Friday, April 10, 2020

บันทึกการเล่น FFVII Remake วันที่ 10


<<ส่วนนี้ยังไม่ Spoiler>>

- หมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับการเมากล้องและก้มหน้าพักสายตา... ตอนแรกก็นึกว่าเพราะสังขารตัวผมเองไม่ไหวแล้ว แต่พอลองตั้งสเตตัสถามดู ก็มีคนเล่นแล้วเมากล้องเยอะเหมือนกันนะเนี่ย ตรงนี้ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญนะเพราะมันทำให้ประสบการณ์ในการเล่น หม่นหมองไป ยังไงต้องเป็นเหตุให้หักคะแนนแล้วล่ะ

- ตอนเล่นมาถึง Airbuster ผมแทบกลายเป็นนักโยน Hi-potion ไปแล้ว ที่ผ่านมาตอนอัปอาวุธ ก็อัปเอาแต่พลังโจมตีอย่างเดียว ไม่สนป้องกันเลย แล้วก็เละตุ้มเป๊ะ ตัวบางเยี่ยงกระดาษ

- ฉากทางเดินหรือห้องแคบ ๆ หลายอย่างจุด เช่น เส้นทางเดินเข้าไปในเตาปฏิกรณ์ เล่นแล้วไม่อยากเล่นซ้ำเลยจริง ๆ คือมันอึดอัด ไม่ได้จรรโลงสายตา และยังชวนเมากล้อง

ส่วนด้านล่างนี้เป็น Minor Spoiler เรี่ยร่ายรายทาง ที่เกมแต่งเพิ่ม /เปลี่ยน /retcon ไปจากของเดิม 

============================
<<<Minor Spoiler Alert !!!>>>
<<<ATTENTION>>>
<<<ส่วนด้านล่างนี้ Spoil แล้ว>>>
============================

เพื่ออรรถรสสูงสุดในการเล่น ขอให้คนที่ sensitive เรื่องการสปอยล์ข้ามไปนะครับ

1. เจอเหตุการณ์ที่คลาวด์เห็นนิมิตภาพในอนาคต (จากอีก Timeline ?) 2 ครั้งแล้ว เป็นภาพที่พวกรูนิอ้อน... เอ้ย รียูเนียน เดินขบวนไปหาเซฟิรอธที่ผากีอา / กับภาพตอนแอเรียภาวนาใช้ Holy ที่เมืองที่ถูกลืมเลือน แล้วมาเทเรียขาวกลิ้งตกน้ำไป

2. เจสซีอดีตเคยเป็นนักแสดงที่โกลด์ซอเซอร์ เจ้าตัวพยายามไต่เต้าจนได้รับบทเป็นเจ้าหญิง เป็นดารายอดนิยม แล้วก็ส่งตั๋วมาให้พ่อแม่เธอที่อาศัยอยู่ด้านบนเพลทในมิดการ์ไปชม แต่พ่อเจสซีที่เป็นพนักงาน Maintenance ของชินระ ทำงานหนักจนฟุบล้มในคลังมาโค ผ่านไปครึ่งวันถึงมีคนมาพบ เจ้าตัวอาบมาโคไปเยอะจนเป็นพิษมาโค อาการคือนอนเป็นผักไม่ได้สติ (หนักกว่าตอนคลาวด์เป็นอีก) หลังจากนั้นเจสซีเริ่มศึกษาเรื่องดวงดาว จนเชื่อว่าวิญญาณของพ่ออาจจะติดอยู่ระหว่างร่างกายกับหัวใจของดวงดาว และก็ไม่อยากให้พ่อตาย จึงมาร่วมมือกับอวาแลนซ์หาทางระงับการใช้เตาปฏิกรณ์เพื่อรักษาชีวิตของดวงดาว

3. ปัจจุบันชาวสลัมเข้าใจว่าเจสซีเป็นนักแสดง แต่ไม่รู้เรื่องที่เป็นสมาชิกอวาแลนซ์, ส่วนแม่เจสซีเข้าใจว่าเธอเป็นพวกเด็กแบ็คสเตจ ก็พยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอมาทำงานในโรงละครของเขต 8 แทน (โรงที่ฉาย Loveless นั่นแหละ)

4. ตอนไปช่วยเจสซีบุกคลังพัสดุชินระ เพื่อขโมยส่วนผสมที่จำเป็นในการผสมระเบิดชุดใหม่ที่เบากว่าเดิม พอเราหนีออกมาได้ มียายแก่ถือไม้กวาดคนนึงตะโกนโหวกเหวก "อย่าห้ามยายยย ยายจะเอาไปปืนมายิงไอ้พวกวูไถเอ๊งงง" แล้วแกก็เอาด้ามไม้กวาดแยง ๆ ปัด ๆ ทหารชินระที่พยายามจะพายายเข้าไปนั่งเจียมสังขารในบ้าน

5. เวจด์บอกว่าอย่าไปตกหลุมพรางเจสซีนะโว้ยย ไอ้ที่อ่อยนั่นมันเป็นแค่เกมของหล่อน ชีวิตน่ะเป็นดั่งละคร ความรักที่เห็นนั่นมันก็เป็นแค่การแสดง.... แต่แล้วในคืนนั้น เจสซีก็ได้..................... !@#$%^&*() เล่นเอาคนเล่นฝันถึงหล่อนกันทั้งคืนแน่นอน

6. ชินระมีประดิษฐ์ Sun Lamp เป็นเสมือนโคมไฟขนาดยักษ์ ส่องลงไปให้แสงสว่างแก่เมืองสลัมใต้เพลท แทนแสงจากดวงอาทิตย์ ซึ่งพลังงานส่วนใหญ่จะถูกส่งไปให้ Priority กับ Sun Lamp ก่อน

7. ตรงฉากที่ประธานชินระ ใช้โฮโลแกรมล้ำ ๆ (ทำให้นึกถึง Mysterio ใน Spiderman - Far from Home เลย) มาคุยกับแบร็เร็ต ประธานพูดสคริปต์ใหม่ได้น่าสนใจมากว่าชินระสวาปามสูบมาโคไปเป็นแหล่งพลังงานก็จริง... แต่ชินระทำไปเพื่อประโยชน์ของใครล่ะ? (ความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไป) แล้วมนุษย์ต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าแท้จริงแล้วมาโคคืออะไร... (พลังชีวิตของดวงดาว) แต่ทุกคนก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แล้วก็ใช้ ๆ มาโคกันไปเพื่อความสุขสบายของตัวเองทั้งนั้น

ซึ่งที่ประธานพูด ก็เหมือนบอกว่าจะว่าเขาเป็นคนผิดทั้งหมดไม่ได้หรอก คนที่ผิดมันก็มนุษย์ทั้งหมดที่ติดความสุขสบาย รู้ทั้งรู้ว่ามาโคเป็นพลังงานชีวิตดวงดาว แต่ก็ยังจะใช้ (แบร์เร็ตก็จะพยายามเถียงว่าเพราะทุกคนถูกแกล้างสมองให้เพิกเฉยและใช้มาโคกันไง)

เรื่องนี้น่าสนใจว่า.... ในโลก FFVII มีคนที่รู้ว่ามาโคคือการแปรรูปไลฟ์สตรีมมากแค่ไหน? ชาวคอสโม่แคนย่อนที่ศึกษาศาสตร์แห่งดวงดาวรู้กันหมดแน่นอน (เมืองนั้นเลยพยายามอยู่แบบธรรมชาติ) ชาววูไถก็รู้ถึงต่อต้านชินระเต็มที่ กลุ่มอวาแลนซ์ซึ่งมีต้นกำเนิดจากคอสโม่แคนย่อนก็รู้... แต่คนทั่วไป มีจำนวนแค่ไหนที่รู้จริงว่ามาโค=ไลฟ์สตรีมที่แปรรูปกันแน่?

ส่วนตัวผมอย่าแย้งประธานว่า จะไปบอกว่าทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่ามาโค=พลังชีวิตของดวงดาวไม่ได้หรอก จะหาว่าทุกคนรู้แล้วเพิกเฉยก็ไม่ได้ คนที่ไม่รู้ (โดยเฉพาะชาวสลัมใต้เพลท) มันก็มีเยอะจริง ๆ ใช่ว่าทุกคนจะได้มีโอกาสศึกษาหรือรับความรู้เท่าเทียมกัน... 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประธานพูดก็น่าสนใจมาก เพราะในมิดการ์เอง พวกคนที่มีการศึกษาสูงโดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่บนเพลท ก็คงรู้กันหมดว่ามาโคคืออะไร แต่ก็เลือกที่เพิกเฉยแล้วใช้ชีวิตอยู่กับมันแบบที่ประธานว่าไว้จริง ๆ.... เทียบแล้วก็เหมือนพฤติกรรมของคนบนโลกเราที่ใช้น้ำ ใช้ไฟฟ้า หรือใช้พลังงานอื่น ๆ กันอย่างฟุ่มเฟือย และไม่สนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

No comments:

Post a Comment