Friday, April 18, 2008

เรื่องของโจชัว ตอน...นี่แหละคนสมัยนี้

(เขียนขึ้นเมื่อ 18/04/2008)

ในวันที่ 3 ของการแข่งขัน เนกุและโจชัวได้มีโอกาสไปดูร้านราเม็งเปิดใหม่ในชิบุยะ พวกเค้าสังเกตว่าในย่านนั้นมีร้านราเม็งอยู่สองร้านด้วยกัน 

ร้านหนึ่งเป็นร้านราเม็งเล็ก ๆ ที่เปิดมานานชื่อราเม็งดง เจ้าของร้านเป็นคุณลุงแว่นอ้วนท้วมหน้าตาใจดี เขาทำราเม็งได้ไม่น่ากินซักกะนิด แต่ภายในกับแฝงไปด้วยรสชาดที่อร่อยเหาะ และความรักที่ลุงแกอยากมอบให้กับเหล่าคนรักราเม็ง แน่นอนว่าตามบทของละครน้ำเน่าแล้วร้านแบบนี้มันต้องไม่มีคนเข้า และกำลังจะโดนซื้อกิจการไปในไม่ช้า 

อีกร้านหนึ่งเป็นร้านที่เปิดใหม่ชื่อชาโดว์ราเม็ง (ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ดี) เจ้าของร้านเป็นคนหนุ่มไฟแรงที่พึ่งลาออกจากงานเก่ามาเปิดกิจการเป็นของตัวเอง เขามีชื่อว่ามาโคโตะ หรือที่เพื่อนๆ ชอบเรียกกันว่ามิค มาโคโตะคิดว่าปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สินค้าขายได้หรือไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอ ราเม็งในร้านของเค้าอาจจะมีรสชาดที่ดาดๆ ธรรมดาๆ แต่กลับมีรูปร่างที่ชวนหลง นอกจากนี้มาโคโตะยังจ้างแดนเซอร์มาช่วยแดนซ์โชว์ระหว่างที่ลูกค้ากำลังรออาหาร มีการแจกของแถม แล้วก็ให้ดาราดังอย่างเอย์จิช่วยเขียนลงใน Blog ด้วยหว่าราเม็งของที่นี่อร่อยสุดยอด ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ความจริง...(ไม่ต้องบอกก็คงรู้กันว่าไอ้ร้านนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า) 

โจชัวที่เห็นปัญหาของร้านราเม็งดงก็เริ่มเห็นใจตาลุงแว่นและเริ่มคิดหาวิธีที่จะทำให้ลุงไม่ต้องขายกิจการทิ้ง โจชัวเริ่มต้นด้วยการสอบถามเด็กหญิงที่กำลังรอเพื่อนอยู่ในร้านชาโดว์ราเม็งว่าทำไมถึงเลือกมากินราเม็งของที่นี่ เด็กหญิงบอกว่าเพราะดาราดังอย่างเอย์จิได้เขียนลงใน Blog ว่าราเม็งของที่นี่ช่างบรรเจิดมาก ถึงจะตกราคาชามละ 5,000 เยนแต่ถ้ากินแล้วสามารถเอาไปคุยฟุ้งกับเพื่อนได้ว่าได้มากินราเม็งของที่นี่แล้วนะ มันก็ถือว่าคุ้มใช่มั้ยล่ะ! เนกุได้ยินเลยพยายามจะเตือนสติเธอโดยถามเธอว่าแล้วรสชาดล่ะเป็นยังไงบ้าง แต่เด็กหญิงก็บอกว่าต้องอร่อยแน่นอนสิก็เอย์จิเองยังบอกว่ายอด ดังนั้นมันก็ต้องยอด (แล้วเนกุก็จะมองด้วยสายาตาสงสัยว่าไอ้ราเม็งร้านนี้มันอร่อยตรงไหนฟะ) โจชัวลองถามต่อว่านอกจากที่นี่แล้วยังมีกินราเม็งของที่ไหนอีกมั้ย แต่เด็กสาวบอกว่าปกติเธอไม่ได้ชอบกินราเม็งหรอก ก็เลยไม่ได้กินร้านอื่นอีก 

หลังจากช่วยกันคิดไปคิดมาทั้งโจชัวและเนกุก็เลยไปเสนอให้ลุงแว่นทำราเม็งแบบรสหวานออกมา ทั้งคู่คิดว่าการหาเมนูใหม่ ๆ มาประดับร้านอาจจะช่วยเรียกลูกค้าเข้ามาได้ พอลุงปรุงราเม็งสูตรหวานเสร็จแล้วก็เอามาให้ทั้งสองคนชิม ซึ่งทั้งสองก็เห็นว่าราเม็งของลุงนั้นอร่อยสุดยอดจริงๆ ลุงแว่นจะบอกว่าเขาเสียใจจริงๆ ที่เด็กสมัยนี้เอาแต่เลือกกินตามแฟชั่นโดยไม่สนรสชาด เนกุก็พยายามปลอบลุงว่าราเม็งของที่นี่รสชาดดีแล้วล่ะเพียงแต่ไม่มีใครเค้ารู้ก็เท่านั้นเอง คนที่เขาไปต่อคิวอีกร้านน่ะมีแต่พวกที่ไม่สนรสชาดของอาหารกันทั้งนั้น ทึ่มกันจริงๆ ได้ยินแบบนั้นโจชัวก็เลยโชว์ภูมิว่านี่แหละเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ผู้คนเค้าก็แค่อยากจะทำอะไรที่ทำแล้วทำให้ตนมีเรื่องไปพูดกับคนอื่น บอกว่าฉันมาแล้ว ได้มาต่อคิวแล้ว ได้มากินราเม็งที่นี่แล้ว สิ่งที่พวกเขาไล่ตามไม่ใช่อาหาร แต่เป็นเรื่องที่จะเอาไปพูดกับคนอื่น นี่แหละคือชิบุยะ.... (ฟังแล้วได้ฟีลเดียวกับที่นี่ประเทศไทยเลยเหวย..) 

พอทั้งคู่ออกจากร้านราเม็งดงของลุงแว่นมา ก็เห็นมาโคโตะที่เป็นเจ้าของร้านชาโดว์ราเม็งกำลังคุยกับเอย์จิอยู่ที่หลังร้าน มาโคโตะกำลังต่อว่าเอย์จิที่ไม่ยอมเขียน Blog ตามข้อความที่มาโคโตะเตรียมไว้ เดิมทีแล้วทั้งคู่ได้เคยทำสัญญาก่อนมาก่อนว่าเอย์จิจะต้องใช้ Blog ของเขาช่วยโปรโมตร้านของมาโคโตะ แล้วมาโคโตะจะมอบส่วนแบ่งของผลกำไรให้ ทว่าตอนนี้เอย์จิไม่อยากจะเขียน Blog ตามที่มาโคโตะสั่งอีกแล้ว เอย์จิบอกว่าถ้าขืนฉันยังเขียน Blog ตามข้อความที่นายเตรียมไว้มันก็จะไม่ใช่ Blog ของฉันอีกต่อไป อีกอย่างราเม็งของนายมันก็ไม่ใช่ว่าจะรสชาดดีด้วย ตอนที่นายให้ฉันชิมมันก็ยังรสชาดแจ่มอยู่ ทว่าตอนนี้.... ฉันไม่อยากจะโกหกแฟนๆ Blog ของฉันอีกแล้ว 

มาโคโตะยังพยายามที่จะชักจูงให้เอย์จิเชื่อฟังตนต่อไป เขาบอกว่าคนสมัยนี้ไม่มีใครเขามาสนใจเรื่องรสชาดหรอก เชื่อฉันสิ ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ คนที่ขายได้เยอะก็คือผู้ชนะ แล้วคืนนี้ฉันจะส่งข้อความและภาพไปให้ พรุ่งนี้ฝากนายอัพขึ้น Blog ด้วยนะ 

หลังจากที่มาโคโตะเดินจากไปแล้ว เอย์จิคิดว่าเขาต้องหาทางคุยกับมาโคโตะซะใหม่ เขาอยากจะเขียน Blog ด้วยความรู้สึกของเขาเอง เขียนถึงราเม็งที่เขาอยากกินจริงๆ ตอนนี้อยากกินราเม็งแบบง่ายๆ ที่มีเส้นและน้ำอุ่นๆ 

พอเห็นสถานการณ์แบบนี้แล้วโจชัวก็บอกว่าทุกคนต่างก็มีโลกส่วนตัวแบบนี้แหละ ทุกคนต่างก็มีสวนลับที่มีเพียงตัวเองเท่านั้นที่จะสามารถย่างกรายเข้าไปได้ การทำความเข้าใจคนอื่นไม่ใช่เรื่องยากหรอก แต่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ต่างหาก เนกุได้ยินก็ยอมรับว่าใช่ ถึงเขาจะสามารถเข้าไปในโลกของคนอื่นได้เขาก็ไม่อยากจะเข้าไปหรอก เชิญแต่ละคนดูแลสวนของตัวเองให้ดีเถอะ 

ต่อจากนั้นทั้งคู่จะเอาเรื่องราเม็งง่ายๆ สไตล์ดั้งเดิมไปบอกให้ลุงแว่นลองทำดู พอลุงทำเสร็จเจ้าเอย์จิที่กำลังมองหาราเม็งสไตล์ดั้งเดิมก็เดินเข้ามาในร้านพอดี เขาลองสั่งราเม็งแบบดั้งเดิมกับลุงดู ปรากฏว่าราเม็งที่ลุงทำเป็นที่ถูกปากเอย์จิมาก เอย์จิพรรณาถึงรสชาดของราเม็งเป็นภาษามนุษย์ต่างดาวแบบที่ผมฟังไม่รู้เรื่อง แล้วก็บอกว่าเขาสัมผัสได้ถึงความรักที่ลุงใส่ลงไปในราเม็งชามนี้ มันเป็นความรักที่มีต่อเหล่าคนรักราเม็ง 

พอพูดถึงตรงนี้มาโคโตะก็จะเดินเข้ามาในร้านพอดี มาโคโตะจะตำหนิว่าเอย์จิเป็นพรีเซนเตอร์ให้ร้านเขานะ มากินร้านอื่นแบบนี้ได้ไง เอย์จิเลยบอกว่าตัดสินใจแล้ว เขาจะไม่ช่วยมาโคโตะอีกแล้ว เขาไม่อยากที่จะหลอกทุกๆ คนอีก ราเม็งของร้านนี้แหละที่ขายสิ่งที่เรียกว่ารสชาดจริงๆ ผู้คนควรที่จะพูดถึงร้านๆ นี้ ร้านที่ใส่ความรักลงไปในชามราเม็งให้ทุกๆ คนที่มากิน นี่แหละคือร้านที่ฉันอยากให้ผู้คนได้รู้จัก 

เรื่องราวหลังจากนี้ผมเชื่อว่าถึงไม่พูดทุก ๆ คนก็คงจะคิดได้ว่ากิจการของทั้งสองร้านจะเป็นยังไงต่อไป ของแบบนี้มันสามารถเขียนเป็นบทละครได้แค่แบบเดียวอยู่แล้วเนอะ แต่ที่น่าสนใจก็คือความคิดของโจชัวหลังจากที่เรื่องเหล่านี้จบลง โจชัวบอกว่าทุกคนในชิบุยะต่างก็พยายามจะเข้าถึงโลกของคนอื่น พอโลกของคนอื่นเปลี่ยนไปตัวเองก็เริ่มหวาดกลัว แล้วก็คิดว่าเราต้องรู้จักเปลี่ยนตัวเองเพื่อที่จะตามเข้าไปในโลกของคนอื่นให้ได้ แม้จะต้องทิ้งตัวตนของตนเองก็ตาม เนกุบอกว่าใช่ ถึงไม่อยากจะเปลี่ยนตัวเองก็ต้องทำ เพราะไม่มีใครอยากถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง 

โจชัวคิดว่าก็เราอยู่บนโลกคนเดียวไม่ได้นี่เนอะ เราเป็นส่วนนึงของสังคม แต่ยิ่งเรารู้จักกับผู้คนมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งผูกติดอยู่กับกฎเกณฑ์ของสังคมมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เนกุบอกว่าเขาถึงไม่ชอบชีวิตแบบนี้ เขาอยากจะใช้ชีวิตอย่างอิสระแบบ CAT (ช่างศิลป์ผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ในเรื่อง) การเป็นตัวของตัวเองน่ะเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดแล้ว ไม่มีใครเป็นภาระ และไม่ต้องผูกพันกับใคร เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรตามคนอื่น โจชัวบอกว่าเขาก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน การที่นายคิดแบบนี้ได้นายจึงใส่เฮดโฟนนั่นสินะเนกุ? เนกุไม่ได้ตอบอะไรแต่ก็คิดในใจว่าใช่.. ดังนั้นฉันจึงไม่ชอบสุงสิงกับคนอื่น ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่าเมื่อไหร่ ฉันก็ไม่อยากให้ใครเข้ามายุ่งกับใจของฉัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันต้องการก็คือโลกของฉัน จะมียกเว้นก็แต่... 

เนกุสะกดความคิดของเขาให้จบลงแค่ตรงนี้ แต่ผมคิดว่าลึก ๆ แล้ว สิ่งที่เนกุปรารถนานอกจากโลกของเขา ก็คือชิกิ เพื่อนคนแรกที่สามารถละลายหัวใจอันเย็นชาของเนกุได้นั่นแหละครับ 

No comments:

Post a Comment