สรุป Kingdom Hearts หลังจบ Union χ สู่ Missing Link



by เจนนี่

หลังจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมใน Kingdom Hearts Union χ ปิดฉากลง โลกก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ อารยธรรมเดิมล่มสลาย โลกทั้งใบพังทลายจนแทบไม่เหลือผู้รอดชีวิต

เหล่าเด็กน้อย Dandelions ผู้ใช้คีย์เบลดที่ถูกเลือกเพื่อสืบทอดอนาคต ไม่ได้จบชีวิตลง แต่กลับถูกจองจำอยู่ภายใน Data World และหลับใหลในร่างของ Dream Eaters เพื่อรอคอยวันที่ใครสักคนจะเดินทางมาช่วยปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระ

ในขณะเดียวกัน เหล่า Union Leaders ทั้งห้าคนต่างพยายามเดินทางข้ามกาลเวลาด้วยกระสวย Ark แต่กลับมีเพียงคนเดียวที่เดินทางไม่สำเร็จ... นั่นคือ เอเฟเมรา! (Eng ทางการเขียน Ephemer) จากข้อมูลทั้งหมดที่มีในตอนนี้ จึงมีความเป็นไปได้สูงมากว่า เอเฟเมรา กลายเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวของยุคหลังการล่มสลาย เขายังคงครอบครองตำราพยากรณ์ และยังเป็นผู้รับช่วงสืบทอดคีย์เบลด Master Keeper อีกด้วย

ต่อมาเอเฟเมรา ได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นบนซากอารยธรรมเดิมของเดย์เบรกทาวน์ (Daybreak Town) ซึ่งเมืองนั้นก็คือสกาลา แอด ไคลัม (Scala ad Caelum) ศูนย์กลางแห่งใหม่ของผู้ใช้คีย์เบลด และในยุคต่อมา ชื่อของเขาก็ได้รับการยกย่องจนมีรูปปั้นสลักหินตั้งเด่นอยู่กลางจัตุรัสน้ำพุของเมือง ในฐานะบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งอารยธรรมแห่งใหม่นั่นเองค่ะ!

เรื่องราวของ Kingdom Hearts Missing-Link เกิดขึ้นราว ๆ สี่ชั่วอายุคนหลังจากนั้น สกาลาฯ เติบโตกลายเป็นมหานครขนาดใหญ่ และถูกปกครองโดยสมาพันธ์ซึ่งสืบเชื้อสายตรงมาจากเอเฟเมรา

แต่ตลอดเวลาในยุคสมัยของสกาลาฯ นั้น โลกกลับเริ่มเผชิญปรากฏการณ์ประหลาดอีกครั้ง เมื่อสิ่งที่เรียกว่า Distortion หรือ "รอยบิดมิติ" ปรากฏขึ้นทั่วโลก

รอยบิดเหล่านี้ทำหน้าที่เชื่อมโลกแห่งความจริงเข้ากับมิติ Astral (Astral Plane, Realm, Dimension) มิติปริศนาที่เชื่อมต่อ "การมีอยู่" เข้ากับ "ความว่างเปล่า" มิติ Astral นี้มีภูมิประเทศเหมือนโลกจริงแทบทุกประการ ทั้งถนน อาคาร และสถาปัตยกรรมยังคงอยู่ครบ แต่กลับไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลย เพราะแท้จริงแล้วมันคือโลกที่ถูกสร้างขึ้นจาก Mental (พลังจิต ความทรงจำ และอารมณ์ของผู้คน) และนั่นเองจึงเป็นเหตุผลที่พวกฮาร์ทเลส ถือกำเนิดอยู่ที่นั่นเป็นจำนวนมาก เพราะพวกมันเกิดจากอารมณ์ด้านลบของหัวใจ เมื่อรอยบิดมิติเปิดออก พวกฮาร์ทเลสจึงสามารถใช้รอยบิดเหล่านั้นมุดข้ามมารุกรานโลกแห่งความจริงได้นั่นเองค่ะ!

เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ ชาวสกาลาฯ จึงร่วมมือกันก่อตั้งองค์กรต่าง ๆ ที่เรียกว่า “สมาพันธ์” (Societies) ขึ้นมา สมาชิกของแต่ละสมาพันธ์ มีการแบ่งชัดเจนระหว่างสมาพันธ์ที่สืบสายเลือดมาจากเอเฟเมรา และสมาพันธ์ที่ไม่ได้สืบสายเลือดมา

หน้าที่หลักของพวกเขาคือการลงไปสำรวจมิติ Astral พร้อมทำภารกิจสำคัญหลายอย่าง อย่างแรกคือการเข้าปะทะและกำจัดฮาร์ทเลสที่พยายามหลุดออกมายังโลกจริง อย่างที่สองคือการรวบรวม Pieces หรือเศษเสี้ยวความทรงจำจากต่างโลก ซึ่งในเกมก็คือชิ้นส่วนที่ผู้เล่นนำมาติดตั้งเพื่อรับความสามารถใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังมีภารกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ Warp Worlds หรือดวงดาวต่าง ๆ ของ Disney ภายในจักรวาล Kingdom Hearts โดยจากข้อมูลที่ถูกค้นพบจากการ Datamined ไฟล์เกม ชาวสกาลาฯ จะเดินทางไปยังดวงดาวเหล่านั้นเพื่อตรวจสอบและแก้ไข "ความผิดปกติของประวัติศาสตร์" ที่เกิดขึ้น ให้ประวัติศาสตร์ยังคงดำเนินไปตามที่เขียนไว้ในตำราพยากรณ์ตั้งแต่แรก

ในช่วงเวลาเดียวกัน เบรน (Brain) หนึ่งในห้าผู้นำยุค Unionχ ก็ได้เดินทางมาถึงยุคของ Missing-Link เช่นกัน (ซึ่งเรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าเขาเดินทางมาถึงได้อย่างไร เพราะเบรนได้สติที่กลางเมือง) เมื่อมาถึง เขาได้รับการต้อนรับจากซิกเกิร์ด (Sigurd) สมาชิกของสมาพันธ์หนึ่ง

ในช่วงเปิดการทดสอบ CBT ยังมีฉากเสียงปริศนาที่ไม่มีภาพประกอบ โดยในฉากนั้นเราจะได้ยินเสียงของ เอเฟเมรา และเบรน ที่กำลังพยายามค้นหาวิธีช่วยเหล่า Dandelions ที่ยังติดอยู่ภายใน Data World แต่ผลการตรวจสอบกลับทำให้ทั้งสองต้องตกตะลึงขั้นสุด เมื่อบันทึกข้อมูลระบุว่า ในช่วงเวลาที่โลกล่มสลาย ได้เกิดการเคลื่อนย้ายของ "สัญญาณพลังชีวิต" จำนวนมหาศาลเคลื่อนออกไปพร้อมกัน ทว่า... กลับมีสัญญาณหนึ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ที่จุดเชื่อมต่อ! (Contact Point)

เมื่อทั้งคู่กำลังจะใช้ Ark เพื่อเดินทางไปช่วยบุคคลคนนั้น ก็เกิดเหตุการณ์บางอย่างแทรกแซงขึ้น ซึ่งนี่คือหนึ่งในปริศนาใหญ่ที่หลายคนคาดเดาว่า สัญญาณเพียงหนึ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่นั้น อาจเป็นตัวละคร Player ที่ยังติดอยู่ใน Data World พร้อมกับพวกยามิตัวต้นกำเนิด (Origin Darkness) ทั้งสี่ตนก็เป็นได้!

ในอีกด้านหนึ่ง ตัวละคร Player ที่ไม่ยอมเข้าสู่การหลับใหลในสภาพ Dream Eater ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้ง (reincarnate)

Player ตื่นขึ้นที่ริมหาดของ Scala ad Caelum โดยไม่มีความทรงจำใด ๆ เหลืออยู่เลย รอยบิดมิติได้คายเขาออกมาพร้อมกับคีย์เบลด Starlight ที่ขึ้นสนิมเกรอะกรัง หลังจากนั้น Player ก็ได้พบกับเรมุส (Remus) ชายผู้เรียกคนที่ถูกรอยบิดมิติพัดพามาว่า Drifter หรือผู้พลัดหลงจากรอยบิดมิติ แล้ว Remus ก็พา Player ไปยังสำนักงานใหญ่ของสมาพันธ์บาร็อค (Baroque Society) เพื่อพบกับเนปต์ (Nept) ผู้นำสมาพันธ์ฯ หรือที่เรียกตำแหน่งว่า Operation Master ซึ่งเนปต์ชวนให้ Player ที่กำลังถูกฝ่ายอื่นจับตาดู (เนื่องจากเป็นคนน่าสงสัยไม่มีที่มาที่ไป) เข้าร่วมสมาพันธ์เพื่อออกปฏิบัติภารกิจ เช้าวันถัดมา Player ได้ออกสำรวจเมืองสกาลาฯ โดยมีเฟรยา (Freyja) เป็นผู้อธิบายและสอนการสำรวจมิติ Astral และอธิบายนิยามของมิติแห่งนี้ ก่อนที่เรมุสจะเข้ามาสอนเรื่อง Warp Worlds และหน้าที่ของผู้ใช้คีย์เบลดในการเดินทางไปยังดวงดาวต่าง ๆ เพื่อปกป้องเส้นทางประวัติศาสตร์ให้ดำเนินไปอย่างถูกต้องตามตำราพยากรณ์

แต่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนั้น ยังมีคนอีกสองคนที่คอยจับตาดู Player อยู่ตลอดเวลา นั่นคือชายชุดดำผมเงินปริศนา 2 คนที่มีชื่อว่าฮูกิน (Hugin) และมูนิน (Munin) ซึ่งเป็นข้ารับใช้ของโอดิน ทั้งสองติดตามความเคลื่อนไหวของ Player มาตั้งแต่วินาทีแรกที่ปรากฏตัวในเมืองสกาลาฯ และที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ ทั้งสองได้เรียก Player ว่า "Star of Disaster" หรือ "ดวงดาวแห่งหายนะ" !

**ซึ่งก็น่าสงสัยว่าอาจจะเกี่ยวกับอีกสัญญาณหนึ่ง ที่เบรนและเอเฟเมราเจอ ตอนจะช่วยออกมา เช่น Player อาจจะโดนยามิสิงอยู่ในหัวใจ ก็เป็นได้ และการช่วย Player ให้ออกมา ก็กลับกลายเป็นการปลดปล่อยยามิทั้ง 4 ตนออกมาจาก Data World ไปด้วยก็ได้ แต่ก็เป็นแค่การคาดเดา**

ประโยคสั้น ๆ เพียงประโยคนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Missing-Link และอาจเป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงไปถึงเหตุการณ์ใน Kingdom Hearts IV ก็เป็นได้ เพราะเมื่อนำมารวมกับข้อมูล Datamine ทั้งเรื่องมิติ Astral, รอยบิดมิติ, Warp Worlds, เบรน, เอเฟเมรา รวมถึงการปรากฏตัวของโอดิน, ฮูกินและมูนิน ภาพของ Missing-Link จึงเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เกมภาคนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวคั่นกลางระหว่าง Union χ กับ Dark Road เท่านั้น แต่กำลังทำหน้าที่วางรากฐานตัวละครและ setting ครั้งใหญ่ของจักรวาล Kingdom Hearts ยุคใหม่ ที่จะเชื่อมต่อไปสู่ Quadratum และ Kingdom Hearts IV !

ไม่มีความคิดเห็น