่ก็ขอให้ทุกคนเคารพมัน ไม่ไปเสือกเรื่องของดาวนั้น ๆ เพื่อความเป็นระเบียบ และรักษาสมดุลจักรวาลไว้

เหล่าศิษย์คลาสเอกส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ก็ถ้าเราเห็นกฎกติกาของดาว ที่มันผิด ที่มันมืดและชั่วร้าย เราจะไม่เสือกได้ไง!?

อาจารย์ก็บอกว่า พวกแก ยังแยกระหว่างแสงสว่างและเงามืดไม่ได้จริงด้วยซ้ำ

ศิษย์หลายคนคิดว่าพวกเราร่ำเรียนวิชามาเยอะแล้ว เราแยกแยะได้ เราทำได้ เราสร้างสมดุลที่แท้ทรูได้

แต่ก็มีส่วนน้อยที่รับปากว่าจะไม่เสือก เพราะเชื่อในแสงสว่างในใจมนุษย์


สลับภาพมาที่ 1 ปีหลังจบ Dark Road

หลังเซอานอร์ทกลับจากการเดินทาง

เมื่อเซอานอร์ทกลับมา เขารายงาน MoM ว่ามนุษย์ต่างอวดอ้างในความดี อ้างคุณธรรม บอกว่าตนเป็นคนดี ทั้งที่ทุกคนต่างก็ซุกซ่อนความมืดในใจไว้ ไอ้ความดีที่อวดอ้างอะไรนั่นเลยดูเป็นเรื่องเลวไหลไร้สาระ

คนที่อ่อนแอ คนที่อยากจะได้พลังที่แกร่งขึ้นกว่าเดิม  ก็ละทิ้งพลังของตนเอง แล้วเปิดรับให้ความมืดเข้ามาแปดเปื้อน แล้วก็หลอกตัวเองว่าเป็นพลังของตัวเองหลงคิดว่าเป็นของตนเอง  ทุกคนเชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ เอาเหตุผลกลวง ๆ มาเป็นข้ออ้าง กระทำวนเวียนไปมา จนความมืดขยายขึ้น

MoM ถามว่านายกำลังจะบอกว่าคนอ่อนแอหาข้ออ้างมาสนับสนุนการกระทำของตนเอง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นไว้งั้นเหรอ? แล้วปล่อยผ่านไม่ได้รึไง?

เซอานอร์ทบอกว่า ไม่ อย่างพวกมันปล่อยให้โดนความมืดปกครองไปแหละดี ผู้คน หลงผิดว่าตัวเองมีพลัง แต่มันก็เรื่องโกหกทั้งเพเป็นแค่ลูกแกะที่แสร้งทำเป็นหมาป่า แ แต่ก็ยอมรับ เข้าใจนะว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น

MoM ถามว่านายเป็นผู้ใช้คีย์เบลดที่จะอยู่ข้างความมืดเหรอ? ทำไมไม่ปล่อยให้ความมืดกลืนกินพวกนั้นกันไปเองล่ะ

เซอานอร์ทตอบว่าเพราะถ้าปล่อยไว้แบบนั้น จักรวาลก็จะโกลาหล "จักรวาลควรต้องเป็นระเบียบ" เซอานอร์ทย้ำ


MoM ถามว่าทำไมไม่นั่งเป็นผู้ชมดูเฉย ๆ ล่ะ?

เซอานอร์ท บอกว่าการเข้าใจหัวใจนั้นมันยาก การทำความเข้าใจอารมณ์ข้างในนั้นก็เช่นกัน ในทางตรงกันข้ามการเพิกเฉยต่อสิ่งที่ไม่หยั่งรู้ มันง่าย 

MoM บอกว่าถ้าเชื่อว่าโลกต้องการนาย งั้นก็ว่าเอาตามนั้น

เซอานอร์ทบอกว่า เขาไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้บ้าง แต่ต้องทำอะไรสักอย่าง

MoM สรุปว่า เซอานอร์ทกำลังสื่อว่าจะไม่ยอมให้แสงสว่างจอมปลอมของมนุษย์กำหนดอนาตตสินะ แต่นายเปลี่ยนแปลงมันได้ นายมีพลัง งั้นจะทำยังไงกับจักรวาลล่ะ?

เซอานอร์ทบอกว่าพลังงั้นรึ? ไม่รู้สิ การฝึกฝนของเขาก็จบลงแล้ว (หมายถึงการเดินทางไปต่างดาว) การสอบก็อยู่อีกไม่ไกล เดี๋ยวตอนนั้นก็อาจจะกระจ่าง

MoM บอกว่าจะปล่อยให้การสอบมาเป็นตัวกำหนดได้ไง ฟังนะโว้ย ผลลัพธ์น่ะไม่สำคัญ นายเชื่อว่าจักรวาลต้องการนาย งั้นนายก็รู้แล้วว่าต้องทำอะไรต่อ

เซอานอร์ทบอกว่าตลกนะ ราวกับเขารู้อยู่แล้วว่าต้องไปไหน ทำอะไรต่อ เสื้อโค๊ดนี่ก็รู้สึกคุ้นเคย

แต่ MoM กลับบอกว่าสักวันหนึ่งเซอานอร์ทก็จะทิ้งเสื้อโค๊ดนี่ไป เมื่อมีพลังที่ยิ่งใหญ่ ความมืดก็จะควบคุมนายไม่ได้ นายจะไม่ต้องใส่ชุดแบบนี้อีก แถมนายจะกลายเป็นคนควบคุมความมืดซะเอง แต่ส่วนตัว MoM เองเป็นแมวขี้กลัวไม่กล้าถอดเสื้อโค๊ดนี่ออก

เซอานอร์ทหนุ่มถามกลับว่า "คุณเป็นโหรเหรอ?" แต่ MoM บอกว่าเขาจะโกหกยังไงก็ได้นี่ จะบอกว่าเป็นจิตรกรอัจฉริยะ หรือนักปราชญ์ก็ได้ จะโม้ว่าเป็นคนที่ฝันอยากให้โลกสงบสุข แต่ที่จริงอยากให้มันพินาศก็ยังได้ ความจริงคือสิ่งที่นายเห็นกับตา ไม่ใช่สิ่งที่นายได้ยิน

เซอานอร์ทหนุ่มยังคงถามชื่อของ MoM ต่อ...

ซึ่งตอนแรก MoM ก็เอ๊ะ ตรูพึ่งพูดไปว่า... (ความจริงไม่ใช่สิ่งที่นายได้ยิน) แต่เอาเหอะ ไม่ได้เสียหายอะไร ชื่อของฉันก็คือ.... (บอกไปแล้ว) เป็น Lost Master คนหนึ่ง


Episode 7

65 ปีหลังจบ Dark Road

มาสเตอร์เซอานอร์ท (ตอนแก่) พาเวนตุสที่ไม่ได้สติเดินผ่าน Corrior of Darkness แล้วเวนตุสซึ่งปิดใจ ไร้ความรู้สึก ก็ไม่ได้รับผลกระทบจากกระแสความมืดภายในนั้น

เซอานอร์ทนึกถึงชายชราที่เลี้ยงดูตนมา คนที่ถูกเขียนไว้ในหนังสือ คนที่ถูกเลือกเป็นภาชนะของความมืด สามารถเชื่อมโยงหัวใจกับคนอื่น ๆ และรู้สึกถึงคนอื่นได้ เซอานอร์ทเลยกางแขนโอบรับกระแสอารมณ์ให้พัดพาเข้าหัวใจ และสงสัยว่าตัวเองคู่ควรแล้วรึยังนะ? แล้วก็เหล่ไปมองเวนตุส


เซอานอร์ทตอนแก่ มาหาเอราคุสใน Land of Departure 

นั่นเป็นครั้งแรกที่เทอร์ราได้เจอเวนตุส

เซอานอร์ทก็ชมว่าพวกศิษย์เอราคุส ดูสดใสดีนะ 

เอราคุสก็บอกว่าอ่านจดหมายที่เซอานอร์ทส่งมาแล้ว ว่าเซอานอร์ทก็มีศิษย์คนนึงที่เจอปัญหา แล้วอยากฝากเอราคุสดูแล

เซอานอร์ทบอกว่าเคยฝึกมาหลายปีแล้ว คิดว่าเวนตุสอาจจะเป็นคน ๆ นั้นก็ได้ เวนตุสเป็นเด็กพิเศษที่ควรถูกชี้นำด้วยทายาทแสงสว่างที่แท้จริง ไม่ใช่เขาที่อยู่ข้างความมืด

แล้วเวนตุสก็กรีดร้องดังขึ้นมา


------


วานิทัศแอบมาหาที่ Land of Departure ด้วย เซอานอร์ทบอกว่าแกควรจะรอที่ Badlands สิ

เซอานอร์ทบอกวานิทัศว่า เขาทิ้งเวนตุสก็เพื่อตัวเวนตุสเอง ไม่ใช่เพื่อวานิทัศ จนวานิทัศงงว่าหมายความว่ายังไง นี่คือกลับข้างเหรอ?

เซอานอร์ทก็บอกว่าให้ระวังปากไว้เถอะไอ้หนู แม้วานิทัศจะเป็นความมืดบริสุทธิ์ แต่ไม่ได้เศษเสี้ยวขี้มือของเขา

แล้วเซอานอร์ทก็เล่าว่านานมาแล้วมี 13 ความมืดจากบรรพกาล ที่ไร้รูปร่าง

ทว่าคีย์เบลดมาสเตอร์ 7 คน ได้ยอมให้ตัวเองเป็นร่างภาชนะของความมืดที่แข็งแกร่งที่สุดทั้ง 7 ตัว

ส่วน 6 ตัวที่เหลือนั้น :-

4 โดนจองจำใน data world (ฝีมือตัวเอกในตอนจบภาค Union X)

2 ถูกเล่าขานว่าพินาศไปพร้อมกับโลกในตอนจบของ Union X (จริง ๆ ตัวนึงซ่อนอยู่ในเวนตุส อีกตัวเราเห็นเผชิญหน้ากับลูซูแล้วภาพตัดไป ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น) แต่เซอานอร์ทมีสมมติฐานว่าความมืดนั้น อาจยังปิดบังตัวตน ซ่อนตัวอยู่กับข้างแสงสว่าง เซอานอร์ทถามวาทิทัศว่าคิดยังไงกับสมมติฐานของเขา? วานิทัศบอก ไม่น่าเกี่ยวอะไรกับเขา...

เซอานอร์ทบอกเดิมความมืดทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่แล้วแตกแยกออกจากกัน ดังนั้นแต่ละส่วนก็น่าจะสื่อถึงกันได้ ดังนั้นวานิทัศก็คงย่อมรู้ว่า ความมืดตัวอื่น ๆ อยู่ที่ไหน

วานิทัศบอกว่ากูคือกู ตัวกูววว

เซอานอร์ทถามว่าแต่ก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนที่ใหญ่กว่าใช่มั้ยล่ะ? ถ้าวานิทัศคือความมืดบรรพกาลตามสมมติฐานของเขา แล้วจะซ่อนตัวทำไม? ปิดบังตัวตนทำไม? หวาดกลัวแสงสว่างงั้นรึ?

วานิทัศก็แย้งว่าคิดว่าเขากลัวเวนตุสเหรอ? ฝันไปเถอะ


แล้วเซอานอร์ทก็เฉลยตรง ๆ ซึ่งเป็นการ retcon กับข้อมูลใน Birth by Sleep (แต่เราก็น่าจะพอตะหงิดตั้งแต่ KH3, และมารู้ใน UX นานแล้วล่ะ) ว่าหัวใจเวนตุสไม่ได้ถูกแบ่งเป็นด้านสว่างและความมืด (ไม่ได้ผ่าเอาด้านมืดออกมาเป็นวานิทัศแบบที่เล่าใน BBS) แต่วานิทัศแอบซ่อนอยู่ต่างหาก

เซอานอร์ทนึกถึงตอนเจอวานิทัศครั้งแรก... แล้วคิดว่าถ้างั้นแล้วแล้วเวนตุสและวานิทัศมาจากไหนกันแน่? แถมเวนตุสเองยังเป็นคนที่ติดอยู่ในความฝันของเซอานอร์ทมาโดยตลอด... การพบพานของพวกเรา ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน

วานิทัศไม่มีคำตอบให้ แต่คนที่เล่น UX มา ก็น่าจะปะติดปะต่อได้นานแล้ว ซีนนี้เป็นแค่การช่วยขยายความมั่นใจให้เท่านั้น


Episode 8

2 ปีหลังจบ Dark Road

เซอานอร์ทกับเอราคุส ยังโขกหมากรุกกันในห้องเรียน

เซอานอร์บอกว่าชีวิตนึงมันสั้นเนอะ

เอราคุสบอกว่าเพราะมีชีวิตเดียว ถึงต้องใช้ให้เต็มที่

เซอานอร์ทบอกว่าแต่มันก็ไม่พออยู่ดี

เอราคุสบอก เพราะงั้นถึงต้องหาคนสืบทอดไง

เซอานอร์ทบอก มันก็ใช่ แต่อยากทำเองมากกว่า

เอราคุสถาม อยากมีสักกี่ชาติกันล่ะ?

เซอานอร์ทบอก 12 ไม่สิ... 13

เอราคุสสะดุ้งว่า 13 เหรอ ล้อเล่นน่า เอาไปทำอะไรเยอะแยะ

เซอานอร์ทบอกก็เพื่อจะสร้างโลกใหม่

เอราคุสบอก คงมีแผนมหัศจรรย์ในหัวสิท่า

เซอานอร์ทบอก ขออีกสักชีวิต ไว้สำรวจโลกใหม่

เอราคุสก็ล้มหงาย จะเอา 14 เลยเหรอ?


เซอานอร์ทบอก เราต่างมีความฝันนี่นา แล้วฝันของนายล่ะ?

เอราคุสบอก เขาอยากจะ.... ยึดมั่นในแสงสว่าง เพื่อที่ว่าหากใครหลงในความมืด เขาจะได้เป็นแสงสว่างนำทางให้พวกเขาเหล่านั้นกลับมาได้

เซอานอร์ทก็ขำเบา ๆ แล้วบอกว่า เป็นความฝันที่เหมาะกับเอราคุสจริง ๆ

เอราคุสบอกว่าถ้าเซอานอร์ท หลงในความมืด ก็คงพยายามหาทางออกมาเอง แต่กลับจะยิ่งถลำลึกลงไป แต่เขาจะคอยอยู่ช่วยนายเอง คู่หู

เซอานอร์ทบอกจริงอยู่ เขาไม่ถนัดเรื่องการหนีสักเท่าไหร่ ไม่เหมือนใครบางคนที่รู้จัก... ขอบคุณที่คอยอยู่ตรงนี้นะ

ไม่มีความคิดเห็น