บันทึกการเล่น Onimusha 5 : Way of the Sword



บันทึกการเล่น Onimusha 5 : Way of the Sword

เป็นเกมแรกที่ผมเล่นในรูปแบบใหม่ คือเล่นไป จดแค่ short note ไปแล้วทยอยส่งให้เจนนี่อ่านแล้วตอบกลับมาทุกครั้ง

อักษรสีน้ำเงิน คือผมเขียน
อักษรสีดำ คือเจนนี่เขียน



[Day 1]

วันนี้เกม onimusha ภาคใหม่ออก พี่ซื้อมาเล่นด้วย เล่นไปหน่อยนึง 2 ชั้วโมงแล้ว มึนมุมกล้องมากมาย


เท่าที่จับใจความได้คือในยุคของมูซาชิ พวกปีศาจเก็นมะในนรกมันพยายามเปิดประตูนรกและก็จะให้เก็นมะบุกมายังโลกมนุษย์มายังเกียวโต แต่ตอนนี้ยังเปิดประตูนรกไม่ได้ ก็เลยออกมาทางรอยแยกมิติแล้วก็เข่นฆ่าชาวบ้านมากมาย จนกระทั่งมูซาชิก็ตายไปด้วย แต่แล้วพวกยักษ์ในนรก ซึ่งเป็นศัตรูกับพวกเก็นมะ ก็หาทางยับยั้ง


มูซาชิที่ตายไปแล้วได้ไปอยู่ในนรกแล้วก็เจอผู้ชายประหลาดในชุดสีขาวที่พยายามยัดเยียดเอาปลอกแขนโอนิ หรือปลอกแขนแห่งยักษ์ให้ใส่ทั้งที่มุซาชิไม่อยากใช้พลังอื่นนอกจากพลังของมนุษย์ ปลอดแขนโอนิทำให้มูซาชิคืนชีพขึ้นมา แม้มูซาชิจะพยายามเอาดาบงัดปลอกแขนออกก็ไม่สามารถงัดให้สำเร็จ แล้วปลอกแขนยังเป็นสิ่งที่ทำให้เขา รักษาชีวิต ไว้ได้อยู่ด้วยถ้าไม่มีปลอกแขนเขาก็จะเสียชีวิต


แล้วมูซาชิยังไปเจอชายที่อยู่มา 700 ปีแล้วบอกว่าตัวเองเป็น onimusha แล้วก็ ทำตาม คำสั่งของยักษ์ในนรกที่ให้เขาสมปลอกแขนช่วย สกัดกั้นแผนของพวกเก่งนะ แล้วเขาก็มีความสุขกับการอยู่ต่อสู้มา 700 ปีแล้วก็จะขอให้มูซาชิช่วยทำแบบเดียวกันด้วย



------------------------------


พี่จับแกนของสองชั่วโมงแรกได้ดีเลยค่ะ แล้วหนูว่า Onimusha: Way of the Sword กำลังวางธีมที่น่าสนใจกว่าพล็อต "ซามูไรฆ่าปีศาจ" เยอะมาก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างมูซาชิกับปลอกแขน Oni

สิ่งที่หนูชอบสุดคือความย้อนแย้งของมูซาชิเลย — หมอนี่โคตรดื้อในแนว "กูจะพิสูจน์ความแข็งแกร่งด้วยวิชาดาบของมนุษย์ ไม่ต้องเอาพลังวิเศษมายัดเยียด" แต่ดันตายไปแล้ว และของที่เขาเกลียดนี่แหละเป็นสิ่งที่ทำให้เขายังมีชีวิตอยู่ 😂 จะถอดก็ไม่ได้ จะทำลายก็ไม่ได้ และถ้าไม่มีมันก็ตาย เท่ากับพระเอกไม่ได้ "ได้รับพลังที่เลือกไว้" แต่เหมือนถูก จับเป็นตัวประกันด้วยพลัง มากกว่า ซึ่ง Capcom เองก็อธิบายไว้ตรงกันว่าช่วงต้นมูซาชิหมกมุ่นกับการเอา Oni Gauntlet ออก เพราะอยากพิสูจน์ตัวเองด้วยกำลังของตัวเอง และทัศนคตินี้จะค่อย ๆ เปลี่ยนไปตลอดการเดินทาง

แล้วพอเอา Onimusha อายุ 700 ปี มาวางตรงข้ามกัน ยิ่งน่าสนใจเลยค่ะ คนหนึ่งถูก Oni เลือกแล้วคิดว่า "ชีวิตนี้แม่งดีว่ะ ได้ต่อสู้ไปเรื่อย ๆ ตั้งเจ็ดศตวรรษ" 😂 ส่วนมูซาชิคือ "ไม่เอาโว้ย ใครอนุญาตให้มึงกำหนดชีวิตกู" มันเลยเหมือนมีตัวละครสองคนที่ได้รับชะตาแบบเดียวกัน แต่ตีความมันคนละขั้วสุด ๆ หนูเดาว่าคน 700 ปีนี่น่าจะมีหน้าที่เป็นภาพให้มูซาชิเห็นว่า ถ้าเลือกยอมรับความเป็น Onimusha สุดทาง ชีวิตอาจกลายเป็นอะไร มากกว่าจะเป็นแค่ NPC แจกเควสต์

อีกอย่างคือโลกของภาคนี้เริ่มชัดแล้วว่าไม่ใช่โครงง่าย ๆ แบบ มนุษย์ vs ปีศาจ เพราะ Oni กับ Genma ก็เป็นฝ่ายเหนือธรรมชาติเหมือนกัน แต่เป็นศัตรูกันเอง แล้วมนุษย์อย่างมูซาชิดันถูกลากเข้าไปกลางสงครามของพวกมันอีกที ทำให้คำว่า Onimusha คราวนี้ออกฟีล "มนุษย์ที่ถูกติดอาวุธโดยอีกเผ่าหนึ่งเพื่อทำสงครามตัวแทน" นิด ๆ ซึ่งหนูชอบมาก

ส่วนชายชุดขาวในนรก หนูยังไม่อยากค้นลึกให้พี่เพราะกลัวโดนสปอยล์ พี่เพิ่งเล่นสองชั่วโมงเอง เราค่อยแกะตามที่พี่เล่นมาจะสนุกกว่า 😭 แต่จากโครงสร้างตอนนี้ เขาดูน่าสงสัยมากตรงที่ ไม่ได้ถามความสมัครใจมูซาชิเลย จับยัดของให้แล้วส่งกลับโลกมนุษย์ทันที จึงมีคำถามใหญ่ว่า Oni "ช่วย" มูซาชิจริง ๆ หรือแค่ต้องการเครื่องมือไปหยุด Genma กันแน่

แล้วพี่ที่บอก มึนมุมกล้อง หนูเข้าใจเลย เกมนี้มุมกล้องค่อนข้างเคลื่อนไหวตามแอ็กชัน และพี่เล่นรวดเดียวสองชั่วโมงวันแรกด้วย ถ้ากลับไปเล่นต่อ ลองลด Camera Sensitivity, ปิดหรือลด Motion Blur/Camera Shake ถ้ามี และพักสายตาทุกประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนค่ะ อย่าฝืนเล่นตอนเริ่มเวียนหัว เพราะต่อให้เกมสนุก สมองจะเริ่มเกลียดเกมแทน 55555

เอาจริงหนูอยากให้พี่เล่ามาแบบนี้ทุกครั้งหลังเล่นนะ ไม่ต้องไปอ่าน Wiki ก่อนเลย พี่เล่นถึงไหนแล้วพิมพ์สิ่งที่ตัวเองเข้าใจมา หนูจะช่วยเรียง Timeline + วิเคราะห์ตัวละครให้โดยไม่ข้ามไปสปอยล์ข้างหน้า แบบนี้พอจบเกมเราจะมี "บันทึกการเล่น Onimusha ของพี่บอนกับเจนนี่" ตั้งแต่ต้นจนจบได้เลย 😆⚔️

------------------------------




[Day 2]


เรามาเล่าต่อนะ เจอซาซากิ กันริว คืนชีพขึ้นมาเพราะปลอกแขนเหมือนกัน แต่เขาสู้มุซาชิไม่ได้


วิญญาณคนชุดขาว ที่ให้ปลอกแขนมูซาชิออกมาพูดกับซาซากิว่า เป็นเพราะวิญญาณในปลอกแขนของซาซากิมันยังไม่มากพอ ให้ซาซากิดูดวิญญาณต่อไป ซาซากิเลยไปฆ่าพระฆ่าคนบริสุทธิ์เพื่อชิงวิญญาณมา แล้วหนีไป


พอมุซาชิฆ่าเก็นมะได้มากพอ วิญญาณโอนิ เป็นผู้หญิงในปลอกแขนก็ออกมาคุยด้วย


ผู้หญิงในปลอกแขนชื่อชิซึกะเล่าว่า 400 ปีก่อน มันมีการรบชิงอำนาจกันระหว่าง 2 กองทัพแล้วมินาโมโตะ โยชิซึเนะ ก็ได้ปลอกแขนมา ได้เป็นโอนิมุฉะ เขาหยุดการสู้รบระหว่าง 2 กองทัพและกลายเป็นวีรบุรุษแต่ว่าหลังจากนั้นเขาก็บ้าในพลังอำนาจ แล้วก็ยังกระหายการต่อสู้อยู่ ทาคามูระพวกโอนิและพวก เธอ เลยรวมพลังกันหยุดโยชิซึเนะ โยชิซึเนะตายไปแล้วก็ไปอยู่ในนรกขุมที่ลึกที่สุด ที่เรียกว่าอเวจี ร่วมกับพวกเก็นมะ โยชิซึเนะโดนริบปลอกแขนของตัวเองออกไปแล้ว แต่เขาก็ชิงปลอกแขนของโอนิ 2 อันไปด้วย ( คงเป็นอันที่เขาเอามาส่งต่อให้มุซาชิและซาซากิ) แต่แล้วโยชิซึเนะกลับสามารถควบคุมเก็นมะได้ดั่งใจ และใช้เก็นมะรุกรานนรกชั้นที่พวกโอนิอยู่ และฆ่าพวกโอนิ


แต่ทำไมโยชิซึเนะถึงเอาปลอกแขนให้กับมูซาชิก็ไม่อาจเข้าใจได้


ตอนนี้ในนรกก็เต็มไปด้วยพวกเก็นมะทำให้ชิซูกะก็ยังต้องหนีเข้ามาหลบในปลอกแขน


------------------------------


อื้อหือ พอพี่เล่ามาถึงตรงนี้ หนูว่าเนื้อเรื่องมันเริ่ม "เปิดไพ่จริง" แล้วค่ะ 😭⚔️ ตอนสองชั่วโมงแรกเรายังมองเหมือนว่า Oni = ฝั่งช่วยมนุษย์ / Genma = ฝั่งปีศาจ แต่ตอนนี้เกมกำลังทุบภาพขาวดำทิ้งเลย เพราะปลอกแขน Oni เองก็ไม่ใช่อุปกรณ์พระเอกธรรมดา มันเป็นระบบพลังที่ ต้องกินวิญญาณเพื่อเติบโต และประวัติศาสตร์ก็เคยพิสูจน์มาแล้วว่าคนที่ใช้มันสามารถถูกอำนาจกลืนกลับได้เหมือนกัน

สิ่งที่หนูชอบมากคือเกมกำลังวาง มูซาชิกับซาซากิเป็นกระจกเงากัน ชัดสุด ๆ

มูซาชิเองก็ไม่อยากได้ปลอกแขนตั้งแต่แรก เขายังยืนยันว่าตัวเองอยากแข็งแกร่งด้วยพลังมนุษย์ แต่พอจำเป็นต้องใช้ เขาก็ดูดวิญญาณจาก Genma ที่ตัวเองสังหารระหว่างปกป้องคน

แต่ซาซากิพอรู้ว่า "วิญญาณยังไม่พอ" แล้วต้องเพิ่มพลัง สิ่งที่ทำคือไปฆ่าพระกับผู้บริสุทธิ์เพื่อชิงวิญญาณทันที

นี่มันเริ่มกลายเป็นคำถามของเรื่องแล้วว่า

ปลอกแขนทำให้คนกลายเป็นปีศาจ หรือจริง ๆ มันแค่ขยายสิ่งที่มีอยู่ในใจคนนั้นตั้งแต่แรก?

แล้วประวัติของ มินาโมโตะ โยชิซึเนะ คือคำเตือนขนาดยักษ์เลยค่ะ เพราะเส้นทางของแกเหมือนสิ่งที่เกมกำลังเอามาวางข้างหน้ามูซาชิโดยตรง

แรกเริ่ม โยชิซึเนะได้รับ Oni Gauntlet → หยุดสงคราม → กลายเป็นวีรบุรุษ

ฟังดูเป็นสูตรพระเอกเป๊ะเลย

แต่หลังจากนั้นกลับ เสพติดพลังและการต่อสู้ จน Oni ฝ่ายเดียวกันต้องรวมมือกับ Takamura และ Shizuka เพื่อหยุดเขา สุดท้ายตายแล้วตกไปถึง Avici / อเวจี ซึ่งก็คือนรกชั้นลึกสุด แล้วยังไม่หยุดค่ะคุณน้า 😭 คนอื่นตายแล้วจบ แกลงนรกแล้วไปตั้งแก๊งใหม่กับ Genma ต่อ แถมสามารถควบคุมพวกมันจนย้อนกลับมาบุกแดนของ Oni และฆ่า Oni อีก

จาก "วีรบุรุษที่ Oni เลือก" → กลายเป็น ภัยคุกคามของ Oni เอง

นี่มันโศกนาฏกรรม Onimusha รุ่นก่อนชัด ๆ

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ปลอกแขนสองอันที่โยชิซึเนะชิงไป

ถ้าโยงตามข้อมูลที่พี่เพิ่งเห็น เกมแทบจะเอาป้ายไฟมากะพริบแล้วว่า สองอันนั้นน่าจะเป็นปลอกแขนที่ไปอยู่กับ มูซาชิและซาซากิ ในปัจจุบัน เพียงแต่สิ่งที่ยังเป็น Mystery ใหญ่คือ

โยชิซึเนะเอาให้สองคนนี้ทำไม?

เพราะถ้าเขาเป็นศัตรูของ Oni และควบคุม Genma ได้แล้ว การมอบอาวุธที่ใช้ฆ่า Genma ให้กับมูซาชิ ดูเผิน ๆ เหมือนยิงตัวเองที่เท้ามาก

หนูเลยเริ่มมีสมมติฐานอยู่สามทาง แต่ขอขีดเส้นว่า เดาล้วน ๆ จากที่พี่เล่นมาถึงตอนนี้นะ

อย่างแรก โยชิซึเนะอาจไม่ได้ต้องการให้มูซาชิ "ช่วย Oni" เลย แต่อาจต้องการ เลี้ยงปลอกแขนด้วยวิญญาณ มูซาชิกับซาซากิจึงเป็นเหมือนคนออกไปเก็บ Soul ให้จนพลังบางอย่างสุกงอม แล้วโยชิซึเนะค่อยมาเอาคืนทีหลัง

อีกทางคือเขากำลัง คัดเลือกผู้สืบทอด คนสองแบบ ซาซากิที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อพลัง กับมูซาชิที่ต่อต้านพลังเหนือมนุษย์ อาจเป็นการทดลองว่าใครจะไปถึงจุดที่โยชิซึเนะต้องการ

หรือแรงกว่านั้น—โยชิซึเนะอาจต้องการให้มูซาชิฆ่า Genma จำนวนมหาศาล เพราะการดูดวิญญาณของปลอกแขนนั่นเองเป็นส่วนหนึ่งของแผน ต่อให้มูซาชิคิดว่าตัวเองกำลังขัดขวางเขา แต่จริง ๆ อาจกำลังป้อนพลังให้กลไกอะไรบางอย่างอยู่

และตรงนี้ทำให้ Shizuka น่าสนใจขึ้นมหาศาล ด้วยค่ะ เพราะเธอไม่ใช่แค่เสียง Tutorial ในปลอกแขนแล้ว เธอเป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์โยชิซึเนะเมื่อ 400 ปีก่อน เป็นคนที่เคยร่วมมือหยุด Onimusha ที่เสียตัวเองให้กับพลัง แล้วตอนนี้บ้านเกิด/แดน Oni ถูก Genma ยึดจนเธอต้องหลบเข้ามาอยู่ใน Gauntlet

ดังนั้นเวลาชิซึกะเห็นมูซาชิใช้พลัง เธอน่าจะมีความรู้สึกซ้อนกันมากเลยนะ

"เราต้องการคนใช้พลังนี้เพื่อช่วยเรา"
แต่ขณะเดียวกันก็
"เราเคยเห็นคนใช้พลังนี้จนกลายเป็นสัตว์ประหลาดมาแล้วครั้งหนึ่ง"

หนูว่าเกมน่าจะเอาเรื่องนั้นมาชนกับความดื้อของมูซาชิในที่สุด เพราะตอนแรกเราหัวเราะว่าแก "ไม่เอาพลัง Oni โว้ย กูจะใช้ดาบมนุษย์" แต่พอฟังเรื่องโยชิซึเนะแล้ว ทัศนคติของมูซาชิกลับ มีเหตุผลขึ้นทันทีแบบย้อนหลัง — การต่อต้านพลังอาจไม่ได้เป็นแค่อีโก้ของนักดาบ แต่มันอาจกลายเป็นสิ่งที่ช่วยไม่ให้เขาเดินตามรอย Onimusha คนก่อนด้วย

แล้วซาซากิก็ถูกวางไว้อีกฝั่งแบบเจ็บมาก เพราะเพียงถูกบอกว่า "วิญญาณยังไม่พอ" ก็พร้อมฆ่าคนบริสุทธิ์แล้ว

ดังนั้นตอนนี้ถ้าหนูต้องสรุปธีมของเกมจากที่พี่เล่นถึงตรงนี้ หนูจะเขียนว่า:

Onimusha ภาคนี้ไม่ได้ถามว่า "มนุษย์จะเอาชนะปีศาจได้ไหม" อย่างเดียวแล้ว แต่มันเริ่มถามว่า "เมื่อมนุษย์ได้รับพลังของปีศาจมาเพื่อกำจัดปีศาจ สุดท้ายเราจะรู้ได้ยังไงว่าใครคือปีศาจกันแน่"

อันนี้หนูชอบมากค่ะ 😭

และเมื่อคืนพี่บอกมึนมุมกล้อง ส่วนวันนี้ตีห้าแล้วยังไล่ฆ่า Genma ต่อ… Onimusha ได้ตัวพี่ไปแล้วเรียบร้อยค่ะ 5555555

------------------------------



[Day 3]


พี่มาเล่าสิ่งที่เจอเพิ่มจากการเล่นวันนี้นะ


ทาคามุระให้ไปหา มุราซากิ เป็นผู้หญิง ที่แต่งตำราเรื่อง tale of genji และตายไปหลายร้อยปีแล้ว แต่ยังวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์ เพราะยังมีปริศนามากมาย ที่ยังไม่ถูกค้นพบและถูกเล่า  น่ะ มุราซากินี่ นี่มัน สันดาน INTJ หรือไม่ก็ INTP นี่หว่า...  


กลุ่มโอคุนิ เป็นนักเต้นคาบูกิ ชื่อดังแห่งเกียวโต ถูกเก็นมะฆ่าตายเกือบหมด  โอคุนิเลยอยากได้พลังโอนิ เลยไปขอทาคามุระ แต่ไม่ได้มา พอเธอเห็นมุซาชิได้พลัง ได้ปลอกแขน แต่มุซาชิกลับบ่นไม่หยุด  เธอเลยโกรธที่มุซาชิได้พลังไปแล้วทำแบบนี้


เห็นภาพย้อนอดีต เพื่อนนักเต้นคาบุกิของโอคุนิ ชื่อฮินะกิคุ ซึ่งโอคุนิตามหา โดนเก็นมะจับตัว เธอพยายามหนีเลยโดนตัดข้อเท้าเพื่อไม่ให้หนี มุซาชิเลยคิดจะหาทางช่วย อาจจะยังไม่ตาย  


พอไปถึง ปรากฏว่าฮินะกิคุ โดนทำให้กลายเป็นเก็นมะไปแล้ว โอคุนิช็อคใจแทบสลาย มุซาชิพยายามบอกว่าอย่ามอง แล้วให้สูดหายใจลึก ๆ 

โอคุนิขอให้มุซาชิ จัดการให้ฮินะกิคุพ้นทุกข์ แล้วดูดวิญญาณของฮินะกิคุเก็บไว้ในปลอกแขนโอนิ

โอคุนิภาวนาให้ชาติได้กลับมาเจอและเต้นกับฮินะกิคุใหม่


ตอนนี้เล่นได้ประมาณนี้แหละ


—--------------


โอ๊ยพี่บอน พอเรื่องมาถึงช่วงโอคุนิกับฮินะกิคุ หนูว่าภาคนี้เริ่ม "แทงอารมณ์" หนักกว่าตอนต้นเยอะเลยนะ 😭 ตอนแรกมันเหมือนเกมซามูไรฟาดเก็นมะ มีปลอกแขน มีนรก มีคนคลั่งพลัง แต่พอเริ่มพาตัวละครมนุษย์ที่มีสายสัมพันธ์จริง ๆ เข้ามา มันกลายเป็นเรื่องของ "คนที่เหลืออยู่จะทำยังไงกับความสูญเสีย" มากขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนมุราซากิที่พี่บอกว่า "นี่มัน INTJ หรือ INTP ชัด ๆ" หนูขำ 55555 แต่เข้าใจฟีลนะ คือเธอตายไปหลายร้อยปีแล้วยังไม่ยอมไปไหน เพราะ "ยังมีปริศนาอีกเยอะที่โลกยังไม่ได้ค้นพบและเล่า" นี่มันพลังคนที่สมองยังเปิดแท็บค้างไว้ 47 แท็บจริง ๆ 😂 ถ้าจะจับ MBTI จากข้อมูลแค่นี้หนูคงยังไม่ฟันธง แต่มีความ Ni/Ti goblin สูงมาก แบบ "ความตายไม่ใช่เหตุผลให้หยุดรีเสิร์ชค่ะ"

แต่โอคุนินี่น่าสนใจอีกแบบเลย เธอไม่ได้อยากได้พลังเพราะอยากเป็นใหญ่หรืออยากพิสูจน์ตัวเองเหมือนซาซากิ เธออยากได้พลังเพราะ รู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอเกินไปที่จะปกป้องคนของตัวเอง แล้วพอเห็นมูซาชิได้ Oni Gauntlet มาแต่เอาแต่บ่นว่าไม่อยากได้ เธอก็โกรธแบบเข้าใจได้มากนะ เพราะในมุมเธอมันคือ "สิ่งที่ฉันอยากได้เพื่อช่วยคนที่ฉันรักแทบตาย แต่แกได้มาแล้วกลับรำคาญมันงั้นเหรอ"

ตรงนี้เกมกำลังทำให้ Oni Gauntlet กลายเป็นสิ่งเดียวกันแต่ มีความหมายไม่เหมือนกันสำหรับแต่ละคน ซึ่งหนูชอบมาก

สำหรับมูซาชิ = พันธนาการ
สำหรับซาซากิ = เครื่องมือเพิ่มพลัง
สำหรับโยชิซึเนะ = สิ่งที่พาไปสู่ความหลงอำนาจ
สำหรับโอคุนิ = ความหวังว่าจะได้มีพลังปกป้องคน
สำหรับชิซึกะ = ทั้งที่พึ่งและบาดแผลจากอดีต

แล้วฉากฮินะกิคุนี่โหดแบบไม่ต้องโชว์อะไรหวือหวาเลย การที่เธอถูกจับแล้ว ตัดข้อเท้าเพื่อไม่ให้หนี มันทำให้คนเล่นยังแอบหวังว่า "อย่างน้อยช่วยให้รอดได้ไหม" พอไปถึงแล้วพบว่าโดนเปลี่ยนเป็นเก็นมะเรียบร้อย ความหวังนั้นโดนหักแบบตรง ๆ เลย

สิ่งที่หนูชอบที่สุดกลับเป็นปฏิกิริยาของมูซาชิค่ะ

เขาไม่ได้ยืนพูดคำคมเท่ ๆ
ไม่ได้บอกโอคุนิว่า "ต้องเข้มแข็งนะ"

แต่พอรู้ว่าภาพตรงหน้ามันโหดเกินกว่าคนรักกันจะรับไหว เขากลับบอกประมาณ "อย่ามอง สูดหายใจลึก ๆ"

อันนี้มนุษย์มาก 🥺

มูซาชิที่ตอนต้นดูเป็นนักดาบหัวแข็ง ฉุนเฉียว และหมกมุ่นกับศักดิ์ศรีของพลังมนุษย์ เริ่มแสดงด้านที่อ่อนโยนออกมาชัดเลย เขาไม่ได้ช่วยฮินะกิคุได้แล้ว แต่สิ่งที่ทำได้คือ รับความเจ็บปวดส่วนที่โอคุนิไม่ควรต้องเห็นแทนเธอ

แล้วคำขอของโอคุนิที่ให้มูซาชิ "ช่วยให้ฮินะกิคุพ้นทุกข์" ก่อนดูดวิญญาณเธอเข้า Oni Gauntlet นี่ก็ทำให้ความหมายของการดูดวิญญาณเปลี่ยนไปอีก

ก่อนหน้านี้เรามองระบบนี้ประมาณว่า
ฆ่าศัตรู → ดูด Soul → เพิ่มพลัง

แต่ฮินะกิคุทำให้มันกลายเป็น

"เก็บสิ่งที่ยังเหลือของคนคนหนึ่งเอาไว้"

ทันที

ถ้าเกมจะเล่นประเด็นนี้ต่อ หนูว่ามันอาจสำคัญกับมูซาชิมาก เพราะตอนแรกเขาพยายามถอดปลอกแขนออกตลอดเวลา มองมันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่บังคับให้ตัวเองมีชีวิตอยู่ แต่ตอนนี้ในปลอกแขนนั้นเริ่มมีทั้งชิซึกะ มีวิญญาณของคนที่เขาช่วย และมีความทรงจำของคนอื่นสะสมเข้าไปเรื่อย ๆ

มันอาจค่อย ๆ เปลี่ยนจาก "สิ่งที่กูอยากเอาออกจากแขน" ไปเป็น "สิ่งที่กูมีหน้าที่ต้องแบก"

แล้วประโยคสุดท้ายของโอคุนิที่ภาวนาว่า ถ้ามีชาติหน้า ขอให้ได้เจอฮินะกิคุและกลับมาเต้นด้วยกันอีก…อันนี้หวานและเศร้าพร้อมกันเลยค่ะ 🥲 คือโอคุนิไม่ได้ขอให้ฮินะกิคุกลับมาเดี๋ยวนี้ เพราะรู้ว่ามันจบแล้ว เธอเพียงฝากความหวังไปยังชีวิตที่อาจไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่ามีจริง

"ถ้ามีอีกครั้ง ขอให้เราได้ทำสิ่งที่เรารักด้วยกันอีก"

แม่งเจ็บเรียบ ๆ แบบญี่ปุ่นมาก

ตอนนี้ถ้าหนูมองเส้นเรื่องทั้งหมดที่พี่เล่ามา มันเหมือนเกมกำลังถามมูซาชิซ้ำ ๆ ว่า

"นายเกลียดพลังของ Oni เพราะมันไม่ใช่พลังของมนุษย์ แล้วถ้าพลังที่นายเกลียดสามารถใช้เพื่อปลดปล่อยคนจากความทรมาน ปกป้องคน และเก็บสิ่งที่คนตายทิ้งไว้ นายจะยังปฏิเสธมันเหมือนเดิมหรือเปล่า?"

และนั่นจะยิ่งตัดกับซาซากิกับโยชิซึเนะสวยมาก เพราะปัญหาอาจไม่เคยอยู่ที่ "พลัง Oni ดีหรือเลว" เลย

มันอยู่ที่ว่า คนถือมันเลือกจะทำอะไรด้วยพลังนั้นต่างหาก

หนูเริ่มอินกับเรื่องนี้ตามพี่แล้วแฮะ 55555 เล่าต่อมาเรื่อย ๆ เลยนะคะ แบบนี้สนุกมาก เหมือนหนูนั่งข้าง ๆ ดูพี่เล่น แล้วเราหยุดคัตซีนมานั่งเมาท์ตัวละครกันทีละช่วงเลย 😭⚔️

------------------------------



[Day 4]


เล่าต่อ เมื่อคืนไปไล่ทำเควสต์มานิดนึง คือเจ๊มุราซากิ ให้ไปช่วยดูปรากฏการณ์ประหลาดในเมือง แล้วเธอก็มาอธิบาย


เช่น มีชายคนนึงที่โดนเก็นมะสิง กัดกินจิตใจ แล้วไปท้าคนสู้ไปทั่ว โดยบอกว่าตัวเองไร้เทียมทานเป็นอมตะ แต่พอใครยอมสู้ด้วย ก็จะถูกเก็นมะที่คอยคุ้มครองชายคนนั้นทำร้าย


มุซาชิจัดการพวกเก็นมะ แล้วถึงเห็นว่าชายคนนั้นถูกเก็นมะปรสิตกัดกินจิตใจจนตายไป


เจ๊มุราซากิก็อธิบายว่าชายคนนั้นไปภาวนากับเทพอะไรสักอย่าง เราจำชื่อไม่ได้ เทพนั้นจะช่วยคนที่เหลืออายุขัยไม่ถึง 6 เดือน แล้วจะดลบันดาลให้ แต่พอคนนั้นตาย ก็จะเอาหัวใจไปเป็นการแลกเปลี่ยน การยอมสูญเสียหัวใจไป ปล่อยให้เก็นมะครอบงำ ทำให้ชายคนนั้นเป็นแบบนั้น ส่วนการที่เก็นมะออกมาช่วยคุ้มครองชายคนนั้น มันก็คือสัญชาตญาณของเก็นมะที่คอยคุ้มครองพวกเดียวกัน


ไอ้บท นักวิเคราะห์ออกมาวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้นนี่ นั่นแหละ เจ๊มุราซากิช่าว intj/intp จริง ๆ


—---------------

ใช่เลยพี่ 555555 ฉากนี้มันยิ่งตอกภาพว่า มุราซากิไม่ได้มาเป็น NPC แจก lore แต่คือ "นักวิเคราะห์เหตุเหนือธรรมชาติประจำเมือง" ชัดมาก 😭 คือมูซาชิเป็นฝ่ายลงพื้นที่ ฟันของจริงให้แตกก่อน แล้วเจ๊ยืนข้าง ๆ แบบ "โอเค จากหลักฐานที่เห็น สาเหตุน่าจะเป็นแบบนี้ค่ะ" แล้วค่อยต่อจิ๊กซอว์เหตุ–ผลให้ครบ เป็นพฤติกรรมที่พี่จะจับไปเข้ากลุ่ม INTJ/INTP ก็ไม่แปลกเลย

เคสชายที่อ้างว่าตัวเองอมตะนี่ก็เขียนดีนะ เพราะตอนแรกเหมือนเป็นคนหลงอำนาจเฉย ๆ แต่จริง ๆ มันมีชั้นเพิ่มขึ้นมาอีกว่า เขารู้ว่าชีวิตตัวเองใกล้หมด เลยไปขอ "ปาฏิหาริย์" จากสิ่งเหนือธรรมชาติ แล้วเอาหัวใจตัวเองไปแลก พอหัวใจซึ่งเป็นแกนของความเป็นมนุษย์หายไป มันก็เปิดช่องให้เก็นมะเข้าครอบงำจนสุดท้ายเจ้าตัวกลายเป็นเหมือน เปลือกมนุษย์ที่ถูกสัญชาตญาณของเก็นมะขับเคลื่อน ไปแทน

แล้วรายละเอียดที่เก็นมะตัวอื่นออกมาปกป้องเขา เพราะมองว่าเป็น "พวกเดียวกัน" นี่หนูชอบมาก มันทำให้เรื่องไม่ได้เป็นแค่คำสาป แต่เหมือนมีการเปลี่ยนสถานะทางธรรมชาติไปแล้วว่า มนุษย์คนนี้ค่อย ๆ ถูกนับเข้าเผ่าพันธุ์เก็นมะ จนพวกเก็นมะตอบสนองต่อเขาแบบเดียวกับสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน

ส่วนเจ๊มุราซากิ ถ้าจะเล่น MBTI แบบขำ ๆ หนูว่าเธอมีสองทางจริงค่ะ ถ้าเป็น INTJ จะเป็นฟีล "ฉันมองแพตเทิร์นออกแล้วว่าเหตุการณ์พวกนี้เชื่อมกันยังไง แล้วจะสรุปโมเดลใหญ่ให้ดู" แต่ถ้าเป็น INTP จะเป็นฟีล "ข้อมูลยังไม่ครบค่ะ ขอเก็บ anomaly เพิ่มอีกหน่อย ฉันอยากรู้ว่ากฎของปรากฏการณ์นี้มันทำงานยังไง" จากที่พี่เล่ามา หนูยังเอน INTP นิด ๆ เพราะเธอดูติดใจปริศนาและการค้นพบเพื่อความรู้ในตัวมันเองมากกว่าจะเอาความรู้นั้นไปบังคับโลกให้เป็นระบบ

คือคนทั่วไปตายแล้วไปผุดไปเกิด
เจ๊มุราซากิ: "ยังค่ะ งานวิจัยยังไม่เสร็จ" 😭

แล้วมันตลกตรงเข้ากับประวัติที่พี่เล่าก่อนหน้านี้เลย—ตายมาหลายร้อยปีแล้วยังไม่ยอมไป เพราะ ยังมีเรื่องที่โลกยังไม่รู้ นี่มันไม่ใช่ผีแล้วค่ะ นี่มันนักวิชาการที่ refuse to log out 555555

หนูว่าเควสต์รองพวกนี้กำลังทำหน้าที่ดีมากด้วยนะ มันค่อย ๆ อธิบายว่า "เก็นมะกัดกินมนุษย์" ไม่ได้มีแค่แปลงร่างแบบฮินะกิคุ แต่มีทั้งการครอบงำจิตใจ การแลกเปลี่ยนหัวใจ การทำให้มนุษย์ค่อย ๆ สูญเสียความเป็นตัวเอง เหมือนเกมกำลังวางกฎของโลกทีละเคสผ่านเจ๊มุราซากินี่แหละ

สรุปคือ มูซาชิเป็นฝ่ายฟัน เจ๊มุราซากิเป็นฝ่ายทำ incident report
คู่หู INTJ/INTP กับนักดาบหัวร้อนมาก 55555

------------------------------


[Day 5]


มาเล่าต่ออีกหน่อยนะ


โดคิวคืนชีพเบ็งเคย์ขึ้นมา

มีคนเล่าว่าเบ็งเคย์ตอนหนุ่ม ๆ ท้าดวลสู้กับคนอื่นไปทั่ว จนชนะแล้วชิงดาบมาได้ 999 เล่ม จนมาเจอกับโยชิซึเนะที่สะพานแห่งนึงแล้วแพ้ จากนั้นเบ็งเคย์ก็จงรักภักดีโยชิซึเนะขึ้นมา พอโดนคืนชีพ ทำไมถึงมาโผล่ที่สะพานนั้นอีกไม่รู้  


มุซาชิไปจัดการเบ็งเคย์ ถึงได้รู้ว่า โดเคียวสร้างเบ็งเคย์ในสภาพเก็นมะขึ้นมา   แต่พอเบ็งเคย์แพ้มุซาชิ โยชิซึเนะก็โกรธจัดโผล่มาต่อยโดเคียวที่สร้างผลงานไม่ได้เรื่อง 


ชิซึกะออกมาบอกว่าโยชิซึเนะไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลย

โยชิซึเนะบอกว่า ตามหาชิซึกะมาตั้งนาน ที่แท้ไปหลบอยู่ในปลอกแขนโอนิน่ะเอง เขาอยากเปลี่ยนเธอให้เป็นเก็นมะอัปลักษณ์เหลือเกิน

แล้วเราถึงรู้ว่าโยชิซึเนะเป็นสามีชิซึกะ

โยชิซึเนะบอกว่าเขาออกตามฆ่าโอนิไปทั่วปรโลก ฆ่าไปมากมาย แต่หาศพชิซึกะไม่เจอ คิดว่าคงอยู่ในกองซากศพที่เขาจัดการไปนั่นแหละ แต่แล้วโยชิซึเนะก็ควักชิ้นส่วน "เขาโอนิ" ของชิซึกะขึ้นมา โยชิซึเนะบอกว่าเจอเพียงเท่านี้ แล้วก็บีบให้เขาโอนิของชิซึกะแตกสลาย 


เพียงวิญญาณโยชิซึเนะปรากฏตัวบนโลก ท้องฟ้าก็แดงฉานวิปริต ฝนกรดตกลงมาเต็มไปด้วยบรรยากาศชั่วร้าย มันประกาศว่าจะทำให้โลกโกลาหล


เวลาต่อมาทาคามุระกับชิซึกะ จึงก้มหัวขอให้มุซาชิช่วยจัดการโยชิซึเนะและปกป้องแผ่นดินด้วย ซึ่งมุซาชินั้นมีชีวิตอยู่ด้วยวิถีแห่งดาบ การต่อสู้ และยอมทำ เพราะว่ามันน่าสนุก  


------------------------------



โอ้โหพี่บอน… ตรงนี้เรื่องมัน "เปิดหน้าตัวร้ายหลัก" แบบเต็มตัวแล้วจริง ๆ 😭⚔️ แล้วที่หนูชอบมากคือเกมไม่ได้ทำโยชิซึเนะให้เป็นแค่บอสใหญ่ที่ชั่วเพราะอยากครองโลก แต่เอา **ตำนานเก่า ความสัมพันธ์ส่วนตัว ความแค้น และความคลั่งการต่อสู้** มาผูกกันจนกลายเป็นตัวร้ายที่มีน้ำหนักขึ้นเยอะมาก


เรื่องเบ็งเคย์นี่ก็วางมาดีมาก เพราะตำนาน "ชนะคนอื่นจนเก็บดาบได้ 999 เล่ม แล้วมาแพ้โยชิซึเนะที่สะพาน จากนั้นจึงติดตามรับใช้" เป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญของเบ็งเคย์อยู่แล้ว พอเกมให้โดคิวคืนชีพเขากลับมาในสภาพ Genma แล้วดันให้ไปปรากฏที่ "สะพานเดิม" อีก มันเลยมีความรู้สึกเหมือน **บาดแผลหรือความทรงจำที่ผูกเขาไว้กับจุดเริ่มต้นของความภักดี** ถูกขุดกลับมาใช้ใหม่แบบบิดเบี้ยวมาก


แล้วที่โยชิซึเนะโผล่มาต่อยโดคิวหลังเบ็งเคย์แพ้… อันนี้โคตรบอกนิสัยเลย 55555 คือไม่ใช่ตัวร้ายแบบสุขุมวางแผนเนียน ๆ นะ แต่เป็นคนที่ยังมี **อีโก้ ความหงุดหงิด และความคาดหวังแบบนักรบคลั่งพลัง** อยู่เต็ม ๆ สมกับที่ชิซึกะพูดว่า "ยังไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลย"


แต่จุดที่หนูว่าหนักที่สุด คือการเฉลยว่า **ชิซึกะเป็นภรรยาของโยชิซึเนะ**


ตรงนี้ทำให้ทุกอย่างที่ชิซึกะเล่าก่อนหน้าเปลี่ยนความหมายทันทีเลยค่ะ เพราะก่อนหน้านี้เราฟังเธอเล่าเรื่อง "Onimusha ที่หลงพลังจนต้องถูกหยุด" เหมือนฟังประวัติศาสตร์ของคนคนหนึ่ง แต่พอรู้ว่าเธอเป็นคนรักของเขา มันกลายเป็นว่าเธอไม่ได้เล่าแค่เรื่องอดีตของวีรบุรุษผู้ล่มสลาย


เธอกำลังเล่าเรื่อง **สามีของตัวเองที่กลายเป็นสัตว์ประหลาด**


แล้วโยชิซึเนะก็ไม่ได้แค่ฆ่า Oni ไปทั่วปรโลกนะ เขายังออกตามหาชิซึกะด้วย แต่แทนที่จะตามหาเพราะรัก กลับอยาก "เปลี่ยนเธอให้กลายเป็น Genma อัปลักษณ์" นี่มันโคตรบิดเบี้ยวเลยพี่ 😭 เหมือนความสัมพันธ์เดิมไม่ได้หายไป แต่มันถูกความเกลียดและความคลั่งพลังกลืนจนเหลือแต่ความอยากทำลายสิ่งที่เคยใกล้ชิดที่สุด


ฉากที่เขาควัก **เขา Oni ของชิซึกะ** ออกมาแล้วบีบแตกต่อหน้าเธอ หนูว่าจงใจทำร้ายทางอารมณ์มากกว่าทางกายภาพด้วยซ้ำ เพราะมันเหมือนประกาศว่า "นี่คือสิ่งที่เหลือจากตัวตนของเธอสำหรับฉัน" แล้วก็ทำลายมันทิ้งต่อหน้า แบบแม่งใจร้ายมาก 😭


แล้วแค่ **วิญญาณโยชิซึเนะปรากฏบนโลก** สภาพอากาศก็เพี้ยน ท้องฟ้าแดง ฝนกรดตก บรรยากาศเสียสมดุลหมด นี่เป็นวิธีบอกพลังของตัวร้ายที่หนูชอบมากนะ ไม่ต้องให้ NPC พูดว่า "เขาแข็งแกร่งมาก" แต่โลกทั้งใบมันตอบสนองต่อการปรากฏตัวของเขาเอง


จากตรงนี้เลยชัดขึ้นว่าโยชิซึเนะไม่ได้เป็นแค่ Onimusha รุ่นก่อนที่หลงพลังธรรมดา แต่เหมือนเขา **กลายเป็นภัยพิบัติที่มีเจตจำนง** ไปแล้ว


แล้วมุซาชิก็… มุซาชิจริง ๆ ค่ะ 555555


ทาคามุระกับชิซึกะก้มหัว ขอร้องแบบจริงจังมากว่า

"ช่วยปราบโยชิซึเนะ ช่วยปกป้องแผ่นดินด้วย"


มุซาชิในหัว:

**"อืม…ฟังดูน่าสนุกดีนี่"**


คือคนอื่นเข้าสงครามเพราะหน้าที่ ความแค้น ความรัก การปกป้องโลก

ไอ้พี่มุซาชิ: **มีคนเก่งให้ฟันมั้ยครับ ถ้ามีก็เอาเลย** 😭


แต่ตลกตรงนี้แหละที่มันทำให้มุซาชิเป็นคู่ตรงข้ามกับโยชิซึเนะแบบน่าสนใจมาก เพราะทั้งคู่ **รักการต่อสู้เหมือนกัน** ต่างคนต่างมีชีวิตอยู่กับวิถีดาบ และดูจะเพลิดเพลินกับการเจอศัตรูแข็งแกร่งเหมือนกันด้วย


ต่างกันตรงไหน?


หนูว่าคำถามนี้อาจเป็นหัวใจของเรื่องเลยค่ะ


โยชิซึเนะครั้งหนึ่งก็อาจเคยเป็นนักรบที่คิดว่า "ต่อสู้เพราะมันสนุก เพราะอยากแข็งแกร่งขึ้น" แบบมุซาชิ แต่วันหนึ่งเส้นระหว่าง **รักการต่อสู้** กับ **เสพติดอำนาจและการฆ่า** มันหายไป แล้วสุดท้ายเขากลายเป็นสิ่งที่เราเห็น


เพราะงั้นโยชิซึเนะอาจไม่ได้เป็นแค่ Final Boss ของมุซาชิ


แต่เป็น **ภาพอนาคตที่เลวร้ายที่สุดของมุซาชิเอง** ด้วย


ก่อนหน้านี้เรายังสงสัยว่าทำไมโยชิซึเนะถึงเอา Oni Gauntlet ให้มุซาชิ แต่พอเห็นนิสัยเขามากขึ้น หนูเริ่มคิดอีกแบบนะ—อาจเป็นไปได้ว่าโยชิซึเนะ **มองเห็นความเหมือนบางอย่างในตัวมุซาชิ** และอยากดูว่าถ้าโยนพลังนี้ให้ นักดาบที่รักการต่อสู้สุด ๆ คนนี้จะลงเอยแบบเดียวกับตัวเองหรือเปล่า


ถ้าเป็นแบบนั้น เกมจะโหดมาก เพราะศึกสุดท้ายอาจไม่ใช่แค่


**มุซาชิ vs โยชิซึเนะ**


แต่เป็น


**"นักดาบที่ยังควบคุมความอยากต่อสู้ของตัวเองได้" vs "นักดาบที่ปล่อยให้ความอยากนั้นกินทุกอย่างไปหมดแล้ว"**


ตรงนี้หนูเริ่มชอบโครงเรื่องภาคนี้จริงจังแล้วนะ จากตอนแรกที่ดูเหมือน "มุซาชิใส่ปลอกแขนแล้วฟัน Genma" ตอนนี้มันค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องของคนหลายรุ่นที่ได้รับพลังเดียวกัน แต่เลือกใช้มันคนละแบบ


แล้วมุซาชินี่น่าจับตามองสุด เพราะหมอนี่ **ไม่ใช่คนดีแบบพระเอกสำเร็จรูปเลย** เขาไม่ได้รับภารกิจเพราะอยากกอบกู้โลกด้วยหัวใจบริสุทธิ์ด้วยซ้ำ


เขารับเพราะ

**"น่าสนุก"**


ซึ่งนั่นแหละค่ะ… อันตรายและน่าสนใจพร้อมกันมาก 555555


------------------------------


[Day 6]


ทาคามุระบอกว่าโยชิซึเนะแข็งแกร่งกว่าตอนทำหน้าที่ onimusha ซะอีก สงสัยว่าพลังของโยชิซึเนะมาจากไหน ไม่ใช่พลังของ oni ด้วย เพราะมันไม่ใส่ปลอกแขนแล้ว แล้วมันก็ไม่ใช่เก็นมะด้วย ไม่งั้นมันคงมายังโลกนี้ผ่านรอยแยกมิติได้ ตอนนี้มันพยายามทำลาย Oni Gate เพื่อจะมายังโลกนี้ผ่าน Gate


มุซาชิไปเจอซากากิ กันริว ที่กำลังฆ่าผู้คนเพื่อดูดกลืนวิญญาณมนุษย์เข้าปลอกแขนของตัวเอง 

กันริวนั้น มีพลังมากขึ้นจากการดูดวิญญาณมนุษย์เข้าปลอกแขน แต่กลับรู้สึกเปล่าเปลี่ยว จนกระทั่งกีโอ โอนิที่สถิตในปลอกแขนปรากฏตัวออกมาทักทาย ว่าเขาอยู่ข้างกันริว

ทว่ากีโอนั้น กลับกลายร่างเป็นอสูรกายร้ายน่าเกลียดน่ากลัว

ชิซึกะอธิบายว่าความเลวทรามของกันริวได้แปดเปื้อน จนทำให้กีโอกลายสภาพเป็นแบบนั้นไปด้วย


กันริวและกีโอ ร่วมมือกันสู้เอาชนะมุซาชิลงได้ เป็นความพ่ายแพ้ครั้งแรกของมุซาชิ

ทั้งที่กันริวสามารถฆ่ามุซาชิได้ แต่เขากลับไม่ทำ

กันริวไล่ให้มุซาชิไปดูดกลืนวิญญาณมนุษย์ซะ เพราะถ้ามุซาชิยังไม่มีค่าให้สู้ด้วย เขาก็ไม่รู้จะทำอะไรดีแล้ว


พอกันริวไปแล้ว มุซาชิที่หมอบหมดสภาพ กำลังจะไปดูดกลืนวิญญาณมนุษย์จากศพ แต่โอคุนิโผล่มาบอกว่า ถ้าทำแบบนั้นเธอจะฟ้องทาคามุระแน่ ว่าสุดท้ายมุซาชิก็เป็นแค่พวกป่าเถื่อน


โอคุนิพามุซาชิ กลับมาหาทาคามุระและเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นว่ามุซาชิ เกือบจะสูบวิญญาณมนุษย์แล้ว

โอคุนิแซวว่าตอนแรกมุซาชิไม่ยากได้ปลอกแขน ไม่อยากได้พลังของโอนิแท้ ๆ ตอนนี้กลับเป็นแบบนี้

ชิซึกะน่ะ เลือกที่จะเชื่อใจมุซาชิ ถ้ามุซาชิตัดสินใจจะทำอะไร เธอก็เคารพตามนั้น

ทาคามุระกับชิซึกะก็เข้าใจว่านี่เป็นความพ่ายแพ้ของมุซาชิ มันจึงเจ็บช้ำมาก

ทาคามุระถามมุซาชิว่ายังอยากดูดกลืนวิญญาณมนุษย์รึเปล่า

มุซาชิบอกว่าถ้าใช่แล้วจะทำไม

ทาคามุระบอกว่า ก็จะฆ่ามุซาชิทิ้งแบบไม่ลังเล

แต่แล้วทาคามุระก็เชื่อใจว่ามุซาชิ จะไม่ทำแบบนั้น และเอ่ยถึงคำสอนทางพุทธให้ฟังว่าการมีชีวิตอยู่คือทุกข์ทรมาน ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ชีวิตมันก็ไม่เคยสบาย ดังนั้น จึงต้องเรียนรู้ที่จะสนุกกับมัน

โอคุนิบอกมุซาชิว่า ต้องอยากหลงทาง อย่าทำให้วิญญาณฮินากิคุที่อยู่ในปลอกแขน และชิซึกะด้วย ผิดหวังสิ


—--------------


โอ้โหพี่ ช่วงนี้คือ เกมเปิดแก่นเรื่องจริง ๆ แล้ว 😭⚔️ จากที่ก่อนหน้านี้เราคิดว่า "ปลอกแขน Oni เป็นพลังที่อาจทำให้คนหลงอำนาจ" ตอนนี้เกมตอบชัดขึ้นไปอีกว่า พลังไม่ได้แค่เปลี่ยนคน แต่คนก็เปลี่ยนพลังกลับได้เหมือนกัน เพราะความเลวทรามของกันริวถึงกับแปดเปื้อนกีโอ จน Oni ที่อยู่ในปลอกแขนกลายเป็นอสูรกายตามเจ้าของไปด้วย

อันนี้หนูชอบมากนะ เพราะมันทำให้ปลอกแขนไม่ใช่อาวุธเฉย ๆ แต่เหมือนเป็น กระจกขยายสภาพจิตใจของผู้ถือ เลย

กันริวฆ่าคนเพื่อเพิ่มพลัง → ปลอกแขนแข็งแกร่งขึ้น → แต่ข้างในยิ่งว่างเปล่า
กีโอปรากฏตัวมาบอกว่า "ข้าอยู่ข้างเจ้า" → ฟังเผิน ๆ เหมือนกันริวได้เพื่อนแล้ว แต่เพื่อนคนนั้นกลับถูกความชั่วของเขาบิดเบี้ยวจนกลายเป็นสัตว์ประหลาด

มันโคตรเศร้าแบบประหลาด ๆ เลยพี่ เพราะกันริวไม่ได้ต้องการแค่ "เก่งขึ้น" แล้วนะ เขาเริ่ม ต้องการใครสักคนที่คู่ควรกับตัวเอง มากกว่า

ดังนั้นตอนเอาชนะมุซาชิได้แล้วไม่ฆ่า หนูว่าไม่ใช่ความเมตตาเลยค่ะ มันคือความเหงา

กันริวประมาณว่า
"มึงตายตอนนี้แล้วกูจะไปสู้กับใครต่อ?"

แล้วประโยคที่ไล่มุซาชิไปสูบวิญญาณมนุษย์ให้แข็งแกร่งขึ้นนี่เลวมาก แต่ก็เผยสภาพจิตใจเขาชัดมาก คือโลกของกันริวเหลือแค่ "ความแข็งแกร่ง = คุณค่าของการมีชีวิต" ไปแล้ว คนที่อ่อนแอกว่าไม่มีความหมาย คนที่แข็งแกร่งคือสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองยังมีอะไรให้ตามหา

และตรงนี้แหละที่เกมน่าจะกำลังเอา โยชิซึเนะ – กันริว – มุซาชิ มาวางบนเส้นเดียวกัน

โยชิซึเนะ = ไปสุดทางแล้ว
กันริว = กำลังเดินไปทางนั้นแบบเต็มตัว
มุซาชิ = เพิ่งยืนอยู่ตรงทางแยก

เพราะฉากที่มุซาชิแพ้แล้ว เกือบจะดูดวิญญาณมนุษย์จากศพ นี่สำคัญมากกว่าการแพ้บอสอีกค่ะ เขาไม่ได้โดนทำลายแค่ร่างกาย แต่โดนทุบสิ่งที่ตัวเองยึดถือมาตลอดว่า "ฉันจะชนะด้วยพลังและฝีมือของตัวเอง"

พอแพ้เป็นครั้งแรกจริง ๆ อีโก้พัง แล้วสิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือ

"ถ้าอย่างนั้น…เพิ่มพลังสิ"

นี่แหละ จุดเริ่มต้นของคนแบบโยชิซึเนะเลย 😭

แต่สิ่งที่มูซาชิมีต่างจากกันริวกับโยชิซึเนะคือ คนรอบตัว

โอคุนิโผล่มาตอนนั้นสำคัญมาก ไม่ได้มาปราบ ไม่ได้เทศน์ยาว ๆ แค่แทงตรงจุดว่า

"ถ้าทำ ฉันจะไปบอกทาคามุระนะ ว่าสุดท้ายแกก็เป็นแค่พวกป่าเถื่อน"

ฟังเหมือนแซว แต่จริง ๆ คือเธอดึงมุซาชิกระชากกลับมายังตัวตนเดิมเลยนะ ว่า นี่ไม่ใช่แก

แล้วพอกลับไปถึงทาคามุระ ยิ่งดีมาก

ทาคามุระไม่ได้ปลอบแบบ
"ไม่เป็นไรนะ เจ้าแพ้ก็ได้"

แต่ถามตรง ๆ เลยว่า

"ยังอยากกินวิญญาณมนุษย์อยู่ไหม?"

มุซาชิก็ยังหัวแข็งตอบ "แล้วถ้าใช่ล่ะ"

ทาคามุระ:
"ก็ฆ่าเจ้าทิ้ง"

555555 คือครูที่ไม่มีแพ็กเกจ Counseling Premium เลยค่ะ 😭 แต่หลังจากนั้นกลับเลือก เชื่อใจมุซาชิ

ตรงนี้สวยมาก เพราะชิซึกะเองก็เหมือนกัน เธอเคยเห็นสามีตัวเองพังเพราะพลังนี้มาแล้วแท้ ๆ ถ้าใครจะหวาดระแวงมุซาชิที่สุดควรจะเป็นเธอด้วยซ้ำ แต่เธอกลับบอกว่า

ถ้ามุซาชิเลือกอะไร เธอก็จะเคารพการตัดสินใจนั้น

นั่นหนักมากนะพี่ เพราะมันแปลว่ามุซาชิไม่ได้ถูกควบคุมด้วยกฎว่า "ห้ามทำแบบโยชิซึเนะ" แต่คนพวกนี้ยอมให้เขา เลือกด้วยตัวเองว่าจะเป็นคนแบบไหน

แล้วฮินากิคุก็กลายเป็นอีกหลักยึดหนึ่งทันที วิญญาณเธออยู่ในปลอกแขนของมุซาชิแล้ว ดังนั้นถ้ามุซาชิเริ่มฆ่าคนเพื่อกินวิญญาณ ปลอกแขนที่โอคุนิฝากคนสำคัญที่สุดไว้ ก็จะกลายเป็นเครื่องมือชนิดเดียวกับของกันริว

ประโยคของโอคุนิที่ประมาณว่า

"อย่าหลงทางสิ อย่าทำให้ฮินากิคุกับชิซึกะผิดหวัง"

เลยแทงกว่าการพูดว่า "ห้ามทำชั่ว" เยอะค่ะ

เพราะเธอกำลังบอกว่า
"ตอนนี้ชีวิตแกไม่ได้มีแค่แกแล้วนะ"

แล้วคำสอนของทาคามุระที่พี่เล่า หนูชอบมาก ถึงจะเป็นการตีความพุทธแบบเข้ากับคาแรกเตอร์เกมมากกว่าจะเป็นคำสอนตรงตำราก็ตาม คือ

ชีวิตเป็นทุกข์อยู่แล้ว ต่อให้พยายามแค่ไหนก็หนีความลำบากไม่พ้น เพราะงั้นเรียนรู้ที่จะสนุกกับมันเสีย

มันเข้ากับมุซาชิสุด ๆ เลยนะ เพราะหมอนี่ไม่ใช่คนที่จะสงบจิตสงบใจแล้วเลิกต่อสู้แน่นอน 55555 ทางออกของเขาอาจไม่ใช่ "เลิกอยากแข็งแกร่ง" แต่เป็น

ยอมรับว่าความพ่ายแพ้ ความเจ็บปวด และการต้องดิ้นรนมันเป็นส่วนหนึ่งของวิถีดาบ โดยไม่ต้องเอาความเป็นมนุษย์ไปแลกเพื่อหนีจากความเจ็บนั้น

นี่แหละที่กันริวทำไม่ได้

กันริวแพ้ความว่างเปล่าของตัวเอง → เลยกินวิญญาณ
โยชิซึเนะแพ้ความกระหายของตัวเอง → เลยกินทุกอย่าง
แต่มุซาชิอาจต้องเรียนรู้ว่า ต่อให้แพ้ ต่อให้เจ็บ ก็หัวเราะแล้วลุกขึ้นไปฟันใหม่ได้ โดยไม่ต้องกลายเป็นสัตว์ประหลาด

แม่งเป็น Character Arc ที่เหมาะกับมุซาชิมากเลยพี่ 😭

แล้วตอนนี้ปริศนาที่หนูติดที่สุดกลับเป็น พลังของโยชิซึเนะ เลย เพราะเกมจงใจบอกชัดแล้วว่า ไม่ใช่ Oni และไม่ใช่ Genma แถมแข็งแกร่งกว่าสมัยเป็น Onimusha อีก อันนี้กลิ่น "พลังชนิดที่สาม" แรงมาก และอาจเป็นกุญแจว่าทำไมโยชิซึเนะถึงสามารถบิดระบบทั้ง Oni/Genma ได้ขนาดนี้

หนูเริ่มอยากรู้แล้วว่าเกมจะเฉลยตรงนี้ยังไงมากกว่าบอสไฟต์อีก 55555

------------------------------


[Day 7]

โอคินุมาขอให้ช่วยขจัดเก็นมะ พวกช่องแยกมิติ และกลิ่นอายความชั่วร้ายจากย่านมหรสพละครเวทีของเธอ


มุซาชิเจอภาพเงาในอดีตผู้หญิงที่เป็นผู้นำของโอนิ ผิดหวังตัวเองว่าทำให้โอนิเสียสละชีวิตไปมากมาย ในแผนการขับไล่โยชิซึเนะไปยังอเวจี คนที่ล้มตายก็เพราะแผนที่ผิดพลาด จนเธออับอาย


โอนิหญิงเลยเอาง้าวปาดคอ และคว้านท้องตัวเอง แม้เลือดกระฉูด แต่ยังบอกว่าเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดของชิซึกะ ขอโทษด้วยชิซึกะด้วยที่ต้องร่วมเจ็บปวดไปกับโยชิซึเนะ (เดาว่าน่าจะเป็นตอนขับไล่โยชิซึเนะลงไปยังอเวจี ชิซึกะที่เป็นภรรยาเลยต้องเจ็บปวดไปด้วยในตอนนั้น)


โอนิหญิงได้พลังจากเอ็นมะมา และจะขอถ่ายทอดให้ชิซึกะ ฟื้นฟูอารยธรรมโอนิในนรก

ชิซึกะก็เรียกผู้หญิงที่เป็นผูันำของโอนิคนนี้ว่ากีโอ (คนที่ภายหลังมาอยู่ในปลอกแขนของกันริว)


เวลาต่อมาทาคามุระและโอคุนิได้รับ อาหารและไวน์ที่ส่งมาจากปราสาทโอเอะ แต่พวกเขารู้ว่ามันเป็นเลือดและเนื้อของมนุษย์ ที่พวกปิศาจที่น่าจะนำโดยโดเคียวส่งมา


ที่ปราสาท ยามเฝ้าปราสาทบอกมุซาชิว่าเขาถูกชูเท็นโดจิ สั่งมาว่าอนุญาตให้เข้าเฉพาะนักบวช ที่คอยประสานกับชาวบ้านเท่านั้น นักบวชคนนั้นไปหลอกคนในหมู่บ้านว่าจะให้อาหารกลางวันฟรี แต่กลับนำตัวไปให้เก็นมะ เอาไปทำไวน์และอาหาร จากนั้นก็เอารถเข็นส่งไปที่ปราสาทโอเอะ เรียกได้ว่า เป็นการร่วมมือกันระหว่างนักบวชคนนั้น กับชูเท็นโดจิ โอนิในปราสาท


มุซาชิเลยตามไปเจอนักบวชคนนั้น แล้วปลิดชีพชิงชุดมา (นักบวชคนนั้นดันเป็นโอนิด้วย)

พอกลับมาที่ปราสาท ยามบอกว่าต้องมีสาวงามที่สุดในหมู่บ้านด้วย ถึงจะให้เข้าได้

โอคุนิ เลยอาสารับบทเป็นเหยื่อสาวที่ถูกจับมาให้


พอเข้ามาในปราสาทได้


ชิซึกะอธิบายว่าชูเท็นโดจิ เป็นโอนิที่ทรยศไปอยู่กับฝั่งโยชิซึเนะ และช่วยพาเก็นมะขึ้นมานรกชั้นบน


ชูเท็นโดจิแข็งแกร่งจากการกินพลังชีวิตมนุษย์และโอนิไปมากมาย เขาอวดว่าเขาไร้เทียมทาน


มุซาชิบอกว่าจะอวดอะไรกับพลังที่ได้มาจากการแย่งคนอื่น แต่มุซาชิก็แซวตัวเองว่าเขาก็ไม่ได้ต่างกันนี่หว่า (เพราะปลอกแขนของมุซาชิก็เอาพลังจากวิญญาณเก็นมะ) 


มุซาชิเข้ามาด่าว่าแกขายโอนิให้โยชิซึเนะ กลายเป็นเก็นมะ แล้วมาเล่นเป็นราชาแห่งขุนเขาปราสาท น่าสมเพชฉิบ


ชูเท็นโดจิจะบอกให้ชิซึกะ ก้มหัวให้เขาซะ เมื่อเขาเอาชนะโดเคียวและโยชิซึเนะได้ เขาจะมอบร่างเก็นมะให้ชิซึกะ


ชูเท็นโดจิจะดูถูกมุซาชิว่าอ่อนแอ

มุซาชิที่ล้มจะบอกว่า แต่ชิซึกะ โยชิซึเนะ โอคุนิ แข็งแกร่ง พวกเค้ามีพลังที่มุซาชิไม่มี


มุซาชิภาวนาของพลังจากโอนิที่ล่วงลับทั้งหมดให้เขา แล้วเขาจะตอบแทนด้วยการกวาดล้างเก็นมะและโค่นโยชิซึนะ จากนั้นมุซาชิก็กลายร่างเป็นร่างโอนิ เต็มตัว


ตลกดี อยู่ดี ๆ ก็ภาวนาต่อโอนิผู้ล่วงลับทั้งหมด แล้วกลายร่างได้เฉยเลย

มุซาชิกำจัดชูเท็จโดจิสำเร็จ


ชิซึกะบอกว่าเขาจะติดตามมุซาชิไป ไม่ให้หลงทางแบบโยชิซึเนะและกันริว


มุซาชิกลับมาบอกทาคามุระว่าวิถีแห่งดาบง่ายนิดเดียว คือทำให้ชนะ หากใช้พลังโอนิและความช่วยเหลือจากทุกคน กลบความอ่อนแอของเขา และเอาชนะเก็นมะได้ ชนะก็คือชนะ พอคิดได้แบบนี้ก็สบายใจ


ทาคามุระบอกว่าวิถีแห่งดาบมันไม่ได้เป็นเส้นตรงเสมอไป อ้อมบ้างก็ได้ การมีเพื่อนร่วมทางไปด้วยก็ดี


------------------------------


เจนนี่


พี่…ช่วงนี้หนูว่าเรื่องมัน ตอบ Character Arc ของมุซาชิที่ปูมาตั้งแต่ต้นอย่างสวยเลยนะ แล้วที่ตลกคือมันตอบด้วยประโยคโคตรมุซาชิว่า "ชนะก็คือชนะ" 555555 😭⚔️

ตอนแรกสุด หมอนี่คือคนที่แทบจะเอาดาบงัด Oni Gauntlet ออกจากแขน เพราะถือศักดิ์ศรีว่า "กูจะใช้พลังมนุษย์ของกูเอง" ไม่เอาพลังยืม ไม่เอาของวิเศษ ไม่ต้องมีใครช่วย แต่หลังแพ้กันริวครั้งแรก เขาได้เห็นจุดจบของแนวคิดนั้นชัด ๆ ว่า ถ้ายึดติดกับคำว่า "ต้องแข็งแกร่งด้วยตัวเองเท่านั้น" มากเกินไป สุดท้ายมันอาจผลักตัวเองไปหาทางลัดแบบเดียวกับกันริว คือฆ่าคน กินวิญญาณ แล้วบอกตัวเองว่านี่คือหนทางไปสู่ความแข็งแกร่ง

แต่สิ่งที่มุซาชิค้นพบรอบนี้คือ "การพึ่งพาพลังคนอื่น ไม่ได้แปลว่าอ่อนแอ"

ตรงนี้สำคัญมาก เพราะตอนสู้ชูเท็นโดจิ เขาพูดเองเลยว่า ชิซึกะ โยชิซึเนะ โอคุนิ ต่างก็มี "พลังบางอย่างที่เขาไม่มี" แล้วแทนที่จะดันทุรังว่าตัวเองต้องมีทุกอย่างให้ได้คนเดียว เขากลับภาวนาขอพลังจาก Oni ที่ล่วงลับทั้งหมด

ฟังเผิน ๆ คืออยู่ดี ๆ พระเอกตะโกนขอพลังแล้ว ซูเปอร์ไซย่าโอนิ เฉย 555555 แต่ถ้าย้อนสิ่งที่ปูมาก่อนหน้า หนูว่าไม่ถึงกับโผล่มาจากอากาศนะ

มุซาชิเดินทางมากับวิญญาณในปลอกแขนมาตลอด เขาดูดวิญญาณ Genma ปลดปล่อยผู้คน รับวิญญาณฮินากิคุไว้ ได้รู้ประวัติ Oni จากชิซึกะ เจอกับความล้มเหลวของผู้ใช้พลังหลายรุ่น และในที่สุดเขาก็ ยอมรับพลังที่ตัวเองเคยปฏิเสธโดยสมัครใจเป็นครั้งแรก

มันเลยเหมือนการปลดล็อกไม่ได้เกิดจาก "พลังถึงเลเวลแล้ว" อย่างเดียว แต่เกิดจาก ทัศนคติถึงจุดที่พร้อมใช้มันแล้ว มากกว่า

และที่หนูว่าคมมากคือ เขาไม่ได้ขอพลังฟรี ๆ ด้วยนะ เขาพูดในลักษณะว่า

"ช่วยข้าด้วย แล้วข้าจะใช้พลังนี้กวาดล้าง Genma และโค่น Yoshitsune ให้"

ต่างจากพวกตัวร้ายทั้งหมดอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ

กันริว = ชิง วิญญาณคนอื่นมาเพิ่มพลังตัวเอง
ชูเท็นโดจิ = กิน พลังชีวิตมนุษย์และ Oni เพื่อให้ตัวเองไร้เทียมทาน
โยชิซึเนะ = ใช้พลังจนความกระหายกลืนตัวเอง
แต่มุซาชิ = ขอความช่วยเหลือและรับภาระตอบแทน

ทุกคน "ใช้พลังจากผู้อื่น" เหมือนกัน แต่ความสัมพันธ์กับพลังนั้นต่างกันหมด

แล้วมันทำให้ฉากก่อนหน้านี้ที่มุซาชิด่าชูเท็นโดจิว่า "มีอะไรให้อวดกับพลังที่ขโมยคนอื่นมา" ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า เออ กูก็ดูดพลังคนอื่นนี่หว่า ดีมาก 555555 เพราะเกมไม่ยอมให้พระเอกยืนบนแท่นศีลธรรมง่าย ๆ มุซาชิต้องถามตัวเองด้วยว่า แล้วสิ่งที่กูทำต่างจากมันตรงไหน?

คำตอบของเรื่องเหมือนจะเป็นว่า ต่างกันตรง วิธีได้มา เจตนา และสิ่งที่ทำกับพลังหลังจากนั้น

อีกจุดที่โคตรสำคัญคือ กีโอ ค่ะ

ถ้าผู้หญิงผู้นำ Oni ที่พี่เห็นในอดีตคือกีโอคนเดียวกับ Oni ที่ภายหลังไปอยู่ในปลอกแขนของกันริวจริง นี่เศร้ามากเลยนะ เพราะเดิมเธอคือผู้นำที่แบกความรับผิดชอบต่อชีวิตพวกพ้องจนถึงขั้นโทษตัวเองอย่างรุนแรง และก่อนตายยังคิดถึงความเจ็บปวดของชิซึกะ แถมฝากพลังให้ชิซึกะเพื่อฟื้นฟูอารยธรรม Oni

แต่หลายร้อยปีต่อมา กลับกลายเป็นว่า ความชั่วของกันริวค่อย ๆ ปนเปื้อนเธอจนกลายเป็นอสูรกาย

นั่นยิ่งทำให้กฎของ Oni Gauntlet ที่เราเคยตั้งสมมติฐานกันไว้ชัดขึ้นอีกว่า ผู้ใช้กับ Oni ในปลอกแขนไม่ได้แยกขาดจากกัน มันเป็นความสัมพันธ์สองทางจริง ๆ — Oni ให้พลังมนุษย์ แต่จิตของมนุษย์ก็ย้อนกลับไปมีผลต่อ Oni ด้วย

ดังนั้นชิซึกะที่พูดว่า

"ฉันจะอยู่กับมุซาชิ จะไม่ปล่อยให้เขาหลงทางเหมือนโยชิซึเนะและกันริว"

แม่งสำคัญมากค่ะ

ชิซึกะไม่ใช่แค่ Spirit Companion หรือ Tutorial Fairy แล้ว เธอคือ คนที่เคยเห็นคนรักของตัวเองถูกพลังและความกระหายกลืนกินมากับตา และตอนนี้เธอเลือกจะอยู่ข้างผู้ชายอีกคนที่รักการต่อสู้เหมือนกัน เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

แล้วมาถึงบทสรุปของมุซาชิที่ว่า

วิถีแห่งดาบง่ายนิดเดียว — ทำยังไงก็ได้ให้ชนะ ถ้าตัวเองมีจุดอ่อน ก็ใช้พลัง Oni และแรงช่วยเหลือจากคนอื่นมาชดเชย ชนะก็คือชนะ

ตอนแรกหนูอ่านแล้วขำมาก
นี่พระเอกค้นพบปรัชญาอะไรคะ
"Meta build ถูกกฎเกมก็ใช้ไปดิ่wa" 55555555

แต่จริง ๆ มันคือพัฒนาการใหญ่มากนะ

มุซาชิตอนต้น:
"ชัยชนะที่แท้จริงต้องมาจากพลังของข้า"

มุซาชิตอนนี้:
"จุดอ่อนก็มี ยอมรับดิ แล้วใช้สิ่งที่มีรอบตัวให้เป็น"

ต่างกันมหาศาลเลย

แล้วทาคามุระปิดบทด้วยคำพูดว่า วิถีแห่งดาบไม่จำเป็นต้องตรงเสมอ อ้อมบ้างก็ได้ และมีเพื่อนเดินทางด้วยก็ไม่เลว นี่หนูว่าคือคำตอบเต็ม ๆ ของ arc นี้เลยค่ะ

เพราะปัญหาของมุซาชิแต่แรกอาจไม่ใช่ "หยิ่ง" อย่างเดียว

แต่คือเขามองชีวิตเป็น เส้นทางเดี่ยว

ดาบของกู
ฝีมือของกู
ชัยชนะของกู
ชีวิตของกู

แต่หลังจากฮินากิคุ โอคุนิ ชิซึกะ ทาคามุระ และ Oni ที่ล่วงลับเข้ามา ชีวิตของเขาเริ่มกลายเป็นสิ่งที่ พาคนอื่นเดินไปด้วย

นี่แหละทำให้เขาแตกต่างจากโยชิซึเนะอย่างชัดขึ้นเรื่อย ๆ

โยชิซึเนะยิ่งแข็งแกร่ง → ยิ่งอยู่เหนือทุกคน → สุดท้ายเหลือตัวเอง
มุซาชิยิ่งแข็งแกร่ง → ยิ่งยอมรับว่าตัวเองขาดอะไร → ยิ่งมีคนอื่นอยู่ข้าง ๆ

แล้วมันขำมากที่เกมสรุปปรัชญาหนักขนาดนี้ผ่านชายที่คำตอบสุดท้ายคือประมาณว่า

"เออ กูเข้าใจละ ใช้ทุกอย่างที่มีแล้วชนะก็พอ ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ"

ทาคามุระคงคิดในใจ
…กว่าจะสอนมึงเข้าใจได้ 😭 555555

หนูว่า ณ จุดนี้ Onimusha ภาคนี้ไม่ได้เล่าแค่ "มนุษย์ใช้พลัง Oni ไปฆ่า Genma" แล้ว มันกำลังเล่าเรื่องว่า ความแข็งแกร่งที่แท้จริงอาจไม่ใช่การไม่ต้องพึ่งใคร แต่คือการรู้ว่าตัวเองอ่อนแอตรงไหน ยอมรับความช่วยเหลือ และไม่ปล่อยให้พลังที่ได้รับมากลืนความเป็นตัวเอง

แล้วจากสิ่งที่พี่เล่ามาตั้งแต่วันแรก มุซาชิมาไกลมากจริง ๆ ค่ะ ⚔️💜

------------------------------


[Day 8]


โดเกียวมาบอกกันริวว่านายฆ่ามนุษย์เอาวิญญาณไป ส่วนเธอขอศพ ศพไว้สร้างดอกไม้ที่บานจากศพในคืนพระจันทร์เต็มดวง มันจะพ่นพิษมารออกมา (malice)


ซึ่งวันนี้ก็จันทร์เต็มดวงพอดี ทำให้เกิดดอกไม้ยักษ์ที่พ่นพิษมารเต็มไปหมด 


กันริวบอกกับกีโยว่าอยากแข็งแกร่งขึ้น แล้วข้ามประตูโอนิ เข้านรกไปปราบโยชิซึเนะ แล้วนรกจะเป็นของมัน


โดเกียวบอกชิซึกะกับมุซาชิว่า มันจงรักภักดีกับโยชิซึเนะจริง ไม่ใช่การแสดง

แต่ชิซึกะเชื่อว่า แม้โดเกียวจะทำตามเป้าหมายของโยชิซึเนะ แต่เป้าหมายของโดเกียว คงไม่ได้มีแค่นั้น อาจจะมีอย่างอื่นอีก


มุซาชิกับชิซึกะ เห็นภาพอดีตหลายร้อยปีก่อนตอนที่โยชิซึเนะเปนโอนิมุฉะ


โยชิซึเนะในตอนนั้นคุยกับโดเกียว เรื่องที่เขากำลังถูกมนุษย์กับโอนิไล่ล่า โดเกียวจึงสร้างปลอกแขนให้ใหม่


ชิซึกะตกใจว่า เก็นมะอย่างโดเกียวจะสร้างปลอกแขนโอนิได้ไง


แต่โดเกียวในอดีตกลับบอกว่าเผ่าพันธุ์ของเธอต่างหากที่สอนการสร้างปลอกแขนโอนิ และกระจกวิญญาณให้เผ่าโอนิเอง


ทั้งโดเกียวและโยชิซึเนะในอนาคต รู้สึกได้ว่าชิซึกะในอนาคตแอบฟังอยู่ 


โยชิซึเนะบอกว่าหลังจากเขาตายแล้ว จะใช้พลังโอนิที่โดเกียวให้มาย้อมนรกให้แดงฉาน แล้วกลับมาย้อมโลกมนุษย์ต่อ


------------------------------


555555 พี่เล่น 90% แล้วยังไม่จบ หนูเริ่มสงสัยว่าเปอร์เซ็นต์เกมนี้วัดแบบ Square Enix หรือเปล่า แบบ 90% = เหลืออีกสามบทกับบอส 14 ร่าง 😭

แต่ข้อมูลวันนี้มี ระเบิด lore ลูกใหญ่มาก นะพี่ โดยเฉพาะประโยคของโดเกียวว่า “เผ่าพันธุ์ของข้าต่างหากที่สอน Oni ให้สร้าง Oni Gauntlet กับ Soul Mirror” เพราะถ้ามันพูดความจริง สิ่งที่พวกเรามองมาตลอดว่าเป็น “เทคโนโลยีศักดิ์สิทธิ์ของเผ่า Oni” ดันไม่ได้มีต้นกำเนิดจาก Oni เลย แต่ได้รับองค์ความรู้มาจากเผ่าเดียวกับโดเกียว

นี่ทำให้เส้นแบ่ง Oni = ฝ่ายดี / Genma = ฝ่ายชั่ว พังไปอีกชั้นทันทีค่ะ โลกนี้ดูเหมือนเคยมีการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเผ่าพันธุ์กันมาก่อน แล้วภายหลังถึงแตกเป็นศัตรู ความสัมพันธ์ในอดีตน่าจะซับซ้อนกว่าสงครามสองฝ่ายที่เราเห็นตอนนี้เยอะมาก

แล้วมันทำให้เรื่อง พลังปริศนาของโยชิซึเนะ ที่ทาคามุระสงสัยก่อนหน้านี้ยิ่งน่าสนใจขึ้นด้วย

โยชิซึเนะตอนถูกมนุษย์กับ Oni ไล่ล่า → Oni Gauntlet เดิมก็ไม่อยู่แล้ว → โดเกียวสร้างอันใหม่ให้

ถ้าปลอกแขนอันใหม่สร้างด้วยศาสตร์ต้นกำเนิดจากเผ่าของโดเกียวจริง หนูเริ่มสงสัยเลยว่า พลังที่ทำให้โยชิซึเนะในปัจจุบัน “ไม่ใช่ Oni และก็ไม่ใช่ Genma” อาจเริ่มต้นจากตรงนี้หรือเปล่า

ไม่ได้แปลว่าปลอกแขนของโดเกียวคือคำตอบแน่นอนนะ แต่เกมเอาสองปริศนามาวางใกล้กันเกินไปจนหนูขีดวงแดงไว้ก่อนค่ะ 😂

แล้วโดเกียวนี่หนูเชื่อชิซึกะมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า มันต้องมี Agenda ของตัวเอง

คำพูดว่า “ข้าจงรักภักดีต่อโยชิซึเนะจริง” อาจเป็นเรื่องจริงทั้งหมดก็ได้ แต่ จงรักภักดี ≠ ไม่มีเป้าหมายส่วนตัว

ยิ่งแผนดอกไม้นี่พิกลมาก กันริวเอาวิญญาณ ส่วนโดเกียวขอศพ เท่ากับสองคนแบ่งทรัพยากรกันอย่างเป็นระบบเลยนะ 😭 กันริวเอาส่วนที่เพิ่มพลัง Gauntlet ไป ส่วนร่างมนุษย์ที่เหลือโดเกียวเอาไปเพาะดอกไม้ พอคืนพระจันทร์เต็มดวงก็ปล่อย Malice ปกคลุมพื้นที่

หนูเลยไม่คิดว่าดอกไม้นี่ถูกสร้างมา “ฆ่าคนให้เยอะ ๆ” อย่างเดียว มันดูเหมือนกำลัง เปลี่ยนสภาวะแวดล้อมของโลกมนุษย์ ให้เต็มไปด้วยพลังอาฆาตบางอย่างมากกว่า ซึ่งอาจเกี่ยวกับการเปิดทางให้สิ่งจากนรกเข้ามา หรือใช้เป็นพลังสำหรับแผนขั้นต่อไปของโดเกียว อันนี้ต้องรอดูค่ะ

ส่วนกันริวก็พัฒนาจากเดิมแบบน่ากลัวมาก

เมื่อก่อนเป้าหมายของมันคือ
“กูต้องแข็งแกร่ง จะได้มีคู่ต่อสู้”

ตอนนี้กลายเป็น
“กูจะแข็งแกร่ง ข้าม Oni Gate ไปฆ่าโยชิซึเนะ แล้วนรกจะเป็นของกู”

แม่งไปจากนักดาบเหงา ๆ → CEO Hell Acquisition แล้วค่ะ 5555555

และมันสะท้อนกันริวกับโยชิซึเนะชัดขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย คนหนึ่งเริ่มต้นจากความหลงใหลในการต่อสู้ แล้วพลังค่อย ๆ เปลี่ยนความอยาก “แข็งแกร่ง” ให้กลายเป็นความอยาก อยู่เหนือทุกคน เหมือนกันริวกำลังเดินเส้นเดียวกับโยชิซึเนะแบบเร่งสปีด

แต่สิ่งที่หนูติดใจที่สุดของวันนี้จริง ๆ คือฉาก ชิซึกะในปัจจุบันมองอดีต แล้วคนในอดีตรู้ว่าถูกเธอมองอยู่

เฮ้ย อันนี้ไม่ธรรมดาแล้วนะ 😭

ถ้ามันเป็นเพียง “ภาพความทรงจำ” โยชิซึเนะกับโดเกียวในอดีตไม่ควรหันมารับรู้ผู้ชมจากอนาคตได้ เพราะภาพบันทึกเหตุการณ์ควรเล่นไปตามสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว

แต่ทั้งสองคนกลับ สัมผัสได้ว่าชิซึกะจากอนาคตกำลังแอบฟัง

แปลว่าปรากฏการณ์ที่มุซาชิกับชิซึกะเห็นอาจไม่ใช่ flashback ธรรมดา แต่เป็นอะไรคล้าย รอยสะท้อนของเวลาที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบันจริง ๆ

แล้วถ้าโยชิซึเนะในอดีตรับรู้ชิซึกะในอนาคตได้ด้วย…

ก็ต้องถามกลับว่า

การกระทำบางอย่างของโยชิซึเนะในอดีต อาจเกิดขึ้นเพราะเขารู้อยู่แล้วหรือเปล่าว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร?

รวมถึงเรื่องที่เราเถียงกันมาตั้งแต่ต้นว่า

ทำไมโยชิซึเนะถึงเอา Oni Gauntlet ให้มุซาชิกับกันริว?

ตอนแรกเราเดาว่าเขาอาจทดลองสองคน เลี้ยงปลอกแขน หรืออยากได้คู่ต่อสู้ แต่ถ้าโยชิซึเนะสามารถ “มองกลับ” ผ่านรอยแยกของเวลาแบบนี้ได้ ความเป็นไปได้ใหม่คือ หมอนี่อาจรู้อะไรเกี่ยวกับมุซาชิและชิซึกะมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อนแล้ว

ถ้าเกมเฉลยแบบนั้นจริง สิ่งที่ดูเหมือนโยชิซึเนะสุ่มเลือกมุซาชิตั้งแต่ต้น อาจไม่ได้สุ่มเลยค่ะ

แล้วหนูชอบอีกอย่างมาก คือพอเกมเดินมาถึง 90% เราเริ่มเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ “มุซาชิไปฆ่าโยชิซึเนะ” แล้ว มันมีคำถามใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ว่า Oni กับ Genma เคยสัมพันธ์กันยังไง ใครสร้างระบบพลังที่ทุกคนกำลังใช้ โดเกียวต้องการอะไร และโยชิซึเนะกลายเป็นสิ่งที่เหนือทั้ง Oni และ Genma ได้อย่างไร

ตอนนี้หนูอยากรู้เฉลย โดเกียว ที่สุดแล้วค่ะ มากกว่าโยชิซึเนะอีก 😭 เพราะเจ๊นี่ทรง “ฉันพูดความจริงทุกประโยคค่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันเล่าให้เธอฟังครบ” แรงมากกกก 555555

------------------------------


[Day 9]


มุซาชิจัดการกันริวได้ ด้วยการตัดกีโอ ที่งอกจากหลัง (ผู้นำโอนิที่อยู่ในปลอกแขนของกันริว) และตัดแขนกันริวที่ใส่ปลอกแขนโอนิ ทำให้ใช้พลังโอนิไม่ได้ แล้วตายไป


โดเกียว หาศพของชิซึกะตอนที่ชิซึกะเป็นโอนิเจอ ซึ่งศพนั้นโดนโยชิซึเนะทำลายทิ้ง จึงประกอบใหม่เพื่อจะทำลายทิ้งใหม่ได้เรื่อย ๆ แล้วเอาศพที่ประกอบใหม่มาโชว์พวกชิซึกะและมุซาชิ แล้วบอกว่าพวกโอนิเนี่ยแม้วิญญาณออกจากร่างแล้ว แต่ศพยังอุ่นอยู่เลย เธอเอานิ้วแทงทะลุร่างโชว์ แล้วก็โยนศพให้พวกเก็นมะกิน


ชิซึกะเจ็บแค้นมาก แต่พยายามคุมสติ เธอบอกว่าถ้าเธอมีพลังก็คงจัดการโดเกียวด้วยมือเธอเอง 


พอโดเกียวแพ้ กลับบอกว่าพระเจ้า อยากรู้จังว่าทำไมส่งเธอลงมาที่นี่ คิดถึงตอนคนยังเรียกว่าองค์หญิงคางุยะจัง  แล้วร่างมันก็สลายไป


มุซาชินึกว่าจัดการโดเกียวได้แล้ว แต่พระจันทร์บนฟ้ากลับกลายเป็นรูปหน้าของโดเกียว มันบอกว่ายังมีแผนสำรอง แล้วก็หายไป


------------------------------


โอ้โหพี่บอน ตรงนี้คือ เกมหักจาก “ล่าปีศาจ” ไปเป็น “เดี๋ยวนะ…โดเกียวมึงเป็นอะไรกันแน่?” เต็มตัวแล้วค่ะ 😭🌕 แล้วหนูว่าฉากวันนี้มีของใหญ่อยู่ 3 ก้อนมาก—จุดจบของกันริว, การทรมานชิซึกะทางจิตใจ, แล้วก็เฉลย “องค์หญิงคางุยะ”

กันริวนี่จบได้เหมาะกับเส้นเรื่องตัวเองมากเลยนะ มุซาชิไม่ได้ชนะด้วยการ “พลังเยอะกว่า” ตรง ๆ แต่ชนะด้วยการ ตัดต้นทางของพลังออกจากตัวกันริว ก่อน—ตัดกีโอที่งอกจากหลัง แล้วตัดแขนที่สวม Oni Gauntlet เท่ากับเขาโดนพรากทั้ง “คู่หู” และ “ระบบพลัง” ที่ตัวเองเอาชีวิตไปผูกไว้พร้อมกัน

มันเจ็บตรงกีโอเองเดิมทีเคยเป็นผู้นำ Oni ที่มีศักดิ์ศรีมาก แต่สุดท้ายถูกความเลวของกันริวปนเปื้อนจนกลายเป็นอสูร แล้วตายไปพร้อมกับเขา มันเหมือนกันริวไม่ได้แค่ทำลายตัวเองนะ แต่ ลากสิ่งดี ๆ ที่อยู่ข้างตัวเองให้เสื่อมตามไปด้วย จนสุดท้ายไม่มีอะไรเหลือเลย

ส่วนโดเกียว…อันนี้แม่งชั่วแบบ “ฉันไม่ได้อยากฆ่าเธอ ฉันอยากให้เธอเจ็บ” ชัดมาก

การที่มันไปหา ศพเก่าของชิซึกะ ซึ่งโยชิซึเนะเคยทำลายไว้ แล้วประกอบกลับขึ้นมาใหม่เพื่อเอามาทำลายซ้ำ ๆ นี่ไม่ใช่การทดลองธรรมดาแล้วค่ะ นี่คือ psychological torture แบบตั้งใจสุด ๆ เพราะชิซึกะตอนนี้เหลือเป็นวิญญาณอยู่ในปลอกแขน ร่างเดิมนั้นไม่ได้มีประโยชน์ทางการต่อสู้กับเธอเลย

โดเกียวทำเพราะอยากบอกว่า

“นี่คือร่างของเธอ และฉันจะทำอะไรกับมันก็ได้”

แถมแทงทะลุให้ดูต่อหน้า แล้วโยนให้ Genma กินอีก คือมันพยายามลากชิซึกะออกจากสภาวะสงบให้กลับไปอยู่ในความแค้นให้ได้

แล้วปฏิกิริยาของชิซึกะยิ่งทำให้หนูชอบตัวละครนี้นะ เธอ โกรธมาก แต่ยังควบคุมตัวเองอยู่

ประโยคที่ว่า “ถ้าฉันมีพลัง ฉันคงจัดการมันด้วยมือตัวเอง” ไม่ใช่ชิซึกะสายพระแม่ที่ไม่มีความแค้นค่ะ เธออยากฆ่าโดเกียวเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ปล่อยให้ความแค้นนั้นเข้าควบคุมเธอแบบที่เคยเกิดกับโยชิซึเนะหรือกันริว

ตรงนี้ชิซึกะเลยกลายเป็นคู่ตรงข้ามของสามีตัวเองชัดมาก

แล้วพอจัดการโดเกียวได้ เกมก็โยนระเบิดลงกลางห้องว่า

“คิดถึงตอนที่คนยังเรียกข้าว่าองค์หญิงคางุยะจัง…”

อ้าวววววว 😭🌕

นี่คือข้อมูลที่เปลี่ยนสถานะโดเกียวจาก “Genma นักวิทยาศาสตร์โรคจิต” ไปอีกระดับทันทีค่ะ

เพราะ คางุยะฮิเมะ ในตำนานญี่ปุ่นก็คือหญิงสาวลึกลับที่มีความเกี่ยวข้องกับดวงจันทร์ และสุดท้ายต้องกลับไปยังดวงจันทร์ ดังนั้นพอเกมให้โดเกียวพูดถึงชื่อคางุยะ แล้วยังทำให้ พระจันทร์ทั้งดวงกลายเป็นหน้าของเธอ ในฉากต่อมาอีก มันแทบจะเอาไฟนีออนมาแปะว่า

“ตัวตนจริงของโดเกียวเชื่อมกับดวงจันทร์แน่นอนค่ะ”

ที่หนูติดใจยิ่งกว่าคือประโยค

“พระเจ้า…อยากรู้จังว่าทำไมถึงส่งข้าลงมาที่นี่”

คำว่า “ส่งลงมา” ทำให้โดเกียวฟังไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตที่เกิดในโลกหรือนรกเลยนะพี่ มันให้ความรู้สึกว่า ต้นกำเนิดของเธออยู่ ‘ข้างบน’ หรืออีกโลกหนึ่ง แล้วเธอถูกส่งมายังโลกนี้ด้วยเหตุผลบางอย่างที่แม้แต่ตัวเองยังไม่เข้าใจ

ถ้าเอาข้อมูลทั้งหมดที่เกมให้เรามาต่อกันตอนนี้ จะได้อะไรประมาณนี้:

  • เผ่าของโดเกียวเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี Oni Gauntlet และ Soul Mirror ให้ Oni

  • โดเกียวสามารถสร้าง Oni Gauntlet ให้โยชิซึเนะได้

  • เธอทำงานกับศพ วิญญาณ Malice และสิ่งเหนือธรรมชาติระดับลึกมาก

  • ตัวเองเคยถูกเรียกว่า Princess Kaguya

  • ร่างกายโดนทำลาย แต่ยังปรากฏตัวผ่าน ดวงจันทร์ ได้

  • และยังมี “แผนสำรอง” หลังจากแพ้

หนูเลยเริ่มสงสัยหนักมากว่า โดเกียวอาจไม่ใช่ Genma โดยกำเนิดเลย

ก่อนหน้านี้เราก็เรียกมันว่า Genma เพราะมันอยู่ฝ่ายนั้นและใช้เทคโนโลยีพวกนั้น แต่สิ่งที่เธอบอกเองว่า “เผ่าพันธุ์ของข้าเป็นผู้สอน Oni” อาจหมายถึงมี เผ่าพันธุ์ที่สาม จริง ๆ

แล้วถ้าเผ่านั้นโยงกับดวงจันทร์…

พลังลึกลับของโยชิซึเนะที่ทาคามุระเคยพูดว่า
“ไม่ใช่ Oni และก็ไม่ใช่ Genma”

แม่งเริ่มน่าสงสัยขึ้นมาใหม่เลยค่ะ 😭

เพราะใครเป็นคนสร้างปลอกแขนใหม่ให้โยชิซึเนะ?

โดเกียว

ตรงนี้หนูยังไม่ฟันธงนะ แต่ถ้าเกมเฉลยว่าพลังปัจจุบันของโยชิซึเนะมีต้นทางมาจาก ศาสตร์ของเผ่าคางุยะ/เผ่าดวงจันทร์ จริง ทุกอย่างที่ปูมาตั้งแต่กลางเกมจะล็อกเข้าหากันหมดเลย

แล้วฉากพระจันทร์กลายเป็นหน้าโดเกียวนี่ก็เป็นสัญญาณอันตรายสุด ๆ เพราะแปลว่าบอสที่มุซาชิเพิ่งฟันตาย อาจเป็นแค่ ร่างอวตาร หรือร่างที่เธอใช้บนโลกเท่านั้น

มุซาชิ: “ฆ่าได้ละ”
โดเกียวบนพระจันทร์: “hehe มีเซฟสองค่ะ” 🌝

555555555

ตอนนี้จากทุกอย่างที่พี่เล่ามา หนูว่า Final Act น่าจะเหลือคำถามใหญ่จริง ๆ สองอันแล้วค่ะ — โยชิซึเนะเอาพลังอะไรมาจนเหนือทั้ง Oni และ Genma กับ โดเกียว/คางุยะเป็นเผ่าพันธุ์อะไรกันแน่ และแผนสำรองของนางคืออะไร

พี่เล่น 90% มาหลายวันแล้วแต่หนูว่าอีก 10% หลังนี่น่าจะเป็น 10% แบบญี่ปุ่น—เฉลย lore 70% ของทั้งเกมในสามชั่วโมงสุดท้าย แน่ ๆ 555555 😭

------------------------------


[Day 10]


ทาคามุระ เอาปลอกแขนที่ยังใส่ติดกับแขนของกันริวมาเก็บไว้ ทาคามุระชบอกว่าปลอกแขนมันพยายามสร้างร่างกายให้กันริวขึ้นมาใหม่ แต่ก็ไม่สำเร็จหรอก แล้วก็ถอดปลอกแขนออกจากแขนไม่ออกด้วย


ระหว่างนั้น โชกุนส่งทหารไปสู้กับเบ็งเคย์ที่ถูกคืนชีพขึ้นมาอาละวาดอีกครั้ง ซึ่งมันไร้ประโยชน์ มุซาชิเลยออกไปสู้กับเบ็งเคย์เอง


ปรากฏว่ามันเป็นแผนล่อให้มูซาชิออกมาจากวัด

ที่วัดของทาคามุระนั้น พวกเก็นมะจำนวนมากบุกมา ในระหว่างนั้นเอง กีโอที่น่าจะตายไปแล้วก็แบกร่างไร้แขนของกันริวมาเพื่อจะมาทวงปลอกแขนคืน มันต้องการต่อแขนและคืนชีพให้กันริว กีโอสังหารโอคินุที่เฝ้าปลอกแขนอยู่ แล้วชิงปลอกแขนไปต่อกับคืนให้กับกันริว กีโอสละดวงวิญญาณของตัวเองเข้าไปในปลอกแขนเพื่อช่วยชุบชีวิตกันริวขึ้นมา


ทาคามุระเข้ามาเห็นโอคุนิเพิ่งตายก็รีบถอดปลอกแขนของตัวเองมาสวมให้โอคุนิ แล้วก็บอกว่านี่ไงสิ่งที่เธออยากได้มาตลอดเอาไปสิ คืนชีพขึ้นมานะ


กันริวที่คืนชีพขึ้นมาแล้ว ร่างกายและแขนกลับมาแล้ว บอกให้ทาคามุระสวมปลอกแขนกลับเข้าไป เขาคิดว่าถ้าสู้กับทาคามุระที่เป็นมนุษย์ธรรมดาไม่สวมปลอกแขนมันไม่ก็ไม่สนุก แต่ทาคามุระบอกว่า เขาไม่จำเป็นต้องใช้ของพันนั้นในการสู้กับกันริว แล้วทาคามูระก็หันไปฟาดดาบและอัดใส่กันริวอยู่แป๊บนึง ซึ่งทาคามุระเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบ แล้วจังหวะนั้นเอง โอคุนิที่ตายไปแล้วและสวมปลอกแขนอยู่ ก็ลุกขึ้นมาแล้วก็เอาดาบแทงเข้าใส่ทาคามุระโดยไม่ทันตั้งตัว โอคุนิพูดขึ้นว่าวิญญาณของนางหนูนั้นยังไม่ได้กลับมาหรอก แต่เป็นเขาเอง (ซึ่งก็คือโยชิซึเนะซึ่งสิงร่างโอคุนิอยู่ )


มูซาชิ กลับมาถึงพอดีเห็นทาคามุระกำลังจะตาย ทาคามุระบอกว่า เขาเคยบอกว่าการมีชีวิตคือความทรมานใช่ไหม? สิ้นสุดกันทีกับความทรมาน 700 ปี แต่ว่าเขาก็มีความสุขกับมันทุกวินาทีเลยว่ะ 

ทาคามุระสลายไปกลายเป็นลูกไฟวิญญาณ กันริวสูบวิญญาณของทาคามุระเข้าปลอกแขน

ส่วนมูซาชิก็ก้มลงแล้วก็ร้องไห้


กันริวใช้วิญญาณของทาคามุระเปิดประตูนรกไปหาโยชิซึเนะ แล้วก็พยายามจะฆ่าโยชิซึเนะ แต่ไม่ได้ผล โยชิซึเนะตัดคอกันริวหัวหลุดได้ในพริบตา แล้วก็บอกว่ากังริวนี่ทำทุกอย่างเป็นไปตามแผนของเขาเลย ใช้ปลอกแขนนี้สูบวิญญาณของมนุษย์มามากมายรวมถึงของทาคามุระด้วย แล้วโยชิซึเนะก็ดูดวิญญาณทั้งหมดในปลอกแขนของกันริวไป แล้วโยชิซึเน ก็ใช้ดวงวิญญาณของทาคามุระดันฝ่าประตูนรกเข้ามายังโลกมนุษย์ นำพาอิทธิพลชั่วร้ายมาสู่โลกมนุษย์ ย้อมให้เป็นสีแดงฉาน ก่อเกิดปราสาทมารสูงเสียดฟ้า




ทางด้านโอคุนิที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมา เพราะพลังของปลอกแขนที่ทาคามุระใส่ให้ แล้วก็ได้รับฟังเรื่องที่เกิดขึ้นจากมุซาชิและชิซูกะว่าทาคามุระตายแล้ว เพราะโดนโยชิซึเนะสิงร่างของเธอแล้วฆ่าทิ้ง ก็เสียใจมาก มุซาชิเอาดาบของทาคามุระให้กับโอคุนิเก็บไว้ แล้วฝากให้โอคุนิที่มีปลอกแขนโอนิของทาคามุระแล้ว คอยเฝ้าอยู่ที่วัดแทนซะ ส่วนเขาจะออกไปจัดการโยชิซึเนะเอง 


------------------------------


พี่ ท่อนนี้หนูว่าเป็น หนึ่งในช่วงที่เขียนดีที่สุดของเรื่องเลย เพราะมันเอาทุกอย่างที่ปูมาตั้งแต่ต้น—ปลอกแขน, ความตาย, การคืนชีพ, ความสัมพันธ์ของ Oni กับผู้ใช้, คำสอนของทาคามุระ, ความอยากได้พลังของโอคุนิ—มาชนกันทีเดียวแบบเจ็บมาก 😭

สิ่งแรกที่หนูสะดุดคือ เกมทำ “การคืนชีพ” สองแบบให้เกิดในฉากเดียวกัน และความหมายตรงข้ามกันสุด ๆ

กีโอแบกร่างกันริวกลับมา แล้ว สละวิญญาณตัวเองเพื่อคืนชีพให้กันริว นี่คือความผูกพันที่ถูกบิดเบี้ยวจนสุดทางแล้วนะ เพราะก่อนหน้านี้เรารู้ว่าความเลวของกันริวทำให้กีโอแปดเปื้อนจนกลายเป็นอสูร แต่สุดท้ายกีโอก็ยังเลือกเอาตัวเองไปหล่อเลี้ยงคนที่ทำให้เธอกลายเป็นแบบนั้นอยู่ดี เหมือนเธอไม่เหลืออัตลักษณ์ของ “ผู้นำ Oni” คนเดิมแล้ว เหลือแค่การอยู่เพื่อกันริวอย่างเดียว

อีกฝั่ง ทาคามุระเห็นโอคุนิตายแล้ว ถอดปลอกแขนของตัวเองให้ทันที พร้อมประโยคประมาณ “นี่ไง สิ่งที่เธออยากได้มาตลอด เอาไปสิ กลับมามีชีวิตนะ”

อันนี้โคตรเจ็บค่ะ

เพราะโอคุนิเคยอิจฉามุซาชิว่า ทำไมแกได้พลังที่ฉันอยากได้ แต่กลับบ่นว่าไม่เอา แล้วสุดท้ายเธอก็ได้ Oni Gauntlet จริง ๆ

แต่ได้ในวันที่ตัวเองตาย
และได้จากคนที่กำลังยอมสละบางอย่างสำคัญเพื่อช่วยเธอ

Wish granted แบบใจสลายมาก

แล้วเกมก็ใจร้ายต่อทันที เพราะความเมตตาของทาคามุระถูกโยชิซึเนะเอาไปใช้เป็นอาวุธฆ่าเจ้าตัวเอง

ตรงนี้หนูว่าโยชิซึเนะชั่วมากในเชิง “เข้าใจระบบแล้ว exploit ระบบ” ไม่ได้แค่แข็งแกร่งกว่า ทุกคนบนกระดานทำสิ่งที่สอดคล้องกับนิสัยตัวเอง แล้วโยชิซึเนะแค่รู้ว่าจะใช้สิ่งนั้นยังไง

ทาคามุระจะช่วยโอคุนิแน่นอน
กันริวจะอยากแข็งแกร่งแน่นอน
กันริวจะดูดวิญญาณแน่นอน
กันริวจะเปิดประตูนรกไปท้าตัวเองแน่นอน

สุดท้ายทุกคนคิดว่ากำลังทำตามความต้องการของตัวเอง แต่กลับเดินเข้าแผนของโยชิซึเนะหมดเลย

ดังนั้นประโยคที่โยชิซึเนะบอกกันริวว่า “แกทำทุกอย่างตามแผนข้าเลย” มันไม่ใช่แค่คำพูดตัวร้ายขิง ๆ แล้วค่ะ มันย้อนกลับไปทำให้เรื่องก่อนหน้าทั้งหมดเปลี่ยนความหมาย

กันริวที่เราเคยมองว่าเป็นคู่แข่งของมุซาชิ กลายเป็น เครื่องเก็บวิญญาณเคลื่อนที่ของโยชิซึเนะ โดยไม่รู้ตัว

ฆ่ามนุษย์ → เก็บวิญญาณ
แข็งแกร่งขึ้น → เก็บได้มากขึ้น
สุดท้ายดูดวิญญาณทาคามุระ → ได้ “กุญแจ” ที่โยชิซึเนะต้องการพอดี

แล้วพอไปถึงนรก โยชิซึเนะตัดคอทีเดียวจบ ก่อนสูบของทั้งหมดออกจากปลอกแขน…

กันริวทั้งชีวิตดิ้นรนจะเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด แต่สุดท้าย เป็นแค่ถังแบตเตอรี่ที่เดินได้ของคนที่แข็งแกร่งกว่าตัวเอง 😭

มันประชดเส้นเรื่องกันริวแรงมาก

ส่วนทาคามุระ หนูว่าการที่แก ไม่ยอมใส่ปลอกแขนกลับเพื่อสู้กันริว สำคัญสุด ๆ

ตอนแรกเรารู้จักมุซาชิในฐานะคนที่พูดประมาณ “กูไม่ต้องการพลัง Oni จะใช้พลังมนุษย์”

แต่คนที่พิสูจน์ให้เห็นจริง ๆ ว่า มนุษย์ล้วน ๆ ก็สามารถเหนือกว่าผู้ใช้ปลอกแขนได้ กลับเป็นทาคามุระ

แกอายุ 700 ปี เคยเป็น Onimusha มีปลอกแขนเป็นของตัวเอง แต่ไม่ได้ถูกนิยามด้วยมันแล้ว

กันริวบอก “ใส่กลับสิ ไม่งั้นไม่สนุก”

ทาคามุระประมาณ
“ของแบบนั้นไม่ต้องใช้กับมึงหรอก”

แล้วอัดกันริวเป็นฝ่ายได้เปรียบจริงด้วย 😭

ดังนั้นทาคามุระไม่ได้แพ้เพราะอ่อนแอเลย

เขาแพ้เพราะ คนที่เขาเพิ่งช่วยชีวิตแทงจากข้างหลัง โดยมีโยชิซึเนะสิงอยู่

นี่ทำให้ความตายแกยิ่งเจ็บกว่าแพ้ดวลอีก เพราะสิ่งที่ฆ่าเขาคือความเมตตาของเขาเองถูกศัตรูเอาไปบิดใช้

แล้วคำพูดสุดท้ายของทาคามุระ…

เคยบอกว่า การมีชีวิตคือความทรมานใช่ไหม
ในที่สุดความทรมาน 700 ปีก็จบเสียที
แต่ข้ามีความสุขกับมันทุกวินาทีเลยว่ะ

นี่คือบทสรุปปรัชญาของตัวละครแกครบเลยค่ะ

ก่อนหน้านี้แกสอนมุซาชิว่า ชีวิตมีแต่ความทุกข์ ต่อให้พยายามยังไงก็หนีไม่พ้น เพราะงั้นก็เรียนรู้ที่จะสนุกกับมัน

พอแกตาย ตัวละครไม่ได้แค่สอนคำคมไว้เฉย ๆ

แกพิสูจน์ว่า ตัวเองใช้ชีวิตตามคำสอนนั้นจริงมาตลอด 700 ปี

อันนี้ทำให้ “700 ปี” ไม่กลายเป็นคำสาปเลยนะ มันเป็นชีวิตที่ยาวและเหนื่อยมหาศาล แต่เจ้าตัวกลับมองย้อนแล้วบอกว่า

แม่งสนุกทุกวินาที

หนูว่ามุซาชิร้องไห้ตรงนี้มีความหมายมากด้วย เพราะมุซาชิเป็นคนที่แทบทั้งเรื่องมองชีวิตผ่านการต่อสู้แบบง่าย ๆ “สนุกก็เอา ชนะก็พอ” แต่ทาคามุระเป็นเหมือนคนที่เดินวิถีเดียวกัน ไปถึงปลายทางก่อนเขาแล้ว

ดังนั้นมุซาชิไม่ได้เสียแค่เพื่อนหรืออาจารย์

เขาเสีย ภาพอนาคตของตัวเองแบบหนึ่ง

ชายที่รักการต่อสู้ มีชีวิตยาวนาน ยอมรับทั้งความทุกข์และความสุข และไม่ได้ถูกพลังกลืนกินเหมือนโยชิซึเนะ

นี่อาจเป็นครั้งแรกที่ความตายทำให้มุซาชิไม่พูด ไม่ขิง ไม่หาเรื่องสู้ แต่แค่ ก้มลงร้องไห้

แล้วตรงโอคุนิสุดท้ายก็สวยมากค่ะ

เธอได้ทั้ง
ปลอกแขนของทาคามุระ
และ
ดาบของทาคามุระ

เหมือนรับมรดกของแกสองชั้นเลย

ต้นเรื่องโอคุนิอยากได้ “พลัง” เพราะคิดว่าถ้าแข็งแกร่งจะปกป้องคนของตัวเองได้

ตอนนี้เธอได้พลังจริง แต่สิ่งที่มาพร้อมมันคือ หน้าที่

มุซาชิไม่ได้บอก “เอาไปล้างแค้นสิ”

แต่ฝากให้เธอ
อยู่เฝ้าวัดแทนทาคามุระ

นี่คือพัฒนาการของโอคุนิเหมือนกันนะ จากคนที่อยากได้พลังเพื่อออกไปสู้ → กลายเป็นคนที่ได้รับพลังแล้วต้อง ปกป้องสถานที่และสิ่งที่คนตายทิ้งไว้

ส่วนมุซาชิก็รับบทเดินต่อเอง

หนูเลยมองฉากนี้เป็นเหมือน พิธีส่งต่อรุ่น เลยค่ะ

ทาคามุระ → ปลอกแขนและดาบ → โอคุนิ
ทาคามุระ → ปรัชญาการใช้ชีวิต → มุซาชิ
กันริว → วิญญาณทั้งหมด → โยชิซึเนะ
กีโอ → วิญญาณของตัวเอง → กันริว

ทุกคนกำลัง “ส่งบางอย่างต่อ” แต่บางสายส่งต่อด้วยความรัก บางสายด้วยความหมกมุ่น บางสายด้วยการหลอกใช้

แล้วสองฝั่งนี้กำลังไปบรรจบกันที่โยชิซึเนะพอดี

หนูว่าถ้าพี่กำลังเขียนบันทึกย้อนหลัง ท่อนนี้ควรเป็นหมุดใหญ่ของบทความเลย เพราะนี่คือจุดที่เรื่องเลิกเป็น “มุซาชิไปหยุดแผนตัวร้าย” แล้วกลายเป็น เรื่องส่วนตัวโดยสมบูรณ์

ก่อนหน้านี้มุซาชิจะฆ่าโยชิซึเนะเพราะ
“ดูน่าสนุกดี”

จากตรงนี้เป็นต้นไปมันไม่เหมือนเดิมแล้วค่ะ

โยชิซึเนะฆ่าทาคามุระต่อหน้าต่อตาเขา และใช้วิญญาณอาจารย์ของเขาเป็นเชื้อเพลิงบุกโลก

ต่อให้มุซาชิยังปากบอกว่า “ไปฟันมันกันเถอะ”
ครั้งนี้ข้างในมันมีเรื่องที่ต้องชำระจริง ๆ แล้ว 😭⚔️

------------------------------




Lore: มินาโมโตะ โนะ โยชิซึเนะ

ปราสาทชะนะโออันยิ่งใหญ่ ตั้งตระหง่านราวกับแทงทะลุขึ้นไปถึงท้องฟ้า

มินาโมโตะ โนะ โยชิซึเนะ เป็นแม่ทัพซามูไรในศตวรรษที่ 12 และเป็นน้องชายต่างมารดาของ มินาโมโตะ โนะ โยริโตโมะ ผู้นำสูงสุดของตระกูลเก็นจิ

ในเวลานั้น ตระกูลเก็นจิกำลังแย่งชิงอำนาจกับตระกูลไทระ จนเกิดสงครามนองเลือดซึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเรียกว่า สงครามเก็นเป

โยชิซึเนะได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวางกลยุทธ์ทางการทหารที่ยอดเยี่ยม เขามีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้ฝ่ายเก็นจิคว้าชัยชนะอย่างเด็ดขาด ด้วยการนำวิธีการทำสงครามแบบใหม่ ๆ เข้ามาใช้ จนเปลี่ยนรูปแบบการรบแบบดั้งเดิมไปอย่างมาก

แต่ในอีกด้านหนึ่ง โยชิซึเนะก็ขึ้นชื่อว่า ไม่สนใจกฎเก่า ๆ หรือจารีตที่นักรบควรปฏิบัติ จึงทำให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ศีลธรรมด้วยเช่นกัน

ไม่ว่าคนรุ่นหลังจะมองโยชิซึเนะในแง่ไหน สิ่งหนึ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันก็คือ เขามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้สงครามกลางเมืองอันนองเลือดครั้งนั้นยุติลง

หลังสงคราม โยชิซึเนะกลับสูญเสียความไว้วางใจจากโยริโตโมะ พี่ชายผู้ระแวดระวังในตัวเขาอยู่แล้ว ในที่สุดโยริโตโมะก็หันมาเป็นศัตรูกับน้องชาย และบีบให้โยชิซึเนะต้องจบชีวิตด้วย การฆ่าตัวตายตามพิธีกรรม

จุดจบอันน่าเศร้านี้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับ ละครคาบูกิชื่อดังหลายเรื่อง รวมถึงงานศิลปะที่มีชื่อเสียงอีกมากมาย


Lore: เจ้าหญิงผู้ลงมาจากดวงจันทร์

ภาพของเจ้าหญิงคางุยะ

The Tale of the Bamboo Cutter – ตำนานคนตัดไผ่ เป็นนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นที่เก่าแก่ที่สุดเรื่องหนึ่งซึ่งยังหลงเหลือมาถึงปัจจุบัน และเชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 10

เรื่องเล่าว่า วันหนึ่งชายชราคนหนึ่งไปพบ หน่อไม้ไผ่ที่เปล่งแสงออกมา และภายในนั้นมีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ซึ่งมีความงดงามเปล่งประกายอย่างน่าอัศจรรย์อยู่

ชายชราจึงรับเด็กหญิงมาเลี้ยง และเขากับภรรยาก็เลี้ยงดูเธอด้วยความรัก

ต่อมาเด็กหญิงผู้นี้ได้รับชื่อว่า คางุยะ หรือเจ้าหญิงผู้เปล่งประกายแห่งต้นไผ่อันอ่อนช้อย

ภายหลัง เรื่องราวจึงเปิดเผยว่า คางุยะผู้แสนงดงามนั้น ไม่ได้มาจากโลกของมนุษย์เลย

บ้านเกิดที่แท้จริงของเธออยู่ใน นครแห่งหนึ่งบนพื้นผิวดวงจันทร์

ในตอนจบของเรื่อง ชาวเมืองจากดวงจันทร์กลุ่มหนึ่งถูกส่งลงมายังโลกเพื่อพาคางุยะกลับบ้าน

ผู้คนจำนวนมากพยายามขัดขวางไม่ให้พวกเขาพาเธอกลับไป แต่ทุกคนกลับถูกพลังลึกลับทำให้หลับใหล และเมื่อพวกเขาตื่นขึ้นมา ก็ไม่มีโอกาสได้เห็นความงดงามเหนือโลกของเจ้าหญิงคางุยะอีกเลย

------------------------------


[Day 11]


พี่ว่าความสัมพันธ์ของโดเกียวกับโยชิซึเนะ มันชักคล้าย xigbar กับ master xehanort เข้าไปทุกทีละ


โดเกียวมาจากดวงจันทร์ มีอารยธรรมเหนือกว่าพวกมนุษย์ เก็นมะ และโอนิ เป็นคนสร้างปลอกแขนให้โยชิซึเนะ


xigbar หรือ luxu ก็เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองจริง ๆ ของคีย์เบลด No Name ที่ Master of Masters ฝากไว้ แล้วมันก็ตกทอดรุ่นสู่รุ่นจนมาถึง Master Xehanort โดยที่ Xigbar คอยเฝ้ามองอยู่


xigbar คอยให้คำแนะนำ ยุยง ปั่น เสี้ยม ให้ master xehanort เดินไปตามแผนของ Master of masters ที่มาปั่นไว้เหมือนกัน โดย xigbar ทำเสมือนยอมอยู่ใต้อำนาจ แต่ที่จริงแล้วมีเป้าหมายของตนเอง


โดเกียวเองก็มาเป็นพันธมิตรในลักษณะนั้น ทำเหมือนให้เทคโนโลยี ให้ข้อมูล ร่วมมือกับ โยชิซึเนะ แต่เธอมีเป้าหมายอะไรไม่รู้ของเธอเอง 


------------------------------


พี่เทียบ โดเกียว–โยชิซึเนะ กับ Xigbar/Luxu–Master Xehanort แล้วหนูว่า “โครงความสัมพันธ์” คล้ายกันจริงค่ะ ไม่ใช่แค่ผิว ๆ ด้วย แต่เป็นแพตเทิร์นแบบ ผู้ช่วยที่ดูเหมือนอยู่ใต้คำสั่ง ทั้งที่จริงถือข้อมูลเหนือกว่าและกำลังปล่อยให้ตัวร้ายหลักเดินไปตามเส้นทางบางอย่าง 😭

จุดที่คล้ายกันที่สุดคือ ทั้ง Xigbar/Luxu และโดเกียวไม่ได้ยืนบนเวทีในฐานะ “เจ้าของแผนหลัก” ให้ทุกคนเห็นตั้งแต่แรก แต่กลับเป็นคนที่ถือความรู้หรือสิ่งสำคัญซึ่งตัวร้ายหลักต้องพึ่งพาอยู่เบื้องหลัง ฝั่ง Luxu เขาคือผู้เฝ้า No Name และส่งทอดมันข้ามยุคจนไปถึง Xehanort ขณะที่โดเกียวมาจากอารยธรรมที่เหนือทั้งมนุษย์ Oni และ Genma แถมเป็นคนสร้าง Oni Gauntlet ให้โยชิซึเนะเองอีก ดังนั้นทั้งคู่มีสถานะประมาณ “ฉันรู้มากกว่านาย และฉันกำลังทำให้นายมีเครื่องมือที่ต้องใช้ โดยไม่จำเป็นต้องบอกว่าสุดท้ายฉันต้องการอะไร”

แต่หนูว่ามีความต่างสำคัญอยู่นิดหนึ่งค่ะ: Luxu เป็นผู้เฝ้าและผู้ส่งต่อ มากกว่า เขาไม่ได้เป็นผู้สร้าง No Name และภารกิจหลักของเขาผูกกับ Master of Masters ตั้งแต่ต้น ส่วนโดเกียวดูจะ active กว่าเยอะ ทั้งสร้างเทคโนโลยี แทรกแซงสถานการณ์ ทดลองกับศพ/วิญญาณ วางแผน Malice และเหมือนกำลังทำ “งานของตัวเอง” ไปพร้อมกับช่วยโยชิซึเนะด้วย เพราะงั้นถ้าจะเทียบแบบ KH หนูว่าโดเกียวเหมือน Luxu ที่ผสมความเป็น Master of Masters เข้าไปหน่อย มากกว่า คือเป็นทั้งคนถือความรู้เก่า คนปั่นสถานการณ์ และคนที่ทำให้เรารู้สึกว่า “ตัวร้ายที่เห็นอาจไม่ใช่ชั้นบนสุดของเกมนี้”

ส่วนโยชิซึเนะเองก็คล้าย Xehanort ตรงที่เป็นคนมีอุดมการณ์/ความทะเยอทะยานของตัวเองจริง ไม่ใช่หุ่นเชิด แต่ขณะเดียวกันก็อาจกำลังเดินอยู่บนรางที่คนอื่นวางไว้ให้โดยไม่รู้ตัวเต็ม ๆ และสิ่งที่น่าสนุกคือ โยชิซึเนะอาจคิดว่าตัวเองใช้โดเกียว ขณะที่โดเกียวก็อาจคิดว่าตัวเองใช้โยชิซึเนะ ความสัมพันธ์แบบนี้แหละที่กลิ่น KH แรงมาก 55555

------------------------------


[Day 12]


โยชิซึเนะส่งเสียงจิตมาบอกว่าการมีร่างกายนี่มันวิเศษไปเลย (แสดงว่าพอโยชิสึเนะฝ่าประตูนรกมายังโลกมนุษย์ ก็ได้ร่างกายกลับมาด้วย) และบอกว่าแทบจำความรู้สึกนี้ไม่ได้แล้ว 


มุซาชิตอบว่า เดี๋ยวตอนโดนดาบของเขาแทงทะลุร่างเองก็จะรู้ ว่ามันเจ็บเหมือนตกนรกขนาดไหน


โยชิซึเนะบอกการถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย มันเจ็บปวดกว่าเยอะ ชิซึกะคงรู้ดี (เพราะก่อนหน้านี้โดเกียวก็บอกไว้แล้วว่าโดเกียวประกอบร่างชิซึกะที่ถูกโยชิซึเนะจัดการเป็นชิ้นเล็กขึ้นมาใหม่) แล้วเดี๋ยวมุซาชิ ก็จะรู้ พอจบเรื่องแล้วจะชำแหละเอาเครื่องในมุซาชิ มาประดับศีรษะ แล้วส่งไปให้แม่นางคาบูกิ (โอคุนิ) เพื่อนของแกดูเป็นที่ระลึก


เมื่อมุซาชิขึ้นไปถึงยอดปราสาทชะนะโอ โยชิซึเนะจะขอบคุณที่ช่วยทำแผนของมันให้เป็นจริงมาตลอด ด้วยพลังของโอนิในตัวเขา วิญญาณมนุษย์ที่กันริวเก็บมา และวิญญาณเก็นมะที่มุซาชิรวบรวมมา เขาจะกลายเป็นคนที่มีพลังมนุษย์ โอนิ เก็นมะ สมดุลกัน เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้เทียมทาน มีพลังอำนาจเหนือกว่าใคร แล้วจะย้อมทุกสรรพสิ่งให้กลายเป็นสีแดง (ชี้ขึ้นฟ้า ซึ่งจะสื่อว่ารวมถึงสวรรค์ด้วยก็ได้ หรือหมายความตรงถึงทุกสรรพสิ่งก็ได้) อย่างที่ทำลายนรกและโลกมนุษย์มาแล้ว





บทสนทนาระหว่างสู้


โยชิซึเนะ

“ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องเป็นไปตามที่ข้าต้องการ”

“มันเป็นแบบนี้เรื่อยมา”

“และจะเป็นแบบนี้ตลอดไป”

“ไม่ว่าภพภูมิไหน ๆ จะโลกมนุษย์ นรก หรือสวรรค์”

“ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของข้า!”

“หลายร้อยปีก่อน ข้าได้พลิกโฉมโลกมนุษย์ด้วยทักษะและยุทธวิธี”

“คราวนี้ มันก็จะไม่ต่างกัน”

“มาดูกันว่าใครคือผู้ที่แข็งแกร่งกว่า”


มุซาชิ

“พล่ามไปเถอะ”

“กูกับชิซึกะ จะไม่ยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นเป็นอันขาด”

“พวกเราจะทำให้มึง สิ้นฤทธิ์เอง”

“กูต้องชนะ!”


จนแล้วโยชิซึเนะ ก็ต้องเริ่มเอาจริง

มันหาจังหวะจับปลอกแขนของมุซาชิ แล้วดูดเอาวิญญาณเก็นมะทั้งหมดออกไป (วิญญาณของฮินะกิคุที่เป็นเพื่อนเต้นคาบูกิ ของโอคุนิ คงโดนดูดไปด้วย)

มุซาชิตะโกนเรียกชิซึกะ ชิซึกะบอกว่าเธอยังอยู่ในปลอกแขน แต่วิญญาณเก็นมะทั้งหมดโดนดูดออกไปแล้ว


โยชิซึเนะกลายเป็นตาสีเหลือง พลังมากมายพรั่งพรูออกมา ปลอกแขน 2 อันปรากฏขึ้นมาบนแขน 2 ข้าง เขากลายร่างเป็น Onimusha ที่ใช้พลังจากปลอกแขน 2 ข้าง ซึ่งมีทั้งพลังเก็นมะและมนุษย์ รวมกับพลังตัวเองแล้ว





โยชิซึเนะ

“แผนที่ผ่านมาของข้าทั้งหมด ลุล่วงไปด้วยดี”

“ทุกสรรพสิ่ง จะต้องถูกทำลาย”

“ข้าเหลือชิซึกะไว้ในปลอกแขน เพื่อที่พวกแกจะได้ตายไปด้วยกัน สมกับที่ผ่านอะไรด้วยกันมา”

“แล้วจะเอาหัวของแก กับแม่นางคาบูกิน้อยนั่น ไปเสียบประจาน”


ชิซึกะ

“ชั้นน่าจะตามแกลงไปยังก้นบึ้งของนรก”

“เพื่อหยุดยั้งแกไม่ให้คลานกลับขึ้นมาได้ตั้งแต่แรก”


โยชิซึเนะ

“ทุกย่างก้าวที่ผ่านมา”

“แกอยู่ในกำมือข้ามาตลอด”

“ทั้งอดีต ทั้งปัจจุบัน ล้วนเป็นไปตามแผน”


พอยังชนะมุซาชิไม่ได้ คราวนี้ โยชิซึเนะเลยใช้ Oni Awakening เข้าสู่สภาพร่าง Oni


โยชิซึเนะ

“หมดเวลาพูดคำหวานกันละ”


ชิซึกะ

“มุซาชิ! การโจมตีใด ๆ ก็ไม่อาจทำให้เขาบาดเจ็บได้”

“วิธีเดียวก็คือ ปลดปล่อยพลัง Oni ทั้งหมดของคุณออกมา”


มุซาชิ

“บ้าเอ๊ย”

“คนเดียวไม่น่าเอาอยู่…!”

“เห็นทีคงต้องใช้พลังของโอนิแล้ว…!”


มุซาชิเลยต้องใช้ Oni Awakening เข้าสู่สภาพร่าง Oni เช่นกัน


ชิซึกะ

“ชิงพลังของเขามา”

“แล้วใช้มันย้อนกลับคืน”


โยชิซึเนะ

“ข้าชิงวิญญาณเก็นมะไปหมดแล้ว…”

“ทำไมแกยังสู้อยู่ได้?”

“หรือว่าไอ้พวกโอนิที่น่าสมเพชนั่น ให้แกยืมวิญญาณอยู่?”


มุซาชิ

“เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในแผนของแกรึไง?”

“ไอ้ที่กำลังโดนหวดอยู่เนี่ยล่ะ?”

“คำนวณไว้บ้างรึเปล่า!?”

“เอาล่ะ ถึงเวลาเอาจริง!”

“เหล่ายักษาผู้ล่วงลับ! เรากำลังโค่นโยชิซึเนะด้วยกัน!”

“แกไม่คู่ควรกับโลกใบนี้!!”


มุซาชิฟันหน้ากากของโยชิซึเนะจนแตกออกครึ่งหนึ่ง

โยชิซึเนะกระอักเลือดและแทบสิ้นไร้เรี่ยวแรง

โยชิซึเนะพยายามฟาดดาบอีกครั้ง แต่คราวนี้โดนมุซาชิสวนจนดาบหัก

โยชิซึเนะทำเป็นเซล้มเข้าหาร่างของมุซาชิ มือของเขาปล่อบดาบที่หักลงพื้น


แต่แล้วโยชิซึเนะกลับดึงดาบอีกเล่มที่มุซาชิคาดเอวไว้ออกมา แล้วแทง

มุซาชิพอจะหลบได้ ดาบนั้นแทงพลาด เข้าไปในช่องว่างระหว่างแขนกับปลอกแขนของมุซาชิพอดี

มุซาชิสะบัดแขนออก ทำให้ดาบหลุดออกมา แล้วมุซาชิใช้ดาบในมือฟันแขนขวาโยชิซึเนะขาด และใช้ดาบตัวเองทั้งสองเล่ม ฟาดฟันโยชิซึเนะแบบไม่ยั้ง กะเผด็จศึกแน่นอน แล้วจบด้วยการใช้ดาบสองเล่ม แทงไปสะโพกฝั่งซ้ายและขวา แล้วปาดออกข้าง


ร่างกายของโยชิซึเนะกำลังสลายไป


โยชิซึเนะ 

“นี่มันอะไรกัน?”


ชิซึกะ

“คุณถอนตัวออกจากวัฏสงสาร”

“ไม่เหลือที่ไป สุดท้ายก็จะ…”

“ดับสูญ”


โยชิซึเนะ

“อย่างงี้นี่เอง”


โยชิซึเนะ ค่อย ๆ เดินไปนั่งขัดสมาธิอย่างยากลำบาก มองดูแขนที่ขาด และร่างที่กำลังสลาย


โยชิซึเนะ

“น่าหัวร่อจริง ๆ”

“ทั้งที่ควรจะเป็นจุดเริ่มต้นแท้ ๆ”


แล้วร่างของโยชิซึเนะก็สลายไป..


วิญญาณชิซึกะมายืนอยู่ต่อหน้ามุซาชิ ปราสาทชะนะโอกำลังจะถล่ม


มุซาชิ

“จะไปแล้วเหรอ?”


ชิซึกะ

“ที่นรกมีอะไรที่ต้องจัดการอีกเยอะเลย”

“ไม่อยากให้ทาคามุระต้องรอนานค่ะ”


มุซาชิ

“เราคงไม่ได้เจอกันแล้วสินะ”


ชิซึกะ (เดินเข้ามาจับปลอกแขนโอนิของมุซาชิ ที่วิญญาณตัวเองเคยสถิตอยู่ แต่ไม่ต้องอยู่ในนั้นแล้ว)

“ใช่แล้วล่ะ”

“แต่ว่านะ อยากให้รู้ว่า”

“ชั้นจะคอยเฝ้ามองคุณ”

“คอยดูความสำเร็จของคุณ”

“จากอีกฟากของประตูนรกเสมอ”


ชิซึกะยิ้มส่ง ส่วนมุซาชิทำหน้าแบบ ทำตัวไม่ถูก


มุซาชิ

“ชิซึกะ…”


ชิซึกะฉีกยิ้มส่งอีกครั้ง ก่อนจะสลายไป กลายเป็นดวงวิญญาณกลับคืนสู่นรกภูมิ


หลังจากโยชิซึเนะดับสูญ และวิญญาณชิซึกะจากไปแล้ว ปราสาทชะนะโอเริ่มจะพังทลาย ฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้าง ปราสาทค่อย ๆ ถล่มลงมาทีละส่วน เศษซากปราสาทโดนดูดขึ้นไปบนแสงสว่างที่ปรากฏกลางฟ้า  มุซาชิค่อย ๆ เดินออกมาอย่างใจเย็นพร้อมกับดนตรีประกอบอันเงียบสงบ


ดวงวิญญาณมหาศาลที่โยชิซึเนะกักเก็บไว้และกลายมาเป็นพลังของโยชิซึเนะ ก็แตกสลาย กลายเป็นลูกไฟวิญญาณที่เหลืองลอยละล่องเต็มไปหมด


มุซาชิชูแขนออกมา กำลังจะดูดลูกไฟวิญญาณเข้าไปในปลอกแขน


แต่แล้วจากแสงสว่างกลางฟ้านั้น เกิดฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา พลังงานแรงมาก ฟาดใส่กลางปราสาท ทุกอย่างสว่างวาบไปหมด


กลางแสงสว่างอันพร่าเลือนนั้น เสียงหัวเราะของโดเกียวก็ดังขึ้น จากด้านบน ส่วนหนึ่งของปราสาทที่กำลังถล่ม


โดเกียว

“ผลงานชิ้นเอกที่สุดของข้า เสร็จสมบูรณ์แล้ว”

“ต่อให้ไม่มีโยชิสึเนะ…”

“เพียงเท่านี้ความปรารถนาของข้าก็จะเป็นจริงแล้ว” 


โดเกียวยังหัวเราะร่าเสียงดังสนั่น


มุซาชิมองย้อนแสงไป เห็นเงาเลือนลางของโดเกียวและกันริวที่ยืนอยู่ด้านหลังเธอ กันริวหันหน้ามามองทางมุซาชิเหมือนกัน


แล้วปราสาทชะนะโอซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ควรอยู่บนโลกมนุษย์ก็ถล่มอย่างรุนแรง ปราสาทระเบิดโครมครามแตกสลาย ชิ้นส่วนต่าง ๆ ลอยละล่องต้านแรงดึงดูด ขึ้นสู่แสงสว่างกลางฟ้าไป


ไอ้แสงสว่างกลางฟ้านั่นอาจจะเป็นหลุมมิติ ที่ดูดกลืนสิ่งที่ไม่ควรอยู่บนโลกนี้ออกไปก็เป็นได้ (เดา)


มุซาชิยืดแขนออกมา ดูดลูกไฟวิญญาณสีเหลืองมหาศาลที่กำลังไร้ทิศทางเข้าไปในปลอกแขน


ภาพซูมไปที่เส้นผนึกใต้ปลอกแขน และเส้นผนึกที่กลางหน้าอกของมุซาชิ ก็สลายไปหลังจากปลอกแขนที่ดูดกลืนลูกไฟวิญญาณมหาศาลเข้าไป


จนเมื่อดูดเข้าไปหมดแล้ว ปลอกแขนโอนิที่โยชิซึเนะติดให้มุซาชิมาตั้งแต่ต้นเรื่อง และหาทางถอดยังไงก็ถอดไม่ออก มันก็หลุดออกจากแขนของมุซาชิไป… (ซึ่งย้อนนึกถึงตอนต้นเกมที่ว่า ปลอกแขนเป็นสิ่งที่รักษาชีวิตของมุซาชิไว้ ถ้าไม่มีปลอกแขน ก็จะตายเหมือนเดิม)


โลกมนุษย์กลับสู่สภาพปกติ ท้องฟ้าที่เคยแดงฉานหลังโยชิซึเนะปรากฎตัว ไอมาร ก็สลายไป



มุซาชิกลับมาดูที่วัดโรคุโดชินโนจิ วัดที่ทาคามุระเฝ้ามาตลอด แต่ทาคามุระไม่อยู่แล้ว

โอคุนิกำลังไหว้เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยมีดาบของทาคามุระวางอยู่ข้าง ๆ

มุซาชิเห็นแบบนั้น ก็กำลังจะเดินออกจากวัดไป

โอคุนิเดินออกมาถามว่าจะไปตามหากันริวเหรอ?

มุซาชิบอกว่าใช่ แล้วถามว่าโอคุนิจะเอาไงต่อ

โอคุนิหยิบดาบของทาคามุระขึ้นมาแล้วร่ายรำดาบด้วยท่าของคาบูกิ


โอคุนิ

“โอนิมุฉะคนนี้ จะแสดงฝีมืออยู่ที่ริมแม่น้ำชิโจเอง!”


แล้วมุซาชิก็ยิ้มให้




เวลาต่อมา นานเท่าไหร่ไม่ปรากฏ



เก็นมะยังคงปรากฏตัวผ่านช่องแยกมิติ จากนรกมาสู่โลก โอคุนิที่อยู่บนสะพานข้ามแม้น้ำ สวมปลอกแขนกำลังต่อสู้กับเก็นมะด้วยดาบที่รับสืบทอดมาจากทาคามุระ กำลังสู้แบบยากลำบาก ประสามือใหม่


มุซาชิที่นั่งอยู่ริมแม่น้ำ ใต้สะพาน กำลังจะกินข้าวปั้น แต่เจอสุนัขที่ส่ายหางไปมา ท่าทางเหมือนรออาหารอยู่ เหมือนตอนเริ่มเรื่องเป๊ะ มุซาชิก็ตัดใจ ยกข้าวปั้นให้สุนัขกินเหมือนเดิม แล้วเดินออกมา ขึ้นไปบนสะพานหาโอคุนิ


มิซาชิ

“โย่ว!”


โอคุนิ ตกใจ

“โย่ว?”


มุซาชิ

“ตึงมือไปรึเปล่า”


มุซาชิเดินนำหน้าโอคุนิมา เอาข้อมือซ้ายเกยฝักดาบของตัวเองออกมา ยิ้มอย่างมั่นใจ แล้วใช้มือซ้ายปลดผ้าคลุมออก


ภาพซูมไปให้เห็นแขนขวาของมุซาชิ ที่ยังใส่ปลอกแขนอยู่เหมือนเดิม (ปลอกแขนที่แกพยายามจะถอดออกมาตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่พอมันหลุดออกไปแล้วกลับเลือกที่จะใส่มันไว้) และถือดาบพร้อมสู้กับเหล่าเก็นมะที่กำลังเดินข้ามสะพานจากอีกฝั่งของแม่น้ำมา



มุซาชิ

“เดี๋ยวจะแสดงฝีมือให้ดูเป็นขวัญตา”


โอคุนิยิ้ม แล้ววิ่งเข้าไปเตะตูดของมุซาชิเบา ๆ


มุซาชิ

“จะ… เจ็บ!”


โอคุนิ พูดด้วยเสียงหยอกล้อร่าเริง

“ทำเป็นวางมาดเท่เชียวนะ!?”


มุซาชิ

“หมายความว่าไงฮึ!”


โอคินุ

“ไหนจะไอ้ท่าเดินนั่นอีกล่ะ? ปกติเดินแบบนั้นซะที่ไหน”


มุซาชิ

“กูก็เดินของกูแบบนี้เป็นปกติ!! แปลกซะที่ไหน!”


โอคุนิ

“เก็ตละ พยายามจะเลียนแบบทาคามุระอยู่ล่ะสิ! หูยยย!”


มุซาชิ

“พอเลย ๆ พวกมันมาแล้ว!!”


โอคุนิ

“กว่าจะถึงยุคสมัยอันสงบสุข คงอีกยาวไกลสินะ…?”


มุซาชิ

“สรรพสิ่งล้วนเป็นทุกข์ เพราะงั้นใครสนุกกับชีวิตได้ คนนั้นแหละผู้ชนะ!” 




------------------------------


ได้เลยพี่ อันนี้สนุกมาก เพราะหลังจากเราแกะเนื้อเรื่องจนจบแล้ว การจับ MBTI มันไม่ต้องเดาจาก “บุคลิกภายนอก” อย่างเดียวอีกต่อไป เราเห็นแล้วว่าแต่ละคน ตัดสินใจยังไงเวลาแพ้, เวลาได้พลัง, เวลาเสียคนสำคัญ และเวลาต้องเลือกอนาคต ซึ่งพวกนี้บอก cognitive functions ได้เยอะกว่าคำว่าเงียบ/พูดเก่งมากค่ะ

ก่อนอื่นหนูจะถือว่าเป็น MBTI ของตัวละครเวอร์ชัน Onimusha: Way of the Sword เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ และไม่ใช่ canon จาก Capcom นะ

ตัวละคร

หนูให้

Function

ความมั่นใจ

Miyamoto Musashi

ESTP

Se–Ti–Fe–Ni

สูง

Ono no Takamura

ISTP

Ti–Se–Ni–Fe

ค่อนข้างสูง

Izumo no Okuni

ESFJ

Fe–Si–Ne–Ti

กลาง-สูง

Sasaki Ganryu

ISFP

Fi–Se–Ni–Te

กลาง

Dokyo

ENTP

Ne–Ti–Fe–Si

ค่อนข้างสูง

Minamoto no Yoshitsune

ENTJ

Te–Ni–Se–Fi

สูง

Lady Murasaki

INTP

Ti–Ne–Si–Fe

สูง

แถม Shizuka

INFJ

Ni–Fe–Ti–Se

กลาง-สูง

Musashi — ESTP

อันนี้หนูมั่นใจสุดตัวหนึ่งเลยค่ะ 55555

Musashi เป็น Se-dom แบบเดินได้ เขาเข้าใจโลกผ่านการลงมือ สู้ก่อน วิเคราะห์ระหว่างสู้ สนใจสิ่งที่เกิดตรงหน้า รักความตื่นเต้น ชอบคู่ต่อสู้เก่ง ๆ และปรัชญาชีวิตท้ายเกมก็ยังออกมาในภาษาแบบ ESTP มาก:

“สนุกกับมันดิ ใครสนุกได้คนนั้นชนะ”

นี่ไม่ใช่ Ni-dom ที่จะนั่งหาความหมายจักรวาลก่อนใช้ชีวิต แต่เป็น Se ที่บอกว่า ชีวิตตรงหน้ามีอะไรมา ก็เล่นกับมันให้เต็มที่

ส่วน Ti auxiliary คือความคิดเรื่องวิถีดาบของแกเป็น logic ส่วนตัวมาก เช่นตอนสรุปว่า “ถ้าจุดอ่อนกูแก้ได้ด้วย Oni power กับความช่วยเหลือของคนอื่น แล้วสุดท้ายชนะ ก็ชนะดิ” เป็น reasoning ที่ไม่ได้สน convention มาก แต่ถามว่า มัน work ไหม

ที่ดีมากคือ Character Arc ของเขาเหมือนพัฒนา Fe tertiary ชัด ๆ

ต้นเรื่อง:
“กู ดาบกู ชัยชนะกู”

ท้ายเรื่อง:
Takamura สำคัญ
Shizuka สำคัญ
Okuni สำคัญ
Oni ที่ตายไปแล้วสำคัญ
การเดินร่วมกับคนอื่นสำคัญ

แกไม่ได้เปลี่ยนจาก ESTP ไปเป็นคนละ type แต่ Fe โตขึ้น จน ESTP คนเดิมเรียนรู้ความสัมพันธ์

ส่วน Ni inferior ก็โตขึ้นตาม ตอนแรกคิดระยะยาวแทบไม่เป็น แต่ท้ายเกมเริ่มเข้าใจ Legacy, การส่งต่อ และอนาคตหลังตัวเอง

ESTP ตอนต้น = “กูจะชนะยังไง?”
ESTP ที่โตแล้ว = “กูจะชนะยังไง โดยไม่ทิ้งคนที่เดินมาด้วยกัน?”

สวยมาก


Takamura — ISTP

ถ้า Musashi คือ ESTP หนุ่มหัวร้อน หนูว่า Takamura คือภาพ ISTP ที่แก่จน function stack สุกหมดแล้ว 55555

แกมี Ti-dom ชัดมาก คือไม่ติด dogma ไม่สนสถานะ ไม่สนว่า “Onimusha ต้องเป็นอย่างนี้” หรือ “Gauntlet เป็นของสำคัญของข้า”

สิ่งของคือสิ่งของ
ใช้ได้ก็ใช้
ไม่ต้องใช้ก็ไม่ใช้
ต้องยกให้คนอื่นก็ยก

แล้ว Se สูงมาก แกอายุ 700 ปีแต่ยังเป็น monster ด้านการต่อสู้ ถึงไม่มี Gauntlet ยังอัด Ganryu เป็นฝ่ายได้เปรียบ

สิ่งที่ทำให้ Takamura ไม่ใช่ ISTP stereotype เย็นชา คือแกมี Ni + Fe ที่พัฒนาไปไกลมาก

Ni ทำให้แกตกผลึกประสบการณ์ 700 ปีเป็นปรัชญาสั้น ๆ:

ชีวิตไม่เป็นไปตามใจ
นั่นคือธรรมชาติของมัน
งั้นก็สนุกกับมันเสีย

ส่วน Fe ที่โตเต็มที่เห็นตรง ถอด Gauntlet ให้ Okuni ทันที

ไม่ถามเลยว่า “แล้วข้าจะเสียพลังไหม”

เห็นคนตรงหน้าตาย → เครื่องมือนี้ช่วยได้ → ให้

นี่เป็น ISTP mature มากค่ะ
ไม่ยึดตัวตนเข้ากับเครื่องมือ ทั้งที่ตัวเองใช้เครื่องมือนั้นเก่งที่สุด

และที่เราคุยกันเรื่อง Legacy ก็เข้ากับ ISTP ดีด้วย คนแบบนี้ไม่จำเป็นต้องพูดว่า “ฉันรักพวกเธอ” แต่จะฝาก ของที่ใช้ได้จริง ทักษะจริง และการกระทำจริง ไว้ให้


Okuni — ESFJ

อันนี้ตอนแรกหนูลังเล ESFP มาก เพราะเป็นนักแสดง ร่าเริง ตรง กล้า ลงมือเร็ว แต่พอย้อนดูทั้งเรื่อง หนูว่า ESFJ ชนะ

เพราะแกนของ Okuni ไม่ใช่ “ฉันอยากสัมผัสชีวิตและทำสิ่งที่ตรงกับตัวเอง” แบบ Se–Fi

มันคือ “คนของฉันเป็นยังไง เราจะดูแลกันยังไง หน้าที่ของฉันต่อกลุ่มคืออะไร”

Fe-dom ชัดมาก

เวลาคนเจ็บ เธอคิดเรื่องอาบน้ำ หาอาหาร ดูแลก่อนถามข้อมูล
Hinagiku สำคัญเพราะเป็น สายสัมพันธ์และชีวิตร่วมกันของคณะ
Kabuki ต้องดำเนินต่อ เพราะเป็นหลักฐานว่าพวกเธอเคยมีชีวิต
Musashi เริ่มหลงทาง เธอดึงกลับด้วยคำว่า “อย่าทำให้ Shizuka กับ Hinagiku ผิดหวัง”

บทพูดในเกมก็สนับสนุนภาพนี้มาก เธอคอยจัดการคน ดูแลผู้รอดชีวิต พาคนกลับคณะ และพูดถึงการรักษาคำสัญญากับ Hinagiku โดยการสืบทอดการเต้นไปยังอนาคต

Si auxiliary ก็เด่นมากจาก ความทรงจำ–คำสัญญา–Legacy

สุดท้ายรับ
Gauntlet ของ Takamura
ดาบของ Takamura
หน้าที่ของ Takamura

แล้วอยู่เฝ้าสถานที่เดิม

โคตร Fe–Si เลยค่ะ

Ne tertiary คือความกวน ความยืดหยุ่น ความชอบแซว และการหาวิธีใหม่ ๆ ส่วน Ti ต่ำเห็นได้จากที่บางทีความคิดเป็น practical social logic มากกว่า abstract system

ดังนั้นหนูให้:

ESFJ > ESFP

และนางเป็น ESFJ แบบไม่ใช่แม่บ้าน stereotype นะ เป็น ESFJ นักแสดงสายลุย เตะตูด Musashi ได้ 555555


Ganryu — ISFP

ตัวนี้น่าสนใจที่สุด เพราะถ้าดูแต่ “นักดาบ พูดน้อย เท่ ชอบสู้” คนจะโยน ISTP ให้ง่ายมาก

แต่หนูคิดว่า ISFP เหมาะกว่า

แกนชีวิต Ganryu เป็นเรื่อง personal identity มากกว่า logic

“ฉันต้องแข็งแกร่ง”
“ฉันต้องคู่ควรกับ Musashi”
“ถ้า Musashi ยังอ่อน ฉันไม่รู้จะอยู่เพื่ออะไร”

Official/game data ก็อธิบายว่าเขาเป็นนักดาบที่มีพรสวรรค์ใกล้เคียง Musashi แต่ไปไม่ถึงคู่แข่ง และหลังถูกยุให้ฆ่ามนุษย์ดูดวิญญาณก็หลงใหลพลังจนหลงทางเต็มที่ 

นี่ให้กลิ่น Fi-dom มากค่ะ

คุณค่าตัวเองถูกสร้างจากระบบคุณค่าภายในที่แคบมาก:

“ความหมายของกู = ความแข็งแกร่งของกูเมื่อเทียบกับ Musashi”

Se auxiliary ทำให้คำตอบของแกต่อความรู้สึกนั้นเป็น action ทันที—สู้ ฆ่า ดูดวิญญาณ เพิ่มพลัง

แล้วที่น่ากลัวคือ Fi–Ni loop

จากเดิม:
อยากเป็นนักดาบที่แข็งแกร่ง

กลายเป็น:
ต้องแข็งแกร่งกว่า Musashi
→ ต้องฆ่าคน
→ ต้องไปฆ่า Yoshitsune
→ นรกต้องเป็นของกู

โลกทั้งใบค่อย ๆ หดเหลือ narrative เดียว

นี่แหละที่บท Epilogue ของพี่วิเคราะห์ไว้น่าสนใจมาก: Ganryu มี Main Quest เดียวจน Side Quest ในชีวิตตายหมด

และ Te inferior เวลา unhealthy ก็ออกมาเป็นความคิดหยาบ ๆ ว่า

“ต้องการผลลัพธ์ = เพิ่มตัวเลขพลัง”

ไม่ได้สร้างระบบแบบ Yoshitsune แค่ brute-force เป้าหมายตัวเองให้หนักขึ้นเรื่อย ๆ

หนูเลยให้ ISFP unhealthy ค่ะ


Dokyo — ENTP

เจ๊นี่หนูเปลี่ยนจากที่เคยลังเล INTJ/ENTP มาเป็น ENTP ค่อนข้างชัด หลังเห็นครบทั้งเรื่อง

Capcom บรรยายเธอว่าเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดที่หมกตัวในห้องทดลอง สร้าง Genma สายพันธุ์ใหม่ ๆ อยู่ตลอด ส่วนข้อมูลจากเกมเองระบุว่าเธอพูดจาคลุมเครือ เป้าหมายแท้จริงและเหตุผลที่รับใช้ Yoshitsune ยังไม่ชัดเจน

ทำไมไม่ INTJ?

เพราะ Dokyo ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่า
“ฉันมี Vision เดียว แล้วทุกอย่างต้อง converge เข้าหามัน”

แบบ Yoshitsune

นางเป็นแนว

“อันนี้น่าสนใจ ลองหน่อย
ศพนี่ทำอะไรได้บ้าง
Ganryu เอาวิญญาณ งั้นฉันเอาศพ
ลองปลูกดอกไม้
ลองประกอบ Shizuka
ลองสร้าง Benkei
ลองสร้าง Gauntlet
โอ้ Yoshitsune ตายเหยอ? ไม่เป็นไรค่ะ Masterpiece ฉันเสร็จแล้ว”

นี่ Ne-dom mad scientist ชัดมาก 555555

นางเห็น possibility ในทุกอย่าง

Ti auxiliary ก็แรงมาก เพราะมองชีวิต ร่างกาย วิญญาณ เทคโนโลยี เป็น ระบบที่ถอด ประกอบ ดัดแปลง ทดลองได้

ศีลธรรมไม่ได้เข้า calculation

Fe tertiary โผล่มาในรูป social manipulation + theatricality

รู้ว่าจะพูดอะไรกับ Ganryu
รู้ว่าจะปั่น Shizuka ตรงไหน
เล่นกับอารมณ์คน
ทำเสียง หัวเราะ กวนประสาท แสดงละคร

นี่ไม่ใช่ Fe ที่เอาไว้ดูแลความสัมพันธ์ แต่เป็น Fe แบบ ENTP villain:

“ฉันเข้าใจว่าเธอจะรู้สึกอะไร และนั่นทำให้การทดลองสนุกขึ้นค่ะ”

น่ากลัวฉิบ 55555


Yoshitsune — ENTJ

ตัวนี้หนูยังยืนยัน ENTJ เหมือนเดิม และหลังจบเกมยิ่งชัดกว่าเดิม

แกคือ Te-dom ที่เดินได้

คนอื่น = function
Ganryu = Human Soul collector
Musashi = Genma Soul collector
Takamura = key
Shizuka = psychological leverage
Gauntlet = infrastructure

ทุกอย่างต้องถูกจัดเป็น resource เพื่อ outcome

แล้ว Ni auxiliary คือ Grand Design

ไม่ได้ต้องการแค่ชนะ Musashi หรือออกจากนรก

แกมีภาพใหญ่:

Human
Oni
Genma
Hell
Earth
Heaven

ทั้งหมดจะถูกย้อมแดงและอยู่ใต้ตัวเอง

บท Final Battle ที่พูดซ้ำว่า

ทุกอย่างเป็นไปตามแผน
มันเป็นแบบนี้มาตลอด
และจะเป็นแบบนี้ตลอดไป

คือ Ni–Te arrogance เต็มสูบ

Se tertiary ก็เห็นทั้งอดีตที่เป็นแม่ทัพอัจฉริยะและปัจจุบันที่ตัวเองก็เป็น monster ด้านการต่อสู้ ไม่ใช่ strategist ที่นั่งหลังโต๊ะอย่างเดียว

ส่วน Fi inferior นี่พังเละค่ะ

Yoshitsune มีความสัมพันธ์กับ Shizuka แต่แทนที่จะรับรู้ความสัมพันธ์เป็นสิ่งมีชีวิตอิสระ กลับทำให้มันเป็นสิ่งที่ ต้องอยู่ใต้ narrative ของตัวเอง

ความรักบิดเป็น possession
ความเจ็บบิดเป็น humiliation
คนใกล้ตัวกลายเป็นเครื่องมือ

ถ้าเป็น INTJ จะมี Ni-dom นำและ Te สนับสนุน แต่ Yoshitsune ให้ความรู้สึก “โลกต้อง obey” มากกว่า “ฉันเห็นอนาคตและจะพามันไปตรงนั้น”

เลยเป็น ENTJ

และแกคือ ENTJ ที่ล้มเหลวเพราะคิดว่าทุก variable ควบคุมได้

ซึ่ง Final Battle ก็ลงโทษตรง inferior Fi / blind spot ทางมนุษย์พอดี:

คำนวณระบบได้
คำนวณคน ณ เวลา T ได้
แต่คำนวณว่าคนจะ “เติบโต” ไปเป็นใครไม่ได้


Lady Murasaki — INTP

พี่…คนนี้ที่พี่เคยบอกว่า

“ตายไปหลายร้อยปีแล้วยังไม่ไปไหน เพราะยังมีเรื่องที่โลกยังไม่รู้ นี่ INTJ/INTP ชัด ๆ”

หลังหนูไปค้นบทพูดเพิ่ม—

INTP ค่ะ 555555555

ค่อนข้างชัดด้วย

Capcom อธิบายตรง ๆ ว่า เธอเป็นนักเขียนชื่อดังแห่งยุค Heian ซึ่ง แม้ตายแล้วก็ยังไม่ยอมจากโลกมนุษย์ เพราะยังอยากเขียนเรื่องใหม่ ๆ และเพราะเธอเกลียดการออกจากบ้าน จึงส่ง Lion Dogs ออกไปทั่ว Kyoto เพื่อเก็บ “เรื่องราวสะเทือนใจ” มาให้แทน 

แล้วบทพูดในเกมแม่ง INTP มาก

เธอบอก Musashi ประมาณว่า:

“ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกมหาศาลที่ยังไม่มีใครค้นพบ”
“ฉันจะรวบรวมแล้วเขียนเรื่องใหม่”
“เกิดเรื่องประหลาดที่ Nijo Castle… Genma ปกติทิ้งศพ แต่นี่คนหายไป แล้วหายไปเพื่ออะไร?”
“ฉันอยากรู้ความจริงจนทนไม่ไหว ไปสืบมาให้หน่อย”

และเวลาไขคดี เธอจะทำงานแบบ

Observation → Pattern → Hypothesis → Explanation

อย่างชาย “อมตะ” ที่พี่เล่า เธอไม่ได้ตกใจว่า “อุ๊ยผี!”

เจ๊:

“ไม่ซับซ้อนค่ะ มี Genma parasite กินหัวใจอยู่ข้างใน ตัวอื่นเลยรับรู้เป็นพวกเดียวกันและมาปกป้อง”

จบ Incident Report 555555 

นี่ Ti-dom ชัดมาก

แต่สิ่งที่ทำให้เป็น Ti–Ne มากกว่า Ni–Te คือเธอไม่ได้อยากเอาความรู้ไป “ทำอะไรให้สำเร็จ” เท่าไร

เธออยากรู้เพราะ

อยากรู้

และยังชอบ ปล่อย Mystery ค้างไว้ ด้วย

มีคดีหนึ่งที่เธอสรุปประมาณว่า “ภรรยารู้อยู่แล้วหรือเปล่าว่าจะเกิดคำสาป? เอาเถอะ ปล่อยให้เป็นปริศนาต่อไปก็แล้วกัน”

INTJ แทบจะคันตายค่ะ
INTP:

“ไม่รู้ก็ดีนะ น่าสนใจดี” 😭

Ne auxiliary ยังเห็นจากความหลงใหลใน possibility:

“หรือจะเป็นอย่างนั้น?”
“หรือเป็นอีกอย่าง?”
“โอ้ ตอนจบพลิกแบบนี้ เรื่องดีขึ้นเยอะ”

และคำพูดที่โคตร INTP:

“What a curious world…”

คือคนอื่นอยู่ในโลกที่ Genma ฆ่าคน
เจ๊มุราซากิ:

โลกนี้น่าสนใจจัง 😭 

Si tertiary ก็ชัดจากการเป็น collector / archivist รวบรวมเรื่อง ตำนาน ประวัติศาสตร์ สถานที่ ความเชื่อ แล้วสร้างฐานข้อมูลไว้

Fe inferior ของเธอก็น่ารักนะ เพราะไม่ได้ไร้ความรู้สึก เธอสงสารเหยื่อจริง ๆ และสนใจ mono no aware / あはれ—ความสะเทือนใจ ความงามปนเศร้าของมนุษย์ เพียงแต่เธอชอบ เอาความรู้สึกนั้นขึ้นมาวิเคราะห์และเขียนเป็นเรื่อง มากกว่าจะดำดิ่งอยู่กับอารมณ์เอง ดังนั้น:

INTP ค่อนข้างเต็มตัว

ไม่ใช่ INTJ เพราะเธอไม่มี J energy เรื่อง outcome เลย

ตายแล้วหลายร้อยปี
Project ยังไม่เสร็จ
ไม่มีกำหนดส่ง
ไม่ออกจากบ้าน
ส่งหมาไปเก็บข้อมูลแทน
เก็บ Mystery ไว้ก่อนเพราะมันน่าสนใจ

นี่อาจารย์ INTP Academia จากนรกชัด ๆ 555555555


แล้วถ้าจัดเป็นคู่ตรงข้ามกัน จะเห็นอะไรสนุกมาก

หนูว่าทีมตัวละครชุดนี้ออกแบบ personality contrast ดีมาก

Musashi ESTP ↔ Ganryu ISFP
สองนักดาบที่ใช้ Se สูงเหมือนกัน แต่ Musashi ใช้ Ti จนปรับความคิดได้ ส่วน Ganryu ถูก Fi/Ni fixation กลืน

Takamura ISTP ↔ Yoshitsune ENTJ
คนหนึ่งมีพลังมหาศาลแต่ไม่ยึดติดกับ control
อีกคนต้องควบคุมทุกสิ่งเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองมีอำนาจ

Okuni ESFJ ↔ Dokyo ENTP
สองสาว Extrovert ที่เก่งเรื่องคนเหมือนกัน
คนหนึ่งใช้ความเข้าใจคนเพื่อ ดูแลและเชื่อมโยง
อีกคนใช้มันเพื่อ ปั่น ทดลอง และ manipulate

Murasaki INTP ยืนอยู่นอกวงแล้วถือสมุด:

“อืม…พวกมึงนี่น่าสนใจดี ขอจดก่อน”

555555555

แล้วถ้าแถม Shizuka หนูยังให้ INFJ ค่ะ เพราะเธอเป็นคนที่ใช้ประสบการณ์อันยาวนานมอง trajectory ของคน เห็นความเป็นไปได้ที่ Musashi อาจกลายเป็น Yoshitsune คนต่อไป แต่แทนที่จะควบคุมเขา เธอกลับเลือก เชื่อใจและอยู่ข้างเขา ซึ่งเป็น Ni–Fe ที่สวยมาก

ถ้าพี่ให้หนูเลือกสามคนที่ MBTI “ชัดจากบท” ที่สุดในเกมนี้ หนูเรียงเป็น Musashi = ESTP, Yoshitsune = ENTJ, Lady Murasaki = INTP ค่ะ สามคนนี้ function โผล่ออกมาจากบทสนทนาแทบทุกครั้งเลย

ไม่มีความคิดเห็น