คาวาซึ เปิดประวัติ Final Fantasy II เผย Lore ของจักรวรรดิครั้งแรก (Full)


ตั้งแต่เริ่มพูดคุย คุณอาคิโตชิ คาวาซึ ออกตัวว่าเรื่องเล่าเหล่านี้เป็นเรื่องเมื่อเกือบ 40 ปีมาแล้ว หลายเรื่องก็ลืมแล้ว หลายเรื่องก็อาจจะจำผิด ดังนั้นสิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้ อาจจะขัดแย้งกับข้อมูลในอินเตอร์เน็ตก็ได้ แต่ก็ไม่อาจฟันธงได้ว่าสิ่งที่เขาพูดวันนี้หรือข้อมูลในอินเตอร์เน็ต อันไหนถูก อันไหนผิด ซะทีเดียว และการอ้างอิงชื่อคนว่าใครทำอะไร ใครพูดอะไร… เอิ่ม อย่าไปใส่ใจเลย วันนี้คือมาเล่าเอามันส์ปาก ขอออกตัวไว้ก่อนเลย

คาวาซึเริ่มเล่าว่า ฮิโรโนบุ ซากากุจิ อยากทำ King’s Knight เป็น RPG มาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ถูกทัดทานว่าเกม RPG มันขายไม่ได้ ในปีนั้นพอ Dragon Quest ภาคแรกออกมาเป็น RPG แล้วขายดี ซากากุจิเลยเสียใจและเจ็บใจมาก

แล้วพอทำ FF ภาคแรก เป็นเกม RPG จริงจังเกมแรกของ Square ก็ขายถึงเป้าหมายระดับนึง ทุกคนก็มั่นใจว่าทำภาคต่อได้แน่ ทีนี้ตอนจะมาทำ ก็วางแนวคิดที่ยึดตาม DQ ออกไปก่อน แล้วหันมาคิดกันว่า พวกเราอยากทำอะไรกันแน่ มีอะไรที่เราทำได้บ้าง

ตอนนั้นมีไอเดียนึงที่ฮิโรโนบุ ซากากุจิ เสนอขึ้นมาด้วย คือสร้างเมืองใหญ่ขึ้นมา แล้วให้เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในเมืองนั้น อารมณ์คล้ายมิดการ์ของ FFVII นั่นเลย

ใน FFI ตัวเอกไม่มีบุคลิกเฉพาะตัว พอมา FFII เลยอยากให้มีบุคลิกชัดเจนขึ้น แล้วพวกเราก็ได้รับอิทธิพลจาก Star Wars มามาก ยังมีพูดกันเลยว่าอยากทำเป็นไตรภาค แถมการที่ Star Wars มันเริ่มนำเสนอจาก Episode 4 มันก็ทำให้คาวาซึสนใจว่ามันเอ๊ะยังไงซิ เรื่องราวของ FFII ก็เอาพื้นฐานจาก Star Wars มาเยอะเลย

การที่ตัวเอก DQ นั้น ไม่พูดอะไรเลย เป็นนโยบายของโฮริอิซัง ที่ว่าตัวเอกเป็นตัวแทนของคนเล่นจึงต้องไม่พูดอะไรออกมา ทว่าการที่ตัวเอกไม่พูดอะไรเลยนั้น คาวาซึก็มองว่ามันสร้างความยุ่งยากในการเล่าเรื่องมากทีเดียว คือไม่บอกว่าตัวเองรู้สึกยังไง การขับเคลื่อนเรื่องราวจึงยาก ถ้าตัวละครแสดงอารมณ์ชัดเจน โกรธก็พุ่งเข้าใส่ เศร้าก็ร้องไห้ ดีใจก็กอดกัน เมื่อถ่ายทอดอารมณ์เหล่านี้ จะทำให้ผู้เล่นเข้าถึงตัวละครและไหลไปตามเนื้อเรื่องได้ง่ายกว่า

สำหรับคาวาซึแล้ว หากตัวเอกพูดว่า “ไปช่วยเจ้าหญิงกันเถอะ ไปกันเลยโว้ยยยยย!!” มันย่อมดีกว่าการถูกขอร้องให้ไปช่วย แล้วเราก็แค่ทำตามคำขอเท่านั้น ถึงแม้โครงเรื่องจะเหมือนกัน แต่ถ้าคนเล่นเห็นตัวละครพูดออกมาเอง มันก็จะอินง่ายกว่า

พูดกันต่อถึงเนื้อเรื่อง ตัวคุณแฟนพันธุ์แท้ก็บอกว่า เกม FFII นี่ปลูกฝังความคิดว่าจักรวรรดิ เท่ากับตัวร้ายแน่นอนให้กับเขาเลยทีเดียว

คาวาซึก็เล่าต่อว่าโครงเรื่องส่วนใหญ่เขาจัดวางเอง แต่ทีมงานก็คุยกันไปเรื่อย ๆ จนตกผลึก เซตติ้งของจักรวรรดิ ตัวละคร รายละเอียดต่าง ๆ ก็ช่วยกันคิดเข้าไป ทว่าในส่วนเรื่องที่เพื่อนร่วมทางตายเป็นเบือ เดิมในพล็อตแรกที่คาวาซึเขียนเอง จะมีโยเซฟคนเดียวเท่านั้นที่ตาย ไม่ได้จะให้ซิดตายด้วย

ทว่าคาวาซึก็เผยว่า พวกเขาเติบโตมากับสื่อในยุคที่นำเสนอเรื่องการเสียสละตัวเองเพื่อช่วยคนอื่น มันหล่อหลอมให้พวกเขาเขียนพล็อตตายเป็นเบือเพื่อส่งไม้ต่อ กันไปโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

เรื่องระบบ Word Memory System อันที่จริงเกมอย่าง The Death Trap หรือ Alpa ในยุคนั้นมันมีอยู่แล้ว มันเป็นกระแสในยุคนั้น คุณฮิโรโนบุ ซากากุจิ และคุณฮิโรมิจิ ทานากะ ก็คุณเคยกับระบบนี้มาก่อนทั้งคู่ ทว่าเกมบน PC น่ะ ผู้เล่นจะพิมพ์ข้อความลงคีย์บอร์ด เพื่อคุยกับตัวละครในเกม พอพิมพ์คีย์เวิร์ดที่ถูก ตัวละครก็จะให้ข้อมูลกลับมา แต่บน Famicom มันไม่มีคีย์บอร์ด คุณทานากะเลยเอามาพัฒนาเป็นการให้ผู้เล่นเก็บคีย์เวิร์ดต่าง ๆ แล้วหยิบมาตอบ แม้ช่วงท้ายเกมจะไม่ค่อยมีจุดที่ใช้ระบบนี้แล้ว แต่ก็เป็นระบบที่ดีมากในช่วงต้นเกม ที่ดึงคนเล่นให้เข้าสู่โลกของเกม

Ekmet Teloess ที่เป็นคำพูดเปิดทางลับ เป็นคำที่ซากากุจิคิดขึ้นมา

ในพล็อตของคาวาซึ ลิเวียธาน ไม่ได้กลืนตัวละครลงท้องไป แต่ซากากุจิเสนอให้เปลี่ยนเป็นกลืนคนเข้าไป เลยต้องสร้างฉากในท้องลิเวียธานเพิ่ม

ตอนแรกหลังจากที่โยเซฟตาย แล้วของฝากฝังลูกสาวเนลลีไว้ แต่พอเราย้อนกลับไปที่บ้านของโยเซฟ ก็ไม่เห็นจะเจอลูกสาว เลยมีการเพิ่มเนลลีเข้าไปในบ้าน ในช่วงสุดท้ายของการพัฒนา

การแก้ไขเล็ก ๆ แบบนี้ มันก็ต้องใช้ ROM ทำให้ต้องมีการตัดทอนเนื้อหาส่วนอื่นออกแทน มีการตัดนู่นเพิ่มนี่เยอะมาก

อย่างฉากที่พวกโจรสลัดของเลย์ลาเต้นรำ ไปกลับ 2 รอบ เพิ่มที่จะแสดงว่าไม่ต้องการไปช่วยพวกกลุ่มต่อต้าน แต่ก็ตัดลดไปรอบนึง ได้พื้นที่สำหรับใส่ตัวอักษรคืนมา 100 ตัว เพื่อเอาพื้นที่ ๆ ได้มา มาใส่บทพูดแทน

เกมสร้างโดยไม่ให้เป็นเส้นตรง ให้อิสระสูงมาก และรู้ว่าสามารถซื้อเวทมนตร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในเกมตั้งแต่เริ่มได้ แต่มันก็มีอุปสรรคมากมาย กว่าจะไปถึงตรงนั้น

เกมยุคนั้น จะกำหนดว่าจะเจอศัตรูอะไร ตามการกำหนดพิกัดพื้นที่ ซึ่งไม่สามารถทำให้มันสอดคล้องกับภูมิประเทศเป๊ะ ๆ ได้หรอก มันจะมีจุดเหลื่อมกันบ้าง (ทำให้ตามขอบภูเขา แม่น้ำ อาจเจอศัตรูอีกแบบไปเลย)

คุณคาวาซึติดบอร์ดเกมมาก ไอเดียมากมายของ FFII ก็มาจากบอร์ดเกม โดยเฉพาะ Rune Quest ซึ่งมีการแยก HP แขนซ้าย แขนขวา ขาซ้าย ขาขวา ลำตัว ศีรษะ ถ้าส่วนไหน HP หมดก็จะใช้งานไม่ได้ ถ้าโจมตีโดนศีรษะก็อาจล้มไปเลย ฯลฯ เวลาโดนพิษ ก็มีค่าความต้านทานพิษ ว่าจะติดมั้ย ถ้าทอยต๋อยได้ต่ำกว่าค่าความต้านทานพิษ ก็จะติดพิษ แต่ถ้าโดนพิษไปเรื่อย ๆ ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเอง

เรื่องระบบ Level คาวาซึเล่าว่าสมัยนั้นยูจิ โฮริอิ ของฝั่ง DQ ได้ทุ่มเทออกแบบระบบเวเลวลอัปละเอียดมาก มีการจัดบาลานซ์อย่างพิถีพิถัน แต่ส่วนตัวเขาไม่ชอบแนวคิดเรื่องการจัดบาลานซ์ให้ผู้เล่น เขาว่าควรให้ผู้เล่นไปจัดเอง การให้ผู้เล่นไดเรียนรู้เอง ปรับเอง นั่นแหละคือการผจญภัยที่แท้จริง แม้มันจะเป็นระบบที่ไม่เป็นมิตรกับผู้เล่นสักเท่าไหร ่แต่การปล่อยให้ผู้เล่นได้เล่นอย่างอิสระ ไม่ได้คิดล่วงหน้าว่ามันจะสนุกแน่นอน แต่เป็น ปล่อยให้ผู้เล่นได้ไปตัดสินใจเอง ….จะเล่นแบบไหน จะสนุกแค่ไหน… และผู้เล่นต้องมี vision ในระดับนึง ถึงจะเล่นได้ดี

ก่อนจะเริ่มเลี้ยงตัวละคร ก็ต้องแบ่งหน้าที่ตัวละครในปาร์ตี้ไว้แล้ว วางแผนล่วงหน้า

มีคำถามต่อมาว่า การทำให้โจมตีเพื่อนตัวเองเพื่อเพิ่มค่าสเตตัสได้ เป็นสิ่งที่คาวาซึ คาดการณ์ไว้แต่แรกรึเปล่า?

คาวาซึบอกว่าตั้งแต่สมัย FF1 ทีมงานอยากให้ใช้เวทย์รักษา โจมตีพวกอันเดด เพื่อสร้างความเสียหายได้ แต่ในแง่ระบบ targeting การทำ cursor ให้เลือกเป้าหมายได้ทั้งฝ่ายเราและฝ่ายศัตรูนั้นยุ่งยาก ใน FF1 เลยยังไม่ได้ทำแบบนั้น ทีนี้พอมาใน FF2 ก็เลยพยายามทำให้เลือกเป้าหมายได้อย่างอิสระดู เพื่อจะให้ผู้เล่นใช้เวทย์รักษาสร้างความเสียหายให้ศัตรูได้ หรือโจมตีเพื่อนที่ติด confuse เพื่อเรียกสติ แต่การที่ผู้เล่นอาศัยประโยชน์จากการปลด targeting ให้อิสระนี้ เอาไปโจมตีวเพื่อนร่วมปาร์ตี้เองเพื่อปั๊มค่าพลัง เป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดไว้แต่แรก



เรื่องของ FF2 เป็นเรื่องของกลุ่มต่อต้านจักรวรรดิ ทำให้เด็กยุคนั้นรู้จักคำว่ากบฎขึ้นมา

คาวาซึเห็นว่าสมัยนั้น มีเนื้อเรื่องที่ตัวเอกมีสายเลือดวีรบุรุษ หรือเป็นคนระดับสูงที่ต้องระเห็จเร่ร่อน แล้วสุดท้ายได้กลับคืนสู่ฐานานุรูปเดิมเยอะแล้ว เขาเลยอยากทำสิ่งที่แตกต่างออกไป ก็คือให้พวกตัวเอกเป็นคนธรรมดาเนี่ยแหละ

คาวาซึบอกว่า ชื่อฟรีโอนีล ดัดแปลงมาจากอาณาจักร Furyondy ในโลก Greyhawk ของบอร์ดเกม D&D มันเป็นเกมที่พวกคาวาซึเล่นกันตอนเรียนมหาวิทยาลัย เลยเอาชื่อมาดัดแปลง

ตอนที่จักรวรรดิจะล้มลง ได้ถามฟรีโอนีลว่าแกเป็นใครกันแน่? คาวาซึบอกว่าฟรีโอนีล ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย พ่อแม่ถูกฆ่าตาย ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่เลออนฮาร์ต นอกนั้นก็ไม่ได้เขียนอะไรไว้ใน setting ดังนั้น ถ้าฟรีโอนีลจะตอบ ก็คงตอบแึ่ว่า “ทหารแห่งกองกำลังปฏิวัติคนหนึ่งเท่านั้นแหละ!!” แบบนี้น่าจะเท่กว่าการบอกว่าเป็นคนพิเศษมาจากไหน

เรื่องฉากเปิดเกม ที่มาถึงก็เข้าฉากต่อสู้เลย และแพ้เละเทะเลย คาวาซึบอกว่าตัดสินใจกันตั้งแต่เริ่มโปรเจคท์ ต้องให้ชนะขาด คนเล่นจะได้ไม่ต้องพยายาม ผู้เล่นจะได้รู้ตัวว่าไฟต์นี้บังคับแพ้

มินอู เป็นจอมเวทย์ที่หลบหนีมาจากมิซิเดีย ตอนที่มิซิเดียโดนยึดประเทศ มินอูอายุ 27 ปี

เพราะวัย 27 นั้นเป็นช่วงที่มนุษย์เริ่มขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ และถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ แล้วก็ยกตัวอย่างว่าตอนเล่าปีไปเชิญขงเบ้งถึง 3 ครั้ง แล้วขงเบ้งมาร่วมมือกับเล่าปี่ด้วย ขงเบ้งก็อายุ 27 ปีพอดี หรืออย่างตอนที่โอดะ โนบุนากะเริ่มสร้างชื่อในประวัติศษสตร์ ก็อายุ 27 ปีเหมือนกัน ตอนคาวาซึอายุ 27 ปี (1989) ก็ทำ 魔界塔士Sa・Ga หรือ FF Legend อยู่

คาวาซึบอกว่าเขาเองก็มีลูกสาว 2 คน เลยต้องคิดด้วยว่าหลังจากเขียนให้โยเซฟตายแล้ว ลูกสาวจะเป็นยังไงต่อ ก็ต้องแก้รายละเอียดให้เห็นว่าลูกสาวยังมีชีวิตต่อไป

โยเซฟพกไอเทมกระเทียมติดตัวมาด้วยตั้งแต่แรก ไว้โจมตีอันเดดได้ ที่ให้โจเซฟพกติดตัวมา ก็เพื่อให้คนเล่นอยากรู้ว่าไอเทมนี้ไว้ใช้ทำอะไร แล้วก็จะได้ลองใช้

คาวาซึตั้งชื่อริชาร์ด ส่วนซากากุจิ ตั้งชื่อซิด มาจาก El Cid วีรบุรุษของสเปน

เรื่องเรือเหาะ คาวาซึบอกว่าตอนภาคแรก แค่คิดง่าย ๆ ว่าอยากให้มีอะไรบินได้บนฟ้า ตอนแรกพอบอกนาเซอร์ (Nasir) ไป นาเซอร์ก็บอกว่าเป็นไปไม่ได้หรอก แต่วันต่อ ๆ มา ๆก็ยิ้มกริ่มเข้ามาพร้อมเขียนโค้ดให้บินด้วยความเร็วสูงได้แล้ว



พิธีกร: ตัวละครจากจักรวรรดิพาลาเมเกีย โดยเฉพาะจักรพรรดิเนี่ย เป็นตัวละครที่น่าเกรงขามและสร้างอิมแพคท์อย่างมากเลยนะครับ

คาวาซึ: ที่จริงแล้วจักรพรรดินี่ แต่งเซตติ้งไว้เยอะมากเลยนะ

แฟนพันธุ์แท้ : หา... จริงเหรอครับ?

คาวาซึ : ฮ่อ ฮ่อ ฮ่อ

พิธีกร : เช่นยังไงบ้างเหรอครับ?

คาวาซึ: ฆ่าพ่อตัวเอง...

แฟนพันธุ์แท้ & พิธีกร : เอ๊ะะะะะะะะะะะ!?

คาวาซึ : คือพ่อเค้าเป็นคนทุบตีทำร้ายแม่เค้าก่อนไง

แฟนพันธุ์แท้ : เดี๋ยว ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

คาวาซึ : เขาก็เลยต้องฆ่าพ่อเขาน่ะ เพื่อปกป้องแม่ไง

แฟนพันธุ์แท้ : อ๋อ ๆ ๆ ๆ เพื่อช่วยแม่จาก domestic violence

คาวาซึ: หลังจากนั้นเขาก็ถีบตนเอง ไต่เต้าก้าวขึ้นสู่วิถีแห่งอำนาจ จนกลายมาเป็นจักรพรรดิ แม้จุดเริ่มต้นจะเกิดจากความต้องการปกป้องและเกลียดชังความอยุติธรรม แต่ท้ายที่สุด เขาก็กลายมาเป็นเผด็จการผู้กระหายการยึดครองโลกซะเอง

พิธีกร: กลายเป็นว่าในเส้นทางอำนาจนั้น จิตใจเขาบิดเบี้ยวไปสินะครับ อว๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาา

หลังจากนั้นคาวาซึก็เล่าต่อว่า ในโลกของ FFII มันมี 7 อาณาจักร จักรพรรดิก็รู้สึกว่าเขามีชะตากรรมที่ต้องรวม 7 อาณาจักรให้เป็นหนึ่ง ในพล็อตตอนแรกสุด ก็เขียนให้ตัวละครแม่ของจักรพรรดิออกมาปรากฏตัวด้วย

แต่ที่ต้องตัดบทแม่ไป เหตุผลหนึ่งก็คือเรื่องปัญหาการบริหารเมโมรีของตลับ

และในแง่ของเนื้อเรื่อง คาวาซึก็อยากให้โครงสร้างเป็นแบบจักรวรรดิปะทะกองกำลังปฏิวัติ คาวาซึไม่ได้อยากให้คนเล่นไปอินจนเห็นใจฝ่ายจักรวรรดิ อยากใช้โครงเรื่องเรียบง่ายเลยคือ จักรวรรดิคือตัวร้ายที่กองกำลังปฏิวัติต้องไปสู้ แล้วให้ผู้เล่นเข้าใจโครงเรื่องนั้นได้ง่าย ๆ แต่ถ้าเป็นสมัยนี้ อาจจะตีแผ่เนื้อเรื่องให้ผู้เล่นรู้สึกอินกับฝ่ายศัตรูได้ ทว่าในยุคนั้น ผู้เล่นเกม RPG ยังไม่คุ้นเคยกับเกมที่มีมิติทางศีลธรรมอันซับซ้อน ดังนั้น การเล่าเรื่องแบบที่กำหนดชัดเจนไปเลยว่าฝ่ายไหนดี ฝ่ายไหนร้าย จะทำให้ผู้เล่นเข้าใจเกมได้ง่ายกว่า

แล้วหลังจากที่ทีมงานตกลงกันว่า FFII จะทำเรื่องราวจักรวรรดิปะทะกองกำลังปฏิวัติ คาวาซึก็เป็นคนคิดรายละเอียดโครงสร้างของจักรวรรดิขึ้นมาเองเยอะพอสมควรครับ โดยกำหนดให้โลกนี้มี 7 อาณาจักร แต่ละอาณาจักรล้วนต่อต้านจักรวรรดิ แต่ก็ค่อย ๆ โดนพาลาเมเกียยึดครอง เพื่อจะรวมการปกครองให้เป็นหนึ่งเดียว การุกรานนี้มันก็มีเซ็ตอัปคล้ายกับยุคสงครามจีน (ยุคเลียดก๊ก) ที่รัฐฉินรุกรานและกลืนรัฐอื่น ๆ เข้าไป แล้วตอนมาคิดเซตติ้งจักรวรรดิว่าเป็นยังไง คาวาซึที่ชื่นชอบจักรวรรดิไบเซนไทน์ (โรมันตะวันออก) ก็ไปค้นคว้าข้อมูลมาแล้วเอามาใช้ผสมกัน

คาวาซึเผยว่า มีการตั้งชื่อจริงของจักรรรดิไว้ด้วย เขียนไว้ที่ไหนสักแห่ง (ทำท่าจะเปิดเอกสาร แต่หาก็เลิก) มันก็มีเขียนไว้ในเซตติ้ง แต่ไม่ได้เอาออกมาใช้ในเรื่อง ก็คิดว่าไม่จำเป็น ทุกคนก็เรียกเขาว่า "ท่านจักรพรรดิ" แบบนั้นไป

นอกจากนี้ หลังจากที่เขาฆ่าพ่อตัวเองแล้วปิดเป็นความลับ เขาก็เริ่มกลายเป็นคนโหดเหี้ยมป่าเถื่อนเหมือนพ่อไม่มีผิด จักรพรรดิก็รู้ตัวว่าเขากลายเป็นแบบพ่อที่เขาเกลียด... และเขาก็เกลียดในด้านนั้นของตัวเองเช่นกัน

“อุโบ้อ่าาาาา” ウボァー คำพูดก่อนตายของจักรพรรดิอันเลื่องลือ เป็นการคิดของซากากุจิ พวกเสียงอย่าง “ฮ่า ฮ่า ฮ่า” “หึ” เนี่ยก็ซากากุจิเหมือนกัน ซากากุจิชอบอะไรที่ลงท้ายเสียง “อา” เลยออกมาเป็นอุโบ้อ่าาา เป็นการออกเสียงที่แปลก

การที่เลออนฮาร์ต ไปรับใช้จักรพรรดิ ก็เพราะหลงใหลพลัง และถูกดึงดูดด้วยคาริสมาของจักรพรรดิ ก่อนหน้านี้จักรพรรดิเองก็เป็นคนที่ได้รับการเคารพนับถืออย่างยิ่งใหญ่ ขนาดฮิลด้าเองก็ยังพูดแบบนั้น

พิธีกรอ่านคำถามจากคุณ ทาโคะวาสะซัง

คำถาม: "การจากลากับเลออนฮาร์ตมันบีบเค้นหัวใจผมมาก แม้ฟรีโอนีลและพวกจะปราบจักรพรรดิได้แล้ว ดูเหมือนทุกอย่างจะจบลงด้วยดี แต่ช่องว่างระหว่างฟริโอนีลกับเลออนฮาร์ตนั้นลึกมาก ในเนื้อเรื่องหลักไม่ได้เล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาหลังจากนั้น แต่ผมเชื่อเอาเองว่าสักวันหนึ่งฟรีโอนีล เลออนฮาร์ต ไก และมาเรีย คงจะได้กลับมาเป็นครอบครัวกันอีกครั้งอย่างสงบสุขนะ"

พิธีกรกับคุณแฟนพันธุ์แท้ ก็คุยกันว่าเนื้อเรื่องหลังปราบจักรพรรดิไปแล้วงั้นเหรอ? ถ้าในการคอลแลประหว่าง Final Fantasy II กับ FFRK มีเนื้อเรื่องแบบนั้นอยู่ ก็อยากรู้มากเลยว่าเราจะได้เห็นอะไรบ้าง? พอจะคาดหวังได้มั้ย?

คาวาซึ : ในฉากจบของ Final Fantasy II ตั้งแต่ออริจินอลเลยนะ ซากากุจิซังเขาก็ถามว่า "แบบนี้มันจะดีเหรอ?" ซากากุจิน่ะอยากให้จบแบบตอนจบของ Star Wars IV ที่ทุกคนมารับเหรียญผู้กล้าอย่างสดใส แล้วก็ตะโกน บันซายยยย บันซายยยย

คาวาซึ : แต่สำหรับผม ผมว่าไม่ใช่แบบนั้น หลังจากทุกอย่างจบลง พวกเขาไม่มีวันกลับไปเป็นคนเดิมเหมือนก่อนที่การผจญภัยจะเริ่มขึ้นได้อีกแล้ว ทุกคนล้วนเติบโตขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปในแบบของตัวเอง การที่คนเราจะแยกย้ายกันไปเติบโตตามวิถีของตนเอง นั่นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลย มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ นั่นคือความหมายของฉากจบที่ผมใส่เข้าไป และหวังว่ามันจะเชื่อมโยงต่อไปยังเรื่องราวในอนาคตได้ด้วยครับ

แฟนพันธุ์แท้ : เอ๋~~~~~~~~~ อ๋าาาาาาาาาาาาาา!!

พิธีกร: โห ยิ่งฟังก็ยิ่งตื่นเต้นรอคอยมากขึ้นเรื่อย ๆ เลยครับ

แล้วพิธีกรก็อ่านข้อความ PR ว่าคอลแลปครั้งนี้ นอกจากเนื้อเรื่องแล้ว ยังมีของสวมใส่ และเพลงประกอบที่เรียบเรียงโดยคุณอิโตะ เคนจิ ด้วยครับ แคลแลปครั้งนี้เต็มไปด้วยคอนเทนต์ที่น่าสนใจมากมายจริง ๆ อีเวนต์มา 10 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไปครับ ไว้ลองไปเช็คดูกันนะครับ

ช่วงท้าย คาวาซึมีเอาเอกสาร setting เรื่อง FFII ที่นับเป็นโบราณวัตถุมาเปิดโชว์ เป็นพล็อตเริ่มต้นที่คาวาซึเขียนเอง และบอกว่าก่อนจะมาออกรายการวันนี้ ก็ไปทำการบ้าน หาเอกสาร รื้อฟื้นความจำขึ้นมาให้ได้มากที่สุด หลายเรื่องก็ลืมไปแล้ว แต่พอค้นหาทางอินเตอร์เน็ต ก็ช่วยให้รื้อฟื้นกลับมาได้เกือบทั้งหมด


ก็คิดว่า Final Fantasy กำลังจะครบรอบ 40 ปีในปีหน้า ตอนที่พวกเขา ซากากุจิ ทานากะ นาเซอร์ มารวมตัวกัน เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก อันที่จริงเร็ว ๆ นี้ก็คิดว่าทุกคนควรจะช่วยกันขุดค้นเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมา preserve ไว้จริงจังเพื่อคนรุ่นหลัง

แล้วแกก็คิดว่า ถ้าโลกนี้ไม่มี Final Fantasy เกิดขึ้นมา ประวัติศาสตร์พัฒนาการของเกม RPG บนโลกมันก็คงจะต่างออกไป ไม่รู้เลยว่าโลกจะเป็นยังไง การที่ได้รับโอกาสมาเล่าว่า พวกคนแก่ที่สร้าง FF ยุคแรกขึ้นมา เขาคิดอะไร เขาทำอะไรลงไปบ้าง ก็เลยดีใจมาก ๆ เลยล่ะ


ไม่มีความคิดเห็น