Monday, June 30, 2014

Reminiscence -tracer of memories- ตอนที่ 9 ไร้ลมหายใจ


Final Fantasy XIII: REMINISCENCE -tracer of memories-

ตอนที่ 9 (ย่อ)

ไร้ลมหายใจ

หลังจากแอเด้สัมภาษณ์โฮปเสร็จสิ้น เธอก็สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวของ Final Fantasy XIII ได้อย่างสมบูรณ์ ตอนนี้ถึงแม้เธอจะยังอยากพบไลท์นิ่ง แต่เธอก็ต้องยอมแพ้เพราะไม่มีเงื่อนงำใดๆ ที่จะพาเธอไปหาวีรสตรีผู้ปลดปล่อยคนนั้นได้

ด้วยเหตุนี้แอเด้จึงกลับไปทำงานนักข่าวหนังสือพิมพ์ของเธอตามเดิม ซึ่งวันหนึ่งเธอก็ต้องไปหาข่าวในพื้นที่ที่กำลังมีการทำสงคราม แต่แล้วระหว่างที่เดิน ๆ อยู่ ก็เกิดเหตุ..... บะคู้มมมมม!

แอเด้โดนลูกหลงจากขีปนาวุทเข้าไป ทุกอย่างมืดไปหมด เมื่อเธอตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองกำลังเดินต่อแถวอยู่ในขบวนมนุษย์ที่กำลังมุ่งสู่แม่น้ำลี้ลับ แถวนั้นมีชายคนหนึ่งยืนมองดูขบวนอยู่ห่าง ๆ พอแอเด้เผลอไปสบตาเข้าให้ ชายคนนั้นก็แนะนำว่าเขาคือไคอัส

ทั้งสองสนทนากันไปมาสักพัก แอเด้ก็เข้าใจว่าที่จริงเธอได้ตายไปแล้ว เฉกเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ที่กำลังเดินขบวนมุ่งสู่แม่น้ำลี้ลับ พอไปถึงแม่น้ำแต่ละคนก็จะหายไปในธารน้ำอันมืดมิด แอเด้เข้าใจแบบนั้นก็บ่นออกมาว่าน่าเศร้าที่โลกใหม่นี้ก็ยังคงเป็นสถานที่ที่เลวร้าย เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ผู้คนก็ยังเข่นฆ่ากัน

ไคอัสได้ยินแบบนั้นก็เลยถามกลับไปว่าถ้าให้กลับไปเป็นหมากของบูนิเบลเซ่อีกแล้วมันจะดีกว่ารึไง? ซึ่งแอเด้ก็ปฏิเสธ และบอกว่าเธอไม่ได้หมายความแบบนั้น จริง ๆ เธอก็แค่รู้สึกขมขื่น มันน่าเศร้าที่พวกไลท์นิ่งอุตส่าห์พยายามแทบตายเพื่อให้มนุษย์ได้มีเจตจำนงค์อิสระ แต่ในท้ายที่สุด มนุษย์ก็เต็มไปด้วยความโลภและโหดร้าย

ไคอัสเลยเสนอว่าถ้าเห็นว่าโลกมันน่าขยะแขยง ไม่น่าอยู่นัก ก็ไม่ต้องไปเกิดใหม่ แล้วอยู่ในครรภ์แห่งความมืดมิดไปตลอดกาลก็ได้ แล้วไคอัสก็เตือนให้แอเด้รู้ว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของโลกใหม่ เป็นนายของชะตากรรมตนเอง ไม่ใช่ข้าของพระเจ้าอีกต่อไป ดังนั้น ถ้าอยากให้โลกมันเปลี่ยนแปลง เธอก็ต้องลงมือทำด้วยตัวของเธอเอง

แอเด้ได้ยินคำพูดของไคอัสถึงเข้าใจ และรู้ว่าเธอควรจะทำยังไง เธอต้องกลับไปหาทางยุติสงครามให้ได้! ตะ... แต่ว่ามันอาจจะสายไป!? เธอก้าวมาถึงแม่น้ำเสียแล้ว

“คุณแน่ใจแล้วรึที่จะเลือกความตาย ทั้งที่ตัวคุณเองยังไม่ได้ตาย?” เสียงของยูลคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

“แต่ฉันตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?” แอเด้ตอบอย่างงง-งง

ว่าแล้วไคอัสก็พูดบ้างว่าคนตายจะหายไปกับความเงียบงัน ไม่มีคนตายที่ไหนพูดพล่ามยาวยืดได้เหมือนเธอหรอก แอเด้ได้ยินแบบนั้นก็ตัดสินใจแน่ชัดว่าจะกลับไปใช้ชีวิตให้ได้ แต่ก่อนจะไป ยูลคนหนึ่งก็มีอะไรจะพูดทิ้งท้ายสักหน่อย

“ฝากบอกตัวฉันด้วยว่า.... ขอให้มีความสุขกับโนเอล”

ว่าแล้วม็อคก็ทำหน้าที่พาแอเด้กลับมาส่งยังโลกมนุษย์อีกครั้ง

Saturday, June 28, 2014

Reminiscence -tracer of memories- บทนำ


คุณ Angelina จาก tumblr : tensai-shoujo ได้แปลเรื่องราวบทนำของ Final Fantasy XIII: Reminiscence -tracer of memories- แบบเต็มเอาไว้ ผมจึงแปลและเรียบเรียงใหม่เป็นภาษาไทยไว้ดังนี้

REMINISCENCE -tracer of memories-

บทนำ

เพราะว่าฉันเป็นนักหนังสือพิมพ์ เลยได้มีโอกาสได้ยินเรื่องราวจากผู้คนมากมายทุกวี่ทุกวัน ไม่เกี่ยงเพศและวัย บทสัมภาษณ์ของฉันมีตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับชาติมากอิทธิพล ยันเด็ก ๆ ที่พบเจอโดยบังเอิญ เรื่องราวอันหลากหลายไม่มีสิ้นสุดที่ได้ยินมาต่างทำให้ฉันลุ่มหลง งานหนังสือพิมพ์สำหรับฉันแล้วอาจเรียกว่าเป็นงานอดิเรกไปในตัวด้วยก็ได้ ถ้าสงสัยว่าฉันเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ประสบความสำเร็จรึเปล่า บอกได้เลยว่าใช่

แต่นอกจากงานแล้ว ก็มีปริศนาที่ฉันไล่ตามอยู่ มันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายด้วยความรู้ทั่วไปได้ ทีแรกฉันก็คิดว่าฉันคงนึกไปเอง แต่ก็ไม่อาจสลัดมันไป แถมความสงสัยของฉันยังทวีมากขึ้น พอฉันเริ่มค้นคว้าเรื่องคดีพิสดาร ฉันก็พบเรื่องที่ประจวบเหมาะกันอย่างไม่อาจเข้าใจได้เป็นจำนวนมาก แล้วฉันก็เริ่มหมกมุ่นกับการค้นคว้าหาคำตอบของปริศนานี้ ฉันต้องรู้ให้ได้เพื่อตัวฉันเอง เพื่อเติมเต็มความปรารถนา ฉันจำเป็นต้องรับฟังเรื่องราวของผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะสัมภาษณ์ได้

เพราะเหตุนี้ ในการสัมภาษณ์ทุกครั้ง ฉันจะถามคำถามเดิม มันเป็นคำถามที่แปลกอยู่ คนส่วนใหญ่ได้ยินก็ฉงนและไม่ค่อยจริงจังกับมัน แต่ก็มีคนอีกมากที่ตั้งใจจะให้คำตอบที่ฉันแสวงหา ยิ่งฉันรวบรวมพยานได้มากเท่าไหร่ ปริศนามันก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น

คืนนี้ ฉันกำลังจะไปสัมภาษณ์อีกครั้ง – การสัมภาษณ์คนมีชื่อเสียงซึ่งเป็นที่รู้จักในแวดวงสังคมและเศรษฐกิจการเมือง หลังคุยเรื่องหน้าที่การงานกันพอเหมาะแล้ว ฉันก็จะหยอด “คำถามประจำ” ลงไปในการสนทนาสักหน่อย ไม่รู้ว่าเขาจะตอบรึเปล่า... ไม่สิ ฉันมั่นใจอยู่ลึก ๆ ว่าเขาต้องตอบคำถามเหล่านั้นแน่นอน

ปัจจุบันเขาเป็นนักวิจัยอิสระ แม้ว่าพ่อนักวิชาการหนุ่มคนนี้จะไม่ได้มีชื่อเสียงระดับโลก เขาก็เริ่มถูกจับตามองจากโลกวิชาการเนื่องจากความรู้อันกว้างขวาง โดยเฉพาะในด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

ชื่อของเขาคือ โฮป เอสไฮม์

ที่มา : http://tensai-shoujo.tumblr.com/post/90039656292/translated-reminiscence-prologue

Friday, June 27, 2014

Reminiscence -tracer of memories- ตอนที่ 8 มายาภาพของผมสีกุหลาบ


คุณ Angelina จาก tumblr : tensai-shoujo ได้แปลและย่อเรื่องราวของ Final Fantasy XIII: Reminiscence -tracer of memories- ตอนที่ 8 ซึ่งเป็นเรื่องราวตอนที่นักข่าวสาวได้กลับไปคุยกับโฮปอีกครั้งให้อ่านกัน ผมจึงแปลและเรียบเรียงใหม่เป็นภาษาไทยไว้ดังนี้

Final Fantasy XIII: REMINISCENCE -tracer of memories-

ตอนที่ 8 (ย่อ)

มายาภาพของผมสีกุหลาบ

หลังจากได้สัมภาษณ์ผู้คนต่างๆ ที่มีความทรงจำจากโลกเก่าตกค้างอยู่ ได้รับรู้ความจริงของโลกเก่า แอเด้ (エァーデ) นักข่าวสาวที่ถูกกล่าวถึงในเรื่องสั้นภายในหนังสือ Final Fantasy XIII Ultimania Omega  ก็ได้กลับมาพบกับโฮปอีกครั้ง เธอบอกกับโฮปว่าถึงตอนนี้เธอก็ยังหาไลท์นิ่งไม่เจอ โฮปได้ยินก็รู้สึกผิดหวัง แต่เนื่องจากแอเด้ได้ค้นพบความจริงของโลกเก่าและอดีตชาติของเธอมาแล้ว โฮปจึงตัดสินใจที่จะยอมเล่าเรื่องที่เหลือทั้งหมดให้ฟัง เขายอมเปิดเผยเอกสาร Chronicle of Chaotic Era ซึ่งบันทึกเรื่องราวของยุคสมัยแห่งความโกลาหลเอาไว้

ช่วง AF500 ก่อนที่โคคูนเก่าจะถล่มลงมา โฮปได้อพยพผู้คนจากแกรนพัลส์เข้าไปยังโคคูนใหม่แล้ว แต่พอมวลเคออสทะลักจากโลกที่มองไม่เห็นเข้าสู่โลกของมนุษย์ นอกจากแกรนพัลส์จะพินาศแล้ว โคคูนใหม่ก็ได้รับความเสียหายอย่างมาก โฮปวิเคราะห์ได้ว่าความเสียหายจะขยายตัวมากขึ้นกระทั่งในที่สุดเสถียรภาพของโคคูนใหม่เสียไป  ดังนั้น มนุษย์ต้องโกยออกจากโคคูนใหม่

ตอนนั้นเอง โฮปก็ได้ตั้งกลุ่มสภาเรอเนสซอง (Conseil de Renaissance) เพื่อต่อสู้กับภัยพิบัติที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้น โดยมีสโนว ซัสซ์ และโนเอลเข้าร่วมกลุ่มด้วย ขณะที่ระบบการทำงานของโคคูนเก่าใกล้จะเจ๊ง ผู้คนก็ค่อยๆ ทยอยกลับมายังโลกเบื้องล่าง อย่างไรก็ตามเคออสก็ยังคงขยายตัวเข้ากลืนกินพื้นที่บนโลกไปเรื่อยๆ โชคดีที่ตอนนั้นฟัลซิแพนเดโมเนียมปรากฏตัวขึ้นและช่วยดูแลชีวิตของมนุษย์ที่อยู่ในโลกเบื้องล่างเอาไว้ ตอนแรกมนุษย์ในยุคนั้นก็ไม่เชื่อใจฟัลซิเต็มร้อย แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการฝากชีวิตกับแพนเดโมเนียมเอาไว้ พวกเขาได้สร้างเมืองลุคเซริโอและยูสนันขึ้นมา ส่วนโฮปเองก็ไปๆ มาๆ ระหว่างโคคูนใหม่และโลกเบื้องล่าง ทำการวิจัยภายในโคคูนใหม่ และสลับมาช่วยเหลือคนในโลกเบื้องล่างไปด้วย

แต่แล้ววันหนึ่ง โฮปก็หายตัวไป สังคมมนุษย์เลยตกสู่ความโกลาหล ด้านซัสซ์กับโนเอลเองก็จมอยู่กับความสิ้นหวังไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนสโนวพยายามรวบรวมและชี้นำผู้คนอย่างที่โฮปทำ แต่สโนวก็ไม่สามารถเป็นแกนนำผู้ยิ่งใหญ่แบบโฮปได้ สภาเรอเนสซองเลยวงแตก ผู้คนก็เริ่มต่อสู้กันเอง ตอนนั้นเอง Order of Salvation ก็กลายมาเป็นองค์กรที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสังคมมนุษย์ ส่วนสโนวก็ไปปกครองเมืองยูสนันกับฟัลซิแพนเดโมเนียม

ก่อนที่โฮปจะหายตัวไป โฮปจำได้ว่ามีเหตุการณ์ที่ทำให้เขาขวัญผวาเกิดขึ้นกับพวกพ้องนักวิจัยของเขาในโคคูนใหม่ คือพวกเขาค่อยๆ หายตัวไปอย่างลี้ลับ ทีละคน แล้วก็ทีละคน... เหลือเพียงข้อความเบาะแสทิ้งไว้ว่า สตรีผมสีกุหลาบจะมารับตัวเขาไป

ทีแรกโฮปสงสัยว่านี่อาจเป็นฝีมือของไลท์นิ่ง แต่เขาก็รู้ว่าไลท์นิ่งไม่มีทางทำอะไรแบบนี้ เขาพยายามแก้ปริศนาแต่ก็ไม่พบคำตอบ ไม่พบเงื่อนงำ เมื่อเพื่อนพ้องนักวิจัยหายตัวกันไปเรื่อยๆ งานวิจัยของโฮปก็ล่ม ไม่สามารถไปต่อได้เพราะไม่มีผู้ช่วยวิจัย สุดท้ายความพยายามที่จะหาทางหยุดยั้งเคออสและช่วยโลกไว้ ก็สูญเปล่า

จนกระทั่งโฮปถูกทิ้งไว้เป็นคนสุดท้ายในโคคูนใหม่ ก่อนหน้านี้โฮปจะก้าวไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งและแน่วแน่ แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่โฮปรู้สึกเละ และนั่นก็คือโฮปกาสที่บูนิเบลเซ่จะเปิดเข้าสู่ในเขาได้

หลังจากนั้นโฮปก็ได้เห็นนิมิตของเงาแปลกๆ เหมือนเป็นผู้หญิงผมสีกุหลาบ เขาก็ไม่รู้แน่ชัดว่านั่นเป็นเงาของใคร เพราะเงานั้นจะหายไปทุกครั้งก่อนที่เขาจะเห็นได้ชัด มันมักหายไปก่อนที่เสียงของเขาจะเอ่ยเอื้อนไปถึง เมื่อเขาพยายามจะลืมมันไป ภาพนิมิตนั้นก็จะปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเขาอีกครั้ง วนเวียนซ้ำแบบนี้อยู่นาน จนโฮปตัดสินใจแน่วแน่ที่จะช่างมันให้ได้ ต่อให้เขาเจอมันอีก เขาก็จะไม่ใส่ใจ แต่ยิ่งพยายามเพิกเฉยต่อเงานั้นเท่าไหร่ โฮปก็ยิ่งตระหนักรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน ความรู้สึกของเขายิ่งถูกลากลึกจมไปกับมันมากขึ้น

ในไม่ช้า โฮปก็ได้แต่คิดถึงเงานั้น เขาคิดว่าเป็นไลท์นิ่ง และได้แต่คิดถึงเธอ เพราะเหตุนี้ เวลาหลับฝัน เขาก็ได้แต่ฝันถึงเรื่องราวในอดีต เงาของผู้หญิงผมสีกุหลาบได้ปรากฏตัวขึ้นในความฝันของเขา และพูดกับเขาแบบที่ไลท์นิ่งพูด

สถานการณ์แบบนี้ดำเนินซ้ำต่อไปอีกหลายปี กระทั่งโฮปไม่สามารถแยกไลท์นิ่งและเงานั้นออกจากกันได้ ไม่สามารถแยกแยกความฝันและความเป็นจริงได้ เขาสับสนว่าสิ่งที่เขามโนถึงไลท์นิ่งเป็นประสบการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นจริง และในทางตรงข้ามก็สับสนว่าประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจึงเป็นเพียงการมโนของเขา (มโนจนแยกแยะความจริงกับจินตนาการออกจากกันไม่ได้) พูดสรุปคือ โฮปใกล้จะถึงจุดสติแตกแล้ว

แอเด้ฟังโฮปเล่ามาถึงตรงนี้ก็ตกใจ ที่ผ่านมาทุกคนคิดมาตลอดว่าโฮปเป็นคนที่เข้มแข็ง ไม่หวั่นไว แต่ข้างในใจลึกๆ ของโฮปก็มีส่วนที่ล่มสลาย ซึ่งไม่มีใครเคยรู้

โฮปเองรู้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือของบูนิเบลเซ่ พระเจ้าที่ทำแบบนี้เพื่อทำให้จิตใจและวิญญาณของเขาแหลกสลาย เนื่องจากบูนิเบลเซ่มองไม่เห็นวิญญาณ เลยต้องสร้างเงามาทำให้โฮปสติแตก โฮปจะได้กลายเป็นภาชนะอันสุดวิเศษของพระเจ้า แม้โฮปจะรู้ว่านี่เป็นแผนของพระผู้เป็นเจ้า แต่เขาก็ไม่อาจต้านแทนได้

คืนหนึ่ง เงาของผู้หญิงผมสีกุหลาบได้ปรากฏตัวขึ้นและเรียกโฮปไปหา เธอล่อโฮปออกจากเมืองมาโดยไม่รู้ตัว โฮปก็ได้แต่ตามเธอไปจนมาถึงโคคูนใหม่ที่ทิ้งร้างไว้  แล้วพระเจ้าก็ขังโฮปไว้ที่นั่น ตอนนั้นโฮปก็ได้เรียนรู้ว่าไลท์นิ่งได้ถูกเลือกให้เป็นผู้ปลดปล่อย เขาพยายามสู้เพื่อเรียกสติให้กลับตัวเอง และส่งข้อความทางคอมพิวเตอร์ไปให้สโนวและคนอื่นๆ

“ไลท์นิ่งจะกลับมาในฐานะผู้ปลดปล่อย แต่ระวังไลท์นิ่งตัวปลอมไว้ด้วย”

ยังไม่ทันที่โฮปจะเขียนต่อ บูนิเบลเซ่ก็เข้าควบคุมโฮปโดยสมบูรณ์ จากนั้นบูนิเบลเซ่ก็ได้ขัดเกลาโฮปเป็นเวลารอบละ 13 ปีอยู่ 13 รอบ รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 169 ปี เพื่อให้โฮปกลายเป็นภาชนะอันสมบูรณ์แบบของพระเจ้า


------------------------------------------------------

เรื่องนี้คุณ Angelina มีข้อความอยากฝากถึงคนที่อ่านเนื้อหาท่อนนี้จบแล้วไว้ว่า

Guys, I know this is exciting. All of this new information about Hope and Lightning in the novels and Watanabe’s interview is very, very exciting. I’m freaking too.

But please, please let us be pleasant about it. Please don’t go into the tags screaming that “Hoperai is canon” and telling everybody else to acknowledge it and shut their mouths. Don’t shove our preferences into the entire fandom’s face. This isn’t right. If we get hate for this, it will be our fault.

Let’s keep the excitement within our tags and other private mediums. If haters attack us regardless, then we can defend our ship. But for now, let us not be the ones to stir the pot.

Thank you.

------------------------------------------------------

ส่วนผมเองมองว่าในตอนนี้มีเนื้อหาใหม่ที่ไม่ปรากฏตัวเกม ก็แค่เรื่องสภาเรอเนสซอง กับวิธีการที่บูนิเบลเซ่ทำให้โฮปสติแตกก่อนจะจับตัวไป (ซึ่งในเกมเล่าแค่ตอนโฮปโดนจับตัวไปแล้ว) นอกจากนั้นก็เป็นข้อมูลที่เล่าแบบกระจายๆ ไว้ในใน FFXIII-2 และ LRFFXIII แล้ว ซึ่ง 2 ประเด็นที่เป็นเรื่องใหม่นี่ เอาเข้าจริงก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าไหร่ เป็นเพียงเรื่องยิบย่อยที่ไม่จำเป็นต้องรู้ก็เข้าใจเนื้อเรื่องได้ แต่ผู้แต่งก็ร้อยเรียงออกมาได้อย่างสวนงาม เพื่อความบันเทิง ความสุนทรีย์ของผู้อ่านโดยเฉพาะแฟนโฮปไลท์ได้จริงๆ

Thursday, June 26, 2014

FFWikia เริ่มลงย่อนิยาย Reminiscence -tracer of memories-

ใน FF Wikia ได้มีคนย่อนิยาย Final Fantasy XIII: Reminiscence -tracer of memories- ตอนที่ 1-4 ไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนิยายนี้เป็น Epilogue เรื่องราวหลังไปเกิดบนโลกใหม่ จักรวาลใหม่ของพวกไลท์นิ่ง แม้ว่าคนย่อแกจะย่อสั้นไปหน่อย แต่ก็ทำให้จับใจความของนิยายได้อย่างชัดเจน เนื้อหาตอนที่ 1-4 นี้แทบไม่มีอะไรเลย เราได้ข้อมูลเพียงแค่ว่าปัจจุบันตัวละครหลักบางคนทำอะไรกันอยู่บ้าง

โฮปร่างผู้ใหญ่ทำงานเป็นนักวิจัย ซัสซ์เป็นนักบิน-ช่างยานบิน โจโคลิน่าก็ยังผลุบๆ โผล่ๆ เหมือนเดิม พวกลูกน้องสโนวก็เปิดร้านอาหาร เซร่าห์ก็กำลังเรียนชั้นมหาวิทยาลัย

ส่วนเรื่องความทรงจำ ที่แฟนๆ หลายคนสงสัยว่าเหล่าตัวละครจะจำเรื่องราวจากโลกเก่าได้รึเปล่า? ปรากฏว่าคนส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตและกลับไปรวมกับเคออสก่อน 13 วันสุดท้าย จะลืมอดีตแทบทั้งหมด, คนที่เสียชีวิตในช่วง 13 วันสุดท้ายจะจำเรื่องราวในโลกเก่าได้บ้าง และพวกตัวเอกที่คงอยู่จนถึงจุดสิ้นสุดของจักรวาล ก็จำเรื่องราวของโลกเก่าได้ชัดเจน

วันนี้ทางนิตยสารแฟมิซือ (มาจาก Famicom + Tsūshin) เผลอทำเนื้อหานิยายตอนที่เหลือหลุดมาจากเว็บไซต์ แต่ก็ได้รีบลบทิ้ง (อย่างเคย) และมีคนรีบแคปไว้ทัน (เช่นเดิม) ผมได้ส่งเนื้อหาตอนที่เหลือทั้งหมดไปให้คุณ SQEX☆GAL เรียบร้อย และได้ขอให้เธอช่วยแปลตอนสุดท้ายที่เป็นคำบอกเล่าของไลท์นิ่งแบบจัดเต็มให้ คาดว่าเร็วๆ นี้คงได้อ่านกันครับ

Tuesday, June 24, 2014

บันทึกหนีตายจากมิชชั่นโรคจิตของ Final Fantasy Type-0


วันก่อนมีโอกาสหยิบ Final Fantasy Type-0 ขึ้นมาปัดฝุ่นเล่นอีกครั้ง อยากจะบันทึกความประทับใจบางอย่างไว้สักหน่อย

สำหรับการเล่นรอบนี้ เด็กหญิงซิงค์เป๋อแหววยังคงเป็นผู้ถูกเลือกให้เป็นตัวละครหลักของผมอย่างเช่นเคย ช่วงปลายบทที่ 3 ซิงค์ของผมก็มีเลเวลประมาณ 22-23 ตามด้วยเคทและแจ็คที่มีเลเวล 20-21 นอกนั้นก็มีดิวซ์เอซเลเวล 17 ส่วนคนที่เหลือเลเวล 10-11 กันหมด

ผมว่าหลายๆ คนจะเริ่มว่ารู้สึกว่าเกมนี้มันทำมาย๊ากยาก ก็ตอนเริ่มเข้าสู่บทที่ 3 ไปแล้ว ซึ่งช่วงท้ายบท 3 กลุ่มคลาส 0 ต้องรับภารกิจย่องเข้าไปในศูนย์วิจัยอินแกรม ผมว่าหลายๆ คนคงจำภารกิจนี้ได้ดี

ระหว่างเล่นๆ อยู่... ด้วยความเปรี้ยวส่วนตัวที่พร้อมจะทำ S.O. ทุกอันอย่างไม่หวั่น ทำให้เอซ เคท และแจ็ค และตัวประกอบอื่นๆ ...กอดคอกันตายไปตั้งแต่ช่วงกลางๆ มิชชั่น ส่วนดิวซ์ก็ไปโดนนิมบัสเสียบพุงทะลุลงไปไม่เหลือ

มีเพียงแต่ซิงค์ นางเอกตัวความหวังของผม ที่สามารถพาตัวเองกับลิ่วล้อเลเวล 10-11 อีก 4 คน (คิง เทรย์ มาคิน่า เซเว่น) ไปจนถึงท้ายด่านที่เราต้องสู้กับกลุ่มบอสหลายตัวอย่างต่อเนื่องได้

กลุ่มบอสที่ว่าเริ่มต้นจากฝูงมาโดวอาเมอร์ ที่ทยอยมาทีละตัว แต่ละตัวก็โจมตีกันเจ็บๆ ทั้งนั้น... แต่แพทเทิร์นจากโจมตีของพวกนี้ไม่มีอะไรมากเท่าไหร่ ทำให้ผมสามารถให้ซิงค์ง้างฟูลสวิง แล้วรอจังหวะตีปังย่าใส่จุดตายของพวกมาโดวอาเมอร์ได้ไม่ยากนัก ไม่นานก็สามารถโค่นพวกมันได้หมด

แต่ทันทีที่หุ่นยักษ์ล้มลงหมดแล้วนั้น ฝูงทหารคลั่งที่วิ่งพล่านไปมาอย่างรวดเร็ว ก็จะโผล่มาสาดห่ากระสุนกันอย่างดุเดือด แม้ซิงค์จะมีพลังป้องกันที่สูงเป็นลำดับต้นๆ ของกลุ่ม แต่ในสถานการณ์ที่ศัตรูมากันเป็นฝูง แถมยังมีเลเวลเท่ากับหรือสูงกว่าซิงค์ด้วยกันเท่านั้น ซิงค์ผมเลยจำต้องลงไปนอนคุยกับพื้นกระเบื้องอย่างเลี่ยงไม่ได้

จังหวะนั้นผมเหลือ 4 สหายเลเวล 10-11 ที่พึ่งไม่ได้ เลยจำใจต้องเรียกมนต์อสูรศิวะเลเวล 18 ออกมา เต้นสาดไดมอนด์ดัสต์รัวๆ รอบฉากซะ แม้ศิวะจะฆ่าทหารทั้งหมดไม่ได้ แต่ก็ช่วยพลิกเกมได้มากโขอยู่ ผมเก็บกวาดทหารที่เหลือทั้งหมดไปได้ แต่ก็เหลือตัวละครให้ใช้แต่เทรย์และมาคิน่าสองคนเท่านั้น

หลังผ่านจุดนี้ เทรย์และมาคิน่าก็เดินไปถึงห้องรองสุดท้าย ที่เราต้องเผชิญกับจักรกลยักษ์บริวนัค เลเวล 30-40 ฝ่าๆ ตรงริมระเบียง.... ยังไม่ทันที่ผมจะได้วางแผนว่าจะให้ไอ้สองตัวที่เหลือสู้ยังไง เทรย์ของผมก็โดนส้นตีนของบริวนัค กระทืบลงไปนอนโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว....

นาทีนั้น ผมเหลือเพียงมาคิน่าเลเวล 11 คนเดียว.... ต้องดวลตัวต่อตัวกับบริวนัค... ช่วงแรกผมก็ปาดเหงื่อ และนึกไม่ออกว่าจะเอาอะไรไปชนะมันได้ฟะ... ทว่าหลังจากวิ่งหนีหลบหลีกการโจมตีไปมาอยู่พักหนึ่ง ผมก็สังเกตว่าเราสามารถหวดทุ่นขยะที่บริวนัคยิงออกมา ให้กลับไประเบิดใส่บริวนัคได้นี่หว่า!?

ว่าแล้วผมก็ให้มาคิน่าวิ่งเข้าไปหวดทุ่นขยะรัวๆ ซึ่งก็โดนมั่ง จั่วลมมั่ง แต่ก็ได้ผล!! พอตีคืนใส่บริวนัคได้พักนึง บริวนัคก็ล้มลง!! สบโอกาสให้มาคิน่าน้อยเลเวล 11 ของผม พุ่งทะยานไปหมายจะใช้ดาบสปินไดรฟ์ทะลวงมันให้สิ้น....!! เขาพุ่งเข้าไปแล้วครับบบ พร้อมกับร้อง อะต๊าาา! อะต๊าาา! อะต๊าาาา!!!

"ฟิ้วววววววว..."

วินาทีนั้นผมพบว่าดาบสว่านของมาคิน่า สั้นเกินกว่าจะแทงถึงบริวนัคที่ล้มอยู่นอกระเบียงได้.... "Orz ทำให้มาคิน่าได้แต่ตีลมไปมา ส่วนบริวนัคมันก็นอนดูตาปริบๆ ว่าเราทำอะไรของเรา (วะ)

แต่ไม่เป็นไร!! เรายังมีเวทมนต์อยู่ =A=!! ว่าแล้วผมก็สาดธันเดอร์ช็อตกันใส่บริวนัคได้ 2-3 ที ก่อนที่ MP จะหมดลง พร้อมกับบริวนัคที่ลุกขึ้นยืนใหม่ได้พอดี

หลังจากนั้นผมก็ทำทุกอย่างวนลูปอีกครั้ง พยายามหลบการโจมตีของบริวนัคให้ได้ทั้งหมด ตีทุ่นขยะกลับคืน อดทนรอเวลาที่บริวนัคจะล้มลง เติม MP ให้พร้อม แล้วสาดธันเดอร์ใส่ไม่ยั้ง พอ MP หมดก็รีบกดเข้าเมนูกระดก Ether เติมเข้าไปทันที กระทั่งมาคิน่ากากๆ เลเวล 11 สามารถชนะบริวนัคไปได้สำเร็จ

ผ่านบริวนัคมาได้ ก็มาถึงห้องสุดท้ายที่มาคิน่าคนเดิม ต้องดวลเดี่ยวกับลูซินิมบัส โชคดีที่นี่เป็นการต่อสู้ที่ถูกเซ็ตให้แพ้ไว้แล้ว ไม่งั้นผมคงย่ำแย่... พอการต่อสู้เริ่มต้น มาคิน่าผมก็ทำ S.O. โจมตีใส่นิมบัส 30 ครั้ง ซึ่งด้วยพลังของธันเดอร์ช็อตกัน ก็ทำให้ผมทำได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นไม่นานมาคิน่าของผมล่องจุ๊นตามคนอื่นๆ ไป

ก็เป็นอันจบมิชชั่นในบทที่ 3 ซึ่งมิชชั่นหลังจากนี้จะทวีความโรคจิตขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วไปพีคสุดตอนดวลกับพลจัตวาคาโทร... ผมว่าไอ้สมดุลเกมที่แปลกๆ ดูโรคจิตๆ ...ศัตรูหลายๆ ตัวก็จงใจสร้างมาเพื่อให้เราหนีไว้ก่อน ใครทะลึ่งไปสู้ด้วยก็แพ้ มันก็ทำให้การเล่นเกมรอบแรก สนุกๆ มากๆ เลยเชียว

.................................................

เกร็ดข้อมูลทิ้งท้ายเล็กน้อย แม้จะเป็นผู้หญิง แต่ซิงค์ก็เป็นตัวละครที่มีพลังโจมตีและพลังป้องกัน สูงเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มคลาส 0 และยังมี HP สูงเป็นอันดับที่ 3, ซิงค์มีความเร็วในการวิ่ง 7.8 เมตรต่อวินาที ค่าสัมประสิทธิ์การโจมตีฮิตแรก 31 และค่าสัมประสิทธิ์การโจมตีฮิตที่สามคือ 74 เป็นท่าโจมตีที่มีค่าสัมประสิทธิ์พลังสูงสุดในบรรดาท่าโจมตีธรรมดาของคลาส 0 ทั้งหมด

Saturday, June 21, 2014

FFXIII และ FFXIII-2 ลงสู่ PS Now


PlayStation Now เป็นระบบที่มีการทำ Private Beta บน PS3 ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา และพึ่งเริ่ม Beta กันบน PS4 เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งล่าสุดเจ้าระบบนี้นอกนอกจากจะมีการเพิ่มระบบการคิดเงินลงไปแล้ว ยังมีเพิ่มเกมจำนวนหนึ่งลงไป รวมถึง Final Fantasy XIII และ Final Fantasy XIII-2 ด้วย

ระบบ PlayStaion Now เป็นบริการ Stream เกมตรงสู่เครื่อง PS3, PS4, PS Vita, PS TV และ Sony Bravia TV และเนื่องจากมันเป็นการ Stream ข้อมูลเท่านั้น (Server จะประมวลผลเกมเพลย์ แล้วส่งข้อมูลภาพในเกมมายังเครื่องของผู้เล่น) ผู้เล่นจึงไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดตัวเกมมาลงเครื่อง แต่จะสามารถเล่นเกมได้อย่างราบรื่นก็ต่อเมื่ออินเตอร์เน็ตของคุณมีสุขภาพแข็งแรงดีเท่านั้น

ตอนนี้ระบบดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการทดสอบ การคิดราคาการเล่นเกมก็ยังเป็นราคาแบบทดสอบๆ อย่าง FFXIII-2 ตอนนี้ ถ้าเช่าเล่น 4 ชั่วโมง ก็คิดราคา $4.99 นอกจากนี้ก็มีการคิดราคาเช่าแบบ 7 วัน 30 วัน และ 90 วัน ให้เลือกกันไป ผู้เล่นก็จะสามารถ Stream เล่นได้เรื่อยๆ ตราบใดที่เวลาเช่าเล่นยังเหลืออยู่

นอกจากการซื้อเวลาเล่นอย่างที่กล่าวมาด้านบนแล้ว หากผู้เล่นได้ซื้อตัวเกมแบบดิจิตอลมาเข้า Account ของตนเองแล้ว ก็จะสามารถ Stream เล่นได้ฟรี เพราะถือว่าคุณได้ซื้อตัวเกมไปแล้ว อย่างตอนนี้ใครที่เคยซื้อ FFXIII-2 แบบดิจิตอลไปแล้ว ก็สามารถ Stream เล่นบน PS3 ได้เลย (แต่ได้ยินว่าต้องไปตั้งค่าบางอย่างให้เรียบร้อยก่อน ถึงจะ Stream เล่นบน PS4 ได้)

ระบบดังกล่าว ทั้งการคิดค่าเช่า การคิดวันเช่า และนโยบายต่างๆ ยังคงอยู่ระหว่างการทดสอบเท่านั้น แต่ก็ได้เผยให้เห็นถึงอีกหนึ่งช่องทางในการเลือกเล่นเกม คอนเซปต์ที่ยังสามารถต่อยอดดัดแปลงได้อีกเยอะ

ที่มา : Nova Crystallis

เก็บตกเกร็ดข้อมูลจาก Final Fantasy X l X-2 HD Remaster

***ข้อมูลต่อไปนี้ เป็นข้อมูลที่เขียนขึ้นลวกๆ ตอนเล่นเกม/ดูหลานเล่นเกม เพื่อเก็บไว้ใช้อ้างอิงและรื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆ ในอนาคต ดังนั้น จะเขียนเป็นภาษามึนๆ ไว้ให้ตัวเองอ่านเข้าใจเป็นหลัก

Final Fantasy X

- อิโนริโกะ ผู้อุทิศตนเพื่อปราบซิน ยอมให้เยว่อนถอดวิญญาณออกมา วิญญาณก็เข้าไปอยู่ในรูปปั้น มีชีวิตเป็นอมตะต่อไป เมื่อถูกอัญเชิญ วิญญาณก็จะปรากฏอีกครั้งตัวในร่างอสูร

- ซาร์นัลกันด์ เป็น Machina City (ซีมัวร์บอกตอนไปหาที่บ้าน) ส่วนเทพขอพรบอกตอนไปถึงกำแพงเทพขอพรว่าเครื่องจักรเบเวลเหนือกว่าแต่ต้นแล้ว

- 1,000 ปีก่อน ผู้คนใช้เครื่องจักร ทำสงครามกัน ใช้อาวุธจักรกลร้ายแรงต่อสู้กัน ซินเลยโผล่มาทำลายทุกอย่าง แต่ทีดัสคิดว่า นั่นไม่ได้แปลว่าเครื่องจักรผิดซะหน่อย

- เจคท์ผลัดวันประกันพรุ่งเรื่องเลิกดื่มเหล้า บอกว่าจะเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ จึงไม่จำเป็นต้องเลิกวันนี้

- เจคท์เคยเมานึกว่าชูพัฟเป็นปิศาจ เลยฆ่าชูพัฟ พวกบลัสก้าเลยต้องเอาเงินทั้งหมดที่มีให้คนเลี้ยงชูพัฟ จากนั้นเจคท์ก็เลิกดื่มเหล้า

- ตอนเจคท์อยู่ด้วย แม่จะไม่สนใจทีดัสเลย เอาแต่บอกให้รอเดี๋ยว จนเจคท์ต้องบอกให้ไปหาลูก ก่อนที่ลูกจะร้องไห้ (พาธบอกว่าเจคท์รักลูกมากกว่าแม่อีก) l ช่วงที่เจคท์จากไป แม่ทีดัสก็เศร้า ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ อารอนเองบอกว่าถ้าแม่ทีดัสตายไป เขาก็ไม่รู้จะทำยังไง

- การทีทีดัสเจอแม่ในแดนอันห่างไกล แม่ทีดัสไม่น่าจะมีวิญญาณ (เป็นแค่ความฝัน) ดังนั้นน่าจะเป็นแค่แมลงแสงมายาทำปฏิกิริยากับความนึกคิดจนเป็นรูปร่าง แต่ไหงจิสคัล ถึงโผล่มาได้

- ซีมัวร์บอกว่าได้กลิ่นปรโลกจากตัวอารอน

- คนที่ตายไปแล้ว ก็ยังเหลือร่างเป็นศพไว้ อย่างต่อปฏิบัติการณ์มิเฮน

- ใน LR เวลาคนเราตาย เคออสก็จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งไปอยู่ในใจของผู้คน และอีกส่วนก็คือกลับไปอยู่ในมวลเคออส ...ถ้าส่วนที่อยู่ในใจของผู้คนหายไป (ถูกลืมเลือน) ส่วนที่อยู่ในมวลเคออส ก็จะดับสูญ ในทางกลับกัน ถ้าส่วนที่อยู่ในมวลเคออสดับสูญ ส่วนที่อยู่ในใจผู้คน ก็จะหายไปเช่นกัน (ประเด็นคือตายไปแล้ว เคออสแบ่งเป็น 2 ส่วน)

- เผ่าอัลเบดมีทฤษฎีว่า แมลงแสงมายาทำปฏิกิริยากับความนึกคิดของผู้เข้าไปเยี่ยมเยียน ทำให้ปรากฏเป็นรูปร่างคนขึ้นมา แต่ทฤษฎีนี้มีข้อกังขาว่า ทำไมถึงปรากฏตัวเฉพาะคนตายล่ะ? ทำไมคนเป็นถึงปรากฏตัวขึ้นมาไม่ได้ล่ะ? เมเชนบอกว่า อาจเพราะเวลาคนเราตาย พวกเขาได้ทิ้งส่วนเล็กๆ บางส่วนของตัวพวกเขาเองไว้ในหัวใจของคนเป็น แล้วส่วนเล็กๆ นั้นก็ยืมพลังของแมลงแสงมายาในการปรากฏตัวขึ้นมา (ดังนั้น แม่ของทีดัสที่เห็น ก็คือสิ่งที่แม่ตกค้างอยู่ในตัวทีดัส ทำปฏิกิริยากับแมลงแสงมายา)

(แนวคิดว่าที่ว่าทิ้งส่วนเล็กๆ ไว้ในคนเป็น และบางส่วนก็ไปยังปรโลก สอดคล้องกับ LR เลย)

- เมเชนบอกว่าแมลงแสงมายา ถึงเรียกว่าแมลง แต่ไม่ใช่แมลง

-  Aeon ก็คือความฝันของ Fayth ที่ทำปฏิกิริยากับแมลงแสงมายา ความฝันเลยปรากฏเป็นรูปร่าง ทำให้สิ่งที่ไม่เป็นจริง กลายเป็นจริงให้ทุกคนได้เห็น (รวมๆ แล้วก็คือผู้อัญเชิญภาวนาถึงวิญญาณของ Fayth, Fayth จึงหลับฝันเป็น Aeon ออกมา)

- ตรงนี้ต่างกับที่ลูลู่พูด ลูลู่บอกว่า Aeon คือวิญญาณของ Fayth (the souls of the fayth emerge once again. That's what we call an aeon.") แต่เมเชนบอกว่าเป็นความฝันของ Fayth ซึ่งที่ว่าเป็นความฝันนั้น จะตรงกว่า (In fact...pyreflies have something in common with aeons, too. The dreams of the fayth reach through the spirit of the summoner... And that which becomes unreal becomes real for all to see)

- พอกลับไป Farplane ก็เจอ Wantz คุยกับพี่สาวที่ตายไป 7 ปีแล้ว และบอกว่ายูน่าจะปราบซินให้

- ลูลู่ มองหาใครสักคนที่ Farplane แต่กลับไม่โผล่ออกมา (ผู้หญิง?)

- วักก้าไม่ได้เริ่มเปลี่ยนไปหลังจากเจอริคคุ แต่เปลี่ยนไปหลังจากเหตุการณ์ที่กัวโด้ ตอนเห็นแผนร้ายของซีมัวร์ วักก้ายังสับสน ยูน่าจะส่งวิญญาณซีมัวร์ แล้วเอาสเฟียร์ของจิสคัลเป็นหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่พวกกัวโด้กลับทำชั่วด้วยการทำลายหลักฐานทิ้ง นั่นคือจุดสะเทือนใจจุดแรก ต่อมาพวกกัวโด้ร่วมมือกับเหล่าเยว่อนในเบเวล ช่วยกันถล่มฐานทัพของอัลเบดอีก วักก้าถึงได้สะอึกและเริ่มคิดได้ว่าสิ่งที่กัวโด้ทำนั้นมันผิดแน่ๆ ยิ่งเห็นริคคุร้องไห้ พวกอัลเบดที่ไม่รู้อิเหน่ล้มตาย แถมพวกเยว่อนยังร่วมมือกันขืนใจยูน่า ยิ่งทำให้วักก้าเข้าใจว่าสิ่งที่เยว่อนทำ ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป เขาต้องรู้จักแยกแยะเป็นเรื่องๆ ไป (หลังจากนี้ยังเจอพวกเยว่อนเองใช้ปืนทีเป็นเครื่องจักรต้องห้าม ไหนจะมีลิฟต์ในวัดเบเวลอีก)

- โดมในซาร์นัลกันด์ อารอนบอกว่าโดมนี้เต็มไปด้วยแมลงแสงมายา เหมือนสเฟียร์ยักษ์ ความทรงจำของผู้คนจะถูกบันทึกเก็บงำไว้ในที่แห่งนี้ตลอดกาล (แล้วสะท้อน/แสดงออกมา ผ่านแมลงแสงมายา ให้เราได้เห็นด้วยตาเปล่า)

- คำสั่งป้อนพาสเวิร์ดในเรือเหาะ บอกไว้แล้วว่าชาวอัลเบดทิ้งอักษรปริศนาไว้ในโบราณสถานพันปีทั่วสปิร่า เราสามารถแกะรหัสพวกนั้นมาใส่ได้

- หลังบลัสก้าปราบซินได้เมื่อ 10 ปีก่อน อารอนพบความจริงที่เจคท์ถูกนำไปสร้างเป็นซินใหม่ เลยมาล้างแค้นยูน่าเลสก้า แต่ก็สู้ไม่ได้ บาดเจ็บสาหัส อารอนลงจากเขากากาเซ็ทมา แล้วมาหมดแรงที่หน้าเบเวล ตอนนั้นบังเอิญเจอคิมาริ เลยบอกให้ไปช่วยยูน่า พาไปยังบีไซด์ตามคำขอของบลาสก้า แล้วอารอนก็สิ้นใจ

- ตอนแรกยูน่าโดนป้ายสีว่าเป็นกบฎต่อเยว่อน แต่ตอนหลังไมก้าเห็นยูน่าเป็นความหวังเดียวในการปราบซิน จึงแก้ข่าวให้ว่านั่นเป็นข่าวลือที่พวกอัลเบดแกล้งปล่อยสร้างความปั่นป่วน

- บีรันกับเยนเค่บอกว่าชาวรอนโซ่จะสร้างรูปปั้นยูน่าให้เอง แถมเติมเขาให้ด้วย

Final Fantasy X-2

- วักก้าบอกว่า พ่อแม่เขาโดนซินฆ่าตายไปตั้งแต่เขายังเด็ก เลยจำหน้าพ่อแม่ไม่ได้ ตอนเด็กๆ เขาเคยทะเลาะกับแชปพู แชปบอกว่าเขาเจอสเฟียร์ทีบันทึกหน้าพ่อแม่ไว้แล้ว แต่วักก้าที่งอนอยู่ก็หัวแข็งไม่ยอมขอดู สุดท้ายแชปพูก็ตายไปก่อน ที่ซ่อนของสเฟียร์ก็ยังเป็นปริศนา วักก้าก็ลืมเรื่องสเฟียร์นี้ไปนานแล้ว แต่จากที่แชปพูตอนเด็กชอบมาเล่นในถ้ำนี้ เลยคิดว่าสเฟียร์ที่ว่าอยู่ในถ้ำบีไซด์

- ตอนเริ่มเกม รีซัลท์เพลท-การ์เมนท์กริด ของพวกยูน่าโดนเลอบลังขโมยไป พวกเธอได้ข่าวว่าเลอบลังเอาไปใช้ปลอมตัวเป็นยูน่าจัดคอนเสิร์ตเรียกร้องความสนใจ เลยวางแผนจะไปชิงคืน แต่ถ้าให้ยูน่าเสนอหน้าเข้าไปในลูก้าตรงๆ ผู้คนก็อาจแตกตื่นว่าทำไมมียูน่าสองคน แล้วเลอบลังก็จะรู้ตัวว่าพวกยูน่าตามมาทวงคืนแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงวางแผนให้ยูน่าพรางตัวซะ ซึ่งอานิคิก็แกล้งหาชุดมาสค็อตมาให้ยูน่าใส่สนองความอยากของตนเอง ด้านยูน่าก็ซื่อจนไม่กล้าปฏิเสธคำสั่งของอานิคิ

- ระหว่างที่ไพน์กับริคคุไปทวงรีซัลท์เพลทคืน ทั้งสองก็ให้ยูน่ารอแสตนด์บายอยู่เฉยๆ แต่ยูน่าถูกยามเข้าใจผิดว่าเป็นมาสค็อตที่ต้องทำงานแจกลูกโป่งโปรโมตงานคอสเสิร์ต เลยเรียกให้ยูน่ารีบทำงานต่อซะ ยูน่าจึงต้องปล่อยเลยตามเลย ช่วยแจกลูกโป่งไป ไม่ให้ผิดสังเกต - สุดท้ายพอจับเลอบลังได้ เธอก็เขวี้ยงรีซัลท์เพลทคืน แล้วบอกว่าเราจะถือไว้ได้ไม่นานหรอก เธอจะเข้ามาสู้เพื่อชิงไปอีกรอบ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ

- ชาวกัวโด้อพยพออกจากสลัมด้วยความรู้สึกผิด หลังจากนั้นฟาร์เพลนก็เริ่มไม่เสถียร มีแต่ชาวกัวโด้ที่รู้ว่ามันจะกลับเป็นดังเดิมได้ยังไง

- ยูน่าเคยคิดว่าอาจได้พบทีดในฟาร์เพลน แต่คิดอีกใจนึง ก็ไม่อยากเข้าไป เก็บไว้ใจในแหละดีแล้ว

- โออาก้าซื้อร้านขายของข้างวัดมาคาลาเนียต่อจากริน แต่วัดถล่มลงทะเลสาบ ธุรกิจของโออาก้าเลยพัง พวกอัลเบดคนของรินเลยตามมาเก็บหนี้จากโออาก้า เราเลือกได้ว่าจะให้เขาไปซ่อนตัวบนยาน หรือจะเรียกอัลเบดมาจับ

- เลอบลังชอบนูจ และเป็นสเฟียร์ฮันเตอร์ ตามล่าสเฟียร์ที่บันทึกอดีตของสปิร่าตามความต้องการของนูจ พอนูจค้นคว้าเรื่องเวกนากัน เลอบลังเลยไปหาสเฟียร์เรื่องนี้มา ซึ่งเธอเจอสเฟียร์เสี้ยวหนึ่ง อีกเสี้ยวหนึ่งเราพบที่ซาร์นัลกันด์ พอเลอบลังชิงสเฟียร์จากเรามาประกบกันได้ (เช็คแล้วบันทึกภาพเวกนากัน) ก็วิเคราะห์ได้ว่ามันถูกบันทึกขึ้นที่อันเดอร์เบเวล เลยจะช่วยกันตามหาเวกนากันที่นั่น นูจ เลอบลัง และพวกคาโมเมะดันมีจุดหมายเดียวกันคือพังเวกนากันทิ้งก่อนที่ใครจะใช้ทำลายสปิร่า

- ตอนเวลฟอร์โผล่มาจากวิหารที่บีไซด์ เบคเคลมจะให้เผาวิหารเลย แต่วักก้ากับยูน่าไม่ยอม สำหรับยูน่าแล้วที่นี้คือที่แรกที่พบทีดัส ได้อสูรตัวแรก มีความทรงจำสำคัญมากมาย แต่หลังปราบเวลฟอร์ได้ วักก้าคิดได้และบอกยูน่าว่าความทรงจำเป็นสิ่งสำคัญ แต่หากการปกป้องความทรงจำในอดีตนั้น เสี่ยงต่อการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในปัจจุบันไป มันคงไม่คุ้มกัน ความทรงจำเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็เป็นแค่นั้น อย่างที่ชาวอัลเบดพูดไว้... ดังนั้นถ้าถึงคราวจำเป็นจริงๆ ก็คงต้องเผาวัดทิ้ง ยูน่าฟังแล้วก็เข้าใจ แต่หากถึงคราววิกฤตจริงๆ ก็ขอให้เรียกยูน่ามาช่วยก่อน เราจะเก็บการเผาวัดไว้เป็นหนทางสุดท้ายเท่านั้น

- ที่เรียกกลุ่มของกิปเปิลว่า Machine Faction ไม่ใช่ Machina Faction เพราะคำว่า Machina มันถูกใช้ในคำสอนของเยว่อนมายาวนาน สื่อถึงเครื่องจักรในแง่ลบ จนฝังรากเข้าไปในใจผู้คน ถ้าใช้ชื่อว่า Machina Faction คนรุ่นเก่าก็จะรู้สึกถึงความหมายที่ไม่ดี ไหนๆ จะตั้งแล้วเลยเอาเป็น Machine Faction ดีกว่า

- ชินระบอกว่าโชคดีที่เขารู้ทุกอย่างเลยบอกได้ว่า จริงๆ แล้วปิศาจไม่ได้ออกมาจากวัด แต่ออกมาจากหลุมในห้องภาวนา พอริคคุถามว่าแล้วมันออกมาได้ยังไง ชินระก็ตอบเพียงว่า เขาเป็นแค่เด็กนะ แล้วก็วิ่งฟ้าวไป ยูน่าคิดว่าหลุมทั้งหมดน่าจะมีความสัมพันธ์เชื่อมกันอย่างลึกซึ้ง

- จากนั้นมีสัญญาณขอความช่วยเหลือมาจากโจเซ่ ท่าทางพวกกิปเปิลกำลังเดือดร้อน อานิคิบอกว่าปล่อยกิปเปิลช่วยตัวเองไป แต่บัดดี้จะขอความเห็นยูน่า ยูน่าบอกว่าก็ไปช่วยแต่ชาร์จค่าจ้างแพงๆ ซะ ส่วนริคคุจะขอว่าช่วยลดให้เขาหน่อยได้มั้ย?

- ตอนตกลงไปใน Farplane ชูอินบอกว่าเขาหายไปพร้อมกับเลน แต่พอตื่นขึ้นมาก็เหลือตัวเองคนเดียว เลยตามหาเลนมาตลอด ผ่านไป 1,000 ปี คนในสปิร่าก็ยังไม่อาจทิ้งความเกลียดชังไว้เบื้องหลัง ต่างก็ต่อสู้อย่างสูญเปล่า แต่เขาจะเปลี่ยนแปลงมันเอง โลกนี้มันล้มเหลว แต่เขาล้มเหลวยิ่งกว่าที่ไม่อาจปกป้องเลนไว้ได้ ทว่าเวกนากันจะจัดการทุกอย่างให้ แล้วเราจะได้หายไปด้วยกัน

- นูจกับกิปเปิลที่หายไป มาอยู่ที่นี่ บอกให้ยูน่าลืมตาตื่นขึ้นได้สติ บาลาไลที่โดนสิงอยู่หนีไป ทั้งสองคนฝากสเฟียร์ถึงไพน์ นูจบอกว่าเป็นเจตนารมณ์ของพวกเขา

- ยูน่าฟื้นขึ้นมาที่อันเดอร์เบเวลอย่างลึกลับ พวกชินระพยายามส่งดาวเทียมสอดแนมลงไปตามรูแล้วแต่หาไม่พบ มาพบที่อันเดอร์เบเวล

- ชินระบอกว่าเลนก็คือเจ้าของชุดนี้เมื่อพันปีก่อน

- ทุกคนในยานรู้เรื่องที่เจอชูอิน และชูอินเรียกยูน่าว่าเลนเพราะเดรสสเฟียร์ อานิคิจะให้จัดการกับชูอินที่คิดทำลายสปิร่า แต่บัดดี้บอกว่านูจกับกิปเปิลคงมีแผนอยู่แล้ว

- เยว่อนตั้งกลุ่มอากากิเมื่อ 2 ปีก่อน เป็นกลุ่มทหารชั้นนำที่อยู่ระหว่างการรวบรวมสมาชิก โดยได้จับทหารกลุ่มหนึ่งมาฝึกฝน ซึ่งมี 3 หน่อกิบานูนั้นเป็นแคนดิเดต ไพน์เป็นคนบันทึกงาน คนที่ดีที่สุดจะได้เป็นแกนนำครูเซเดอร์ในสปิร่า แต่แล้วพวกแคนดิเดตก็พากันตายด้วยอุบัติเหตุ พวกเธอเลยต้องแยกย้ายกัน ไพน์เห็นทุกอย่าง แต่ก็ไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เลยออกตามหาคำตอบ แล้วมาเป็นสเฟียร์ฮันเตอร์ อีกเหตุนึงก็เพราะอยากโบยบินไปกับเรือเหาะด้วย

- ไพน์บางทีก็นึกถึงอดีต บางทีก็อยากลืมมัน เธอบอกว่าในเมื่อชูอินไม่ใช่คนที่ยูน่าอยากเจอ ดังนั้นทั้งไพน์และยูน่า ก็ควรปล่อยวางอดีตแล้วเตรียมรับมือกับอนาคต ริคคุได้ยินก็ถามไพน์ว่าจะเลิกเป็นสเฟียร์ฮันเตอร์เหรอ? ไพน์บอกว่าก็เป็นไปได้เสมอ ส่วนยูน่าเองก็คิดว่าเธอจะเป็นสเฟียร์ฮันเตอร์ต่อทำไม ถ้าสิ่งที่ต้องการล่านั้น ไม่มีวันหาได้พบ

- มีข่าวว่าเบเวลจะอาศัยตอนนูจไม่อยู่ ตี Youth League ให้แตก... ฝ่ายหลังได้ยินเลยจะชิงบุกก่อน

- ยูน่าเห็นว่าพอพวกแกนนำหายไป สปิร่าแตกสามัคคี เะอต้องหาทางรวมคนเหล่านั้นให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ......พอริคคุถามว่าทำไงล่ะ? ไพน์เสนอว่าจะให้จับมาร้องเพลงรอบกองไฟเหรอ? อานิคิที่อยากเห็นยูน่าร้องเต้นอยู่แล้ว ก็เห็นด้วย ชินระเลยอาสาจะจัดการด้านเทคนิคให้เอง ริคคุบอกว่าโทบลีคงช่วยจัดงานได้

- ยูน่าเริ่มทำใจว่าอาจไม่ได้เจอทีดแล้ว เพราะสเฟียร์ที่เห็นนั้นจริงๆ แล้วเป็นชูอิน แต่มาถึงขั้นนี้ ก็ต้องคลี่คลายปริศนาทั้งหมดให้ได้

- ไพน์บอกว่าตอนก่อนยูน่าจะสู้กับซิน ไพน์แยกจากกลุ่มมาอยู่คนเดียวแล้ว แต่พอทุกคนบนโลกร่วมกันร้องเพลงสวด ไพน์ก็ร้องด้วย และในช่วงเวลานั้น เธอก็รู้สึกเหมือยได้เชื่อมถึงเพื่อนอีกครั้ง

- โทบลีให้ลูกน้องที่เป็นพวกไฮเปลโล่ โดดจากเรือเหาะเซลเซียส ไปตามเมืองต่างๆ ของโลกเพื่อชักชวนคนให้มาดูคอนเสิร์ตของยูน่า โทบลีออกไอเดียว่าถ้าเป็นทุ่งสายฟ้าก็จะใหญ่พอให้ทุกคนในโลกมารวมตัวกัน

- ชินระประดิษฐ์จอสเฟียร์ยักษ์ไว้ฉายที่ทุ่งสายฟ้า คนที่ยืนแถวหลังก็จะได้เห็นยูน่าได้ นอกจากนี้ยังจะทำการถ่ายทอดสดผ่านสเฟียร์สื่อสารด้วย

- ลูลู่ใกล้คลอดแล้วเลยไปดูไม่ได้ วักก้าก็ต้องอยู่ดูแล พวกลูกทีมบีไซด์ก็เช่นกัน ส่วนเบคเคลมถูกเรียกตัวกลับสำนักงานใหญ่ Youth League

- ไยบัล ตอนแรกบอกว่าต้องอยู่เฝ้า Youth League ควบคุมลูกน้อง เลยไปร่วมงานคอนเสิร์ตไม่ได้ ทั้งที่อยากไป ยูน่าเลยบอกให้ชวนลูกน้องมากันหมดเลยสิ สุดท้ายไยบัลเลยตัดสินใจหลอกลูกน้องว่าพวกนิวเยว่อนวางแผนทำลายงานคอนเสิร์ตของยูน่า ให้ทุกคนแห่ไปคุ้มกันไว้

- ลิอันกับเอด มาถามหาวิธีรักษาของเขาคิมาริจากโทบลี แต่โทบลีไม่รู้ ทั้งสองเลยตัดสินใจจะอยู่ช่วยงานคอนเสิร์ตก่อนกลับภูเขา

- คิมาริอยู่ปกป้องภูเขา ไม่ได้ไปดู แต่รอนโซ่หนุ่มก็ไปดูได้

- คิมาริบอกว่าสมัยยูน่าเป็นเด็ก คิมาริสาบานว่าจะปกป้องเป็นโล่ให้ยูน่า คำสาบานทำให้คิมาริเข้มแข็ง ตอนนี้ยูน่าไม่ต้องการโล่แล้ว แต่ภูเขายังต้องการคิมาริ คิมาริจึงสาบานอีกครั้ง ให้ตัวเองเข้มแข็ง

- การิคบอกว่าความเกลียดชังเคยทำให้รอนโซ่เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ตอนนี้รอนโซ่กลับแตกเป็นพวกที่เกลียดชัง กับพวกที่เหนื่อยกับการเกลียดชัง

- เดิมพวกรอนโซ่หนุ่มคิดว่าคิมาริขี้ขลาด แต่เริ่มเข้าใจว่าคิมาริตัดสินใจด้วยปัญญาที่จะไม่สู้กับกัวโด้ พวกเขายอมรับว่าการหลีกเลี่ยงการปะทะ ก็เป็นความเข้มแข็งอย่างหนึ่ง

- นาดาล่ากับซิดไปแช่น้ำพุร้อนที่ดอยเขากากาเซ็ท นาดาล่าบอกว่าน่าจะทำธุรกิจน้ำพุร้อนที่นี่ ซิดเห็นด้วย จะได้มีเงินมาสร้าง Home ขึ้นใหม่ แต่รินที่ผ่านมาพอดีก็บอกว่าไม่ต้องสร้างหรอก สร้างไปก็ไม่มีใครกลับมาอยู่ด้วยแล้ว ซิดค้อนว่ารินเองก็ทำธุรกิจหาเงินสร้าง Home ใหม่ไม่ใช่เหรอ? รินบอกว่าตอนนี้เขาทำธุรกิจเพื่อสร้างบ้านของเขาเองต่างหาก นาดาล่าเสริมว่าตอนนี้ทุกคนต่างก็อยู่กับการหาที่อยู่ที่สมควรสำหรับตนเอง ถึงซิดสร้าง Home ขึ้นใหม่ ก็ไม่มีใครมาอยู่ด้วยแล้ว ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป เราต้องยอมรับ

- ตอนร้องเพลง วิญญาณเลนออกมาจากชุด ทำปฏิกิริยากับจอสเฟียร์ยักษ์ ความคิดที่อยู่ในชุดก็สะท้อนออกมาบนจอนั้น

- เลนน์เป็นนักร้องชื่อดัง และก็เป็นอัจฉริยะด้านการอัญเชิญ แต่พอสงครามเครื่องจักรเกิดขึ้น พวกผู้อัญเชิญก็ถูกส่งไปเป็นแนวหน้าในการลบ แต่กำลังของซาร์นัลกันด์นั้นสู้ไม่ได้ เลยรู้ว่าเธอไปแล้วไปลับแน่ แต่ก็จะสู้เพื่อปกป้องผู้คน แต่แล้วชูอินก็หาทางขัดขวาง โดยคิดขโมยจักรกลของศัตรู แต่ก็ไม่สำเร็จ

- ริคคุบอกว่าเข้าใจความรู้สึกของชูอินที่ต้องการปกป้องคนรัก เหมือนที่ริคคุเคยพยายามช่วยยูน่าตอนซิน ไพน์บอกว่าเลนเองก็คงรู้สึกเหมือนกัน คนที่เธอรักดิ้นรนช่วยเธอ ต่อสู้จนลมหายใจสุดท้ายเพื่อเธอ คำพูดสุดท้ายของเลนต้องเป็นคำพูดดีๆ ที่ว่า "ฉันรักเธอ" (เดาว่าภาคญี่ปุ่นน่าจะเป็น ขอบคุณนะ อ้างอิงแบบตอนจบภาค X)

- ยูน่าบอกว่าแบบนี้ไม่ดีเลย สุดท้ายชูอินก็ไม่เคยได้ยินคำนั้น ไพน์บอกว่าคำพูดของเลน อาจเป็นสิ่งเดียวที่ไปถึงใจของชูอินได้ เลนถึงเลือกยูน่าให้เป็นคนส่งมอบคำพูดนั้น ริคคุยังสงสัยว่าแล้วจะไปพูดให้ชูอินฟังได้ยังไง

- เลอบลังมาถามหาว่าพบนูจรึยัง ยูน่าบอกว่านูจกับกิปเปิลไปหยุดยั้งบาลาไลและเวกนากันที่ Farplane เลอบลังเลยจะตามไปหยุดเวกนากันเพื่อช่วยสปิร่าด้วยพลังแห่งรัก.... พวกอูโน่ซาโน่ไม่อยากไป เพราะเข้าใจว่าต้องตายก่อนถึงจะไปได้

- กิปเปิลซ่อมดาวเทียมสอดแนมที่ชินระส่งลงไปใน Farplane จนสามารถส่งภาพติดต่อกลับมาได้ กิปเปิลบอกว่าสิ่งประดิษฐ์นี้สามารถเปลี่ยนโลกได้เลย คนสร้างต้องอัจฉริยะน่าดู ชินระที่ได้ยินก็ชมว่าหมอนี่ตาถึงจริงๆ กิปเปิลเองก็บอกว่าเขาเองก็เจ๋งเหมือนกันที่ซ่อมมันได้ กิปเปิลพยายามพูดคุยกับดาวเทียมสอดแนม แต่ไม่มีการตอบรับ เพราะมันส่งภาพกลับไปได้อย่างเดียว

- นูจบอกกิปเปิลว่ามีแผนหยุดเวกนากัน แต่ถ้าไม่สำเร็จ คงต้องขอโทษด้วยความตาย

- อานิคิถามยูน่าว่าจะเอาไงต่อ ยูน่าบอกว่าจะไปช่วยนูจ แต่ก่อนอื่นเธอต้องได้บอกชูอินว่าเลนรู้สึกยังไง อยากให้ชูอินได้เข้าใจ

- ก่อนที่เบคเคลมจะออกจากบีไซด์เพื่อกลับ Youth League ได้ฝากสเฟียร์ไว้ให้วักก้า สเฟียร์อันนั้นเบคเคลมได้มาจากแชปปูอีกที ในนั้นเป็นแชปปูอัดไว้ตอนจะออกจากบีไซด์ เป็นคำสารภาพว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เจอสเฟียร์ที่บันทึกหน้าพ่อแม่ไว้หรอก เขาปั้นเรื่องขึ้นเพราะตอนนั้นเขาเบื่อที่วักก้าชอบเทศน์สอนเขา เลยกุเรื่องเห็นหน้าพ่อแม่ขึ้นมา แต่ที่จริงแล้ว เขาก็ต้องการมีพี่ชายอย่างวักก้าจริงๆ

- ส่วนที่สลัมกัวโด้ พวกกัวโด้อพยพกลับมาที่เมืองแล้ว โทรเมลล์อธิบายว่าตอนอยู่ในป่า เสียงเพลงของพวก 3 นักดนตรีได้เยียวยาจิตใจของพวกเขา จนโทรเมลล์คิดได้ว่าจะไม่หนี ไม่ซ่อนตัวอีกแล้ว ถ้าพวกกรอนโซ่จะมาเอาชีวิตเขา เขาก็จะยอมให้แต่โดยดี พวกกัวโด้ที่ปลงแล้วก็หายกลัว กลับมาอยู่ที่สลัมตามเดิม แล้วตั้งให้โทรเมลล์เป็นผู้นำต่อไป

- ที่ถนนมิเฮน โจโคโบะอีทเตอร์เป็นคนร้ายที่ล้มโฮเวอร์ ใช้ control panel ป่วนการสั่งการหุ่นยนต์ที่เฝ้ายามทั่วถนน เพื่อให้มนุษย์ยกเลิกการใช้หุ่นยนต์และโฮเวอร์ แล้วกลับมาใช้โจโคโบะแทน มันจะได้กินโจโคโบะได้

- ชินระบอกว่านี่อาจเป็นภารกิจสุดท้ายของเขา แล้วก็โผกอดยูน่า จนอานิคิอิจฉา ไม่รู้ชินระพูดจริงหรือแค่หาเรื่องกอด

- อิซารุกลับมาช่วยดูแลเบเวลร่วมกับมาโรด้าและน้องพาซเซ่

- ลูซิลบอกว่า 2 ปีก่อน หลังซินตายไปแล้ว เยาวชนรุ่นใหม่ก็สูญเสียศัตรูเพียงหนึ่งเดียว และก็เสียจุดหมายในชีวิต ไม่รู้จะทำไง ไม่มีพลัง แต่แล้วนูจก็ชี้นำทุกคนให้มีจุดหมายใหม่ คือการเปิดโปงอดีตที่แท้จริงของสปิร่า ก่อนหน้านี้นูจเป็นพวกไม่กลัวตาย สู้แบบไม่กลัวตาย ไม่รู้ว่าทำไมนูจถึงได้เปลี่ยนไป ถึงตอนนี้ พลังที่พวกเธอหวังใช้เพื่อทางที่ดี กลับทำให้พวกเธอมัวเมากับมัน หลงในอำนาจ ทำให้กลุ่มคิดแต่การทำลาย ไม่ใช่การสร้าง ไม่ต่างอะไรไปจากซิน ที่นูจให้หาอดีต ก็เพื่อเป็นรากฐานสู่อนาคต เราต้องใช้พลังเพื่อสร้างหนทางใหม่ สู่ยุคใหม่ ยุคที่ลูกหลานจะไม่ต้องจับดาบอีกต่อไป (ริคคุบอกว่า ผู้นำอย่างลูซิล ทำให้อานิคิดูกากไปเลย)

- เบคเคลมบอกว่าตั้งแต่กลับมี่ที่สำนักงานใหญ่ก็ทำแต่งานเอกสาร และบอกว่าแชพพูคงชอบชื่อวิดิน่าเหมือนกัน (อินามิ)

- สเฟียร์นูจที่ลูซิลให้มาเล่าเรื่องตอนที่นูจบอกว่า ตัวเขาเองเป็นครึ่งจักรไปครึ่งตัว ถ้าบอกว่าตัวเองเป็นคนที่ตายไปแล้ว ก็ถูกครึ่งผิดครึ่ง ในส่วนลึกของเขากระหายความตาย ไม่รู้ว่าเพราะร่างเนื้อของเขาอยากเป็นอิสระ หรือเพราะส่วนที่เป็นจักรกลในร่างเขาต้องการให้เป็นหุ่นทั้งร่าง เขาพร่ำพูดถึงการแสวงหาอนาคตให้กับสปิร่า แต่เขากลับไม่รู้อนาคตของตัวเองเลยด้วยซ้ำ

- จอสเฟียร์ยักษ์ที่ชินระเอาไปไว้ที่ทุ่งสายฟ้า ทำให้มอนสเตอร์แห่กันออกมาอาละวาด โผล่มาดูดพลังจากเสาล่อฟ้า

- เจอซิดที่ดันเจี้ยนในทุ่งสายฟ้า ยูน่าจะชวนซิดขึ้นยานเหาะ แต่อานิคิบอกว่าถ้าอยากขึ้นก็ต้องขอโทษเขาก่อน ซิดยอมขอโทษง่ายๆ อานิคิเลยงงว่าคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงขอโทษง่ายแบบนี้ ยูน่าคิดว่าซิดกับอานิคิคงทะเลาะอะไรกันตลอดหลายปีมานี้ ริคคุเองก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายเกิดอะไรขึ้นถึงแยกทางกัน แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังคุยกันได้ ยูน่าเองก็อยากคุยแบบนี้กับพ่อตัวเอง หรือกับเจคท์พร้อมกับทีดัส

- พอขึ้นมาบนยาน ซิดจะบ่นให้ขับดีๆ หน่อย แต่อานิคิก็จะบอกว่านี่เป็นยานของพวกเขา จะขับยังไงก็ได้

- การิคถามคิมาริว่าที่ผ่านมารอนโซ่ฝึกพลังเพื่อใช้ปกป้องภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งเยว่อน แต่ตอนนี้ไม่มีผู้อัญเชิญมายังภูเขานี้อีกแล้ว ถ้างั้นรอนโซ่จะฝึกฝนพลังไปเพื่ออะไร คิมาริตอบไม่ได้

- ลิอันกลับเอดกลับมาหาคิมาริ ทั้งที่ยังหาวิธีรักษาเขาของคิมาริไม่เจอ ทั้งสองบอกว่าได้ไปดูโลกกว้างมาแทบไม่อยากกลับบ้านเลย ก็อยากไปดูโลกกว้างอีก คิมาริเห็นด้วยว่าการเดินทางนั้นได้สอนอะไรมากกว่าอยู่บนภูเขา

- คิมาริตามการิคขึ้นไปบนเขา การิคไม่นับถือคิมาริเป็นหัวหน้าเผ่าแล้ว และต่อยคิมาริที่ตอบคำถามเขาไม่ได้ แต่คิมาริก็ต่อยอัพเปอร์คัตกลับจนการิคหงายเก๋งไป คิมาริบอกว่าทำไมไม่คิดหาคำตอบเอง เอาแต่ขอคำตอบจากเขา ลิอันกลับเอดมันยังรู้จักออกเดินทางเพื่อหาคำตอบเอง การิคถามว่าการิคต้องคิดเองเหรอ? แต่คิมาริบอกว่าเปล่า เราจะร่วมคิดหาคำตอบไปด้วยกัน แล้วคิมาริก็จับมือการิคให้ลุกขึ้น ปัญหาของคนหนึ่งคือปัญหาของทุกคน ปัญหาของทุกคนคือปัญหาของคนเดียว สักวันทางออกจะปรากฏชัด

- บนยอดเขากากาเซท พวกรอนโซ่สร้างรูปปั้นให้คิมาริ การิคเสนอว่าควรจะต่อเขาให้รูปปั้นด้วย แต่คิมาริบอกว่าไม่จำเป็น เขามองไปยังอนาคตมากกว่าสิ่งที่เสียไปแล้ว

- สุดท้ายซาร์นัลกันด์ก็เต็มไปด้วยลิง ไม่มีคนมาท่องเที่ยว ยูน่าเข้าใจว่าเธอคงไม่อาจรักษาที่แห่งนี้ให้อยู่ได้ตลอดไป เธอต้องยอมรับ สักวันเะออาจพบสิ่งที่สำคัญกว่า แต่จนกว่าจะถึงวันนั้น เธออยากปกป้องสถานที่แห่งนี้ให้ได้ ซึ่งลำพังพวกลิงคงทำกันเองไม่ได้ (ตรงยอดที่ทีดัสเคยไปยืน มีลิงอยู่ด้วยกันคู่หนึ่ง) พวกเธอต้องช่วยด้วย (คล้ายๆ คอนเซปต์ในฝั่งบีไซด์ ที่ว่าความทรงจำนั้นสำคัญ แต่ก็เป็นแค่ความทรงจำ ถ้าการรักษาสถานที่แห่งความทรงจำ จะเสี่ยงต่อการสูญเสียสิ่งสำคัญในปัจจุบันไป มันก็ไม่คุ้มกัน)

- เมเชนเล่าว่าเวกนากันถูกสร้างขึ้นช่วงสงครามแต่ไม่เคยถูกใช้ เนื่องจากมันแยกเพื่อนแยกศัตรูไม่ได้ เลยไม่สามารถนับเป็นอาวุธไว้ต่อกรซินได้ มันอันตรายเกินไป ทำลายมั่ว ไพน์จะส่งสัยว่าทำไมเมเชนรู้เยอะจัง เมเชนบอกว่าเขาอยู่มานานจนลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นคนที่ตายไปแล้ว พึ่งจะนึกออกตอนได้จับมือกับยูน่า มันทำให้เขานึกถึงตอนที่จับมือกับเลนเมื่อพันปีก่อน ผู้หญิงสองคนแต่กลับให้สัมผัสในการจับมือที่เหมือนกัน ในชีวิตเขาได้ผ่านพบผู้คนมากมาย คนที่รู้จักก็ตายไปหมดแล้ว แต่ก็จะยังคงอยู่ในใจเขา แล้วเมเชนก็ไปสู่สุขคติ

- ชินระบอกว่า Farplane มีพลังงานที่ค้ำจุนดวงดาวของเราอยู่ ถ้าศึกษาต่ออาจหาวิธีดึงพลังงานมาอยู่ในรูปที่ใช้งานได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาอีกนับชั่วอายุคน ยูน่าบอกว่าอาจจะสร้างเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสี ไม่มีวันหลับใหลก็ได้ ชินระบอกว่าแน่นอนที่สุด แต่ยูน่าก็เศร้าที่เธอคงไม่ได้อยู่ดูถึงวันนั้น ริคคุจะคิดว่าถ้าเอามาใช้ได้ ก็คงสร้างเมืองเหมือนซาร์นัลกันด์พันปีก่อนได้ ส่วนไพน์สงสัยว่าเวกนากันเอาพลังงานนั่นจาก Farplane มาใช้รึเปล่านะ?

- บัดดี้กับอานิคิ มาคุยกันบนดาดฟ้าว่าชินระคงเตรียมออกจากกลุ่มแล้ว และไม่รู้ว่ายูน่ากับไพน์คิดอะไรอยู่ อานิคิบอกว่าสงสัยต้องรับสมัครคนเพิ่มซะแล้ว บัดดี้บอกว่าคราวนี้เอาสาวๆ อีกนะ อานิคิก็บอกว่าซีเรียสเลยนะ คราวนี้จะหาแบบแหล่มๆ เลย บัดดี้บอกว่าเอาสวยกว่ายูน่าเลยมั้ย? อานิคิบอกว่าคงหาไม่ได้อ่ะ บัดดี้บอกว่าหาสมาชิกใหม่ไม่ได้ ก็ต้องกลับไปหาซิดกันอีก แล้วซิดจะวิ่งขึ้นมาบนดาดฟ้าพอดี ซิดบอกว่าถ้าพวกแกไม่กลับไปดูแลยาน เขาจะจัดการ (ยึด) เอง ทั้งสองเลยรีบวิ่งกลับไป พอเราลงมาไพน์จะบอกว่าซิดท่าทางไม่ชอบระบบออโต้ไพลอท

- พอลงไปที่ห้องเครื่อง บัดดี้จะบอกว่าให้อยู่ห่างๆ ไว้ถ้าไม่อยากให้มือเป็นอะไรไป แล้วเล่าให้ฟังว่่เขาเจอยานเซลเซียสนี้ครั้งแรกหลังจากที่ยูน่าปราบซินได้ ตอนนั้นเขาได้ยินว่ามียานเหาะเก่าอยู่ใต้ท้องทะเลลึกทางเหนือ เขากับอานิคิเลยไปยังทะเลน้ำแข็ง ซึ่งหมอกหนามากจนไม่รู้ทิศ ตอนนั้นคิดว่าจะแข็งตายแล้ว แต่ก็มีนกนางนวลบินมาจากไหนไม่รู้ ราวกับมาช่วยพวกเรา ก็เลยวิ่งกุลีกุจอตามนกไป จนมาเจอยานนี้อยู่ในน้ำแข็ง พร้อมกับเจ้านกที่ช่วยพวกเขาไว้ ดังนั้นถึงตั้งชื่อกลุ่มว่านกนางนวล ....แต่มันยังไม่ได้มีเท่านี้... เขาไม่อยากเล่าต่อ ยูน่าจึงอ้อนให้เล่าต่อให้จบนะๆๆ บัดดี้เลยบอกว่าตอนนั้นถึงจะเจอยาน แต่ก็ไม่มีอะไรกิน ขณะที่กำลังจะหิวตาย ก็มีนกนางนวลบินผ่านหัว ราวกับมาช่วยพวกเขา ทั้งสองเลยใช้แรงเฮือกสุดท้ายรวบมันมาซะ แล้วก็.... ฉัวะะ! ถึงตรงนี้ยูน่าจะบอกว่าไม่เอาแล้ววว พ๊อออ

- ที่ห้องพัก ซิดจะขอให้พวกยูน่าและริคคุทำตัวเป็นผู้หญิงมากกว่านี้หน่อย ไม่ใช่ตะลอนๆ ทำอะไรบ้าๆ ริคคุบอกว่าก็ที่ผ่านมาซิดเลี้ยงพวกเขาแบบละเลย พวกเขาเลยโตมาตามใจชอบ ซิดบอกว่างั้นจากนี้ไปเขาจะเลี้ยงให้ดีเลย แต่อานิคิบอกว่าพวกเขาโตๆ กันแล้วนะ แต่ซิดจะยังมองว่าทั้งสองเป็นแค่เด็กเปรตอยู่ดี

- มาร์เนล่า ผู้นำกระบองเพชนที่ทะเลทรายบีคาเนล เสียชีวิตหลังจากใช้พลังชีวิตทั้งหมดขับไล่ปิศาจที่มาก่อกวนทะเลทรายออกไป

- หลังปราบอันกรามันยูได้ มาร์เนล่าต้นเก่าที่ตายไป ก็จะเกิดเป็นมาร์เนล่าต้นใหม่ขึ้นมา ที่จะมาเป็นผู้นำของพวกกระบอกเพชรต่อไปในอนาคต คำว่ามาร์เนล่า ในภาษาของกระบองเพชน หมายถึง คุณย่า (grandma)

- สมัยก่อนเยว่อนให้พวกแคนดิเดตเข้าไปในถ้ำอากากิ ใครออกมารายงานได้ว่าข้างในเป็นยังไง จะให้เป็นสมาชิกกลุ่มอากากิอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีแค่ 3 หน่อนั่นที่รอด

- ที่ถ้ำอากากิ ที่นั่นเต็มไปด้วยแมลงแสงมายา สภาพก็เหมือนโดมซาร์นัลกันด์ใน FFX ที่มีแมลงแสงมายามากจนกลายเป็นเหมือนสเฟียร์ขนาดยักษ์ ความทรงจำมากมายถูกอัดแน่นไว้ที่นั่น รวมถึงความสิ้นหวังของชูอิน ในอดีตพวกกลุ่มอากากิก็มายังที่แห่งนี้ สัมผัสความสิ้นหวังของชูอิน จิตใจแหลกสลาย แล้วก็หันอาวุธเข้าฆ่ากันเอง ทว่าเจ้าสามหน่อกิปบานูดันรอดมาได้ ส่วนชูอินพอเห็นตัดสินใจจะใช้ไอ้สามหน่อนั่น ทั้งนี้ความทรงจำที่ 3 คนนั้นฆ่ากันเอง ก็ยังตกค้างอยู่ในถ้ำ 

 แต่พอออกจากถ้ำเพื่อมารายงานแล้ว พวกเยว่อนก็จะยิงทิ้ง เลยหนีตายกันมาพร้อมไพน์ พวกนูจพอได้รู้เรื่องเวกนากันก็คิดจะค้นหาเบื้องหลังของมัน นูจบอกว่าถ้าพวกนั้นรู้ว่าพวกเราไม่ตาย คงวุ่นวายแน่ จะเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มก็เสี่ยงไป เลยให้แยกทาง แต่พอกิปเปิลและบาลาไลหันหลังให้ นูจที่โดนสิงก็ยิงทั้งสองคน ไพน์ก็โดนด้วย เลยวงแตก ทว่าจริงๆ แล้วตอนนั้นชูอินสิงนูจอยู่ หลังจากนั้นชูอินก็ครอบงำและส่งอิทธิพลต่อความคิดของนูจ ในการตามหาเวกนากัน โดยที่นูจไม่รู้ว่าชูอินอยู่ในร่างเขาด้วย สิงมาตลอดจนกระทั่งนูจไปเจอบาลาไลที่อันเดอร์เบเวล ชูอินก็ย้ายไปสิงบาลาไลแทน 

- ตอนที่นูจรู้ว่าเวกนากันอยู่ในอันเดอร์เบเวล ก็เดินทางไปแล้วเจอกิปเปิลและนูจที่นั่น แต่บาลาไลไม่เชื่อใจนูจเลยพยายามที่จะฆ่า กิปเปิลเลยต้องชักอาวุธมาขู่บาลาไลด้วย ความรู้สึกลบในตอนนั้นทำให้ชูอินในร่างนูจตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และหันไปสิงร่างของบาลาไลแทน จากจุดนี้ชูอินก็ควบคุมร่างของบาลาไลได้สมบูรณ์ ต่างจากตอนหลับอยู่ในร่างนูจ

- หลังจากนั้นบาลาไลก็ไปรายงานให้ซีมัวร์ฟัง ซีมัวร์เลยรับปากจะลบประวัติเรื่องกลุ่มอากากิของบาลาไลให้ จากนั้นบาลาไลก็ซ่อนตัว

- อิโนริโกะของบาฮามุทบอกว่า พวกอิโนริโกะคนอื่นๆ พยายามหยุดชูอินแล้ว แต่พวกเขากลับตกสู่ความมืดมิด ทำให้มีสภาพไม่ต่างจากพวก Fiend

- และบอกอีกว่าชูอินเป็นเงาของคนที่ตายไปแล้ว ยูน่าก็บอกว่าเธอจะเป็นแสงสว่างที่จะขจัดเงามืด เธอจะหยุดเขา ด้วยความรักจากเลน

- นูจทิ้งสเฟียร์ไว้ที่ Farplane Abyss บอกว่าไม่ต้องตามมา ให้รอเขากลับไปเอง เลอบลังเห็นแล้วก็เชื่อฟัง เธอบอกว่าในเส้นทางข้างหน้ามีปิศาจร้ายรออยู่มากมาย แต่กลับไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่รู้ว่านูจผ่านเข้าไปได้ยังไง (มันมีกลไกดนตรี)

- ไพน์บอกว่าไม่ใช่แค่เธอกับยูน่าที่โดนอดีตตามหลอกหลอน ชูอินเองก็ด้วย ไพน์เองก็มีอะไรที่อยากไปบอกนูจด้วยตนเองเหมือนกัน

- พอตามไปด้านใน จะเจอกิปเปิลบาดเจ็บอยู่ กิปเปิลบอกว่านูจไปข้างในแล้ว ตอนนี้เลอบลังจะตามมา แล้วเราจะขอให้เลอบลังช่วยอยู่ดูแลกิปเปิล แล้วกิปเปิลจะให้สเฟียร์ของไพน์มา ตอนนั้นเมื่อ 2 ปีก่อน (กิปเปิลเป็นคนถ่าย) ไพน์บอกว่าอยากจะผจญภัยไปกับเรือเหาะ บาลาไลบอกว่าเขาจะเป็นนาวิเกเตอร์ให้ แล้วไพน์เป็นนักบิน ส่วนกิปเปิลยอกว่าเขาจะเป็นวิศวกร แล้วไพน์ก็จะยกให้นูจเป็นกัปตัน นูจถามว่าเมื่อสมัครเล่นอย่างเขาจะไหวเหรอ? กิปเปิลตอบว่าชิลๆ น่ากัปตัน อยู่เงียบๆ แล้วทำเรื่องสำคัญๆ ไปแหละดีแล้ว ทุกคนจะหัวเราะด้วยกัน

- กลับมาปัจจุบัน ไพน์ตัดพ้อว่าไพน์คนเดิมเมื่อ 2 ปีก่อนหายไปไหนนะ แต่ะยูน่าบอกว่า ก็แค่หลับใหลอยู่ในตัวไพน์เท่านั้น

- ไปถึงด้านใน เจอนูจที่บอกว่าเวกนากันและบาลาไล ตกอยู่ใต้การควบคุมของชูอินแล้ว เขาจะยิงบาลาไลซะ แค่นี้ชูอินก็จะใช้ร่างของบาลาไลไม่ได้ ถ้าโชคดีบาลาไลก็รอตดาย จากนั้นชูอินก็จะมาสิงเขาแทน แล้วเขาก็ยอมตายไปพร้อมกับชูอิน แต่ยูน่าจะไม่เอาด้วย บอกว่าแผนห่วยแตก ไม่ต่างจากที่เธอทำเมื่อ 2 ปีก่อน ทำลายพวกพ้องให้ตัวเองรอด รู้มั้ยว่าที่ผ่านมามันทำให้เธอรู้สึกยังไง ที่ยอมให้มันเป็นจริง เธอพยายามยอมรับ เชื่อว่ามันเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยสปิร่าได้ แต่เธอเจ็บปวดมาตลอด ทุกคนเอาแต่บอกว่ายอดมากยูน่า เธอช่วยพวกเราไว้ แต่ตอนนี้เมื่อเธอมองกลับไป คนที่ควรอยู่ตรงนี้ คนที่ควรได้ยืนยิ้มเคียงข้างเธอ ไม่มีอยู่อีกแล้ว... (เสียงวิญญาณเจคท์บอกว่า เราไม่มีทางเลือก เขาขอโทษ) แต่ยูน่าบอกว่าทุกคนเอาแต่พูดว่าไม่มีทางเลือก ไม่มีทางเลือก ย้ำรัวๆ คิดว่ามันเป็นคำวิเศษที่จะปลอบประโลมใจได้ แต่ก็ไม่เคยได้ มีแต่จะทำให้เสียใจ เธอไม่อยากให้เพื่อนต้องตาย หรือหายไป ไม่ยอมรับการเสียสละ เธอจะไม่ยอมรับการต่อสู้ที่ต้องสูญเสียถึงจะชนะอีกแล้ว ดังนั้น ขอให้เชื่อในยูน่าไว้ ยูน่าจะจัดการเอง

- แล้วยูน่าก็ถามริคคุว่า เวกนากันเป็นหุ่นยนต์ เราก็แยกส่วนมันได้ใช่มั้ย? ริคคุบอกว่าน่าจะใช่ กิปเปิลที่ตามมาจะบอกว่าเราทำลายมันได้แน่ เพราะอะไรรู้มั้ย? ริคคุตอบว่าเพราะมนุษย์เป็นคนสร้างมันขึ้นมาเองไง! แล้วเลอบลังที่ตามมาก็มาช่วยด้วย เธอบอกว่าเธอไม่เคยอยากจะเป็นคนที่ต้องรออยู่ข้างหลังอย่างเดียวสักหน่อย นูจจะถามว่าแล้วจะจัดการกับชูอินยังไง? ยูน่าตอบว่าใช้ความรัก!! นูจจะบอกว่า... ultimate illusion ชัดๆ ยูน่าบอกว่าเธอมาถ่ายทอดความรู้สึกของเลนให้ชูอินฟัง จะหยุดยั้งชูอินได้แน่ ซึ่งเลอบลังฟังแล้วก็เคลิ้มเห็นชอบด้วย

- เวกนากันเริ่มตื่น ยูน่าบอกให้แยกไปจัดการส่วนต่างๆ เลอบลังอาสาไปทำลายขา กิปเปิลกับนูจไปที่ลำตัว ยูน่ากับพวกจัดการหาง

- เลอบลังจะทำลายขาไม่ได้ และทิ้งไว้ให้เราจัดการ ส่วนเธอตามไปช่วยนูจ

- สุดท้ายเราทำลายทั้งหาง ขา และตามไปช่วยพวกนูจที่ทำลายส่วนลำตัวไม่ได้

- ทำลายลำตัวมันได้ โดยทำลายส่วน Core

- พอชูอินออกมา ยูน่าที่โดนมองเป็นชูอิน ก็จะบอกรักชูอิน แล้วบอกว่าขอบคุณมากที่พยายามปกป้องเธอไว้ และชักจูงให้ชูอินไปสู่สุขคติด้วยกัน ชูอินเลยยอมออกจากร่างบาลาไลมา และเดินออกมายื่นมือให้ยูน่า ด้วยความตั้งใจที่จะพาเลนไปสู่สุขคติด้วยกัน แต่แล้ว ณ ที่ตรงนั้นคนที่เขาเห็นคือยูน่าที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เลน ชูอินได้สติว่านี่ไม่ใช่เลน และชักอาวุธออกมา

- หลังชนะชูอินได้ วิญญาณของเลน จะออกมาจากชุดที่ยูน่าใส่จริงๆ ตอนแรกชูอินจะปัดใส่ แต่เลนกลับกุมมือของชูอินเอาไว้ ...ชูอินบอกว่าเขารอคอยมาพันปี สุดท้ายก็เพื่อช่วงเวลาแค่นี้เองเหรอ? เลนบอกว่าแค่นี้ก็พอแล้ว เธอไม่ต้องการอะไรอื่น แค่ได้รู้ว่าเขารู้สึกยังไงก็เพียงพอแล้ว กลับบ้านด้วยกันเถอะนะ เรื่องมันผ่านมาพันปีแล้ว มันเนิ่นนานเกินกว่าที่เราจะมองย้อนกลับไป ดังนั้น ไปด้วยกันนะ ไปกันเถอะ... ฉันมีเพลงใหม่เตรียมไว้ให้เธอโดยเฉพาะ

- แล้วเลนก็หันมาขอบคุณยูน่า ก่อนจะสลายไป สู่สุขคติ พร้อมกันกับชูอิน

- ที่งานแถลงข่าวและปาร์ตี้การกลับมาของสามแกนนำ ภายในเมืองลูก้า นูจบอกกับสาธารณชนว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยมีความฝันที่จะล่องเรือไปด้วยกันโดยมีเขาเป็นกัปตัน ต่อมาเขาก็กลายเป็นกัปตันของเรือใหม่และเพื่อนใหม่ เรือลำนั้นคือ Youth League

- บาลาไลพูดต่อ ส่วนคนอื่นๆ ก็เลือกกัปตันอีกคน แล้วเรือลำนั้นก็คือ New Yevon

- กิปเปิลบอกว่าเขาก็เหมือนกับทุกคน เราต้องการกัปตัน ต้องการเรือ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น เราต้องการล่องเรือไปด้วยกัน

บาลาไล :  เรื่องบางอย่างมันก็ทำคนเดียวไม่ได้ แต่หากมีเพื่อนอยู่เคียงข้าง มันจะกลายเป็นเรื่องง่ายในทันที

นูจ : นี่คือบทเรียนที่พวกเขาได้เรียนรู้ ในตอนที่ต่างคนต่างแยกกันล่องเรือนั้นไป

บาลาไล : นั่นคือพลัง ซึ่งเราได้ใช้มันในทางที่ผิด เราได้เปลี่ยนพวกพ้องและผู้ติดตามให้กลายเป็นศัตรูกัน

นูจ : เราขอโทษ (นูจก้มหัวพร้อมบาลาไล แต่เหมือนไม่ได้นัดกับกิปเปิลไว้ พอกิปเปิลหันไปเห็น เลยรีบก้มตาม)

บาลาไล : พวกเขาได้ลืมไปว่า ยังมีเหลือที่ลำใหญ่กว่า เรือที่เรานั่งมาตั้งแต่เมื่อครั้งเราเกิด เรือลำนั้น คือสปิร่า

นูจ : ไม่มีใครรู้ว่าการเดินทางของพวกเราจะไปยังแห่งใด แต่เราก็รู้อย่างหนึ่ง ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง เราจะมีชีวิตกันต่อไป ความสงบสุขจะคงอยู่ต่อไป

กิปเปิล : สุดท้ายนี้ เราทุกคนล้วนเป็นหนี้วีรสตรีคนพิเศษ ทุกคนรู้ว่าผมหมายถึงใคร จริงๆ ก็อยากให้เธออยู่ด้วยที่นี่ในวันนี้ เธอทิ้งข้อความไว้ว่าเธอจะกลับบ้าน ดังนั้น ก็ขอให้โชคดี แต่ไม่ลาก่อนนน

- อานิคิที่อยู่บนยาน จะเปิดลำโพงก้องจะโกนกลับมาว่า แล้วเจอกันหม่ายยยยย!!

- บนดาดฟ้ายาน ยูน่าคิดว่ามีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย นี่คงเป็นแค่จุดเริ่มต้น สู่รอยยิ้มและน้ำตา สู่ความโกรธและเสียงหัวเราะที่จะตามมา เธอรู้ว่าเธอคงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นี่คือเรื่องราวของเธอ และมันต้องเป็นเรื่องราวที่ดีแน่นอน ทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นจากการที่เธอได้เห็นสเฟียร์ของเขาคนนั้น.... (สเฟียร์ของชูอินน่ะนะ)

- พอทีดัสกลับมากอดกับยูน่า วักก้าที่มาเห็นบอกให้ทั้งสองไปเปิดห้อง... จะทำอะไรก็ไปทำกันในห้อง ไม่ใช่มาทำต่อหน้าประชาชี แล้วทีดจะตะโกนกลับมาว่าใครใช้ให้มามองงง

- จบแบบไม่เห็นหัวอานิคิที่ม่อยูน่ามาตลอด.... แต่ก็นะ อานิคิเคยพูดกับบาร์คีพเองว่า เขาชอบมองแผ่นหลังของยูน่า การที่ยูน่าหันหลังให้เขาอยู่ตลอด เป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว

- ใน Last Mission จะมีช่วงที่ริคคุบอกว่าชินระช่วยรินทำโปรเจคท์หุ่นยนต์อยู่ เรื่องนี้คุณโนจิมะ ได้ขยายความในอัลติมาเนียว่าหลังออกจากกลุ่มคาโมเมะดัน ชินระได้รับเงินสนับสนุนมหาศาลจากรินและเริ่มทดลองใช้เวกนากันสูบพลังงานมาโคจาก Farplane (เวกนากันใช้พลังงานจาก Farplane และพลังงานจาก Farplane ก็คือพลังงานของดวงดาว) แต่ชินระยังไม่สามารถสร้างระบบในการเอาพลังงานนี้มาใช้ประโยชน์ได้ทันในยุคของเขา ในอนาคต เมื่อการเดินทางไปยังดวงดาวอันห่างไกลเป็นไปได้ บริษัทชินระก็ได้ก่อตั้งขึ้นบนดาวอื่น นี่ก็เป็นเรื่องราว 1,000 ปีต่อมา คุณโนจิมะ คิดแบบนั้น

- นอกจากนี้ยังมี side story ที่ชินระวิจัยอัลเทม่าเวพ่อนและโอเมก้าเวพ่อน จนโดนแมลงแสงมายาจากโอเมก้าเวพ่อนครอบงำและกลายร่างเป็นไซเคียวชินระ เมื่อเราปราบได้ ชินระก็จะกลับเป็นปกติ

เรื่องของ Farplane

ตอนเด็กๆ มีคำถามนึงที่ค้างคามาตลอด ว่าสิ่งที่พวกทีดัสเห็นใน Farplane คืออะไรกันแน่? วิญญาณของคนตาย? หรือแมลงแสงมายาทำปฏิกิริยากับความทรงจำของคนเป็นอย่างที่ริคคุพูด

วันนี้ มาเห็นที่เมเชนพูด ก็ได้เข้าใจ... และรู้สึกสงสัยว่าทำไมตอนนั้นไม่เข้าใจฟะ ในเมื่อเกมมันออกจะอธิบายชัดเจนแล้ว

ย้อนไปถึงซีรีส์ XIII ที่พึ่งจบไปเร็วๆ นี้หน่อยว่า ในซีรีส์นี้มีแนวคิดหนึ่งว่า เมื่อคนเราตายไปแล้ว เคออส/วิญญาณ จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งลอยไปรวมกับมวลเคออสในโลกที่มองไม่เห็น (ถ้าเป็น VII ก็คือไปรวมกับไลฟ์สตรีมในใต้ผิวโลก ถ้าเป็น IX ก็คือกลับไปรวมตัวอยู่ในคริสตัล) และอีกส่วนหนึ่ง.... จะตกค้าง หลงเหลืออยู่ในใจของคนที่ยังมีชีวิตอยู่

มาในภาค X เมเชนก็ได้บอกไว้ทำนองเดียวกันว่า เวลาคนเราตายลง ก็จะทิ้งส่วนเล็กๆ บางส่วนไว้ในหัวใจของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป แล้วส่วนเล็กๆ นั้นก็จะทำปฏิกิริยากับแมลงแสงมายา ปรากฏตัวขึ้นมาใน Farplane .....ซึ่งคำอธิบายนี้ก็ลงตัว ตอบข้อสงสัยได้ดี และเป็นคำอธิบายที่อยู่กึ่งกลางระหว่างแนวคิดของเยว่อนและอัลเบด ทำให้แนวคิดของเยว่อนถูกครึ่งหนึ่ง และแนวคิดของอัลเบดถูกอีกครึ่งหนึ่ง

ที่ว่าแนวคิดของเยว่อนถูกครึ่งคือ... สิ่งที่ปรากฏให้เห็นนั้น เป็นเสี้ยวหนึ่งของคนที่ตายไปแล้วจริงๆ (แต่เป็นเสี้ยวที่ตกค้างอยู่ในตัวคนเป็น ไม่ใช่เสี้ยวที่ลอยไปยัง Farplane)

และที่ว่าแนวคิดของอัลเบดถูกก็คือ... สิ่งที่ปรากฏให้เห็นนั้น คือแมลงแสงมายาที่ทำปฏิกิริยากับสิ่งที่อยู่ในตัวของคนเป็นจริงๆ (ไม่ได้ทำปฏิกิริยากับความทรงจำอย่างที่อัลเบดเชื่อ แต่ทำปฏิกิริยากับวิญญาณที่ตกค้างอยู่ในตัวคนเป็น)

ตำแหน่งนั่งเรียนของเด็กแต่ละคนใน FF Type-0


มาจะกล่าวบทไป ถึงตำแหน่งการนั่งเรียนของนักเรียนคลาส 0 ใน FF Type-0 แต่ละคน

คนแรกที่ต้องนั่งอยู่ตรงกลางของแถวหน้าสุด จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ควีน... สาวแว่นหัวหน้าห้องผู้คงแก่เรียนและอยู่วินัย และมักจะวางตัวเป็นผู้ใหญ่ในแบบที่เธอคิด

ถ้ดมาคนที่อยู่ด้านหลังควีน หรืออยู่แถว 2 ซึ่งไม่เด่นมากนัก (ไม่ได้กระตือรือร้นที่จะต้องนั่งแถวหน้าสุด) ก็คือเทรย์ พ่อหนอนหนังสือ ผู้มากด้วยความรู้ประวัติศาสตร์รอบโลก แม้เฮียแกจะพูดมาก แต่ก็ไม่ได้อยากทำตัวเด่น เลยไปนั่งแถว 2 นั่นเอง

มาดูอีกบล็อคหนึ่ง มี 3 สาวนั่งหน้าสลอนอยู่แถวหน้าสุด นั่นคือดิวซ์และเรม ที่เรียบร้อย ตั้งใจเรียน... ส่วนอีกคนคือเคท.. สาวเตี้ยที่พร้อมจะนอนเรียนแม้จะนั่งอยู่แถวหน้าสุดก็ตามที

ขณะที่ข้างหลัง เหล่าเด็กหลังห้อง ประกอบด้วยไซส์และไนน์ ซึ่งไนน์นั้นนั่งหลังสุด แล้วก็จัดอยู่ในกลุ่มที่มีสติปัญญาเท่ากับแจ็คและซิงค์ กล่าวคือแข่งกันเป็นบ๊วยห้องนั่นเอง (แจ็คชนะประจำ)

และที่บล็อคขวาสุดซึ่งอยู่ริมหน้าต่าง แน่นอนขึ้นชื่อว่าเป็นพวกตัวเอกแล้วก็นั่งใกล้หน้าต่างเป็นหลัก ถ้าไม่นั่งใกล้หน้าต่างแล้วมันจะผิดระเบียบการเป็นตัวเอกการ์ตูนญี่ปุ่น ในบล็อคนี้แถวหน้าสุดมีมาคิน่าและเอซ... ซึ่งเอซก็คือคนที่รับบทนั่งชิดหน้าต่างที่สุด สมเป็นนักเรียนหมายเลข 1 จริงๆ

และสุดท้ายคนที่ปลีกตัวไปนั่งอยู่มุมในสุดของห้องตามลำพัง ก็คือคิง... พ่อหนุ่มที่พูดน้อยที่สุดในกลุ่ม คิงค่อนข้างเยือกเย็น มีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าคนอื่นๆ มีเหม่อ มีแอบนอนบ้าง โลกส่วนตัวเยอะ แต่ก็คอยดูแลคนอื่นๆ ได้ดี

Thursday, June 19, 2014

ยันแล้ว FFXIII Reminiscence -tracer of memories- เป็นเรื่องหลังจบ LRFFXIII


จากที่นิตยสารแฟมิซือฉบับวางจำหน่ายสัปดาห์ก่อนได้เกริ่นไว้แล้วว่าแฟมิซือตั้งแต่ฉบับสัปดาห์นี้เป็นต้นไป จะแถม Booklet นิยายสั้น Final Fantasy XIII Reminiscence -tracer of memories- ซึ่งเป็นเรื่องราวใหม่ที่จะลงให้แฟมิซือต่อเนื่อง 3 ฉบับด้วยกัน (รวมเป็น Booklet 3 เล่มจบนั่นเอง)

ปัจจุบันคุณ letajp ซึ่งได้ซื้อแฟมิซือเล่มใหม่มาแล้ว ก็ได้ถ่ายภาพปก Booklet และสารบัญของนิยายเล่มดังกล่าวมาเผยแพร่ลงในทวีตภพของเขา เจ้าตัวบอกว่า Booklet เล่มแรกนี้ก็มี 4 ตอนด้วยกัน แต่ละตอนมีชื่อว่า Hope Estheim, Sazh Katzroy, Get Back และ Serah Farron โดยคุณ letajp ที่อ่านจบแล้วได้ยืนยันว่าเรื่องราวในนิยายเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ในภาค Lightning Returns จบสิ้นลง จักรวาลเดิมได้ดับสูญกลายเป็นโลกที่มองไม่เห็นไปแล้ว นี่คือเรื่องราวของทุกคนบนจักรวาลใหม่ ดาวดวงใหม่

ทั้งนี้คุณ letajp ไม่ได้สปอยล์เนื้อหาในเล่มไว้แต่อย่างใด เพียงบอกว่าแฟนเจ๊ไลท์ อ่านแล้วจะต้องสนุกมากแน่ๆ



ความทรงจำจาก FFX-2 HD Remaster [4]


มาเขียนต่อในเรื่องบทสรุปของกลุ่ม 4 สหาย กิปเปิล นูจ บาราไล และไพน์ ต่อจากเมื่อวาน

ภายหลังจากที่บาราไลผู้ดวงกุด โดนผีชูอินเข้าสิงไปแล้ว เขาก็เดินทางไปยังส่วนลึกของดินแดนในอีกโพ้น (Far Plane) เพื่อไปเปิดการทำงานของเวกนากัน เครื่องจักรสังหารยักษ์ที่ไม่สามารถแยกแยะมิตรและศัตรูได้ เดือดร้อนถึงนูจและกิปเปิล ที่นอกจากต้องทำลายเวกนากันให้ได้แล้ว ยังต้องหาทางทำพิธีไล่ผีชูอินออกไปจากตัวบาราไลด้วย

หลังจากนูจครุ่นคิดอยู่นานว่าทำยังไงถึงจะไล่ผีชูอินออกไปได้ เขาก็ได้ข้อสรุปง่าวๆ ว่า... เขาจะลั่นกระสุนใส่บาราไลให้น่วมซะ (พยายามไม่ให้ถึงตาย) แค่นี้ชูอินก็จะใช้ร่างบาราไลไม่ได้ และเผ่นออกมาสิงนูจเอง เมื่อเป็นแบบนั้นเขาก็จะฆ่าตัวตายซะ แล้วชูอินก็จะเป็นผีล่องลอยอยู่ในจุดที่นูจตาย และไม่มีร่างให้สิงสู่ได้อีก ไม่สามารถเปิดการทำงานของเวกนากันต่อได้

แต่เมื่อนูจเล่าแผนง่าวๆ นี้ให้ยูน่าฟัง ก็โดนเจ๊ด่าและสวดไปหนึ่งคัตซีนเต็มๆ ยูน่าบอกว่าเธอไม่ต้องการชัยชนะที่มาจากการสูญเสีย ไม่ต้องการสันติสุขที่มาจากการสังหารเพื่อนพ้องของตนเอง ในตอนที่จะปราบซิน เธอต้องยอมกล้ำกลืนฝืนใจตนเองด้วยการสังหารสัตว์อสูรทั้งหมดซะ เธอพยายามยอมรับ พยายามกล่อมตัวเองให้เชื่อมาตลอดว่ามันเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยสปิร่าได้ ทว่าเธอกลับเจ็บปวดใจกับเรื่องนี้มาตลอด

ยูน่าระบายต่ออีกว่า ทุกคนชอบเอาแต่พูดว่า "มันไม่มีทางเลือก" นึกวิธีใหม่ไม่ออกแล้วก็สักแต่ใช้คำว่าไม่มีทางเลือก ราวกับจะเอาไว้ปลอบใจตนเอง ทว่ายิ่งคิดถึงคำนี้ มันก็มีแต่ทำให้เธอเสียใจ ท้ายที่สุดแม้แต่คนที่เธออยากให้ได้ยืนยิ้มอยู่เคียงข้างเธอมากที่สุด ก็ยังเลือนหายไป เธอไม่อยากยอมรับชัยชนะที่มาจากการสูญเสียอีกแล้ว ดังนั้น ขอให้นูจเชื่อใจยูน่า แล้วยูน่าจะจัดการเวกนากันและชูอินให้เอง...

ซึ่งต่อมา พอนูจถามยูน่าว่าจะจัดการชูอินยังไง? ยูน่าก็ท้าวเอว ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นฟ้าทำตาเป็นประกาย แล้วตอบว่า "ใช้ความรักไงล่ะ!"

วินาทีนั้น แม้นูจจะยืนเงิบอยู่นิ่งๆ แต่ผมสัมผัสได้ว่านูจคงนึกด่าบิดายูน่าอยู่ในใจแน่ๆ....

แน่นอนตามบทแล้ว พวกยูน่าหยุดเวกนากันไว้ได้ และวิญญาณของเลนก็ออกมาพาผีชูอินไปสู่สุขคติร่วมกันได้ ส่วนบาราไลก็ได้รับการช่วยเหลือ เหล่า 4 สหายได้ปรับความเข้าใจกันอีกครั้งว่าไอ้ที่วงแตกนั่นมีสาเหตุมาจากผีชูอินล้วนๆ

แล้วในตอนจบ ก็มาถึงงานแถลงข่าวพร้อมปาร์ตี้การกลับมาของ 3 แกนนำผู้ทรงอิทธิพลต่อโลก (แม้จริงๆ กิปเปิลมันเหมือนไปยืนเป็นพร็อพประกอบฉากเฉยๆ ก็ตาม) ซึ่งจัดขึ้นภายในสเตเดียมของเมืองลูก้า การที่แกนนำของกลุ่มชินเยว่อนและสมาพันธ์หนุ่มสาวที่ไม่กินเส้นกัน สามารถมายืนแถลงข่าวร่วมกันได้ ถือเป็นภาพที่แปลกมากในสายตาชาวสปิร่าในขณะนั้น

นูจได้เล่าให้สาธารณชนฟังว่าครั้งหนึ่งก่อนจะมาเป็นแกนนำ พวกเขาเคยมีความฝันที่จะขับเรือเหาะไปด้วยกัน โดยมีเขาเป็นกัปตัน ไพน์เป็นนักบิน บาราไลเป็นนาวิเกเตอร์ และกิปเปิลเป็นช่างเครื่อง ทว่าต่อมา... นูจกลับได้มาเป็นกัปตันของเรือลำใหม่และสหายใหม่ เรือลำนั้นคือสมาพันธ์หนุ่มสาว (เป็นการเปรียบเปรยว่าการอยู่กันอย่างสามัคคีนั้นก็เหมือนนั่งเรือลำเดียวกัน)

ถึงตรงนี้ บาราไลก็เล่าต่อให้ว่า ส่วนคนอื่นๆ ในสปิร่าก็เลือกกัปตันอีกคน และเรืออีกลำ นั่นคือชินเยว่อน...

แล้วกิปเปิลก็บอกว่าทุกคนต่างรู้ คนเราต้องการกัปตัน คนเราต้องการเรือ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือการที่เราต้องการนั่งเรือไปด้วยกัน!

ว่าแล้วนูจกับบาราไล ก็ช่วยพูดเสริมให้แก่กันว่า เรื่องบางอย่างไม่สามารถทำคนเดียวได้ แต่หากเรามีเพื่อนพ้องอยู่เคียงข้าง เรื่องยากก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายในทันที นี่คือสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ในตอนที่วงแตก แล้วไปสร้างเรือของตนเอง และนั่นคือพลัง ซึ่งพวกเขาได้ใช้พลังนั้นไปในทางที่ผิด พวกเขาได้ใช้ตำแหน่งแกนนำ! เปลี่ยนพวกพ้อง และสาวกของพวกเขา (คนที่เลือกพรรคชินเยว่อน และคนที่เลือกพรรคสมาพันธ์หนุ่มสาว) ให้กลายเป็นศัตรูต่อกัน!

แล้วนูจกับบาราไล ก็ทำในสิ่งที่เหลือเชื่อที่สุดที่แกนนำจะทำออกมา นั่นคือกล่าว "เราขอโทษ" แล้วพร้อมใจกันก้มหัวยอมรับผิดแก่สาธารณชนทุกคน (ร้อนถึงกิปเปิลที่ต๊กกะใจว่าทำไมไม่เตี๊ยมกันมาก่อน เขาจะทำหัวโด่อยู่คนเดียวก็ดูประหลาด เลยรีบก้มหัวตามไปอีกคน)

นูจและบาราไล ช่วยกันสรุปว่าแท้จริงแล้ว โลกนี้ยังมีเรือลำใหญ่กว่า เรือที่ทุกคนต่างนั่งกันมาตั้งแต่เกิด เรือลำนั้นคือสปิร่า... ตอนนี้เราอาจยังไม่รู้ว่าเรือลำนั้นจะมุ่งหน้าไปยังแห่งหนใด (ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง) แต่เราก็รู้อย่างหนึ่งว่าพวกเราจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ความสงบสุขจะคงอยู่ต่อไป

ว่าแล้วแกนนำพรรคที่เคยเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งอริ ก็กลับมาจับมือกันอีกครั้ง ต่างคนก็ต่างช่วยกันพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยตามแนวทางของตนเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมาเรียกไปรายงานตัวแต่อย่างใด....

Wednesday, June 18, 2014

ความทรงจำจาก FFX-2 HD Remaster [3]


พูดถึงเรื่องของกลุ่มคนแปลกใน Final Fantasy X-2 กิปเปิล นูจ บาราไล และไพน์

ช่วงเวลาก่อนเริ่ม Final Fantasy X ไม่นาน ทางลัทธิเยว่อนได้ก่อตั้งหน่วยอากากิ (Crimson Squad) ซึ่งเป็นกลุ่มทหารชั้นเอกที่เก่งกว่าทหารครูเซเดอร์ขึ้นมา ภายใต้การดูแลรับผิดชอบของคิน็อค โดยในช่วงที่พึ่งตั้งกลุ่มมาและยังไม่มีสมาชิกนั้น ก็ได้มีการโฆษณาจูงใจทหารทั้งหลายให้มาเข้าร่วมรับการฝึกฝนและทดสอบ ใครผ่านการทดสอบก็จะได้เป็นสมาชิกหน่วยอากากิ และใครที่ไต่เต้าขึ้นไปเป็นแนวหน้าของกลุ่มอากากิได้ ก็จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากลุ่มครูเซเดอร์ต่างๆ ทั่วสปิร่า... นั่นคือคำโฆษณา

ตอนนั้น ตัวไพน์เองได้รับมอบหมายให้เป็นคนบันทึก ตามถ่ายภาพการฝึกฝนของทหารที่มาเข้ารับการทดสอบ ซึ่งเธอก็ได้ก็ได้รู้จักกับนูจ กิปเปิล และบาราไล สามเกลอที่ผู้โด่งดังและเป็นตัวเก็งที่จะได้กลายเป็นสมาชิกหน่วยอากากิ

หลังการฝึกฝนอันยาวนาน ก็ถึงวันแห่งการทดสอบ ตอนนั้นเองคิน็อคได้สั่งให้เหล่าทหารลูกจ๊อกเข้าไปในถ้ำแห่งความวอดวาย ใครสามารถเอาตัวรอดออกมารายงานได้ว่าข้างในนั้นเป็นยังไง ก็จะผ่านการทดสอบ 

ตอนนั้นเอง พวกกิปเปิล นูจ บาราไล ไพน์ (ถือกล้อง) ก็เข้าไปในถ้ำดังกล่าว แล้วพบว่าภายในถ้ำนั้นเต็มไปด้วยแมลงแสงมายาที่อัดแน่นอยู่ ถ้ำแห่งนี้จึงมีคุณสมบัติคล้ายกับสเฟียร์ขนาดยักษ์ (สเฟียร์คือ น้ำผสมแมลงแสงมายาอัดแน่นแล้วตกผลึกเป็นลูก) ที่ความทรงจำของผู้คนในอดีตถูกบันทึกเอาไว้ เอิ่ม เผอิญว่าความทรงจำของชูอิน พูดให้ชัดคือผีชูอิน ซึ่งเต็มไปด้วยความคับแค้น สิ้นหวัง ชิงชัง นึกถึงแต่วินาทีที่ตนถูกฆ่าตาย เป็นความทรงจำหลักที่ฟุ้งกระจายอยู่ในถ้ำมาร่วมพันปี... คนที่สัมผัสแมลงแสงมายาเหล่านั้นเข้าไป ก็ได้รับรู้ความรู้สึกของชูอินแบบทวนซ้ำไปมาจนสติกระเจิง ต่างคนต่างเห็นภาพหลอนของศัตรู แล้วเลยควักปืนขึ้นมาไล่ยิงกันเอง

ทหารแทบทั้งหมดที่เข้ารับการทดสอบ ต่างโดนผีเข้า แล้วก็ยิงกันเองจนตายเหี้ยน มีเพียงกิปเปิล นูจ บาราไล และไพน์... เพียง 4 คนที่เอาตัวรอด โกยออกจากถ้ำมาได้อย่างหวุดหวิด... แต่หารู้ไม่ว่าผีชูอินก็แอบเข้ามาสิงอยู่ในร่างของนูจด้วย

พอออกมารายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้เจ้าหน้าที่ฟังว่าไปเจอผีชูอินมา แล้วผียังได้ฉายภาพความทรงจำของเครื่องจักรสังหารขนาดยักษ์เวกนากันให้ดู เจ้าหน้าที่ก็พยักหน้ารับทราบ แล้วหลอกกิปเปิล นูจ บาราไล ว่าทั้ง 3 ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกหน่วยอากากิอย่างเป็นทางการแล้ว ขณะที่ 3 เกลอกำลังดีใจเก้อ ทางเยว่อนก็สั่งให้พวกทหารตัวประกอบไล่ยิงพวกเขาซะ เนื่องจากจริงๆ แล้วทางเยว่อนก็แค่อยากรู้ว่าข้างในถ้ำนั้นเป็นยังไง และไม่ต้องการให้ความลับแพร่งพรายออกไป เลยปั้นเรื่องหน่วยอากากิขึ้นมาบังหน้า ทว่าทั้ง 3 รวมไพน์ด้วยเป็น 4 คน ก็โกยจนเอาตัวรอดจากลูกกระสุนกันมาได้

ภายหลังทั้ง 4 ก็ได้หารือกันเรื่องเครื่องจักรยักษ์ที่เห็น และตั้งใจที่จะค้นหาเบื้องหลังของมัน แล้วนูจก็เสนอว่าในสภาพที่พวกเขาโดนเยว่อนสั่งเก็บแบบนี้ หากเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มก็จะเสี่ยงเกินไป เลยให้ทั้ง 4 คนแยกวง ตัวใครตัวมัน ซึ่งพอกิปเปิลและบาราไลหันหลังให้เท่านั้น นูจที่โดนผีชูอินสิงอยู่ก็หันมาไล่ยิงกิปเปิล บาราไล และไพน์... ทำให้งานนี้วงแตก ตัวใครตัวมันจริงๆ

ไพน์ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด พยายามตามหาคำตอบของเรื่องดังกล่าวจึงมาเป็นสเฟียร์ฮันเตอร์, กิปเปิลตั้งก๊กเครื่องจักร เผยแพร่การใช้เครื่องจักรกล, บาราไลไปขอความช่วยเหลือจากซีมัวร์ให้ช่วยลบประวัติของตน แล้วบาราไลก็ซ่อนตัว จนมารับตำแหน่งแกนนำชินเยว่อนคนที่ 2 ต่อจากเทรม่า, ส่วนนูจก่อตั้งกลุ่มสมาพันธ์หนุ่มสาว รวบรวมพวกอดีตครูเซเดอร์มาช่วยกันค้นหาอดีตที่แท้จริงของสปิร่า เพื่อใช้เป็นรากฐานไปสู่อนาคต (จริงๆ ก็คืออยากรู้เรื่องของเวกนากัน จะได้ตามไปทำลายได้) ซึ่งในเวลาต่อมาชินเยว่อนของบาราไล และสมาพันธ์หนุ่มสาวของนูจก็กลายเป็นศัตรูต่อกัน เนื่องจากฝ่ายแรกยังมีความจริงที่ต้องการปิดบังชาวสปิร่าไว้ ขณะที่ฝ่ายหลังถือคติแฉให้หมด

จนกระทั่งถึงช่วงกลาง FFX-2 นั่นเอง เมื่อนูจได้เจอกับบาราไลอีกครั้งที่อันเดอร์เบเวล ชูอินที่สิงนูจมาตลอดก็ได้ย้ายไปสิงสู่เจ้าบาราไลผู้ดวงกุดแทน...

บทสรุปของเพื่อนพ้องที่ต้องวงแตก แยกกันไปตัวใครตัวมันอันเนื่องจากความเข้าใจผิดนั้น ค่อนข้างน่าประทับใจ ส่วนจะเป็นยังไงนั้น... วันนี้ไปนอนล่ะครับ

Tuesday, June 17, 2014

ความทรงจำจาก FFX-2 HD Remaster [2]


ว่าด้วยเรื่องที่มาของยานเหาะเซลเซียสใน Final Fantasy X-2 ซึ่งมีที่มาอันน่าสะพรึง...

วันหนึ่งในระหว่างการเดินทาง ยูน่าได้ลงไปสำรวจที่ห้องเครื่องยนต์ของยานเซลเซียส ขณะที่เธอกำลังเอื้อมมือเข้าไปสัมผัสเครื่องยนต์ บัดดี้ก็โผล่มา (จากไหนไม่รู้) ปรามยูน่าว่าอย่าไปจับเครื่องยนต์ ไม่งั้นยูน่าอาจได้รับอันตรายได้

ว่าแล้วบัดดี้ก็เริ่มเล่าให้ฟังถึงที่มาของยานเซลเซียส โดยต้องย้อนไปตั้งแต่ช่วงที่ยูน่าพึ่งปราบซินได้ใหม่ๆ ตอนนั้นอานิคิ (ซึ่งหมายถึงลูกพี่-พี่ชายของริคคุ) และบัดดี้ ได้ข้อมูลมาว่ามียานเหาะเก่าแก่ถูกผนึกไว้ใต้ท้องทะเลลึกทางตอนเหนือของสปิร่า อานิคิและบัดดี้จึงพากันมุ่งหน้าไปทางเหนือ จนพบกับทะเลเยือกแข็ง...

ที่แห่งนั้นหนาวเหน็บมาก ขนาดน้ำทะเลยังกลายเป็นน้ำแข็ง แถมหมอกก็หนามากจนมองแทบไม่เห็นทาง สองหนุ่มคู่บ้าชาวอัลเบดที่เดินทางมาแบบไม่ได้เตรียมตัวอะไรก็คิดว่าต้องแข็งตายแน่ๆ ....ทว่าช่วงวิกฤตของชีวิตนั้นเอง ก็มีนกนางนวลปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน มันโผล่มานำทาง ราวกับจะมาช่วยพวกเขาไว้ ทั้งสองจึงกุลีกุจอวิ่งตามนกไป จนมาเจอยานเหาะยักษ์สีเพลิง ถูกผนึกอยู่ภายในน้ำแข็ง

เล่ามาถึงตอนนี้ บัดดี้ก็บอกว่านั่นคือเหตุผลที่พวกเขาตั้งชื่อกลุ่มของตนเองว่ากลุ่มคาโมเมะดัน (นกนางนวล) จริงๆ แล้วมันยังไม่จบนะ แต่เขาว่ายูน่ารู้เท่านี้ ก็น่าจะพอแล้ว

แน่นอนตามประสาสาวขี้สงสัย ยูน่าเอาแขนทั้งสองข้างไขว้หลัง เธอบิดตัวไปมา แล้วส่งเสียงออดอ้อนบัดดี้ "น่า~~ เล่าต่อน้า~" เพื่อให้ชายหนุ่มเล่าเรื่องต่อให้จบ

บัดดี้เลยเล่าต่อไปว่า... ตอนนั้นเอง ถึงพวกเขาจะเจอยานเหาะแล้ว แต่พวกเขาที่หลงทางกันมานาน ก็หิวโหยเจียนตาย คิดว่าวันนั้นต้องตายในทะเลน้ำแข็งแน่

แต่แล้วช่วงวิกฤตก็ชีวิตนั้นเอง!! ก็มีนกนางนวลตัวหนึ่งโฉบผ่านหัว ราวกับว่ามันมาช่วยชีวิตพวกเขาไว้!!

ว่าแล้วอานิคิและบัดดี้ จึงใช้แรงเฮือกสุดท้าย...!! รวบตัวเจ้านกนางนวลนั่นมา แล้วก็ "ฉัวะ~!!!"

(เอฟเฟคท์เสียงนกกรีดร้องตอนถูกเชือด)

"พอแล้วววว =[]=!! ไม่ต้องแล้ว พ๊ออออ" ยูน่าร้องขอให้หยุดเล่าแต่เพียงเท่านี้

"นี่แหละ คือที่มาของพวกเรา คาโมเมะดัน" บัดดี้กล่าวตบท้าย

Sunday, June 15, 2014

ความทรงจำจาก FFX-2 HD Remaster [1]


เมื่อคืนผมพึ่งเล่น Final Fantasy X-2 HD Remaster เวอร์ชั่นอเมริกาจบไป (ก็บอกแล้วว่าไม่ค่อยจะมีเวลาเล่น) รวมๆ แล้วทั้งเกมมีเหตุการณ์ส่วนที่ผมชอบอยู่ 3 ช่วงด้วยกัน ซึ่งคราวนี้จะพูดถึงเหตุการณ์แรกที่เหล่า Dark Aeon ต่างปรากฏตัวขึ้นจากห้องภาวนาภายในวัดต่างๆ ทั่วสปิร่า

สำหรับที่หมู่บ้าน 5 เต็นท์บีไซด์ ก็มี Dark Valefor และปิศาจร้ายอื่นๆ ปรากฏตัวขึ้นมา ตอนนั้นเบคเคลม ซึ่งเป็นนักรบที่เดินทางมาจาก Youth League เพื่อมาฝึกฝนคนในหมู่บ้าน ก็ได้เสนอให้ทำการจุดไฟ แผดเผาวัดบีไซด์ทิ้งซะ เพื่อให้ทั้งวัดและเหล่าปิศาจร้ายตายตกตามกันไปหมด

ทว่าวักก้าที่เติบโตมาในหมู่บ้านแห่งนี้ย่อมค้านหัวชนฝา ไม่ยอมให้มีการเผาวัดซึ่งเป็นสถานที่สำคัญ สถานที่แห่งความทรงจำทิ้งไป

แต่แล้วเบคเคลมก็ชี้แจงเหตุผลที่ทำให้วักก้าต้องสะอึกว่า... นายมีเมีย มีลูก ไม่ใช่เหรอ? ถ้าไม่รีบเผาแล้วมีปิศาจหลุดออกมาจากวัดได้ นายไม่กลัวครอบครัวนายตกอยู่ในอันตรายรึไง!?

ถึงตอนนั้นเอง ยูน่าก็ปรากฏตัวขึ้นมา เบคเคลมบอกกับยูน่าว่าว่ายังไงตอนนี้ทางออกที่ดีที่สุดก็คือเผาวัดทิ้งไป จะเก็บไว้เป็นที่ภาวนาก็ไม่ใช่เรื่อง ยูน่าเองคงจะรู้ดีที่สุดว่าลำพังการภาวนา สวดมนต์ขอพร มันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น สิ่งสำคัญคือมนุษย์ต้องลงมือทำอะไรสักอย่างด้วยตนเอง

ยูน่าได้ยินก็เศร้า และถามเบคเคลมว่าอยากเห็นวัดไหม้เป็นขี้เถ้าขนาดนั้นเลยเหรอ? แต่เบคเคลมตอบว่าสิ่งที่เขาต้องการ คือความปลอดภัยของคนทั้งหมู่บ้านต่างหาก

สำหรับยูน่าแล้ว วัดแห่งนี้คือสถานที่ที่เธอเติบโตขึ้นมา เป็นบ้านของเธอ เธอได้กลายเป็นผู้อัญเชิญในที่แห่งนี้ และนี่คือที่ๆ เธอได้พบกับทีดำ.... คนตีหมา! ยังไงเธอก็จะปกป้องที่แห่งนี้ให้ได้ เธอไม่ยอมให้ความทรงจำของเธอต้องถูกแผดเผาไปกับที่แห่งนี้

ด้วยเหตุนี้ ยูน่าและพวกจึงบุกเข้าไปในวัด เพื่อหยุดยั้งปิศาจร้ายไม่ให้ทะลักออกมาสู่ภายนอกได้ ซึ่งเบคเคลมก็บอกว่าจะทำอะไรก็ให้รีบทำ เขาจะไม่อดทนรอนานนัก

แน่นอนว่าตามบทแล้ว ยูน่าก็ต้องหยุด Dark Valefor และความวุ่นวายทั้งหมดได้สำเร็จ แต่พอเธอเดินออกมาจากวัดพร้อมกับวักก้า เบคเคลมก็บอกว่า โชคดีไปที่พวกเธอไม่ได้บาดเจ็บอะไร... แต่วักก้าเองก็กำลังจะเป็นพ่อคนแล้วไม่ใช่เหรอ? หากวักก้าเป็นอะไรไปขึ้นมาแล้วลูกเมียจะอยู่กันยังไง?

เมื่อบ่นเสร็จ เบคเคลมก็เดินจากไป ทิ้งไว้แต่ประเด็นปัญหาที่วักก้าต้องตอบตัวเองให้ได้

แม้ริคคุจะพยายามปลอบ แต่วักก้าก็บอกว่าเบคเคลมพูดถูกแล้ว "หากเรายอมเสี่ยงตายเพื่อจะรักษาความทรงจำบางอย่างไว้ เราย่อมเสี่ยงที่จะสูญเสียมันไปทั้งหมด" กรณีนี้เขาแค่โชคดีที่มันจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง แต่หากโชคร้ายมันอาจจบที่เขาตาย และปิศาจร้ายก็แห่กันออกมาฆ่าล้างคนในหมู่บ้านได้

ริคคุถามวักก้าว่า "แล้วถ้ามันเป็นความทรงจำที่สำคัญมากๆ จริงๆ ล่ะ?"

วักก้าตอบคำถามนั้นกลับมาด้วยแนวคิดของชาวอัลเบดที่ว่า "ความทรงจำเป็นสิ่งที่ดี แต่มันก็แค่นั้น นั่นเป็นคำพูดของชาวอัลเบดเองไม่ใช่เหรอ?"

"ความทรงจำ ก็เป็นแค่.... ความทรงจำ ใช่มั้ย? หากมีปิศาจปรากฏตัวขึ้นจากวัดอีกครั้ง ฉันอาจจำเป็นต้องเผามันจริงๆ"

ยูน่าที่อยู่ตรงนั้น รับฟังแล้วก็เข้าใจ... แต่เธอก็ได้บอกวักก้าไว้ว่าหากถึงคราวที่มันวิกฤตจริงๆ ก็ให้เรียกยูน่ามาช่วยก่อน เราจะเก็บการเผาวัดไว้เป็นหนทางสุดท้ายเท่านั้น

เหตุการณ์นี้ก็ได้สอนว่าความทรงจำนั้นเป็นสิ่งที่ดี การปกป้องความทรงจำ สถานที่หรือวัตถุแห่งความทรงจำ ก็เป็นเรื่องมนุษย์ทำเป็นปกติกัน ทว่าเรื่องทุกอย่างนั้นจำเป็นต้องมีขอบเขต ไม่ควรยึดติดหรือยึดถือมันมากจนเกินไป เราเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง อยู่กับปัจจุบันและอนาคตให้มากกว่าอดีต

หากว่าการยึดติดหรือยึดถืออดีต มันเสี่ยงจะทำให้เราต้องสูญเสียปัจจุบันหรืออนาคตลงไป เราก็ต้องรู้จักยอมรับที่จะลาจาก ละทิ้งมันไป เพื่อรักษาปัจจุบัน และทำให้เราก้าวต่อไปสู่อนาคตได้