Thursday, June 19, 2014

ความทรงจำจาก FFX-2 HD Remaster [4]


มาเขียนต่อในเรื่องบทสรุปของกลุ่ม 4 สหาย กิปเปิล นูจ บาราไล และไพน์ ต่อจากเมื่อวาน

ภายหลังจากที่บาราไลผู้ดวงกุด โดนผีชูอินเข้าสิงไปแล้ว เขาก็เดินทางไปยังส่วนลึกของดินแดนในอีกโพ้น (Far Plane) เพื่อไปเปิดการทำงานของเวกนากัน เครื่องจักรสังหารยักษ์ที่ไม่สามารถแยกแยะมิตรและศัตรูได้ เดือดร้อนถึงนูจและกิปเปิล ที่นอกจากต้องทำลายเวกนากันให้ได้แล้ว ยังต้องหาทางทำพิธีไล่ผีชูอินออกไปจากตัวบาราไลด้วย

หลังจากนูจครุ่นคิดอยู่นานว่าทำยังไงถึงจะไล่ผีชูอินออกไปได้ เขาก็ได้ข้อสรุปง่าวๆ ว่า... เขาจะลั่นกระสุนใส่บาราไลให้น่วมซะ (พยายามไม่ให้ถึงตาย) แค่นี้ชูอินก็จะใช้ร่างบาราไลไม่ได้ และเผ่นออกมาสิงนูจเอง เมื่อเป็นแบบนั้นเขาก็จะฆ่าตัวตายซะ แล้วชูอินก็จะเป็นผีล่องลอยอยู่ในจุดที่นูจตาย และไม่มีร่างให้สิงสู่ได้อีก ไม่สามารถเปิดการทำงานของเวกนากันต่อได้

แต่เมื่อนูจเล่าแผนง่าวๆ นี้ให้ยูน่าฟัง ก็โดนเจ๊ด่าและสวดไปหนึ่งคัตซีนเต็มๆ ยูน่าบอกว่าเธอไม่ต้องการชัยชนะที่มาจากการสูญเสีย ไม่ต้องการสันติสุขที่มาจากการสังหารเพื่อนพ้องของตนเอง ในตอนที่จะปราบซิน เธอต้องยอมกล้ำกลืนฝืนใจตนเองด้วยการสังหารสัตว์อสูรทั้งหมดซะ เธอพยายามยอมรับ พยายามกล่อมตัวเองให้เชื่อมาตลอดว่ามันเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยสปิร่าได้ ทว่าเธอกลับเจ็บปวดใจกับเรื่องนี้มาตลอด

ยูน่าระบายต่ออีกว่า ทุกคนชอบเอาแต่พูดว่า "มันไม่มีทางเลือก" นึกวิธีใหม่ไม่ออกแล้วก็สักแต่ใช้คำว่าไม่มีทางเลือก ราวกับจะเอาไว้ปลอบใจตนเอง ทว่ายิ่งคิดถึงคำนี้ มันก็มีแต่ทำให้เธอเสียใจ ท้ายที่สุดแม้แต่คนที่เธออยากให้ได้ยืนยิ้มอยู่เคียงข้างเธอมากที่สุด ก็ยังเลือนหายไป เธอไม่อยากยอมรับชัยชนะที่มาจากการสูญเสียอีกแล้ว ดังนั้น ขอให้นูจเชื่อใจยูน่า แล้วยูน่าจะจัดการเวกนากันและชูอินให้เอง...

ซึ่งต่อมา พอนูจถามยูน่าว่าจะจัดการชูอินยังไง? ยูน่าก็ท้าวเอว ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นฟ้าทำตาเป็นประกาย แล้วตอบว่า "ใช้ความรักไงล่ะ!"

วินาทีนั้น แม้นูจจะยืนเงิบอยู่นิ่งๆ แต่ผมสัมผัสได้ว่านูจคงนึกด่าบิดายูน่าอยู่ในใจแน่ๆ....

แน่นอนตามบทแล้ว พวกยูน่าหยุดเวกนากันไว้ได้ และวิญญาณของเลนก็ออกมาพาผีชูอินไปสู่สุขคติร่วมกันได้ ส่วนบาราไลก็ได้รับการช่วยเหลือ เหล่า 4 สหายได้ปรับความเข้าใจกันอีกครั้งว่าไอ้ที่วงแตกนั่นมีสาเหตุมาจากผีชูอินล้วนๆ

แล้วในตอนจบ ก็มาถึงงานแถลงข่าวพร้อมปาร์ตี้การกลับมาของ 3 แกนนำผู้ทรงอิทธิพลต่อโลก (แม้จริงๆ กิปเปิลมันเหมือนไปยืนเป็นพร็อพประกอบฉากเฉยๆ ก็ตาม) ซึ่งจัดขึ้นภายในสเตเดียมของเมืองลูก้า การที่แกนนำของกลุ่มชินเยว่อนและสมาพันธ์หนุ่มสาวที่ไม่กินเส้นกัน สามารถมายืนแถลงข่าวร่วมกันได้ ถือเป็นภาพที่แปลกมากในสายตาชาวสปิร่าในขณะนั้น

นูจได้เล่าให้สาธารณชนฟังว่าครั้งหนึ่งก่อนจะมาเป็นแกนนำ พวกเขาเคยมีความฝันที่จะขับเรือเหาะไปด้วยกัน โดยมีเขาเป็นกัปตัน ไพน์เป็นนักบิน บาราไลเป็นนาวิเกเตอร์ และกิปเปิลเป็นช่างเครื่อง ทว่าต่อมา... นูจกลับได้มาเป็นกัปตันของเรือลำใหม่และสหายใหม่ เรือลำนั้นคือสมาพันธ์หนุ่มสาว (เป็นการเปรียบเปรยว่าการอยู่กันอย่างสามัคคีนั้นก็เหมือนนั่งเรือลำเดียวกัน)

ถึงตรงนี้ บาราไลก็เล่าต่อให้ว่า ส่วนคนอื่นๆ ในสปิร่าก็เลือกกัปตันอีกคน และเรืออีกลำ นั่นคือชินเยว่อน...

แล้วกิปเปิลก็บอกว่าทุกคนต่างรู้ คนเราต้องการกัปตัน คนเราต้องการเรือ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือการที่เราต้องการนั่งเรือไปด้วยกัน!

ว่าแล้วนูจกับบาราไล ก็ช่วยพูดเสริมให้แก่กันว่า เรื่องบางอย่างไม่สามารถทำคนเดียวได้ แต่หากเรามีเพื่อนพ้องอยู่เคียงข้าง เรื่องยากก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายในทันที นี่คือสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ในตอนที่วงแตก แล้วไปสร้างเรือของตนเอง และนั่นคือพลัง ซึ่งพวกเขาได้ใช้พลังนั้นไปในทางที่ผิด พวกเขาได้ใช้ตำแหน่งแกนนำ! เปลี่ยนพวกพ้อง และสาวกของพวกเขา (คนที่เลือกพรรคชินเยว่อน และคนที่เลือกพรรคสมาพันธ์หนุ่มสาว) ให้กลายเป็นศัตรูต่อกัน!

แล้วนูจกับบาราไล ก็ทำในสิ่งที่เหลือเชื่อที่สุดที่แกนนำจะทำออกมา นั่นคือกล่าว "เราขอโทษ" แล้วพร้อมใจกันก้มหัวยอมรับผิดแก่สาธารณชนทุกคน (ร้อนถึงกิปเปิลที่ต๊กกะใจว่าทำไมไม่เตี๊ยมกันมาก่อน เขาจะทำหัวโด่อยู่คนเดียวก็ดูประหลาด เลยรีบก้มหัวตามไปอีกคน)

นูจและบาราไล ช่วยกันสรุปว่าแท้จริงแล้ว โลกนี้ยังมีเรือลำใหญ่กว่า เรือที่ทุกคนต่างนั่งกันมาตั้งแต่เกิด เรือลำนั้นคือสปิร่า... ตอนนี้เราอาจยังไม่รู้ว่าเรือลำนั้นจะมุ่งหน้าไปยังแห่งหนใด (ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง) แต่เราก็รู้อย่างหนึ่งว่าพวกเราจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ความสงบสุขจะคงอยู่ต่อไป

ว่าแล้วแกนนำพรรคที่เคยเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งอริ ก็กลับมาจับมือกันอีกครั้ง ต่างคนก็ต่างช่วยกันพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยตามแนวทางของตนเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมาเรียกไปรายงานตัวแต่อย่างใด....

No comments:

Post a Comment