Saturday, September 15, 2018

บทสัมภาษณ์เฉลยเนื้อเรื่องใน Kingdom Hearts 3D Ultimania

(เขียนขึ้นเมื่อ 13/05/2012)

เรื่องราวในภาคนี้จบลงที่โซระและพวกเตรียมพร้อมสู้รบกับฝ่ายเซอานอร์ท ก่อนที่การต่อสู้ครั้งสุดท้ายจะเริ่มต้นขึ้น เราจะมาถามคำถามคุณโนมุระเกี่ยวกับเรื่องราวใน KH3D กัน

- ในคัตซีนแรกที่เห็นใน KH3D เป็นภาพย้อนอดีต 10 ปีก่อน KH ภาคแรก ตอนที่เซอานอร์ทและพวกได้สูญเสียหัวใจไปในการทดลองใช่มั้ยครับ?

โนมุระ : ใช่ครับ นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวในภาคนี้

- คนในชุดคลุมน้ำตาล ฮาร์ทเลสผู้เกิดจาการทดลองกล่าวไว้ว่า "โลกนี้ได้ถูกเชื่อมต่อแล้ว" ใน KH1 ประโยคนี้หมายถึงตัวเกาะได้เชื่อมต่อกับความมืดแล้ว แต่ในภาคนี้มันหมายถึงการที่เซอานอร์ทและพวกได้เชื่อมต่อกับโลกแห่งความฝันใช่หรือไม่?

โนมุระ : มันก็มีความหมายทั้งสองอย่างนั่นแหละครับ ในฉากนั้น ผลจากการที่คนในชุดคลุมน้ำตาลได้พบกับโซระและพวกมาก่อน เขาก็ได้กลายมาเป็น "ทางผ่าน" (Portal) ที่ทำให้เซอานอร์ทคนอื่นๆ แทรกแซงเข้าไปในความฝันได้

- ทำไมเซอานอร์ทและพวก พูดเหมือนกับพยายามจะปลุกเวนตุสที่อยู่้ในตัวโซระให้ตื่นขึ้นมา?

โนมุระ : พวกเขาทำเพื่อยั่วหัวใจของโซระให้ตกลงสู่ความมืดมิด ในเนื้อเรื่องนั้นก็ได้บอกไว้ว่าการละทิ้งตัวตนนำไปสู่การสูญเสียหัวใจ ตอนที่คุณเห็นวานิทัศ (ด้านมืดผู้เป็นครึ่งหนึ่งของเวนตุส) ซ้อนทับกับเซอานอร์ทหนุ่ม นั่นก็เป็นฉากที่แสดงให้เห็นการตอบสนองของหัวใจของเวนตุสที่อยู่ในตัวของโซระ

- ในช่วงครึ่งหลังของ The World that Never Was ทั้งที่โซระกลับมายังโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ทำไมโซระกับพวกยังคงอยู่ในชุดเดิม และทำไมดรีมอีทเตอร์ถึงยังปรากฏตัวขึ้นมาได้อีกครับ?

โนมุระ : ที่โซระและพวกอยู่ในร่างนั้นก็เพราะเวทย์ของเยนซิด พวกเขาไม่อาจกลับสภาพเดิมได้จนกว่าจะกลับไปยังหอคอยปริศนา ส่วนที่ดรีมอีทเตอร์ปรากฏตัวขึ้นมาได้ก็เพราะโซระยังคงหลับใหลอยู่ นอกจากนี้หลังจากที่พวกจูซังคิคังถูกกำจัดไปใน KH2 The World that Never Was ก็ดำรงอยู่ในสภาพดาวที่ไม่ค่อยเสถียร ในตอนแรกโลกที่อยู่ในช่องว่างระหว่างความมืดและแสงสว่างจะมีกฎที่แตกต่างไปจากโลกอื่นๆ หอคอยปริศนาเองก็ไม่ได้ยึดติดอยู่กับที่ตลอดเวลา เมืองเทรเวิร์สเองก็เปลี่ยนแปลงรูปร่างไปทุกครั้ง นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมเมืองที่เราเห็นกันในภาคนี้ถึงแตกต่างจากที่เห็นใน KH1 อย่างชัดเจน

*หอคอยปริศนาอยู่ใน Realm Between โดยค่อนไปทาง Realm of Light : อ้างอิง

- การที่เวทย์กาลเวลาของราชามิคกี้ใช้ไม่ได้ผลกับเซอานอร์ทหนุ่ม เป็นเพราะเซอานอร์ทหนุ่มมีพลังในการควบคุมกาลเวลาใช่หรือไม่?

โนมุระ : ไม่ใช่เซอานอร์ทหนุ่ม แต่เป็นพลังของมาสเตอร์เซอานอร์ทครับ ตอนนั้นราชามิคกี้เองก็ตกใจที่ได้เห็นเขาเรียกคีย์เบลดออกมา และรู้ว่าชายคนนั้นมีพลังของมาสเตอร์เซอานอร์ทอยู่ คีย์เบลดนั้นมีต้นแบบมาจากคีย์เบลดที่มาสเตอร์เซอานอร์ทใช้ในภาค BBS แล้วนำมามาผสมผสานกับนาฬิกาทราย

*ในตอนนั้นมาสเตอร์เซอานอร์ท ได้ย้ายจิตเข้าไปในร่างของเซอานอร์ทหนุ่มชั่วคราว : อ้างอิง

- ผู้แสวงหาความมืดทั้ง 13 ที่อยู่ในคนละช่วงเวลากัน มารวมตัวกันได้เวทย์ข้ามกาลเวลาใช่มั้ย?

โนมุระ : ก็อย่างที่บอกในเนื้อเรื่องครับว่าการจะข้ามกาลเวลาได้นั่น อย่างแรกต้องสละร่างทิ้งก่อน แล้วผลจากการกระทำของคนในชุดน้ำตาล พวกเขาทั้งหมดจึงอยู่ในสภาพที่ได้รับพลังในการข้ามกาลเวลามา คนในชุดน้ำตาลได้อธิบายข้อเท็จจริงเอาไว้ การที่ทั้ง 13 นั้นถูกอัญเชิญมาพร้อมเพรียงกันได้ก็เพราะเซอานอร์ทหนุ่มได้ยืมพลังนั้นมา ทว่านอกจากเซอานอร์ทหนุ่มแล้ว สมาชิกคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ข้ามกาลเวลากันได้ไปซะทุกคน

- อันเซมและเซมุนัสต่างก็ดำีรงอยู่ในมิติกาลเวลาของ KH3D แต่ขณะเดียวการที่พวกเขาเคยถูกกำจัดไปแล้ว ทำให้ร่างมนุษย์ของพวกเขาก็กลับคืนมาด้วยอย่างงั้นเหรอครับ?

โนมุระ : ใช่ครับ มันออกมาเป็นแบบนั้น แต่ก็อย่างที่ผมพูดไว้แล้วว่า The World that Never Was สถานที่ซึ่งทั้ง 13 มาพบกันนั้นเป็นที่พิเศษ กลไกเบื้องหลังที่ว่าทำไมพวกเขาถึงดำรงอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันได้นั้นเป็นปริศนา ซึ่งตั้งแต่ KH1 แล้ว ไม่ว่าอันเซมจะถูกกำจัดไปสักกี่ครั้งเขาก็กลับมาได้ใหม่เรื่อยๆ บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องแบบเดียวกัน

- ลีอาเองก็เคยพูดแบบเดียวกันว่า "ทำไมฉันถึงต้องเป็นคนทำงานสกปรกอยู่เรื่อยเลยนะ" กับ "ฉันจะลากคอแกกลับมาให้ได้ทุกครั้ง" กับชิออนในภาค 358/2 Days มาก่อน ตอนที่เขาต้องไปพาตัวเธอกลับมา เขาจำเรื่องนี้ได้มั้ย?

โนมุระ : เรื่องของชิออนและความทรงจำทั้งหมดที่เกี่ยวกับเธอล้วนถูกลบทิ้งไปจนหมด แต่เขาคงจำเรื่องราวอื่นๆ ได้

- ทำไมลีอาถึงไปยังปราสาทดิสนีย์ ทั้งที่เขาควรจะออกไปตามหาเพื่อน?

โนมุระ : การจะตามหาเพื่อนได้นั้น เขาจำต้องมีพลังที่จะเดินทางไปมาระหว่างดาว และมันก็ไม่มีหนทางอื่นนอกจากการมาเป็นผู้ใช้คีย์เบลด ในตอนที่เขาอยากจะเป็นผู้ใช้คีย์เบลดนั้น ลีอาได้เห็นข้อความที่จอมปราชญ์อันเซมบันทึกเอาไว้ตั้งแต่ครั้งอดีต ทำให้เขารู้ว่าการใช้ Corridor of Darkness มันอันตราย แต่เขาก็ต้องใช้มันอีกครั้งเพื่อไปคุยกับราชามิคกี้และคนอื่นๆ ดังนั้นหลังจากมาเลฟิเซนต์จากไปแล้ว เขาจึงไปขอร้องที่หอคอยปริศนา

- ในการออกเดินทางของราชา เยนซิดกล่าวไว้ว่าจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่และเหล่านางฟ้าได้เร่งกระแสเวลาในสถานที่แห่งหนึ่งเพื่อเจ้า...

โนมุระ : เพื่อตอบสนองคำขอ เหล่าผู้ที่สามารถควบคุมเวลาได้ ซึ่งก็ได้แก่เมอร์ลินและ 3 นางฟ้าที่ปรากฏตัวใน KH2 ก็ได้เปลี่ยนกระแสเวลาในสถานที่พิเศษ แล้วที่นั่นเองลีอาก็ได้รับการฝึกอย่างเร่งด่วนเพื่อให้เขาใช้คีย์เบลดได้ ในบทที่วางไว้ตอนแรก เรากะว่าจะให้เขาสามารถใช้คีย์เบลดได้ในตอนที่เขาเข้าไปช่วยโซระ

- จอมปราชญ์อันเซมรู้จักกับริคุเป็นอย่างดีแล้วแท้ๆ แต่ทำไมเขาถึงต้องถามชื่อริคุในตอนท้ายด้วย?

โนมุระ : นั่นมันเป็นมุกครับ (หัวเราะ) เขาตั้งใจถามคำถามเดียวกันกับตอนที่ริคุเปลี่ยนร่างเป็นอันเซมใน KH2 ครับ

- ในตอนนั้นริคุโกหกและบอกว่าเขาคืออันเซม ทว่าคราวนี้เขากลับตอบอย่างจริงใจว่าริคุใช่มั้ย?

โนมุระ : ครับ เพราะว่าพล็อตหลักของภาคนี้คือการเติบโตของริคุ ประเด็นที่แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้อย่างการที่เขาพูดออกมาเต็มปากเต็มคำว่า "ฉันก็คือฉัน" เป็นความตั้งใจที่จะแสดงการเติบโตของริคุครับ

- จอมปราชญ์อันเซมเป็นคนพูดเองกับปากว่า ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถงอกเงยหัวใจขึ้นมาได้

โนมุระ : ใช่แล้วครับ ผมว่าประเด็นนี้ผมเฉลยไว้ชัดแล้วในภาคนี้

*แสดงว่า โซระร่างข้อมูลในภาค Coded ก็มีหัวใจจริงๆ

- พวกสมาชิกจูซังคิคังที่งอกเงยหัวใจขึ้นมาได้ ไม่เหมาะสมแก่การเป็นภาชนะให้เซอานอร์ทอย่างงั้นเหรอครับ?

โนมุระ : ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ ทว่ารายละเอียดในส่วนนี้เป็นความลับครับ

- ซิกบาร์และซาอิกซ์ ปรากฏตัวในฐานะของจูซังคิคังอีกครั้ง พวกเขาได้กลับเป็นมนุษย์แบบเดียวกับลีอาและคนอื่นๆ แล้วหรือยังครับ?

โนมุระ : เงื่อนไขที่จะทำให้กลับเป็นมนุษย์นั้นได้เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นพวกคุณจึงคิดว่าพวกเขาน่าจะกลับมาแล้วใช่มั้ย? การที่พวกเขาไปอยู่กับเซอานอร์ทและคนอื่นๆ ได้ อาจเป็นเพราะพอพวกเขากลับคืนร่างมนุษย์แล้ว พวกเขาอาจถูกพาตัวไปก่อนที่พวกลีอาและคนอื่นๆ จะตื่นขึ้นมาก็ได้ พวกจูซังคิคังคนอื่นๆ ที่ไม่ได้ปรากฏตัวในภาคนี้ก็เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม... ผมอยากจะให้ทุกคนใช้จินตนาการกันเองมากกว่าครับ

ที่มา : KHinsider

No comments:

Post a Comment