เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในแผนของแกรึไง? บทวิเคราะห์ Final Battle Onimusha 5


เมื่อคนที่วางแผนทุกอย่าง แพ้ให้กับสิ่งที่คำนวณไม่ได้

วิเคราะห์ Final Battle ของ Onimusha5 — โยชิซึเนะควบคุมทุกหมากบนกระดานได้ ยกเว้นการที่มุซาชิจะเติบโตจนไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป 


Final Boss Dialogue นี้เป็น บทสรุปธีมของทั้งเกมเลย มากกว่าจะเป็นแค่ Final Boss เพราะทุกอย่างที่เกมปูมาตลอด—“พลังที่ยืมคนอื่นมา”, “ชัยชนะ”, “การควบคุม”, “วัฏสงสาร”, “การมีเพื่อนร่วมทาง”, “มนุษย์จะใช้พลัง Oni ยังไง”—มารวมอยู่ในไฟต์เดียวหมดเลย

สิ่งที่ชัดที่สุดคือ มุซาชิกับอาแปะโยชิซึเนะเป็นสองด้านของกระจกบานเดียวกัน มากกว่าที่ดูตอนต้นเกม ทั้งคู่คลั่งไคล้การต่อสู้ระดับเดียวกับชาวไซยา ยึดมั่นในชัยชนะ ไม่ใช่สายคุณธรรม และต่างก็ใช้พลังที่ไม่ได้เป็นของตัวเองล้วน ๆ แต่สิ่งที่ต่างกันคือ “มองคนอื่นเป็นอะไร”

——————————————
1. แผนการของโยชิซึเนะ
——————————————

โยชิซึเนะมองทุกคนเป็น เบี้ยหมากบนกระดาน 

กันริวคือบอทที่ส่งไปเก็บวิญญาณมนุษย์
มุซาชิคือบอทที่ส่งไปเก็บวิญญาณเก็นมะ
ชิซึกะคืออดีตภรรยาที่ใช้ทรมานทางอารมณ์
ทาคามุระคือกุญแจเปิดประตูนรก
แม้แต่ปลอกแขนที่แจกไปก็เหมือนเขียน code เปิดบอทไปช่วยฟาร์มของแทน

เพราะงั้นประโยค “อดีต ปัจจุบัน ทุกอย่างอยู่ในกำมือข้า” ไม่ใช่การโม้ โยชิซึเนะจัดคนทั้งเรื่องให้เดินไปตามรางรถไฟที่ตัวเองวางไว้ให้จริง ๆ

แต่มุซาชิกลับค่อย ๆ วิ่งแหกโค้งออกจากราง…

จากคนที่เริ่มเรื่องด้วยความคิดประมาณว่า “กูจะใช้ฝีมือมนุษย์ของกูเองล้วน ๆ ไม่ต้องพึ่งพลังใคร” สุดท้ายกลับเป็นคนที่พูดว่า

“เหล่ายักษาผู้ล่วงลับ! เรากำลังโค่นโยชิซึเนะด้วยกัน!”

นี่คือเส้นทางการเติบโตของมุซาชิ เขาไม่ได้สูญเสียตัวตนเดิม ยังเป็นมุซาชิที่พูดว่า “กูต้องชนะ!” เหมือนเดิม แต่คำว่า “ชนะ” เปลี่ยนความหมายไปแล้ว จาก กูต้องชนะด้วยตัวเองคนเดียว กลายเป็น

“บ้าเอ๊ย”
“คนเดียวไม่น่าเอาอยู่…!”
“เห็นทีคงต้องใช้พลังของโอนิแล้ว…!”

มันเลยย้อนกลับไปหาคำสอนของทาคามุระพอดีว่า “วิถีแห่งดาบไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรงเสมอ อ้อมบ้างก็ได้ และการมีเพื่อนร่วมทางไปด้วยก็ดีนะ”

——————————————
2. ตัวแปรที่คาดไม่ถึง
——————————————

ตอนที่โยชิซึเนะดูดวิญญาณเก็นมะออกหมดแล้วงงว่า “ทำไมมึงยังสู้อยู่ได้!?”

นั่นคือช่วงที่ “แผนการอันสมบูรณ์แบบในวันแรก” ของเขาพัง เพราะสิ่งหนึ่งที่โยชิซึเนะคำนวณไว้คือ

  • เมื่อฆ่าโอคุนิตาย ทาคามุระจะยอมสละปลอกแขนโอนิของตัวเองเพื่อช่วยรักษาชีวิตโอคุนิ นั่นจะเป็นโอกาสให้โยชิซึเนะฆ่าทาคามุระได้

  • กันริวจะไปเก็บเกี่ยววิญญาณมนุษย์มาให้ รวมถึงเก็บวิญญาณทาคามุระให้ แล้วกันริวจะกลับมาท้าดวลกับโยชิซึเนะ แล้วก็แพ้ไป

  • มุซาชิที่เป็นไอ้บ้าพึ่งพาแต่พลังตัวเอง จะไปเก็บเกี่ยววิญญาณเก็นมะมาให้ แต่หากโดนสูบวิญญาณเก็นมะออกไปหมด ก็จะบ่มิไก๊ และแพ้โยชิซึเนะไป

สิ่งที่โยชิซึเนะคำนวณพลาดไป คือตัวแปรเรื่อง “พัฒนาการของตัวละคร”

ในเวลาอันสั้น การที่มุซาชิได้รู้จักทาคามุระ ชิซึกะ โอคุนิ ทำให้มุซาชิค่อย ๆ เปลี่ยนไป… จากคนที่ชอบเล่นเกมแบบ Single-Player กูมาคนเดียว… และชนะคนเดียว

กลายเป็นคนที่พร้อมเล่นเกมแบบ Co-op Raid
ถ้าเพื่อนแพ้ กูก็แพ้…..
ถ้าอย่างงั้นก็ร่วมมือกัน และชนะไปด้วยกันหมดเนี่ยแหละ!!

พูดแล้วก็ทำให้ผมนึกถึงแผนของโจชัว (โยชิยะ คิริว) หรือ The Composer ใน Subarashiki Kono Sekai (すばらしきこのせかい/The World Ends with You) ที่วางแผนมาดี คำนวณถูกทุกอย่าง เลือกเนกุ ตัวเอกของเรื่องมาเป็นเบี้ยหมากในแผนด้วยเหตุผลที่ลงตัวสมบูรณ์ดีแล้ว แต่ไม่คิดไม่ฝันว่าเวลาสั้น ๆ เพียง 3 สัปดาห์ เนกุมันจะทะลึ่งเปลี่ยนไป กลายเป็นเบี้ยที่หลุดออกจากแผน… อาแปะโยชิซึเนะ ก็พลาดในลักษณะเดียวกับโจชัวเลย

แล้วมุซาชิก็พูดแทงตรงจุดมากด้วยประโยค “เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในแผนแกรึไง?”

คือเป็นการเอาคำขิงของโยชิซึเนะกลับมาตบหน้าอาแปะเอง

——————————————
3. เหตุผลของการ Awakening
——————————————

อีกจุดที่เขียนบทมาได้ดีมากคือ ทั้งคู่เข้าสู่โหมด Oni Awakening เหมือนกัน แต่ความหมายกลับตรงข้ามกัน

โยชิซึเนะ Awakening เพื่อไปให้ถึง “ร่างสมบูรณ์” เหนือมนุษย์-โอนิ-เก็นมะ เป็นการยกตัวเองขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่สูงสุด ส่วนมุซาชิ Awakening เพราะยอมรับว่า “คนเดียวไม่น่าเอาอยู่” จึงขอใช้พลังของ Oni

คนหนึ่งแปลงร่างเพราะอยากอยู่เหนือทุกคน
อีกคนแปลงร่างเพราะยอมรับว่าตัวเองต้องพึ่งพาทุกคน

นี่มัน Classic Contrast ระหว่างตัวเอกกับวายร้าย ที่ส่งต่อกันมาทุกยุคสมัยเลย

——————————————
4. เผด็จศึก
——————————————

แล้วลูกตุกติกสุดท้ายที่โยชิซึเนะในสภาพเจียนตายหยิบมาใช้ในวาระสุดท้าย ก็สะท้อนสองคนอีก โยชิซึเนะแกล้งเซ ปล่อยดาบตัวเองร่วง แล้วล้วง “ดาบของมุซาชิ” จากเอวมุซาชิมาแทง ทั้งที่ปกติซามูไรมันต้องสู้กันแบบสมศักดิ์ศรี ขนาดกันริวยังไม่ยอมสู้กับทาคามุระที่ไม่ใส่ปลอกแขนเลย

ทว่าเมื่อจนตรอก อาแปะก็ทิ้งศักดิ์ศรีซามูไรไปแล้ว เล่นทีเผลอ ขอแค่ชนะ

และฉาก มุซาชิฟันแขนขวาโยชิซึเนะขาด ตอนนี้ยิ่งน่าสนใจมากหลังจากเรามีสมมติฐานว่าอาแปะโยชิซึเนะ เปลี่ยนมาใช้ปลอกแขนระบบรอยสักฝังตัวที่โดเกียวทำให้มานานแล้ว

เกมมันอาจยังไม่ได้ confirm ว่า “การตัดแขนเป็นการทำลายปลอกแขนระบบรอยสักได้แน่นอน” ตรง ๆ แต่ถ้าคิดตามปกติ ถ้าแขนขาด ก็ย่อมใช้พลังจากปลอกแขนรอยสักไม่ได้นั่นแหละ

หมายความว่าต้นทางพลังลับที่โยชิซึเนะพกข้ามความตายมาหลายร้อยปี โดยเป็นวิทยาการที่พวกโอนิก็ไม่รู้จัก ถูกมุซาชิที่สู้ไปตามสัญชาตญาณ ฟันขาดออกจากร่างใน Super Combo ปิดท้ายพอดี

ถ้านี่ความตั้งใจของ Dev ที่จะไม่อธิบายโดยตรง แต่ให้คนเล่นไปตกผลึกเอาเองว่าแหล่งพลังของอาแปะคืออะไร และโดนทำลายไปตอนไหน… มันก็นับเป็นการเขียนบทที่งดงามมาก

——————————————
5. ดับสูญ
——————————————

ส่วนการตายของโยชิซึเนะ ก็เป็นการปิดฉากที่ลึกซึ้งมาก เพราะสุดท้ายภัยสังคมที่ประกาศว่าจะย้อม โลกมนุษย์–นรก–สวรรค์ ให้แดงฉานไปทั่ว กลับไม่มีภพไหนต้อนรับตัวเองอีกเลย

ชิซึกะบอกว่าเขา ถอนตัวเองออกจากวัฏสงสาร ดังนั้นเมื่อตายคราวนี้จึงไม่มีการเกิดใหม่ ไม่มีนรกให้กลับ ไม่มีปลายทางอื่น เหลือเพียง “ดับสูญ”

มันเป็นโทษที่เข้ากับโยชิซึเนะประชดประชัน

คนที่อยากเป็นพ่อทุกสถาบัน
สุดท้ายไม่มีสถาบันไหน รับตัวเองอยู่…

แล้วปฏิกิริยาของโยชิซึเนะก็น่าสนใจมาก เขาไม่ได้ร้องขอชีวิต ไม่ได้สำนึกผิด เขาแค่พูดว่า

“อย่างงี้นี่เอง”
“น่าหัวร่อจริง ๆ”
“ทั้งที่ควรจะเป็นจุดเริ่มต้นแท้ ๆ”

คือจนวินาทีสุดท้าย อาแปะยังมองแผนตัวเองว่า การได้ร่างกายกลับมาเป็นแค่จุดเริ่มต้นในการครองยุทธภพเท่านั้น… ช่างเป็นคนที่คิดการใหญ่ ไม่มี redemption ไม่มี “ชิซึกะ ขอโทษนะ” ไม่มีอะไรทั้งนั้น แค่เสียดายโอกาสไปหน่อย

การที่เขาค่อย ๆ ไป นั่งขัดสมาธิรอร่างสลาย กลับทำให้วินาทีสุดท้ายมีความสงบประหลาด ๆ

เหมือนครั้งแรกในหลายร้อยปี ที่คนซึ่งพยายามบังคับทุกอย่าง ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ว่า “อ๋อ…ชีวิตมันก็เท่านี้เองสินะ”

ไม่ได้กลับใจ
แต่ ยอมรับความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรก

——————————————
6. แยกย้ายกันไปเติบโต
——————————————

ส่วนชิซึกะ ก็เป็นการปิดเรื่องราวได้สวยมาก

ตลอดเรื่องเธอถูกอดีตกับโยชิซึเนะเหนี่ยวรั้งไว้อยู่ตลอด เธอเป็นภรรยาของเขา เป็นคนที่เจ็บปวดตอนต้องช่วยหยุดเขา เป็นคนที่เห็นเผ่าพันธุ์โอนิล่มสลาย ศพของตัวเองถูกสามีชำแหละ ถูกโดเกียวประกอบร่างให้เพียงเพื่อจะเอามาทำลายเล่น และอีกหลายร้อยปีต่อมายังต้องกลับมาเผชิญเรื่องทั้งหมดใหม่

ตอนชิซึกะพูดว่า

“ชั้นน่าจะตามแกลงไปยังก้นบึ้งของนรกตั้งแต่แรก”

นี่คือความรู้สึกผิดที่ชิซึกะคิดติด Loop ซ้ำ แบกมากว่า 400 ปีชัด ๆ เลย ในใจเธอยังคิดว่าตัวเอง “ทำไมตอนนั้นชั้นไม่ทำแบบนี้…” ถ้าตอนนั้นตามโยชิซึเนะลงไป เรื่องทั้งหมดอาจไม่เกิด

แต่เมื่อโยชิซึเนะดับสูญ Loop ความทุกข์ทรมานของชิซึกะ ก็ได้จบลงเสียที


แล้วรายละเอียดที่ชิซึกะเดินมาจับปลอกแขนโอนิที่ตัวเองเคยสถิตอยู่ ก่อนจากไป เป็นการบอกลาที่เจ๋งมาก

ตอนแรก ปลอกแขนคือที่หลบภัยของเธอ
ต่อมากลายเป็นบ้าน
กลายเป็นช่องทางสื่อสารกับมุซาชิ
และเป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งคู่เดินทางด้วยกันมาตลอด

ตอนนี้เธอ ไม่ต้องอยู่ในนั้นอีกแล้ว

เราเห็นภาพที่เธอจับปลอกแขน แต่ความหมายนั้นคือการ “ปล่อยวาง”

ชิซึกะไม่ใช่วิญญาณที่ต้องตามติดมุซาชิต่อ ไม่ใช่ภรรยาของโยชิซึเนะที่ติดค้างอยู่ในอดีต และไม่ใช่ผู้ลี้ภัยจากดินแดนโอนิอีกแล้ว

เธอเลือกกลับนรกด้วยตัวเอง เพราะมีงานต้องทำ และมีทาคามุระรออยู่

ประโยค

“ชั้นจะคอยเฝ้ามองคุณ
คอยดูความสำเร็จของคุณ
จากอีกฟากของประตูนรกเสมอ”

เป็นซีนที่อบอุ่นมากโดยไม่ต้องผลักไสไปทางโรแมนติกเลย มันคือ คู่หูที่เดินทางร่วมกันจนถึงจุดที่ต้องแยกย้ายกันไปเติบโต 

แล้วมุซาชิที่ทั้งเกมปากดี ตอบโต้ไว ชอบแซว ชอบขิง…
พอผู้หญิงคนนึงยิ้มลาให้ แล้วบอกว่าจะคอยมองอยู่

เจ้าตัวทำหน้าเก้ ๆ กัง ๆ พูดได้แค่ “ชิซึกะ…”

ทำตัวไม่ถูกเฉย 55555

นี่ก็คือพัฒนาการของมุซาชิอีกแบบ เขาไม่ได้แค่เรียนรู้การใช้พลังของคนอื่น แต่เรียนรู้ว่า การร่วมทางกับคนอื่น ทำให้การจากลาแต่ละครั้ง มันมีความหมาย

——————————————
7. นิโตริว
——————————————

สุดท้ายแล้ว Final Battle ของเกมนี้สรุปได้ว่า

โยชิซึเนะพ่ายแพ้ เพราะลืมตัวแปรที่ว่ามนุษย์นั้นเติบโตได้
ขณะที่มุซาชิชนะ เพราะเรียนรู้ที่จะสู้แบบเป็นทีม

ไม่ว่าคนเขียนบทจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ขนาดท่าเผด็จศึกยังเป็นการใช้ดาบ ‘2’ เล่มพร้อมกันเลย นั่นคือสัญลักษณ์ว่า มุซาชิ ไม่ได้สู้ตัวคนเดียวอีกต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น