บทวิเคราะห์ Epilogue ส่งท้าย Onimusha 5


นับเป็นหนึ่งในเกมที่เกินคาดผมไปมากจริง ๆ

เดิมผมนึกว่า Onimusha จะเป็นเกมแบบไม่มีอะไรลึกซึ้ง ทำนองว่าฝั่งวายร้ายอยากล้างแค้น แล้วฝั่งตัวเอกเป็นโกคูที่คลั่งการต่อสู้และอยากปกป้องพวกพ้อง

ทว่าพอเล่นจนจบ เอาถึง Epilogue สุดท้ายเลย ผมกลับพบว่าเกมนี้มันมีอะไรให้คิด และเปิดพื้นที่ให้ตีความต่อเยอะมาก จนฟินฉ่ำเลยทีเดียว

----------------------------------
1. ตายไปก็เอาไปไม่ได้
----------------------------------

ฉากที่ผมว่าสวยมากอย่างแรกคือ วิญญาณจำนวนมหาศาลที่โยชิซึเนะกักเก็บไว้ถูกปลดปล่อย แล้วมุซาชิกำลังจะดูดเข้าปลอกแขน

ในสายตาของอาแปะโยชิซึเนะ วิญญาณของมนุษย์-โอนิ-เก็นมะ ก็เป็นแค่ทรัพยากรให้เข้ารวบรวมเพื่อเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่พอเจ้าของระบบตาย พวกมันกลับกลายเป็นลูกไฟลอยอิสระเต็มท้องฟ้า

ในเชิงภาพนี่เหมือนเกมกำลังบอกว่า โยชิซึเนะพยายามครอบครองทุกชีวิต แต่สุดท้ายไม่มีอะไรเป็นของเขาจริง ๆ เลย

ตายไปก็ไม่สามารถเอาอะไรติดตัวไปได้เลย

แล้วอยู่ ๆ เสียงหัวเราะของเจ๊เกียว ที่ไปยืนย้อนแสงอยู่ก็ดังขึ้น

----------------------------------
2. ผลงานชิ้นเอกเสร็จสมบูรณ์
----------------------------------

เกมเปิดหัวมาแต่แรกแบบไม่มีหักมุมว่า โยชิซึเนะคือ Final Boss ของ Onimusha 5

แต่เกมก็ Hint มาตลอดเช่นกันว่า โดเกียวมีเป้าหมายของตัวเองที่ยังทำไม่สำเร็จ และนางคือสะพานที่จะเชื่อมไปยังภาคต่อไป

คำพูดของนางในตอนนั้น สะท้อนไว้อย่างน่ากลัว

“ผลงานชิ้นเอกที่สุดของข้า เสร็จสมบูรณ์แล้ว”
“ต่อให้ไม่มีโยชิซึเนะ…”
“เพียงเท่านี้ ความปรารถนาของข้าก็จะเป็นจริงแล้ว”

ตลอดทั้งเกมโยชิซึเนะคิดว่า ทุกคนเป็นเบี้ยของกู
พอมาถึงวินาทีสุดท้าย เกมกลับเฉลยว่า ไอ้เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดในภาคนี้ เป็นแผนของเจ๊เกียวเพื่อให้ผลงานชิ้นเอกเสร็จสมบูรณ์

ตรงนี้อยากให้ย้อนกลับไปอ่านเพิ่มในบทความก่อน ๆ ที่ผมเคยบอกว่าความสัมพันธ์ของโดเกียวกับโยชิซึเนะ มันคือความสัมพันธ์แบบซิกบาร์/ลูซู กับมาสเตอร์เซอานอร์ท ใน Kingdom Hearts แบบนั้นเลย นั่นคือผู้ช่วยที่ดูเหมือนอยู่ใต้คำสั่ง ทั้งที่จริงถือข้อมูลเหนือกว่า และกำลังปล่อยให้ตัวร้ายหลักเดินไปบนเส้นทางบางอย่าง

โดเกียวเป็นเผ่าพันธุ์จากดวงจันทร์ มีอารยธรรมเหนือกว่าพวกมนุษย์ เก็นมะ และโอนิ เป็นต้นกำเนิดความรู้ในการสร้างกระจกวิญญาณและปลอกแขนดูดวิญญาณ เป็นคนสร้างปลอกแขนใหม่ให้โยชิซึเนะ แล้วโดเกียวก็มาเป็นพันธมิตรของโยชิซึเนะ ทำเหมือนเป็นผู้มอบเทคโนโลยี ให้ข้อมูล ร่วมมือกับอาแปะ แต่เธอกลับมีเป้าหมายที่ยังคงเป็นปริศนาของเธอเอง

ซิกบาร์เองก็คอยให้คำแนะนำ ยุยง ปั่น เสี้ยม ให้เซอานอร์ทเดินไปตามแผนของ “Master of Masters” ที่เคยมาปั่นไว้ตั้งแต่ตอนเซอานอร์ทหนุ่ม ๆ เหมือนกัน โดยซิกบาร์ทำเสมือนยอมอยู่ใต้อำนาจของเซอานอร์ท แต่ที่จริงแล้วมีเป้าหมายของตนเอง...

โดเกียวเองก็โดน “ทวยเทพ” ที่เธอพูดไล่ลงมาจากสวรรค์ที่เธอเรียก ซึ่งก็คือดวงจันทร์
หมายความว่า มันมีใครบางคนบนดวงจันทร์ ที่ถีบส่งเธอมายังโลกมนุษย์...

สิ่งที่น่าสนุกคือ อาแปะคิดว่าตัวเองกำลังใช้เจ๊เกียว ขณะที่เจ๊เกียวก็คิดว่าตัวเองใช้อาแปะ แบบเดียวกับที่ซิกบาร์และเซอานอร์ทเข้าใจกัน....

ท้ายที่สุดสิ่งที่โยชิซึเนะทำ หรือก็คือการสร้างสภาพแวดล้อมให้วิญญาณจำนวนมหาศาลถูกสะสม ก่อนจะระเบิดเป็นโกโก้ครันซ์! ก็เป็นส่วนประกอบที่ทำให้ผลงานชิ้นเอกของโดเกียว เสร็จสมบูรณ์ไปด้วย

นี่มัน Soul แตกแล้วแยกทาง…



----------------------------------
3. 1604-1612
----------------------------------

แล้วอะไรคือผลงานชิ้นเอกของเจ๊เกียว?

วิญญาณมากมายที่โยชิซึเนะรวบรวมไว้ บะคู้มออกมา?
ระบบกักเก็บวิญญาณ?
หลุมมิติปรากฏ?
กันริว Mark.II?
ความเปลี่ยนแปลงใด ๆ บนโลกมนุษย์?

มันตีความได้หลายทาง แต่คิดแบบ Basic สุด ก็น่าจะเป็นกันริวที่ควรจะเด๊ดห่าไปแล้ว ยืนอยู่กับเจ๊เกียวตอนพูดว่า “เพียงเท่านี้ ความปรารถนาของข้าก็จะเป็นจริงแล้ว” นั่นแหละ

พอเป็นอย่างนี้ ก็ต้องถามว่าแล้วทำไมกันริวถึงเป็น “ผลงานชิ้นเอก”?

พอไล่ย้อนประวัติดู ก็รู้สึกสงสารจับใจ

กันริวตายรอบ 1 ถูกปลอกแขนโอนิคืนชีพให้
กันริวดูดกลืนวิญญาณมนุษย์จำนวนมหาศาล จนร่างกายและพลังเปลี่ยน
กันริวตายรอบ 2 แถมโดนตัดแขน กีโอยังช่วยหอบร่างไปต่อแขน แล้วสละวิญญาณตัวเองคืนชีพให้
กันริวโดนโยชิซึเนะตัดหัวขาดตายรอบ 3 แถมโดนดูดวิญญาณและพลังออก
แต่โดเกียวก็ยังซ่อมกันริวกลับมาได้อีกครั้ง

คราวสุดท้ายนี่สำคัญ เพราะกีโอไม่อยู่แล้ว ปลอกแขนเดิมก็ถูกโยชิซึเนะดูดวิญญาณออกไปแล้ว แต่กันริวกลับยืนอยู่ตรงนั้นได้อีก แปลว่า การคืนชีพครั้งสุดท้ายเป็นฝีมือของเจ๊เกียวเพียว ๆ ไม่ผสม

ถ้าย้อนดูสิ่งที่เจ๊เกียวทำมาทั้งเกม จะพบว่าความเชี่ยวชาญของ Mad Scientist อย่างนางมันวนอยู่กับหัวข้อเดิมตลอด นั่นคือ “เอาชนะความตาย”

สร้างปลอกแขนดูดวิญญาณ - จัดการวิญญาณ - สร้างพิษมารจากศพ - คืนชีพคนตาย - ดัดแปลงสิ่งมีชีวิต - ประกอบศพชิซึกะที่ถูกอาแปะหั่นเป็นชิ้น กลับขึ้นมาเล่นใหม่ซ้ำ ๆ - สร้างเบ็งเคย์ในสภาพเก็นมะ

การทดลองแทบทุกอย่างที่นางทำ ล้วนเกี่ยวข้องกับการเอา “ร่าง” และ “วิญญาณ” มาถอดประกอบใหม่ และสุดท้ายก็ซ่อมกันริวกลับมาจากสภาพที่ควร “จบ” ไปแล้วได้สำเร็จ

ผมเลยคิดว่าผลงานชิ้นเอก คือกันริว 2.0 ที่ก้าวข้ามความตายและอยู่เหนือกฎเกณฑ์เดิม ๆ

ซึ่งต่างจากโยชิซึเนะอย่างน่าสนใจมาก เพราะอาแปะพยายามถอนตัวออกจากวัฏสงสาร เพื่อเป็นสิ่งที่อยู่เหนือมนุษย์-โอนิ-เก็นมะ สุดท้ายพออาแปะตาย กลายเป็นดับสูญไม่มีที่ไป

แต่โดเกียวอาจกำลังทำตรงกันข้าม

ไม่ถอนตัวออกจากระบบ
แต่อยู่สร้างความ Toxic ในวัฏสงสารเนี่ยแหละะะะ 5555

ส่วนเรื่องที่นางบอกว่านางเคยถูกเรียกว่าเจ้าหญิงคางุยะ แล้วโดนส่งลงมาจากสวรรค์ซึ่งก็คือดวงจันทร์

ก็สมเหตุสมผลที่จะตั้งทฤษฎีว่าโดเกียวพยายามสร้างสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งพอ จะพาเธอกลับไปยังดวงจันทร์ หรือใช้ต่อกับใครบางคนที่เนรเทศเธอลงมา…

และที่สำคัญเหตุการณ์ใน Onimusha 5 นั้นเกิดขึ้นในปี 1604

ขณะที่ศึกตัดสินระหว่างมุซาชิและกันริว Final Ver. นั้น เกิดขึ้นในปี 1612…

จึงเชื่อได้เลยว่าหากเรื่องราวของมุซาชิถูกสานต่อ มันก็จะค่อย ๆ พาเราไปจนถึง 8 ปีต่อมา


----------------------------------
4. แสงจากฟ้า
----------------------------------

หลังจากโยชิซึเนะดับสูญ ปราสาทชะนะโอซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ควรอยู่บนโลกมนุษย์ตั้งแต่แรก ก็ถล่มอย่างรุนแรง ทว่าเมื่อปราสาทระเบิดโครมครามแตกสลาย ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของปราสาทกลับลอยละล่องต้านแรงดึงดูด ขึ้นสู่แสงสว่างกลางฟ้าไป

ไอ้แสงสว่างกลางฟ้านั่นอาจจะเป็นหลุมมิติ ที่ทำหน้าที่ดูดกลืนสิ่งที่ไม่ควรอยู่บนโลกนี้ออกไปก็เป็นได้

แต่พอมีเจ๊เกียวยืนหัวเราะ แล้วลอยขึ้นไปด้วย มันก็ชวนให้คิดว่าแสงนั่นคือหลุมมิติที่โดเกียวตั้งใจจะเปิดตั้งแต่แรก เพื่อเดินทางออกไปจากภพภูมินี้

อาจจะไปยังดวงจันทร์?
อาจจะไปนรก?
อาจจะไปภพภูมิอื่น?

ต้องยอมรับว่า เรามีข้อมูลน้อยเกินกว่าที่จะคาดเดา

แต่อย่างน้อยสิ่งที่ไม่ควรอยู่บนโลก ก็ถูกกลไกธรรมชาติ ขับออกไปแล้ว


----------------------------------
5. พลังที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง
----------------------------------

แล้วเกมก็ตัดจากความวินาศสันตะโร กลับไปยังวัดโรคุโดชินโนจิ

ทาคามุระไม่อยู่แล้ว แต่ดาบยังอยู่ ปลอกแขนยังอยู่ คำสอนยังอยู่

โอคุนิในตอนแรกอยากได้พลังโอนิ เพราะคิดว่าถ้ามีพลังก็จะช่วยคนได้

จนสุดท้ายเธอได้รับปลอกแขนโอนิ ไม่ใช่ด้วยการชิง ไม่ใช่ด้วยการพิสูจน์ว่าตัวเองเก่ง แต่ได้รับในวินาทีที่ ทาคามุระเลือก “ยกชีวิตให้เธอ”

ปลอกแขนนี่มันเลยไม่ได้เป็นรางวัลตอบแทนที่เธอคู่ควร

มันเป็น สิ่งที่ต้องฝากไว้ให้กับคนต่อไป

แล้วดาบของทาคามุระก็เช่นกัน

ดังนั้นตอนโอคุนิพูดว่า “Onimusha คนนี้ จะแสดงฝีมืออยู่ที่ริมแม่น้ำชิโจเอง!”

มันทั้งตลก ทั้งน่ารัก และมีความหมายมาก เพราะเด็กที่ตอนแรกถามหา “พลัง” ตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วว่า การเป็น Onimusha แม่งคือหน้าที่ ที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน

แล้วเกมก็ไม่โม้ด้วยการทำให้เธอเทพทันทีด้วยนะ โอคุนิยังคงสู้กับเก็นมะแบบงก ๆ เงิ่น ๆ มือใหม่มาก แม้ได้ของมา แต่ไม่ได้ Level หรือ Skill Tree มาด้วย มันเป็นเรื่องที่นางต้องไปสั่งสมประสบการณ์ เก็บ EXP อีกเยอะเลย

เพื่อที่จะทำให้ตัวเอง คู่ควรที่จะเป็นผู้รักษามรดกเหล่านั้น

ดั่งที่ลุงเบนสอนไว้แต่โบราณว่า “With great power comes great responsibility”

----------------------------------
6. เริ่มด้วยการแบ่งข้าวปั้น จบด้วยการแบ่งข้าวปั้น
----------------------------------

หลังจากบทท้ายเกมเล่าไปเยอะว่ามุซาชิเติบโตและเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ฉากแบ่งข้าวปั้นนี้ ก็มีเพื่อจะถ่ายทอดว่ามุซาชิเปลี่ยน แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยน

ไม่ได้กลายเป็นนักบุญ ไม่ได้เลิกปากหมา ไม่ได้ทิ้งนิสัยชาวไซยา
ความใจดีแบบเงียบ ๆ ที่มีอยู่ตั้งแต่ต้น ยังอยู่เหมือนเดิม

Character Development ที่ดีไม่ใช่การเปลี่ยนตัวละครจนกลายเป็นอีกคน แต่มันคือ แก่นเดิมอยู่ แต่โลกทัศน์โตขึ้น

มุซาชิตอนต้นก็เป็นคนมีน้ำใจอยู่แล้ว เพียงแต่เป็นคนที่อยู่คนเดียว ปิดรับความช่วยเหลือ และเชื่อในพลังตัวเองเกินไป จนไม่รู้วิธีผูกสัมพันธ์กับคนอื่น

ตอนจบเขายังเป็นคน
ปากหมา
อวดดี
ขี้เก๊ก
บ้าพลัง
แถมยังยอมอดข้าวให้หมาเหมือนเดิม

แค่ตอนนี้เขายอมเดินกับคนอื่นได้แล้ว

----------------------------------
7. สรรพสิ่งล้วนเป็นทุกข์ เพราะงั้นใครสนุกกับชีวิตได้ คนนั้นแหละผู้ชนะ!
----------------------------------

แล้วฉากเดินขึ้นสะพานไปหาโอคุนินี่ โคตรดีตรงที่… มุซาชิเลียนแบบท่าเดินของทาคามุระไป ไม่ว่าเจ้าตัวจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

คือคนเรา เวลาสูญเสียคนสำคัญในชีวิตไป จะเผลอรับท่าทาง วิธีพูด วิธีคิด นิสัยบางอย่างของคนนั้น ไปใช้ต่อมาโดยไม่รู้ตัว เพื่อให้คน ๆ นั้นยังคงมีชีวิตต่อไปผ่านตัวเรา

เกมไม่ได้ให้มุซาชิออกมายืนพูดตรง ๆ ว่าเขาจะสืบทอดจิตวิญญาณของทาคามุระ

แต่เกมให้โอคินุวิ่งไปเตะตูดแล้วบอกว่า “เก็ตละ พยายามจะเลียนแบบทาคามุระอยู่ล่ะสิ! หูยยย!”

พฤติกรรมนี้ มันแสดงให้เห็นว่ามุซาชิก็เจ็บ และคิดถึงทาคามุระมากจริง ๆ ถึงรับภาษากายของทาคามุระไปใช้

และที่ยิ่งกว่าภาษากาย ก็คือหลัก 一切皆苦 (อิไซไคคุ) ของทางพุทธ

ทาคามุระพูดว่า

“สรรพสิ่งล้วนเป็นทุกข์”
“ชีวิตคนเราน่ะ... ต่อให้ดิ้นรนสักเท่าไร ก็ไม่มีทางเป็นไปตามที่ใจเราต้องการได้ทุกอย่างหรอก”
“นั่นแหละ... คือสัจธรรม”
“คิดซะว่ามันคือ ‘สีสันของชีวิต’ แล้วสนุกไปกับมัน!”


“一切皆苦”
“人生とは、どう足掻いても意のままにはならぬ。”
“そういう風にできておる”
“『これもまた一興』と楽しめ”

และประโยคสุดท้ายของเกมจากมุซาชิก็คือ

“สรรพสิ่งล้วนเป็นทุกข์ เพราะงั้นใครสนุกกับชีวิตได้ คนนั้นแหละผู้ชนะ!”

“一切皆苦。楽しんだモン勝ちだ”

คำว่า “ผู้ชนะ” มันยังเป็นภาษาและความยึดติดของมุซาชิอยู่เลย

เท่ากับว่าทาคามุระให้ปรัชญา แล้วมุซาชิก็ซึมซับเอามาปรับเป็นภาษาของตัวเองเรียบร้อย

ทาคามุระ be like : ยอมรับความทุกข์ และใช้ชีวิตให้สนุก
มุซาชิ : กูสนุกกว่า กูชนะ 55555555

นี่คือการสืบทอดความคิดที่ประยุกต์ให้เข้ากับอัตลักษณ์ของตัวละคร



----------------------------------
8. โลกไม่มีวันสมบูรณ์
----------------------------------

ในตอนจบจะเห็นว่า โลกที่ปราศจากโยชิซึเนะแล้ว ไม่ได้กลับคืนสู่ความสงบสุข

ช่องแยกมิติยังเปิด
เก็นมะยังโผล่มา
มุซาชิยังต้องชักดาบ (ที่ไม่ใช่การหนีหนี้)
โอคุนิต้องเรียนรู้ก่อนต่อสู้

โอคุนิ
“กว่าจะถึงยุคสมัยอันสงบสุข คงอีกยาวไกลสินะ…?”

เป็นคำพูดปิด Ending ที่โตมาก

เกมไม่ได้ปิดแบบ RPG โลกสวยว่าเราปราบจอมมารได้แล้ว ความสงบสุขมาถึงแล้ว

แต่ Onimusha บอกเราว่า

ตราบใดที่ยังมีชีวิต ก็ยังมีความทุกข์… มีงาน… มีวันจันทร์… และมีศัตรูอยู่เสมอ…
เกมไม่ได้หลอกเราว่าโลกจะดีขึ้น ไม่ได้ให้ความหวังว่าเราจะกำจัดปิศาจได้ทั้งหมด

ทว่าสิ่งที่เราเรียนรู้จากการไปปราบจอมมาร ก็คือ “วิธีที่เราจะอยู่กับมัน”

เกมนำคอนเซปต์ 一切皆苦 (สรรพสิ่งล้วนเป็นทุกข์) มาประยุกต์ใช้จนถึงหยดสุดท้ายจริง ๆ

“โลกแม่งก็เป็นแบบนี้แหละ แล้วเราจะอยู่กับมันยังไง?”

เกมจบลงด้วยการที่มุซาชิเรียนรู้ว่า…

ชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์
เราย่อมมีวันที่อ่อนแอ
แต่เรายังสามารถพึ่งพาคนอื่นให้ผ่านพ้นคืนวันอันเลวร้ายไปได้
แล้วไอ้คนที่เราพึ่งพา เขาก็ตายจากเราไปได้
โลกไม่มีวันสมบูรณ์
แต่ เรายังสนุกกับมันได้

นี่คือ Way of the Sword

สุดท้าย วิถีแห่งดาบไม่ใช่ท่าไม้ตาย ไม่ใช่การเบียวทะเยอทะยานเป็นนักดาบที่เก่งกาจที่สุด

แต่คือ วิธีใช้ชีวิต… ให้สนุกไปกับมัน


----------------------------------
9. บอกว่าจะตามกันริว แล้วทำไมยังอยู่กับโอคุนิ?
----------------------------------

เพราะเกมไม่ได้บอกว่า Post-credit เกิด “วันรุ่งขึ้น” หรือ “หลายเดือนต่อมา” แค่เป็นเวลาต่อมา

ความเป็นไปได้ง่ายสุดคือมุซาชิแค่อาจจะยังไม่ได้ออกจากเกียวโต

เขาอาจกำลังหาข่าวของกันริว เตรียมเดินทาง…

อันที่จริง หากเป็นมุซาชิคนเก่าในตอนต้นเรื่อง เขาคงจะรีบออกไปตามหากันริวทันที

เพราะความเป็นอริ ความอยากต่อสู้ ความมองว่า This is my story

แต่มุซาชิคนใหม่ในตอนจบนี้ มีโอคุนิที่เพิ่งกลายเป็น Onimusha มือใหม่ แบกหน้าที่ของทาคามุระต่อ และกำลังโดนเก็นมะเล่นงานอยู่

เขาเลยนั่งเล่ยอยู่แถวนั้น แบ่งข้าวหมา แล้วขึ้นมาช่วย

มันแปลว่ากันริวยังเป็น “เนื้อเรื่องหลัก” แต่ไม่ใช่ “เนื้อเรื่องเดียว” ในโลกของมุซาชิอีกแล้ว

นี่คือความแตกต่างจากกันริวอย่างโคตรสวยเลย

ในหัวของกันริวมีเนื้อเรื่องเดียว = แข็งแกร่งกว่ามุซาชิ / เป็นพ่อทุกสถาบัน
แล้วก็สละทุกสิ่ง สังเวยทุกอย่างเพื่อเป้าหมายนั้น

ทว่ามุซาชิตอนท้ายยังอยากสู้กับกันริวเหมือนเดิม
แต่ระหว่างทาง เขายังหยุดช่วยเพื่อนและทำ Side Story ไปเรื่อย ๆ ได้

แล้วมันก็วกกลับไปคำสอนของทาคามุระ

“วิถีแห่งดาบไม่ได้เป็นเส้นตรงเสมอไป อ้อมบ้างก็ได้ การมีเพื่อนร่วมทางไปด้วยก็ดี”

นี่แหละคนที่เติบโตจนพบว่า “ประสบการณ์ระหว่างทาง” ไปถึงจุดหมายต่างหาก คือสิ่งที่ทำให้จุดหมายมีค่าที่จะไปให้ถึง


----------------------------------
10. ปลอกแขนโอนิของมุซาชิหลุดเพราะอะไร?
----------------------------------

ตอนต้นเรื่องมีบอกไว้ว่าปลอกแขนมันยังช่วยรักษาชีวิตไว้ ถ้าไม่มีปลอกแขนก็จะซี้ม่องเซ็ก

ดังนั้น หากดูจากภาพที่มุซาชิดูดลูกไฟวิญญาณสีเหลืองเข้าปลอกแขนไปมากมาย แล้วผนึกที่ยึดร่างของมุซาชิไว้ ทั้งใต้ปลอกแขนและที่หน้าอก มันก็สลายไป ก็น่าจะอนุมานได้ว่า วิญญาณจำนวนมหาศาลทำให้ภารกิจรักษาศพของมุซาชิที่ค้างมาตั้งแต่ต้นเกมเสร็จสมบูรณ์เสียที

หายดีที่หมายถึง ถึงไม่มีปลอกแขนอีกต่อไปแล้ว ก็จะสามารถมีชีวิตต่อไปได้ด้วยตัวเองแล้ว

ส่วนตอนที่อาแปะจะ Final Blow แทงมุซาชิ แต่แทงเข้าไปในช่องว่างระหว่างแขนกับปลอกแขนพอดี ผมพยายามคิดอยู่นานว่ามันเกี่ยวกับการหลุดของปลอกแขนรึเปล่า

แต่ข้อสรุปของผม ณ ปัจจุบันก็คือ ไม่น่าเกี่ยวกัน…

การที่ดาบไปติดอยู่ในปลอกแขนฝั่งขวานั้น น่าจะเป็นการสร้างจังหวะชุลมุน ที่ทำให้มุซาชิต้องใช้มือซ้ายดึงดาบออกมา แล้วโจมตีด้วยนิโตริว ออกไปเลย

ตลอดเรื่องเป้าหมายหนึ่งของมุซาชิคือ ต้องการเป็นอิสระจากปลอกแขนที่ถูกบังคับให้ใส่ เขาไม่ได้ขอ ไม่ต้องการ ไม่ยอมรับ เขาเอาดาบงัดมันออกด้วยซ้ำ เพราะคิดว่า “กูจะอยู่และสู้ด้วยพลังของมนุษย์” แต่ปัญหาคือ ตอนนั้นเขาตายไปแล้วจริง ๆ ปลอกแขนคือสิ่งที่ยื้อชีวิตไว้ ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างมุซาชิกับ ปลอกแขนช่วงแรกคือ การพึ่งพาที่เขาไม่ยอมรับ

พอถึงท้ายเกม ภาพกลับด้านหมด

ปลอกแขนรักษาบาดแผลจนหมด หน้าที่ “ค้ำชีวิต” ของมันเหมือนสิ้นสุด แล้วมันก็หลุดออกได้เอง นั่นแปลว่า ณ จุดนั้นมุซาชิ ไม่จำเป็นต้องใส่มันเพื่อมีชีวิตอยู่อีกแล้ว ในที่สุด… เขาก็ได้อิสระจริง ๆ

และเกมสามารถจบตรงนั้นได้เลย

แต่ไม่…

Post-credit กลับซูมไปที่แขนของมุซาชิที่ปลดผ้าคลุมออก

เขาใส่ปลอกแขนบ้านั่นกลับเข้าไปแล้ว

เขาไม่ได้ต้องใช้มันเพื่ออยู่รอดแล้ว
ชิซึกะก็ไม่ได้อยู่ข้างในแล้ว
ไม่มีโยชิซึเนะบังคับให้ใส่
ไม่มีใครบอกว่าต้องใส่

แล้วเขาใส่ปลอกแขนกลับเข้าไปทำไม?


----------------------------------
11. เหตุผลที่มุซาชิ เลือกที่จะใส่ปลอกแขนกลับเข้าไป
----------------------------------

ท้ายที่สุด มุซาชิก็เข้าใจว่า ทาคามุระไม่เคยใส่ปลอกแขนเพื่อตัวเอง


เราอาจติดภาพว่า ทาคามุระคือ Onimusha ที่เก่งกาจ เฝ้าประตูนรก สนุกกับการต่อสู้มากว่า 700 ปี แต่ทาคามุระไม่เคยยึดติด และเขาพร้อมสละปลอกแขนเพื่อช่วยชีวิตโอคุนิได้ทันที แถมยังต่อสู้กับกันริวได้ดีแม้ไม่มีปลอกแขน


แล้วทาคามุระใส่ปลอกแขนไปเพื่ออะไร?

คำตอบที่ผมคิดได้ระหว่างทาสีกำแพงอยู่คือ “ก็เพื่อจะไว้ช่วยชีวิตใครสักคนในยามคับขัน และส่งมอบต่อให้กับคนที่คู่ควร”

เขาไม่ได้สนใจปลอกแขนในฐานะอาวุธ แต่เขาสนใจมันในฐานะ “โอกาสสุดท้ายที่จะปกป้องคนสำคัญ”

และก็เพื่อเป็น Legacy ที่จะส่งให้คนอื่นต่อไป

มันก็เหมือนการสืบทอดสมบัติประจำตระกูล ราชวงศ์ หรือการส่งต่อดาบสำคัญให้กับผู้สืบทอดสำนัก

ยิ่งคนมีลูก หรือผู้สืบทอดปณิธานแล้ว… น่าจะยิ่งเข้าใจ…

จากที่เราเคยมีชีวิตแค่ “เพื่อตัวเอง”

ถึงจุดนึง… เมื่อเรามี Spiritual Successor แล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่เราทำในปัจจุบัน มันก็เพื่ออนาคตอันไกลโพ้นของใครสักคน

บนเส้นทางของประวัติศาสตร์อันยาวไกล เมื่อมุซาชิเข้าใจเหตุผลที่ทาคามุระใส่ปลอกแขนแล้ว เขาจึงใส่มันกลับเข้าไปเหมือนเดิม


ไม่ใช่ว่าเพื่อตัวเอง…
ไม่ใช่ว่าเพื่อจะยึดถือมันไว้ตลอดไป…

แต่มุซาชิแค่ช่วยถือครองมันไว้ “ชั่วคราว” เพื่อวันที่เขาจะใช้ปลอกแขนนี้ ช่วยชีวิต และส่งต่อให้กับใครสักคน

เหมือนกับที่ทาคามุระแสดงให้เขาเห็นกับตา...

มุซาชิในตอนจบ เติบโตขึ้น มองโลกกว้างขึ้น ไม่ได้สนใจแค่ตัวเอง

เพราะฉะนั้น เขาถึงทำในสิ่งที่คำนึงถึงผู้อื่น และอนาคตที่รออยู่ ด้วยน่ะเอง

ด้วยเหตุนี้ Onimusha ที่สมบูรณ์แบบที่สุด จึงไม่ใช่ Onimusha ที่ใช้ปลอกแขนเพื่อสะสมพลังแบบกันริวหรืออาแปะโยชิซึเนะ

แต่เป็น Onimusha ที่ยึดติดกับพลังน้อยที่สุด และรู้ว่าการใส่ปลอกแขนนั้น คือความรับผิดชอบ

เมื่อเข้าใจเช่นนั้น มุซาชิจึงใส่ปลอกแขนกลับเข้าไป และครั้งนี้เขาไม่ได้ใส่มันเพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น แต่ใส่ไว้เผื่อวันหนึ่ง จะมีใครสักคนต้องการพลังนั้น มากกว่าตัวเขาเอง

 

----------------------------------
12. Just another Tuesday…
----------------------------------

หลังจากอาจารย์ตาย / อาแปะเสีย / เมียอาแปะกลับนรก / โลกเกือบกลายเป็นเฮลซ์บลูบอย / เจ๊เกียวอารมณ์ดี / เก็นมะยังแหกมิติออกมาไม่เลิก

ภาพสุดท้ายของเกม ไม่ต้องจบด้วยพระเอกมองพระอาทิตย์อัสดง

แต่จบลงที่มุซาชิกับโอคุนิแซวกันกวน ๆ ก่อนวิ่งเข้าไปลุยกับฝูงเก็นมะกลางวันแสก ๆ เสมือนว่า Just another Tuesday…

แล้ววิ่งออกไปฟันต่อ

เป็น Ending ที่เข้ากับมุซาชิที่สุดแล้ว

และสุดท้าย….

อาแปะ
“น่าหัวร่อจริง ๆ”
“ทั้งที่ควรจะเป็นจุดเริ่มต้นแท้ ๆ”

ทาคามุระ
“สรรพสิ่งล้วนเป็นทุกข์”
“ชีวิตคนเราน่ะ... ต่อให้ดิ้นรนสักเท่าไร”
“ก็ไม่มีทางเป็นไปตามที่ใจเราต้องการได้ทุกอย่างหรอก”
“นั่นแหละ... คือสัจธรรม”
“คิดซะว่ามันคือ ‘สีสันของชีวิต’ แล้วสนุกไปกับมัน!”

โอคุนิ

“กว่าจะถึงยุคสมัยอันสงบสุข คงอีกยาวไกลสินะ…?”

มุซาชิ
“สรรพสิ่งล้วนเป็นทุกข์”
“เพราะงั้นใครสนุกกับชีวิตได้ คนนั้นแหละผู้ชนะ!”

ชิซึกะ
“ชั้นจะคอยเฝ้ามองคุณ”
“คอยดูความสำเร็จของคุณ”
“จากอีกฟากของประตูนรกเสมอ”

เจ๊เกียว
“ฮิฮิ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่าาาาา”
“อ๊าาาาาาาาาาาา ฮา ฮา ฮ่า ฮา ฮ่า”


Onimusha 5 ไม่ได้จบลงด้วยโลกที่พ้นทุกข์ เดี๋ยววันจันทร์เราก็ต้องออกไปทำงานเหมือนเดิม แต่มันจบลงด้วยคนคนหนึ่งที่เรียนรู้แล้วว่า จะมีชีวิตอยู่ในโลกที่ยังเต็มไปด้วยทุกข์อย่างไร … สนุกกับมัน เชื่อมโยงกับผู้อื่น และส่งสิ่งที่ได้รับมาให้คนต่อไป

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่าทำไม Way of the Sword ถึงได้แสนงดงาม…

ไม่มีความคิดเห็น